ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ความจริงตอนนี้ก็คือกรุงเทพฯ บางส่วนถูกน้ำท่วมขังแล้ว
โดยเฉพาะเขตสายไหม ดอนเมือง หลักสี่ บางพลัด ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และบางเขน ถูกน้ำท่วมขังเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว
บางช่วงมีน้ำท่วมสูงเกิน 1 เมตร
มีอุปสรรคในการดำรงชีพ ขาดไฟฟ้า ขาดอาหาร การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก
จึงต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่
ขณะที่อีกกว่า 40 เขตของกรุงเทพฯ ก็เริ่มมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม
ปัจจัยหลักก็คือปริมาณน้ำทุ่งเหนือกรุงเทพฯ ยังทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กับการระบายน้ำออกสู่ทะเลยังทำได้น้อย
ไม่ "บาลานซ์" กัน
จึงเกิดภาวะสะสมของน้ำและเอ่อเข้าท่วมหลายจุดในกรุงเทพฯ ชั้นใน
ประกอบกับคันกั้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลายจุดเกิดความเสียหาย
ทะลักเข้าท่วมย่านฝั่งธนบุรีและพระนคร
การ แก้ปัญหาของศปภ.ที่ทำมาตลอดเวลา 2 เดือนก็คือเบนน้ำทุ่งที่มีประมาณ 5-6 พันล้านลบ.ม. ที่อยู่ด้านบนของกรุงเทพฯ ให้ออกฝั่งตะวันออกและตะวันตกให้มากที่สุด
แต่ก็ยังเกิดปัญหาน้ำล้นเข้าเขตด้านบนของกรุงเทพฯ ทำให้ถนนวิภาวดีฯ และพหลโยธินเกิดน้ำท่วมอย่าง ที่เห็น
ศปภ.จึงต้องแก้ไขด้วยการส่งถุงทรายยักษ์ 4-5 พันตันไปขวางทางน้ำที่รังสิต
กั้นเป็นแนวยาว 4-5 ก.ม.
จากนั้นก็จะเร่งสูบน้ำที่เอ่อท่วมในพื้นที่ "ดอนเมือง-หลักสี่-บางเขน" ออกโดยเร็ว
คาดกันว่าภายใน 7 วันนี้อาจจะได้เห็นถนนวิภาวดี-พหลโยธินกลับมาแห้งอีกครั้ง
ที่ต้องเร่งทำก็เพราะมีปัจจัยอีก 2 อย่างสนับสนุน
คือช่วง 1-11 พ.ย.นี้เป็นช่วงน้ำทะเลลดต่ำสุด
กับน้ำเหนือที่ทรงๆ มานานเริ่มลดจำนวนลงแล้ว
ถ้าเป็นไปตามแผนของศปภ.ระดมสรรพกำลังสูบน้ำออกจากถนนวิภาวดีฯ-พหลโยธิน
จัดระเบียบการระบายน้ำประตูต่างๆ ตามคลองสาขาให้เป็นไปทิศทางเดียวกันให้ได้
รวมทั้งระบายน้ำในเจ้าพระยาตรงออกทะเลให้ได้มากที่สุด
ดันน้ำฝั่งตะวันออกลงทะเลด้านบางปะกงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ผลักน้ำฝั่งตะวันตกลงแม่น้ำท่าจีน
ฉะนั้นจากนี้ไปอีก 7 วันจึงเป็นช่วงแห่ง "ความหวัง-ความอยู่รอด" ของคนกรุงเทพฯ
เพราะถ้าแผนนี้สำเร็จผล
คนกรุงเทพฯ ก็ไม่ต้องลอยกระทงบนถนนวิภาวดีฯ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, November 4, 2011
7 วัน-ความหวัง
"แม่ญิงพะเยา"จี้ "เอกยุทธ" ขอโทษกรณีดูหมิ่นสาวเหนือ
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 4 พ.ย. ที่ จ.พะเยา คณะทำงานเครือข่ายแม่ญิงพะเยา จำนวน 10 คน ประกอบด้วย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)พะเยา ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด(กพส.จ.)พะเยา เครือข่ายภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เครือข่ายสิ่งแวดล้อม และ เครือข่ายอาสาสมัคร อพม.นำโดย นางสาวราณี วงศ์ประจวบลาภ พมจ.พะเยา นางสุภัคสร วรรณปลูก ประธาน กพส.จ. และประธานเครือข่ายแม่ญิงพะเยา นางสาวอารีย์ อ้อยหอม นายก ทต.บ้านต๊ำ ฯลฯ เดินทางมารวมกันเพื่อยื่นแถลงการณ์ต่อต้านนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ต่อนายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ที่ห้องทำงาน ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดพะเยา อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา
นางสุภัคสร กล่าวว่า ในแถลงการณ์ครั้งนี้ทางเครือข่าย ฯ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง คนไทยทุกกลุ่มพยายามที่จะมองหาช่องทาง วิธีการ แนวทางเพื่อลดความขัดแย้งเหล่านี้ลง สลายความไม่เข้าใจกันให้โดยเร็ว และจะกลับไปสู่ความสงบสุขต่อกันโดยเร็วพิบัติภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ คนไทยในพื้นที่ไม่ประสบภัยน้ำท่วม หรือได้รับผลกระทบไม่มากนัก ต่างได้ขวนขวายและพยายามรับบริจาค ส่งน้ำใจ น้ำเงิน น้ำพักน้ำแรง และสารพัดสิ่งของ และนำส่งให้แก่เพื่อนชาวไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงเหนือที่เป็นกำลังสำคัญในทุกภาคส่วน แต่ในความวิกฤติของภัยธรรมชาติเรายังได้เห็นความมีน้ำใจของคนไทย ความขัดแย้งได้ลดน้อยลง ความเห็นอกเห็นใจเข้ามาแทนที่ หลายคนต้องทำงานหนักเพื่อฝ่าฟันวิกฤติบ้านเมืองไปให้ได้ หลายฝ่ายต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามความเห็นแก่ตัว เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ทางเครือข่ายแม่ญิงพะเยา จึงขอประณามการกระทำของนายเอกยุทธ ว่า ละเมิดสิทธิสตรีของผู้หญิงเหนืออย่างรุนแรง เพราะด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นคน และ ก้าวล่วงและดูหมิ่น “เพศแม่” อย่างไม่เหมาะสม และขอเรียกร้องให้นายเอกยุทธ ออกมา “ขอโทษ” ผู้หญิงเหนือภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 เพราะผู้หญิงเหนือก็มีศักดิ์ศรีความเป็นคนหากนายเอกยุทธไม่ออกมาขอโทษผู้หญิงเหนือตามที่ทางเครือข่าย ฯ เรียกร้องไป ทางเครือข่าย ฯ จะมีการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อกดดันนายเอกยุทธต่อไป
ด้านนางเจริญศรี กล่าวเสริมว่า ความรู้ ความสามารถของนายเอกยุทธมีอยู่อย่างท่วมท้น ซึ่งหากนำไปใช้ให้เกิดคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองก็จะดีไม่น้อย หากนำความรู้ ความสามารถของนายเอกยุทธ ถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมก็น่าเสียดาย โดยเฉพาะในประเด็นการโพสต์ข้อความดังกล่าวในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา กำลังจะกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งครั้งใหม่ และความขัดแย้งในครั้งนี้อาจจะหมายถึงความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ความขัดแย้งของชนชั้นในสังคมที่อาจจะไม่เคยยอมรับกัน กลับทำให้เกลียดชังกันมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะเป็นความละเอียดอ่อนเรื่องของความรู้สึกที่จะมีผลต่อความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธ์ ฉะนั้น นายเอกยุทธต้องแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดดังกล่าวโดยเร็ว
จากนั้น คณะเดินทางสักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา เพื่อกราบไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้หญิงเหนือทุกคน
ทั้งนี้ ข้อความที่นายเอกยุทธโพสต์แล้วทำให้กลุ่มสิทธิสตรีไม่พอใจอย่างรุนแรง คือ "ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น..สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆ ก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ ?"
จากนั้น นายเอกยุทธยังได้โพสต์ข้อความที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เช่น
"ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับ ตำแหน่ง..สื่อถามรัฐบาลและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายว่าต้องการความช่วยเหลือจาก ต่างประเทศเรื่องน้ำท่วมมั้ย ? คำตอบที่ได้คือ ′เราช่วยตัวเอง′ ได้...มิน่าถึงได้ยินบ่อยๆว่า ′เอาอยู่ค่ะ′ ”
รองปธ.สภาฯ จี้ “เอกยุทธ” ขอโทษ-ดูถูก “ผู้หญิงเหนือ” รักสบาย
ที่มา ข่าวสด
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กล่าวว่า กรณีที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ และอดีตผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์ แสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อออนไลน์ในลักษณะไม่ให้เกียรติผู้หญิงเหนือ จนกลายเป็นประเด็นที่กำลังลุกลามไปในหลายจังหวัดของภาคเหนือ และที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มี ส.ส.หญิง และกลุ่มผู้หญิงออกมาแจ้งความเอาผิดกับนายเอกยุทธ์ หรือจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือที่กลุ่มพลังสตรีได้ออกมาเคลื่อนไหวทางด้านความคิดและการกระทำที่ ต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายเอกยุทธครั้งนี้ ซึ่งส่วนตัวตนเห็นว่านายเอกยุทธ์ทำไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่ผู้ชายจะออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ให้เกียรติผู้หญิง
“ผมเป็นห่วง ว่าจากนี้ไปนายเอกยุทธอาจจะมาภาคเหนือไม่ได้อีกต่อไป เพราะกลุ่มพลังสตรีหรือผู้หญิงภาคเหนือจะไม่ยอมรับและต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นคนไม่ได้จำกัดว่าจะมีแต่เฉพาะกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากแต่ทุกคนที่ได้รับสิทธิความเป็นคนเริ่มตั้งแต่มีการปฏิสนธิก่อร่างเป็น ตัวตั้งแต่ในท้องของแม่แล้ว ดังนั้นทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างเต็ม ที่ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่านายเอกยุทธควรแสดงการขอโทษผู้หญิงเหนือโดยเร็ว เพราะไม่ว่าข้อความที่ได้โพสต์นั้นจะสื่อความหมายอย่างไรก็ตาม แต่เป็นข้อความที่มาจากนายเอกยุทธ์ จึงต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษขอโทษต่อผู้หญิงเหนือโดยเร็ว” นายวิสุทธิ์ กล่าว
อ่านข่าวประกอบ : วิวาทะ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" โพสต์ข้อความหมิ่น "ผู้หญิงเหนือ"
มองต่างมุม: รัฐธรรมนูญนิยม vs. เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ
ที่มา ประชาไท
ก้าวหน้า เสาวกุล
"ทำให้ ‘ประชานิยม’ ตามอำเภอใจของแต่ละรัฐบาล กลายเป็น ‘รัฐสวัสดิการ’ (welfare state) โดยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่ไม่ต้องอาศัยการหาเสียงของรัฐบาลใดๆ อีก"
(บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, 2552)
“ในสังคม ประชาธิปไตย ประชาชน ‘ซื้อ’ นโยบายจากนักการเมืองและพรรคการเมืองเสนอตัวเป็นผู้ผลิต ‘บริการความสุข’ แก่ประชาชนประชาชนหาได้ ‘ซื้อ’ นโยบายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ”
(รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, 2547: 345)
จากข้อความข้างต้นสะท้อนประเด็นทางความคิดที่แตกต่างกัน ระหว่างแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) กับแนวคิดเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ (Constitutional Economics)
เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ (2548) อธิบายความหมายและที่มาของแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยมไว้ว่า รัฐธรรมนูญนิยม คือ แนวคิดที่จะใช้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรในการกำหนดรูปแบบการปกครอง และกลไกซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดองค์กรบริหารรัฐ รัฐธรรมนูญในลักษณะของสัญญาประชาคมเป็นเครื่องมือในการจัดองค์กรรัฐ จำกัดอำนาจผู้ปกครองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งยังเป็นกลไกในการบริหารบ้านเมือง แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และการสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์ของแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยมคือ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง โดยให้รัฐรับรองสิทธิและคุ้มครองสิทธิของประชาชน ทั้งนี้ต้องมีการควบคุมโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ และมีแนวคิดในการสร้างมาตรการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญเดิม
แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม มีรากฐานมาจาก
ทฤษฎีสัญญาประชาคม มีแนวความคิดที่ว่าสมาชิกในสังคมตกลงกันในการวางกฎเกณฑ์การปกครองในสังคม เมื่อรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันภายใต้เจตนารมณ์ของสังคม รัฐธรรมนูญจึงต้องอยู่เหนือทุกส่วนของสังคม และสมาชิกในสังคมจะได้รับความคุ้มครองในชีวิต ทรัพย์สิน และร่างกาย ซึ่งเมื่อมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนยินยอมอยู่ร่วมกันภายใต้เจตนารมณ์ร่วมกัน แสดงถึงความต้องการให้รัฐต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือการจำกัดขอบเขตของเสรีภาพในอีกด้านหนึ่ง
แนวคิดหลักความเป็นสูงสุดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ไม่สามารถมีกฎหมายที่ออกมาขัดกับรัฐธรรมนูญได้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แตกต่างจากกฎหมายธรรมดาเป็นการประกันสิทธิและเสรีภาพที่ให้ไว้
หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย รัฐธรรมนูญกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐ ไม่ให้มีมากเกินจนส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้อาศัยกลไกการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเพื่อการถ่วงดุลเพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต จนกระทบต่อหลักการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
หลักนิติรัฐ บุคคลทุกคนในสังคมและเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมอยู่ภายใต้กฎหมาย และกฎหมายต้องถูกทำนองคลองธรรม ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์มิให้มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้ อำนาจตามอำเภอใจ
จากความหมายและที่มาข้างต้นทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของแนวคิดรัฐธรรมนูญ นิยมที่ว่า รัฐธรรมนูญนิยมมองว่า รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมไปถึงการสร้างกลไกที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพและประสิทธิภาพ และการจัดองค์กรในการบริหารรัฐ ทำให้นักกฎหมายมหาชนได้กล่าวถึง ความสำคัญที่จะต้องให้รัฐธรรมนูญกำหนดหลักการต่างๆเพื่อตอบสนองปัญหาของ สังคมการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะการวางแนวทางนโยบายไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏอยู่ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ยกตัวอย่าง นโยบายประชานิยม(Populism) ที่นักกฎหมายมหาชนหลายท่าน มีความเห็นว่า นโยบายประชานิยม เป็นนโยบายที่ไม่สร้างสรรค์อะไรทั้งสิ้นให้แก่สังคม สอนให้คนขี้เกียจ เป็นการแจกเพื่อซื้อใจประชาชน ทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งนั้น แจกอย่างไม่เป็นระบบ[1] ซึ่งตรงกันข้ามกับ รัฐสวัสดิการ ที่ให้รัฐเข้ามาเป็นผู้จัดสวัสดิการต่างๆให้กับประชาชน ซึ่งสวัสดิการนั้น รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดไว้แล้ว อาทิเช่น การให้การศึกษาแบบให้เปล่า 12 ปี และการได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เป็นต้น ในด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญได้เสนอการแก้ปัญหาประชานิยมไว้แล้ว นั่นก็คือ แนวทางรัฐสวัสดิการ นั่นเอง
งานบุกเบิกการศึกษาเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญของไทย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2546) ได้ กล่าวถึงที่มาของเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญไว้ว่า เริ่มจาก ริชาร์ด แม็กเคนซี่ (Richard Mckenzie) ได้จัดการสัมนาวิชาการเนื้อหาวิชานี้ในปี 1982 และภายหลังได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ Constitution Economics : Containing the Economic Powers of Government เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญวิเคราะห์กฎกติกาในสังคม อันได้แก่ กติกาทางกฎหมาย กติกาของสถาบัน และกติกาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกติกาแต่ละชุดมีผลต่อการเป็นข้อจำกัดในการเลือกและกำหนดพฤติกรรมของ หน่วยเศรษฐกิจ
สถานะของรัฐธรรมนูญมีดังนี้
1) รัฐธรรมนูญเป็นอภิสถาบัน[2](Meta-Institution) ที่ กำหนดสถาบันอื่นๆ ในสังคม เป็นบรรทัดฐานในการตีความ เป็นกฎหมายที่กำหนดกฎกติกาของสถาบันต่างๆ ให้อำนาจตราหรือยกเลิกกฎหมาย ปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกสถาบันอื่นได้
2) รัฐธรรมนูญเป็นเอกสารทางการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ เอกสารทางการเมือง รัฐธรรมนูญกำหนดโครงสร้าง หน้าที่ บทบาท และอำนาจของรัฐบาล ศาล ผู้บริหารระดับสูง กำหนดโครงสร้างของประชาชน อันได้แก่ สิทธิการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ เอกสารทางเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญกำหนดกติกาเล่นเกมระหว่างนักการเมืองกับประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ องค์กรต่างๆ โดยกติกาเหล่านี้มีผลต่อตัวละครต่างๆ ในระบบที่รัฐธรรมนูญได้วางเอาไว้
แนวความคิดว่าด้วยรัฐธรรมนูญในเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญอีก 5 กลุ่ม คือ
1) แนวความคิดรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคม รัฐธรรมนูญเกิดจากการให้สัญญาประชาคม เพื่อเป็นกฎเกณฑ์กำหนดการคุ้มครองสิทธิ ทรัพย์สิน และการจัดระเบียบสังคม
2) รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาระหว่างนายกับผู้รับใช้ โดยประชาชนเป็นนาย ส่วนคณะรัฐบาล สมาชิกรัฐสภา และข้าราชการเป็นผู้รับใช้ ความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศ(Asymmetric Information) อาจจะทำให้ผู้รับ ให้ไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของนาย ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นสัญญา ต้องออกแบบสัญญาเพื่อให้ผู้รับใช้ปฏิบัติหน้าที่ให้นายได้รับประโยชน์สูงสุด
3) รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาที่กำหนดพันธะล่วงหน้า โดยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่จะกำหนดพันธะล่วงหน้า ที่มีลักษณะเป็นกลไกเพื่อป้องกันจุดอ่อนต่างๆ ของสังคม เพื่อประโยชน์ของสมาชิก
4) รัฐธรรมนูญเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของสังคม กฎกติกาต่างๆ เกิดจากการลองผิดลองถูก บางส่วนถูกคัดทิ้ง บางส่วนถูกนำมาใช้ต่อและสังคมให้การยอมรับ
5) รัฐธรรมนูญเป็นกลุ่มของกฎกติกาและจารีต ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่
ส่วนแนวความคิดที่นำมาวิเคราะห์รัฐธรรมนูญได้แก่ แนวคิดแรกมนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ (Homo Economicus) ในความหมายที่ว่า มีความเห็นแก่ได้ ต้องการประโยชน์สูงสุด ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมในการเลือกตั้ง ข้าราชการและนักการเมือง แนวคิดกติกาการเล่นเกม (Rules of the game) รัฐธรรมนูญผลิตกฎกติกาและให้อำนาจแก่องค์กรของรัฐผลิตกฎกติกาอีกทางหนึ่ง กำหนดการเล่นของเกมตัวละครต่างๆ เช่น กำหนดสิทธิและหน้าที่ของชนชาวไทย อีกด้านหนึ่งกำกับและควบคุม เช่น การห้ามซื้อสิทธิขายเสียง
แนวคิดสุดท้ายคือ ตลาดการเมือง มองว่า การเลือกตั้งเป็นตลาดซื้อ-ขาย ระหว่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งและนักการเมือง โดยสินค้าคือ นโยบาย การแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย คือ บริการการเมือง ซึ่งบริการผลิตความสุข ความพึงพอใจ นั่นคือ นโยบายและคะแนนเสียง การเลือกตั้งจะเป็นกลไกที่ทำให้นักการเมืองส่งมอบ บริการการเมือง เพราะหากมิได้ทำตามที่หาเสียงไว้ก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้งอีก
แต่ประชาชนต้องจ่ายคะแนนเสียงไปก่อนทำให้ต้องรับความเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนที่พรรคการเมืองที่เลือกจะชนะการเลือกตั้ง ความไม่แน่นอนที่พรรคที่เลือกจะได้ร่วมรัฐบาล พรรคการเมืองอาจจะเบี้ยวสัญญาเนื่องจาก สัญญา(นโยบายหาเสียง) เป็นสัญญาไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้กำหนดสิทธิผู้ซื้อ-ขาย และบทลงโทษหากไม่ได้ทำตามสัญญา
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ (ฉบับปี 2540 และ 2550-ผู้เขียน) ยังกำหนดสิ่งที่รัฐต้องดำเนินการในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และแนวทางที่รัฐบาลสามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาปฏิบัติในหมวดแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ (รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ 2546: 32) ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ได้บรรจุไว้ 105 เรื่อง (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, 2553: 70)
จากแนวคิดข้างต้นเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญมองนโยบายของพรรคการเมืองในการหา เสียงเป็น ส่วนหนึ่งของตลาดการเมือง ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติที่เป็นการกำหนดนโยบายไว้แล้ว เช่น หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือกำหนดนโยบายไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย นั้นหมายถึงการสูญเสีย สิทธิและเสรีภาพในการเสนอ ‘ขาย’ นโยบายของนักการเมือง ส่วนประชาชนก็ถูกจำกัดสิทธิในการ ‘ซื้อ’ เพราะทางเลือกถูกจำกัดนโยบายโดยรัฐธรรมนูญ
อีกทั้ง ยังมีปัญหาเชิงหลักการที่ว่า การวางแนวนโยบายในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการชอบด้วยหลักการสัญญาประชาคมหรือไม่ เพราะได้ลิดรอนสิทธิของสังคมในการเลือกแนวนโยบาย หรือการกำหนดทางเลือกของสังคม ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นมีสถานะเหนือกว่าประชาชนและนักการเมืองเสียอีก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิอะไร? ที่สามารถตัดสินใจเลือกได้ว่าสิ่งใด ควรจะต้องทำตลอดไป ซึ่งเป็นการผูกมัดพรรคการเมืองและประชาชน ทั้งที่เจตจำนงของประชาชนอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย[3]
แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม vs. เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนิยม มองว่า รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎเกณฑ์ที่จะรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมไปถึงการวางกลไกแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมการเมือง ไม่เพียงเท่านั้น รัฐธรรมนูญในตัวยังบรรจุแนวทางต่างๆที่เป็นเป้าหมายไว้(นัยยะคือ ความฝัน) ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการเห็นสังคมที่ควรจะเป็น ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่มีสถานะเป็นเมนูนโยบาย (Policy menu) ให้รัฐนำไปปฏิบัติ เช่น แนวทางรัฐสวัสดิการ แนวทางชุมชนท้องถิ่นพัฒนา แนวทางลัทธิสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ และการกำหนดแนวทางให้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยการวางแนวทางไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย เช่น การศึกษา 12 ปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, การจัดการบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง เป็นต้น ในขณะที่เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญมองว่า นโยบาย เป็นส่วนหนึ่งของตลาดการเมืองระหว่างนักการเมืองกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แลกเปลี่ยนคะแนนเสียงกับบริการการเมือง รัฐธรรมนูญจึงควรจะทำหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดกลไกการรับ ผิด ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน มิใช่นักการเมืองกับผู้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้รัฐบาลส่งมอบนโยบายตาม ที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง มิใช่การกำหนดนโยบายโดยรัฐธรรมนูญเสียเอง
บรรณานุกรม
เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์.“รัฐธรรมนูญในแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม [ตอนที่ 1]” , เว็บไซต์เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย, 26 ต.ค. 2554, http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?ID=409
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. คำอธิบายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2553.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. "บทบาทสื่อมวลชนกับการปฏิรูปการเมือง: ปาฐกถาพิเศษประจำปี 2552 มูลนิธิอิศรา อมันตกุล ", เว็บไซต์สมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, 28 ก.ค. 2554 “ประเทศไทยกับการก้าวเข้าสู่ความเป็นรัฐสวัสดิการ: บทบรรณาธิการครั้งที่ 219”, เว็บไซต์เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย, 26 ก.ค.2554, http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1379
“รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ วิจารณ์บทความ ‘อภิชาติ สถิตนิรามัย’ และบทบาท อปท.จาก ‘นางทาส’ สู่ ‘เมียน้อย’”, เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง, 26 ก.ค. 2554, http://www.tcijthai.com/investigative-story/637
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ: บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2546.
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ: บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 เล่ม 3. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2547.
ศปภ.แถลงจะวางกระสอบทรายยักษ์เสร็จวันนี้ หวังชะลอน้ำไหลเข้า กทม.
ที่มา ประชาไท
ธงทองแถลง ภาคกลางน้ำลดต่อเนื่อง นครสวรรค์เริ่มฟื้นฟูแล้ว ส่วนสถานการณ์ กทม. หากดำเนินการวางแนวกระสอบทรายยักษ์แล้วเสร็จ จะลดการไหลของน้ำเข้าสู่ดอนเมือง หลักสี่ ลาดพร้าว บางเขน เตือนการทำลายคันกั้นริมคลองประปาจะส่งผลเสียหายต่อสาธารณะ
มติชนออนไลน์ รายงานว่าเมื่อคืนวานนี้ (3 พ.ย.54) เวลา 21.10 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อาคารกระทรวงพลังงาน ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย แถลงรายงานสถานการณ์อุทกภัย โดยสรุปว่าสถานการณ์ภาพรวมปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือของประเทศตั้งแต่ใต้ จังหวัดนครสวรรค์ลงมา รวมถึงบริเวณน้ำท้ายเขื่อนจ้ำพระยา และระดับน้ำที่ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานีลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ซึ่งช่วงเวลานี้จังหวัดนครสวรรค์ได้เริ่มฟื้นฟูทำความสะอาดจังหวัดครั้งใหญ่ โดยจะมีกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ในวันเสาร์ที่ 5 พ.ย. นี้
ส่วนความคืบหน้าสำคัญในเรื่องการวางแนวป้องกันกระแสน้ำจากทิศเหนือบริเวณ รอยต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับปทุมธานี ที่กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการร่วมกับกองทัพไทยและกรุงเทพมหา นคร เร่งดำเนินการวางกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็กหนักใบละ 2 ตันเศษจำนวนหลายพันใบ สมทบกับกระสอบทรายใบเล็กจำนวนหลักแสนใบ ที่หากดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้กระแสน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ ลาดพร้าวและบางเขนลดปริมาณลง ส่วนน้ำที่อยู่ในพื้นที่เดิมก็จะสามารถระบายลงสู่อ่าวไทยได้ในที่สุด ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการวางกระสอบทราย ยักษ์จะแล้วเสร็จวันพรุ่งนี้ และจะส่งผลดีต่อปริมาณน้ำทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ
ส่วนการเร่งระบายน้ำ ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีน้ำเอ่อสูงขึ้นในพื้นที่บางชัน ที่มีข้อสงสัยว่าเป็นเพราะการเปิดประตูกั้นน้ำระบายน้ำที่ใดที่หนึ่งโดย เฉพาะ ซึ่งต้องเรียนว่าการทำงานช่วงนี้มีปัจจัยต่าง ๆ ที่หลากหลายที่รวมกัน ทั้งเรื่องการสร้างความเข้าใจกับมวลชนตามชุมชนพื้นที่ต่าง ๆ เช่น พื้นที่บางชันหรือใกล้เคียงที่เกิดกรณีการพังทลายคันกั้นน้ำบางแห่ง เนื่องจากประชาชนมีความเดือดร้อนที่ต้องทนอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จึงต้องมีการเจรจาหารือร่วมกัน
โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแล ความ ปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้การเจรจาสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นด้วย เพราะช่วงนี้ประชาชนมีความเครียดค่อนข้างสูง หากมีการใช้อารมณ์เข้าหากันในการเจรจา ก็จะยากที่จะหาข้อยุติได้
ขณะที่วันนี้กรุงเทพมหานครประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและจำเป็นต้อง อพยพเพิ่มเติมในพื้นที่เขตบางแค และแจ้งเพิ่มเติมให้เขตจตุจักร บางบอน บางกอกน้อย และภาษีเจริญเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิงที่ทางราชการจัดไว้ ส่วนน้ำที่ไหลหลากเข้าสู่บริเวณถนนพหลโยธินวันนี้ ได้เคลื่อนมาถึงสี่แยกรัชโยธิน ขณะที่น้ำบนถนนวิภาวดี-รังสิตก็ไหลมาคู่ขนานกันถึงประมาณที่แยกรัชวิภา
ส่วนสถานการณ์ของน้ำประปา โฆษก ศปภ. แถลงว่า การประปานครหลวง (กปน.) แจ้งว่า กปน. ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ และกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ส่งแรงงานผู้ต้องขัง ช่วย กปน. ทำการปิดกั้นแนวคันกั้นน้ำริมคลองประปา ในจุดที่ถูกทำลายให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้มีสภาพที่สามารถใช้งานได้ดีแล้ว สำหรับการผลิตน้ำที่โรงผลิตน้ำบางเขนที่เมื่อวานนี้ลดกำลังการผลิตน้ำไป 200,000 ลูกบาศก์เมตร จากกำลังการผลิตวันละ 3,100,000 ลูกบาศก์เมตร เหลือ 2,900,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน นั้น วันนี้ผู้ว่าการประปานครหลวงยืนยันว่าโรงผลิตน้ำบางเขนที่มีกำลังการผลิตน้ำ ใกล้จะเป็นปกติแล้ว ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้หารือและร่วมตรวจสอบกับ เจ้าหน้าที่ กปน. โดยมีความเห็นร่วมกันว่าคุณภาพน้ำประปาที่ กปน.ผลิตได้ขณะนี้มีความปลอดภัยและมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล
"ขอความกรุณาพี่น้องที่อยู่บริเวณใกล้แนวคลองประปา กรุณาช่วยยั้งคิด ยั้งทำสักนิดกับการรื้อทำลายคันกั้นน้ำริมคลองประปา เพราะมีผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับสาธารณะ เกิดผลเสียหายขึ้นกับระบบการผลิตน้ำประปาของกรุงเทพมหานคร ซึ่งหมายความรวมถึงทุกคน จึงต้องขอฝากให้ช่วยกันระมัดระวังป้องกันดูแล รักษาประโยชน์ส่วนรวมด้วย" โฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกล่าว
กูเกิลประเทศไทย เตรียมจัดอบรมใช้เครื่องมือ ช่วยน้ำท่วม 7 พ.ย.นี้
ที่มา ประชาไท
กูเกิลประเทศไทย เปิดเผยผ่านบล็อกกูเกิลประเทศไทยว่า เตรียมจัดงาน Google For Non-Profits: Thailand ครั้งแรก เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการนำเครื่องมือของกูเกิลมาใช้ ในงานของอาสาสมัครและองค์กรเพื่อสังคมในการบรรเทาทุกข์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ
โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2554 เวลา 9:00 - 12:00 น. (ภาษาไทย) และ เวลา 14:00 - 17:00 น. (ภาษาอังกฤษ) ณ ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเอสเอ็มอี ธนาคารกสิกรไทย ชั้น 2 จามจุรีสแควร์, กรุงเทพฯ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่นี่

โดยหัวข้อที่จะอบรมได้แก่ ช่วงที่ 1 - เครื่องมือและเคล็ดลับในการบริหารจัดการข้อมูล ช่วงที่ 2 - เครื่องมือและเคล็ดลับในการสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน และช่วงที่ 3 - เครื่องมือและเคล็ดลับในการใช้ Google แผนที่ รวมถึงการใช้ API
ก่อนหน้านี้ กูเกิล ประเทศไทยได้เปิดหน้าเว็บพิเศษของ Google สำหรับวิกฤตอุทกภัย เพื่อ ให้ข้อมูลที่สำคัญในทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงแผนที่ เบอร์ติดต่อในกรณีฉุกเฉิน กระแสข่าวเรียลไทม์ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ตรวจสอบสถานะของน้ำท่วมในประเทศไทยมีผู้แจ้งความเอกยุทธ อัญชันบุตร-พร้อมเรียกร้องให้ขอขมา
ที่มา ประชาไท
กลุ่มผู้หญิงในเชียงใหม่ ร่วมกับ ส.ส.เชียงใหม่ แจ้งความดำเนินคดีต่อนายเอกยุทธ อัญชันบุตร กรณีโพสต์ข้อความโจมตีสตรีภาคเหนือในเฟซบุค
วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2554) เวลา 11.00 น. บริเวณสถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่ (แปลว่า กลุ่มพลังปัญญาผู้หญิงล้านนาเชียงใหม่) ร่วมกับส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ในกรณีที่ได้โพสต์ข้อความดูถูกสตรีภาคเหนือในเฟซบุคเมื่อวานนี้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)


โดยกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเจียงใหม่ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มสตรีหลายอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ ได้รวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ แถลงการณ์คัดค้านและประณามข้อความดังกล่าว โดยมีการแจกข้อความที่นายเอกยุทธโพสต์ รวมทั้งประวัติของนายเอกยุทธให้กับผู้สื่อข่าว และกลุ่มผู้หญิงที่มารวมตัวกัน
โดยในแถลงการณ์ได้คัดลอกข้อความของนายเอกยุทธมา และระบุว่าข้อความดังกล่าวเป็นการดูถูกดูหมิ่นดูแคลนผู้หญิงชาวเหนือ และนายเอกยุทธ อัญชัญบุตรต้องรับผิดชอบในการกระทำที่ทำให้เสื่อมเสียครั้งนี้ และเรียกร้องให้นายเอกยุทธออกมาขอขมาหรือขอโทษสตรีชาวเหนืออย่างเป็นทางการ
นางสุชีรา รักษาภักดี ประธานกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาเชียงใหม่ กล่าวว่าเมื่อได้อ่านข้อความนี้ ตนรู้สึกเสียใจและเสียความรู้สึก ไม่ว่าคนเสื้อสีใด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หรือไม่ว่าจะอยู่ทางภาคเหนือหรือไม่ก็ตาม เมื่อได้อ่านข้อความนี้ ก็ย่อมรู้ว่าคำพูดเช่นนี้ไม่เหมาะสม และไม่สมควร เพราะอาชีพของแต่ละคนก็มีที่มาที่ไป มีศักดิ์ศรีของตน อีกทั้งนายเอกยุทธเป็นผู้ชาย แต่มาพูดคำที่ประณาม หยามเกียรติผู้หญิง เป็นการดูถูก ดูหมิ่น และดูแคลนผู้หญิงคนเหนือทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่คนที่อยู่ตำแหน่งทางการเมือง ทางกลุ่มของตนจึงจะได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายเอกยุทธ และเรียกร้องให้นายเอกยุทธออกมาขอโทษต่อสตรีชาวเหนือ อีกทั้งยังเรียกร้อง ให้กลุ่มสตรีจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ หรือจังหวัดอื่นๆ ได้ร่วมกันแจ้งความดำเนินคดีนายเอกยุทธ ในพื้นที่ของตนเอง
จากนั้นกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรเมือง เชียงใหม่ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีนายเอกยุทธ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยทางตำรวจร้อยเวรได้รับเรื่อง ลงบันทึกประจำวันไว้ และได้ให้นางสุชีราไปแจ้งความอย่างเป็นทางการที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นางสุชีราเปิดข้อความดูในอินเตอร์เน็ต โดยทางกลุ่มจะได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ต่อไป

ในระหว่างนั้น นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เพื่อไทย เขต 1จังหวัดเชียงใหม่ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธร และให้กำลังใจกลุ่มสตรีที่มาร่วมตัวกัน โดยนางสาวทัศนีย์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าในวันพรุ่งนี้ (4 พ.ย.) ทางสมาชิกสตรีของสภาเทศบาล สภาจังหวัดเชียงใหม่ และทางกลุ่ม ส.ส.สตรีในจังหวัดเชียงใหม่ จะร่วมกันแถลงข่าวในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เวลา 11.00 น. เพื่อให้นายเอกยุทธออกมารับผิดชอบต่อข้อความของตัวเอง ซึ่งแม้จะเป็นข้อความที่โพสต์ลงในสื่อออนไลน์ แต่ก็เป็นการเผยแพร่ในที่สาธารณะ เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และยังเป็นการเหยียดหยามผู้หญิงอย่างมาก จึงอยากจะเรียกร้องให้ผู้หญิงทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภาคเหนือได้ออกมาร่วมกันประณามข้อความดังกล่าวของนายเอกยุทธ
ในส่วนของประเด็นทางกฎหมาย นางทัศนีย์กล่าวต่อว่าจะให้ทางที่ปรึกษากฎหมายของพรรคเพื่อไทยดูว่าจะสามารถ ดำเนินการอย่างไรได้บ้าง โดยประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรี เป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ
และในมาตรา 328 ระบุว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท”
นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ ทางกลุ่มสตรีในพื้นที่จังหวัดลำพูนได้มีการรวมตัวการประณามข้อความของนายเอก ยุทธเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะที่เมื่อคืนวานนี้ (2 พ.ย.) ได้มีผู้นำโปสเตอร์ไปติด เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อความของนายเอกยุทธ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย โดยโปสเตอร์ถูกติดในหลายอาคารเรียน
‘สุรชัย’ ไม่ได้ประกัน ทนายเตรียมยื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสิทธิผู้ต้องหา
ที่มา ประชาไท
4 พ.ย.54 นายคารม พลพรกลาง ทนายความของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ แซ่ด่าน ผู้ต้องขังคดีหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 เปิดเผยผลการยื่นประกันตัวนายสุรชัยว่า ศาลยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า เป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการยื่นประกันตัวนายสุรชัยไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 ก.พ.54 แต่ศาลยกคำร้อง โดยในครั้งนี้ใช้หลักทรัพย์เป็นพันธบัตรมูลค่า 1 ล้านบาท
นายคารม กล่าวด้วยว่า เขาเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวสุรชัยภายในสัปดาห์หน้าพร้อม กรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยซึ่งศาลก็เพิ่งมีคำสั่งไม่ให้ประกันเช่นกัน ที่ผ่านมาไม่เคยอุทธรณ์คำสั่ง แต่ศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลเดิมหลายครั้ง ทั้งที่ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาและถือเป็นคดีทางการเมือง จำเลยก็ปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและขอต่อสู้คดี ไม่มีเหตุในการหลบหนี เพราะที่ผ่านมาแม้โดนแจ้งข้อหาเหล่านี้มานานจำเลยก็ไม่เคยหลบหนี อีกทั้งหากได้รับการปล่อยตัวก็ไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานใดๆ ได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในสำนวนหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม หากศาลอุทธรณ์ยังยืนตามศาลชั้นต้นในการไม่ให้ประกัน ก็จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปว่า คำสั่งยกคำร้อง ไม่ให้ประกันตัวนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะในรัฐธรรมนูญมีหลายมาตราที่ระบุถึงสิทธิของผู้ต้องหาในการประกันตัว และผู้ต้องหาถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำตัดสิน
นายคารม ยังกล่าวถึงการสืบพยานคดีนายสมยศด้วยว่า จะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 21 พ.ย. ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว จากนั้นจะต้องเดินทางไปอีกหลายจังหวัด เช่น เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สงขลา เนื่องจากอัยการไม่นำพยานมาสืบที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้ทำคำคัดค้านไปแล้วเพราะเกรงจำเลยจะเกิดอันตรายจาการเดินทางไปหลาย จังหวัดและเห็นว่าเป็นเหมือนการกลั่นแกล้ง แต่ท้ายที่สุดศาลเห็นชอบด้วยกับอัยการล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/11/54 น้ำท่วม + น้ำลาย..แพ้น้ำใจ (บ.ก.ลายจุด)
ที่มา blablabla

