WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 5, 2011

EM และน้ำหมักชีวภาพ แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียได้จริงหรือ?

ที่มา ประชาไท

กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เขียนบทความอธิบายข้อเท็จจริงเรื่องการใช้ EM เพื่อแก้ปัญหาน้ำเน่า ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ


กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มา:
www.eng.chula.ac.th/index.php?q=th%2Fnode%2F3915

ในช่วงเวลาปัจจุบันมีหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วนได้สนับสนุนการใช้ EM (Effective Microorganisms) เพื่อบำบัดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสียในบริเวณน้ำท่วมขัง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายรวมถึงประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะอธิบายข้อเท็จจริงและให้ความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับ EM และจะกล่าวถึงกรณีศึกษาในการบำบัดน้ำเสียของต่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ บทความนี้มิได้มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด แต่มุ่งหวังถึงประโยชน์สูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์น้ำ ท่วมในปัจจุบัน

ปัญหาน้ำเน่าอาจกล่าวได้ว่าเกิดจากการที่สารอินทรีย์ในน้ำมีปริมาณสูง เมื่อเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จึงส่งผลให้ออกซิเจนในน้ำมีปริมาณลดลง และในที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะไร้อากาศซึ่งส่งกลิ่นเหม็น และส่งผลเสียต่อปลาและสัตว์น้ำต่างๆ ค่าการละลายออกซิเจนนับเป็นพารามิเตอร์หนึ่งที่สามารถบ่งบอกคุณภาพน้ำได้ โดยในแหล่งน้ำที่สะอาด ไม่เน่าเสีย โดยทั่วไปจะมีค่าการละลายออกซิเจนประมาณ 3 - 7 มิลลิกรัมต่อลิตร การย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะที่มีออกซิเจนสามารถอธิบายอย่างง่ายดังนี้

EM (Effective Microorganisms) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสามารถเฉพาะทาง ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 3 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่ม Lactic acid bacteria 2) กลุ่ม Yeast และ 3) กลุ่ม Phototrophs (Purple bacteria) ซึ่งได้รับการพัฒนามาจาก Professor Teruo Higa ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงได้มีการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายด้าน อาทิ ด้านการเกษตร ด้านการหมักขยะมูลฝอยเพื่อทำปุ๋ย และด้านการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสุขา (โถส้วม) เป็นต้น โดยทั่วไป จุลินทรีย์ใน EM สามารถทำงานได้ทั้งในสภาวะที่มีออกซิเจน (Aerobic conditions) และไม่มีออกซิเจน (Anaerobic conditions) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการประยุกต์ใช้งาน EM ในสภาวะที่ในน้ำท่วมขังซึ่งมีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen, DO) อยู่อย่างจำกัด กล่าวได้ว่า EM จะใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ และในช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงและไม่เพียงพอได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้ำในบริเวณดังกล่าวมีสารอินทรีย์ปนเปื้อนอยู่มาก รวมถึงมีการใส่ EM ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม (ปริมาณที่มากไปหรือใส่เข้าไปในสภาวะหรือรูปแบบที่ไม่เหมาะสม) ดังนั้น กล่าวได้ว่าการเติม EM อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขาดออกซิเจนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

อีกประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการเลือกใช้งาน EM กล่าวคือ จุลินทรีย์ใน EM ทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวไม่มีความสามารถในการสร้างออกซิเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ องค์ประกอบของ EM ball หรือ Micro ball ซึ่งมีการปั้นโดยใช้องค์ประกอบเป็นสารอินทรีย์ต่างๆ เช่น กากน้ำตาล และ รำข้าว เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างผลกระทบของสารอินทรีย์ข้างต้นต่อการเน่าเสียของแหล่งน้ำ อาทิ

  • กรณีกากน้ำตาล ที่ส่งผลต่อปัญหาน้ำเน่า เช่น การลักลอบทิ้งน้ำเสียจากโรงงานน้ำตาล และกรณีเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา
  • กรณีรำข้าว อาจพิจารณาการที่เรานำรำข้าว หรือ เศษอาหาร ไปทิ้งไว้ในน้ำในปริมาณมากๆ และเป็นระยะเวลานาน ก็ย่อมส่งผลให้น้ำเน่าเสียเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อโยน EM ball ลงในแหล่งน้ำจึงเปรียบเสมือนการเพิ่มปริมาณสารอินทรีย์ให้กับแหล่งน้ำใน บริเวณที่มีการท่วมขังอีกทางหนึ่ง โดยสารอินทรีย์ดังกล่าวที่ยังคงเหลืออยู่ย่อมก่อให้เกิดความต้องการออกซิเจน ในน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงได้ และแม้แต่จุลินทรีย์ใน EM เอง เมื่อตายไปก็นับเป็นแหล่งสารอินทรีย์ในน้ำเช่นกันซึ่งก็ยังต้องใช้ออกซิเจน ในการย่อยสลายเช่นกัน ดังนั้น กล่าวได้ว่าการเติม EM นอกจากจะไม่ช่วยสร้างออกซิเจนแล้ว ยังส่งผลทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมจากการลดลงของ ปริมาณออกซิเจนในน้ำ รวมถึงเพิ่มสูงขึ้นของปริมาณสารอินทรีย์ (ดังที่กล่าวถึงข้างต้น)

ทั้งนี้ การย่อยสลายสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำท่วมขังควรกระทำภายใต้สภาวะที่มีอากาศหรือ ออกซิเจนเท่านั้น การย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศถือได้ว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในแหล่ง น้ำ โดยสรุป เราสามารถกล่าวได้ว่าการบำบัดสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำมีลักษณะแตกต่างจากการ บำบัดสารอินทรีย์ในสุขา และการหมักขยะเพื่อทำปุ๋ย (ซึ่งมีการใช้ EM ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ที่เป็นพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงคุณภาพแหล่งน้ำ รวมถึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพแหล่งน้ำดังที่กล่าวไว้ในบท ความก่อนหน้านี้ (http://www.eng.chula.ac.th/?q=node/3881)

ถึงแม้ EM ต้นแบบ (ลิขสิทธิ์ Professor Teruo Higa) ซึ่งอ้างว่ามีความสามารถในการกำจัดกลิ่นและทำให้น้ำใส แต่ก็เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาชั่วคราวในระยะสั้นเท่านั้น แต่หากสารอินทรีย์ในน้ำยังคงอยู่ และออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าน้ำนั้นสะอาดจริง กล่าวคือน้ำดังกล่าวยังไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้และไม่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำแต่ อย่างใด และอาจยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ ได้อยู่ นอกจากนี้ หากมองถึงประเด็นการผลิตน้ำหมักชีวภาพ หรือ EM ในแบบต่างๆ ด้วยตนเอง จุลินทรีย์ที่ได้อาจมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากจุลินทรีย์ใน EM ต้นแบบ และหากไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพที่ดีพอ EM และ น้ำหมักชีวภาพอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคได้ ซึ่งนับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ควรระวังและไม่ควรมองข้ามสำหรับทุกๆ หน่วยงานและภาคส่วนที่มีสนับสนุนการใช้ EM เพื่อบำบัดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสียในบริเวณน้ำท่วมขัง

ผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งไม่สามารถเอ่ยนามได้ เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตไว้) ได้ให้ข้อมูลว่าจากเหตุการณ์สึนามิในประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการพยายามจัดการ แก้ไขปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ต่างๆ ขององค์กรอิสระต่างๆ ที่รณรงค์ร่วมกันใช้ EM เพื่อบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น (กระทรวงสิ่งแวดล้อม) ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาความสามารถของ EM ในการบำบัดน้ำเสีย และพบว่า EM ไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสียแต่อย่างใด ในการนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นจึงไม่แนะนำการใช้ EM ในการบำบัดน้ำเสียในสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ จากเหตุการณ์สึนามิซึ่งระบบบำบัดน้ำเสียถูกทำลาย ทางหน่วยงานรัฐบาลของญี่ปุ่นได้ทำการแก้ไขปัญหาระยะสั้นโดยการเติมคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อโรคลงในท่อบำบัดน้ำเสีย และเลือกใช้การตกตะกอน (Sedimentation) และการฆ่าเชื้อโรค (Disinfection) เพื่อบำบัดน้ำเสียในระบบบำบัดน้ำเสียชั่วคราว รวมถึงได้มีการวางแผนจะพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียชั่วคราวโดยใช้ระบบบำบัดทาง ชีวภาพร่วมกับการตกตะกอน และการฆ่าเชื้อโรค (Biological treatment - Sedimentation - Disinfection) ส่วนในบริเวณชนบทนั้น ดำเนินการบำบัดน้ำเสียโดยทำการรวบรวมน้ำเสีย และทำการการฆ่าเชื้อโรค จากนั้นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนกระทั่งระบบบำบัดขนาดเล็กได้รับการฟื้นฟู

ทั้งนี้ทางกลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าใจดีถึงความปรารถนาดีของทุกฝ่ายในการช่วยกันร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่จะเกิดขึ้น หากแต่อยากนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของ EM เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูปัญหาสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน

ธงชัย วินิจจะกูล ปาฐกถาที่ลอนดอน: สังคมไทยหลอกตัวเอง

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (Samaggi Samagom - The Thai Association in the UK) ร่วมกับสมาคมนักเรียนไทยแห่งวิทยาลัยบูรพศึกษาและแอฟริกาศึกษา (School of Oriental and African Studies-SOAS Thai Society) มหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) จัดเสวนาในหัวข้อ Thailand: State of Denial โดยอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลเป็นผู้บรรยาย

ธงชัย วินิจจะกูล ปาฐกถาที่ลอนดอน: สังคมไทยหลอกตัวเอง
รูปโดย สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

ธงชัยอภิปรายเรื่องภาวะการหลอกตัวเองและปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงของสังคม ไทยโดยการยกตัวอย่างสิ่งที่สังคมไทยตัดสินว่าเป็นสัจจธรรม (truth) ซึ่งในความเป็นจริง (reality) สิ่งๆนั้นเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นมาว่าเป็นสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ที่ทุกคน ต้องทำ (the normative) เพื่อให้คิดว่าเราจะทำอย่างไรหากสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นจริงแท้ที่จริงแล้ว มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อตีกรอบให้สังคมเท่านั้น

ธงชัยยกตัวอย่างแรกจากภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ ซึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ดังกล่าว (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล)ได้ถูกบังคับให้ตัดฉากที่ไม่เหมาะสม (inappropriate) ออกไป เช่นฉากพระสงฆ์ดีดกีตาร์และฉากนายแพทย์เกิดอารมณ์ทางเพศ ในส่วนนี้ธงชัยได้อภิปรายว่าสังคมไทยกำลังกำหนดสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่า แพทย์ไม่ควรเกิดอารมณ์ทางเพศ พระสงฆ์ไม่ควรประพฤติผิด จนเกิดภาพที่ว่าแพทย์ไม่มีอารมณ์ทางเพศและพระสงฆ์ไม่ประพฤติมิชอบ ซึ่งในความเป็นจริง (reality) แพทย์ชายย่อมมีอารมณ์ทางเพศและพระสงฆ์บางรูปย่อมประพฤติผิดวินัย

ตัวอย่างถัดมาธงชัยยกเรื่องการทำวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่องการ ทุจริต (corruption) ของตำรวจซึ่งกระทำประมาณปี พ.ศ.2538-39 โดยผลวิจัยระบุว่าตำรวจกระทำการทุจริต ผลวิจัยดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาโต้แย้งว่าตำรวจส่วนน้อยเท่านั้น ที่เป็นผู้ทุจริต ในขณะที่ตำรวจส่วนใหญ่ไม่มีการทุจริตในหน้าที่ ธงชัยได้ตั้งคำถามว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริงแบบสัจจธรรม (truth) ระหว่างสิ่งที่เราอยากให้เป็น (the normative) หรือว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (reality)

ตัวอย่างสุดท้ายคือสิ่งที่เรียกว่า ‘คนไทยทุกคนรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (Every Thai loves the King.)’ ในส่วนนี้ธงชัยกล่าวว่ากลุ่มคนที่ไม่รักในหลวงไม่สามารถพูด แสดงออกหรือโต้แย้งได้ว่าไม่รักและคนที่แสดงออกว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ สถาบันกษัตริย์จะถูกตราว่าไม่ใช่คนไทย ไม่สมควรอาศัยอยู่ในประเทศไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเราจะยอมรับความจริง (reality) ได้หรือไม่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่รักพระเจ้าอยู่หัว และตั้งคำถามว่าสังคมแบบใดคือสังคมที่เราต้องการ

จากตัวอย่างข้างต้น ธงชัยชี้ให้เห็นว่าหากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริงเป็นสัจจธรรม (truth) ขัดแย้งกับความเป็นจริง (reality) แล้ว สังคมไทยจะใช้วิธีแสดงออกโดยการทำให้มันเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราควรจะทำ (the normative) โดยปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น (reality)

ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงที่สุดของการเสวนาครั้งนี้คือคำกล่าวที่ว่าสถาบัน กษัตริย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย ธงชัยยก wikileaks ขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นว่าคำกล่าวข้างต้นขัดแย้งกับบทสนทนาที่หลุดออกมาจาก wikileaks ว่าในความเป็นจริง (reality) เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ (network of monarchy) ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลานานแล้ว และบทสนทนาของพวกเขาต่อบุคคลเช่นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่พวกเขาพูดในที่สาธารณะว่าสถาบันกษัตริย์ ไม่ยุ่งกับการเมือง

ทั้งนี้ ธงชัยย้ำว่าคำว่ากษัตริย์ (monarchy) ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์ในแง่บุคคล แต่หมายถึงสถาบันกษัตริย์โดยรวมที่ประกอบไปด้วยบุคคลในเครือข่าย ฉะนั้น คำถามที่เกิดขึ้นคือแล้วเราจะทำอย่างไร ในเมื่อมีการผลิตซ้ำของสิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเป็นกฎเกณฑ์ (the normative reproduced) จนทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ (actual truth, fact) ทั้งที่สิ่งๆนั้นเป็นเรื่องโกหก (lie) เช่นสถาบันกษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ถึงแม้จะพูดได้ว่าไม่มีความพยายามสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาอีก ครั้ง แต่ในความเป็นจริงย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันกษัตริย์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการ เมือง นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 อย่างน้อยในช่วงเวลา 15 ปีแรกหลังเปลี่ยนระบอบได้มีเหตุการณ์และความรุนแรงหลายเหตุการณ์ เช่น กบฎบวรเดชและมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้เดินทางออกจากประเทศไทย และธงชัยตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือถ้าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เกี่ยวข้องทางการเมืองดังเช่นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรและสมเด็จพระ จักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น เหตุใดเรื่องการเปลี่ยนรัชกาลและสืบทอดราชบัลลังค์ (royal succession) จึงเป็นประเด็นสำคัญมาก ธงชัยอภิปรายว่านั่นเป็นเพราะการเปลี่ยนรัชกาลจะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยโดย เฉพาะต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องและพวกนิยมสถาบันกษัตริย์นั่นเอง

ประเด็นถัดจากนี้คือการใช้มาตรา 112 (ซึ่งมีเนื้อความว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี) เขาเสนอว่าควรมีการแก้ไขมาตรานี้และต้องทำให้คนทั่วไปสามารถพูดเรื่องสถาบัน กษัตริย์ได้ตราบเท่าที่ไม่ได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลบสภาวะแห่งความกลัว (climate of fear) ออกจากสังคมไทยที่คนทั่วไปไม่กล้าพูดและแยกไม่ออกว่าอะไรคือเรื่องจริงและ อะไรคือเรื่องเท็จ ซึ่งความเป็นจริงคือไม่ใช่คนไทยทุกคนที่รักพระเจ้าอยู่หัว แต่เขาชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนส่วนน้อยและการวิจารณ์กษัตริย์มีมานานนับร้อยปี ตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีต่อกษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ คำถามถัดมาคือเราควรจะปล่อยให้มีการพูดคุยเรื่องสถาบันหรือไม่ หรือเราควรจะแสร้งทำเป็นว่ากลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไม่มีตัว ตน

อย่างไรก็ตาม ธงชัยยืนยันว่าไม่เคยเรียกร้องให้ล้มสถาบันกษัตริย์ แต่ย้ำว่าสิ่งที่เรียกร้องคือให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 เพราะมาตรานี้ถูกใช้ในทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรมจากกลุ่มอำนาจที่มีผล ประโยชน์เกี่ยวข้อง และมีผลกระทบต่อคนอีกนับ 60 ล้านคนในสังคมไทย ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผิดและไม่มีความยุติธรรม

นอกจากนี้ธงชัยยังชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่อดีตแล้วแม้คนจำนวนหนึ่งจะไม่ได้ ต่อต้านสถาบัน แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่จงรักภักดีอย่างสุดตัว (ที่เรียกว่า strong royalists) ในทางกลับกันในช่วงระยะเวลาเพียง 30 กว่าปีให้หลัง โดยเฉพาะหลัง พ.ศ.2525 เป็นต้นมา กลุ่มที่จงรักภักดีอย่างสูงสุดได้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า hyperroyalism คือแนวคิดจงรักภักดีอย่างสุดขั้วต่อสถาบันกษัตริย์ แสดงออกมาในรูปของรายการพระราชกรณียกิจ งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานครบรอบครองราชย์และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการกระทำเหล่านี้กลับส่งผลเสียต่อภาพสถาบันกษัตริย์เสียเอง

ธงชัยได้สรุปจบการบรรยายว่าเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ต้องแก้ไขมาตรา 112 และอนุญาตให้ประชาชนได้พูดคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างอิสระมากขึ้น และย้ำว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอันตรายเท่ากับการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการพูด คุยเรื่องนี้ เพราะคนจำนวนมากไม่ใช่คนที่ต่อต้านหรือต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ การปิดปากไม่ให้คนได้พูดหรือแสดงออกต่างหากที่เป็นอันตรายมากกว่าและทำให้ สังคมไทยอยู่ในสภาวะปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง (state of denial) และจมอยู่กับสิ่งที่สร้างขึ้นมาว่าเป็นกฎเกณฑ์ของสังคมไทย (the normative) โดยไม่ยอมรับว่าในความเป็นจริงแล้ว (reality) ขณะนี้กำลังมีอะไรเกิดอะไรขึ้น

รูปโดย สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

ถอดประสบการณ์น้ำท่วม 1 : พลิกวิกฤตน้ำท่วม รวมพลังชุมชนแนวตั้ง

ที่มา ประชาไท

ประสบการณ์ของลูกบ้านคอนโดซิตี้โฮม รัชดา-ปิ่นเกล้า ในเขตบางพลัด กทม.ปลายเดือน ตุลาคม 2554 พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องอาคารที่พักอาศัยของตนเอง ให้ลูกบ้านกว่า 400 ชีวิต สามารถพักอาศัยอยู่ได้ท่ามกลางน้ำซึ่งท่วมเต็มพื้นที่โครงการทั้งหมด จากความร่วมมือกันก่อเกิดเป็นระบบการจัดการ และเป็นชุมชนขนาดย่อมในแนวตั้งบนตึกสูง



‘แอนดรูว์ มาร์แชล’ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง 'เอกยุทธ อัญชันบุตร'

ที่มา ประชาไท

แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล' เขียนจดหมายถึง 'เอกยุทธ อัญชันบุตร' ต่อข้อครหา "ฝรั่งนั่งเทียนเขียนด่าประเทศไทย" โต้อย่าใส่ความโดยไม่มีหลักฐาน แจง ประชาชนไทยฉลาดพอที่จะตัดสินได้เองว่าใครคือศัตรูของประเทศ

วันนี้ (4 พ.ย. 54) ‘แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล’ นักข่าวอิสระและผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยโดยใช้ข้อมูลในโทรเลขวิ กิลีกส์ “Thaistory” ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง เอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความดูถูกสตรี โดยกล่าวถึง “สาวเหนือ” ที่ “ไร้ปัญญา” และ “ขี้เกียจ” ว่าควรไปทำหน้าที่ “ขายบริการ”

Andrew Marshall fb post on Akeyuth

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 54 เอกยุทธ อัญชันบุตร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพาดพิงถึงแอนดรูว์ มาร์แชลว่า “มีนักข่าวที่รับจ้างนั่งเทียนเขียนด่าประเทศไทยและคนที่ต่อต้านพวกตระกูล โกงเมือง เขียนบทความเกี่ยวกับข้อความผม โดยอ่านภาษาไทยยังไม่ออก แต่แปลเป็นภาษาอังกฤษ...ฝรั่งหน้าโง่เอ้ย”

Akeyuth Anchanbutr fb post

แอนดรูว์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสรอยเตอร์ และปัจจุบันประจำอยู่ประเทศสิงคโปร์ จึงได้เขียนจดหมายเปิดผนึกบนหน้าเฟซบุ๊ก และแปลเป็นภาษาไทย ดังนี้

0000
เรียนคุณเอกยุทธ
ผมรู้สึกสนใจที่ได้อ่านความคิดเห็นล่าสุดบนเพจเฟซบุ๊คของคุณที่คุณได้ เรียกผมว่า "ฝรั่งหน้าโง่" และกล่าวหาว่าผมได้รับเงินเพื่อบ่อนทำลายประเทศไทยและใครก็ตามที่ต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวของเขา ดูเหมือนว่าคุณจะไม่พอใจเพราะผมได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อความอันน่าทึ่งของคุณ เมื่อเร็ววันนี้ ที่คุณกล่าวว่าสาวเหนือที่ไร้การศึกษาและขี้เกียจนั้นควรจะทำงานขายบริการ และได้บอกเป็นนัยอีกว่านายกรัฐมนตรีของประเทศคุณนั้นควรจะเลือกทำอาชีพนี้ ผมถือว่าความคิดเห็นเช่นนี้นั้นน่ารังเกียจยิ่ง และผมก็กล่าวไปเช่นนั้น
วิกฤติทางการเมืองอันซับซ้อนที่ได้แบ่งแยกประเทศไทยในทศวรรษที่ผ่านมา นั้นมีหลายมิติ และไม่สามารถทำให้ดูไม่ยุ่งเหยิงโดยง่าย แต่ข้อคิดเห็นของคุณนั้นเป็นตัวอย่างของทัศนคติที่อยู่ในใจกลางของวิกฤตินี้ ชาวไทยบางส่วนเชื่อว่าผู้ที่มีทรัพย์สินและฐานะที่มั่งคั่งนั้น สมควรได้รับความเคารพมากกว่าผู้อื่น มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าผู้อื่น และไม่สมควรอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับผู้อื่น พวกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกที่จะล้อเลียนและข่มเหงคนจน และปฏิบัติต่อเพศสตรีด้อยกว่าบุรุษ พวกเขาไม่เชื่อในสังคมที่เท่าเทียมกัน พวกเขาเชื่อในสังคมเจ้าขุนมูลนายที่มีพวกเขาอยู่บนยอดสุด
คนไทยส่วนอื่นนั้นเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ในการได้รับความเคารพและ เกียรติที่เท่าเทียมกัน มีสิทธิ์ที่จะได้รับการนับคะแนนเสียงทางประชาธิปไตย และมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติภายใต้กฎหมายเท่าๆกัน พวกเขาเชื่อในสังคมประชาธิปไตยที่เท่าเทียม ซื่อสัตย์ ไม่มีสองมาตรฐาน
ผมได้ลาออกจากงานที่รอยเตอร์ในเดือนมิถุนายนของปีนี้ หลังจากที่ใช้เวลา 17 ปี เป็นผู้สื่อข่าวนานาชาติ เพื่อที่ผมจะได้เขียนเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างเปิดเผยและซื่อตรง ผมทำเช่นนี้เพราะผมรักประเทศไทยจากใจจริง และผมเชื่อว่าประเทศไทยนั้นมีศักยภาพมหาศาลเมื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองใน ปัจจุบันแล้ว ผมยังเชื่ออีกว่าประชาชนชาวไทยนั้นมีสิทธิที่จะได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับ การเมืองและประวัติศาสตร์ของพวกเขา แทนที่จะเป็นคำโกหกที่คนที่มีอำนาจมักจะชอบกล่าว ไม่มีใครจ่ายเงินให้ผมทำสิ่งนี้ และแน่นอน การทำแบบนี้นั้นเป็นการเสียสละทางการเงินพอสมควร แต่ผมก็รู้สึกยินดีกับการตัดสินใจนี้ เพราะผมเชื่อว่าคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นมีความสำคัญและมีค่ามากกว่าเงิน
มันน่าผิดหวังที่ได้เห็นคุณได้กล่าวอ้างอย่างผิดๆ ว่าผมได้รับเงินมาเพื่อบ่อนทำลายประเทศไทย บางทีคุณอาจอธิบายได้ - อะไรที่ผมเขียนได้สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทย? มันดูแปลกสำหรับผมที่ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายได้ขนาดนี้ และอีกข้อคือ คุณมีหลักฐานอะไรที่จะมาพิสูจน์คำกล่าวอ้างของคุณที่ว่าผมได้รับเงินจาก ศัตรูของประเทศไทย? ผมรู้คำตอบสำหรับคำถามนี้: คุณไม่มีหลักฐาน เพราะมันไม่มีหลักฐาน เพราะว่ามันไม่ใช่ความจริง
ผมเคยคิดว่าคนที่มีภูมิหลังอย่างเช่นคุณจะใช้ความระมัดระวังมากกว่านี้ ก่อนที่จะพยายามป้ายสีผู้อื่น ในเมื่อภูมิหลังส่วนตัวคุณนั้นดูน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางว่าบริษัทชาร์เตอร์อินเวสต์เมนต์ของคุณนั้นเป็น ธุรกิจแชร์ผิดกฎหมาย คนไทยธรรมดาหลายๆคนนั้นถูกทำลายชีวิตลงเมื่อบริษัทล้มละลายไปในปีพ.ศ. 2526 ในขณะคุณหลบหนีไปยังสหราชอาณาจักรและใช้ทรัพย์สินที่คุณขโมยมาจัดตั้งเครือ ร้านค้า คุณรอเวลา 20 ปีเพื่อที่คดีความจะหมดอายุ และคุณก็กลับมายังประเทศไทย
ในตอนนี้ดูเหมือนคุณจะเชื่อว่าคุณมีสิทธิที่จะออกความเห็นชี้ขาดทาง ศีลธรรมเกี่ยวกับผู้อื่น และไม่ควรมีใครมาวิพากษ์วิจารณ์คุณ ผมไม่เห็นด้วย
ประชาชนของประเทศไทย รวมไปถึงประชาชนทางเหนือและทางใต้และทุกๆจังหวัด นั้นเฉลียวฉลาดพอที่จะตัดสินได้สำหรับตัวพวกเขาเอง พวกเขาสามารถอ่านความคิดเห็นของคุณ และอ่านคำตอบของผม และตัดสินว่าใครคือศัตรูตัวจริงของความเจริญ ความซื่อสัตย์ และประชาธิปไตยในประเทศไทย
ด้วยความจริงใจ
Andrew MacGregor Marshall

ภาคประชาชนเชียงใหม่รวมพลังประณาม “เอกยุทธ”

ที่มา ประชาไท

องค์กรภาคประชาชนในเชียงใหม่ร่วมประณามข้อความเอกยุทธ อัญชันบุตร พร้อมยืนยัน “พนักงานบริการ” มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ได้โง่






วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2554) เวลา 10.30 น. บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ หลายองค์กรด้านสตรี รวมถึงองค์กรต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ได้รวมตัวกันแถลงประณามข้อความของนายเอกยุทธ อัญชันบุตรที่โพสต์ลงในเฟซบุค โดยต่างยืนยันว่าข้อความดังกล่าวเป็นการดูถูกและทำลายความเป็นมนุษย์ของคน ที่ทำอาชีพ“พนักงานบริการ” และดูถูกผู้หญิงชาวเหนือด้วย
จากกรณีนายเอกยุทธ อัญชันบุตรโพสต์ข้อความลงเฟซบุ้ค (ดูข่าวเก่า) ในวันนี้ องค์กรต่างๆ ในเชียงใหม่หลายองค์กร เช่น กลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนา มหาวิทยาลัยล้านนา มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ กลุ่มพัฒนาสตรีเชียงใหม่ ทีมงานของสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งกลุ่มผู้หญิงเสื้อแดง ได้ทยอยมารวมตัวกันบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ รวมแล้วราว 200 คน
กิจกรรมมีทั้งการเขียนข้อความคัดค้านนายเอกยุทธบนป้าย แจกแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยล้านนา (ดูล้อมกรอบด้านล่าง) การกล่าวประณามข้อความของนายเอกยุทธและเรียกร้องให้เขามาขอขมาต่อสตรีชาว เหนือ โดยข้อความที่กลุ่มผู้มาเข้าร่วมกิจกรรมเขียน มีอย่างเช่น “สตรีเชียงใหม่มีศักดิ์ศรี...ไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นเหยียดหยาม” “ฉันรักเพศแม่” “เรารักศักดิ์ศรี ให้เกียรติคนเพศแม่” “หยุด! ดูหมิ่นศักดิ์ศรีสาวเหนือ” “เราชาวเหนือ รักศักดิ์ศรีของคนล้านนา” หรือแม้แต่ข้อความที่คัดลอกมาจากข้อความของนักเขียนชื่อดัง อย่างคำ ผกา

จากนั้นนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้แถลงความเห็นว่า ตนได้ตีความหมายข้อความนี้ว่ากำลังดูถูกเหยียดหยามเกียรติของผู้หญิงภาค เหนือมาก โดยอันที่จริงแล้วการขายตัวเป็นอาชีพสุจริต คนขายตัวก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกอาชีพล้วนต้องอาศัยความเพียร อาศัยทักษะ อาศัยความอดทนทั้งสิ้น ผู้หญิงขายตัวก็มีศักดิ์ศรีเท่ากัน เป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในประเทศประชาธิปไตย ซึ่งไม่ว่าจะอาชีพใดก็มีคุณค่ามากกว่าคนที่ตัดสินคนอื่นว่าด้อยปัญญาอย่าง ที่นายเอกยุทธทำ และแม้จะไม่สามารถทำให้นายเอกยุทธเปลี่ยนมุมมองหรือวิธีคิดได้ แต่อยากให้นายเอกยุทธใคร่ครวญสักนิดก่อนที่จะเขียนหรือกล่าวพาดพิงถึงใคร ควรจะให้มีความสมเหตุสมผล และไม่ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนอื่น
นางสาวทัศนีย์กล่าวต่อว่า ตนอยากเรียกร้องให้คนไทยทุกภาคส่วนร่วมกันประณามและต่อต้านพฤติกรรมของนาย เอกยุทธ เพื่อให้นายเอกยุทธออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และขอโทษต่อสตรีชาวเหนือ มิเช่นนั้นองค์กรชาวเหนือกลุ่มต่างๆ จะดำเนินคดีต่อการกระทำนี้อย่างถึงที่สุด และจะยังคงเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมจากสังคมไทย หากมีการเพิกเฉยพฤติกรรมดูถูกเหยียดหยามสตรีชาวเหนือแบบนี้อีก
ขณะที่นางสาวมาลี (ขอสงวนนามสกุล) ตัวแทนจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานกับ “พนักงานบริการ” ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าทางคนทำงานในมูลนิธิล้วนไม่พอใจกับข้อความของ นายเอกยุทธ เพราะพนักงานบริการไม่ใช่คนโง่แบบที่นายเอกยุทธกล่าวหา พวกเธอมีทักษะต่างๆ ในการดำเนินชีวิต บางคนพูดได้หลายภาษา บางคนขยันเรียนจนจบการศึกษา และการทำงานบริการไม่ได้หมายถึงการให้บริการทางเพศอย่างเดียว ซึ่งคนภายนอกมักมองคนกลุ่มนี้แต่เรื่องเซ็กซ์ แต่งานบริการมีความหมายตั้งแต่การไปกินอาหาร ไปเป็นเพื่อนเที่ยว หรือการดูแลให้คนที่รับบริการมีความสุข
พนักงานบริการจึงเป็นอาชีพหนึ่งเหมือนอาชีพอื่นๆ มีเวลาเข้าออกงานเหมือนกัน อยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนกัน และเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจเหมือนกับทุกๆ คน อาชีพนี้จึงควรได้รับความคุ้มครองดูแลเหมือนกับอาชีพอื่นๆ แรงงานแบบอื่นๆ และคนทำงานบริการก็มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พวกเธอไม่ได้ไปขโมยของใคร ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้านายเอกยุทธจะด่าใครก็ควรด่าตรงๆ ไม่ใช่ด่าไปทั่วแบบนี้ และควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด ถ้าเขามีความเป็นลูกผู้ชายเพียงพอ และอยากให้ลองคิดกลับกัน ว่าถ้าคนอื่นไปด่าเขาว่าโง่ เขาจะรู้สึกอย่างไร
สำหรับมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เป็นองค์กรที่ส่งเสริมโอกาสให้"พนักงานบริการ"ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคน ทั่วไปในสังคม เรียกร้องต่อสู้ให้งานบริการมีความปลอดภัย ยุติธรรม มีมาตรฐาน ในประเทศไทย มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้พนักงานบริการได้มีการเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ กศน. เรียนคอมพิวเตอร์ ให้คำปรึกษาเรื่องการไปทำงานต่างประเทศ ทำวีซ่า สุขภาพเกี่ยวกับการทำงาน และรวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย สิทธิต่างๆ และมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต (http://www.empowerfoundation.org/)
นอกจากนั้นในช่วงบ่ายผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกลุ่มพลังผญ๋าแม่ญิงล้านนาได้เดินทางไปฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ ต่อนายเอกยุทธในข้อหาหมิ่นประมาท ที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ราชนิเวศน์ด้วย อีกทั้งในวันเดียวกันนี้ยังมีเครือข่ายแม่ญิงพะเยาเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่า ราชการจังหวัดพะเยาเพื่อประณามนายเอกยุทธ อัญชันบุตรเช่นกัน
แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนา
เรื่อง ขอประนามทัศนะของนายเอกยุทธ อัญชันบุตรที่ดูหมิ่นสตรีล้านนาและนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย จากกรณีที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 นี้ ว่า

“ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น..สาวเหนือที่ไร้การศึกษา หรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ?...” และ “ตำแหน่งนายกฯนั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับ ตำแหน่ง...”

เราคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนารู้สึกเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมีคนไทยคนใดออกมากล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ประชาชนไทยหลายล้านคนโดยเฉพาะในเขตภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ต้องประสบปัญหาจากภัยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ
ข้อที่หนึ่ง ถ้อยคำของนายเอกยุทธที่ดูหมิ่นเหยียดหยามสตรีภาคเหนือว่าคนที่ไร้การศึกษา หรือคนที่ขี้เกียจและด้อยปัญญาชอบงานสบายคือขายตัวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะ
1.สตรีภาคเหนือก็เหมือนสตรีภาคอื่นๆ ทั่วโลก นั่นคือเป็นคนมีสติปัญญา ต่อสู้ดิ้นรน ไม่กลัวงานหนัก รักครอบครัว รับผิดชอบต่อครอบครัวและส่วนรวม ในสังคมไทยยุคก่อนที่ประเพณีการแต่งงานคือชายเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง และสังคมไทยไม่มีนามสกุล ทำให้หญิงกับชายมีฐานะและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ต่างคนต่างช่วยกันทำงานสร้างครอบครัวและสร้างสรรค์สังคม กระทั่งในหลายกรณี หญิงมีบทบาทมากยิ่งกว่าชาย สตรีในสังคมเช่นนี้มีบทบาทโดดเด่นแตกต่างจากสังคมบางแห่งที่ยกย่องให้ชาย เป็นใหญ่และกดขี่หญิงให้เป็นเช่นทาส ไร้สิทธิไร้เสียง
2. ในรอบกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่ขยายตัวได้กระตุ้นให้เกิดการค้าโสเภณี มีการล่อลวงหญิงจากต่างจังหวัดเข้าไปเป็นโสเภณีในเขตเมืองหลวงและลามออกไป การกล่าวว่าสตรีภาค เหนือขี้เกียจ โง่เขลา และชอบงานสบายเลยไปขายตัวจึงเป็นการโป้ปดและดูถูกกันอย่างรุนแรง

3. โลกทุนนิยมเสรีทุกวันนี้ยังคงมีการหลอกลวงและบีบบังคับสตรีจากทุกสังคมให้ เข้าสู่ธุรกิจการขายตัว ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะภาคเหนือ สตรีชาวเหนือมีปัญญา ไม่เคยเกี่ยงงาน หาเงินเลี้ยงครอบครัวในทุกสาขาอาชีพ ขณะที่เขียนแถลงการณ์นี้ ก็มีสตรีชาวเหนือจำนวนหลายคันรถที่สละเวลาไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาค กลางและกรุงเทพฯ คนที่ไปไม่ได้ก็ช่วยกันบริจาคสิ่งของตามจุดต่างๆในแทบทุกอำเภอของภาค

ข้อที่สอง การที่นายเอกยุทธกล่าวในทำนองนายกฯหญิงของไทยไร้สติปัญญาและโง่เขลาอย่างมาก ทั้งหน้าด้านมารับตำแหน่ง และกล่าวว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์น่าจะรู้ว่าอาชีพอะไรเหมาะกับตัวเองจึงไม่ใช่เพียงการดูถูกสตรี ชาวเหนือคนนี้ หากยังเป็นการดูถูกประชาชนไทยส่วนใหญ่ว่าโง่เง่าที่เลือกน.ส. ยิ่งลักษณ์ให้เป็นนายก รัฐมนตรี และดูถูกสติปัญญาของคนไทยทั้งประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่ยังคงยินยอมให้เธอบริหารประเทศต่อไปในฐานะนายกรัฐมนตรี นี่เป็นทัศนะที่ต่ำทรามและไม่สร้างสรรค์อย่างที่สุด

คำกล่าวของนายเอกยุทธช่วยเปิดด้านที่หยาบช้าและเลวร้ายในสติปัญญาของคน กลุ่มหนึ่งที่ต้องการดิสเครดิตผู้นำของรัฐบาลและหวังสร้างความปั่นป่วนใน สังคม เอาปัญหาอคติทางเพศ ปัญหาสังคมและปัญหาการเมืองมาพันกัน หวังทำลายสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบันด้วยการด่ากราดสตรีชาวเหนือ และหมิ่นแคลนนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ทุกๆฝ่ายควรจะช่วยกันแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำท่วมให้มากที่สุด

คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนาขอประณามคำกล่าวและทัศนะของนายเอกยุทธ อัญชันบุตรในครั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันประณามทัศนะกดขี่ทางเพศ ทัศนะที่ดูถูกประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และทัศนะที่ดูถูกเหยียดหยามและเหยียบย่ำคนที่เป็นผู้นำของประเทศ

นายเอกยุทธจะต้องกล่าวขอขมาต่อสตรีชาวเหนือ ต่อนายกรัฐมนตรี และต่อประชาชนไทยอย่างเป็นทางการ พี่น้องคนไทยจะต้องร่วมกันคัดค้าน อย่าให้ทัศนะที่ผิดพลาดร้ายแรงครั้งนี้ดำรงอยู่อีกต่อไปในสังคมไทย.

คณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งล้านนา
รศ.ดร.รังสรรค์ จันต๊ะ
อ.สมชาย ประทุมเมศร์
อ.สุทธิวัฒน์ วงศ์รังสรรค์
อ.ภูรินทร์ เทพเทพินทร์
อ.วัชระ ศรีสรรค์
อ.สมจินต์ รักยุติธรรม
อ.พลดี มงคล
ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง
3 พฤศจิกายน 2554

คานอำนาจสื่อ

ที่มา Thai E-News

ภาพประกอบ:Gag Las Vegas

สงครามสื่อต้องดำเนินต่อไป เพราะความต้องการคงอิทธิพล “อำนาจพิเศษ” ของสื่อกระแสหลัก กลายเป็นอุปสรรคประชาธิปไตย พลังประชาธิปไตยจะเติบโตได้ต้องทำลายอิทธิพลของสื่อกระแสหลักลง

โดย ใบตองแห้ง
5 พฤศจิกายน 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เราได้เริ่มธรรมเนียมเชิญนักเขียนเกียรติยศ เขียนบทความหรือทัศนะในวาระครบรอบ 4 ปีไทยอีนิวส์เมื่อปีที่แล้ว เป็นคราวแรก โดยครั้งนั้นได้รับเกียรติจากจักรภพ เพ็ญแข

ส่วนในวาระครบรอบ 5 ปีในวันนี้ เราได้เชิญ"ใบตองแห้ง"เป็นนักเขียนเกียรติยศประจำปีนี้

.............

รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการติดต่อจากสำนักข่าวไทยอีนิวส์ให้ เขียนลงในวาระครบรอบ 5 ปี เพราะไทยอีนิวส์เป็นเว็บไซต์ที่ผมติดตามอ่านอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบตรวจทาน ข่าวสารที่ได้รับจากสื่อกระแสหลัก

ในทัศนะของผม ไทยอีนิวส์เป็น “เว็บเสื้อแดง” คือไม่ได้ “เป็นกลาง” แต่ “เลือกข้าง” แล้ว กระนั้นก็เป็นการเลือกข้างอย่างมีอิสระ เป็นตัวของตัวเอง และมีความสามารถในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน จนมีผลงานชิ้นโบแดงมาหลายครั้ง เท่าที่จำได้ประทับใจก็เช่น ไทยอีนิวส์เป็นสำนักข่าวเดียวที่ตรวจจับการกระทำความผิด โฆษณาขายหุ้น NBC ในเครือเนชั่นเกินจริง ซึ่งน่าเสียดายว่าถ้าเนชั่นไม่ใช่สื่อทรงอิทธิพล หรือถ้าไทยอีนิวส์เป็นสื่อกระแสหลักด้วยกัน ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ กลต.ก็คงดำเนินคดีถึงที่สุดไปแล้ว

หรืออย่างเมื่อเร็วๆ นี้ที่ “เอิน” กัลยกร วิจารณ์ยิ่งลักษณ์ ไทยอีนิวส์ก็ขุดคุ้ยมาแฉว่าที่แท้เธอคือลูก ผอ.ASTV “ลูกอำมาตย์รักชาติ”

ข่าวสารทำนองนี้แหละที่ทำให้ผมต้องเปิดไทยอีนิวส์อ่านเพื่อตรวจทานอยู่เสมอๆ

ถ้าถามว่าไทยอีนิวส์ลำเอียงหรือไม่ คำตอบของผมคือไทยอีนิวส์เป็น “กระบอกเสียงอิสระของมวลชนเสื้อแดง” คำที่มีนัยสำคัญคือ “อิสระ” และ “มวลชน” เพราะแม้ไทยอีนิวส์ตอบโต้แก้ต่างให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยิ่งลักษณ์ ทักษิณ หรือแกนนำเสื้อแดงอยู่บ่อยๆ (รวมทั้งแสดงความเกลียดชังเป็นศัตรูกับอำมาตย์ สลิ่ม และพรรคแมลงสาบอย่างโจ่งแจ้ง) แต่เท่าที่ตามอ่านมาหลายปี ก็มีหลายครั้งที่ไทยอีนิวส์วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.

แม้การวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายเดียวกันจะไม่มากนัก เข้าใจว่าไทยอีนิวส์ต้องการรักษาขบวนไว้เป็นสำคัญ แต่ก็เป็นด้านที่สะท้อนให้เห็นว่าไทยอีนิวส์มีความเป็น “อิสระ” เป็นผู้สนับสนุน-แต่ไม่ได้ขึ้นต่อแกนนำ นปช.ไม่ได้ขึ้นต่อพรรคเพื่อไทย หรือรับท่อน้ำเลี้ยงจากทักษิณ ฉะนั้น ทัศนคติของไทยอีนิวส์ถ้าจะเอียงข้าง ก็สะท้อนทัศนคติของมวลชนเสื้อแดงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ทัศนคติที่เอียงไปตามผลประโยชน์นักการเมือง

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือผมเห็นว่าไทยอีนิวส์ชื่นชมนักคิดนักต่อสู้อย่างจักรภพ เพ็ญแข, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ มากกว่าทักษิณ,จตุพร, ณัฐวุฒิ

นั่นสะท้อนถึงจุดยืนของไทยอีนิวส์ ที่มุ่งมั่นจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ปลอดการแทรกแซงของอำนาจพิเศษนอกระบบ ไทยอีนิวส์ยืนอยู่ข้างมวลชนที่ต้องการต่อสู้ถึงที่สุด ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมไทย ซึ่งต่างกับนักการเมืองที่ต้องการเพียงได้อำนาจ ไทยอีนิวส์ให้ความรู้กับผู้อ่านตั้งแต่การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 ยกย่องเชิดชู อ.ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร มาจนถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วง 14 ตุลา2516 ถึง 6 ตุลา 2519 และสนับสนุนข้อเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 ตลอดจนการลบล้างผลพวงรัฐประหารของนิติราษฎร์ (ซึ่งไม่ใช่ว่าฝ่ายการเมืองจะยอมเอาด้วยใน 2 ประเด็นนี้)

นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชมไทยอีนิวส์ในฐานะ “สื่อเสื้อแดง” ที่ไม่ต้องเสแสร้งเป็นกลาง แต่มีความแตกต่างและมีจุดยืนของตัวเอง นอกจากนี้ หลายๆ ครั้ง ไทยอีนิวส์ยังกล้าพูดความจริงทั้งที่ปล่อยไปก็จะส่งผลทางการเมืองมากกว่า เช่น ตอนที่สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกจับ มีการอ้างว่าเพราะอ่านบทกวีที่สมัคร สุนทรเวช เขียนไว้ก่อนตาย แต่ไทยอีนิวส์แย้งทันทีว่าไม่ใช่ อย่าเข้าใจผิด เป็นบทกวีของจักรภพ เพ็ญแข ต่างหาก

บทบาทของไทยอีนิวส์ด้านสำคัญ ได้แก่การตรวจสอบสื่อกระแสหลัก ทั้งตอบโต้ แฉเบื้องหลัง และเปิดโปงพฤติกรรมสื่อ ซึ่งบางครั้งอาจถูกมองว่าไทยอีนิวส์อคติ ปลุกความเกลียดชัง แต่ผมว่าไม่เป็นไร เพราะสื่อกระแสหลักที่มีอคติและปลุกความเกลียดชังก็ควรจะโดนเสียบ้าง เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจพวกเขาด้วย

ผมมาจากสื่อกระแสหลัก แม้เคยทำแต่หนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ แต่ก็มีเพื่อนมีน้องอยู่ค่ายใหญ่หลายค่าย จึงเห็นว่าความเข้าใจของมวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าสื่อกระแสหลักเป็น ปรปักษ์ประชาธิปไตยเพราะได้ผลประโยชน์นั้นไม่จริง ถ้าจริงก็แค่ตัวเจ้าของสื่อ แต่ที่เห็นและเป็นอยู่มันคือทัศนคติของสื่อ ตั้งแต่บรรณาธิการข่าว หัวหน้าข่าว รีไรเตอร์ ลงมาจนถึงนักข่าวพื้นที่

ทำไมสื่อกระแสหลักจึงเป็นไปอย่างนั้น ในทัศนะผม สื่อเป็น “ฐานันดรที่สี่” เป็นอภิสิทธิ์ชนผู้ทรงอิทธิพล และเป็น “อำนาจพิเศษ” อย่างหนึ่งในสังคมไทย ซึ่งต้องการคงอำนาจที่จะแทรกแซงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไว้ตลอดไป ไม่ต่างจากอำมาตย์

สื่อไทยมีบทบาทต่อต้านเผด็จการและต่อสู้เพื่อประชาธิปไคยอย่างเข้มแข็งมา ตั้งแต่อดีต ในยุคของบรรพชนอย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์, อารีย์ ลีวีระ, อิศรา อมันตกุล, อุทธรณ์ พลกุล ฯลฯ ซึ่งสร้างเกียรติยศศักดิ์ศรีของคนหนังสือพิมพ์ไว้เป็นมรดกตกทอดให้คนรุ่น หลัง 14 ตุลา สื่อก็มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มเผด็จการ แม้หลัง 6 ตุลา 2519 รัฐบาลหอยโดยสมัคร สุนทรเวช ใช้ ปร.42 ปิดหูปิดตาปิดปากสื่อ แต่ก็ปิดกั้นพัฒนาการสังคมไม่ได้ เมื่อรัฐบาลหอยถูกรัฐประหาร เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ธุรกิจหนังสือพิมพ์ก็เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยม สื่อมีบทบาทวิพากษ์วิจารณ์จนกระแสสังคมปฏิเสธ พล.อ.เปรมไม่ให้เป็นนายกฯอีก แต่ก็สื่ออีกนั่นแหละที่ตั้งฉายารัฐบาลชาติชายว่า บุฟเฟต์คาบิเนต จนถูก รสช.แล้วสื่อก็มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านสุจินดา “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

พฤษภา 35 ได้ยกฐานะของฐานันดรที่สี่ขึ้นมาเป็นอำนาจชี้นำสังคม เป็นตัวแทนของพลังคนกรุงคนชั้นกลาง หรือ “ม็อบมือถือ” ตั้งแต่การแบ่งแยก “พรรคเทพ” “พรรคมาร” เย้ยหยันสมบุญ ระหงษ์ แต่งชุดขาวรอเก้อ ไปจนสุทธิชัย หยุ่น ตั้งรัฐบาลทางโทรทัศน์ ในคืนที่รู้ผลการเลือกตั้ง โดยใช้บทบาทสื่อผูกมัด “พรรคเทพ” ให้ร่วมกันสนับสนุนชวน หลีกภัย

จาก 2535 ถึง 2544 สื่อเป็นตัวแทนคนกรุงคนชั้นกลาง ทำหน้าที่ล้มรัฐบาลที่คนชนบทเลือกมา ตามทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย ตั้งแต่รัฐบาลชวน กับกรณี สปก.4-01 รัฐบาลบรรหาร กรณีกลุ่ม 16 แบงก์บีบีซี และสัญชาติเตี่ย รัฐบาลชวลิต กับกรณีลดค่าเงินบาทและชูธงเขียวรับร่างรัฐธรรมนูญ 40 และรัฐบาลชวน 2 ซึ่งตอนแรกได้รับการโห่ร้องต้อนรับ แต่จบลงด้วยฉายา “ช่างทาสี” และ “ปลัดประเทศ”

ในภาพรวม ถือว่าสื่อได้ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจตามบทบาทที่ควรจะเป็นในระบอบ ประชาธิปไตย จากต่อสู้เผด็จการมาถึงตรวจสอบนักการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบรัฐบาลทักษิณ ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2549 หรือแม้แต่ไล่ทักษิณ ในฐานะผู้นำที่เหลิงอำนาจและสอบตกทางจริยธรรม ก็เป็นการทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย

แต่สื่อเปลี่ยนไป เมื่อเห็นว่าทักษิณได้คะแนนนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้ง จนยากที่จะล้มรัฐบาลตามระบอบ สื่อหันไปร่วมมือกับขบวนการให้ร้ายป้ายสี ม็อบสนธิสวนลุม ทั้งที่ตอนแรก เถ้าแก่เปลวของผมด่าสนธิเองว่า “แปลงสถาบันเป็นอาวุธ” สื่อร่วมมือกับพันธมิตร สร้างกระแส ม.7 ขอนายกพระราชทาน แล้วก็เตลิดเปิดเปิงกระทั่งสนับสนุนรัฐประหาร (อย่างเต็มอกเต็มใจไม่ต้องเอาปืนจี้) โดย 3 นายกสมาคมสื่อ พร้อมใจเข้าไปเป็น สนช.

หลังจากนั้นไม่ต้องพูดถึง สื่อกระแสหลักเลือกข้างเต็มตัว ช่วยสร้างกระแสความชอบธรรมให้พันธมิตร ยึดทำเนียบยึดสนามบินเป็นการใช้สิทธิประชาธิปไตยของประชาชน แม้เกินเลยไปบ้างต้องให้อภัย แต่ยึดราชประสงค์เอาไว้ไม่ได้ 7 ลาเป็นการปราบปรามประชาชน 19 พฤษภาเป็นการรักษาความสงบของประเทศ

ถามว่าทำไมสื่อจึงเปลี่ยนบทบาทจากผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จากกลไกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบในสังคมประชาธิปไตย ไปเป็นปรปักษ์ประชาธิปไตย ผมคิดว่าสื่อยึดติดในบทบาทและอำนาจของตัวเอง พูดง่ายๆ ว่าสื่อเคยชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ สังคมก็คล้อยตาม สื่อล้มรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย แต่ล้มทักษิณไม่ลง ทั้งที่สื่อรวมหัวกันชี้ว่ามันชั่วมันเลว คราวนี้ชาวบ้านโดยเฉพาะคนชนบทกลับไม่ฟัง

สื่อไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม พัฒนาการของประชาธิปไตย ที่นโยบายพรรคไทยรักไทยทำให้มวลชนตระหนักว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งเปลี่ยน แปลงชีวิตพวกเขาได้ ไม่ใช่มวลชนไม่เข้าใจว่านักการเมืองทั้งหลายล้วนแสวงหาผลประโยชน์ แต่จะให้เขาเลือกใครระหว่างพรรคที่มีนโยบายสนองปากท้อง เปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ กับพรรคที่ดีแต่พูด

แต่สื่อกลับมองว่าชาวบ้านโง่ ถูกซื้อ ทักษิณจะผูกขาดอำนาจไปอีก 20 ปี ประเทศชาติจะหายนะ สื่อไม่อดทนรอการพัฒนาไปตามลำดับของมวลชน คิดแต่ว่าสังคมจะต้องเดินตามที่พวกตนชี้

พูดอีกอย่างก็พูดได้ว่าสื่อ “เหลิงอำนาจ” เคยตัวกับบทบาทชี้นำสังคม ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ได้เป็นไปตามตำรานิเทศศาสตร์ สื่อไทยไม่ได้ทำหน้าที่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา แยกข่าวจากความคิดเห็นเหมือนสื่อฝรั่ง แต่สื่อไทยสอดแทรกการชี้นำเข้าไปในข่าว ใช้พาดหัวข่าวเป็นที่ประกาศวาทะกรรม แสดงการสนับสนุน ต่อต้าน รัก ชอบ เกลียด ชัง หรือถ้าเป็นสื่อทีวี ก็เรียกว่า “สื่อมีหาง(เสียง)”

แต่ที่ผ่านมามันเป็นการต่อสู้เผด็จการ หรือขับไล่นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นในช่วงที่ประชาธิปไตยยังอ่อนแอ สังคมไทยจึงยอมรับบทบาท (และอิทธิพล) ของสื่อ (รวมทั้งอภิสิทธิ์ของสื่อ) กระนั้นเมื่อประชาธิปไตยเติบโตขึ้น เป็นสังคมที่มีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย ก็ไม่ยอมรับการชี้นำของสื่ออีกต่อไป

สื่อไทยเลย “วีนแตก” หน้ามืดตามัวเพื่อเอาชนะ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก เป็นผู้มีอุดมการณ์สูงส่ง ขาวสะอาด มีเกียรติมีศักดิ์ศรี สมควรที่จะยกไว้ในที่สูงเพื่อชี้นิ้วด่ากราดนักการเมือง

ถ้าให้เห็นภาพชัด “เนชั่นโมเดล” น่าจะเป็นตัวแทนสื่อกระแสหลักชัดเจนที่สุด สุทธิชัย หยุ่น ก่อตั้งเดอะเนชั่นเมื่อปี 2515 แล้วมาเปิดกรุงเทพธุรกิจในปี 2530 แล้วขยับขยายไปจัดรายการทีวี หลัง 2535 ก็ร่วมก่อตั้งไอทีวี ซึ่งแม้ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล แห่งแปซิฟิค จะเป็นผู้บุกเบิกข่าวทีวีสมัยใหม่รายแรก แต่ต้องถือว่าหยุ่นเป็น “ตัวพ่อ” ที่มีอิทธิพลต่อนักข่าว พิธีกร รุ่นต่อมามากกว่า
คน หนุ่มสาวที่เข้าไปเป็นนักข่าวพิธีกรค่ายเนชั่นในทศวรรษ 2530 คือตัวแทนคนชั้นกลางที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาเศรษฐกิจในยุค 2520 ซึ่งกรุงเทพฯเริ่มก่อเกิดชุมชนบ้านจัดสรร กั้นรั้วแยกจากคนชั้นล่างและคนชนบท คนชั้นกลางที่เติบโตในยุคนี้ ถูกตัดขาดจากประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นสมัยคณะราษฎรหรือขบวนการนักศึกษายุค 14-6 ตุลา พวกเขาเห็นแต่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งสอนให้เชื่อความมีคุณธรรมจริยธรรมของ “ผู้หลักผู้ใหญ่” คนชั้นกลางรุ่นนี้เติบโตมาโดยมุ่งหวังที่จะประสบความสำเร็จส่วนตัว และโดยเชื่อว่าสังคมไทยที่ดำรงอยู่เป็นสังคมที่ดีงามเป็นธรรมแล้ว ถ้าจะเลวร้ายอยู่อย่างเดียว ก็คือนักการเมือง

สื่อแบบ “เนชั่นโมเดล” จึงเป็นตัวแทนคนชั้นกลางที่เรียนจบมหาวิทยาลัย คล่องแคล่ว ฉาดฉาน ได้งานดี เงินดี ไม่เคยยากลำบากเหมือนสื่อในอดีต และไม่เหมือนค่ายหัวสีที่ต้องจับเนื้อกินเอง (เงินเดือนนักข่าวเพิ่มพรวดพราดแบบก้าวกระโดดในช่วงต้นทศวรรษ 2530 อานิสงส์จากสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งอัตราเงินเดือนให้นักข่าวผู้จัดการ) นอกจากนี้ยังได้รับการให้เกียรติจากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ใช่แค่ไม่ต้องกลัวตำรวจแจกใบสั่ง แต่เป็นนักข่าว 2-3 ปี คุณก็ได้นั่งกินข้าวกับรัฐมนตรี ประธานบริษัท ได้บินตามนายกฯ ไปเมืองนอก หรือได้ขึ้น ฮ.ไปกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เรียกพี่เรียกน้องกับนายพล

ไม่มีอาชีพไหนให้คุณอย่างนี้นะครับ ยกหูโทรศัพท์กริ๊ง อธิบดีรองอธิบดีต้องมารับ

สื่อจึงมีฐานันดรพิเศษ ที่ทำให้ทรนงและหลงตน ว่าข้านี่แหละคือตัวแทนคนชั้นกลางผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง สามารถชี้นิ้วผลักดันสังคมไปตามต้องการ นักการเมืองชั่วหรือ ถล่มมันซะ ข้าราชการมีแผล ก็บดขยี้ให้ไม่เหลือซาก คนเหล่านี้จึงต้องเกรงอกเกรงใจสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสื่อ

ที่ผมยก “เนชั่นโมเดล” อันที่จริงก็คล้ายกันทุกค่าย เพียงแต่หัวสีก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ฉบับเล็กก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ขณะที่ค่ายมติชน (รวมทั้งผู้จัดการ) ยังมีคนรุ่นเก่าสืบทอดมาจาก 14 ตุลา 6 ตุลา ไม่ใช่ภาพของคนชั้นกลางที่ตัดขาดจากประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เสียทีเดียว เนชั่นชัดเจนกว่ากับภาพลักษณ์นักข่าวพิธีกรขวัญใจคนชั้นกลาง ตั้งแต่หยุ่น หย่อง มาถึงสรยุทธ์ กนก สู่ขวัญ จอมขวัญ ฯลฯ (และเนชั่นก็เป็นแม่แบบให้ TPBS ปั๊มคนออกมาคล้ายๆ กัน)

ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าสื่อไม่มีผลประโยชน์ ทั้งตัวค่ายและตัวบุคคล มี-แต่ไม่ใช่นักข่าวส่วนใหญ่ สาเหตุหลักที่สื่อกระแสหลักกลายเป็นปรปักษ์ประชาธิปไตย ก็คือความเหลิงอำนาจของสื่อ คือความเชื่อว่าตัวเองรู้มากกว่า เก่งกว่า ดีกว่า สมควรจะเป็นผู้ชี้นำประชาชนที่โง่เขลา ไม่ยอมรับว่าประชาชนมีสิทธิจะคิดต่างเห็นต่าง เมื่อชี้นำไม่ได้ เอาชนะไม่ได้ และกลายเป็นฝ่ายแพ้ โค่น “คนชั่วคนเลว” ในสายตาตัวเองไม่ลง แพ้ทักษิณ แพ้พรรคพลังประชาชน แพ้พรรคเพื่อไทย สื่อจึงหน้ามืดมุ่งเอาชนะคะคานโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ ไม่ว่าเชียร์รัฐประหารหรือโยนหลักการประชาธิปไตย หลักสิทธิเสรีภาพ ที่เป็นหัวใจของสื่อทิ้งไป

เห็นได้ง่ายๆ จากวิกฤติน้ำท่วมคราวนี้ ที่สื่อแปลงมาเป็นอาวุธโค่นรัฐบาล จนเห็นชัดเจนว่าเป็นการจ้องจับผิด มากกว่าวิจารณ์ตามเนื้อผ้า แม้ข้อวิจารณ์หลายส่วนเป็นจริง (รัฐบาลทำงานห่วยจริงๆ) แต่ก็ขยายปมจนเห็นเจตนา

สงครามสื่อต้องดำเนินต่อไป เพราะความต้องการคงอิทธิพล “อำนาจพิเศษ” ของสื่อกระแสหลัก กลายเป็นอุปสรรคประชาธิปไตย พลังประชาธิปไตยจะเติบโตได้ต้องทำลายอิทธิพลของสื่อกระแสหลักลง ถ่วงดุล คานอำนาจ ด้วยการสร้างสื่อที่หลากหลาย ทั้งเว็บไซต์ วิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หรือสื่อสิ่งพิมพ์ขนาดเล็ก เป็นตัวแทนความคิดของประชาชนที่แตกต่าง ดิสเครดิตสื่อกระแสหลักด้วยการเปิดโปงพฤติกรรมอย่างที่ไทยอีนิวส์ทำ

การเปิดโปงสื่อกระแสหลัก ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์ (ซึ่งใช้ได้กับนักข่าวร้อยล้าน แต่ใช้ไม่ได้กับคนดีๆ อย่างเถ้าแก่เปลวของผม) ประเด็นสำคัญอยู่ที่อคติและความไร้หลักการของสื่อ ทั้งในการเสนอข่าวจริงบ้างเท็จบ้าง ให้น้ำหนักข่าว พาดหัวข่าวอย่างไม่เที่ยงธรรม วิพากษ์วิจารณ์มักง่าย (เอาคำทำนายหมอดูมาใช้ก็มี) ตวัดลิ้นกลับไปกลับมา สองมาตรฐานหน้าไม่อาย วันก่อน เดือนก่อน ปีก่อน พูดอย่าง วันนี้พูดอีกอย่าง (ยกตัวอย่างถ้าใครไปขุดข้อเขียนชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ สมัยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนถูกทหารตีหัว มาเทียบกับ “ท่านขุนน้อย” แล้วจะเซอร์ไพรส์ว่าคนเราเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ)

ผมเชื่อมั่นว่าไทยอีนิวส์จะสานต่อภารกิจอย่างเข้มแข็งในปีที่ 6 แต่ขณะเดียวกัน ภารกิจของสื่อฝ่ายประชาธิปไตยภายหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยก็มีความยากลำบาก และซับซ้อนขึ้น เพราะต้องทำหน้าที่ทั้งสองด้าน นั่นคือด้านหนึ่งต้องปกป้องรัฐบาลจากการโจมตีให้ร้ายของพวกสลิ่มและฝ่ายแค้น ที่มุ่งหวังฟื้นอำนาจนอกระบบ หวังโค่นล้มแทรกแซงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่อีกด้านก็ต้องไม่ละเว้นการทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ให้สมกับที่ได้ชัยชนะมาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง

ซึ่งก็เป็นการปกป้องประชาธิปไตยในอีกมุมหนึ่งเช่นกัน


ใบตองแห้ง
5 พ.ย.54

...............................................

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


-ผลสำรวจผู้อ่าน:ครบ5ปีไทยอีนิวส์ควรไปทางไหน?

-ชูธงสัจธรรมโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป

-จักรภพ เพ็ญแข:สื่อไทย ณ ทางแยก เนื่องในโอกาสครบรอบ ๔ ปีสำนักข่าวไทยอีนิวส์

ไม่รบนายไม่หายจนม็อบสวนปาล์มไล่ผู้ว่าสุราษฎร์

ที่มา Thai E-News



โอฬาร ชนะสงคราม แกนนำการชุมนุมกล่าวแถลงข่าวสรุปความเป็นมาของปัญหาและข้อเรียกร้อง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 พฤศจิกายน 2554

กลุ่มเกษตกรผู้ที่ไร้ที่ดินทำกิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในนามกลุ่มจุดไฟในสายลมภาคใต้ ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 5,000 คน ได้เดินทางมาร่วมกันชุมนุมขับไล่นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ที่บริเวณสะพานนริศ อำเภอเมือง สุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ผู้ชุมนุมให้เหตุผลว่า ไม่พอใจที่นายธีระยุทธไม่สนองนโยบายรัฐบาลเรื่องให้เกษตรกรเช่าที่ดินทำกิน ได้รายละ 10 ไร่ โดยกำหนดเหลือเพียงรายละแ่ค่ 2 ไร่ และให้เฉพาะบริวารญาติมิตรนักการเมืองอิทธิพลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุีราษฎร์ธานี

นายโอฬาร ชนะสงคราม แกนนำการชุมนุมแถลงว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มเกษตกรไร้ที่ทำกิน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านก็ได้มารับหนังสือ และ สัญญาว่า จะจัดการให้เป็นไปตาม นโยบายเดิมของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในอดีต ที่จะให้เกษตรกรได้เช่าทำกินรายละ 10 ไร่

แต่พอเกษตรกรเดินทางกลับมาถึงสุราษฎร์ธานี ปรากฎว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด รู้การเคลื่อนไหวของกลุ่่มเกษตรกร ก็ชิงเรียกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาบอกว่า ทางจังหวัดจะจัดสรรที่ให้คนละ 2 ไร่ และ รายชื่อของคนที่จะได้นั้นเป็นชื่อของลูกน้องนักการเมืองทั้งสิ้น การกระทำเช่นนี้ถือว่า เป็นพ่อเมืองแต่ไม่ดูแล และรักษาผลประโยชน์ให้ชาวบ้าน แต่ไปปกป้องผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลในจังหวัด

ดังนั้นทางกลุ่มเกษตกรผู้ไร้ที่ทำกิน จึงต้องรวมตัวกันชุมนุมเพื่อขับไล่ผู้ว่าฯคนนี้ และจะได้ปักหลักอยู่จนกว่าผู้ว่าฯจะย้ายออกจากพื้นที่

สำหรับความเป็นมาของกรณีดังกล่าวนี้ ในอดีตกลุ่มเกษตกรไร้ที่ทำกินภาคใต้ ได้ยื่นเรื่อง ให้มีการปฎิรูปที่ดิน ในสมัยรัฐบาล ทักษิณ และรัฐบาลทักษิณก็ทำการปฎิรูปสำเร็จไปแล้ว 20,000 ไร่ โดยให้ประชาชนเช่า คนละ 10 ไร่ จากเดิมเป็นของกลุ่มทุนกลุ่มเดียว และ จะมีการปฎิรูปตามมาอีก 40,000 ไร่ โดยให้ประชาชนผู้ไร้ที่ทำกิน คนละ 10 ไร่ แต่น่าเสียดายที่ รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจเสียก่อน เรื่องการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตกร จึงชะงักไป

ต่อมา ประชาชนผู้ไร้ที่ทำกิน ได้พากันเข้าไปยึดที่ดินของนายทุน ซึ่งเป็นที่ดินที่รอการปฎิรูปเพิ่ม และ หมดสัญญาสัมปทานแล้ว แต่นายทุนยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ สวนปาล์ม 4-5 หมื่นไร่ มีรายได้เดือนหนึ่ง หลายสิบล้านบาท และเงินส่วนนี้ยังเป็นท่อน้ำเลี้ยงของนักการเมืองภาคใต้

ประชาชนไร้ที่ดินทำกินผู้ที่รอการปฎิรูปที่ดินแปลงนี้อยู่ เห็นว่า นายทุนไม่ยอมออก ทั้งที่หมดสัมปทานแล้ว ก็พากันเข้าไปยึด สวนปาล์ม
แต่ถูกกลุ่มนายทุน นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนสมคบกันนำกำลังเข้าสลาย เผาทำลาย และยิงเกษตรกรบาดเจ็บ และล้มตาย ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย

รวมทั้งมีผู้บาดเจ็บ พิการอีกจำนวนมาก และ ที่ถูกจับกุมคุมขัง และ มีคดีความ อีกมากมาย และ ยังถูกกล่าวหาเป็นผู้ร้ายในสังคม โดยการใส่ร้าย บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยกลุ่มผู้ที่มีอิธิพลในจังหวัด เช่น หลอกลวง สัญญาว่าจะได้ที่ทำกิน แล้ว มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ชุมนุมเป็นรายหัว และอีกหลายๆเรื่อง ที่จะทำลายความชอบธรรมของกลุ่มแกนนำเกษตกรผู้ยากไร้

การบิดเบือนข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ถูก ปั้นแต่งขึ้นมาเป็นขบวนการ โดย นักการเมืองใหญ่ในจังหวัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ โดยผ่านสื่อที่รับใช้

และที่น่าแปลกใจก็คือว่า กลุ่มผู้ชุมได้ตั้งเวทีชุมนุมปราศรัยเรียกร้องมาสิบกว่าวันแล้ว มีสื่อมวลชนมาทำข่าว แต่ทางเราก็ไม่เห็นออกสื่อไหนเลย จึงเชื่อว่ามีการปิดข่าวความเคลื่อนไหวของประชาชน

ทางด้านนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดว่า คาดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์นี้จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 จำนวน 20-30 ตำแหน่ง โดยเกณฑ์การพิจารณาจะดูตามความเหมาะสม ไม่มีการย้ายล้างบาง และจะไม่มีการนำผลงานช่วยน้ำท่วมมาพิจารณาด้วย




เกษตรกรที่เข้าร่วมการชุมนุมให้สัมภาษณ์

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง

-ชาวสุราษฎร์ฯร้องถูกนายทุนสวนปาล์มฟ้อง ต้องเสียค่าขึ้นศาลนับล้าน ร้องรัฐยุติดำเนินคดีเร่งปฏิรูปที่ดิน

-ม็อบล้อม สวนปาล์ม ถูกยิงดับ1

Friday, November 4, 2011

สุดท้ายก็ชายชุดดำผิดภัยพิบัติน้ำถล่มกรุง

ที่มา Thai E-News

ไปดูให้เห็นกับตา!- ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำจากสวิสเซอร์แลนด์ ท่านทูตสวิส และดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.เพื่อไทย เดินทางไปเขื่อนภูมิพลเมื่อวานนี้ เพื่อดูข้อเท็จจริงเรื่องการปล่อยน้ำ ซึ่งสุดท้ายทำท่าว่าจะหาตัวคนรับผิดชอบไม่เจอ ทุกฝ่ายโยนกลองหมด(ภาพ:facebook Suda Rangkupan )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2554

หลังจากที่ฝ่ายการเมืองโยนความผิดป้ายสีให้กัน โดยฝ่ายค้าน ลูกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า ฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีเจตนาปล่อยน้ำจากเขื่อนมาท่วมกรุงเทพฯ แต่หมัดเด็ดที่ว่ากลับไปน็อกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสียเอง เพราะช่วงเวลาที่กล่าวถึงนั้นยังเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์รักษาการ อยู่ (ดูรายละเอียดข่าว:หมัดเด็ดลูกพรรคปชป.ย้อนศรน็อกมาร์คซะเอง)

หรือทั้งสองฝ่ายอาจประคองเอาตัวรอดได้เพราะเป็นห้วงเวลาก้ำกึ่งระหว่าง รัฐบาลอภิสิทธิ์รักษาการอยู่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่เข้ามาบริหารเต็มตัว เกิด"ช่องว่างทางอำนาจการบริหาร"ขึ่นมา แต่จากการสืบค้นจริงๆแล้วก็ไม่แน่นักว่าฝ่ายการเมืองจะมีอำนาจบริหารจัดการ ใดๆ เนื่องจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนเป็นอำนาจของ


1. คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ
2. คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรมชลประทาน กฟผ.และ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เป็นต้น


ทั้ง 2 ชุดนี้มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธานทั้งคู่

ถึงแม้จะเจอตัวผู้รับผิดชอบลางๆว่าเป็นอธิบดีกรมชลประทาน แต่ข้อมูลจากกฟผ.ได้ชี้แจงว่า น้ำที่ลงมาท่วมกรุงเทพฯนี้มาจากเขื่อนแค่ 16% ที่้เหลือราว84%เป็นน้ำธรรมชาติ

ดังนั้นท้ายที่สุดหากจบลงที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิด มารับผิดชอบต่อเหตุการณฺภัยพิบัติครั้งนี้ "เชื่อได้ว่า"เราก็น่าจะได้ผู้ร้ายเจ้าประจำสังคมไทย คือหากไม่เป็น"ไอ้ปื๊ด" ก็คงไปหวยออกที่"ชายชุดดำ"


กฟผ.แจงน้ำจากเขื่อนไม่ได้เป็นต้นเหตุน้ำท่วมกรุง อ้างมีส่วนแค่16%

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จัดทำเอกสารชี้แจงเรื่อง 10 คำถาม – คำตอบ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ในสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วม โดยตอนหนึ่งระบุว่า

ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์เพียงร้อยละ 16.7 ของมวลน้ำที่ไหลผ่าน ดังนั้นการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนจึงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วม

ซึ่งน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์มาจากแม่น้ำหลัก 4 สาย คือ ปิง วัง ยม และน่าน ขณะที่มีเขื่อนขนาดใหญ่กั้นอยู่เพียง 2 สาย คือ แม่น้ำปิงและน่าน

ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจึงมาจากแม่น้ำยมและวัง รวมทั้งน้ำที่ค้างอยู่ตามทุ่งไหลลงมา ซึ่งมีปริมาณรวมถึงร้อยละ 83.3 ของน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ แล้วไหลสู่กรุงเทพฯและปริมณฑลไปรวมกับมวลน้ำที่ยังค้างอยู่ตามไร่นา จากสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. ทำให้มวลน้ำที่หลากเข้าสู่กรุงเทพฯ ยังคงมีปริมาณมาก

อย่างไรก็ดี มวลน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนทั้งสองจะใช้เวลาเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ2 สัปดาห์ จึงไม่ส่งผลต่อมวลน้ำชุดใหญ่ที่โอบล้อมกรุงเทพฯอยู่ขณะนี้ ประกอบกับน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบนก็กำลังมีปริมาณที่ลดลงเป็น ลำดับ


ตอบคำถามคาใจยังไม่เคลียร์ ใครเป็นผู้ตัดสินใจสั่งให้หรือไม่ให้ปล่อยน้ำ

เอกสารชี้แจงของกฟผ.ระบุว่า ในการวางแผนการระบายน้ำในแต่ละปี คณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆกว่า 20 หน่วยงาน ที่รับผิดชอบดูแลการใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรม อุปโภค และบริโภค จะกำหนดเป้าหมายความต้องการใช้น้ำตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ตลอดช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็นต้นไป โดยจะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ รวมทั้งต้นทุนน้ำในแต่ละเขื่อน จากนั้นกรมชลประทานและ กฟผ. จึงมาร่วมกันวางแผนการระบายน้ำในรายละเอียดเป็นรายเดือน รายสัปดาห์ และรายวัน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำ และประกาศให้เกษตรกรทราบ เพื่อวางแผนการใช้น้ำต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุการณ์ผิดปกติ ทั้งภัยแล้ง หรือน้ำท่วม เช่นในปี 2554 กรมชลประทานจะเรียกประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ น้ำ เพื่อติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำตามสถานการณ์

ขณะที่เว็บไซต์ Energythaiรายงานว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานดังนี้

1. คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ

2. คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

-กรมชลประทาน
-กรมอุตุนิยมวิทยา
-สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร
-สำนักการระบายน้ำ กทม.
-กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ
-กรมทรัพยากรน้ำ
-กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-กฟผ.
-และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (กปร.)

คณะผู้เชี่ยวชาญน้ำจากสวิสไปดูกับตาที่เขื่อนภูมิพล

เมื่อวานนี้(3พฬย.) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำจากสวิสเซอร์แลนด์ และเอกอัคราชทูตสวิสเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.เพื่อไทย และดร.สุดา รังกุพันธ์ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ASIA UPDATE ได้เดินทางไปเขื่อนภูมิพลเมื่อวานนี้ เพื่อดูข้อเท็จจริงเรื่องการปล่อยน้ำ และรับฟังผู้บริหารกับวิศวกรของเขื่อนภูมิพลบรรยายสรุป

ดร.สุดาเปิดเผยว่า ประเด็นที่น่าสนใจ มีดังนี้

1. การปล่อยน้ำจากเขื่อนทำตามคำสั่งของกรรมการชุดหนึ่งที่มีอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน และยังมีอนุกรรมการอีกชุด ก็มีอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานอีกเช่นกัน

ดูโครงสร้างอำนาจแล้ว ฝ่ายการเมืองไม่มีอำนาจเลย ไม่มีระดับรัฐมนตรีกำกับดูแล มีแต่แค่ระดับอธิบดีเท่านั้น แต่ดูมีอำนาจมาก เลยมีข่อสังเกตว่า ไม่ต่างจากสภากลาโหม ของทหารเลยที่รัฐมนตรีกลาโหมก็ไม่ได้มีอำนาจกำกับดูแล ดังนั้นโอกาสไม่ทำงานสนองนโยบายรัฐบาลจึงมีสูงมาก

2. น้ำที่ปล่อยจากเขื่อนลงไปนั้น ไม่ได้มาจากเขื่อนเดียว ก็น่าตั้งข้อสังเกตว่า หากจะเล่นเกมปล่อยน้ำจริงๆ สามารถทำได้แบบวางประตูกลเลยก็ได้ เพราะอำนาจอยู่กรรมการที่กล่าวในข้อแรกทั้งหมด แต่ละเขื่อนจะได้รับคำสั่งว่าให้ปฏิบัติตามแผนว่าจะปล่อยน้ำเท่าไหร่

3.การระบายน้ำมาก ทำให้ได้กระแสไฟมาก ข้อนี้ก็ทำให้ชวนสงสัยเกี่ยวกับข้ออ้างว่า มีเขื่อนปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร

4. เรื่องปริมาณน้ำฝน และการกักเก็บน้ำในเขื่อนนั้น มีข้อสังเกตว่าชัดเจนสิ้นสงสัยแล้ว ปีนี้มีน้ำน้อยจริงในช่วงต้นปี และทางเขื่อนรู้ดีว่าช่วงน้ำมากคือเดือนอะไร มันคาดการณ์ได้เป็นปกติ ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตคือ การสั่งไม่ปล่อย-หรือปล่อยน้ำนั้น มีความผิดพลาดหรือไม่ ถ้ามี ก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย มีเพราะอำนาจเต็มมันอยู่ที่กรรมการ และอนุกรรมการชุดที่กล่าวถึงไปแล้ว

เชิญร่วมแรลลี่เส้นทางสีแดงช่วยน้ำท่วมที่พัทยา

ที่มา Thai E-News


โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง
4 พฤศจิกายน 2554

กลุ่มเส้นทางสีแดงเปิดเผยว่า จะจัดกิจกรรม เส้นทางสีแดงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัย (อาทิตย์ 6 พ.ย.)นี้ สถานที่ พัทยา-จอมเทียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมน้ำใจบริจาคช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัยทั่วประ เทศผ่านศปภ.

กำหนดการ 12.00 น. ตั้งขบวนที่พัทยาเหนือ บริเวณห้าแยกปลาโลมา รับมอบน้ำใจจากพี่น้องภาคตะวันออก

13.00 น. แรลลี่ผ่านหาดพัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ หาดจอมเทียน

15.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพ มุ่งหน้าศปภ.มอบเงินบริจาคร่วมกัน (ไม่หักค่าใช้จ่าย)

สำหรับท่านที่ประสงค์จะร่วมขบวนแรลลี่ไปจากกรุงเทพฯ พบกันเวลา 08.00 น. หน้าเซ็นทรัลบางนา โดยสามารถนำรถมอเตอร์ไซด์ รถกระบะ รถเก๋ง รถเครื่องเสียงเข้าร่วมกิจกรรม(ติดธงแดงทุกคัน)

ภาพข่าวเส้นทางสีแดงร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วมครั้งแรก

กลุ่มเส้นทางสีแดง ได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานจากราชประสงค์ถึงดอนเมืองเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยน้ำท่วมครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมานี้

โดยรายงานข่าวว่า พวกเราพร้อมกันในเวลา 9.00 น.ที่หน้าเวิลด์เทรดตามกำหนด มีทั้งสมาชิกเก่าและใหม่มาร่วมกิจกรรม มีทั้งนักปั่นจักรยานที่เป็นอดีตนายทหารอากาศ ทหารบก อดีตสารวัตรตำรวจตระเวณชายแดนที่เกษียนอายุ ทั้งพ่อค้าแม่ขายมาร่วมทำกิจกรรมนี้ เริ่มมีผู้ทยอยนำสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสพภัยน้ำท่วม
ที่น่าสนใจมากคือมีผู้หญิงที่ใส่เสื้อเหลืองนำนมผงยี่ห้อเอ็นฟาโกรจำนวน 96 กล่องมูลค่าเกือบหนึ่งหมื่นสี่พันบาทมาให้ตามรูปถ่าย

พวกเราได้รับการสนับสนุนรถโมบายติดเครื่องขยายเสียงจากสส.ฉะเชิงเทราที่ส่ง เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงรถหกล้อ และรถกระบะหลายคันที่มาช่วยขนสิ่งของบริจาค มีพี่ๆน้องๆในเฟซบุ้คหลายคนมาร่วมทำกิจกรรมรวมถึงคุณจอย ติตัส

ขบวนเคลื่อนออกจากราชประสงค์ในเวลาประมาณ 10.30 น.และมุ่งหน้าไปประตูน้ำ และแวะจุดแรกที่ตลาดโบ๊เบ้ มีพ่อค้าแม่ขยายที่ตลาดโบ๊เบ๊น้ำสิ่งของมาบริจาคจำนวนมาก

โบ๊เบ๊เป็นแหล่งขายส่งเสื้อผ้ารายใหญ่ของประเทศ มีพ่อค้าบางคนนำเสื้อเหลืองมาบริจาคให้พวกเราประมาณ 12 โหล

จากโบ๊เบ้มุ่งหน้าเยาวราช เมื่อถึงเยาวราชดีเจหนุ่มแอลเอได้ประกาศขอรับบริจาคโดยไม่แบ่งแยกสีเสื้อ เขาบอกว่าในวันนี้คนไทยต้องเก็บความแตกต่างทางอุดมการณ์ไว้ก่อน โยนสีเสือทิ้งและร่วมมือกันช่วยเหลือคนไทยทุกคนที่เดือดร้อนเพราะน้ำท่วม พูดจบมีผู้หญิงใส่เสื้อเหลืองกระโดดขึ้นไปบนรถโมบายร่วมร้องเพลงน้ำท่วมกับ ดีเจหนุ่มแอลเอ ภาพนี้ประทับใจคนที่เห็นเหตุการณ์มาก

ในเวลาบ่ายพวกเราได้มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยฯ ได้นำรถโมบายและรถหกล้อรับสิ่งของบริจาคไปจอดที่บริเวณป้ายรถเมล์ พวกเราทุกคนได้ลงจากรถและแยกย้ายออกเป็น 2 สาย และได้เดินขอรับบริจาคจากคนไทยที่อยู่บริเวณนั้น ทั้งผู้ที่สัญจรไปมา พ่อค้าแม่ขาย ได้บันทึกภาพและรอยยิ้่มที่ที่น่าประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ จากนั้นได้มุ่งหน้าตลาดจตุจักร และตระเวณเข้าไปรับน้ำใจถึงด้านในของตลาด มีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจกิจกรรมนี้

ภาพที่น่าประทับใจมากที่สุดในกิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นที่นี่ ขณะที่พวกเราเดินขอรับบริจาคน้นได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุไม่เกิน 8 ขวบใบหน้าและลำแขนมีรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ น้องคนนี้เป่าแคนขอเงินบริจาคจากผู้ผ่านไปผ่านมา พอได้ยินเสียงของพวกเราที่ช่วยกันร้องบอกว่ามาขอรับน้ำใจเพื่อนำไปมอบให้กับ ผู้ที่ประสพภัยน้ำท่วมที่ศปภ.ดอนเมืองก่อนหกโมงเย็น น้องคนนี้หยุดเป่าแคนและหยิบเงินบริจาคของเขามามอบให้เราเป็นจำนวน 40 บาท และวิ่งไปเป่าแคนต่อ พวกเราถ่ายภาพที่ิน้องคนนี้เอาเงิน 40 บาทหยอดตู้ไม่ทัน แต่ได้ถ่ายภาพเด็กคนนี้พร้อมกับแคนคู่ชีพไว้เป็นที่ระลึก

หลังจากนั้นพวกเราได้มุ่งหน้าไปที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัย น้ำท่วมที่ดอนเมืองเพื่อนำเงินและสิ่งของบริจาคไปมอบให้ก่อน 6 โมงเย็น ถึงศปภ.ดอนเมืองในเวลา 17.30 น.ได้รวบรวมสิ่งของบริจาคทั้งหมดมอบให้กับศปภ.บริเวณชั้นล่าง และนำเงินบริจาคทั้งหมดไปมอบให้กับกองอำนวยการของศปภ.

มีเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยการมานับเงินบริจาคให้ ได้ทั้งหมดจำนวน 40,083.75 บาท (สี่หมื่นแปดสิบสามบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์) ออกใบเสร็จรับเงินโดยกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสพภัยสำนักนายกรัฐมนตรี เล่มที่ 293 เลขที่ 9 มีผู้อำนวยการกองคลังเซ็นต์รับ

ขอบคุณเสธดำ คุณหนุ่มแอลเอ คุณจอย ติตัส คุณโต คุณครีม และพี่ๆน้องๆลุงป้าน้าอาทุกคนที่ได้เสียสละเวลาและแรงกายมาทำกิจกรรมในครั้งนี้

คณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งล้านนาประนามเอกยุทธ กดดันต้องขอขมาต่อสตรีชาวเหนือ-นายกฯยิ่งลักษณ์

ที่มา Thai E-News

ภาพประกอบโดย: Gag Las Vegas

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2554

คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนา นำโดย ศ.ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง ได้ออกแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนา ประนามทัศนะของนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ที่ดูหมิ่นสตรีล้านนาและนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย พร้อมเรียกร้องให้นายเอกยุทธจะต้องกล่าวขอขมาต่อสตรีชาวเหนือ ต่อนายกรัฐมนตรี และต่อประชาชนไทยอย่างเป็นทางการ พี่น้องคนไทยจะต้องร่วมกันคัดค้าน อย่าให้ทัศนะที่ผิดพลาดร้ายแรงครั้งนี้ดำรงอยู่อีกต่อไปในสังคมไทย

โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนา เรื่อง:ขอประนามทัศนะของนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ที่ดูหมิ่นสตรีล้านนาและนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย

จากกรณีที่นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 นี้ ว่า

“ ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะจะดูเสมือนดูถูกสตรี..แต่ในความเป็นจริงนั้น...สาวเหนือที่ไร้การศึกษา หรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน..หลักๆก็คือขายบริการ..ฉะนั้นสาวเหนือที่ ไร้สติปัญญาและโง่เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรที่เหมาะแก่คุณ ?...” และ... “ ตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่ใช่ของครอบครัว..และไม่ใช่ที่ฝึกหัดงาน..หากไร้ปัญญาก็อย่าหน้าด้านมารับ ตำแหน่ง......"

เรา คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนา รู้สึกเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมีคนไทยคนใดออกมากล่าวถ้อยคำเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ประชาชนไทยหลายล้านคน โดยเฉพาะในเขตภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ต้องประสบปัญหาจากภัยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ

ข้อที่หนึ่ง ถ้อยคำของนายเอกยุทธที่ดูหมิ่นเหยียดหยามสตรีภาคเหนือว่า คนที่ไร้การศึกษา หรือคนที่ขี้เกียจ และด้อยปัญญา ชอบงานสบายคือการขายตัว นั้นไม่เป็นความจริงเพราะ

1. สตรีภาคเหนือก็เหมือนสตรีภาคอื่นๆทั่วโลก นั่นคือ เป็นคนมีสติปัญญา ต่อสู้ดิ้นรน ไม่กลัวงานหนัก รักครอบครัว รับผิดชอบต่อครอบครัวและส่วนรวม

ในสังคมไทยยุคก่อนที่ประเพณีการแต่งงาน คือชายเข้าไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิง และสังคมไทยไม่มีนามสกุล ทำให้หญิงกับชายมีฐานะและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ต่างคนต่างช่วยกันทำงานสร้างครอบครัวและสร้างสรรค์สังคม กระทั่งในหลายกรณี หญิงมีบทบาทมากยิ่งกว่าชาย สตรีในสังคมเช่นนี้มีบทบาทโดดเด่น แตกต่างจากสังคมบางแห่งที่ยกย่องให้ชายเป็นใหญ่ และกดขี่หญิงให้เป็นเช่นทาส ไร้สิทธิไร้เสียง

2. ในรอบกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่ขยายตัวได้กระตุ้นให้เกิดการค้าโสเภณี มีการล่อลวงหญิงจากต่างจังหวัดเข้าไปเป็นโสเภณีในเขตเมืองหลวงและลามออกไป

การกล่าวว่าสตรีภาค เหนือขี้เกียจ โง่เขลา และชอบงานสบายเลยไปขายตัว จึงเป็นการโป้ปดและดูถูกกันอย่างรุนแรง

3. โลกทุนนิยมเสรีทุกวันนี้ยังคงมีการหลอกลวงและบีบบังคับสตรีจากทุกสังคมให้เข้าสู่ธุรกิจการขายตัว ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะภาคเหนือ

สตรีชาวเหนือมีปัญญา ไม่เคยเกี่ยงงาน หาเงินเลี้ยงครอบครัวในทุกสาขาอาชีพ ขณะที่เขียนแถลงการณ์นี้ ก็มีสตรีชาวเหนือจำนวนหลายคันรถที่สละเวลาไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาค กลางและกรุงเทพฯ คนที่ไปไม่ได้ก็ช่วยกันบริจาคสิ่งของตามจุดต่างๆในแทบทุกอำเภอของภาค

ข้อที่สอง การที่นายเอกยุทธกล่าวในทำนองนายกฯหญิงของไทยไร้สติปัญญา และโง่เขลาอย่างมาก ทั้งหน้าด้านมารับตำแหน่ง และกล่าวว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์น่าจะรู้ว่าอาชีพอะไรเหมาะกับตัวเอง จึงไม่ใช่เพียงการดูถูกสตรีชาวเหนือคนนี้ หากยังเป็นการดูถูกประชาชนไทยส่วนใหญ่ว่าโง่เง่าที่เลือกน.ส. ยิ่งลักษณ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และดูถูกสติปัญญาของคนไทยทั้งประเทศ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่ยังคงยินยอมให้เธอบริหารประเทศต่อไปในฐานะนายกรัฐมนตรี

นี่เป็นทัศนะที่ต่ำทรามและไม่สร้างสรรค์อย่างที่สุด

คำกล่าวของนายเอกยุทธ ช่วยเปิดด้านที่หยาบช้าและเลวร้ายในสติปัญญาของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องการดิสเครดิตผู้นำของรัฐบา ลและหวังสร้างความปั่นป่วนในสังคม เอาปัญหาอคติทางเพศ ปัญหาสังคม และปัญหาการเมืองมาพันกัน หวังทำลายสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน ด้วยการด่ากราดสตรีชาวเหนือและหมิ่นแคลนนายกรัฐมนตรี

ทั้งๆที่ทุกๆฝ่ายควรจะช่วยกันแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำท่วมให้มากที่สุด

คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งล้านนา ขอประณามคำกล่าว และทัศนะของนายเอกยุทธ อัญชัญบุตรในครั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันประณามทัศนะกดขี่ทางเพศ ทัศนะที่ดูถูกประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และทัศนะที่ดูถูกเหยียดหยามและเหยียบย่ำคนที่เป็นผู้นำของประเทศ

นายเอกยุทธจะต้องกล่าวขอขมาต่อสตรีชาวเหนือ ต่อนายกรัฐมนตรี และต่อประชาชนไทยอย่างเป็นทางการ พี่น้องคนไทยจะต้องร่วมกันคัดค้าน อย่าให้ทัศนะที่ผิดพลาดร้ายแรงครั้งนี้ดำรงอยู่อีกต่อไปในสังคมไทย.

คณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งล้านนา

รศ.ดร. รังสรรค์ จันต๊ะ
อ. สมชาย ประทุมเมศร์
อ. สุทธิวัฒน์ วงศ์รังสรรค์
อ. ภูรินทร์ เทพเทพินทร์
อ. วัชระ ศรีสรรค์
อ. สมจินต์ รักยุติธรรม
อ.พลดี มงคล
ศ.ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง

3 พฤศจิกายน 2554

************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คุณยายเสื้อแดง-คำผกาจัดหนัก-สตรีล้านนาเอาเรื่องแจ้งจับ โดนเข้ามั่งเอกยุทธแหกปากโวยกระทบสิทธิ