WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 5, 2011

ถนนสายเอเชียในชัยนาททรุด หลังน้ำท่วมกว่า 2 เดือน

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 5 พ.ย. ที่ จ.ชัยนาท สะพานบริเวณถนนสายเอชียทรุดตัวลงกว่า 1 เมตร หลังจากที่ปริมาณน้ำเป็นจำนวนมากได้ไหลเข้าท่วมในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอ สรรพยา จังหวัดชัยนาท นานกว่าสองเดือน เนื่องจากความแรงของกระแสน้ำที่ไหลผ่าน ส่งผลให้ช่องทางการการจราจรได้รับความเสียหาย สามารถใช้การได้เพียงช่องทางเดียวที่บนถนนสายเอเชีย บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 126+800 ฝั่งขาขึ้นจังหวัดนครสวรรค์ ในพื้นที่ตำบลตุลก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

สะพานที่ทรุดตัวลง ทำให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ เจ้าหน้าที่จากแขวงการทางจังหวัดชัยนาทต้องเร่งนำแบริเออร์คอนกรีต มาปิดช่องจราจรที่ได้รับความเสียหายทั้งสามช่องทาง เพื่อให้รถยนต์สามารถสัญจรได้เพียงช่องทางเดียว

นายสิทธิชัย วนานุเวชพงศ์ แขวงการทางจังหวัดชัยนาทกล่าวว่า สาเหตุที่สะพานทรุดตัว คาดว่าเกิดจากการที่น้ำได้ไหลเข้าท่วมเป็นจำนวนมาก ประกอบกับสะพานตรงจุดนี้มีความยาวกว่าจุดอื่นๆ ทำให้น้ำปริมาณมากไหลผ่านสะพานด้วยความแรง เสาตอม่อสะพานจึงเกิดทรุดตัว ส่งผลให้คานปูนหักลง ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมได้ ทำได้เพียงปิดช่องการจราจร หลังจากน้ำลดจะเร่งรื้อถอนสะพานตรงจุดนี้และดำเนินการก่อสร้างใหม่โดยเร็ว ที่สุด จึงขอให้ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณจุดเส้นทางชำรุดให้ชะลอความเร็วและขับรถ ด้วยความระมัดระวัง

"ปู" โอดเจอทั้งปัญหามวลน้ำและมวลชน ลั่นรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 5 พ.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กล่าวในรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ว่า เป็นเวลาต่อเนื่อง 2 เดือนแล้วที่น้ำไหลเข้าท่วม จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ต่อเนื่องมายังปทุมธานี นนทบุรี และเริ่มขยายวงกว้างมายังบางส่วนของ กทม.โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลเข้าท่วมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งปริมาณน้ำที่สะสมมาตั้งแต่พายุนกเตนช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องด้วยพายุไหหม่า เนสาด นานแก และในช่วงเดือน ก.ย.ได้พัดเข้าสู่ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ทำให้เกินขีดความสามารถของเขื่อนต่างๆ ตั้งแต่เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนคลองน้อย และเขื่อนป่าสักที่ไม่สามารถรับน้ำเพิ่มได้

ในวันนี้ จ.นครสวรรค์จะเป็นจังหวัดที่สอง ที่ประกาศการฟื้นฟู ขณะที่ จ.อยุธยาจะได้เริ่มกลับมาฟื้นฟูและแซ่อมแซมในเวลาอันใกล้นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแผนงานและงบประมาณในการการฟื้นฟูแล้ว โดย ครม.มีมติตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเตรียมงบประมาณเบื้องต้น จำนวน 1 แสนล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการเยียวยา ซ่อมแซม ฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชนที่เสียหาย รวมทั้งเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มวลน้ำที่เริ่มขยายตัวท่วมขังจากทางเหนือของ กทม.เริ่มขยายวงกว้างมายังดอนเมือง ม.เกษตร ลาดพร้าว รัชดาและจตุจักร ส่วนฝั่งตะวันตกน้ำท่วมเขตตลิ่งชัน บางแค และภาษีเจริญบางส่วน รัฐบาลไดรับความร่วมมืออย่างดีจากนักวิชาการ และทำงานใกล้ชิดกับกรมชลประทาน กทม. และผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย โดยจัดตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยงสาธารณภัยร้าย แรง ซึ่งได้ประชุมกันทุกวันเพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งข้อสั่งการจะเห็นชอบร่วมกันและสั่งการตามมติที่ประชุม โดยมอบหมายให้กรมชลประทานและ กทม.เป็นผู้ตัดสินใจด้านเทคนิค โดยหลักการ คือลดความเสียหายต่อพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ชุมชน และสนับสนุนการระบายน้ำของหน่วยงานดังกล่าว

แม้ว่าจะมีการวางระบบบริหารจัดการ แต่ก็ยังมีอุปสรรคปัญหา อาทิ ปัญหาด้านเทคนิค เพราะธรรมชาติน้ำไหลทะลุทะลวงจากที่สูงลงที่ต่ำ แม้แต่คันกั้นน้ำยังทานแรงน้ำไม่ไหว แตกและร่วมซึมตลอดเวลา อาคารระบายน้ำรวมทั้งเครื่องสูบที่ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงก็เสียหาย โดยเฉพาะการบริหารจัดการช่วงน้ำทะเลนหนุนสูงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าปัญหาเกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อให้ปัญหาบรรเทาลงไป โดยอาศัยการรวมพลัง ระดมความคิด เพื่อซ่อมและเสริมคันกั้นน้ำรวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม

ปัญหาที่สำคัญกว่าคือ ปัญหามวลชน ประชาชนที่อยู่หลังประตูอยากเปิดประตูเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ ส่วนประชาชนใต้ประตูก็ไม่อยากให้เปิด เพราะน้ำจะท่วมพื้นที่ของตนเอง

หากทุกคนไม่มองภาพรวมหรือผลประโยชน์ส่วนรวม มองเพียงการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มของตน จะทำให้เกิดผลกระทบภาพรวมของประเทศ ดังนั้น ในฐานะนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ขอยืนยันกับประชาชนว่าการบริหารและแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ จะยึดหลักโดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติในส่วนรวมเป็นหลัก ดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมาย และแก้ปัญหาให้ลุล่วงโดยเร็ว จะไม่ปล่อยให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาขัดขวางแนวทางการ แก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองอย่างเด็ดขาด ยอมรับว่าการทำงานครั้งนี้เหนื่อยจริงๆ แต่ไม่ท้อ ขอเพียงพี่น้องประชาชนเข้าใจก็พอแล้ว จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

ใครสั่งน้ำ (2)

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

พญาไม้ทูเดย์ พญาไม้
น้ำมาตามสั่ง...จริงดังที่มีคนกล่าวถึงหรือไม่...

ใคร...จึงจะสามารถและมีอภินิหาริย์...ปานนั้น

เจ้า กรมบาดาล...อธิบดีกรมชลประทาน...เป็นหนึ่งในผู้มีอภินิหาริย์...ผู้สร้าง ไฟฟ้า...ซีอีโอ...ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต...เป็นอีก 1 ของผู้ลิขิตเส้นทางเดินของน้ำ

หน้าร้อนของปี...2553...ข่าวใหญ่พาด หัวไปทั่วไทยว่า...2...เขื่อน ภูมิพล-สิริกิติ์ ประสบกับภาวะแล้งอย่างหนักจนปริมาณน้ำในเขื่อนแห้งขอด...นั่นเป็นเหตุการณ์ เมื่อ 16 เดือนที่แล้ว...

ปี 2554...คาดหมายกันว่า...จะเป็นปีแล้งน้ำแห้งอีกปี...ทันทีที่มีฝน...เขื่อนทั้ง 2 จึงกักตุนน้ำอย่างเต็มที่...จนถึงระดับน้ำปกติ...

แต่ น้ำไม่แล้งอย่างคำทำนาย...ฝนใหญ่ตกลงมาใต้เขื่อน...น้ำในแม่น้ำทุกสายเต็ม ตลิ่ง...จนทุกเขื่อนต้นน้ำต้องขังน้ำไว้...ไม่ปล่อยให้ไหลลงมาเพราะเกรง ว่า...จะทำให้น้ำท่วมทุ่งที่กำลังปลูกข้าว

ฝนใหญ่หยุดตกใต้ เขื่อน...ประเทศวุ่นวายอยู่กับการต่อสู้แก่งแย่งอำนาจทางการเมือง...ประเทศ ไร้ผู้บริหารจัดการ...รัฐบาลลาออกมีการเลือกตั้ง...ในระหว่างหาเสียงทางการ เมือง...พายุใหญ่หอบฝนหลายลูกไปตกอยู่ตอนบนของประเทศเหนือเขื่อน...

ประเทศ ไทยตอนบนแบกน้ำไว้เกินกว่าปกติธรรมดาหลายเท่า...ในขณะที่นาข้าวกำลังผลิดอก ออกผล...น้ำล้นทั้งบนเขื่อนและในน้ำลำธาร...แต่ทั้งดีเปรสชั่นและไต้ฝุ่นก็ ยังหอบน้ำมาคายทิ้งเหนือฟากฟ้ากรุงไทย...

เขื่อนสิ้นสุดขีดรับ น้ำ...ทุกฝั่งแม่น้ำอิ่มตัว...น้ำรวมตัวเป็นทัพน้ำยิ่งใหญ่...ถาโถมเทตัวลง ใต้...สะบัดหัวสะบัดหางแกว่งไกวไร้ทิศไร้ทาง

ไม่มีกำแพงใด...ยิ่งใหญ่พอที่จะหยุดกองทัพน้ำ...ยิ่งกีดขวางมันก็ยิ่งพิโรธโกรธเกรี้ยว...

ถ้าจะมีใครสักคนที่สั่งน้ำได้...กรรมบาปของความแตกแยกนั่นแหละ...คือกรรม...มันนำน้ำลงมาชะเลือดที่เปื้อนอยู่บนถนนหนทาง

http://www.bangkok-today.com/node/10946

ระบายแค้น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สับไก กระสุนธรรม



ปัญหาน้ำที่น่าปวดเฮดในช่วงน้ำท่วมคือ "น้ำลาย" สัญลักษณ์แห่งการจ้อ

ผู้ตกเป็นเหยื่อแห่งการจ้ออันดับหนึ่งตอนนี้ เป็นใครไม่ได้นอกจากนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจนำการบริหารประเทศ

ส่วนผู้นิยมจ้อที่แซงหน้าสมาชิกฝ่ายค้าน คือบรรดา "ผู้รู้ดี" ตามเครือข่ายสังคมออนไลน์

นัยว่าไม่มีช่วงไหนที่จะเป็นโอกาสทองเท่านี้อีกแล้ว

ในเมื่อมีทั้งน้ำหลากไหลและซึมลึกมาถึงกรุงเทพมหานคร

การ "หาพวก" รุมถล่มนายกรัฐมนตรี ผู้ใช้เวลาเพียง 49 วันในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศนั้นจึง "เป็นใจ" อย่างยิ่ง

ระหว่างที่นายกฯ และทีมงานพยายาม "ระบายน้ำ" ออกจากเมืองลงทะเลในสภาะแข่งกับเวลาอย่างนี้ ยังต้องเผชิญกับการ "ระบายแค้น" จากกลุ่มผู้มีอคติเหล่านี้อีก

ถ้อยคำเย้ยหยันจำพวก "โง่" "อ่อนหัด" และ "ไร้ประสิทธิภาพ" จึงปรากฏอย่างต่อเนื่อง

ยังไม่แน่ชัดว่า คำพวกนี้ช่วยสร้างสรรค์ หรือกระตุ้นให้รัฐบาลทำงานดีขึ้นได้ขนาดไหน

แต่คำที่สะท้อนถึงการเหยียดเพศที่ยังเกาะหนึบอยู่ในสังคมไทยได้ชัดเจนที่สุด คือการโจมตีว่า เพราะนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นผู้หญิง

ไม่ว่าจะเป็นวาทะจิกด่า "สาวเหนือ" ด้วยคำว่า หน้าด้านและไร้สติปัญญา

หรือประโยคว่า "ความละมุนของเธอนั้น จริงๆ แล้วมาจากความอ่อนแอ"

น่าสังเกตว่า ข้อความจากคนเหล่านี้ไม่ปรากฏเหตุผลว่า การเป็นผู้หญิงขัดขวางการทำหน้าที่เป็น "หัวหน้าทีม" รับมือกับปัญหาอย่างไร

ทั้งที่ประเด็นสำคัญสำหรับการเป็นผู้นำ อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นรวมพลังทีมงานช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างไร หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือไม่

ความอ่อนแอที่เอ่ยอ้างนั้นเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีนอนกอดหมอนร้องไห้อยู่ที่บ้าน จนหนีการทำงานหรือไม่ - ก็ไม่ใช่

การเป็นสาวเหนือทำให้รอยหยักในสมองน้อยกว่า หรือรู้ผิดรู้ถูกน้อยกว่าคนภาคอื่นหรือไม่ - ก็ไม่ใช่

หรือการเป็นผู้หญิง ทำให้นายกฯ คนนี้ไม่กล้าเผชิญกับเสียงวิจารณ์ ติติงต่างๆ นานาหรือไม่ - ก็ไม่ใช่อีก

ถ้อยคำที่ปั้นแต่งกันสะใจเหล่านี้จึงเป็น "น้ำลาย" ที่สิ้นเปลืองต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง

ทำท่าจะระบายทิ้งได้ยากเสียด้วย

รายการ ชูธง 04-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ & จตุพร พรหมพันธุ์
รายการ ชูธง ทางสถานีโทรทัศน์ Asia Update

ประจำวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2554

-
mp3 http://www.mediafire.com/?z3h15g32bd23dvi

http://www.4shared.com/audio/69aKTT2n/_04-11-2011.html


http://www.thaivoice.org/board/index.php?

ายการ ชูธง 03-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ & จตุพร พรหมพันธุ์

รายการ ชูธง ทางสถานีโทรทัศน์ Asia Update
ประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน 2554


*** ขออภัยค่ะ เสียงเบาไปหน่อย




http://www.thaivoice.org/board/index.php?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 05/11/54 สัตว์ร้ายมากับน้ำท่วม......

ที่มา blablabla


สารพัด สัตว์ร้าย หลากหลายชนิด
ล้วนมีพิษ มากมาย จากสายน้ำ
ต่างรายล้อม ดาหน้า มารุมยำ
ด้วยมุ่งหวัง ขยี้ขย้ำ กลางน้ำนอง....

หางเริ่มโผล่ โชว์สันดาน พล่านเยี่ยงสัตว์
ทั้งลอบกัด จัดให้ ไม่เป็นสอง
เขียวแมมบ้า ว่าจัดเจน ยังเป็นรอง
มันขวางคลอง กว่าไอ้เข้ โคตร..เท่ห์ตาย....

ดีแต่ด่า ดีแต่เห่า เอาตัวเด่น
แอบซ่อนเร้น มารยา พาฉิบหาย
ยิ่งเห็นชื่อ สัตว์สงวน จวนเจียนตาย
พ่นน้ำลาย คำสำรอก บอกตัวมัน....

สารพัด สัตว์ร้าย รายรอบทิศ
ล้วนมีพิษ มากมาย ร้ายมหันต์
เชิญพี่น้อง ร่วมด้วย มาช่วยกัน
สกัดกั้น เพื่อไม่ให้ เข้าใกล้ตัว....

ภัยน้ำหลาก เอ่อท่วม จนอ่วมมิด
สัตว์มีพิษ แม้ซ่อนเร้น ก็เห็นทั่ว
หากจ้องดู เต็มตา แค่น่ากลัว
แต่พวกชั่ว เลวกว่าสัตว์ ลอบกัดคน....

๓ บลา / ๕ พ.ย.๕๔

ท่วมหมื่นชื่อ: พลังประชาธิปไตยในวิกฤตน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

ผู้เขียนขอเสนอแนวคิด ท่วมหมื่นชื่อ facebook.com/10000flood เป็น แนวคิดไม่ปิดตายที่หวังพลิก วิกฤตอุทกภัยมาเป็น โอกาสประชาธิปไตย เพื่อฟื้นฟูประเทศไทยให้เป็นสุขถ้วนหน้าและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
วิกฤตเวลานี้แม้ความช่วยเหลือจะมีมาก แต่ที่มากยิ่งกว่า คือ พวกเราที่ยังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และพวกเราที่กะจะช่วยแต่ไม่ได้ช่วยเสียที ยิ่งไปกว่านั้น การฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลดต้องใช้เวลาและเงินเกินกว่ากำลังอาสาสมัครหรือ การบริจาค และไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งของ เช่น บ้านเรือนไร่นา เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเชิงโครงสร้าง เช่น การกู้อุตสาหกรรม การช่วยเหลือผู้ตกงาน ตลอดจนการเยียวยาจิตใจซึ่งวันนี้ยังมีคำถามคาใจที่ไม่รู้จะเชื่อคำใคร
ล่าสุดรัฐบาลได้พิจารณาใช้เงินมหาศาลฟื้นฟูประเทศ แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าจะนำเงินมาจากไหน หรือจะบริหารได้ดีหรือโปร่งใสเพียงใด
ในยามเช่นนี้ พวกเราซึ่งเป็นเจ้าของประเทศระดมพลังประชาธิปไตยเพื่อร่วมแก้วิกฤตได้ กล่าวคือ คนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑ หมื่นคนขึ้นไป สามารถใช้สิทธิร่วมลงชื่อเพื่อเสนอกฎหมายเยียวยาฟื้นฟูประเทศ และผลักดันผ่านรัฐสภาให้เป็นกฎหมายประชาชน ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ โดยไม่ต้องและต้องไม่ให้นักการเมืองเป็นผู้กุมชะตาพวกเราไว้ฝ่ายเดียว
แนวคิดกฎหมายจากประชาชนท่วมหมื่นชื่อที่ว่า อาจมีหลักการดังนี้
หลักการรวมใจแบ่งเบาภาระ
พวกเราที่ไม่ได้เสียหายจากวิกฤตอุทกภัย หรือเสียหายน้อยมาก ยินยอมพร้อมใจให้รัฐบาลเก็บรายได้พิเศษ ตามกำลังจ่ายของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยเยียวยาพวกเราส่วนที่ยังเสียหายอย่างสาหัส โดยวิธีที่ สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม เช่น การเพิ่มภาษีที่มีการจัดเก็บอยู่แล้ว หรือการเพิ่มค่าน้ำค่าไฟที่จ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว
การเก็บรายได้ควรยกเว้นไม่เก็บจากผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ เสียหายมาก อาจยกเว้นนิติบุคคลเพื่อไม่กระทบต่อการลงทุน และอาจเปิดช่องให้พวกเราสามารถนำเงินที่จ่ายไปให้รัฐบาลหักกลับคืนมาได้บาง ส่วน โดยเรายินดีช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนละเล็กละน้อยตามความสามารถ แต่ทำอย่างโปร่งใส เป็นระบบและพร้อมเพรียงกัน เพื่อระดมทุนแก้วิกฤตของประเทศ
กรณีดังกล่าวไม่ใช่การขึ้นภาษีเพื่อลงโทษคนที่ไม่ถูกท่วม แต่เป็นข้อเสนอที่อาศัยกระบวนการประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน โดยทุกคนมีส่วนร่วมอย่างพร้อมเพรียงตามกำลังความสามารถ เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของสังคม ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจตลอดจนความสามัคคีปรองดองของคนใน ชาติ
หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน
เงินที่รัฐบาลเก็บจากพวกเราไม่ได้ให้รัฐบาลนำไปใช้เองอย่าง เดียว แต่ต้องแบ่งไปสนับสนุนอาสาสมัครหรือองค์กรท้องถิ่นที่ทำงานใกล้ชิดกับ ประชาชนในพื้นที่ มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างทั่ว ถึง
หลักการประหยัด
นอกจากรัฐบาลจะเก็บรายได้เพิ่มจากพวกเราแล้ว รัฐบาลต้องเสนอมาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายควบคู่กันไปอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งแจกแจงให้พวกเราทราบว่าได้ตัดงบประมาณส่วนใดจากโครงการใดเพื่อนำมา ช่วยพวกเราและฟื้นฟูประเทศ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อหนี้กู้ยืมเงินตราต่างประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจ โลกมีความไม่แน่นอน
หลักการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
กฎหมายให้อำนาจรัฐบาลนำรายได้ที่จัดเก็บไปใช้รักษาเสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน เช่น การจ้างงาน การฟื้นฟูพัฒนาจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ การซ่อมแซมนิคมอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบระบายน้ำ ฯลฯ แต่รัฐบาลต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เงินกระจุกตัวอยู่กลุ่มธุรกิจหรือ อุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ
หลักการค้นหาความจริง
กฎหมายฉบับนี้จัดให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบค้นหาความ จริงเพื่อรายงานพวกเราว่าวิกฤตครั้งนี้เกิดอะไรขึ้น ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอมีอะไรบ้างที่จริงหรือไม่จริง มีอะไรบ้างที่พลาดพลั้งไป และประเทศไทยจะมีวิธีเตรียมตัวป้องกันรับมือปัญหาในอนาคตอย่างไร ทั้งนี้ กฎหมายอาจกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลแก่คณะ กรรมการอิสระ มิใช่ปล่อยเงียบจนเรื่องถูกกลบลบหายไป
หลักการป้องกันแก้ไขระยะยาว
กฎหมายฉบับนี้กำหนดกรอบเวลาให้นำความจริงที่ได้รับการตรวจสอบ มาตีแผ่พร้อมนำเสนอแผนการแก้ไขต่อประชาชนเพื่อรับฟังความเห็นและนำไปดำเนิน การแก้ไขให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่นำขึ้นหิ้งแล้วลืมเหมือนทุกครั้ง
หลักการใช้แล้วไม่ต้องทิ้ง
กฎหมายที่เสนอสามารถนำไปใช้ได้ต่อไปในอนาคตหากเกิดวิกฤตร้าย แรง โดยเปิดช่องให้รัฐบาลขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อเสนอมาตรการพิเศษสำหรับ เฉพาะคราวในกรอบเวลาที่จำกัด ส่วนเงินที่เก็บจากพวกเราก็นำไปก็เก็บไว้ในกองทุนเพื่อรับมือแก้ไขปัญหาใน อนาคตได้ต่อเนื่องเช่นกัน
แนวคิดนี้ปฏิบัติได้จริงหรือ ?

ในประวัติศาสตร์ชาติไทยยังไม่เคยมีร่างกฎหมายฉบับใดที่เสนอ โดยประชาชนและผ่านสภาจนกลายมาเป็นกฎหมายที่ใช้ได้จริง ในทางหนึ่งจึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะอาศัยวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้เป็นแรง เคลื่อนประชาธิปไตยไทยให้ก้าวไปอีกขั้น อย่างน้อยก็โดยการเรียนรู้และร่วมจดจำใบหน้าและนามสกุลของผู้ที่ปฏิเสธเสียง ของประชาชนอย่างไร้เหตุผล

ตรงกันข้าม หากนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดมีแนวคิดตรงกันหรือได้แรงบันดาลใจจาก ประชาชน ก็ทำหน้าที่ผู้แทนโดยการนำแนวคิดนี้ไปปรับปรุงและเสนอต่อสภาได้เช่นกัน
ผู้เขียนได้นำแนวคิดเหล่านี้มาจัดทำเป็น ร่างพระราชบัญญัติรวมใจแก้วิกฤตสาธารณภัย พ.ศ. ... โดย มีเนื้อหาเป็นกรอบทางกฎหมายให้รัฐบาลและรัฐสภาสามารถร่วมกันกำหนดมาตรการและ รายละเอียดที่เหมาะสมว่าจะจัดเก็บรายได้เมื่อใด โดยวิธีใด นานแค่ไหน ใครได้รับการยกเว้นอย่างไร ฯลฯ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจพร้อมให้นำไปเข้าชื่อเพื่อเสนอต่อสภา แต่ก็ยังมีประเด็นที่สามารถนำไปถกเถียงและแก้ไขต่อไป อีกทั้งเสียงที่โต้แย้งด้วยเหตุผลอันหนักแน่นย่อมมีคุณค่าทางประชาธิปไตย ยิ่งกว่าเสียงชมตามอารมณ์หรือมารยาทยิ่งนัก
จึงขอเชิญชวนพวกเราร่วมระดมความคิดเกี่ยวกับ ท่วมหมื่นชื่อ และ ร่างพระราชบัญญัติรวมใจแก้วิกฤตสาธารณภัย พ.ศ. ... ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ และช่วยกันปรับปรุง แก้ไข วิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอร่างอื่นได้อย่างอิสระได้ที่เพจ ท่วมหมื่นชื่อ http://www.facebook.com/10000flood

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี: เห็นอะไรในสายน้ำ?

ที่มา ประชาไท

เห็นอะไรในสายน้ำ: เห็นการขาดบูรณาการในการบริหารจัดการน้ำ เห็นปัญหาผังเมือง เห็นการแก้ปัญหาแบบ “กลัวชั้นในเปียก” เห็นความไม่สามารถในการสื่อสารกับประชาชน เห็นการขีดเส้นแบ่งความรับผิดชอบระหว่างการบริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น เห็นความขัดแย้งทางความคิดที่ร้าวลึกแบบไร้สติ เห็นสื่อยังคงคุณภาพในการเต้าข่าว เห็นความหลง อคติ และชิงชัง เห็นวิกฤติหลังวิกฤติ

เห็น การขาดบูรณาการในการบริหารจัดการน้ำ

การปล่อยให้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำสูงกว่าปรกติจน เข้าหน้าฝน ดูจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาน้ำท่วม อันน่าจะเป็นผลจากวิสัยการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ต่างเป้าหมายของหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งได้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ต้องการเก็บน้ำไว้ทำไฟ กรมชลประทานที่เก็บน้ำเพื่อการเกษตร และกรมอุตุนิยมวิทยาที่พยากรณ์ดิน ฟ้า อากาศ

ส่วนที่ชี้นิ้วกันไปมาระหว่างฝ่ายที่มองว่ารัฐบาลที่แล้ววางยาไว้ และมีอำนาจที่มองไม่เห็นจัดให้เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรืออีกฝ่ายที่บอกว่า เป็นเพราะรัฐบาลเองที่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อต้นฤดูฝน ปริมาณน้ำในเขื่อนยังไม่มาก แต่ไม่ยอมระบายน้ำออกจากเขื่อนเพื่อเล็งผลเลิศเรื่องนโยบายจำนำข้าว จะเป็นกรณีไหน คงต้องรอให้ตอผุด หลังน้ำลด หากประเมินจากข้อมูลที่มองเห็นได้ ระยะเวลาสำคัญของการตัดสินใจเก็บหรือปล่อยน้ำเป็นช่วงคาบเกี่ยวของสองรัฐบาล ที่วุ่นวายกับการหาเสียง และการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐบาลใดรัฐบาลเดียว

ห็น ปัญหาผังเมือง การขาดองค์ความรู้เรื่องน้ำที่เป็นระบบ และความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา

ความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการนำพื้นที่รับน้ำเดิมไปทำเป็นบ้านจัดสรร และนิคมอุตสาหกรรม คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับการวางผังเมือง

เมื่อน้ำท่วมได้กลายเป็นวิกฤติลุกลามไปทั่ว เราไม่เห็นภาพการใช้ประโยชน์จากนักวิชาการน้ำและผู้มีประสบการณ์เรื่องน้ำ โดยภาครัฐ มีเพียงทีวีช่องต่าง ๆ เชิญนักวิชาการด้านน้ำมาให้ความรู้ ทำให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้ถูกนำไปสังเคราะห์ใช้

ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ตัดสินใจเลือกใช้คนที่มี ความสามารถ มีทีมงานจัดระเบียบและระบบข้อมูล และการตัดสินใจที่ชัดเจนทันท่วงที แต่สิ่งที่เห็นคือ แม้แต่ในสถานการณ์เดียวกันก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น รมต. คนหนึ่งบอกว่าจะเจาะถนน อีกคนบอกเจาะไปก็ไม่เกิดประโยชน์ วันหนึ่งประกาศว่า รัฐบาลเอาอยู่ วันรุ่งขึ้น กทม.แถลงว่าวิกฤติแล้ว อีกวันโอ่ว่า 19 เขตใน กรุงเทพฯ จะรอด พอวันถัดมาบอกว่า 50 เขตไม่รอดแล้วครับพี่น้อง

เห็น การแก้ปัญหาแบบ “กลัวชั้นในเปียก”

แนวทางการแก้ปัญหาที่ใช้ตลอดมา คือการยกภาระของคนกรุงเทพให้คนจังหวัดอื่น และการให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร คนเล็กคนน้อยที่ไม่มีปากเสียง ต้องเสียสละให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีอันจะกิน อยู่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรราคาแพง และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม คนกลุ่มหลังจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทุ่มเทใช้กำลังทรัพย์ป้องน้ำกันสุด ฤทธิ์ แต่ดูเหมือนว่าน้ำเป็นสสารที่ไม่เข้าใจคำว่าสองมาตรฐาน ไม่เลือกคนจนคนรวย วิธีการให้คนอื่นรับน้ำแทนคุณดูจะไม่ได้ผลตามเป้า เพราะน้ำไปเยี่ยมเยียนทุกที่อย่างเท่าเทียม เฉลี่ยทุกข์อย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นชั้นนอกหรือชั้นในของกรุงเทพฯ

เพียงเมื่อน้ำทะเลหยุดหนุนสูงซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงในการเผชิญภัยน้ำ ท่วมของเขตเศรษฐกิจที่เป็นไข่แดงลดลง ทั้งรัฐบาล และ กทม. ต่างออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าต่อไปนี้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ประชาชนกลับรู้สึกว่ามันสวนทางกับความจริง น้ำกำลังเอ่อท่วมกรุงเทพ “ชั้นใน” ที่เฝ้าปกป้องไม่ให้เปียกไม่ให้อับชื้นมานาน ทั้งมีปริมาณเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จนคนฝั่งธนฯ จะขอแยกเป็นจังหวัดปกครองตนเอง แถมตอนน้ำยังไม่เข้ากรุงเทพฯ รัฐบาลดันประกาศวันหยุดยาว ทำเอาคนแห่อพยพกันก่อนกาล พอน้ำเข้ามาจริง ๆ กลับไม่หยุดให้เสียแล้ว (แต่เห็นด้วยกับรัฐบาลนะคะ ที่ไม่ต่ออายุวันหยุดราชการ เพราะถ้าหยุดกันหมดใครจะช่วยเหลือประชาชน ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของหน่วยงานแบบนี้ ดีแล้วค่ะ)

เห็น ความไม่สามารถในการสื่อสารกับประชาชน

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง หรือคนเสื้อสลิ่ม น้ำได้ทำให้ทุกคนเป็น หรือมีโอกาสเป็นคนเสื้อเปียกได้เหมือนกัน และอาการที่แทบทุกคนมีคล้ายคลึงกันคือสูญเสียความเชื่อมั่นใน ศปภ. เริ่มตั้งแต่บุคลากรหน้าจอที่ไม่มีความรู้เรื่องน้ำ เนื้อหา วิธีการ และรูปแบบขาดความเป็นมืออาชีพ แม้แต่โต๊ะเสนอข่าวก็จัดแบบขอไปที การนำเสนอแต่ละครั้งขาดการเตรียมพร้อม ไม่มีรูปแบบและเวลาของรายการที่ชัดเจน ปล่อยให้หน้าจอทีวีของช่อง 11 ถูกใช้อย่างไร้ประโยชน์ ที่สำคัญ ไม่มีข้อมูลสำคัญที่จะช่วยเอื้อต่อการตัดสินใจของประชาชน

ส่วน กทม. และผู้ว่าฯ เองไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ถนัดและชัดเจนที่สุดดูจะเป็นประโยคว่า “พี่น้องครับ ขอให้ประชาชนอพยพทั้งเขตครับ”

เห็น การขีดเส้นแบ่งความรับผิดชอบระหว่างการบริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นที่ไม่ควรมีในภาวะวิกฤติ

ถึงแม้ว่ากรุงเทพมหานครจะมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ข้อเท็จจริงคือ น้ำไม่ได้ท่วมเฉพาะกรุงเทพฯ การไม่ยอมให้น้ำไหลผ่านกรุงเทพฯของผู้ว่าฯ ด้วยการบอกว่า ผู้ว่ากทม.มีหน้าที่รับผิดชอบต่อชาว กทม. ไม่ใช่รับผิดชอบต่อคนทั้งชาติ เป็นคำกล่าวที่หยาบคายมาก ความไม่มีเอกภาพระหว่างกทม. และรัฐบาลเป็นที่ประจักษ์ ปัญหาที่ประตูระบายน้ำคลองสามวาชี้ให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างแก้ปัญหาด้วยการ เอาการเมืองเป็นตัวตั้ง ฝ่ายผู้ว่า ฯ กทม ต้องการปกป้องนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และพื้นที่ชั้นในอื่น ๆ ซึ่งเลือกพรรคปชป. ในขณะที่รัฐบาลต้องการเอาใจฐานเสียงของตนที่อาศัยอยู่ด้านเหนือของประตู ระบายน้ำ

เห็น นักการเมืองทั้งสองขั้วต่างฉกฉวยโอกาสเพื่อโฆษณาตัวเอง แบบไม่ยอมลงทุน

ภาพที่สังคมได้รู้ได้เห็นคือ การเอาของบริจาคไปเป็นของส่วนตัวโดยแปะชื่อนักการเมืองประหนึ่งตนเป็นนักบุญ มาโปรด พฤติกรรมไร้รสนิยมเยี่ยงนี้มีให้เห็นจากนักการเมืองทั้งสองพรรคใหญ่ แต่แปลกใจเวลาคนด่า จะเลือกด่าเฉพาะพรรคที่เจ้าตัวเกลียดขี้หน้าอยู่เดิม

เห็น ความขัดแย้งทางความคิดที่ร้าวลึกแบบไร้สติ

ถึงแม้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะแย่พอกัน ถึงแม้ทั้ง ศภป. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และผู้ว่าฯ สุขุมพันธ์จะพูดไม่รู้เรื่องไม่ต่างกัน แต่ถึงเวลาตำหนิ ติเตียน ส่อเสียด จะจัดเต็มเฉพาะฝ่ายที่ตนชิงชัง นอกจากนี้ยังมีทั้งกลุ่มคนที่อาศัยสถานการณ์น้ำท่วมซาบซึ้งเกินพิกัด และอคติเกินบรรยาย หรือกลุ่มคนที่ปากบอกว่าเราควรสามัคคี แต่กดแชร์ กดไลค์ทุกประเด็นที่จะก่อความเสียหายให้ฝ่ายตรงข้าม

การเรียกร้องให้รัฐบาลและ กทม. ต้องแสดงความรับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมเป็นเรื่องสมควร เช่น ลดเงินเดือนตัวเองอย่างนักการเมืองหลายประเทศเค้าทำกัน แต่หากกดดันให้รัฐบาลลาออก ต้องถามกลับว่าจะให้ใครเข้ามาแก้ปัญหาในยามนี้ หรือที่เห็นเชียร์น้องทหารกันจังจะมีนัยแอบแฝง

เห็น สื่อยังคงคุณภาพในการเต้าข่าว

น้ำท่วมครั้งนี้สื่อทีวีทุกช่องเน้นสรรพกำลังในการระดมและกระจาย ของบริจาคไปยังผู้ประสพภัย นับว่าเป็นการลงทุนต่ำแต่ได้ผลประชาสัมพันธ์สูง มีการทำข่าวโฆษณาสินค้าและโฆษณาตนเองอย่างแยบยล ในภาวะภัยพิบัติ สื่อยังคงเน้นพาดหัวแรงๆ เช่น กรุงเทพจมแน่ มุ่งรายงานและเสนอภาพข่าวกระตุ้นให้ตื่นตระหนก สื่อไทยจะบอกว่าวิกฤติแล้ว ก่อนวิกฤติจะเกิดประมาณ 1 อาทิตย์ จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังไม่เห็นสื่อตั้งคำถามถึงสาเหตุของน้ำท่วม อธิบายวิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐให้เข้าใจได้ง่ายและช่วยให้ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อการตัดสินใจ แต่ยังคงทำข่าวแบบเน้นตัวบุคคล เช่น นายกฯ ร้องไห้ และส.ส. (ที่ตนเชียร์) แจกของ เป็นต้น

เห็น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองของประชาชน

ข้อนี้ไม่ได้ประชดประชันเหมือนประโยคที่ถูกใจใครหลายคนว่า “ขอให้รัฐบาลอยู่เฉย ๆ ประชาชนจะดูแลรัฐบาลเอง” แต่เห็นจริง ๆว่า สังคมไทยในระดับชุมชนและท้องถิ่นมีความเข้มแข็งสูง และมีน้ำใจไม่เลือกสี เลือกข้าง เห็นได้ในหลายพื้นที่มีการรวมพลังทำอาหารให้ผู้อพยพ จัดอาสาสมัครช่วยเหลือกันเองอันน้ำใจไทยนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประเทศอื่น แต่อย่ามั่วว่ามีแต่คนไทยเท่านั้นที่ช่วยกันยามทุกข์ยาก เพราะประเทศอื่นเค้าก็ช่วยเหลือกันไม่แพ้เรา

ส่วนพวกที่บอบบางเป็นพิเศษ ออกมาคร่ำครวญมากกว่าใครคือ คนชั้นกลางและผู้มีอันจะกิน บางคนน้ำยังไม่ท่วมหรือยังไม่เข้าบ้านด้วยซ้ำ ก็โวยวายประหนึ่งว่าชีวิตจะดับลงซะเดี๋ยวนั้น ส่วนประชาชนคนเล็กคนน้อยที่ถูกให้รับน้ำแทนไปก่อนเป็นเดือน ที่อาจต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้นอกระบบมหาศาล ดูเหมือนจะยอมรับธรรมชาติได้ดีกว่า

เห็น ความหลง อคติ และชิงชัง

น่าเสียดายที่การเลือกเชื่ออย่างที่ตนอยากเชื่อ โดยไม่คิดด้วยเหตุผล จะไม่ไหลลงทะแลไปพร้อมกับสายน้ำ แต่จะตกตะกอนขุ่นคั่กท่ามกลางจิตใจของคนจำนวนมาก และจะกลายเป็นชนวนใหม่แห่งความขัดแย้งของการเมืองไทยในปีหน้า

เห็น วิกฤติหลังวิกฤติ

หลังวิกฤติน้ำท่วมผ่านไป วิกฤติใหม่จะท้าทายรัฐบาล ทั้งการฟื้นฟูชีวิต จิตใจของผู้ประสบภัย ของเศรษฐกิจ และสังคม สังคมไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหารที่แหล่งผลิตถูกน้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ ภัยหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน ปัญหาโรคระบาด ปัญหาซ่อมแซมสาธารณูปโภค ถนน หนทาง บ้านเรือนและอื่น ๆ

แต่ทั้งนี้ก็ไม่อยากเห็นรัฐบาลเร่งรีบประกาศใช้เงินมหาศาลชุบตัวประเทศ ตั้งแต่ยังไม่มีแผนการจัดการน้ำที่ท่วมอยู่ และยังไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่ เพราะจะทำให้เกิดคำครหาว่าอยากงาบงบประมาณจนน้ำลายไหลปนน้ำท่วม

เมื่อญี่ปุ่นส่งออก “นิวเคลียร์”

ที่มา ประชาไท

พลันที่ เหวียน เติ๋น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม จับมือกับ โยชิฮิโกะ โนดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียวซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนญี่ปุ่น 4 วัน ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 254 ถือว่าสัญญาระหว่างเวียดนามและญี่ปุ่นในข้อตกลงให้ญี่ปุ่นสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ในเวียดนาม และเป็นสัญญาณของการส่งออกนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น

เวียดนาม มีแผนจะสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 8 แห่ง ประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ 15-16 เตา ในอีก 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2574) โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกกำหนดจะสร้างที่เมืองนิญ ทวน (Ninh Thuan) ในภาคกลางตอนล่าง ซึ่งห่างจากประเทศไทยจากจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ เพียง 800 กิโลเมตร เท่านั้น ในการนี้รัฐสภาของเวียดนามได้อนุมัติแผนการสร้างในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552

อนึ่ง แผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิญ ทวน มี 2 โครงการ โดยนิญ ทวน 1 เลือกใช้เทคโนโลยีจากรัสเซีย ของบริษัท รอสะตอม (Rosatom) ประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ 2 เตา เตาแรก มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ กำหนดเดินเครื่องในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า และในปีถัดไป เตาที่ 2 จะเริ่มเดินเครื่องเช่นกัน ส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นิญ ทวน 2 เลือกใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ของบริษัท Japan Atomic Power ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองโตไกมูระ และเมืองซึรุกะ ในญี่ปุ่น โดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้ลงนามความตกลงในวันที่ 30 กันยายน 2554 ให้บริษัท Japan Atomic Power ศึกษาความเป็นไปได้ โดยใช้เวลา 18 เดือน ด้วยเงินทุน 26.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งโครงการนิญ ทวน 2 กำหนดจะดำเนินการในปี พ.ศ. 2563 และ 2573 ตามลำดับ

วิกฤตนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ-ไดอิจิ ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆ นี้ แทนที่จะทำให้โครงการดังกล่าวได้ทบทวนแผนการ แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนามกลับเปิดเผยว่าเหตุการณ์ใน ญี่ปุ่นจะไม่ทำให้เวียดนามต้องชะลอการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ที่ นิญ ทวน โดยระบุว่า ปัญหาในญี่ปุ่นจะเป็นประโยชน์ต่อแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ เวียดนาม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูแห่งชาติของเวียดนาม ได้เสนอให้รัฐบาลลดขนาดโครงการลง และให้เลื่อนการก่อสร้างออกไปอีกใน 10 ปีข้างหน้า แต่รัฐบาลเวียดนามยังคงเดินหน้าตามแผนการเดิม เพียงแต่ลดขนาดโรงไฟฟ้าลง และแยกโครงการออกเป็น 2 ระยะ (เฟส) โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงไฟฟ้า 2 โรง มีเตาปฏิกรณ์แห่งละ 1 เตา มีกำลังผลิตหน่วยละ 1,000 เมกะวัตต์ โดยจะใช้ค่าก่อสร้าง16,000-18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิม 3 เท่าตัว

ผู้เชี่ยวชาญของเวียดนามมีความกังวลประเด็นการกำจัดกากนิวเคลียร์ภายหลัง การเดินเครื่อง 10 ปี ซึ่งจะมีกากของกัมมันตภาพรังสีจำนวนมหาศาล อีกทั้งภายในเวียดนามเองยังมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง อันจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของโรงไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่ชุมชนชาวประมง

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2554 นักวิทยาศาสตร์เวียดนาม นำโดย ดร. เจิ่น เติ๋น วัน (Trần Tấn Văn) ได้พบรอยเลื่อนขนาดใหญ่ถึง 2 แนวในแถบชายทะเลเมืองนิญ ทวน โดยเรียกว่า รอยเลื่อน “เสือย เมีย” (Suối Mia) และ "หวีญ หาย" (Vĩnh Hải) รอยเลื่อนทั้งสองแห่งยังมีการเคลื่อนตัว ทั้งนี้ รอยเลื่อนเสือยเมีย พบรอยแยกยาว 1.52 กิโลเมตร ตัดผ่านแนวหินแกรนิตใต้ท้องทะเลในอ่าวนิญ ทวน และ รอยเลื่อยหวีญหาย ปรากฏเป็นแนวแยกยาว ตัดเกาะเฮินแด่ว (Hơn đèo) และเกาะอื่นๆ ให้แยกออกจากแผ่นดินใหญ่ ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวจะส่งผลต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุนแรงกว่าโรงไฟฟ้าที่ฟู กูชิมะ เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่ฟูกูชิมะอยู่ห่างแนวแผ่นดินไหว และการค้นพบนี้ ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับชาวเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันธรณีวิทยาและแหล่งแร่ของเวียดนาม ได้เสนอให้ทางการย้ายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปที่ตั้งบริเวณอื่น หรือให้เลื่อนเวลาก่อสร้างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 นายนาโอโตะ คัง อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้ลงนามในสัญญามูลค่า มูลค่า13.2ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,000,000,000,000 ล้านเยนเพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวน 2 แห่งในเวียดนาม โดยมีนายดิมิทรี เมดเดเวฟ ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นพยาน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 นายกรัฐมนตรี เหวียน เติ๋น สุง ของเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนญี่ปุ่น 4 วัน ได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นายโยชิฮิโกะ โนดะ ที่กรุงโตเกียว โดยนายโนดะ ให้คำมั่นจะช่วยก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 แห่งในเวียดนาม ตามข้อตกลงในเดือนตุลาคม 2553

ในการประชุมของผู้นำทั้งสองประเทศในครั้งนี้ จะมีการหารือถึงการส่งออกนิวเคลียร์ และอาจมีข้อตกลงในโครงการอื่น ซึ่งแหล่งข่าวรัฐบาลในญี่ปุ่นกล่าวว่า รัฐบาลเวียดนามเคยระบุว่า หากญี่ปุ่นช่วยเหลือเงินลงทุนในโครงการ 7 โครงการของเวียดนาม อาทิ ไฮเทค ปาร์ค สนามบินนานาชาติ ทางด่วนแนวจากใต้ถึงเหนือ โครงการพัฒนาแร่เลอาร์ท เป็นต้น เวียดนามจะรับซื้อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อประสบปัญหานิวเคลียร์ภายใน ญี่ปุ่นจึงมีแนวคิดส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยให้ความช่วยเหลือพัฒนาทางการของญี่ปุ่น (ODA) อันเป็นการช่วยเหลือทางการเงินและเทคนิค เพื่อขายนิวเคลียร์ ซึ่งชาวญี่ปุ่นไม่เห็นด้วย เพราะเงินดังกล่าวมาจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายเกวียน ซวน ฮุก รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่น ชื่อ มายนิจิ ว่า เวียดนามและญี่ปุ่นจะมีการตกลงที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองแห่ง โดยใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่นตามข้อตกลงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องแก้ไขในเงื่อนไข 6 ข้อ เช่น ต้องใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุด และการจัดการขยะนิวเคลียร์ เป็นต้น และยังเผยอีกว่า ข้อตกลงในการปล่อยกู้เพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ตกลงกันได้แล้ว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวในประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นรับปากประเทศเวียดนามว่า จะนำกากไปทั้งที่ญี่ปุ่น และมีรายงานอีกว่า เวียดนามได้เตรียมการสำหรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเตรียมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 1,000 คน เพื่อประจำการในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1 แห่ง ใน 30 ปีข้างหน้า และยังจะตรากฎหมายบริการจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกหลายฉบับ

ประสบการณ์ที่ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ ผู้คนล้มตายจำนวนมหาศาล มีผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้คนและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 จนกระทั่ง ปัจจุบัน ก็ยังแสดงผล ประสบการณ์เลวร้ายครั้งนั้น ไม่ได้ทำให้คนญี่ปุ่นในเวลาต่อมาเกิดความตื่นกลัว มหันตภัย ทำราวกับว่าการทิ้งระเบิดเมื่อสงครามโลก ครั้งที่ 2 ไม่เคยเกิดขึ้น แม้สภาพทางธรณีวิทยาของญี่ปุ่นยังคงประสบปัญหาแผ่นดินไหวมาโดยตลอด ญี่ปุ่นก็ยังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นหลายต่อหลายแห่ง ในหลายเมือง และแม้จะเกิดอุบัติเหตุทั้งเล็กและใหญ่หลายต่อหลายครั้ง

เหตุผลหลักที่ทำให้ญี่ปุ่นดูเหมือนไม่ยี่หระต่อมหันตภัยจากนิวเคลียร์ เป็นเพราะความต้องการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน และญี่ปุ่นก็ก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก รวมกลุ่มอยู่ประเทศในอเมริกาและยุโรป เป็น กลุ่ม G7 และเนื่องจากเป็นชาติที่พลเมืองมีความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด นัยว่าเป็นสายเลือดบูชิโด ทำให้ประชาชนของประเทศนี้มีระเบียบวินัยอย่างสูง เชื่อในการนำของรัฐบาล และก็ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว จึงทำให้ญี่ปุ่นก้าวกระโดดในทุกมิติที่ประเทศนี้ตั้งเข็มมุ่ง

แม้อุบัติเหตุครั้งล่าสุด ที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ-ไดอิชิ และผลกระทบก็ยังคุกรุ่นอยู่จนปัจจุบัน แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็สามารถสยบความวุ่นวาย ตลอดจนกุมการนำในหมู่ประชาชน ก็ด้วยความมีระเบียบและเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยนี่เอง ทำให้ผลกระทบเลวร้าย และไม่สามารถเผยแพร่สู่สาธารณะ หรืออีกนัยหนึ่ง ประชาชนญี่ปุ่นถูกปิดหูปิดตา ด้วยสื่อสารมวลชนไม่กล้านำเสนอในสิ่งที่จะสร้างความตื่นตระหนกในสังคม แต่กระนั้น ก็ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นความมหันตภัย และทนไม่ได้กับการนำของรัฐบาล จึงเกิดกลุ่มต่อต้านนิวเคลียร์ อาทิ กลุ่มเครือข่ายฟุกุชิมะเพื่อความปลอดภัยแก่เด็กจากกัมมันตรังสี (Fukushima Network to Save Children from Radiation) องค์กร Citizens' Nuclear Information Center ซึ่งได้จัดประชุม NNAF (No Nuke Asia Forum 2011 ขึ้นเมื่อ 29 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2554 ณ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้เสนอทางออกแก่รัฐบาล นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชนในเขตภัยพิบัติ และมีแนวทางในการต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาในแถบอินโดจีน ทั้งลาวและเวียดนาม กำลังวางแผนและโครงการนานาเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม และก้าวให้พ้นจากประเทศด้อยพัฒนาและยากจน ช่องทางใหญ่ในการพัฒนาประเทศเหล่านี้ คือ การนำเอาทรัพยากรขึ้นมาใช้ ทั้งแร่ธาตุ และป่าไม้ และความหวังอันเรืองรองที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า คือ การเป็นประเทศส่งออกพลังงาน โดยเฉพาะกระแสไฟฟ้า

ความเคลื่อนไหวและความต้องการประเทศเหล่านี้ ล้วนอยู่ในสายตาของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นประเทศสนับสนุนทางด้านเงินทุนในการพัฒนาโดยผ่านหลายช่องทางแก่ ประเทศเหล่านี้มาก่อน จึงเกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นต่อญี่ปุ่นกับประเทศเหล่านี้ และความสัมพันธ์อันดีนี้จึงถูกแปรให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ

เมื่อกระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในญี่ปุ่นเริ่มคุกรุ่นและมี แนวโน้มว่าจะสูงขึ้น เพราะอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เริ่มมากขึ้นตามลำดับ ตลอดจน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันจะส่งผลถึงความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าก็มีมากขึ้นเช่นกัน ญี่ปุ่นจึงใช้ความสัมพันธ์อันดีกับเวียดนาม โดยการทำข้อตกลงเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในเวียดนาม เมื่อเดือนตุลาคมปีกลาย และมีผลในต้นเดือนพฤศจิกายน ศกนี้ และเร็วๆ นี้

การส่งออกนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นให้แก่เวียดนาม เป็นการส่งออกพร้อมกับความเสี่ยงที่ยังไม่อาจแก้ไขได้ในประเทศของตน แม้ว่าจะรับเงื่อนไขของเวียดนามที่ว่า “ต้องใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุด” ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงคำมั่นก่อนการขาย ซึ่งจะต้องติดตามบริการหลังการขาย ... ด้วยลุ้นระทึก

อุบัติเหตุโรงไฟฟ้าที่ฟุกุชิมะ-ไดอิชิ ในญี่ปุ่น แม้จะส่งผลกระทบอย่างเกินความคาดหมาย นับว่าโชคยังดีที่ “ฝนและลมที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรรังสี” ไม่ได้พัดขึ้นทางทิศเหนือ ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้จีน และประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากถูกกระแสลมพัดลงใต้สู่มหาสมุทรแปซิฟิก แต่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าใต้ท้องมหาสมุทรจะมีสารกัมมันตรรังสีมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่มีใครลงไปตรวจสอบได้

แต่หากอุบัติเหตุที่จะเกิดกับโรงไฟฟ้าเวียดนาม ที่นิญ ทวน พายุความแรงระดับไต้ฝุ่นจากทะเลจีนใต้ที่พัดเข้าสู่ฝั่งเวียดนาม จำนวน 8-10 ลูกในทุกปี ส่วนหนึ่งพัดขึ้นภาคเหนือ กระจายสู่ตอนเหนือของลาว ไทย และพม่า รวมทั้งมณฑลยูนนาน ของจีน บางส่วนก็พัดเข้าสู่ภาคกลาง ก็จะผ่านภาคใต้ของลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

แล้ว “ฝนและลมที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรรังสี” จากนิญ ทวน 1 และ 2 ก็ต้องถูกแพร่กระจายตามทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ และแผ่คลุมเหนือประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ต้องสงสัย