WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 7, 2011

ร้ายสไตล์กับรุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์: เพียงเพราะความเป็น“ผู้หญิง” อย่างนั้นหรือ ?

ที่มา ประชาไท

การทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล นำโดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและหลากหลาย ไม่เพียงแค่สื่อมวลชน นักข่าว หรือบรรดาคอลัมนิสต์ แต่ประชาชน บุคคลธรรมดาทั่วไป ก็ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะในพื้นที่โซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่ตอนนี้นับเป็นพื้นที่และช่องทางหลักในการสื่อสารเรื่องน้ำท่วม ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ แจ้งเตือน การสะท้อนปัญหา รวมถึงการด่าทอ สาดโคลน สารพัดรูปแบบ
หลังจากบรรดาสารพัดภาพข่าว ภาพตัดต่อ แบนเนอร์ คำคม คำขวัญ ทั้งหลายออกมาอาละวาดได้พักใหญ่ ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีคำวิพากษ์วิจารณ์สองชิ้นที่ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่ หลาย คือข้อเขียนของอดีตนักร้องนักแสดงสาว เอิน กัลยากร และเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ทั้งสองใช้วิธีการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก

โดยเอิน กัลยากร เขียนเป็นบทความขนาดยาว โดยใช้ชื่อบทความว่า “จากผู้หญิง (ธรรมดา) ถึงผู้หญิง (ที่เป็นนายก)” ส่วนเอกยุทธ อัญชันบุตรนั้น โพสต์เป็นข้อความเพียงสามบรรทัด (เฟซบุ๊ก) ก่อนจะกลายเป็นเรื่องเป็นราวมีการโพสต์ตอบโต้กันยืดยาว ด้วยเพราะความล่อแหลม หยาบคายในเชิงดูหมิ่นในประเด็นที่โพสต์ แต่ประเด็นที่ทั้งสองคนมีร่วมกันก็คือมุ่งไปที่ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อันที่จริงแล้วทั้งสอง ‘โพสต์’ ของทั้งสองคนั้น ไม่มีสิ่งที่จะพอเรียกได้ว่า ‘วิพากษ์วิจารณ์’ เพราะไม่มีการพูดถึงประเด็นข้อบกพร่องการทำงานอย่างจะแจ้ง (ทั้งข้อท้วงติง หรือข้อเสนอ) หรือเนื้อหาสาระที่พอจะบอกได้ว่าเป็นตรรกะ เหตุผล แต่ประการใด ทั้งสองคนและสองเนื้อหา ไม่ได้มุ่งตรงไปยัง ‘การทำงาน’ ของนายกรัฐมนตรี แต่กลับมุ่งตรงไปที่ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ที่ถูกนำมาตั้งเป็น ‘โจทย์’ ในการวิพากษ์วิจาณ์ครั้งนี้ ทำให้ดูเหมือนกับว่าความผิดพลาดในการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีผู้หญิงคนแรกของประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้ผิดพลาดที่ ‘การทำงาน’ แต่ดันผิดพลาดที่ นายกรัฐมนตรีเป็น ‘ผู้หญิง’

โดยในส่วนของเอกยุทธนั้น เห็นได้ชัดเจนว่าเป็น Hate Speech ด้วยถ้อยคำดูหมิ่นอย่างจะแจ้ง และร้ายแรง กับการเปรียบเทียบผู้หญิงเหนือที่เขาเหมารวมว่าไม่มีสมองและทำงานได้แค่ อาชีพหญิงบริการเท่านั้น ด้วยความที่มันเป็น Hate Speech ที่หยาบคาย มีนัยในการดูหมิ่นใน ‘ภาพรวม’ ไร้ตรรกะ เหตุผล ด้วยตัวของมันเอง จึงทำให้เกิดกระแสต่อต้านด้วยธรรมชาติของ Hate Speech ในลักษณะนี้ และเราก็คงไม่จำเป็นต้องไปพินิจพิเคราะห์ ให้ความสนใจอะไรมากมาย กับตัวข้อความที่แม้จะมุ่งทำลาย ‘ภาพรวม’ ของผู้หญิงเหนือ แต่ด้วยความไร้ตรรกะ เหตุผล ดูหมิ่นหยาบคายและรุนแรงของข้อความนั้นเอง ก็เป็นดาบสองคมที่ดึงกลับไปทิ่มแทงยังผู้เขียนเอง ว่าไร้ซึ่งปัญญาในการคิด พินิจพิจารณา และตัวข้อความนั้นก็ไร้น้ำหนัก ความน่าเชื่อถือด้วยตัวของมันเอง

ในทางกลับกัน ความน่าสนใจ (ของดิฉัน) กลับอยู่ที่ ‘บทความ’ ของเอิน กัลยากร ที่มานิ่มๆ ติ๋มๆ ใสๆ อีกทั้งยังแสดงออกในชื่อบทความว่า นี่เป็นทัศนะจากมุมองของผู้หญิง (ธรรมดา) คนหนึ่ง ถึงผู้หญิงที่มีตำแหน่งใหญ่โตในการบริหารประเทศอย่างนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในมุมมองของ ‘ผู้หญิง’ ถึง ‘ผู้หญิง’ และประเด็น ‘ความเป็นผู้หญิง’ และที่สำคัญในความซอฟต์ใส นิ่มๆ ติ๋มๆ ของคำว่า ‘ผู้หญิง’ นั้น อาจทำให้หลายคนหลงลืมไปว่าประเด็นที่เอิน กัลยากร หยิบยกขึ้นมาเป็น ‘โจทย์’ ในการวิพากษ์ วิจารณ์ นายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ก็คือ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ที่ไม่ ‘ต่าง’ อะไรกับเอกยุทธ อัญชันบุตร เลยแม้แต่น้อย หากจะแตกต่างก็แตกต่างเพียงแค่ความรุนแรงในการเปรียบเทียบที่ใช้ แต่หากมองดีๆ แล้ว ระดับความรุนแรงในการวิพากษ์วิจารณ์นั้นกลับไม่ต่างกัน

แต่ปฏิกิริยาตอบโต้จากสังคมนั้น กลับต่างกันโดยสิ้นเชิงซึ่งดูเหมือนว่า บทความของเอิน กัลยากร จะได้รับทั้งความนิยม (จากการแชร์ต่อด้วยทัศนะที่เห็นชอบ) และความชื่นชอบ เห็นด้วยเป็นปี่เป็นขลุ่ยของสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีเพียงบทความเพียงบทความเดียว (เท่าที่ดิฉันเห็น) เท่านั้นที่ออกมาเขียนตอบโต้บทความของเอิน กัลยากร ซึ่งจากจุดนี้เอง ที่ดิฉันเห็นว่ามันเป็น ‘อันตราย’ หากเราจะมองเพียงแค่ความรุนแรง หรือไม่รุนแรงผ่าน ‘ประโยคหรือถ้อยคำ’ เพียงเท่านั้น แต่กลับเพิกเฉย (รวมถึงเห็นดีเห็นงาน เห็นด้วย ยินดี) ความรุนแรง (ในระดับเดียวกัน) ที่มาในรูปแบบซอฟต์ใส สวยงามในนามของ ซอฟต์ใสสปีช (Soft Sai Speech) ซึ่งที่จริงแล้ว มันคือความรุนแรงอันแยบคายที่ผู้หญิงกระทำต่อผู้หญิง (ด้วยกัน)

เริ่มต้นบทความ ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้กล่าวว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ไม่ถือเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ดังที่เธอกล่าวว่า

“ส่วนตัวไม่ถือ ว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกหญิงคนแรก เหตุเพราะคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับการเลือกตั้งเพราะความสามารถของเธอเอง แต่เป็นเพราะคนต้องการผู้ชายที่อยู่เบื้องหลังเธอต่างหาก ประชาชนที่เลือกเธอ ไม่ใช่เพราะชื่อ "ยิ่งลักษณ์" แต่เป็นเพราะนามสกุล "ชินวัตร" ที่เป็นสิ่งการันตีว่าเธอคนนี้คือ "สายตรง" ดังนั้นเราจะนับว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกไม่ได้

เราจะมีนายก รัฐมนตรีหญิงคนแรกจริงๆ ก็ต่อเมื่อ เธอคนนั้นต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยตัวเอง และพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า "ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำประเทศได้เท่านั้น”

คำอธิบายเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายที่พบได้ดาษดื่น ในกลุ่มคนที่ไม่ชื่นชอบพรรคไทยรักไทย ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้ ไม่เข้าใจระบบการเมืองการปกครอง ‘ในระบอบประชาธิปไตย’ เลย ซึ่งขัดแย้งจากที่เธอทิ้งท้ายอ้างไว้ว่า

“พูดในฐานะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่สามารถวิจารณ์ฝ่ายการเมืองได้”

ซึ่งจะว่าไปแล้ว นี่เป็นทัศนะที่เป็น ‘ส่วนตัว’ โดยแท้ และขัดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย (กรุณาดูรัฐธรรมนูญ อันว่าด้วยการเลือกตั้งและการเป็นนายกรัฐมนตรีประกอบ) ประกอบกับข้อเท็จจริงโดยสภาพที่ว่าเธอเป็น ‘ผู้หญิง’ โดยกำเนิด เพราะฉะนั้นหาก ‘ผู้หญิงธรรมดา’ อย่างคุณเอิน กัลยากร จะวิจารณ์ภายใต้ ‘ระบอบประชาธิปไตย’ ก็ควรจะกำหนดกรอบคุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบ ประชาธิปไตย จึงถือว่าเป็นการวิจารณ์ที่มีตรรกะและเหตุผลภายใต้ ‘ระบอบประชาธิปไตย’ และถือเป็นผู้ที่มีการศึกษาภายใต้สังคมประชาธิปไตย

ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นตัดสินกันด้วย ‘การเลือก’ ของประชาชน และไม่ว่าเขาจะเลือกด้วย ‘เหตุผลกลใด’ มันก็ไม่ต่างกันกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลือกนายกฯ คนนี้ หรือพรรคๆ นี้ แต่เลือกคนอื่น พรรคอื่น (ไม่ว่าคนไหนหรือพรรคไหน) เพราะประชาชนอีกกลุ่มนั้นก็เลือกด้วยเหตุผลอีกชุด ซึ่งชุดของเหตุผลของการเลือกนั้น จะไม่ถูกนำมาวัดหรือให้คุณค่า ว่าชุดของเหตุผลของใครดีกว่ากัน ฉลาดกว่ากัน โง่กว่ากัน เพราะที่จริงแล้ว ชุดของเหตุผลของแต่ละคนที่ใช้เลือกนั้นก็อิงอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตนทั้ง นั้น ไม่ว่าจะเป็นในเชิงความชื่นชอบส่วนตัว เศรษฐกิจหรืออุดมการณ์ทางการเมือง นี่ยังไม่นับกว่าการกล่าวที่ว่า การกล่าวหานั้นเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย เพราะในการเลือกตั้ง ไม่มีช่องให้เหตุผลว่าเราเลือกคนนั้น หรือพรรคนั้น เพราะเหตุผลใด ซึ่งคนที่เลือกยิ่งลักษณ์ หรือพรรคเพื่อไทย อาจจะเลือกด้วยคนละชุดเหตุผลกัน (เช่น เลือกเพราะทักษิณ เลือกเพราะเกลียดการรัฐประหาร เลือกเพราะนโยบาย เลือกเพราะไม่ชอบพรรคฝ่ายตรงข้าม เลือกเพราะต้องการความเป็นอยู่ทางศรษฐกิจที่ดีขึ้น ฯลฯ) แต่อยู่ภายใต้การกากบาทให้พรรคนี้

รวมถึงการกล่าวว่า “เรา จะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกจริงๆ ก็ต่อเมื่อ เธอคนนั้นต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยตัวเอง และพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า "ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำประเทศได้เท่านั้น” ซึ่งทำ ให้เห็นว่าผู้หญิงธรรมดาคนนี้ ไม่ได้มีความรู้ในทางการเมือง ทั้งของประเทศไทย และของโลกอย่างแท้จริง (กรุณาอ่านบทความตอบโต้ของคุณปฐม พยัคฆ์ร้ายเเห่งคลองบางหลวง ในมติชนออนไลน์) อีกทั้งยัง ‘นาอีฟ’ หรือหลอกตัวเองอยู่ว่า ผู้เทนราษฎรจำนวนไม่น้อย ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่ทั่วโลก ล้วนขึ้นมาเล่นการเมืองในหนทางที่แตกต่างกัน (อย่างประเทศไทยก็มีนักร้องนักแสดง ดารา ไฮโซ หลายคนลงมาเล่นการเมือง โดยไม่ได้ ต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยตัวเอง เช่นเดียวกัน) ดิฉันเข้าใจว่าเอิน กัลยากร คงจะหมายถึง ‘ความสามารถ’ ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ล้มเหลว แต่ดิฉันขอเรียนไว้ตรงนี้ว่า นั่นเป็นการนำข้อเท็จจริงอีกชุดที่เกิดขึ้นไปล้มล้างข้อเท็จจริงอีกชุด (ที่ไม่สัมพันธ์กัน) ในอดีต เพื่อที่จะยกนำมาอ้างให้ความชอบธรรมในความคิดเห็นส่วนตัวของตัวเอง

ซึ่งการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วม นั้น ไม่สามารถนำมาเป็น ‘เหตุผล’ ในการกล่าวว่าเธอไม่ ‘ถือว่า’ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศได้ เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงคนละชุด และที่สำคัญ มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กันพอที่จะนำมากล่าวอ้างได้ หากความสามารถที่ล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมีผลต่อการทำงาน หรือการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องไปตัดสินกันในการเลือกตั้งข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนหลังอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่นำมา ‘เคลม’ ว่าเธอไม่ถือว่าเป็น ‘นายรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ’ และ ‘เคลม’ ว่า เป็นการพูดในฐานะประชาชนในระบอบประชาธิปไตย (แน่นอน...การ ‘พูด’ หรือการวิจารณ์ เป็นสิทธิ เสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่ตรรกะ เหตุผลที่ใช้ในการพูด และการวิจารณ์นั้น อยู่ ‘นอก’ ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย และข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สัมพันธ์กันโดยสิ้นเชิง)

นี่ยังไม่นับรวมความสับสนของตัวผู้หญิงธรรมดาคนนี้เอง ที่ขึ้นต้นบทความว่าไม่ถือว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก แต่ต่อจากนั้น กลับนำข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็น ‘นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก’ มาเป็นตัวตั้งใจการวิพากษ์วิจารณ์

ประเด็นนี้จึงเป็น ‘ความคิดเห็นส่วนตัว’ ของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ และจะว่าไปแล้วมันก็ไม่สลักสำคัญอะไร เพราะด้วยข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ทำให้เห็นชัดแล้วว่าเธอคิดสมอ้างเอาเองอย่าง ข้างๆ คูๆ แต่ประเด็นที่น่าสนใจและเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ดิฉันจั่วหัวไว้ตั้งแต่แรกก็ คือ การนำ ‘ความเป็นผู้หญิง’ มาเป็นตัวตั้งใจการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้ (แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานโดยตรง) โดยผู้หญิงธรรมดาคนนี้อ้างว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ‘หญิง’ ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงเสียหาย กลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี จนอาจทำให้ผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถที่จะมาทำงานการเมือง หรืออื่นๆ ในอนาคต ไมได้รับการไว้วางใจ ด้วยคนเข็ดขยาดจากภาพลักษณ์ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้สร้างเอาไว้ ดังที่ ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้กล่าวไว้ในบทความ

ซึ่งตรงนี้ดิฉันล่ะละเหี่ยใจยิ่งกว่าเรื่องไหนๆ ที่เธอกล่าวมาทั้งหมด โดยเฉพาะในฐานะผู้หญิงด้วยกัน ทั้งยิ่งลักษณ์ คุณเอิน และดิฉัน

การเป็นผู้หญิงด้วยกันนั้น ไม่ได้หมายความว่า ดิฉันเรียกร้องให้เห็นใจ เข้าใจ ผู้หญิงด้วยกันอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่สิ่งที่ดิฉันอยากให้ผู้หญิงหรือผู้ชายทุกคนในสังคมนี้คือ การมอง ‘คน’ ให้เป็น ‘คน’ งานเป็นงาน ไม่ได้ตีกรอบด้วยเรื่อง ‘เพศ’ สิ่งที่คุณเอินกล่าวมาว่า “เรื่องความไม่เท่าเทียม...มีค่ะยังมีอยู่ เป็นผู้หญิงค่ะ ทำงานค่ะ และยังเจอทุกสิ่งอย่างที่พูดมากับตัวเองค่ะ และไม่ใช่ผู้เขียนคนเดียวที่เจอ จึงได้เข้าใจและพูดได้” นั้น แน่นอน ในบางแง่มุมของสังคม เรื่องการกีดกันทางเพศยังมีอยู่จริง แต่สิ่งที่เราควรจะเรียกร้อง หรือกล่าวประณามก็คือ ‘สังคม’ ที่มีการกีดกันทางเพศต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นสังคมในระดับใหญ่อย่างประเทศชาติ หรือสังคมระดับเล็กอย่างบริษัท หรือที่ทำงาน ไม่ใช่มานั่ง ‘เด็ดหัว’ ผู้หญิงคนหนึ่งว่าทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงเสียหาย

หากคุณเอินสนใจเรื่องการต่อสู้ของสิทธิสตรีในเรื่องการ กีดกันทางเพศจริง สิ่งที่คุณเอินควรจะเข้าใจ เรียนรู้ และหาความรู้มาใส่ตัวก็คือ การผลักดันเรื่องนี้ การต่อสู้เรื่องนี้ (ที่ในประเทศไทยก็มี และทั่วโลกก็มี) คือการผลักดันในเรื่องข้อกฎหมายและทัศนคติของคนในสังคม สิ่งที่เราต้องผลักดันในเรื่องนี้ก็คือ ทำให้ ‘คนในสังคม’ มองคุณค่าของความเป็นคนที่ผลงานของคนๆ นั้นแบบรายตัว ไม่ได้นำมาเหมารวมว่าหากเราเป็นเพศๆ นั้น ต้องมีพฤติกรรมอย่าง (คน) นั้น (ที่เป็นตัวอย่างของสังคม) เช่น เกย์ถูกตีตราว่าเป็นเพศที่สำส่อน ซึ่งก็เป็นมายาคติที่ไม่จริง เพราะเรื่องเซ็กซ์ ไม่ว่าเพศไหนก็มีกัน คำว่าสำส่อนวัดกันด้วยจำนวนครั้งที่มีเพศสัมพันธ์หรืออย่างไร ก็ไม่มีใครตอบได้ ว่าสำส่อนคือเท่าไหร่กันแน่ คุณเอินคงพอจะมีเพื่อนที่เป็นเกย์บ้าง ก็คงจะพอเข้าใจว่าคำกล่าวอ้างแบบเหมารวมเช่นนี้ ‘ไม่เป็นความจริงอันปฏิเสธไม่ได้’ (Universal Truth) (คุณเอินจะกล่าวประณามเพื่อนเกย์ด้วยหรือไม่ว่า เพราะเธอเป็นเกย์ เธอนอนกับผู้ชายหลายคน เธอจึงทำให้เกย์ทุกคนเสื่อมเสียว่าสำส่อน ?) เช่นเดียวกันกับทัศนคติที่ว่าผู้หญิงอ่อนแอ ผู้หญิงดีแต่สวย ก็เช่นกัน สิ่งที่คุณเอินควรจะผลักดัน หรือกล่าวประณาม หากมีการกีดกันทางเพศเกิดขึ้น ทั้งในประเทศนี้สังคมนี้ หรือบริษัทที่คุณเอินทำงานอยู่ ก็คือ ‘ผู้ที่มีทัศคติที่ไม่ดีคนนั้น’

ไม่ใช่การมาแอบอ้างด่าว่า เพราะยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ และเป็นผู้หญิง เธอจึงทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงเสียหาย และจะทำให้เกิดการกีดกันทางเพศในสังคม!!!

ทัศนคติคติของ ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้ ต่อประเด็นเรื่อง ‘ผู้หญิง’ จึงเป็นทัศนคติที่บิดเบี้ยว และเป็นทัศนคติที่ทำร้ายผู้หญิง (ในภามรวม) ด้วยกันเอง ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อภาพรวมของสังคม เพราะแทนที่เธอจะไปแก้ปัญหาเรื่องทัศนคติว่าด้วยการกีดกันทางเพศที่เกิดขึ้น ในสังคม แก้ที่ ‘คนที่มีทัศนคติที่ไม่ดี’ เช่นนั้น เธอกลับมาตีขลุมว่า เป็นเพราะสังคมมีนายกฯ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’ และแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ (นี่ยังไม่ได้ย้อนถามว่าเธอจะวิจารณ์นายกฯ ในเรื่องอะไร เรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ไร้ประสิทธิภาพ หรือเรื่องที่นายกฯ เป็น ‘ผู้หญิง’ ?)

หากสังคมไทย เป็นสังคมที่มองเพียงแค่ตัวอย่างของคนๆ เดียว แล้วเหมารวมไปว่า เพราะคนนี้เป็นเพศนี้ ประพฤติตัวเยี่ยงนี้ เพศนี้ทั้งหมดจึง ‘ไม่ดี’ ไม่ควรสนับสนุนในโอกาสต่อไป สิ่งที่เราทุกคน ทั้งหญิงชาย คุณเอิน และดิฉัน ควรจะแก้ไข คือการผลักดันให้เกิดทัศนคติที่ดี ในการมองคนเป็นคน คนหนึ่งๆ เป็นกรณีไป ตามความสามารถของใครมัน ไม่ได้มองจากภาพเหมารวมหรือตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ใช่หรือ

หรือสิ่งที่คุณเอินคิดเละเขียน ไม่ได้มาจากความรู้สึกที่อยากจะให้สังคมไร้ซึ่งการกีดกันทางเพศ ให้มีความเท่าเทียมกันทั้งหญิงชาย ให้ดูกันที่ความสามารถรายบุคคล แต่เป็นเพราะแค่อยากกล่าวประณามนายกฯ หญิงคนนี้ โดยนำ ‘ความเป็นผู้หญิง’ ของเธอมาเป็น ‘โจทย์’ ตัวตั้ง เพราะหากคุณเอินใส่ใจกับเรื่อง ‘การกีดกันทางเพศ’ จริง สิ่งที่คุณเอินต้องทำคือ การยกเหตุผลขึ้นมาบอกว่า กรุณาอย่ามองเหมารวมว่าผู้หญิงทุกคนจะทำงานในตำแหน่งใหญ่โตไม่ได้ จากความล้มเหลวในการบริหารงานของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จงพิจารณาเป็นความสามารถรายบุคคลไป แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุณเอิน พูด คิด เขียนไป โดยกล่าวประณามว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกฯ และเป็น ‘ผู้หญิง’ คือตัวการความเสื่อมและทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี อันทำให้เกิดการกีดกันทางเพศในสังคม ซึ่งมันไม่ได้หมายความถึงการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกัน หรือการไร้ซึ่งการกีดกันทางเพศในสังคมเลยสักนิด

การเด็ดหัวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะ ‘ผู้หญิง’ ที่ทำงานบริหารผิดพลาด แล้วการกีดกันทางเพศจะหมดไปไหม สิ่งที่ต้องทำคือการแก้ทัศนคติการเหมารวมต่างหาก!

อย่าทำตัวเป็นคนดี มีการศึกษา เพื่อหลอกด่าคนอื่น เพราะเราไม่ชอบ เราเกลียดเขาเลยค่ะ ด่ากันตรงๆ ว่าเกลียด ไม่ชอบโดยส่วนตัว (หรือด่าตรงๆ อย่างโง่ๆ อย่างเอกยุทธ อัญชันบุตร) โดยไม่ต้องยกทัศนคติที่บิดเบี้ยว ผิดๆ มารองรับให้ดูน่าเชื่อถือยังจะดี และดู ‘สง่างาม’ เสียกว่า

โดยเฉพาะสิ่งที่น่าเสียใจที่สุดคือการที่คุณเอินกล่าวว่า “ถาม จริงๆเถอะ ความสามารถในการสื่อสารและการทำงานระดับนี้ ถ้าไม่มี "พี่ชาย" คอยผลักคอยดันอยู่ข้างหลัง ป่านนี้คุณยิ่งลักษณ์จะทำอะไรอยู่ที่ไหน? ให้เดานะคะ ...แต่งตัวสวยๆ กลางวันไปช็อปปิ้ง ไปสปา กลับมานั่งสวยรอให้สามีชื่นชม”

ขอพูดตรงๆ เถอะค่ะ ไม่ต้องพูดว่าในฐานะผู้หญิงด้วยกันก็ได้ ในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ ดีกว่า การกล่าวเช่นนี้ ทัศนคติเช่นนี้ มันเป็นอะไรที่ ‘ทุเรศ’ มาก บ่งบอกถึงทัศนคติที่ต่ำช้าเสียยิ่งกระไร หากผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง จะแต่งสวยๆ กลางวันไปช้อปปิ้ง ไปสปา กลับมานั่งสวยรอให้สามีชื่นชม มันผิดบาปมากนักหรือคะ (นี่ยังไม่นับว่านั่นเป็นความจริงที่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องร้อย เปอร์เซ็นต์) หากคุณเอิน หรือใครก็ตามเห็นถึงการทำงานที่บกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ่งที่ควรจะกระทำก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในด้านต่างๆ ดังที่ผู้ที่มีการศึกษา สติปัญญา และอารยชนเขาทำกัน เช่น การบริหารจัดการหน่วยงานที่มาทำงานเรื่องน้ำท่วมที่ผิดพลาด การตัดสินใจที่ผิดพลาดล่าช้า การจัดหา ช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ไร้ประสิทธิภาพ แบบไหน อย่างไร ก็ว่ากันไป

ไม่ใช่มากล่าวหา ว่าร้าย เสียดสี ด้วยทัศนคติอันต่ำช้า (จากผู้หญิงด้วยกันเอง) ว่า หากผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นนายกฯ คงได้แต่แต่งตัวสวย กลางวันไปช้อปปิ้ง ไปสปา กลับมานั่งสวยรอให้สามีชื่นชม เพราะหากจะเป็นจริง (คือเธอไม่ได้เป็นนายกฯ) มันก็เป็นเรื่องที่เราไม่อาจไปตัดสินคุณค่าของคนๆ นั้นได้ เราควรตัดสินจาก ‘งานที่เขาทำ’ อย่างที่คุณเอินว่าไม่ใช่หรือคะ ทำไมคุณเอินไม่พูดถึงเรื่องการทำงานว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง หนึ่ง สอง สาม สี่ ก็ว่ากันไป ไปแขวะเขาเรื่องแต่งตัวสวย ไปช้อปปิ้ง ไปสปา นั่งสวยๆ รอสามี ทำไม? เพราะมันเป็นเรื่อง ‘ของเขา’ และเป็นสิ่งที่ผู้มีสติปัญญา มีการศึกษา และมีทัศนคตที่ดี หรือผู้ที่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่กระทำกัน ไม่แยกแยะเรื่องการทำงานกับเรื่องส่วนตัว (ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่อีกด้วย) ออกจากกัน และถ้าหากคุณเอินหวังดีต่อสังคม อยากจะวิพากษ์วิจารณ์ (อันเนื่องมาด้วยสถานการณ์น้ำท่วม) เพื่อก่อประโยชน์แก่สังคมจริง สิ่งที่คุณเอินควรพูดถึงคือ ‘การทำงานที่ล้มเหลว’ ไม่ใช่การหยิบยกประเด็นเรื่อง ‘ ความเป็นผู้หญิง’ ที่ซึ่งจริงๆ แล้วตรรกะที่คุณเอินหยิบยกมาใช้ มารองรับความคิดเห็นส่วนตัวของตัวเอง มันก็ ‘ปลอม’ เต็มทน! มันน่าขำที่คุณเอินเองอยากเรียกร้องให้มีความเท่าเทียมกันทางเพศ ไม่ให้ตัดสินกันที่เพศ แต่ตัดสินกันที่ความสามารถของคนๆ นั้น และอย่าเหมารวมด้วยความเป็นเพศใดเพศหนึ่ง แต่ตัวเองดันไปตัดสินคนอื่น (และเพศเดียวกันเสียด้วย) โดยที่เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงแล้วว่า เขาเป็นคนอย่างนั้น เป็นเช่นนั้น ทัศนคติของคุณเอิน จึงเป็นทัศนคติที่มุ่งร้ายโดยไม่มีตรรกะ เหตุผล มารองรับอย่างน่าเชื่อถือ และบ่งบอกได้ถึงความคิดจิตใจอันต่ำช้า โดยไม่อยากจะคิดว่าเธอเป็น ‘คน’ (ไม่ต้องผู้หญิงหรอกค่ะ เพราะข้อเขียนของคุณเอินเองก็ทำให้ภาพลักษณ์การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม กันของผู้หญิง หรือการกีดกันทางเพศตกต่ำ ไร้ซึ่งเกียรติไม่ต่างกัน) เช่นไร

และที่สำคัญมันทำให้เห็นว่าคุณเอินไม่ได้มุ่งที่จะ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องน้ำท่วมโดยตรง แต่มุ่งที่จะ ‘ด่า’ นายกรัฐมนตรี ด้วยการหยิบยกประเด็นเรื่อง ‘ความเป็นผู้หญิง’ มาเป็นโจทย์ในการด่า ซึ่งในความซอฟต์ใส ของข้อเขียนของเอิน กัลยากร เอง ดูเผินๆ เหมือนกับว่าเธอกำลังปกป้อง ‘ความเป็นผู้หญิง’ แต่ที่จริงแล้ว เธอในฐานะผู้หญิงด้วยกันเอง กลับเป็นคนที่ ‘ทำร้าย’ ผู้หญิงด้วยกัน ด้วยทัศนคติที่บิดเบี้ยว มุ่งร้าย อาจโดยเพราะไม่ชอบเป็นการส่วนตัว อคติทางอุดมการณ์ทางการเมือง หรือใดๆ แต่พยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาเพื่อรองรับความคิดเห็นอันทุเรศๆ ของตัวเอง

นี่คือสิ่งที่ดิฉันเห็นว่า ‘ซอฟต์ใสสปีช’ ของ ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้ ร้ายแรงไม่ต่างกันจาก Hate Speech ของเอกยุทธ อัญชัน บุตร และที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือเธอ ‘เป็นผู้หญิงด้วยกัน’ และเราไม่ควรมองผ่าน เพิกเฉย เห็นดีเห็นงามอย่างไม่พินิจพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน ด้วยเพราะความซอฟต์ใสของมัน!

ดิฉันไม่ได้ปกป้องการทำงานของรัฐบาลนี้ หรือนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นแล้วว่า ในด้านการบริหารจัดการ ทั้งการใช้คน การจัดตั้งองค์กรขึ้นมาแก้ปัญหา การแจ้งเตือน หรือการบรรเทาทุกข์ ฯลฯ ในฐานะนายกฯ และฐานะผู้นำรัฐบาล ที่ปกครองประเทศนี้ ยิ่งลักษณ์นั้นทำงานได้ไร้ประสิทธิภาพ (และเราก็จะจดจำไว้เป็นแต้มในการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุเพราะรัฐบาลลาออก ยุบสภา หรือครบวาระ ใดๆ ก็ตาม) และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างดีและทันท่วงที อย่างที่มีหลายๆ บทความที่สร้างสรรค์ได้แจกแจงถึงการทำงานที่ผิดพลาดไปบ้างแล้วอย่างมากมาย

สิ่งที่ดิฉันเรียกร้องก็คือการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้าง สรรค์และเป็นประโยชน์ ด้วยข้อเท็จจริง ข้อมูล ด้วยทัศคติที่ไม่ดูถูกเหยียดหยาม เสียดสีว่าร้ายผู้อื่น โดยไม่มีตรรกะเหตุผล ข้อมูลข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมารองรับ ยิ่งโดยเฉพาะทัศคติที่เต็มไปด้วยเหตุผล (หรืออารมณ์ ?) ส่วนตัว อย่างที่ ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้เขียนขึ้น ซึ่งหากมันจะพาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นเรื่องที่ยิ่งลักษณ์จะโกรธ จะแก้ตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวกับดิฉัน แต่ส่วนที่เกี่ยวกับดิฉัน อันทำให้ต้องเขียนบทความโต้ตอบนั่นก็คือทัศนคติของ ‘ผู้หญิงธรรมดา’ คนนี้ ที่บิดเบี้ยว ไม่มีตรรกะเหตุผล แต่พยายามจะทำให้มันมี แต่ดันบิดเบี้ยวและทำร้ายผู้อื่น ทั้งในเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมากไปกว่านั้นคือทัศคติต่อเรื่อง ‘ผู้หญิง’ ที่นอกจากจะบิดเบี้ยวแล้ว ยังเป็นทัศคติที่อ้างว่าปกป้องภาพลักษณ์ของผู้หญิงแต่ความจริงกลับทำร้าย ผู้หญิงด้วยกันเอง (ไม่ใช่แค่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ไม่ก่อให้เกิดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม (โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการกีดกันทางเพศที่ข้อเสนอของเธอ นั้นผิดฝาผิดตัว และไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย) มิหนำซ้ำยังพัดพาสังคมไปสู่การมีทัศคติที่เลวร้ายต่อผู้อื่น โดยไม่ได้มุ่งวิพากษ์ วิจารณ์ การทำงานโดยตรงอย่างสร้างสรรค์

อย่าซ้ำเติมสังคมที่กำลังวุ่นวาย ประสบภัยพิบัติด้วยทัศคติส่วนตัวล้วนๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่ธรรมดา คนธรรมดา หรือคนไม่ธรรมดา ก็ไม่สมควรที่จะทำ

อ่านออกเสียงครั้งที่ 2: หนังโป๊ ผู้ก่อการร้าย น้ำท่วม ตรรกะวิปริต และจินตนาการที่ไปไม่พ้นโลกฟิวดัล

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554 ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่ จัดเสวนาอ่านออกเสียงครั้งที่ 2 ฉายหนังเรื่องผู้ก่อการร้าย (The Terrorists) กำกับโดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล และเสวนาหลังฉายหนังหัวข้อ “ใครคือผู้ก่อการร้าย?” โดยมีธัญสก และคำ ผกา เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย ชาญกิจ คันฉ่อง ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ธัญสก พันสิทธิวรกุล และ คำ ผกา

ผู้ร่วมการเสวนาอ่านออกเสียงครั้งที่ 2

ในการเสวนาดังกล่าวธัญสกได้เล่าถึงแรงบันดาลใจการทำหนังเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นหนังสารคดีที่ตัดสลับระหว่างภาพโป๊กับภาพเหตุการณ์เมษา-พฤษภาเลือด 53 และคำ ผกา ได้อภิปรายต่อในประเด็นการสร้างวาทกรรมผู้ก่อการร้ายในบริบทสังคมไทย หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมได้ตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรอย่างน่าสนใจ Book Re:public สรุปประเด็นเสวนามานำเสนอแก่ผู้อ่าน หากท่านใดต้องการฟังเสวนาเต็มๆ สามารถเข้าไปรับชมที่ลิงก์



ช่วงที่ 1



ช่วงที่ 2



ช่วงที่ 3



ช่วงที่ 4



ช่วงที่ 5



อะไรรุนแรงกว่ากันระหว่างการโดนยิงกับการชักว่าว?

ธัญสก พันสิทธิวรกุล เล่าว่าเขาเริ่มทำหนังเรื่องนี้โดยได้รับการทาบทามจาก Jürgen Brüning โป รดิวเซอร์ชาวเยอรมัน ซึ่งต้องการนำหนังของเขาไปฉายในเทศกาล Porn Film Festival แรกเริ่มเดิมทีเขาตั้งใจทำหนังให้ฝรั่งดูจึงออกแบบให้มีกลิ่นอาย exotic ที่ฝรั่งชอบ โดยทำเป็น documentary สัมภาษณ์นักมวยไทย ชาวประมง หมอนวด อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเริ่มถ่ายฉากแรกคือฉากเรือประมง เป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์10 เมษา 53 พอดี เขารีบกลับกรุงเทพฯ และได้เข้าร่วมกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 10 เมษา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยร่วมกับสมาพันธ์ ศรีเทพและน้องเฌอ ต่อมาเมื่อทราบข่าวว่าน้องเฌอถูกยิงเสียชีวิตในช่วงสลายการชุมนุม เขาตัดสินใจเปลี่ยนเค้าโครงของหนังที่ทำอยู่ทันที

ธัญสกสารภาพว่าก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจประเด็นการเมืองและตัวเขาก็เป็น เพียง “สลิ่ม” คนหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มสนใจ เขาหาข้อมูลด้วยการเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ชื่อหนังผู้ก่อการร้ายนั้นมีที่มาจากบทสัมภาษณ์อภิสิทธิ์ที่พูดว่ากลุ่ม เสื้อแดงไม่ต่างจากอัล เคดา แล้วคุณจะปล่อยให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร เขารู้สึกคับข้องใจกับข้อกล่าวหานี้จนลุกขึ้นมาเปลี่ยนโครงหนังของตัวเอง เพื่อตั้งคำถามกับมุมมองดังกล่าว

“ตั้งแต่งานแรกๆ ของผม ผมทำเรื่องโป๊มาตลอดเพราะผมต้องการต่อสู้กับรัฐเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าทำไมรัฐทนไม่ได้กับความโป๊ แต่กลับทนได้กับความรุนแรงแบบนี้ ผมต้องการตั้งคำถามว่าอะไรรุนแรงกว่ากัน ระหว่างการโดนยิงกับการชักว่าว”

คำ ผกา ให้ความเห็นว่า ส่งที่ธัญสกพูดเป็นเรื่อง pornography กับ การเมือง เป็นการท้าทายการเมืองด้วยการตั้งคำถามว่าทำไมรัฐถึงทนความโป๊ไม่ได้ pornography ตามความหมายดั้งเดิมไม่ใช่แค่ความลามก วิตถาร อนาจาร แต่หนังสือปกขาวและหนังสือการเมืองซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามทั้งหมดก็เรียก ว่าเป็น pornography ด้วยเหมือนกัน

“ถามว่าทำไมเรื่องเพศจึงไปสั่น สะเทือนสถาบันทางการเมือง ก็เพราะว่ามันได้ทำลายฐานที่มั่นของ establishment ทั้งหมด ความจริงหนังโป๊โดยตัวมันเองโดยที่ไม่ต้องมีประเด็นทางการเมืองเลยก็ทำลาย establishment อยู่แล้ว นี่คือพลังของหนังโป๊ และเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐโดยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรัฐที่มีความมั่นคงทางจิตใจน้อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งหวาดกลัวความโป๊ ฉากเลิฟซีนที่ไม่ใช่ระหว่างชายหญิง ยิ่งเป็นเลิฟซีนระหว่างคนเพศเดียวกัน เลิฟซีนทางทวารหนักก็จะยิ่งสั่นสะเทือนความมั่นคงของรัฐมากขึ้นเท่านั้น”

คำ ผกาชี้ให้เห็นว่าความหวาดหวั่นต่อ pornography ของรัฐไทยที่ทวี ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัฐไทย รัฐที่มีความมั่นคงแล้วเช่นหลายๆ ประเทศในยุโรปที่ไม่มี insecurity ในเรื่องการเมืองก็จะไม่ค่อยซีเรียสเรื่อง pornography เพราะฉะนั้นจึงมี Porn Film Festival ได้ ซึ่งแง่หนึ่งเป็นตัวชี้วัดของความมั่นคงของ establishment ทางการเมืองในแต่ละสังคม

ตรรกะวิปริตกับจินตนาการที่ไปไม่พ้นโลกแบบฟิวดัล

เมื่อกลับมาพิจารณาคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” คำ ผกาเห็นต่างว่า คำว่าผู้ก่อการร้ายนั้นหรูหราเกินไป ทันสมัยเกินไป สำหรับใช้สร้างความเป็นอื่นให้กับคนเสื้อแดง เพราะว่าในสังคมไทย คนที่เสียงดังที่สุดในสังคมคือกลุ่มคนที่ถูกเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “สลิ่ม” ซึ่งเธอเห็นว่าเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ยอมลอกคราบออกมาจากโลกก่อนสมัยใหม่ไพร่ ทาส ศักดินา หรือระบบฟิวดัล และในระบอบฟิวดัลย่อมไม่มีผู้ก่อการร้าย

เรื่องเล่าที่กักขังสลิ่มเอาไว้ในโลกแบบฟิวดัลคือประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย ที่นิพนธ์ขึ้นมาเพื่อสถาปนาอำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ความเป็นไทย (Thainess) ที่สร้างโดยชนชั้นนำที่พยายามรวมอาณาจักรสยามผ่านระบบ อาณานิคม ตั้งระบบราชาของราชาในภูมิภาคขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้ สลิ่มไทยจึงคิดได้แค่เรื่อง “เสียดินแดน”, “เสียกรุงครั้งที่ 1”, “เสียกรุงครั้งที่ 2” เมื่อคิดได้แค่นี้ วาทกรรมเรื่องผู้ก่อการร้ายจึงไม่มีพลังเท่ากับวาทกรรมว่าด้วย “พวกเผาบ้านเผาเมือง” อันส่อนัยของการเป็นพม่า หรือวาทกรรมว่าด้วยพระยาละแวก กษัตริย์เขมรที่ทรยศต่ออาณาจักรไทย กรณีความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและฮุนเซ็นจึงมีค่าเท่ากับพระยาละแวก

เมื่อเป็นเช่นนี้ การสร้างความเป็นอื่นหรือการสร้างศัตรูจึงอิงอยู่กับประวัติศาสตร์ว่าด้วย การเสียกรุงฯ เสมอมา แม้กระทั่งน้ำท่วมครั้งนี้ก็มีการเปรียบเปรยว่าเหมือนเสียกรุงบ้าง กรุงแตกบ้าง เหมือนสงครามอินโดจีนที่ต้องอพยพบ้าง ล่าสุดมีการเปรียบเปรยชะตากรรมของชาวกรุงเทพฯ ว่าน่าเห็นใจ ปีที่แล้วต้องอพยพหนีไฟ ปีนี้ต้องอพยพหนีน้ำ ราวกับทั้งน้ำและไฟคือ “ข้าศึก” ไฟปีที่แล้วคือข้าศึกเสื้อแดง (ซึ่งถูกเชื่อมโยงให้เห็นภาพพม่า) และน้ำปีนี้ก็คือข้าศึกพม่า (ซึ่งถูกเปรียบว่าเท่ากับพรรคเพื่อไทย)

คำ ผกา ตั้งคำถามว่าตรรกะวิปริตนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และอธิบายว่าเป็นเพราะสลิ่มไทยถูกสต๊าฟทางปัญญาให้อยู่ในสยามศตวรรษที่ 19 ตลอด เวลา ดังนั้นจึงชอบใช้ภาษาลิเกซาบซึ้ง มี mentality อยากเป็น subject (ไพร่) ของรัฐอาณานิคม แม้ในความเป็นจริงเป็นไม่ได้ก็ขอเป็นในจินตนาการ โดยผ่านการใช้ “ภาษา” เป็นสะพาน ด้วยการเข้าไปนับญาติหรือสมมติตนเองเป็น “ข้ารับใช้” จำลองบทสนทนาของข้ารับใช้ในหนังจักรๆ วงศ์ๆ หรือละครที่จำลองภาพชีวิตขุนนางที่มีข้าเก่าเต่าเลี้ยงเยอะๆ สลิ่มจะสวมเอาบทสนทนาของ “ข้า” เหล่านั้นมาผูกเรื่องแทนตนเองเข้าไป โดยมี “นาย” อยู่ในจินตนาการ จากนั้นจะใช้ social media สร้าง collective drama เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายกับข้าขึ้นมาเป็น identity ร่วมกัน เกลียดร่วมกัน รักร่วมกัน มีศัตรูร่วมกัน มีสิ่งที่จะพลีศีรษะให้ร่วมกัน หรือแม้กระทั่งเอาตัวเองไปเป็นกระสอบทรายมนุษย์ร่วมกัน

โดยข้อพิสูจน์ว่าสลิ่มยังไม่สามารถไปไกลถึงขั้นมองเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการ ร้ายได้คือ สลิ่มยังมีความเชื่อว่าน้ำท่วมเพราะมีผู้นำหญิง น้ำท่วมเหนือกับอีสานเพราะธรรมชาติลงโทษคนเสื้อแดง แต่พอน้ำท่วมกรุงเทพฯ กลับให้เหตุผลว่าเป็นเพราะพระสยามเทวาธิราชย์ไม่รับรองรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ชุดนี้ซึ่งเป็นรัฐบาลของคนเสื้อแดง และคนเสื้อแดงเอาเลือดมาเทในกรุงเทพฯ ทำให้พระแม่ธรณีโกรธ มโนทัศน์เช่นนี้เป็นมโนทัศน์ของโลกก่อนสมัยใหม่ที่ยังเชื่อว่าโลกแบน แม่มด เวทมนต์คาถามีจริง ซึ่งเป็นโลกยุคก่อน “ผู้ก่อการร้าย”

กล่าวโดยสรุป คำ ผกา เสนอว่าคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” ในบริบทสังคมไทย ไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่า “Terrorist” ใน ระดับสากล แต่หมายถึงผู้ที่ “ก่อการร้าย” ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในจินตนาการของคนส่วนใหญ่ที่จินตนาการถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แบบฟิวชั่น คือการผสมประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บวกหลวงวิจิตรวาทการ บวกคึกฤทธิ์ ปราโมช บวกหนังพระนเรศวร บวกละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ฉายตอนเช้าของช่องเจ็ด บวกหนังจีนกำลังภายในที่มีฮ่องเต้ มีขันที มีซูสีไทเฮา

บทเรียนจากภัยพิบัติสหรัฐฯถึงไทย

ที่มา Thai E-News

แม้ แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯเมื่อเจอ“ธรรมชาติ”เข้าแล้ว ตัวเล็กจิ๊ดเดียว ประธานาธิปดีจอร์ช บุช (คนลูก) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน ฉะนั้นการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ของไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพรรค์นี้นั้น เป็นเรื่องธรรมดา ควรรับฟัง และต้องทำใจ... บุชเจอมาแล้ว(ภาพประกอบ:การ์ตูนจากwww.cartoonstock.com)

โดย สายสัมพันธ์
7 พฤศจิกายน 2554

ในบรรดาเว็บไซท์ภาษาอังกฤษที่สนใจการเมืองไทยโดยเฉพาะกรณีวิกฤติน้ำท่วมนี้ คงไม่มีใครเกิน “บางกอกบัณฑิต”หรือ เรียกย่อๆ ว่า BP

ด้วยเหตุว่า “ตัวเลขไม่โกหก” (Figures don’t lie) นี้กระมังที่ทำให้ BPนำข้อมูลของกรมอุตุฯมาตีแผ่เพื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำ ของกรมชลประทาน

แม้ ว่าประเด็น “การบริหารจัดการน้ำ”จะเป็นประเด็นสำคัญและเป็นหลักของข่าวและการถกเถียงใน เว็บ แต่เราก็ไม่สามารถมองข้ามปัจจัยอื่นๆที่ “ส่งเสริม” ให้ภัยพิบัตินี้รุนแรงมากขึ้น

เช่น...การ ตัดไม้ทำลายป่า การปิดกั้นทางเดินโดยธรรมชาติของน้ำ การขยายหมู่บ้านของคนเมืองอย่างไร้แบบแผน การตื้นเขินของแม่น้ำลำคลอง การถมคลองหรือการปล่อยให้แม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยขยะ การวางแผนเมืองที่ผิดพลาด การสร้างเขื่อนและการสร้างคันกั้นน้ำอย่างไร้แบบแผนรอบด้าน

ที่ ผู้เขียนกล่าวถึงปัจจัยอื่น เพราะอยากให้เห็นปัญหานี้ได้รับการถกเถียงรอบด้านมากขึ้น พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสเพื่อหาข้อเท็จจริงในแง่มุมต่างๆสำหรับเป็นบทเรียน และหาทางออกร่วมกันในอนาคต

คงไม่มีใครอยากที่จะเห็นวิกฤติภัยเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

อย่าลืมว่าภัยพิบัตินี้เกิดมาจาก”พายุฝน” ซึ่งเกินกำลังมนุษย์ที่จะห้ามได้

เมื่อพูดถึงเรื่องภัยวิบัติทำให้นึกถึงพายุโซนร้อนเฮอริเคน “แครททีน่า” เมื่อหกปีที่แล้ว

พายุเฮอริเคนแครททีน่า มีจุดกำเนิดในทะเลใกล้เมืองบาฮามาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ หรือประมาณ ๖ ปีที่แล้ว

พายุนี้ได้หมุนเข้าดินแดนในอเมริกาแถบอ่าวทางใต้ของสหรัฐ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคมและผ่านรัฐมิสซิปซิปปี ลุยส์เซียน่า และ อลาบามา

พายุนี้เป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ เพราะมีพลังการทำลายล้างอย่างมหาศาล

ความเสียหายมีมากกว่า “ชิคาโกไฟไหม้” (Chicago Fire) เมื่อปี ๒๔๑๔, “แผ่นดินใหวในซานฟรานซิสโก” (San Francisco Earthquake) ปี ๒๔๔๙, และ พายุเฮอริเคนแอนดรู ในปี ๒๔๔๖

ผู้ เสียชีวิตจากเฮอริเคนนี้มีประมาณ ๑,๓๓๐คน ผู้คนกว่า ๗๗๐,๐๐๐ คนต้องย้ายถิ่นอาศัยเพราะบ้านถูกทำลาย หรือไม่ก็ถูกน้ำท่วม ผลกระทบทางธุรกิจและจิตใจบ้านแตกสาแหรกขาดของประชาชนที่อยู่อาศัย “เขตทำลาย”ประเมินค่าไม่ได้

ค่า เสียหายต่อวัตถุพอประเมินได้ว่า... จากที่อยู่อาศัย ๖๗ พันล้านเหรียญ, ธุรกิจ ๒๐ พันล้านเหรียญ, สถานที่ราชการ ๓ พันล้านเหรียญ, สินค้าอุปโภคบริโภค ๒๐ พันล้านเหรียญ

ประ ธานาธิปดีจอร์ช บุช (คนลูก) หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนได้สั่ง ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหาคณะทำงานวางแผนทบทวนแผนงานการทำงานทั้งหมดที่ เกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อม ป้องกันตอบสนองภัยธรรมชาติของรัฐ

ซึ่งรวมทั้งสรุปบทเรียนการทำงานกรณีเฮอริเคนแครททีน่าขึ้นมา เพื่อปรับปรุงแผนเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภายใน ๖ เดือนคณะทำงานฯมีข้อเสนอแนะ ๑๒๕ ข้อ ภายใต้กรอบ “สิ่งที่ท้าทายการทำงานที่สำคัญ ๑๗ ประการ” กรอบที่ว่านี้ได้แก่

๑ การเตรียมพร้อมแห่งชาติ

๒ การใช้งานแบบบูรณาการทางการทหาร

๓ การสื่อสารระหว่างหน่วยงาน

๔ การอพยพและหน่วยงานการสนับสนุนการอพยพ

๕ การค้นหาและกู้ภัย

๖ การป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชน

๗ สุขภาพอนามัยประชาชนและการสนับสนุนทางการแพทย์

๘ การบริการทั่วไป

๙ การจัดสรรที่อยู่อาศัยของมวลชนจำนวนมาก

๑๐ การสื่อสารต่อสาธารณะ

๑๑ การดูแลโครงสร้างพื้นฐาน

๑๒ การจัดการสารพิษ และการเคลื่อนย้ายซากสลักหักพัง

๑๓ การขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

๑๔ การขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ

๑๕ การฝึกอบรมบ่มซ้อมบทเรียน

๑๖ การฝึกอบรมบุคคลากรด้านความปลอดภัย และ

๑๗ การเตรียมความพร้อมของประชาชน

ที่ ร่ายเรื่องเฮอริเคนแครทที่น่ามายาวเพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐเมื่อเจอ “ธรรมชาติ” เข้าแล้ว ตัวเล็กจิ๊ดเดียว

ฉะนั้นการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ของไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพรรค์นี้นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ควรรับฟัง และต้องทำใจ... บุชเจอมาแล้ว

ทางออกของรัฐบาลคือ มุ่งทำงานเพื่อประชาชนต่อไป ใครเกียร์ว่าง หรือทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” ต้องจัดการ

ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันอยู่รอดในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ถ้ายังคงอุดมการณ์การทำงานทัศนคติแบบศตวรรษที่ ๑๙

โลกกำลังมองเราอยู่ สู้ต่อไปครับ

เส้นทางสีแดงพัทยา-กรุงเทพฯช่วยน้ำท่วม

ที่มา Thai E-News



โดย ฟอร์ด เส้นทางสีแดง
7 พฤศจิกายน 2554

กิจกรรมเส้นทางสีแดง (พัทยา-จอมเทียน) อาทิตย์ 6 พย. ช่วยภัยน้ำท่วม

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมแรลลี่จากกรุงเทพฯไปพัทยา เป็นกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อรวบรวมเงินและสิ่งของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสพ อุทกภัยทั่วประเทศ มีสมาชิกเส้นทางสีแดง พี่ป้าน้าอาจากสมุทรปราการ และเพื่อนเฟซบุ้คหลายท่านร่วมกิจกรรม

พวกเราพร้อมกันที่หน้าห้างเซ็นทรัลบางนาในเวลาประมาณ 8.00 น. วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน มีคนเสื้อแดงทยอมตามมาสมทบ

ขบวนออกเดินทางในเวลา 9.00 น. เนื่องจากต้องรอพี่น้องบางส่วนที่ต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอบต.ในพื้นที่ สมุทรปราการ มีรถมอเตอร์ไซด์ รถกระบะ รถเก๋ง เข้าร่วมประมาณ 15 คัน จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 30 ท่าน

พวกเราไปถึงพัทยาเหนือตามกำหนดนัดหมายคือในเวลาเที่ยงตรง ได้พบปะและทักทายพี่น้องเสื้อแดงพัทยา ที่ได้ร่วมกันตั้งเตนท์รับบริจาคที่หน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา ได้รับมอบเงินและสิ่งของบริจาคที่พี่น้องพัทยา รวมถึงจากคุณจุรีพร สินธุไพร ที่ฝากไว้ก่อนที่จะเดินทางไปอินเดีย

พี่น้องพัทยาได้จัดรถนำขบวนแรลลี่จากหน้าศาลาว่าการเมืองพัทยาไปพัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ และหาดจอมเทียน

พวกเราจึงได้แบ่งขบวนออกเป็นสองสาย สายแรกแรลลี่พร้อมกับรณรงค์รับเงินบริจาคไปตามถนน

และอีกชุดได้ปั่นจักรยานและเดินรับเงินบริจาคตามชายหาด ได้รับความสนใจจากชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก จากนั้นได้แวะไปรับสิ่งของบริจาคที่หน้าสถานีวิทยุ FM 107.25 ได้รับน้ำดื่มนับพันขวด รวมถึงบะหมี่สำเร็จรูป 2 กล่องใหญ่

พวกเราได้เดินทางกลับมารวมตัวกันที่เตนท์รับบริจาคที่หน้าศาลาว่าการเมือง พัทยาอีกครั้ง ได้มีโอกาสสนทนากับผู้ใจบุญที่เคยให้การสนับสนุนกิจกรรมเส้นทางสีแดงครั้ง แรกที่อีสานเมื่อปีที่แล้ว จากนั้นได้ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

พวกเราเดินทางกลับกรุงเทพฯถึงศปภ.สนามศุภชลาศัยในเวลาประมาณ 20.30 น. ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของศปภ.ว่า ไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินบริจาคได้ เนื่องจากเลยเวลาทำการ

พวกเราจึงได้แบ่งสิ่งของบริจาคให้ศปภ.จำนวนหนึ่ง จากนั้นได้นำสิ่งของและเงินบริจาคไปมอบให้กับศปภ.ภาคประชาชนที่อยู่ติดกัน โดยพี่น้องที่มาร่วมกิจกรรมได้ช่วยกันนับเงินบริจาค ได้เงินทั้งสิ้น 21,715 บาท หักค่าเช่ารถหกล้อ 3,600 บาท เหลือเงินบริจาคทั้งสิ้น 18,115 บาท ได้มอบให้กับมูลนิธิกระจกเงา โดยคุณสมบัติ บุญงามอนงค์-บก.ลายจุด เป็นผู้รับมอบ

กิจกรรมนี้มีข้อบกพร่องเล็กน้อย ตรงที่ไม่สามารถหารถโมบายได้ทัน เนื่องจากรถส่วนใหญ่ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถรณรงค์อย่างเต็มที่ แต่พวกเราทุกคนก็ได้ช่วยกันอย่างสุดกำลัง ความรักและสามัคคีของคนเสื้อแดงจากกรุงเทพฯและพัทยาสามารถดูได้จากภาพ กิจกรรม

ขอบคุณพี่มาลิน เฮียฮก ลุงจีระคลื่น FM 107.52 คุณจุรีพร สินธุไพ รและพี่น้องพัทยาทุกท่าน ขอบคุณพ.ต.ท. ธนพงศ์ สารวัตรจราจรสภ.เมืองพัทยา ขอบคุณคุณไอรีน คุณเรียม และเพื่อนๆจากเฟชบุ้ค และชาวเสื้อแดงทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมนี้สำเร็จลงด้วยดี

ภาพชุดกิจกรรมเส้นทางสีแดงพัทยา-กรุงเทพฯช่วยน้ำท่วม


*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ภาพกิจกรรมเส้นทางสีแดงช่วยน้ำท่วมครั้งที่1จากราชประสงค์ถึงดอนเมือง

ภาพประทับใจทหารทั่วโลกกอบกู้ภัยพิบัติในฐานะกลไกรัฐบาล ยามที่คนไทยบางส่วนกำลังดราม่าผิดๆ

ที่มา Thai E-News


















ภาพประทับใจ-ภาพของทหารญี่ปุ่นออกมาช่วยชาวญี่ปุ่นในคราวสึนามิเมื่อ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อเกิดภาพประทับใจไปทั่วโลก แต่คนญี่ปุ่นและชาวโลก ระมัดระวังอย่างยิ่งในการปลุกเร้าให้เกิดความชื่่นชมเชิดชูทหารจนเกินงาม เพราะบาดแผลของลัทธินิยมทหาร หรือลัทธิบูชิโดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ยังคงหลอกหลอนอยู่

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤศจิกายน 2554

บทบาทของทหารญี่ปุ่นช่วยชาติตอนสึนามิ มีนาคม2554

กำลังสำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้เป็นกลไกในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติใน คราวนี้ คือ ทหารจาก Japanese Self-Defense Forces ซึ่งทางการญี่ปุ่นได้เรียกกำลังทหารถึง 100,000 นาย เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ทหารจำนวนนี้ เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของกำลังทหารทั้งประเทศ และนับเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังครั้งใหญ่ที่สุดนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเดียว

อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นและโลกระมัดระวังอย่างยิ่งในการปลุกเร้าให้เกิดความ ชื่่นชมทหารจนเกินงาม เพราะบาดแผลของลัทธินิยมทหาร หรือลัทธิบูชิโดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ยังคงหลอกหลอนอยู่

เมื่อเสร็จภารกิจทหารญี่ปุ่นก็กลับกรมกองที่ตั้ง นับแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นก็อยู่ในที่ตั้งและถูกกีดกันออกไปจากวงการเมืองอย่างสิ้นเชิง


บทบาททหารจีนในฐานะกลไกของรัฐช่วยภัยพิบัติน้ำท่วม

ภาพของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่ได้เห็นกันชินตาในการช่วยภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดบ่อยครั้งในจีนแผ่นดินใหญ่




รัฐบาลสหรัฐใช้ทหารอเมริกันฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฮอริเคนคัทริน่า ปี2553

ประเทศประชาธิปไตยยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯก็สั่งการให้ทหารออกมาช่วยเหลือ ประชาชนในคราวเกิดภัยพิบัติจากพายุเฮอริเคนคัทริน่า เมื่อปี 2553 อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้นำไปสู่การชื่นชมทหารถึงขั้นดราม่า เพราะชาวอเมริกันเข้าใจดีว่าทหารมาในภารกิจตามคำสั่งของรัฐบาลที่ประชาชน เลือกตั้งมา





แต่ที่นี่เมืองไทย คนไทยบางส่วนบอกว่าทหารเสียสละ+มีประสิทธิภาพ แล้วโจมตีว่ารัฐบาลประชาธิปปไตยล้มเหลว

ที่ประเทศไทยก็เหมือนกัน-รัฐบาลก็สั่งการมอบหมายให้ทหารออกปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในคราวน้ำท่วมใหญ่หนนี้เหมือนประเทศอื่นๆทั่วโลก

"ท่านสู้นะ เก่งมากๆ สถานการณ์ตอนนี้ ท่านเข้มแข็งแม้จะเป็นผู้หญิงสู้กับปัญหา เช้าตื่นทำงานประชุมทั้งวัน ไปโน่นนี่ พอมีโทรศัพท์เข้ามา นายกฯ ท่านก็ใจหาย เครียดนะ ว่าจะต้องมีเรื่องมีปัญหารายงานเข้ามา"-พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าว

ขณะที่ทหารก็ดูเข้าใจภารกิจหน้าที่ดีในฐานะกลไกของรัฐ แต่คนไทยบางส่วนกลับไม่คิดแบบนั้น
คมชัดลึก ในเครือเนชั่น ซึ่งมีจุดยืนข้างพรรคประชาธิปัตย์-อำมาตย์มาตลอดนำเสนอข่าวโดยอ้าง"แหล่งข่าวจากกองทัพ"กองทัพสับ'ปู'สอบตกแก้น้ำท่วม โดยไม่ระบุว่าแหล่งข่าวนี้เป็นใคร ยศสูงต่ำแค่ไหน มีอำนาจในการบังคับบัญชาระดับไหน และมีตัวตนจริงๆหรือไม่

เราลองมาพิจารณาอย่างเป็นจริงดีไหม เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วมาเปรียบเทียบกับที่คนไทยบางกลุ่มกำลังดราม่าชื่นชมเชิดชูทหาร และกำลังก่นด่าอาสาสมัครศปภ.ทุกวี่วัน ว่ามันจะนำไปสู่อะไรในระยะยาว
ทหารกับอาสาศปภ.-ภาพกราฟฟิกเปรียบเทียบการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมระหว่างทหาร กับอาสาสมัคร [หากนึกไม่ออกก็อย่างอาสา ศปภ.ที่โดนด่าทางเน็ตหนักๆ] และผลระยะยาวที่จะเกิดขึ้น (ภาพกราฟฟิค:Thai E-News)

พวกที่กำลังดราม่าว่าทหารโคตรเสียสละช่วยน้ำท่วมหนะ รู้่ไว้ด้วยเขาไม่ได้ช่วยฟรี แต่มีเบี้ยเลี้ยงวันละ 214 บาท แต่ก็ยังได้น้อยกว่าตอนฆ่าเสื้อแดงวันละตั้ง 400 แถมฆ่าเข้าเป้าได้โบนัสทัวร์นอก ช็อปปิ้งกระจาย
ภาพจากหน้าเพจ เรารักทหารไทย ภาพล่างสุดจิรนันท์ พิตรปรีชา กับภาพชุด คนเสื้อเขียว


ทหารช่วยน้ำท่วมไม่ฟรีมีเบี้ยเลี้ยง214บาท ฆ่าเสื้อแดงได้ดีกว่าวัน400+โบนัสทัวร์นอกช็อปปิ้งกระจาย

ได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มแล้ว-กระทรวง การคลังได้อนุมัติให้จ่ายเบี้ยเลี้ยงพิเศษเพิ่มให้พลทหารที่ไปปฏิบัติ หน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มขึ้นอีกวันละ 120 บาท จากเดิมที่วันละ 94 บาท รวมเป็นวันละ 214 บาท โดยจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป ทั้งนี้ค่าตอบแทนที่ทหารได้ในครั้งนี้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน (ข่าวเนชั่น)

กระชับพื้นที่ได้เบี้ยเลี้ยงดีกว่า-ที ตอนกระชับพื้นที่ให้วันละ 400 แต่นี่ทหารเกณฑ์เหนื่อยจริง ฮีโร่ตัวจริง ได้แค่ 120 ส่วนเบี้ยเลี้ยงปกติก็ถูกหักเพียบรวม ได้รวม 214 บาทเท่านั้น (twitterของวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารคนดัง)

ทหารช่วยน้ำท่วมจะได้โบนัสทัวร์ฺนอกแบบทหารฆ่าประชาชนไหม?-หลัง เสร็จศึกกระชับพื้นที่ 92 ศพปี 53 ทหารได้โบนัสไปทัวร์เมืองนอกแถบสแกนดิเนเวีย บางหน่วยได้รางวัลยกพวกไปทั้งผบ.หน่วยและลูกเมียเที่ยวฮ่องกง กินอิ่ม ช็อปปิ้งกระจาย คอยดูว่าหลังเสร็จศึกน้ำท่วมจะมีโบนัสก้อนใหญ่ให้แบบนี้หรือเปล่า (ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ 23-2 9ก.ค. 53)

*********
เรื่้องเกี่ยวเนื่อง:

-คมชัดลึก สื่อเครือเนชั่นอ้าง"แหล่งข่าว"กองทัพสับ'ปู'สอบตกแก้น้ำท่วม

-เต็ม10ปชช.ให้"ทหาร"9.56คะแนนครองใจช่วยน้ำท่วม โอดภัยพิบัติสุดเดือดร้อนจ่ายเพิ่มรายได้เท่าเดิม

-เรื่องโจมตีอาสาสมัคร ศปภ.ล่าสุด และคำชี้แจงเปิด ‘ถุงยังชีพ ศปภ.’ ไขข้อข้องใจ ของข้างในไม่คุ้มค่างบ 80 ล้าน!!

Sunday, November 6, 2011

เปิดภาพชุด "เดอะ บอดี้การ์ด" ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ผู้พิทักษ์ผู้นำทุกย่างก้าว

ที่มา มติชน





















จากการประมวลภาพ นายกรัฐมนตรี ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

มักจะพบ เดอะบอดี้การ์ด ผู้นี้ ตลอดเวลา

ไม่ใช่ กองร้อยน้ำหวาน

The Bodyguard ในชีวิตจริง ไม่เหมือนภาพยนต์ที่ นำแสดงโดย วิทนี่ย์ ฮุสตัน และ เควิน คอนเนอร์ เมื่อหลายปีก่อน อย่างแน่นอน

อยากรู้ว่า เขาเป็นใคร ต้องดูภาพชุดต่อไปนี้

เขา ตามนายกรัฐมนตรีไปทุกแห่ง ทุกสถานการณ์ ทุกความเสี่ยง และทุกวิกฤต

แล้วเราจะมีคำเฉลยตามมาในภายหลัง

ไม่เหมือนเดิม

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2554)


ประเทศไทยใหม่ จะไม่เหมือนเดิม

นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะ "วิชั่น" ของนักการเมือง นักวิชาการ นักคิด

แต่คือ "ความจริง" ที่ล้อมรอบตัวเราอยู่ขณะนี้

จากเดิมที่เราภูมิใจหนักหนาว่า ประเทศไทย อยู่ในเขตที่ไร้ภัยพิบัติรุนแรงอย่างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด

หลังจากสึนามิที่ใต้ ก็อาจทำให้ตื่นตัวขึ้นมาอีกนิดว่าภัยพิบัติรุนแรงไม่ไกลตัวเท่าไหร่

แต่ แผล็บเดียว ธรรมชาติ ก็เขกกบาลเราดังโป๊ก ให้ "ตื่นรู้" ว่า น้ำที่สูคุ้นเคยจนบอกว่าตัวเองเป็น "ชาวน้ำ" นี่แหละ คือภัยพิบัติรุนแรงที่อยู่ข้างๆ ตัว

และภัยนี้ จะให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ก่อกำแพงล้อมรอบตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้

มีแต่ต้องร่วมกันคิดร่วมกันแก้

จะ ต้องมีแผนรับมือน้ำท่วมประเทศ หรือระดับชาติ ไม่ใช่แผนรับมือน้ำท่วมของกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น นครราชสีมา ฯลฯ แบบต่างคนต่างทำ

ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว

และที่สำคัญ ได้สร้างความบาดหมางทางความรู้สึกแก่คนในสังคม ที่วันนี้ มิใช่แค่คนต่างจังหวัด กับคนกรุงเท่านั้น

ระหว่างพระนคร กับฝั่งธนบุรี ก็กลายเป็นเรื่องความไม่เท่าเทียมขึ้นมาให้ถกเถียงกันแล้ว

นี่คือไฟลนก้นที่กดดันให้สังคมไทยต้องเปลี่ยน

อีกประเด็นที่ต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ และเร่งด่วน คือเราคงไม่สามารถเนรมิต "นิวไทยแลนด์" ให้ปลอดภัยจากน้ำท่วมได้ภายใน 10 หรือ 20 ปี นี้ ด้วยอภิโปรเจ็กต์ต่างๆ แน่นอน

เรายังอาจต้องเผชิญกับปัญหา "มหาอุทกภัย" เช่นนี้อีก ภายใน 10-20 ปีนี้ หรือปีหน้านี้เลยก็ได้

แผนช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติภัย จะต้องเร่งรีบคิดกันยกใหญ่

ภาวะอลหม่าน แบบ "ศูนย์บัญชาการช่วยเหลือผู้ประสบภัย" ซึ่งเป็นหัวใจในการแก้ไข จะต้องหนีไปแก้ไปด้วย จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

คงจะต้องมานั่งคิดแผนที่สามารถแปรไปสู่การปฏิบัติจริงได้ ยามที่ต้องเผชิญภัยร้ายแรง ตั้งแต่ระดับ "หมู่บ้าน" ไปจนถึงระดับ "มหานคร"

เห็นด้วยกับนักวิชาการอย่างอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ที่ตั้งคำถามในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 28 ตุลาคม 254 ต่อ "สภาความมั่นคงแห่งชาติ" ที่ดูแลความมั่นคง และความปลอดภัยของชาติว่ามีบทบาทต่อ "ภัย" ของชาติครั้งนี้เพียงใด

แผนป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและแผนบริหารสภาวะวิกฤต อยู่ที่ไหน?

สภาความมั่นคงแห่งชาติควรจะเป็นหลักในการวางแผนรับมือภัยทุกรูปแบบให้กับ "รัฐบาล"

โมเดล "วิกฤต" ระดับต่างๆ ควรจะอยู่ในแฟ้มข้อมูล ที่สามารถนำมาใช้ หรือปรับใช้ได้ ยามเกิดวิกฤต

เช่นควรจะใช้กฎหมายฉบับไหน

ควรดึงกลไก เช่นกองทัพ ตำรวจ ข้าราชการประจำ มาใช้อย่างไร เวลาใด หรือในระดับความรุนแรงไหน

ควรมีศูนย์อพยพที่ใด ใคร หน่วยงานไหน ต้องรับผิดชอบ

ไม่ควรมีการแก้ไขวิกฤต แบบบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใดเป็นฮีโร่อีกแล้ว

แต่ควรมีการงัดเอาแผนรับมือมากางบนโต๊ะ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลตัดสินใจว่าจะใช้รูปแบบใด

ภัยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับ "มหานคร" อย่างกรุงเทพ โดยธรรมชาติจะสับสนอลหม่านอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้จะลดลงได้หากมีแผนหรือตุ๊กตารองรับ

ภัยพิบัติในอนาคตไม่ใช่แค่การสู้รบกับศัตรู หรือลัทธิการเมืองใดๆ แต่รวมถึงภัยธรรมชาติ ซึ่งนับวันจะมากและทวีความรุนแรงขึ้น

นี่คือสิ่งที่จะต้อง "เปลี่ยน" ไม่เปลี่ยน เราก็อยู่กันไม่ได้

เมืองไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ความจริง เรื่องน้ำ ความจริง น้ำใน "เขื่อน" ต้องทำให้ปรากฏ

ที่มา มติชน




อย่าคิดว่า สงคราม "น้ำลาย" ระหว่างขุนพลนักพูดพรรคประชาธิปัตย์กับขุนพลนักพูดพรรคเพื่อไทยจะเป็นเรื่องสูญเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง การเปิด ปิด "เขื่อน"

แม้ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ทำท่าจะโกโซบิกถึงระดับ "ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปรามสื่อในเครือข่ายที่เจตนาใช้ชื่อ 2 เขื่อนใหญ่ของประเทศกระทบถึงสถาบันเบื้องสูงให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว"

แต่เมื่อประมวล "มวล" แห่งน้ำลายที่ทั้ง 2 ฝ่ายสาดซัดเข้าใส่กัน ก็พอจะมองเห็นประโยชน์

อย่างน้อยก็ทำให้ค้นพบ "มูลเชื้อ" 1 อันเป็นรากที่มาของ "มหาอุทกภัย"

นั่นก็คือ ปริมาณหรือ "มวลน้ำ" อันดำรงอยู่ภายในเขื่อนยักษ์ระหว่างรอยต่อของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นั่นก็คือ ระหว่างเดือนพฤษภาคม กับ เดือนสิงหาคม 2554

ถึงแม้ข้อมูลอันมาจากขุนพลนักพูดพรรค ประชาธิปัตย์ กับข้อมูลอันมาจากขุนพลนักพูดพรรคเพื่อไทย จะแตกต่างกันในด้านการตีความ แต่ "ฐาน" ข้อมูลนั้นตรงกัน

นั่นก็คือ ฐานอันเกี่ยวกับ "มวลน้ำ" ใน "เขื่อน"



คล้ายกับประเด็นของการถกเถียงจะเริ่มจาก นพ.เหวง โตจิราการ ตั้งข้อสังเกตถึงการกักเก็บน้ำในเขื่อนห้วงระหว่างเดือนกรกฎาคม

แต่จุดอันเป็นชนวนระเบิดอย่างแท้จริงน่าจะมาจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรารภ

"หลังจากที่เราจบเรื่องน้ำท่วมก็จะต้องมาถกในข้อเท็จจริงเรื่องการปล่อยน้ำหรือการเก็บน้ำเอาไว้และเตรียมหนทางแก้ไขและป้องกันต่อไป"

นั่นแหละที่ผลักรุนให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต้องออกมาโต้

โต้ว่า ในขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ในระดับ 55 เปอร์เซ็นต์ และระบายน้ำตามปกติ คือ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่หลังจากวันที่ 10 สิงหาคม ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว มีการเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ 9 พันล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66 เปอร์เซ็นต์ของความจุเขื่อน

ต่อ มามีพายุเข้าและฝนตกมากปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงขึ้น ตามหลักบริหารน้ำรัฐบาลต้องเร่งระบายน้ำจากเขื่อนโดยเร็ว แต่เป็นเพราะรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกรงว่าหากปล่อยน้ำแล้วจะกระทบ การทำนาจนไม่มีผลผลิตไปจำนำ จึงไม่มีการระบายน้ำตามหลักการบริหารน้ำเหนือเขื่อน

คำถามที่ขุนพลนักพูดพรรคเพื่อไทยสวนกลับก็คือ วันที่ 10 สิงหาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้วหรือ

ในเมื่อตามรัฐธรรมนูญสามารถบริหารได้เมื่อแถลงนโยบายผ่านรัฐสภาเท่านั้น



กระนั้น ความเป็นจริงอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันไม่ว่าจะมาจากรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายค้านก็คือ จังหวะแห่งการระบายน้ำออกจากเขื่อนคือสาเหตุสำคัญอันทำให้อุทกภัยครั้งนี้ บานปลาย

บานปลายจนยากแก่การควบคุม

ที่สาดสีใส่ไข่เข้าหากันและมองเห็นว่าเป็นเรื่องการกล่าวหา ซึ่งคล้ายกับจะไร้ประโยชน์แต่หากพิจารณาอย่างแท้จริงกลับเป็นมีประโยชน์

ประโยชน์ 1 คือ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมมือกันในการหาข้อเท็จจริง

ข้อ เท็จจริงในที่นี้ก็คือ คณะกรรมการซึ่งรับผิดชอบในการเปิดและปิดเขื่อนในห้วง ระหว่างเดือนพฤษภาคม กรกฎาคม สิงหาคม ตุลาคม อันประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นั้นมีมติอย่างไร

เป็นมติตามคำสั่งของใคร เป็นมติโดยเอกเทศของคณะกรรมการ หรือว่ามีคำสั่งมาจากรัฐบาล

เรื่องนี้ไม่น่าจะลำบากยากเย็นจนเกินไป

ที่ว่าไม่น่าจะลำบากยากเย็นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ว่าจะเป็นในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังเป็นคนเดิม

นั่นก็คือ นายธีระ วงศ์สมุทร



ในฐานะรัฐบาล ในฐานะนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะเป็นฝ่ายริเริ่มเรื่องนี้

เป็น การริเริ่มโดยจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริง โดยมีบุคคลที่น่าเชื่อถือทางสังคมมาเป็นประธาน และมีกรรมการจากทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชาการ

ตรงนี้แหละจะเป็นจุดเริ่มต้นและบาทก้าวสำคัญในหลักไมล์แห่ง นิว ไทยแลนด์ ที่แท้จริง

ระดมสมอง′รัฐ-เอกชน′ ทางรอดหลังวิกฤตท่วม

ที่มา มติชน



หมายเหตุ - โครงการหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 3 สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนาสาธารณะ เรื่อง "ทางรอด วิกฤตเศรษฐกิจไทย หลังภัยน้ำท่วม" เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

"ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้

เพราะกรมชลประทานและ กทม. ด่ากันทุกวัน

โยนงานกันไปมา หารือกันแล้วไม่ดำเนินการ

หาก กทม.ทยอยระบายน้ำมาก่อนหน้านี้

ไม่ปิดกั้นประตูระบายน้ำไว้

ปัญหาคงไม่เกิดขึ้น "





นายพิชัย นริพทะพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ต้อง ยอมรับว่าความรุนแรงของน้ำครั้งนี้เยอะจริงๆ ไม่สามารถกำหนดได้เลยว่าน้ำจะไปทิศทางไหน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วัดปริมาณน้ำฝนในภาคกลางพบว่า มีเพิ่มถึง 250% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยที่ไม่ได้เตรียมการรับมือไว้ ทำให้แม่น้ำยมที่ไหลมาโดยไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำไว้ ไหลมาจนท่วม ขณะนี้น้ำล้อมกรุงเทพฯ 4-5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพราะฉะนั้น โจทย์จากนี้ไป น้ำที่มีปริมาณรวมทั้งหมดกว่า 1 หมื่นล้าน ลบ.ม. จะระบายน้ำออกได้อย่างไร เพราะ กทม. มีศักยภาพที่จะระบายได้เพียง 500 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันเท่านั้น น้ำท่วมครั้งนี้คาดว่าจะคงอยู่ต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน

จุด แย่ที่สุด อาจเป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน การระบายน้ำต้องดีขึ้น เพื่อให้น้ำไหลออกไป แต่ปริมาณน้ำใน กทม. จะเท่าเดิม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เพราะกรมชลประทานและ กทม. ด่ากันทุกวัน โยนงานกันไปมา หารือกันแล้วไม่ดำเนินการ หาก กทม.ทยอยระบายน้ำมาก่อนหน้านี้ไม่ปิดกั้นประตูระบายน้ำไว้ ปัญหาคงไม่เกิดขึ้น แต่ขณะนี้มีการเล่นการเมืองเกิดขึ้น เห็นชัดๆ คือ เวลานายกฯลงพื้นที่ก็เปิดประตูระบาย พอหันหลังกลับก็ปิด

จึงอยากขอ ความเห็นใจจากทุกฝ่ายให้ช่วยระบายน้ำออกจาก กทม. แต่จะท่วมถึง 50 เขตทั้ง กทม. หรือไม่ ตอบไม่ได้ ปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ ก็คือกรมชลประทานกับผู้ว่าฯกทม. มาจากคนละพรรคการเมืองกัน จึงอยากขอให้อย่าเอาประชาชนมาเป็นตัวประกันทางการเมือง ปริมาณน้ำมหาศาลขนาดนี้ก็คงท่วมแน่ แต่ถ้าลองคิดง่ายๆ ถ้าปริมาณน้ำมี 1 หมื่นล้าน ลบ.ม. ระบายได้วันละ 500 ล้าน ลบ.ม. ก็ใช้เวลา 20 วัน น้ำอาจอยู่ใน กทม. ประมาณนั้น

ส่วนกรณีที่ กฟผ.ตกเป็นจำเลย ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปล่อยน้ำทำให้น้ำท่วมประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ขอชี้แจงว่า กฟผ.ทำหน้าที่ดูแลเขื่อนและผลิตไฟฟ้า แต่การปล่อยน้ำจะมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ โดยมีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธาน และมีกรรมการอีก 8-9 คนที่มาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ตัดสินใจ อยากให้ลองย้อนมองกลับไปถึงช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงมาก รัฐบาลก่อนหน้าไม่ได้บริหารจัดการ ผมเชื่อว่าประเด็นน้ำท่วมจะถูกนำไปอภิปรายในสภา ผมมีข้อมูลพร้อมจะชี้แจง และมีข้อมูลตัวเลขต่างๆ ถึงการบริหารจัดการน้ำ

ระยะสั้นเราต้องเร่ง ฟื้นฟูอุตสาหกรรม โดยวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ จะเริ่มสูบน้ำจากเครื่องสูบน้ำ 140 เครื่อง โดยเริ่มจากนิคมสหรัตนนคร และนิคมโรจนะ คาดว่า จะเดินเครื่องการผลิตได้ใน 3-4 เดือนข้างหน้า นายกฯกำลังรวบรวมแผนเยียวยาทุกภาคส่วน โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 พฤศจิกายน

สำหรับโครงการนิวไทยแลนด์ ที่ว่าจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 9 แสนล้านบาท ผมอยากให้มองว่า อย่าเพิ่งคิดถึงเงินว่ามันจะเท่าไร แต่อยากให้คิดว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร



นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล

รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

เหตุ อุทกภัยที่เกิดขึ้น คาดว่า จะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม 6 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นความเสียหายต่อภาคเกษตร 10 ล้านไร่ คิดเป็นความเสียหาย 7 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นข้าว 2-3 ล้านตัน จึงคาดว่าราคาข้าวบรรจุถุงน่าจะมีราคาสูงขึ้น ส่วนความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ขณะที่ภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวปีนี้คาดว่าจะเสียหาย 5-6 หมื่นล้านบาท นักท่องเที่ยวลดลงจาก 19 ล้านคนเหลือ 16 ล้านคน แต่ถ้าสถานการณ์น้ำท่วมเข้าเต็มพื้นที่กรุงเทพฯชั้นในคาดว่าความเสียหายต่อ เศรษฐกิจน่าจะสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท

ขณะนี้ความเสียหายกระเทือน ห่วงโซ่การผลิตในต่างประเทศด้วย ซึ่งหมายความว่าตัวเลขความเสียหายอาจมากกว่าที่ประเมินไว้ รัฐบาลควรจะประกาศให้ชัดว่าต่อจากนี้จะไม่มีน้ำท่วมอีก ขณะที่มาตรการเยียวยาของรัฐบาลคงต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ต้นทุนต้องต่ำ และควรจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีอย่าง เต็มที่ โดยเฉพาะการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำและมาตรการผ่อนปรนด้านภาษีต่างๆ

เร็วๆ นี้ ภาคเอกชนจะเสนอรัฐบาลชะลอการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2555 ออกไป 1 ปี การลดจาก 30% เหลือ 23% ที่มีส่วนต่าง 7% นั้น จะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้ภาคเอกชนนำเงินดังกล่าวจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ ประกอบการ เช่น ให้กู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และการลงทุนร่วมภาคเอกชน ทั้งนี้ ตัวเลข 7% ของส่วนต่างภาษีคิดเป็นเงินจำนวน 7 หมื่นล้านบาท



นายธนวรรธน์ พลวิชัย

ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เหตุการณ์ น้ำท่วมครั้งนี้ใหญ่กว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง มีจังหวัดที่ประสบอุทกภัย 62 จังหวัด ปัจจุบันที่ยังมีน้ำท่วมขัง 28-30 จังหวัด คิดเป็น 50-60% ของระบบเศรษฐกิจ คาดว่า จะมีความเสียหาย 4-5 แสนล้านบาท หากลากยาวถึงปี 2555 คาดว่า ความเสียหายจะสูงถึง 6-7 แสนล้านบาท ความเสียหายเฉพาะไร่นา ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพราะกินพื้นที่ 60 จังหวัด และเกษตรกรต้องใช้เวลา 4 เดือนในการฟื้นฟูไร่นา

ความเสียหายด้านอุตสาหกรรม ประมาณ 2 แสนล้านบาท เฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้จะผลิตรถยนต์ลดลง 2 แสนคัน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะได้รับความเสียหายประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ไม่รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีก จึงคาดว่าส่งผลกระทบต่อแรงงาน 6-7 แสนคน

รัฐบาลต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวด้วย เพราะคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 3-4 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับภาคการค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ 4 หมื่นล้านบาท แต่หากน้ำท่วมเข้าเขตพื้นที่กรุงเทพฯในคาดว่าความเสียหายจะมากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท หากผลกระทบลากยาวถึงปีหน้าคาดว่าความเสียหายอาจจะถึง 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงควรจะพิจารณาว่าเศรษฐกิจจะโตได้หรือไม่หลังน้ำลด เพราะคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4/2554 จะหดตัว 3% ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาด้วยว่า หนี้สาธารณะหลังการฟื้นฟูจะเป็นอย่างไร อย่าก่อหนี้สาธารณะสูงมากนักและจีดีพีต้องโตพร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำการ เข้าถึงบริการทางการเงินของผู้มีรายได้น้อย

รัฐบาลควรจะเข้าไปดูแล สภาพคล่องทางการเงินโดยเฉพาะเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ระยะยาวควรวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความเชื่อ มั่นให้นักลงทุนต่างประเทศ เพราะคาดว่ามีความเสี่ยงไม่เพียงแค่นักลงทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิต แต่นักลงทุนไทยก็เริ่มหาทางย้ายฐานการผลิตด้วย



นายจิรากรณ์ คชเสนี

ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย

ปี 2538 กทม. เคยเจอวิกฤตน้ำท่วมมาแล้ว ดังนั้น ครั้งนี้อยากให้มองว่า กทม.ท่วมเป็นปกติเพราะเป็นพื้นที่ต่ำ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน คือการตั้งผังเมือง ไม่ใช่เฉพาะใน กทม. แต่เป็นผังเมืองประเทศ อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมนิคมอุตสาหกรรมถึงไปก่อสร้างในจังหวัดที่เป็นพื้นที่ลุ่ม

ตอน นี้ไทยได้เวลาที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพราะคู่แข่งส่งออกข้าวก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าประเทศไทย จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ชาวนาไทยจะขายข้าวได้ราคาดีขึ้น

การวางแผนการ ฟื้นฟูประเทศนอกจากการฟื้นฟูอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องมองไปเรื่องที่ต้นตอของปัญหาที่เกิดจากการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วย โดยเสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนความมั่นคงทางนิเวศ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติแต่ละปีคิดเป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาท

หลังจากนี้ไม่ใช่จะพูดถึงแต่วิธีป้องกันน้ำท่วมอย่าง เดียว แต่ต่อไปจะเจอปัญหาภัยแล้งอีก ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องแก้ไขกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการวางแผน ซึ่งกองทุนจะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขได้ โดยระดมเงินส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลและอีกส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชน นำไปฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่ป่าชายฝั่ง

ผม มองว่าขณะนี้รัฐบาลยังมีช่องว่างทำให้เกิดปัญหาคือ การขาดการประสานงานและการรวบรวมข้อมูลที่ให้มารวมกันจุดเดียว จึงอยากให้รัฐบาลมองให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาในจุดนี้



นายอุบล อยู่หว้า

ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรทางเลือก

อยาก เสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้ยกหนี้เกษตรกรในรอบการผลิตก่อนเกิดเหตุอุทกภัย เนื่องจากหลังน้ำลดเกษตรกรจำเป็นต้องฟื้นฟูโรงเรือน รัฐบาลต้องผลักดันให้บริษัทเจ้าหนี้ร่วมฟื้นฟูความเสียหายร่วมกับเกษตรกร ด้วย ขณะเดียวกัน ควรเร่งกระจายเมล็ดพันธุ์ให้ถึงมือเกษตรกรโดยเร็วเพื่อให้ทันกับการฟื้นฟู หลังน้ำลด ขณะที่การแก้ปัญหาในระยะยาวควรจัดระบบการสำรองเมล็ดพันธุ์และอาหารในระดับ ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

คาดว่า หลังน้ำลดภาครัฐจะต้องลงทุนด้านการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จำนวนมาก แต่ขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินงานเช่นเดียวกับการบริหารจัดการน้ำ

"พิพัฒน์ชัย" แจงสินค้าในถุงยังชีพละเอียดยิบ ครบ800บาทแน่นอน ไร้ปลากระป๋องเน่าของปชป.

ที่มา มติชน

วันที่6พ.ย. จากกรณีที่ นายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนผ่านเข้ามายังทีมงานโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถุงยังชีพที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ได้นำไปแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยอาจไม่โปร่งใส เพราะงบประมาณในการจัดซื้อต่อถุงประมาณ 500-800 บาท แต่มูลค่าของที่แท้จริงนั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 200-400 บาทนั้น นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าไม่เป็นความจริงเลย เพราะถุงยังชีพของ ศปภ. ที่มีการจัดซื้อโดยกองทุนบริจาคของรัฐบาลนั้นภายในมีสิ่งของต่างๆ ที่มีมูลค่าประมาณ 800 บาท แน่นอน

ประกอบด้วย 1) ข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ 5 กิโลกรัม 1 ถุง 2)ข้าวสวยปรุงสุขพร้อมรับประทาน 105 กรัม 6 กระป๋อง 3)ปลากระป๋องฝาดึง 155 กรัม 4 กระป๋อง 4)ปลาราดพริก 3 รส 155 กรัม 4 กระป๋อง 5)แกงเขียวหวานไก่หรือแกงเผ็ดไก่ 100 กรัม 4 กระป๋อง 6)ปลาทอดรสจืดบรรจุกระป๋อง 90 กรัม 4 กระป๋อง 7)แพนงไก่หรือแกงมัสมันไก่ 100 กรัม 4 กระป๋อง และ 8)หอยลายทอดรสเผ็ด 40 กรัม 3 กระป๋อง เหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์สามารถตรวจสอบราคาได้ตามท้องตลาดว่าจำนวน 800 บาทจริงหรือไม่ เพราะลำพังแค่ข้าวสาร 5 กิโลกรัมเพียงอย่างเดียว ก็ราคาร้อยกว่าบาทแล้ว และรับรองได้ว่าสิ่งของทุกอย่างที่รัฐบาลโดย ศปภ. จัดซื้อมาบรรจุในถุงยังชีพนั้น เป็นสิ่งของที่ได้มาตรฐานตามที่ขายอยู่ในท้องตลาด และไม่มีสินค้าประเภทปลากระป๋องเน่าเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลพรรคประชา ธิปัตย์