WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 7, 2011

สิ่งที่ถูกทิ้งในยามไม่ทิ้งกัน

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554)


หลายคนพูดถึงความงดงามที่หายไปจากสังคมไทยได้กลับคืนมาในน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นความงดงามจริง

เรา ได้เห็นภาพผู้คนส่งความช่วยเหลืออย่างล้นหลามแก่ผู้ประสบภัย อีกหลายคนลงไปช่วยด้านแรงงาน นับตั้งแต่บรรจุถุงทราย ไปจนถึงเอารถบรรทุกไปช่วยขนส่ง บางคนช่วยพายเรือรับส่ง อีกไม่น้อยนำเอาสกู๊ตเตอร์น้ำซึ่งซอกซอนได้ดีจากพัทยาไปช่วยนำน้ำและอาหารไป ถึงบ้านเรือนด้านใน หลายบ้านตั้งโรงครัวแจกจ่ายอาหารฟรี ไกลไปถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังอุตส่าห์ขนเสบียงมาตั้งโรงครัว หรือส่งน้ำและอาหารมาจุนเจือ ฯลฯ

(แต่ก็เหมือนกับรัฐไทยที่เป็นอย่าง นี้ตลอดมา กล่าวคือ ไม่เคยสามารถจัดองค์กรทางสังคมเพื่อทำให้ความช่วยเหลือเหล่านี้กระจายไปถึง ผู้เดือดร้อนอย่างเป็นระบบ รัฐบาลที่เก่งคือรัฐบาลที่สามารถจัดองค์กรภาครัฐในยามเกิดภัยพิบัติได้เก่ง แต่ไม่ว่าจะเก่งอย่างไร ก็ไม่เคยสามารถจัดองค์กรภาคสังคมให้มีประสิทธิภาพได้สักรัฐบาลเดียว)

ภาพ ของสังคมไทยที่ดูเหมือนกำลังแตกสลายลงใน 4-5 ปีที่ผ่านมา จึงกลับมาแสดงพลังของความผูกพันระหว่างกันให้เห็นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางความพยายามอย่างหนักของนักการเมืองฝ่ายค้านและบริวารในสื่อ ที่จะใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหนทางกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า มีภาพอัปลักษณ์ให้เห็นในน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้อยู่ไม่น้อย

ใน วันที่ 7 ตุลาคม เมื่อน้ำเริ่มหลากลงสู่อยุธยา ทีวีทุกช่องเสนอภาพความเดือดร้อนของผู้คนจากนครสวรรค์ลงมาถึงอ่างทองและบาง ส่วนของอยุธยา อยู่ทุกรายการข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้เลือกที่จะเสนอตัววิ่งจากเอสเอ็มเอสที่ผู้ชมส่ง เข้ามาในรายการข่าวตอนเที่ยงว่า "แม่น้ำเจ้าพระยาลงโทษพวกเสื้อแดง" ผู้ส่งใช้นามว่า "มหานทีสีทันดร"

ที่ผมบอกว่าสถานี "เลือก" ที่จะเสนอความเห็นจากผู้ชมท่านนี้ ก็เพราะผมเข้าใจว่า ผู้ส่งเอสเอ็มเอสแสดงความเห็นในรายการข่าวของทุกช่อง คงมีมากเกินกว่าจะนำเสนอได้หมด ฉะนั้นถึงอย่างไรก็ต้อง "เลือก" นอกจากนี้สถานีไทยพีบีเอสยังเสนอข้อความดังกล่าวซ้ำถึงสองหนในรายการข่าว เดียวกันด้วย

แน่นอนก็เป็นความเห็นหนึ่ง ซึ่งควรมีพื้นที่แสดงออกได้ในสังคมของเรา ไม่มีใครผิดหรอกครับ แต่ท่ามกลางความทุกข์ยากของผู้คนแทบเลือดตากระเด็นนี้ คงปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ความเห็นนี้อัปลักษณ์

ยังไม่ พูดถึงสงครามคันกั้นน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ อันเป็นความอัปลักษณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากจิตใจของผู้คน แต่เกิดขึ้นจากการไม่มีข้อมูลข่าวสารต่างหาก

บ้านใครก็ตามที่แช่น้ำมาเป็นเดือน ต้องรู้ว่าจะแช่ไปทำไม ในเมื่อฝั่งตรงข้ามแห้งสนิท คำปลอบใจให้ "เสียสละ" ทั้งไม่เพียงพอและไม่ทำให้เข้าใจอยู่นั่นเองว่าเสียสละทำไม และเสียสละให้ใคร

จำเป็นที่เขาต้องรู้ภาพรวมว่า การบริหารจัดการให้น้ำไหลลงทะเลอย่างรวดเร็วนั้นเป็นอย่างไร ที่แช่บ้านเขาอยู่ในน้ำนั้น จะเป็นผลดีแก่ส่วนรวมอย่างไร หรือการรื้อคันกั้นน้ำ นอกจากไม่ช่วยให้เขาพ้นจากภัยพิบัติอย่างจริงจังแล้ว ยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนโดยไม่จำเป็นอย่างไร

ทุกคนจึงเข้ามาบริหารจัดการน้ำเอง จากข้อมูลที่ตัวมีในท้องถิ่นแคบๆ ของตัว ไม่ใช่จากภาพรวม เพราะไม่มีใครรู้ว่าภาพรวมเป็นอย่างไร (แต่ก็หวังว่า ศปภ.จะรู้)

ความงดงามและความอัปลักษณ์ยืนอยู่เคียงข้างกันตลอดเวลาในวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้...ทำไม?

ก่อน ที่ผมจะเสนอความเห็นที่เป็นคำตอบของปัญหา ผมขอพูดถึงความงดงามและความอัปลักษณ์อีกบางอย่างที่แตกต่างจากความงดงามและ ความอัปลักษณ์ที่ได้กล่าวไปแล้ว

รายการข่าวทีวีช่องหนึ่งซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าช่องไหน เสนอเหตุการณ์อันหนึ่งในปทุมธานี ซึ่งแช่น้ำมาหลายสัปดาห์แล้ว

ผู้ สื่อข่าวเดินทางไปไกลจากตัวเมือง และได้พบคุณลุงคนหนึ่ง ซึ่งดูจากการแต่งเนื้อแต่งตัวแล้ว ก็น่าจะเป็นคนชั้นกลางที่ไปสร้างบ้านอยู่ในเขตไกลเมืองเมื่อเลิกทำงานแล้ว คุณลุงกำลังลุยน้ำเพื่อต่อเรือและรถหลายทอดเข้ามาสู่ตัวเมืองปทุมธานี คุณลุงเล่าว่า จำเป็นต้องเข้ามาหาซื้ออาหาร เพราะน้ำท่วมสูงจนหาซื้ออะไรไม่ได้ นอกจากที่ตัวเมือง ก่อนหน้านั้นคุณลุงเคยออกล่าหาอาหาร กว่าจะมาถึงตัวเมืองก็กินเวลาไปกว่า 4 ชั่วโมง วันนั้นได้อาหารแล้วฟ้าก็มืดลง ไม่สามารถหารถ-เรือกลับบ้านได้ จึงต้องนอนค้างที่ตัวเมือง และกลับวันรุ่งขึ้น (ผมได้แต่หวังว่า ยังสามารถติดต่อกับบ้านทางโทรศัพท์ได้ ไม่อย่างนั้นทางบ้านคงห่วงกันจนนอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าตาแก่คนหนึ่งซึ่งเป็นเสาหลักของบ้าน ถูกกระแสน้ำพัดไปทางไหน)

คุณ ลุงบอกผู้สื่อข่าว ซึ่งให้คุณลุงอาศัยนั่งรถกลับบ้านว่า บ้านซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองไปประมาณ 20 กิโลเมตรนั้น มีคนอาศัยอยู่หลายคน เมื่อรถของผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงที่สุดเท่าที่รถกระบะจะลุยเข้าไปได้ ก็ต้องให้คุณลุงลุยต่อหรือหาเรือกลับบ้านเอาเอง ผู้สื่อข่าวซึ่งนำถุงยังชีพไปแจกจ่ายระหว่างทำข่าวด้วย จึงมอบถุงยังชีพให้คุณลุงอีกหลายถุง เพราะเห็นว่าอยู่กันหลายคน แต่คุณลุงขอรับไปเพียงถุงเดียว ด้วยเหตุผลว่า "ยังมีคนอื่นที่เขาต้องการอีกมาก"

นี่ เป็นความงดงามแน่ แต่ไม่เหมือนกับความงดงามของความช่วยเหลือนานาชนิดที่คนไทยทุ่มเทลงไปช่วย ผู้ประสบภัย ไม่เหมือนอย่างไร จะพูดถึงข้างหน้า

แม่ค้าขาย อาหารสำเร็จคนหนึ่งในเชียงใหม่ เตือนลูกค้าซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยว่า น้องสั่งอาหารแต่พอกินเถิด เช่นมีกับสักอย่างเดียวหรือสองอย่างก็พอ อาหารกำลังเริ่มขาดแคลนทั้งในเชียงใหม่และในประเทศไทย ถ้าน้องไม่กินทิ้งกินขว้าง ก็จะมีอาหารเหลือแก่คนอื่นๆ ได้อีกทั้งประเทศ

ในทรรศนะของผม นี่ก็เป็นความงดงามอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างจากความงดงามที่เกิดขึ้นจากความช่วยเหลือส่วนใหญ่

ความ งดงามของคุณลุงและคุณพี่แม่ค้านี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการกักตุนอาหารอย่างเอาเป็นเอาตายของผู้คน จนกระทั่งเกิดขาดแคลนอาหารบางอย่าง เช่นไข่ไก่และน้ำดื่ม เป็นต้น ผู้อพยพมาสู่เชียงใหม่ทำให้ชั้นวางของในซุปเปอร์ว่างลงเหมือนกรุงเทพฯ แม้จะติดป้ายให้ซื้อน้ำมันได้รายละไม่เกิน 6 ขวด น้ำ, ไข่ไก่, มาม่า, ฯลฯ ไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ ก็มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยใช้วิธี "เวียน" ซื้อ จนชั้นวางของว่างลง

ผมเชื่อว่า ผู้กักตุนอาหารเหล่านี้คงเต็มใจแบ่งปันน้ำดื่มหรืออาหารให้แก่เพื่อนบ้าน ฟรีๆ หากได้รู้ว่าเพื่อนบ้านกำลังจะอดตาย คนที่ต่างหนีเอาตัวรอดเหล่านี้ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำมาจากไหน แต่คือคนไทยใจดีที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ มีอุดมคติของความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หากเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ทางตรง (direct contact)

เช่นเดียวกับความกระตือรือร้นของคนไทยอีกมาก ที่สู้ลำบากลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเลย แต่ลักษณะของความเสียสละเหล่านี้ คือเสียสละบนฐานของความสัมพันธ์ทางตรง (ช่วยอพยพผู้คน, นำอาหารและถุงยังชีพไปแจกจ่าย, นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล, อุ้มคนแก่ ฯลฯ) จริงอยู่ ผู้ให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้รู้จักมักจี่กับผู้รับความช่วยเหลือมา ก่อน แต่ก็เป็นความช่วยเหลือที่กระทำกันโดยตรงอยู่นั่นเอง

แตกต่าง จากคุณลุงและคุณพี่แม่ค้า ที่กำลังให้ความช่วยเหลือแก่ "สังคม" ไม่ได้ติดต่อสัมพันธ์ทางตรงกับใคร แต่กระทำด้วยสำนึกว่า มี "คนอื่น" ที่ร่วมอยู่ใน "สังคม" ซึ่งการกระทำส่วนบุคคลของแต่ละคน ย่อมมีผลกระทบในทางดีหรือทางร้ายแก่เขาเหล่านั้น คนที่เราไม่มีทางรู้จักตลอดชีวิตนี้ แต่มีอยู่จริงและเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราเอง "คนอื่น" ที่ไม่มีตัวมีตน แต่มีอยู่

"คนไทยไม่ทิ้งกัน" แน่ครับ แต่เราไม่ทิ้งคนไทยที่เป็นคนๆ หรือคนไทยที่เป็นองค์รวมนามธรรม ซึ่งไม่มีใครอาจสัมผัสได้ แต่ทุกคนก็สำนึกว่ามีอยู่จริง "คนไทย" ในมิตินามธรรมหรือ "สังคมไทย" นี่ต่างหากที่ขาดหายไปสำนึกส่วนใหญ่ ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม

คงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ซึ่งคนปฏิเสธการซื้อหาหรือรับของเกินจำเป็น เพราะเกรงว่า "คนอื่น" จะขาดแคลน พยายามใช้ไฟฟ้าให้น้อยลง เพราะเกรงว่าไฟฟ้าจะไม่พอใช้กันทั่วถึง ฯลฯ

ผมไม่ได้คิดว่า สำนึกถึง "คนอื่น" ที่เราไม่รู้จักหน้าค่าตา และทั้งชีวิตก็คาดได้ว่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับเขาเลยนั้น ไม่มีในหมู่คนไทยปัจจุบัน สำนึกนี้มีแน่ แต่เป็นสำนึกที่ได้สร้างและปลุกเร้ากันมานานในนามของ "ชาติ" รัฐได้จับจองสำนึกนี้ไว้เป็นของตนแต่ผู้เดียว ในขณะที่คนไทยซึ่งต้องสัมพันธ์กันผ่านระบบที่ซับซ้อนขึ้นของเศรษฐกิจ-สังคม สมัยใหม่ ไม่ได้มีสำนึกอย่างนี้ในหมู่พวกเรากันเองโดยไม่เกี่ยวกับรัฐ

พูดอีกอย่างหนึ่งคือคนไทยมีแต่สำนึกร่วมในความเป็นชาติ แต่ไม่มีสำนึกร่วมในความเป็นสังคม ถ้าจะนับว่ามี ก็เป็นสำนึกร่วมทางสังคมของชุมชนขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ ทางตรง ไม่ใช่สังคมสมัยใหม่ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสสัมพันธ์ทางตรงต่อกันอีกแล้ว

ความ เข้าใจนี้ ทำให้ผมเห็นใจความอัปลักษณ์ต่างๆ ที่เกิดในสังคมไทยได้ดีขึ้น เห็นใจคุณ "มหานทีสีทันดร" เห็นใจผู้บริหารทีวีไทย เห็นใจการกักตุนอาหารอย่างบ้าคลั่ง เห็นใจคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ฟูมฟายกับซากโรงหนังและช็อปปิ้งเซ็นเตอร์มากกว่าซากศพของผู้คน เห็นใจการเรียกร้องความจงรักภักดีต่อบุคคลยิ่งกว่าสถาบัน เห็นใจตุลาการที่ให้ความสำคัญแก่กฎหมายอาญายิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ฯลฯ

กระแส อุทกภัย เปิดเปลือย สังคมไทย เมืองใหญ่ ชนบท

ที่มา มติชน




(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 7 พ.ย.2554)


ในมุมมองของนักธุรกิจที่ร่ำรวยจากแชร์ลูกโซ่อย่าง นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ในมุมมองของนักเรียนนอกอย่าง หนูดี-วนิษา อัจฉริยะสร้างได้

"น้ำท่วม" ครั้งนี้เท่ากับเปิดโฉมหน้า "ผู้นำ" โง่

"น้ำท่วม" ครั้งนี้เท่ากับเปิดเปลือยสาวเหนือหน้าตาดี แต่สมองกลวง เหมาะกับการเป็นอย่างอื่นมากกว่าจะเป็นผู้บริหาร

อาจเป็นเช่นนั้น

กระนั้น หากกล่าวอย่างหยั่งลึกไปในแต่ละพื้นที่ซึ่งน้ำไหลบ่าจากพิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ต่อเนื่องมาจากปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และค่อยๆ ขยายวงรุกคืบเข้ามายังบางส่วนของ กทม.

"น้ำท่วม" ครั้งนี้ได้เปิดโฉมแห่ง "สังคมไทย" ให้ปรากฏอย่างเด่นชัด

ให้ ปรากฏอย่างเด่นชัดว่า น้ำท่วมพิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม อาจเป็นเรื่องใหญ่ อาจสร้างความยากลำบากให้กับชาวบ้าน

กระนั้น ในความรู้สึกของประชาชนอันสะท้อนผ่านผู้บริหาร กทม. สะท้อนผ่านผู้บริหารในรัฐบาล สะท้อนผ่านสื่อ เรื่องใหญ่กว่ายังเป็นน้ำท่วม กทม. ยังเป็นความยากลำบากของชาว กทม.

กทม.หรือกรุงเทพมหานครต่างหากคือ กล่องดวงใจ อย่างแท้จริง

กล่าวในเชิงเปรียบเทียบ ความอดทน อดกลั้นของชาว กทม.กับชาวต่างจังหวัดมีความแตกต่างกันในอัตราที่สามารถสัมผัสได้

ดังที่ปรากฏผ่านปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

"ผม เห็นใจพี่น้องชาว กทม. แต่จะต้องนึกถึงพระนครศรีอยุธยาและลพบุรีที่น้ำท่วมประมาณ 1-2 เดือน แต่ในพื้นที่ กทม.แค่ 2 อาทิตย์ ก็จะต้องนึกถึงคนอื่น"

การนึกถึง "คนอื่น" ใน "พื้นที่อื่น" จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เหมือน กับที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครหลายคนออกมาแสดงความหงุดหงิดเมื่อสัมผัสกับ ปฏิกิริยาของชาวคลองสามวา เหมือนกับที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครหลายคนออกมาแสดงความหงุดหงิดเมื่อเห็น ชาวอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ออกมารวมตัวกันในกรณีประตูระบายน้ำคลอง 8 คลอง 9 และคลอง 10

หลายคนเรียกร้องความเฉียบขาดเพราะเกรงว่าข้อเรียก ร้องของชาวคลองสามวา ข้อเรียกร้องของชาวลำลูกกา อาจกระทบกับน้ำที่ไหลบ่าเข้ามาใน กทม.

ขณะที่อาจลืมไปแล้วก็ได้ว่า ชาวลำลูกกา ชาวคลองสามวา แช่น้ำต่อเนื่องมา 2 เดือนแล้ว

ยัง ดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังเน้นในเรื่องการพูดคุยกัน ยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยังเน้นในเรื่องการทำความเข้าใจ

มิเช่นนั้นคงมีการยิงกระสุน มิเช่นนั้นคงมีคนต้องตายจากลูกปืน

หากมองในระดับโลก ประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาเติบใหญ่ ขยายตัว เพราะสูบมูลค่าส่วนเกินและค่าเช่าจากประเทศด้อยพัฒนา

ประเทศโลกที่ 1 ขูดรีดสร้างความร่ำรวยจากประเทศโลกที่ 3

นั่นก็คือ โลกใจกลางขูดรีด สร้างความมั่งคั่ง จากการเสียสละทรัพยากร วัตถุดิบ และแม้กระทั่งแรงงานของโลกที่ด้อยพัฒนา

ถามว่าความมั่งคั่งของ กทม.ได้มาจากไหน หากมิใช่จากต่างจังหวัด

ต่าง จังหวัดอย่างเชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ระยอง ชลบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต ล้วนถูกสูบรีดไปรวมศูนย์ความมั่งคั่ง ความเจริญอยู่ที่ส่วนกลางคือ กทม.

เป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมกระทั่งเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม

อย่า ว่าแต่จะมีความแตกต่างระหว่าง กทม.กับหัวเมืองชายขอบเลย แม้กระทั่งภายใน กทม.และปริมณฑลเอง ก็ยังแยกจำแนกระหว่าง กทม.ชั้นในกับ กทม.ชายขอบ อย่างหนองจอก สายไหม ดอนเมือง อย่างทวีวัฒนา บางพลัด หนองแขม

ความรู้สึกที่ว่าน้ำกำลังไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ กทม.ชั้นในอย่างบางซื่อ สามเสน สะพานควาย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงเป็นความเจ็บปวด

เป็นความเจ็บปวดที่คนอย่างอัจฉริยะสร้างได้หรือนักธุรกิจแชร์ลูกโซ่ทนไม่ได้

นํ้าที่ไหลบ่าเข้ามายังกรุงเทพมหานครจึงมิได้เป็นเรื่องของธรรมชาติ หากยังเป็นเรื่องของสังคม

เป็น สังคมอันสะท้อนความแตกต่าง ความแปลกแยก ไม่เพียงในทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงในทางการเมือง หากที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือความแตกต่างในทางความคิด

เป็นความคิดอันกำหนดจากสภาพการดำรงและวิถีชีวิตซึ่งไม่เหมือนกัน

"ยุทธศักดิ์" เผย "ประยุทธ์" โทร.เคลียร์ปัดวิจารณ์ "ยิ่งลักษณ์" สอบตกแก้น้ำท่วม-ไม่เคยได้ยินปรับ ครม.

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีข่าวที่ระบุกองทัพออกมาวิจารณ์และให้คะแนนสอบตกการแก้ไขน้ำ ท่วมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าทราบเรื่องนี้จากสื่อบางฉบับในช่วงสายของวันนี้ (7 พ.ย.) จึงได้โทรศัพท์หา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกเพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าวแต่ไม่รับสายเพราะติดประชุม หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) แต่ พล.อ.ประยุทธ์โทร.กลับมายืนยันว่า เหล่าทัพไม่ได้มีการประชุมและให้คะแนนการทำงานต่อนายกรัฐมนตรีเหมือนที่เป็น ข่าวออกมา ยืนยันกองทัพพร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ดังนั้น ข่าวที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความคิดเห็นของนายทหารบางคนเท่านั้น ส่วนการที่ผู้นำประเทศร้องไห้จากข่าวการวิจารณ์ของกองทัพยิ่งทำให้ประชาชน เสียขวัญหรือไม่นั้น คงเป็นความจริงใจ เวลามีความจริงใจอะไรก็แสดงออกมา

เมื่อถามว่า กองทัพวิเคราะห์ผลงานแก้ไขน้ำท่วมของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า กองทัพไม่ได้วิเคราะห์อะไรออกมา เราให้กองทัพวิเคราะห์การทำงานของกองทัพเพื่อเป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาของ เรา แต่เราไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงการทำงานของรัฐบาล ตนคุยกับ ผบ.ทบ.แค่เรื่องการทำงานร่วมกัน การประสานงานกัน ทั้งนี้เรามองว่า นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังกับนิคมบางชัน เป็นนิคม 2 อันสุดท้าย ซึ่งเรารักษามาตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี แต่ไม่สามารถรักษาป้อมค่ายต่างๆ เหล่านี้ได้ จึงเหลือพื้นที่สำคัญอีก 2 ที่ที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้ เพราะถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ได้ มิเช่นนั้นจะเสียชื่อรัฐบาล และเสียชื่อเราด้วย

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า ไม่มี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม ตนตอบไม่ได้ คิดว่ารัฐบาลพยายามอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาล ท่านได้เสียสละทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ตนยืนยันว่า ท่านทุ่มเทมาก และเห็นการทำงานว่า ทำอย่างเต็มที่ ส่วนที่มีข่าวโจมตีท่านบางอย่างจากผู้ไม่หวังดีก็ต้องดูว่าข่าวมาจากไหน ยืนยันว่า กองทัพสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มกำลังเพื่อความสุขความอยู่รอดของ ประชาชน ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้มีการปรับ ครม.นั้น ตนไม่ทราบจริงๆ และตอบไม่ได้

ขณะที่ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อมวลชนบางสำนักเสนอข่าวว่า แหล่งข่าวระดับสูงของกองทัพไม่พอใจการทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น กระทรวงกลาโหม ขอชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลด้านการข่าวของกองทัพไม่ปรากฏพบว่ามีกำลังพลหรือกลุ่ม บุคคลใดของกองทัพได้แสดงความคิดเห็นดังกล่าว เพราะที่ผ่านมากระทรวงกลาโหม โดยกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ ได้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างเต็ม กำลังความสามารถ ภายใต้การมอบนโยบายของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)


ส่วน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลังการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่า กรณีที่มีการเสนอข่าวว่า กองทัพมีการประเมินผลงานการแก้ไขน้ำท่วมของรัฐบาลว่า สอบตกนั้น สิ่งที่ออกมาทางสื่อ กองทัพบกยืนยันว่า ไม่ได้มีการหารือหรือพูดถึง

"ยิ่งลักษณ์"สวนกองทัพให้สอบตกแก้น้ำท่วม วอนอย่าเล่นการเมืองในเวลาที่ต้องเร่งแก้ปัญหาให้ ปชช.

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ร้านนิตยาไก่ย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายทหารระดับสูงประชุมพร้อมประเมินการทำงานของนายกฯว่าสอบตกใน การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า ไม่น่าจะมาพูดกันตอนนี้ เพราะตนต้องทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประชุมร่วมกับกองทัพก็ไม่เคยได้ยินข่าวนี้มาก่อนเลย เมื่อถามว่า คำวิจารณ์ดังกล่าวบั่นทอนการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "วันนี้ต้องขอความร่วมมือจากทุกท่าน ว่าเราอย่ามาเล่นการเมืองกันเลย น่าจะร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพราะทุกคนอยากเห็นความร่วมมือในการแก้ปัญหา"


เมื่อถามว่า ท้อหรือไม่ที่ถูกต่อว่าไม่ว่าทำดีหรือไม่ดี น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ขอบคุณที่สื่อถามคำถามนี้ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องน้ำซึ่งเป็นภัยธรรมชาติ การใช้คนเข้าไปห้ามภัยธรรมชาติเป็นเรื่องยาก ถ้าจะวิจารณ์การบริหารจัดการ อะไรที่เป็นสิ่งที่ดี ดิฉันก็น้อมรับ ยืนยันว่าไม่ท้อและพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่อยากขอความร่วมมือจากทุกคนให้หันหน้ามาช่วยกัน อย่ามาเล่นการเมืองกันเลย ควรจะมาทำงานให้เต็มที่ดีกว่า ทุกภาคส่วน เพราะดิฉันยินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกคน"


น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังกล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาภายหลังกระสอบทรายยักษ์ หรือบิ๊กแบ๊กช่วยชะลอน้ำได้ระดับหนึ่งว่า กทม.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการระบายน้ำ รัฐบาลและศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) มีหน้าที่เพียงสนับสนุน ทั้งนี้ ต้องให้ผู้รับผิดชอบเป็นคนตอบเรื่องความมั่นใจในการแก้ไขปัญหา แต่อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาประชาชน ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องการประสานงาน แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจ เพียงแต่เป็นปัญหาเรื่องทางเทคนิค อาทิ การตัดสินใจว่าจะเปิดประตูระบายน้ำสูงเท่าไร อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าสถานการณ์จะดีขึ้น


เมื่อถามถึงข้อเสนอให้นำบิ๊กแบ๊กไปทิ้งใน กทม.ฝั่งตะวันตก น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องคุยกันเพราะต้องให้ กทม.เป็นผู้ชี้จุดแล้วรัฐบาลถึงจะเข้าไปทำ เพราะบางครั้งกำหนดจุดในห้องประชุม แต่เวลาลงพื้นที่จริงมันกลับไม่ใช่ เพราะการกั้นจะต้องคำนึงถึงผลกระทบของคนที่อยู่ด้านบนและด้านใต้แนวด้วย แนวคันกั้นน้ำที่ผ่านมาก็ใช้บิ๊กแบ๊กรวมแล้วถึง 22 กิโลเมตร ซึ่งต้องสั่งบิ๊กแบ๊กหลายสัปดาห์ก่อนที่จะลงมือทำ

ซ่อมประตูระบายน้ำบางโฉมศรีรอบสองเสร็จเรียบร้อย

ที่มา มติชน



เจ้าหน้าที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช สำนักชลประทานที่ 10 ระดมสรรพกำลังทั้งหมดพร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองพลทหารปืนใหญ่ จำนวน 20 นาย เร่งนำหินใหญ่บรรจุลวดแกเบียล ลงไปเทเพื่อชลอการไหลของน้ำให้ช้าลงสำประสบผลสำเร็จ นายนพพร ชัยพิชิต ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 รอยแตกของแนวปูนที่ มีความยาวประมาณ 8 เมตร ได้ใช้กล่องหินบรรจุตะแกงลวด (เกเบียน ) ไปประมาณ 1,500 กล่อง จึงสามารถชลอความแรงของน้ำได้ ส่วนน้ำที่ไหลล้นออกมาทางบานประตูน้ำนั้นเป็นการล้นของช่องระบายน้ำตามปกติ ซึ่งถ้าน้ำมาก ก็จะไหลออกตามปกติอยู่แล้ว ไม่มีผลอะไรทางด้านท้ายประตู เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน

มองผ่านโพล'น้ำท่วม'ฉุดเรตติ้งรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



เหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ไทยกำลังประสบอยู่ขณะนี้ กระทบทั้งต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและภาคธุรกิจ

และยังส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลที่สะท้อนผ่านการสำรวจของโพลสำนักต่างๆ

เดือนก.ย. น้ำเหนือไหลบ่าลงสู่จังหวัดด้านล่างและเกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นระหว่างวันที่ 19-24 ก.ย. พบว่า 'หน่วยงาน' ที่ประชาชนพอใจในการให้ความช่วยเหลือ 3 อันดับแรกคือ สื่อมวลชนร้อยละ 26.88 รัฐบาลร้อยละ 25.50 เอกชน/บริษัท/ห้างร้าน ร้อยละ 18.52

'จุดเด่น' ของการช่วยเหลือที่ประชาชนพอใจ ส่วนมากร้อยละ 39.49 พอใจภาครัฐและเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้รวดเร็วขึ้น รองลงมาร้อยละ 25.67 พอใจเรื่องของบริจาค ขณะที่ 'จุดด้อย' ร้อยละ 56.70 ระบุความช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 59.58 คิดว่าการรับมือน้ำท่วมในกทม. น่าจะป้องกันได้บ้าง ร้อยละ 24.49 เชื่อว่าป้องกันได้แน่นอน ส่วนน้อยร้อยละ 11.77 ที่เห็นว่าไม่น่าจะป้องกันได้ และแค่ร้อยละ 3.89 ที่เห็นว่าป้องกันไม่ได้

แต่เมื่อมวลน้ำจากเหนือมากขึ้น น้ำท่วมจากจังหวัดหนึ่งเข้าสู่จังหวัดหนึ่ง จากที่มั่นใจก็ชักไม�แน�ใจ

เข้าสู่ต้นต.ค. เอแบคโพลล์สุ่มสำรวจจากกลุ่มผู้นำชุมชนในพื้นที่ประสบภัย 10 จังหวัด ไล่ตั้งแต่เหนือมาถึงปทุมธานี ระหว่างวันที่ 1-8ต.ค. ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.3 ระบุการช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังไม่เพียงพอ ร้อยละ 76.3 การช่วยเหลือของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ทั่วถึง

ขณะที่สวนดุสิตโพลเจาะกลุ่มสำรวจไปที่คนกรุงที่กำลังลุ้นกระแสน้ำจะทะลัก เข้าเมืองหลวงหรือไม่ ระหว่าง 4-8 ต.ค. พบคนกทม. ร้อยละ 56.26 ไม่มั่นใจเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะปริมาณน้ำที่เข้ามามีมาก พื้นที่ต่างๆ ไม่ได้เตรียมความพร้อม

แต่อีกร้อยละ 43.38 ยังมั่นใจ เพราะรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ โดยที่ร้อยละ 52.03 ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาของกทม. เพราะปริมาณน้ำในปีนี้มีมากกว่าทุกปี ร้อยละ 47.97 ระบุว่ามั่นใจ

ถาม ถึงความประทับใจต่อการช่วยเหลือของฝ่ายต่างๆ ร้อยละ 29.31 ประทับใจสื่อมวลชน ร้อยละ 21.73 ประชาชน ร้อยละ 20.40 หน่วยกู้ภัย มูลนิธิต่างๆ มีเพียงร้อยละ 16.59 ที่ประทับใจรัฐบาล/หน่วยงานภาครัฐ

ประเด็นความพอใจในการช่วยเหลือนี้ เอแบคโพลล์สำรวจต่อเนื่องระหว่าง 1-15 ต.ค. ให้คะแนนความพอใจต่อหน่วยงานและคณะบุคคล


จาก คะแนนเต็ม 10 พบว่าสื่อมวลชน อาสาสมัครและสื่อมวลชน ได้คะแนนสูสีกันตามลำดับคือ 9.47, 9.44 และ 9.12 โดยมีรัฐบาล ตำรวจ ฝ่ายค้าน รั้งท้าย

อย่างไรก็ตาม คะแนนเฉลี่ยความเห็นใจและให้กำลังใจนายกฯ ยังสูงถึง 9 คะแนน

และร้อยละ 56.8 ยังต้องการให้โอกาสรัฐบาลทำงานจนครบวาระ

กลางต.ค. วิกฤตน้ำท่วมร้ายแรงมากขึ้น ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลช่วงวันที่ 10-15 ต.ค. พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 44.36 ค่อนข้างเครียดเพราะกลัวน้ำท่วมบ้าน ร้อยละ 29.37 เครียดมาก เพราะรับรู้ข่าวมาต่อเนื่องนานนับเดือน มีเพียงร้อยละ 9.55 ที่ไม่เครียด ร้อยละ 16.69 ไม่ค่อยเครียด

และร้อยละ 42.33 ไม่แน่ใจว่าเหตุน้ำท่วมจะเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองระหว่างรัฐบาล-ฝ่าย ค้าน ด้วยเหตุผลน้ำท่วมกับการเมืองคนละเรื่องกัน และยังไม่เห็น 2 ฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง

เมื่อสถานการณ์เขม็งเกลียวมากขึ้นประชาชนกลับรู้สึกว่าการสื่อสารของภาครัฐตะกุกตะกัก ไม�ชัดเจน

การสำรวจระหว่าง 17-18 ต.ค. ของเอแบคโพลล์ต่อการแถลงข่าวของศปภ. ส่วนมากร้อยละ 86.2 ระบุไม่ชัดเจน ร้อยละ 89.3 สับสนกับข้อมูลที่ได้รับ ร้อยละ 87.2 ไม่วางใจ ไม่เชื่อถือต่อการให้ข้อมูลข่าวน้ำท่วมของศปภ.

และให้คะแนนความพอใจต่อการให้ข้อมูลของศปภ.แค่ 3.36 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พอใจต่อการแจ้งเตือนประชาชนเพียง 3.08 คะแนน

ประชาชนยังรู้สึกว่าฝ่ายการเมืองได้ซ้ำเติมสถานการณ์โดยนำเรื่องน้ำท่วมมาเล่นเกมการเมือง

เอแบคโพลล์สุมสำรวจชาวกทม. ระหว่าง 15-22 ต.ค. พบว่าร้อยละ 83.6 ทุกข์ใจมากถึงมากที่สุดเมื่อได้ข่าวความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ประชาชน ประสบอุทกภัย ร้อยละ 81.1 อยากเห็นความร่วมมือกันแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมระหว่างแกนนำพรรคเพื่อไทย กับผู้ว่าฯ กทม.

ช่วงเวลาเดียวกัน 19-22 ต.ค. สวนดุสิตโพลสำรวจความเห็น 'น้ำท่วมกับการเมือง' ร้อยละ 76.52 เชื่อว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะต่างฝ่ายต่างป้องกันพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง

และร้อยละ 70.02 มองว่าเมื่อมีการนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้การแก้ปัญหายิ่งยากขึ้นเพราะมีแต่ความขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่น

ร้อยละ 67.10 เห็นว่าพรรคที่นำการเมืองเข้ามาแทรกจะมีผลทำให้คะแนนนิยมลดลง

ส่งผลถึงความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือโดยไม่หวังผลทางการเมือง 3 อันดับแรกคือ หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายในหลวง นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยกู้ภัย/อาสาสมัคร/มูลนิธิ

เข้าสู่ปลายต.ค น้ำท่วมขยายวงเข้าในหลายเขตของกทม. และปริมณฑล สวนดุสิตโพลสำรวจระหว่าง 26-29 ต.ค. ถามซ้ำเรื่องข้อมูลน้ำท่วมที่รัฐบาลสื่อสารถึงประชาชน ร้อยละ 37.27 ระบุข้อมูลสับสน ไม่ชัดเจน ขาดความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 24.20 เห็นว่าข้อมูลแต่ละหน่วยงาน/บุคคล สับสนจนไม่รู้จะเชื่อข้อมูลจากหน่วยไหนดี

ร้อยละ 19.34 เห็นว่าการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง 12.92 ข้อมูลที่มีการนำเสนอไม่ตรงกับข้อมูลที่ต้องการรู้ ร้อยละ 6.27 ไม่มีข้อมูลจากผู้รู้จริง ทำให้ชะล่าใจหรือตื่นตระหนกเกินไป

สำหรับความมั่นใจต่อความช่วยเหลือ ส่วนมากร้อยละ 84.88 มั่นใจทหาร เพราะมีกำลังพลมาก มีเครื่องมืออุปกรณ์ ร้อยละ 80.24 สื่อมวลชน เพราะมีศักยภาพด้านการประชาสัมพันธ์และระดมสิ่งของบริจาค

อันดับ 3 ร้อยละ 71.11 รัฐบาล เพราะเห็นว่านายกฯ เอาจริงเอาจัง ร้อยละ 70.22 ผู้ว่าฯ กทม.

ความมั่นใจดังกล่าวสอดรับกับความเห็นใจในความเสียสละของหน่วยงานที่เข้ามา ช่วยน้ำท่วม ซึ่งทหารได้ความเห็นใจสูงถึงร้อยละ 93.16 นายกฯ เกาะติดมาที่ ร้อยละ 91.06 สื่อมวลชน ร้อยละ 88.48 ผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 73.97

ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ สำรวจคนกทม. ระหว่าง 28-29 ต.ค. ผลที่ออกมาไม่ต่างกัน ร้อยละ 74.9 ระบุความช่วยเหลือของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต่อผู้ประสบภัยยังไม่ทั่วถึง

และว่าสิ่งที่นายกฯ ต้องเร่งช่วยเหลือ ร้อยละ 73.3 ระบุต้องปรับปรุงการทำงานของตำรวจ ไฟฟ้า น้ำประปาเป็นการด่วน ร้อยละ 70.2 ให้ช่วยเหลือให้ทั่วถึง ไม่เลือกปฏิบัติ ร้อยละ 61.5 ให้ปรับปรุงศูนย์ฮอตไลน์

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 61.9 ยังให้โอกาสนายกฯ แก้ปัญหาภัยพิบัติต่อไป

เข้าสู่เดือนพ.ย. หลายจังหวัดในปริมณฑลยังจมน้ำ ขณะที่กระแสน้ำในกทม.กินพื้นที่เพิ่มขึ้นในหลายเขต สวนดุสิตโพล สำรวจดัชนีการเมืองระหว่างวันที่ 25 ต.ค.-4 พ.ย. เปรียบเทียบเดือนก.ย. และต.ค.

พบว่าพิษน้ำท่วมทำดัชนีการเมืองรูดลงเหลือ 4.44 จากคะแนนเต็ม 10

ผลงานนายกฯ ลดลงจาก 6.05 เหลือ 5.05 ผลงานรัฐบาล 5.76 เหลือ 4.72 ฝ่ายค้าน 5.42 เหลือ 4.94 ความมั่นคงของประเทศ/การก่อการร้าย 5.12 เหลือ 4.69

เทียบแล้วพบคะแนนในเดือนต.ค. ลดลงจากเดือนก.ย. ทุกด้าน

1-5 พ.ย. สวนดุสิตโพล สำรวจภาพรวมการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล คนที่อยู่ในศูนย์พักพิงและไม่ได้อยู่ในศูนย์ คิดไม่ต่างกันว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลไม่ได้ผลเท่าที่ควร

โดยพบว่า คนที่อยู่ในศูนย์ ร้อยละ 46.90 เห็นว่ารัฐบาลยังขาดการเตรียมพร้อมที่ดี ร้อยละ 24.39 การสื่อสารและแจ้งข้อมูลไม่ชัดเจน ขณะที่ร้อยละ 24.39 เห็นว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง

คนที่ไม่ได้อยู่ในศูนย์ ร้อยละ 41.53 เห็นว่าการให้ความช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง ร้อยละ 20.56 เห็นว่าการแก้ปัญหาขาดประสิทธิภาพ ขาดผู้รู้จริง ร้อยละ 20.56 ข้อมูลสับสน การประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจน

เอแบคโพลล์ สำรวจ ระหว่างเสียงสะท้อนของผู้ประสบภัยต่อผู้ให้ความช่วยเหลือ 1-5 พ.ย. เช่นกัน พบคะแนนความพอใจต่อศูนย์ร้องทุกข์ หรือสายด่วนต่างๆ จากเต็ม 10

สายด่วนบริการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 มาเป็นที่ 1 ด้วยคะแนน 6.83 ขณะที่ ศปภ.โทร. 1111 กด 5 มาเป็นที่ 5 ได้ 5.51 คะแนน

ส่วน ความพอใจในการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงาน/บุคคล ทหารยังครองใจผู้ประสบภัยมากที่สุด ได้ 9.56 คะแนน ตามด้วยอาสาสมัคร 9.10 คะแนน สื่อมวลชน 9.08 คะแนน ตำรวจ 9.05 คะแนน

ขณะที่ความพอใจต่อกทม. และรัฐบาล ได้ 8.34 และ 8.3 คะแนน

นี่คือส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จะเห็นได้ว่าความ 'มั่นใจ' และความ 'พอใจ' ต่อการแก้ปัญหาและความช่วยเหลือของรัฐบาลลดน้อยลง

วันนี้ยังพอมีเวลาที่รัฐบาลจะพลิกวิกฤต ขึ้นอยู่กับว่าจะทำได้หรือไม่

กระแสน้ำมุ่งหน้าทะลักพื้นที่ชั้นในกทม.

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 7 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสน้ำมุ่งหน้าเข้าใกล้พื้นที่ชั้นในกทม. เข้าไปทุกที ที่ถนนพหลโยธิน มวลน้ำไหลเข้าพื้นที่ลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิตเมื่อกลางดึกที่ผ่าน มา ส่งผลให้เช้านี้นำไหลเข้าลานจอดรถเต็มพื้นที่ ขณะที่ หัวน้ำยังอยู่ปลายสะพานคลองบางซื่อ มุ่งไปบิ๊กซีสะพานควาย ส่วนปริมาณน้ำที่แยกกำแพงเพชร ปริมาณน้ำท่วมสูงกว่า 20 เซนติเมตร ทั้ง 2 ฝั่งจราจร น้ำเริ่มซึมมาตามท่อถึงรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสะพานควายแล้ว


กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร) แจ้งเตือนผู้ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน ขาออก ที่จะมุ่งหน้าแยกกำแพงเพชรให้เลี้ยวขวาที่แยกสะพานควายไปสุทธิสาร หรือเลี้ยวซ้ายไปประดิพัทธ์ เนื่องจากช่วงจุดกลับรถแยกกำแพงเพชรน้ำสูง รถเล็กผ่านลำบาก

บก.จร. ยังแจ้งปิดอุโมงค์ห้วยขวางขาเข้า ถ.รัชดาภิเษก เนื่องจากจะมีการนำหินคลุกมาลงทำแนวป้องกันน้ำท่วมและอาจทำให้เกิด อุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ได้ปิดอุโมงค์ห้วยขวางฝั่งขาเข้าชั่วคราว ให้รถใช้ทางคู่ขนานแทน

ทั้งนี้น้ำที่ท่วม 5 แยกลาดพร้าวไหลท่วมถนนวิภาวดีฝั่งขาออก หัวน้ำจ่อข้ามคลองบางซื่อมุ่งหน้าแยกวิภาวดีตัดสุทธิสาร

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 07/11/54 มวยทะเล 3 เส้า...........

ที่มา blablabla



โยนความผิด กันไปมา น่าสมเพช
เผยทาสแท้ พวกทุเรศ ประเทศนี้
แสร้งหน้าซื่อ ดื้อตาใส ใจอัปรีย์
จิตสำนึก ไม่เคยมี นี่หรือคน....


เห็นตอบโต้ จิกกัด ฟัดกันน่วม
น้ำลายท่วม พูดเฉไฉ ให้สับสน
นี่ของฉัน นี่ของมัน นั่นกรมชล
มันสัปคน สมพวกชั่ว ตัวจัญไร....


คนทำงาน แน่วแน่ แก้ปัญหา
หวังพึ่งพา ร่วมด้วย ช่วยแก้ไข
กลับเฉื่อยชา สามานย์ สันดานใคร
คงสมใจ ที่ย่อยยับ จนอับปาง....


มวยทะเล 3 เส้า เหมือนเมาหมัด
ยิ่งแจ่มชัด มันพวกไหน ใครถือหาง
เอาการเมือง สร้างระยำ เพื่ออำพราง
ยิ่งเลือนลาง ยิ่งโป้ปด หมดน้ำยา....


ประชาชน ข้นแค้น แสนสาหัส
ภัยพิบัติ น้ำท่วม อ่วมทั่วหน้า
ยังเล่นเกม การเมือง เรื่องมารยา
ช่างสมชื่อ คนต่ำช้า พวก..สารเลว....


๓ บลา / ๗ พ.ย.๕๔

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: ยิ่งลักษณ์รีแพร์

ที่มา ประชาไท

ตั้งหัวให้หวือหวาไปงั้น แฟนคลับนายกฯ คงไม่ว่ากัน ประเด็นคือ มหาอุทกภัยทำให้รัฐบาลบอบช้ำอย่างหนัก แถมไม่มีเวลาอยู่ไฟ น้ำยังไม่ลด สงครามการเมืองล้มรัฐบาลก็ก่อตัวขึ้นแล้ว ต้องรีบ “ยกเครื่อง” ปรับปรุงระบบการทำงานกันครั้งใหญ่ เพราะการทำงานในรูป ศปภ.เดือนเศษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานอย่างเป็นระบบ เรื่องความมีประสิทธิภาพ ต่ำกว่าที่ผู้คนคาดหวังว่าจะได้เห็น ห่างไกลคนละโยชน์กับรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

มวลชนเสื้อแดงแฟนคลับยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ควรยอมรับว่ารัฐบาลมีปัญหาวิธีคิดวิธีการทำงาน มากกว่าจะไปตั้งแง่ว่าใครจงใจปล่อยน้ำเพื่อคว่ำรัฐบาล หรือไปตั้งแง่ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์วางยา ถ้าคุณเชื่อ “ทฤษฎีสมคบคิด” แบบนี้ คุณก็ไม่ต่างจากพวกสลิ่มที่เชื่อว่า ทักษิณสั่งกั้นน้ำไม่ให้ปล่อยไปสุพรรณ เพราะลงทุนทำนาอยู่กับโมฮัมหมัด อัลฟาเยด
มันไม่มีใครหรอกครับที่ชั่วร้ายถึงขนาดวางแผนให้เกิดมหาภัยพิบัติให้ ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ เพียงเพื่อล้มรัฐบาล เช่นเดียวกับที่ทักษิณก็ไม่ได้ชั่วร้ายขนาดเห็นแก่ข้าว 3 พันไร่จนปล่อยน้ำท่วมกรุงล้มรัฐบาลน้องสาวตัวเอง มันเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครป้องกันได้ เพียงแต่เมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว ก็มีพวกฉวยโอกาสใช้เป็นเครื่องมือล้มรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับว่าทำงานไม่เป็น ถ้าเป็นก็คงไม่เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานซะบอบช้ำขนาดนี้
สิ่งที่ต้องช่วยกันทำความเข้าใจประชาชนคือ น้ำท่วมครั้งนี้ไม่มีใครป้องกันได้ เทวดาที่ไหนมาบัญชาการก็ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขจำกัดที่เป็นอยู่ แต่ ศปภ.”สอบตก” ในแง่ของการประเมินสถานการณ์ผิด และการชี้แจงทำความเข้าใจประชาชน ดันไปบอกประชาชนว่า “เอาอยู่” ดันให้ความหวังแทนที่จะเตือนภัยให้อพยพเพื่อลดความเสียหาย
มีหลายคนตั้งแง่เรื่องการปล่อยน้ำของเขื่อน ของ กฟผ.กรมชลประทาน นั่นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกันหลังน้ำลด แต่เพื่อเป็นบทเรียนมากกว่าจ้องจับใครเป็นแพะ ส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อว่า มันเป็นปัญหาของระบบราชการ ที่ทำงานแบบตัวใครตัวมัน ทำตามนายสั่ง รับผิดชอบแค่งานรูทีนตรงหน้ากรู
ถ้าจำกันได้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ปลายเดือนมิถุนายน น้ำก็ท่วมเมืองน่าน มิถุนายนคือเพิ่งต้นหน้าฝนนะครับ ถัดจากนั้นฝนก็ตกหนักน้ำท่วมประปรายไปทั่วภาคเหนือตอนบนตอนล่าง ต้นเดือนสิงหาคม พายุนกเต็นพัดเข้ามาทำให้น้ำท่วมเชียงใหม่รอบแรก ตอนนั้นชาวนาภาคกลางก็กำลังจะเริ่มเก็บเกี่ยว ถามว่ามีช่วงเวลาไหนให้เขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ปล่อยน้ำโดยไม่กระทบ หรือซ้ำเติมชาวบ้านที่โดนฝนหนักอยู่แล้ว
ประเด็นที่น่าตั้งคำถามมากกว่าคือ กรมชลประทานรู้ไหม และรู้เมื่อไหร่ ว่าจะเกิดมหาอุทกภัย แล้วทำไมไม่แจ้งเตือนรัฐบาล (มีคนอ้างว่าเตือนแล้วแต่รัฐมนตรีบางคนเบรกไว้กลัวกระทบนโยบายจำนำข้าว ซึ่งถ้าจริงก็เซอะสิ้นดี ถ้ากรมชลบอกว่ามวลน้ำหลายหมื่นล้านลูกบาศก์เมตรจะถล่มภาคกลาง คงไม่มีไอ้โง่ที่ไหนบอกให้ปิดปากไว้ รอจำนำข้าวก่อน)
เพราะถ้าเตือนรัฐบาลก็ยังอาจจะตั้งตัวรับมือทัน ลดความเสียหายในบางด้าน แต่นี่ดูเหมือนกระทั่งปลายเดือน ก.ย.รัฐบาล (และคนทั้งสังคม) ก็ยังไม่ตระหนักว่า มวลน้ำมากมายมหาศาลกำลังจะไหลท่วมหัว
ยิ่งไปกว่านั้น หลังตั้ง ศปภ.กรมชลประทานก็ยังให้ข้อมูลถูกมั่งผิดมั่ว อาทิ “มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลลงทะเลแล้ว”
ที่พูดนี่ไม่ใช่จะบอกว่ากรมชลประทานวางยา ผมไม่คิดขนาดนั้น แต่ผมจะบอกว่า มันคือความห่วยของระบบราชการ ซึ่งทำงานแบบไม่มีหัวคิด คนที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตไม่ใช่คนมีความรู้และมีฝีมือ ถ้ากรมชลประทานประสานงานกับกรมอุตุ และนักวิชาการด้านน้ำของสถาบันต่างๆ ซักนิด ก็ต้องรู้ว่าน้ำจะมาก แต่นี่ ตามมติ ครม.5 กันยา (ที่อีกฝ่ายเอามาอ้างเพื่อโทษรัฐบาล) รายงานของกระทรวงเกษตรฯ ไม่บอกตรงไหนเลยนะครับว่าน้ำจะท่วมใหญ่ แถมบอกด้วยว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังรับน้ำได้อีกเกือบ 17,000 ลูกบาศก์เมตร
รัฐบาลถึงไม่ได้เตรียมรับมืออะไรเลยจนน้ำมาถึงนครสวรรค์ อยุธยา
ถามว่าถ้าบอกก่อนทำอะไรได้ไหม ก็คงเลี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ดี แต่ยังสามารถเตรียมแผนการระบายน้ำ ขุดลอกคลอง จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ พอบรรเทาไปบ้าง
สุดวิสัยแต่ก็ไร้ฝีมือ
ใครไม่ทราบเอาคลิปพระราชดำรัสในหลวงเมื่อปี 38 มาเผยแพร่ แล้วก็อ้างกันต่อๆ ไป เป็นที่เห็นชัดว่า เจตนาดิสเครดิตรัฐบาล ทั้งที่ในหลวงท่านไม่เกี่ยวข้องด้วย ก็ในหลวงเรียกนายกฯ เข้าเฝ้าฯ และทรงชี้แนะแล้ว นายกฯ ก็ทำตามที่พระองค์ท่านชี้แนะทุกประการ อย่างเช่นการผันน้ำไปฝั่งตะวันออกก็ทำแล้ว แต่น้ำมันไม่ไป เพราะอะไร เพราะน้ำต้องผ่านพื้นที่ที่เป็นดอน floodway ที่ในหลวงมีพระราชดำรัสไว้เมื่อปี 38 ผ่านมา 16 ปีก็ปล่อยปละละเลยกันจนกลายเป็นโรงงานเป็นบ้านจัดสรร คูคลองก็ตื้นเขินไม่ได้ขุดลอก เครื่องสูบน้ำที่คลองด่านรอแล้วรอเล่าน้ำก็ไม่ไป
นั่นคือเหตุทางภววิสัยซึ่งมันสุดวิสัย เพียงแต่ในการทำงานของรัฐบาล ของ ศปภ.ก็เละตุ้มเป๊ะเช่นกัน จึงทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
อันดับแรกที่ทำให้เละ คือความไม่เป็นเอกภาพทางวิชาการ แล้วรัฐบาลก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี ระหว่างกรมชลประทานกับหน่วยงานทางวิชาการต่างๆ ที่เข้าไปร่วมอยู่ใน ศปภ.ซึ่งต่างคนต่างก็ประเมินสถานการณ์ไปคนละอย่าง ขณะที่รัฐบาลและ ศปภ.ไม่มีความรู้เรื่องน้ำเลย จึงงงเป็นไก่ตาแตก ประเมินสถานการณ์ผิด โอเค รัฐบาลมือใหม่ อาจให้อภัยได้ใน 2-3 วันแรก แต่รัฐบาลก็ช้ามาก กว่ายิ่งลักษณ์จะตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ ในวันที่ 22 ต.ค. โดยมีวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทานที่เกษียณแล้ว มาเป็นประธาน มี ดร.รอยล จิตรดอน ดร.สมบัติ อยู่เมือง เป็นคณะทำงาน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญให้เป็นเอกภาพ หลังจากมั่วมา 14 วัน (ตั้ง ศปภ.เมื่อวันที่ 8 ต.ค.)
ข้อแรกเป็นเรื่องการประเมินสถานการณ์ ข้อสองแย่กว่าอีก คือเป็นเรื่องการบริการจัดการ
จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าทำไมยิ่งลักษณ์จึงตั้ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็น ผอ.ศปภ.ทั้งที่ยามเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขนาดนี้ นายกรัฐมนตรีต้องนั่งหัวโต๊ะ ขนาบข้างด้วย รมว.มหาดไทยและ รมว.กลาโหม (โดยอาจต้องมี รมว.เกษตรฯ อีกคนเพราะเป็นเรื่องน้ำ)
หรือยิ่งลักษณ์จะเลียนแบบที่ไม่ควรเลียนแบบจากอภิสิทธิ์ ซึ่งตั้งสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มาดูแลอุทกภัยเมื่อปี 53
ตั้ง พล.ต.อ.ประชามานั่งโดยสั่งการใครไม่ได้ รมว.มหาดไทย รมว.กลาโหม ก็เหมือนอยู่วงนอก ไม่เกี่ยวไม่ข้อง ทหารช่วยน้ำท่วมก็จริง แต่ช่วยสะเปะสะปะ แล้วแต่ใครขอมา ปอเต็กตึ๊งขอรถ ช่อง 3 ขอรถ ใครขอรถ ทหารไปหมด (บางทีมีญาติอยู่ซอยนั้นซอยนี้ ก็ไปหมด) แต่ดูเหมือนไม่มีการบัญชาการที่เป็นเอกภาพจาก ศปภ.
ตำรวจก็ไม่เกี่ยวไม่ข้อง แล้วแต่ตำรวจท้องที่ทำงานกันไป เพิ่งเมื่อวันเสาร์นี่เองที่เพรียวพันธ์เรียกตำรวจภูธรมาเสริมกำลังช่วยผู้ ประสบภัย (ที่ผ่านมามัวหลับฉลองตำแหน่งอยู่ที่ไหนไม่ทราบ)
การตั้งบริษัทขึ้นมาบริษัทหนึ่ง นักบริหารอย่างยิ่งลักษณ์หรือทักษิณ ควรจะรู้ดีว่าคุณต้องแบ่งงานตามลักษณะของภารกิจ เช่น ขายมือถือต้องมีฝ่ายการตลาด ฝ่ายบริการหลังการขาย ฝ่ายบัญชีธุรการ การรับมือน้ำท่วมควรจะแบ่งแยกได้ง่ายๆ ว่าหนึ่งละ คุณต้องมีฝ่ายเตรียมการและเตือนภัย สำหรับพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วม แต่กำลังจะท่วม รวมไปถึงเตรียมการอพยพคน สอง เมื่อน้ำท่วม คุณต้องมีฝ่ายดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย จะจัดส่งเสบียงอาหารถุงยังชีพอย่างไร จะดูแลคนในศูนย์อพยพอย่างไร ดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วย สาม เมื่อน้ำลด คุณต้องมีฝ่ายวางแผนฟื้นฟู ออกมาตรการชดเชย ช่วยลดภาระความเสียหาย
แต่จำได้ไหมว่า ศปภ.ตั้งขึ้นมาลอยๆ มีประชาเป็น ผอ. มีปลอดประสพเป็นฝ่ายปฏิบัติการ มี พล.อ.อ.สุกำพลเป็นฝ่ายสนับสนุน เหมือนกับตั้งขึ้นมารับมือน้ำท่วมอยุธยาที่เดียวจบ ไม่ได้คิดถึงการรับมือมวลน้ำมหาศาลที่จะท่วมกรุงเทพฯเป็นเดือน
ความไม่เป็นระบบนี่แหละมันถึงทำให้เกิดสภาพ “ร่วมด้วยช่วยกันวุ่น” อย่างที่ผมเคยเขียนไป มีคนเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ “ขาใหญ่” อย่างเก่ง การุณ เข้าไปมีบทบาทมากที่ ศปภ.ดอนเมือง เพราะที่นั่นคือดอนเมือง เก่ง การุณ พาคนในพื้นที่ไปช่วยงานแข็งขันตั้งแต่วันแรก ก็เลยมีบทบาทเยอะ ก็โอเค ถ้ามันเป็นช่วงฉุกละหุก 2-3 วันแรก แต่หลายวันผ่านไปคุณไม่ทำให้เข้าระบบ ก็กลายเป็นจุดอ่อนถูกโจมตี
พองานไม่เป็นระบบ ไม่มีองค์กรจัดตั้ง ประชาสั่งใครไม่ได้ (แถมยังทำงานแบบงุ่มง่ามตามระบบราชการ) ทุกอย่างก็รวมศูนย์ไปที่ยิ่งลักษณ์ รอนายกฯ ตัดสินใจแต่ผู้เดียว บางครั้งนายกฯ สั่งแล้วก็ไม่มีใครไปติดตามจี้งานให้ ก็เหมือนสั่งแล้วหาย ที่ร้ายกว่านั้นคือนายกฯ มือใหม่ พี่ชายพี่สะใภ้ไม่กล้าปล่อยให้ตัดสินใจ วางคนรอบข้างเต็มไปหมด ทั้งที่คนรอบข้างก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำหรือผู้มีประสบการณ์ทาง การเมืองมาจากไหน ทำให้ข้อเสนอต่างๆ กว่าจะไปถึงการตัดสินใจก็ล่าช้า
งานใหญ่แบบนี้ นายกฯ ควรจะมีทีมที่ปรึกษามือเชี่ยวๆ ซัก 4-5 คน หารือแล้วก็ตัดสินใจกันตรงนั้น ไม่ต้องฟังใครไม่ว่านอกหรือในประเทศ นี่แหละอันดับแรกที่ต้อง “รีแพร์” ไม่งั้นจะมีปัญหาในการบริหารงานตลอด
ยิ่งลักษณ์เพิ่งจะมาออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการ 9 ชุด ตั้งแต่ฟื้นฟูเยียวยาไปถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การสื่อสารสาธารณะ การบริหารจัดการน้ำ (ซึ่งแปลว่าปล่อยให้ ศปภ.เดิมเป็นเจว็ด) นี่ก็สายไปร่วม 29 วัน
หวังว่าการสื่อสารสาธารณะที่มีธงทอง จันทรางศุ เป็นหัวเรือใหญ่ จะทันเกมการเมืองและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนได้บ้าง จากที่ผ่านมาที่สื่อสารไม่เอาไหน ไม่บอกความจริงให้ประชาชนรู้ตัวเตรียมรับมือล่วงหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกด่ามากที่สุด
แต่...อย่าล้มรัฐบาลกรู
โชคดีของรัฐบาล คือในขณะที่ ศปภ.สอบตก กทม.ก็สอบไม่ผ่านเช่นกัน และในขณะที่รัฐบาลย่ำแย่ ปชป.ก็เล่นเกมการเมืองซ้ำเติม รวมทั้งพวกสลิ่มในเฟซบุค ทำให้คนสองสีที่เกลียดกันอยู่แล้วยิ่งเกลียดหนักเข้าไปอีก มวลชนเสื้อแดงที่น้ำท่วมมิดหัว หายใจผงาบๆ ก็ยังชูนิ้วกลางให้ ปชป.และชูนิ้วชี้เบอร์ 1 ให้ยิ่งลักษณ์ จะแย่ยังไงกรูก็ยังปกป้องรัฐบาลของกรู
ขอย้ำว่า กทม.ก็สอบไม่ผ่านนะครับ กทม.ทำอยู่อย่างเดียวคือประกาศเตือนประชาชนให้อพยพ ซึ่งก็อ่านสถานการณ์ง่ายแล้ว เพราะน้ำมาถึงลาดพร้าว สุทธิสาร สะพานควาย ของแหงๆ ว่าต้องไปถึงอนุสาวรีย์ชัย ที่เหลือนอกนั้น คุณชายสุขุมพันธ์ก็เอาแต่โวยวาย ศปภ.ไม่ให้ปล่อยน้ำเข้า กทม.แม้แต่หยดเดียว พอน้ำเข้าก็ไม่เห็นระบายได้ เดี๋ยวก็โวยเรื่องกระสอบทราย เดี๋ยวก็โวยเรื่องขอเครื่องสูบน้ำไม่ได้ คุณชายอาศัยแต่คันกั้นน้ำพระราชดำริเป็นหลังพิง แล้วก็ฝากความหวังกับอุโมงค์ยักษ์ (ที่สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ริเริ่ม) คูคลองใน กทม.ก็ใช่ว่าจะใช้การได้ดี บางแห่งไม่ได้ขุดลอกมาหลายปี บางแห่งยังแห้งผากอยู่เลย ขณะที่ตอนเหนือและฝั่งธนท่วมแทบตาย ศูนย์อพยพของ กทม.ก็ดูซิว่ามีใครเข้าพักสักกี่คน สภาพมันน่าพักซะเมื่อไหร่ ซ้ำน้ำท่วมขยะก็ลอยฟ่อง
การประเมินสถานการณ์ก็ใช่ว่า กทม.ถูก ศปภ.ผิด ก่อนหน้านี้ยังมีเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำออกมาฟันธง “เอาหัวเป็นประกัน” น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ป่านนี้ยังมีหัวติดตัวอยู่หรือเปล่าไม่ทราบ
รัฐบาลต้องขอบคุณคนเหล่านี้ คืออภิสิทธิ์ สุขุมพันธ์ เอกยุทธ อัญชันบุตร สลิ่มเฟซบุค ตลอดจนบรรดาขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ (รวมทั้งมัลลิกา บุญมีตระกูล) ทีทำให้ฐานเสียงของตัวเองยังเหนียวแน่นด้วยความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม
เพื่อนผมรายหนึ่งธุรกิจฉิบหายหลายแสนไปกับน้ำท่วม โวยวายว่ารัฐบาลนี้เอาไว้ไม่ได้แล้ว ผมก็บอกว่ารัฐบาลทำงานห่วยจริง ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ หรือถ้าเป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบแบบรีพับลิกันเดโมแครต ผมคงไล่รัฐบาลด้วย แต่ในสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ การไล่รัฐบาลมันไม่มีคำตอบว่าจะได้สิ่งที่ดีกว่า เพราะหนึ่ง ไม่มีใครเอาประชาธิปัตย์ (เพื่อนผมก็ไม่เอา) และสอง พวกที่จ้องล้มรัฐบาลอยู่ตอนนี้ ไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่ดีกว่าในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องการล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วไปสู่รูปแบบอื่นเสียมากกว่า
ผมจึงบอกง่ายๆ ว่าถ้าไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แล้วมีวิถีทางดีกว่าที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ที่ไม่ใช่รัฐประหาร ที่ไม่ใช่รัฐบาลพระราชทาน ผมจะเอาด้วย แต่ตราบใดที่ไม่มีใครเสนอทางออกที่ดีกว่า ผมก็ไม่เอาด้วย ผมก็จำเป็นต้องสนับสนุนให้รัฐบาลทำงานต่อไป พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ให้ทำงานดีขึ้น
มันเป็นสภาพบังคับที่น่าเศร้าเหมือนกันนะครับ หายใจผงาบๆ อยู่ใต้น้ำ แต่ยังต้องชูนิ้วเบอร์ 1 กระนั้นเราก็อย่าปกป้องกันจนไม่ลืมหูลืมตา ต้องต่อสู้ความคิดกันด้วย อะไรที่ต้องด่ากันตรงๆ ก็ต้องด่า เราถึงจะแตกต่างจากพันธมิตร แตกต่างจาก ปชป.
สงครามการเมืองหลังน้ำลดจะยิ่งรุนแรงและแตกแยก เพราะต้องยอมรับว่าจะมีคนไม่พอใจรัฐบาลจำนวนมาก ถึงรัฐบาลยังอยู่ได้ ด้วยมือ ส.ส.เพื่อไทย และด้วยพลังเสื้อแดง แต่แรงเสียดทานจะหนักหนาสาหัส เช่นการแก้ พ.ร.บ.ระเบียบกลาโหม คงไม่ง่ายเมื่อเจอบทพระเอกมิวสิควีดิโอของกองทัพบก ตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงต้องยืดเยื้อออกไป
รัฐบาลจะต้องเร่งยกเครื่องทำ “รีแพร์” ตั้งแต่ตอนนี้ ด้วยการทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปช่วยผู้ประสบภัย เอาความตั้งใจจริงเข้าทดแทนความผิดพลาด (ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ยังได้คะแนนเห็นใจอยู่) หามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของคนที่น้ำท่วมอยู่ เช่น สั่งหยุดราชการและขอร้องให้เอกชนหยุด เพราะการไม่หยุดราชการทำให้คนพะวักพะวง บ้านน้ำท่วมอยู่ฝั่งธนยังต้องต่อรถ 3-4 ต่อมาทำงาน ดูแลการคมนาคม จัดรถเมล์ฟรี ทางด่วนฟรี (ไม่ใช่ฟรีแต่โทลเวย์ซึ่งขึ้นไปแล้วหาที่ลงไม่ได้มีแต่ลงน้ำ) เจ้าแห่งประชานิยมทำไมคิดไม่เป็น ตอนนี้อะไรฟรีได้ต้องฟรีให้เยอะเข้าไว้
แล้วที่สำคัญคือ การคิดเรื่องมาตรการฟื้นฟูชดเชยให้รอบด้าน เป็นธรรม อย่าทุ่มให้แต่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างเดียว (เสือกไปตั้งนิคมอุตสาหกรรมกลางทุ่งลุ่มต่ำก็ต้องรับกรรมบ้าง) ต้องคิดถึงทั้งเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน คนยากคนจน และคนกรุงคนชั้นกลาง นอกจากที่บอกว่าจะช่วย 30,000 บาท ยังควรมีมาตรการอื่นด้วย สมมติเช่น ลดภาษี ให้เงินกู้ซ่อมบ้านปลอดดอกเบี้ย เจรจาสถาบันการเงินยกเว้นส่งค่าผ่อนบ้านผ่อนรถชั่วคราว ควบคุมราคาวัสดุก่อสร้างหรือกระทั่งบีบลดราคา (ได้อยู่แล้วเพราะบริษัทพวกนี้จะมีกำไรมหาศาลหลังน้ำลด) ตลอดจนเก็บภาษีน้ำไม่ท่วมในรูปแบบของภาษีบ้านและที่ดินอัตราก้าวหน้า โดยระยะแรกยกเว้นให้คนถูกน้ำท่วมก่อน
รัฐบาลต้องตัดสินใจยกเลิกนโยบายประชานิยมเช่น รถคันแรก บ้านหลังแรก (เปลี่ยนมาเป็นซ่อมรถ ซ่อมบ้าน) แต่ต้องคงไว้ในนโยบายสำคัญคือค่าแรง 300 บาท เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้คนยากคนจนฟื้นตัว ฟื้นกำลังซื้อ อย่ายอมตามแรงกดดันของภาคอุตสาหกรรม ส่วนนโยบายจำนำข้าว 15,000 หมดความหมายแล้ว เพราะน้ำท่วมข้าวเสียหายไปเยอะ ไม่ต้องจำนำข้าวก็แพงอยู่ดี
ข้อสำคัญที่สุดนะครับ คือต้องเก็บรับบทเรียนการบริหารสถานการณ์น้ำท่วมที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไปปรับปรุงการทำงาน เพราะขืนยังทำงานกันแบบนี้ ไปไม่รอดแน่ อย่าหวังแต่การปลุกมวลชนโทษโน่นโทษนี่อยู่อย่างเดียว
ใบตองแห้ง
7 พ.ย.54

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด: เราจะอยู่กับน้ำท่วมต่อไปได้อย่างไร?

ที่มา ประชาไท

น้ำท่วมคราวนี้ วิศวกรอุทกเขาว่าเป็นแค่ซ้อมใหญ่นะคะ ของจริงใหญ่กว่านี้อีก น้ำท่วมใหญ่คาดการณ์ได้ว่าจะมาประมาณ 20-25 ปีครั้ง ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ครั้งสุดท้ายของเราเกิดเมื่อปี พ.ศ.2538 ดังนั้นน้ำท่วมใหญ่ของจริงก็น่าจะเกิดประมาณปี พ.ศ.2561 ขนาดน้ำท่วมคราวนี้ถือกันว่าน้ำท่วมแค่มิดหัวเด็กแต่คราวหน้าอาจจะมิดหัว ผู้ใหญ่

ผลกระทบน้ำท่วมคราวนี้ในเชิงเศรษฐกิจแล้วรุนแรงกว่าปี พ.ศ. 2538 หลายเท่า เพราะบ้านเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาก ความเสียหายก็เพิ่มขึ้นตามเมืองและอุตสาหกรรมที่ขยายตัวออกไป ถ้าเกิดอีกคราวหน้าความสูญเสียคงเหลือคณานับทีเดียว

คำถามก็คือ เราจะทำอะไรที่จะลดความสูญเสียได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ได้ ถึงจะลดได้ไม่หมดแต่ก็ต้องยอมรับว่าต้องลดผลกระทบที่ กทม.ให้ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพราะจริงๆแล้ว กทม.ก็ไม่ได้มีรายได้ต่อหัวสูงเท่าระยองด้วยซ้ำ แต่เพราะถ้า กทม.จมน้ำ เราจะส่งกำลังไปช่วยนอกกทม. ได้ยากขึ้น ข้อสำคัญจะเอาคน 5-6 ล้านคนใน กทม.ไปแคมปิ้งได้ที่ไหน? ศูนย์ที่ต้องส่งเสบียงไปช่วยเหลือคนรอบนอกจะจัดการโลจิสติกส์อย่างไร ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจก็คือ การป้องกัน กทม. เป็นเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียว ถ้าเราสูญเสียพื้นที่แห้งใน กทม.ความสูญเสียในเชิงสังคมจะเลวร้ายทั้งภายใน กทม.และจังหวัดรายรอบที่น้ำกำลังท่วมอยู่ ประเทศไทยก็จะเกิดกลียุค!!

คำถามต่อไปก็คือ แล้วเราจะต้องจัดการกันอย่างไรต่อไปในอนาคต หรือจะยอมยางหัวตกทุกครั้งที่น้ำท่วม เราควรต้องมีการเตรียมการลดผลกระทบจากน้ำหลากอย่างเป็นระบบและบูรณาการ

โดยทั่วไปการจัดการน้ำท่วมจะมี 3 ขั้นตอน คือ (1) เตรียมการและจัดการ (Flood Plain Management) (2) รับมือน้ำหลาก (Flood Fighting)และ (3) การจัดการหลังน้ำท่วม (Post Flood Management) ซึ่งในขณะนี้เราไม่ได้ทำขั้นตอนที่ (1) อย่างเป็นระบบ เราทำขั้นตอนที่ (2) แบบตะลุมบอนไม่คิดชีวิต และขั้นตอนที่ (3) แบบมั่วๆ

การจัดการพื้นที่น้ำท่วมจำเป็นต้องตั้งองค์การบริหารพื้นที่น้ำท่วม (Flood Plain Management Authority) ที่งานหลักคือ แผนแม่บทการจัดการพื้นที่น้ำท่วม ทำการพยากรณ์และจัดการน้ำหลากจากต้นทางถึงปลายทาง โดยประสานงานพยากรณ์อากาศ การปล่อยน้ำจากเขื่อน การระบายน้ำ การฝากน้ำในพื้นที่แก้มลิง จัดทำแผนที่ความเสี่ยง ระดับขั้นความเสี่ยง ออกแบบการจัดการและความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในแต่ละระดับความเสี่ยง ฯลฯ มีอำนาจกำหนดและบังคับการใช้ที่ดิน การจัดการมวลชนด้านความขัดแย้ง วางผังชุมชนในเขตพักน้ำ การกำหนดบทบาทและประสานงานกับหน่วยงานภูมิภาคและท้องถิ่นในกรณีเกิดน้ำท่วม จัดทำดัชนีเตือนภัยพิบัติด้านน้ำ ทำคู่มือและการถ่ายทอดกระบวนการทำงานตั้งแต่การเตรียมการก่อนน้ำท่วม การรับมือน้ำท่วม การสื่อสารกับมวลชนในช่วงน้ำท่วม และการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ฯลฯ งานที่สำคัญก็คือ การหาที่พักน้ำหรือแก้มลิงเพื่อชะลอน้ำไม่ให้ไหลเข้า กทม. เร็วเกินไป

องค์กรนี้ต้องปลอดนักการเมือง ขอมืออาชีพด้านน้ำและด้านการจัดการมวลชนจริงๆ แต่จะต้องขึ้นตรงต่อนายกฯ ซึ่งต้องเป็นประธานคณะกรรมการกำกับ คณะกรรมการนี้จะมีกระทรวงที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยซึ่งอาจจะเป็นคณะกรรมการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) ก็ได้ แต่ต้องมีผู้บริหารมืออาชีพมาเป็นผู้จัดการองค์กรนี้อีกที และต้องมีองค์กรย่อยระดับพื้นที่แก้มลิง ซึ่งต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม องค์กรนี้ต้องทำข้อตกลงกับท้องถิ่นที่จะรับเป็นแก้มลิง เพื่อที่จะผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตร แต่ต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบ เพราะเมื่อภัยพิบัติเกิดอยู่ในระดับรุนแรงเช่นคราวนี้ ต้องเสนอใช้แผนระดับสูงสุดซึ่งรวมถึงการระดมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร

ในพื้นที่แก้มลิงจะต้องมีการปรับโครงสร้างสาธารณูปโภคระยะยาวให้เป็นที่ รับน้ำหลาก มีระบบโลจิสติกส์ทางน้ำ 3 เดือน ในขณะที่น้ำท่วม และมีการสนับสนุนอาชีพเสริม เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง การจักสาน การท่องเที่ยว ฯ อาจต้องมีการจัดระเบียบชุมชนใหม่ในด้านการจัดการของเสีย การจัดทำตลาดน้ำเพื่อให้ชีวิตในแก้มลิงอยู่ได้อย่างปกติที่สุดเท่าที่จะทำ ได้ ที่สำคัญก็คือ คนในพื้นที่แก้มลิงต้องรู้ว่าตนเป็นผู้แบกรับภาระและยินดียอมรับภาระนั้น

ต่อจากขั้นตอนเตรียมการก็เข้าสู่ขั้นตอนการรับมือกับน้ำ การสื่อสารกับประชาชนต้องเป็นเอกภาพแบบมีส่วนร่วม ยอมรับให้ Social Network เป็นช่องทางสื่อสาร แต่ต้องมีการเข้าไปให้ข้อมูลที่ถูกต้องทันเวลา ประชาชนควรมีเวลาล่วงหน้า 3-4 วันที่จะย้ายออกจากบ้าน กทม.ควรสื่อสารให้เห็นพื้นที่น้ำท่วมในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) คือ แจ้งพื้นที่ที่น้ำจะท่วมเป็นรายถนนและรายซอยตลอดจนความลึกของน้ำ เพราะระบุเป็นเขตนั้นกว้างเกินไป ทำให้วางแผนไม่ทัน ทั้งเด็กทั้งแก่ถึงได้ทุลักทุเลโกลาหลกันปานนี้

ต่อจากนี้การรับมือก็ถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ การเยียวยาและชดเชย ซึ่งผู้เขียนขอแยกแยะระหว่างการสงเคราะห์และการชดเชย สำหรับผู้เขียนแล้ว การสงเคราะห์เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยชั่วคราวให้จมูกพ้นน้ำ ส่วนการเยียวยาเป็นการฟื้นฟูระยะยาวให้ผู้ประสบภัยลุกขึ้นได้อีกครั้ง แต่ทั้งหมดทำกันบนพื้นฐานของมนุษยธรรม แต่การชดเชย ผู้เขียนขอเน้นว่า เป็นการตอบแทนที่เกิดจากจากการแลกเปลี่ยน กล่าวคือ ผู้ประสบอุทกภัยเป็นผู้ยอมรับน้ำเข้าท่วมในพื้นที่ของตน ยอมรับการสูญเสียรายได้และความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีข้อตกลงที่จะได้รับการชดเชย เช่น พื้นที่เกษตรยอมรับน้ำหลากน้ำขังแทน กทม. โดยมีรัฐเป็นองค์กรกลางในการจัดเก็บภาษีหรือธรรมเนียมน้ำท่วมจากผู้ได้ ประโยชน์ และจ่ายค่าชดเชยตามเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน กระทรวงการคลังต้องเร่งคลอด พ.ร.บ. มาตรการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมมารับภาษีน้ำท่วมได้แล้ว

สรุปว่า การสูญเสียของประชาชนอันเนื่องมาจากน้ำท่วมน้ำหลากจากภัยธรรมชาติ จะได้รับเงินสงเคราะห์ตามหลักมนุษยธรรม และตามเงื่อนไขของระบบประกันสังคม ซึ่งในอนาคต การขยายระบบประกันสังคมไปยังเกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบ อาจจะต้องมุ่งที่เขตน้ำท่วมก่อน ส่วนการชดเชยจะได้เฉพาะผู้ที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนว่าจะขอรับภาระการแบกน้ำท่วม เอาไว้ ไม่ใช่ไปซี้ซั้วประชานิยมกับเงินชดเชย ความเสียหายจักไม่รู้จบสิ้น

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เป็นมารตรการจำเป็นที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เป็นมาตรการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ก็รู้อยู่แก่ใจว่าสำคัญ แต่ที่ผ่านมาผู้บริหาร ผู้วางนโยบายสนใจแต่มาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้างเช่นขุดคลองสร้างเขื่อน เพราะใช้เงินเยอะกว่า แต่ปัญหาก็คือ ถึงจะใช้มาตรการสิ่งก่อสร้างแล้วก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมขนาดใหญ่อย่างนี้ก็ยังบรรเทาไปได้ไม่มากถ้าไม่มีมาตรการบริหาร จัดการพื้นที่น้ำหลากอย่างบูรณาการที่ดีตามที่กล่าวมาข้างต้น

การแก้ปัญหาน้ำล้อมกรุงอย่าเอาเงินหรือพรรคเป็นตัวตั้ง บ้านเมืองจะล่มสลายก็เพราะพรรคเพราะพวก เพราะสี เพราะอยากออกทีวีนี่แหละ กราบล่ะค่ะ ขอให้เราทุกคนช่วยกันSAVE THAILAND!!