WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 9, 2011

“น้องไปค์”ลุยน้ำแจกข้าวกล่องผู้ประสบภัย ชาวบ้านกรี๊ดขอถ่ายรูป

ที่มา ข่าวสด




วันที่ 9 พ.ย. “น้องไปค์” ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยเพื่อนร่วมชั้นโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ ได้ไปร่วมแจกข้าวกล่องและน้ำดื่มให้ผู้ประสบภัย ที่บริเวณครัวรัฐบาล ปากซอยวัชรพล พร้อมทั้งได้นั่งรถเมล์เข้าไปแจกข้าวกล่องให้ประชาชนภายในซอยวัชรพลด้วย โดยมีประชาชนที่เดินทางออกมารับข้าวกล่องให้ความสนใจ เข้ามาขอถ่ายรูปอย่างคึกคัก และบางคนถึงเอ่ยปากชม “น้องไปค์” ว่าน่ารักมาก

น้องไปค์ บอกด้วยว่า การมาร่วมแจกข้าวกล่องให้ผู้ประสบภัยครั้งนี้ ตนไม่รู้สึกเหนื่อยเลย และรู้สึกสงสารประชาชนที่กำลังลำบาก ขอให้สู้ๆ ผ่านน้ำท่วมนี้ไปให้ได้ ส่วนที่บ้านตนตอนนี้น้ำยังไม่เข้าไปในบ้าน แต่น้ำเริ่มเอ่อหน้าปากซอยบ้านแล้ว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/11/54 ของชอบผู้ว่าฯ..ขยะยักษ์+อุโมงค์ยักษ์

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



เผยตัวตน ชัดแจ้ง แสดงท่า
นามผู้ว่าฯ กทม. ยุค..อ๋อ..เอ๋อ
มีเรื่องเล่า มากมาย หลายนะ..เธอว์
ทุกเรื่องเจอ สุดมึนหัว มั่วสิ้นดี....


ซีซีทีวี กล้องเปล่า เรื่องราวเท็จ
แล้วหมกเม็ด อุโมงค์หลอก บอกดัมมี่
เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ชอบ ตอบทันที
มีไม่มี ต่างก็รู้ ดูเต็มตา....


ยุคหันซ้าย แลขวา มั่วไปหมด
ยังโป้ปด ลวงหลอก บอกเอ็ง-ข้า
สร้างสามานย์ เฉไฉ ใจมารยา
โดนถ้วนหน้า สาสม จมทั้งเมือง....


แก้ปัญหา ขอไปที ไม่มีกึ๋น
ยังแสร้งมึน เอือมระอา ทำหน้าเหลือง
ยุคกทม. ศิวิไลซ์ ไม่ขัดเคือง
มันรุ่งเรือง จริงไหม ใครตอบที....


พิษน้ำท่วม อ่วมแล้ว ไม่แคล้วทุกข์
ขยะยักษ์ เตรียมบุก ไปทุกที่
สาวกโง่ ก็เฮฮา บ้าสิ้นดี
หลอกทั้งปี ยังชื่นชม หลงคารมมัน....


๓ บลา / ๙ พ.ย.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/11/54 น้ำท่วมมีวันลด..น้ำอดน้ำทนมีแต่จะเพิ่ม

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



สารพัน ปัญหา มาทับถม
บ้านเรือนล่ม จมน้ำ ช้ำเหลือหลาย
ทั้งความสุข ความหวัง พังทลาย
ทุกข์มากมาย ไหลเพิ่ม เติมทุกทาง....


พวกปากหมา ราวี ไม่มีหยุด
ช่วยกันขุด ใส่ไคล้ ให้หม่นหมาง
กี่เรื่องชั่ว มุ่งร้าย หมายอำพราง
หวังทำลาย ล้มล้าง อย่างด้านชา....


ภัยน้ำท่วม วันนี้ ยังมีลด
แต่รันทด พวกระยำ คิดต่ำช้า
ต้องอดทน ฝ่าฟัน กลั้นน้ำตา
แล้วเดินหน้า แก้ไข ให้เร็วพลัน....


ร่วมคิดดี ทำดี ให้มีหวัง
เติมพลัง ร่วมด้วย ช่วยสร้างสรรค์
เพื่อความรัก สามัคคี ที่ผูกพัน
ร่วมสร้างฝัน สดสวย ด้วยดวงใจ....


อย่าไปสน พวกเห่าหอน มาค่อนแคะ
แค่เกาะแกะ ขัดแข้งขา อย่าหวั่นไหว
พวกนั้นหรือ คือคนชั่ว ตัวจัญไร
แค่ใส่ไฟ อย่าพะวง..จงอดทน....


๓ บลา / ๘ พ.ย.๕๔

กรุงเทพฯ ไม่สมควรได้รับการปกปักรักษาที่มีอภิสิทธิ์เหนือชั้น

ที่มา ประชาไท

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แปลจาก Pavin Chachavalpongpun, Bangkok doesn't deserve its special protection and privilege, the Nation. 9/10/2011

"เขาเปียกปอนจนถึงถุงเท้า

ท่ามกลางวิกฤติการณ์น้ำท่วม เขาลุยไปทั่วหัวถนน ทุ่มเททั้งตัวและหัวใจ ฉันต้องเตือนตัวเองว่า เขาคือหลานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ และ เหลนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หนึ่งในพระมหาราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย"

นี่คือสิ่งที่เลขานุการของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พรรณนาถึงนายของเธออย่างภาคภูมิใจในเฟสบุ๊ค

ดังนั้น ประชาชนชาวกรุงเทพก็ได้มี "ราชนิกุล" ของตัวเองที่พร้อมจะปกป้องเมืองหลวงอันเป็นที่รัก แน่นอนว่าสุขุมพันธุ์คือคนที่ใช่ที่สุดสำหรับภารกิจนี้ ด้วยความที่ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มชนชั้นสูง สุขุมพันธุ์ต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะปกป้องผลประโยชน์ของผู้สนับสนุน ชาวกรุงเทพของเขา ซึ่งต่างก็มองตัวเองว่าเป็นชนชั้นสูงที่ชาญฉลาด ปู่ของสุขุมพันธ์คือ "เจ้าชายแห่งนครสวรรค์" (เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ส่วนในปัจจุบันเมื่อพิจาณาจากวิธีการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "เจ้าชายแห่งกรุงเทพมหานคร" จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากสุขุมพันธุ์

อุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้ให้โอกาสแก่สุขุมพันธุ์ในการพิสูจน์อำนาจในฐานะ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็ทำได้อย่างชาญฉลาดด้วยการทำงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาล ลำดับความสำคัญของสุขุมพันธุ์แตกต่างกับของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างชัดเจน ส่งผลให้ นายกฯ กับ ผู้ว่าฯก.ท.ม. ทำงานร่วมกันแบบ ร่วมแรง "แข่งขัน" มากกว่าที่จะเป็น ร่วมแรง "แข็งขัน"

ภายใต้การบริหารงานของสุขุมพันธุ์ กรุงเทพฯ เปรียบเสมือนเกาะส่วนตัวของตัวเอง เมืองหลวงถูกแยกขาดจากส่วนอื่นของประเทศ ดูเหมือนว่าการที่จังหวัดอื่นๆ ต้องจมอยู่ใต้น้ำต่อไป จะเป็นอะไรที่ยอมรับได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร กรุงเทพฯ จะต้องถูกปกปักรักษาให้แห้งต่อไป แม้จะต้องแลกด้วยการทวีความรุนแรงของวิกฤตน้ำท่วมในระดับประเทศก็ตาม

วิธีการแบบกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของสุขุมพันธุ์บอกอะไรเราบ้าง? มันเผยให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทยและในทางกลับกันประเทศไทยก็ไม่ใช่กรุงเทพ มันจึงเป็นรัฐซ้อนรัฐ แนวคิดเช่นนี้จึงเป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลในการนำแผนการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่าง บูรณาการมาปฏิบัติ

นอกจากนี้แล้วแนวคิดของสุขุมพันธุ์ในการจัดการกับปัญหาน้ำท่วมนี้โดยหลัก แล้วก็คือมุมมองแบบชนชั้นนำและจักรวรรดินิยม ด้วยคำนำหน้าชื่อว่า หม่อมราชวงศ์ ที่จะฟังดูล้าหลังสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว สุขุมพันธ์แสดงตัวราวกับว่าเป็นขุนศึกโบราณกำลังทำสงครามเพื่อปกปักรักษาไว้ ซึ่งพระนคร แต่ในเวลานี้ข้าศึกมิใช่ชาวพม่าหรือเขมรที่ไหน แต่คือน้ำ อาจจะเปรียบเปรยได้ว่าภารกิจของสุขุมพันธุ์คือการปกป้อง"เอกราช"ของกรุงเทพ มหานคร

"เราจะต้องไม่เสียกรุงเป็นครั้งที่สาม" คือคำที่เขาน่าจะประกาศก้อง ครั้งสุดท้ายที่สยามสูญเสียสิ่งที่เรียกว่า"เอกราช"ก็คือในปี พ.ศ.2319 เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายด้วยน้ำมือของอริราชศัตรู

แต่อะไรคือมุมมองอย่างชนชั้นนำที่แท้จริง อย่างแรก คือ กรุงเทพฯสมควรเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดในราชอาณาจักร นี่คือความภูมิใจของชาติ คือที่พำนักของสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพ และ คือแหล่งที่มาของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่นี่คือมุมมองที่มีลักษณะอำนาจนิยมอย่างแท้จริง มุมมองที่ให้ความสำคัญกับกรุงเทพฯโดยละเลยจังหวัดอื่นที่ดูเหมือนว่าไม่ สำคัญเท่าใดนัก

กรุงเทพฯ อาจจะมีส่วนถึง 41 เปอร์เซ็นต์ใน GDP ของประเทศไทย และ นักวิเคราะห์ก็ได้ออกมาเตือนแล้วว่าความเสียหายอย่างมีนัยยะสำคัญต่อเมือง หลวงแห่งนี้จะส่งผลลบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น แต่ทุกคนต้องไม่ลืมว่าจังหวัดในภาคกลางได้จมอยู่ใต้น้ำมาเป็นเดือนๆแล้ว ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตรถยนต์อย่าง โตโยต้า และ ฮอนด้า ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิคอย่าง แคนอน, แอ๊ปเปิ้ล, โซนี่ และ โตชิบา รวมถึงผู้ผลิตฮาร์ดดิสค์อย่าง ซีเกต และ เวสเทิร์นดิจิตอล อุทกภัยได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับห่วงโซ่อุปทานของโลกใน อุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งยืนยันความจริงที่ว่า จังหวัดอื่นนอกกรุงเทพฯ ต่างก็มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมากไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ประการที่สอง ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ขณะที่กรุงเทพยังแห้งแต่พื้นที่ในชนบทถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ชาวกรุงเทพไม่ได้แสดงความเป็นห่วง เห็นอกเห็นใจอะไรเลยต่อสถานการณ์ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้น ราวกับว่ามันไม่เป็นไรหรอกที่คนในจังหวัดเหล่านั้นจะประสพทุกภัยตราบใดที่ กรุงเทพได้รับการปกปักรักษาไว้เป็นอย่างดี แต่ในวันนี้ชาวกรุงเทพกลายเป็นกลุ่มคนที่โวยวายเสียงดังที่สุด พวกเขามีอาการวิตกจริตอย่างยิ่งยวดกับเรื่องน้ำท่วม การพากันกักตุนอาหารช่วยกระพือบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ที่น่าขันก็คือพวกเขาทำราวกับว่าไม่มีความไว้ใจและความศรัทธาในตัวสุขุม พันธุ์ บุคคลที่พวกเขาสนับสนุนมาตลอดช่วงวิกฤติการณ์อีกต่อไปแล้ว

ถ้าจะมองว่าพฤติกรรมของชาวกรุงเทพเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสองมาตรฐานที่ตก ทอดมาอย่างยาวนานในสังคมไทย คงไม่เกินเลยที่จะบอกว่าในช่วงเวลาที่สังคมไทยยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่าง น่ากลัว สุขุมพันธุ์มีบทบาทในการทำให้รอยร้าวระหว่างกรุงเทพ กับ ส่วนอื่นของประเทศไทย ร้าวลึกยิ่งขึ้น

ความทุ่มความสนใจไปที่การปกปักรักษากรุงเทพครั้งนี้เป็นสิ่งสะท้อนให้ เห็นถึงแนวคิดเรื่องการรวบอำนาจสู่ศูนย์กลางที่ยังคงอยู่ แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ อำนาจและความมั่งคั่ง คือสินทรัพย์ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของกรุงเทพ สำหรับชาวกรุงเทพจำนวนมากแล้วการที่จังหวัดอื่นจะอ่อนแอ และไร้อำนาจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เช่นเดียวกับการคงไว้ซึ่ง ความยากจนและด้อยพัฒนาในต่างจังหวัดก็ไม่เห็นจะเป็นไร ภายใต้ทัศนคติแบบนี้พวกเขาก็สมควรแล้วที่จะต้องทนยืนหยัดสู้ภัยน้ำท่วม

แต่ไม่ใช่ด้วยทัศนคติแบบเดียวกันนี้หรือที่เป็นหนึ่งในสาเหตุมูลฐานของความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย?

ประการที่สาม การที่สุขุมพันธุ์ยังคงขัดแย้งกับรัฐบาลต่อไปเป็นการพิสูจน์ให้เห็นความจริง อีกข้อที่ว่า กลุ่มชนชั้นนำมีมุมมองส่วนตัว และ มีสิทธิ์ในการนิยามให้คำนิยามคำว่าผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ของชาติ นี่ช่วยอธิบายว่าทำไมสุขุมพันธุ์จึงเลือกที่จะไม่ฟังคำสั่งของรัฐบาล

การที่กระแสน้ำจากอุทกภัยกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กรุงเทพฯเข้าไปทุกทีๆ อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความแค้นเคืองที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ ของจังหวัดอื่นที่ถูกเอาเปรียบมายาวนานจนถึงจุดที่จะเอาคืนกรุงเทพฯบ้างแล้ว กรุงเทพฯ เห็นแก่ตัวมานานมากเกินไปแล้ว สุขุมพันธุ์ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากผนึกรวมความรู้สึกเห็นแก่ตัวระหว่าง ชาวกรุงเทพด้วยกัน

มันยากที่จะวัดว่าสุขุมพันธุ์รักประเทศไทยมากกว่าคนนอกกรุงเทพฯหรือไม่ แต่น่าเสียดายที่ว่าการให้ความสนใจกับกรุงเทพฯเพียงอย่างเดียว ได้บดบังวิสัยทัศน์ของเขาในการมองปัญหาจากมุมกว้าง จากมุมมองที่ปราศจากเกมการเมือง และเปี่ยมด้วยความห่วงใยในความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมชาติ เพื่อนร่วมประเทศไทยโดยไม่แบ่งแยกภูมิลำเนา

รายงาน: ปัญหาน้ำท่วมปี 2554 กับความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ที่มา ประชาไท

ภัยพิบัติน้ำท่วมที่รุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายสิบปี ยังคงสร้างความเสียหายในจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ ก็กำลังกระชับพื้นที่เข้ามายังมหานครกรุงเทพฯ อย่างไม่ลดละ ล่าสุด ข้อมูลจากทางการเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 คนแล้ว มีการประเมินค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าราว 3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 3 เปอร์เซนต์ของจีดีพี ซึ่งผู้เชียวชาญบางท่านได้ประเมินว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เสียหายมากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 มากกว่าหลายเท่าตัว ยังไม่ต้องพูดถึงความเสียหายทางจิตใจ และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายแสนที่ทรัพย์สินเกือบทั้งชีวิตลอยหายไปในพริบ ตาเดียว

ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า ตกลงน้ำท่วมครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ และยังสงสัยว่า ปีหน้าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับพวกเขาอีกหรือไม่ ถ้ามาแล้วจะต้องรับมือกันอย่างไร รัฐบาลมีแผนป้องกันภัยพิบัติหรือไม่ ตกลงนิคมอุตสาหกรรมควรจะย้ายหรือเปล่า หากแต่คนเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานไหนที่ชัดเจน และก็น่าสงสัยว่า พวกเขาจะได้รับคำตอบเหล่านี้ในอนาคตบ้างไหม

หนึ่งในข้อเสนอของการจัดการภัยพิบัติคราวนี้ คือ ให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อ สืบหาและสรุปข้อเท็จจริง ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนและเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 เพื่อเปิดเผยแก่สาธารณชน และการวางแผนป้องกันภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทยที่ไม่ค่อยจะมีคณะกรรมการอิสระที่เคยทำงานได้จริงนั้น การหันไปดูประเทศอื่นเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการภัยพิบัติ อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

กรณีศึกษาจากออสเตรเลีย

กรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ คือเหตุการณ์น้ำท่วมในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมปี 2554 กล่าวกันว่าเป็นภัยทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดของออสเตรเลียในรอบ 200 ปี ซึ่งได้คร่าชีวิตคนไปกว่า 30 คน และทำให้ประเทศเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้บางพื้นที่ของรัฐควีนส์แลนด์ซึ่งมีประชากรราว หนึ่งล้านสี่แสนคนนั้น จมอยู่ใต้น้ำที่สูงกว่า 4 เมตร

Colleges Crossing Flooded-5
น้ำท่วมในเมืองอิปสวิช (Ipswich) รัฐควีนส์แลนด์
ภาพจาก lordphantom74 (CC BY 2.0)

เมื่อกลางเดือนมกราคม ก่อนที่อุทกภัยดังกล่าวจะสิ้นสุดเสียอีก รัฐบาลของแคว้นควีนส์แลนด์ ก็มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง (Commission of Inquiry) เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วม โดยตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งควีนส์แลนด์ แคเธอรีน โฮล์มส์ เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีจิม โอซัลลิแวน อดีตอธิบดีกรมตำรวจควีนส์แลนด์ และฟิลลิป คัมมินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเขื่อน เป็นรองประธาน คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจออกหมายเรียก และหมายค้นใครก็ได้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาเป็นพยานและให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการค้นหาความจริงกรณีอุทกภัยในควีนส์แลนด์

คณะกรรมการอิสระดังกล่าว มีหน้าที่สอบสวนในหลายประเด็น เช่น ความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในการรับมือภัยพิบัติ, การจัดการระบบเขื่อน, การพยากรณ์อากาศและระบบเตือนภัย, ความเหมาะสมของการวางผังเมือง ไปจนถึงตรวจสอบการทำงานของบริษัทประกันภัย โดยข้อเท็จจริงที่ได้ต้องผลิตออกมาเป็นรายงานเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยกำหนดให้รายงานขั้นกลาง (interim report) ส่งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

ฝีมือมนุษย์หรือภัยธรรมชาติ?

ในขณะที่สื่อมวลชนบางฉบับในเมืองไทยยังคงโหมข่าวว่า สาเหตุของอุทกภัยครั้งนี้ เป็นเพราะสยามเทวาท่านลงโทษเพราะมีผู้นำหญิงนำกาลีมาสู่เมือง สื่อมวลชนหัวใหญ่ของออสเตรเลียอย่าง ดิ ออสเตรเลียน (The Australian) ได้เข้าถึงข้อมูลในเดือนมกราคม 2554 ที่เปิดเผยว่า น้ำที่ไหล่บ่าเข้าท่วมควีนส์แลนด์ราว 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากเขื่อนวิเวนโฮ (Wivenhoe Dam) ที่กักเก็บน้ำไว้มากเกินไปช่วงปลายปีในฤดูฝน (ฤดูฝนของออสเตรเลียอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเมษายน) ประกอบกับปรากฏการณ์ “ลา นินญ่า” (La Nina) ที่นำพายุไซโคลนเข้ามาสู่ทวีปพร้อมปริมาณน้ำฝนที่มากที่สุดที่เคยมีมาของ ออสเตรเลีย ทำให้มวลน้ำปริมาณมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมเมืองสามในสี่ของรัฐควีนส์แลนด์จนไม่ เหลือชิ้นดี

ข้อสงสัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยหนังสือพิมพ์ ดิ ออสเตรเลียนนี้ ทำให้รัฐบาลบรรจุเรื่องการจัดการน้ำในเขื่อน เป็นวาระหลักในการสอบสวนของคณะกรรมการค้นหาความจริงด้วย

Ipswich floods - Wednesday afternoon
น้ำท่วมในเมืองอิปสวิช รัฐควีนส์แลนด์
ภาพจาก
Jim yes that is me (CC BY 2.0)


หลังจากน้ำท่วมไม่ถึง 8 เดือน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2554 รายงานสรุปข้อเท็จจริง ก็ได้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน และได้ข้อสรุปว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นมีส่วนมาจากการปล่อยน้ำในเขื่อนไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องไว้หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • การสื่อสารระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำ และกรมที่เกี่ยวข้องที่ไม่ชัดเจน นำไปสู่การจัดการภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที
  • การคำนวณปริมาณน้ำฝนในช่วงปลายปีที่ผิดพลาดของวิศวกรเขื่อนและกรมอุตุ นิยมวิทยา ทำให้การปล่อยน้ำจากเขื่อนมีมากเกินไปในระยะเวลาอันสั้น
  • การมีมาตรวัดปริมาณน้ำที่ติดตั้งไม่ทั่วถึงบริเวณเขื่อน ทำให้การวัดปริมาณระดับน้ำมีความคลาดเคลื่อน
  • นอกจากนี้ สื่อบางฉบับยังตั้งคำถามกับซอฟท์แวร์การจัดการทรัพยากรของกระทรวงน้ำที่มีอายุมากถึง 15 ปีด้วย

บุคคลเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างรัฐมนตรีกระทรวงน้ำของออสเตรเลีย สตีเฟน โรเบิร์ตสัน ได้กล่าวในระหว่างการไต่สวนสาธารณะว่า ถึงเขาจะรับทราบว่าเขื่อนวิเวนโฮควรจะปล่อยน้ำออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีที่ว่างในการรับปริมาณน้ำฝน แต่ก็ยอมรับว่า ทางกระทรวงไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว ส่วนต่อคำถามที่ว่ากรมของเขาทำงานผิดพลาดหรือไม่ เขาตอบว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ต้องไปสอบสวนและหาข้อสรุปด้วยตัวเอง

การที่คณะกรรมการอิสระดังกล่าว มีอำนาจในการออกหมายเรียกพยานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการสอบสวนกรณีน้ำท่วม ทำให้มีการเรียกบุคคลอย่างน้อย 250 คน เข้ารับการไต่สวนสาธารณะ ทั้งจากกระทรวงน้ำ วิศวกรเขื่อน เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น ไปจนถึงเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย และแจกแจงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อการจัดการน้ำในช่วงดัง กล่าวต่อคณะกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีรับฟังสำหรับประชาชนที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องการจะมาให้ปากคำ เกี่ยวกับเหตุการณ์ด้วย

ผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์ แอนนา ไบลฮ์ กล่าวถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระนี้ว่า นอกจากจะทำให้เราสามารถสรุปปัญหาของการจัดการน้ำในเขื่อนแล้ว ยังทำให้เราสามารถวางแผนในอนาคตเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย ได้

“คณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายที่สำคัญ คือ จะไม่มีก้อนหินก้อนไหนที่ไม่ถูกตรวจสอบ หากมันเกี่ยวข้องกับการตอบคำถามของประชาชนต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการเขื่อนวิเวนโฮ หรือเหตุการณ์โชคร้ายที่แม่น้ำล็อกเกอร์ก็ตาม” ไบลฮ์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เอบีซี

“เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ เพื่อที่เราจะได้ป้องกันตัวเองให้พร้อมกว่านี้ในอนาคต เราต้องให้เกียรติผู้คนที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากหายนะ และในการทำเช่นนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น” เธอกล่าว

ในขณะนี้ คณะกรรมการอิสระที่ค้นหาความจริงกรณีน้ำท่วมควีนส์แลนด์ ยังคงทำหน้าที่ต่อไป และมีหน้าที่ส่งรายงานฉบับสุดท้ายในเดือนมิถุนายนปี 2555 โดยจะสืบสวนในเรื่องการวางผังเมือง และผลิตข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว เพิ่มเติม ในขณะที่รายงานขั้นกลาง มีจุดประสงค์เพื่อหาข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันและวางแผนภัยพิบัติก่อนฤดูฝนในปีถัดไป

อันที่จริง วิวาทะเรื่องสาเหตุของน้ำท่วมว่ามาจากธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์นั้น ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นแค่ประเทศไทยที่เดียว แต่ในประเทศอินเดียซึ่งประสบภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีการถกเถียงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

วิวาทะร้อนในอินเดีย

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ของอินเดียหลายฉบับ ได้ตีพิมพ์การโต้ตอบระหว่างนักวิชาการ-นักเคลื่อนไหว และเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวกับกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายน 2554 ในรัฐโอริสสา โดยฝ่ายค้านกล่าวว่า น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบกักเก็บน้ำในเขื่อนมากเกินไป ถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาตรเต็มของเขื่อน ทำให้เมื่อเข้าหน้าฝน เขื่อนไฮรากุดจำเป็นต้องปล่อยน้ำจำนวนมหาศาลออกมาภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าแปดสิบคน และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

ผู้เชียวชาญระบุว่า จุดประสงค์ดั้งเดิมของเขื่อนไฮรากุดที่ขวางแม่น้ำมหานาดี มีไว้เพื่อป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตามในระยะหลังๆ เขื่อนดังกล่าวถูกใช้เพื่อการชลประทาน การผลิตไฟฟ้า และใช้ในอุตสาหกรรมร่วมด้วย ทำให้มีการเก็กกับน้ำในเขื่อนมากเกินจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียได้ตอบโต้ว่า น้ำท่วมดังกล่าว ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการจัดการน้ำในเขื่อนผิดพลาด และยืนยันว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนไฮราคุดซึ่งเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ เป็นไปตามข้อกำหนดที่คำนวณไว้อย่างถูกต้องแล้ว

ทางนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหว ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริง และตีพิมพ์ “สมุดปกขาว” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะอีกด้วย

ปัญหาเผือกร้อน

ส่วนในประเทศไทยเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามกับสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมอย่าง ตรงไปตรงมามากนัก แต่เรายังพบเห็นฝ่ายต่างๆ ทั้งนักวิชาการ หน่วยงานราชการ บล็อกเกอร์ นำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์ถึงสาเหตุของน้ำท่วมปี 2554 มานำเสนอต่อสาธารณะกันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีข้อสรุปที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น

  • ปริมาณฝนที่มากผิดปรกติ เนื่องมาจากพายุโซนร้อน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 40%) เป็นสาเหตุหลักของน้ำท่วมในครั้งนี้ (Andrew Walker, Thai flood cause revealed: rain! , เว็บไซต์นิวแมนดาลา)
  • การบริหารจัดการน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ข้อมูลปริมาณฝนที่ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในวางแผนในการจัดการน้ำให้เหมาะสม (ชินวัชร์ สุรัสวดี, เทียบข้อมูลฝนจากดาวเทียม หาสาเหตุวิกฤตน้ำท่วม 2554, มติชน)
  • ไม่มีการติดตามข้อมูลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ทำให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) คาดการณ์ผิด และเก็บน้ำไว้ในเขื่อนใหญ่ทั้งหมดเพราะกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ในหน้าแล้ง ส่งผลให้เมื่อฝนตกต่อเนื่อง เขื่อนใหญ่จำเป็นต้องปล่อยน้ำทั้งหมดออกมาพร้อมกัน ทำให้ปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมามีมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกใส่เขื่อน (สมิทธิ ธรรมสโรช, น้ำท่วม...บริหารจัดการไม่เป็น [บทสัมภาษณ์], โพสต์ทูเดย์)
  • การขาดการบูรณาการในการจัดการน้ำระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น กฟผ. กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีวิสัยการทำงานแบบต่างคนต่างทำ รวมถึงปัญหาผังเมือง การขาดองค์ความรู้เรื่องน้ำที่เป็นระบบ และความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา (สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, เห็นอะไรในสายน้ำ?, ประชาไท)
  • ความไม่พร้อมของรัฐกับการรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่, ระบบการระบายน้ำ และประสิทธิภาพของระบบการพยากรณ์ โดยในปีนี้ ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานพยากรณ์ว่า จะมีพายุเข้าเพียง 2 ลูก แต่ในความเป็นจริงมีพายุเข้าถึง 5 ลูก (มนตรี จันทวงศ์, เสวนาเปิดน้ำท่วม(ปาก): "น้ำท่วม ตอผุด" การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ผูกขาดโดยผู้เชี่ยวชาญ, ประชาธรรม)
  • สื่อมวลชนบางสำนักยังตั้งคำถามถึงความเป็นผู้หญิงของยิ่งลักษณ์ ที่นำเคราะห์ร้ายภัยน้ำท่วมมาสู่ประเทศด้วย (ปราโมทย์ นาครทรรพ, อาเพศผู้นำหญิงจริงหรือไม่ หรือการเมืองจัญไรมาต่อเนื่อง, ผู้จัดการออนไลน์)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ร่วมตัดสินใจในการปล่อยน้ำจากเขื่อนร่วมกับกรมชลประทาน ได้ออกมาปฏิเสธว่า การจัดการเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อน้ำท่วมในครั้งนี้ หากแต่สาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปรกติ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ว่า ความเข้าใจของคนทั่วไปที่เชื่อว่าการปล่อยน้ำจากเขื่อนในภาคเหนือเป็นสาเหตุ ของอุทกภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และยังเสริมว่า ถ้าหากไม่มีเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์แล้ว อาจทำให้ปัญหาน้ำท่วมรุนแรงขึ้นกว่านี้ 2-3 เท่า

แน่นอนว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากจะออกมาแสดงความรับผิดชอบมากนัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องทำหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงและสรุปบทเรียนให้ได้ว่า สาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้ มาจากปัญหาอะไรกันแน่ ไม่ใช่เพื่อการกล่าวโทษหรือหาแพะมารับผิด แต่เพื่อเป็นการถอดบทเรียนและวางแผนป้องกันได้อย่างเหมาะสมในอนาคต

มองไปข้างหน้าได้ แต่อย่าลืมสรุปบทเรียน

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้เริ่มพูดถึง “นิวไทยแลนด์” โครงการขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณถึง 8 แสนล้านบาท เพื่อเร่งฟื้นฟูประเทศในทุกด้าน ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างถาวร รวมถึงการปรับปรุงประเทศเพื่อเน้นการลงทุนในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีก็ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการและกลไกปฏิบัติงานฟื้นฟูเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 9 ชุด เพื่อดูแลในด้านต่างๆ เช่น การเยียวยาด้านโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต รวมถึงคณะกรรมการสื่อสารสาธารณะ และคณะที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังคงยังไม่เห็นว่า จะมีคณะกรรมการใดที่สามารถตอบข้อสงสัยของประชาชนถึงสาเหตุของน้ำท่วมที่เกิด ขึ้นได้อย่างชัดเจนนัก

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ มากเท่าใด แต่รัฐบาลควรจะตระหนักถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความ จริงในกรณีน้ำท่วมปี 2554 เพื่อนำข้อสรุปไปปฏิรูปนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหามาซ้ำรอยในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการตรวจสอบและความโปร่งใสในหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐด้วย

ทั้งนี้ เงื่อนไขของการตั้งคณะกรรมการดังกล่าว คงต้องได้รับงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการ มีอำนาจในการออกหมายเรียก และหมายค้นต่อบุคคลที่เห็นว่าเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญ จะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้ล้มเหลวเฉกคณะกรรมการอิสระอื่นๆ ที่เคยมีมาในอดีต และสามารถดำเนินการได้อย่างสมประโยชน์ของประชาชนไทยให้มากที่สุด

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการจากวิทยาลัยเอเชียแปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ประเทศออสเตรเลียสามารถตั้งคณะกรรมการอิสระและค้นหาความจริงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเพราะวัฒนธรรมทางการเมืองในออสเตรเลียที่ประชาชนมีคุ้นชินและคาดหวังสูง ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบต่อการตัดสินใจและการกระทำต่างๆ อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน

นอกจากนี้ เขายังชีด้วยว่า การที่งานด้านการจัดการภัยพิบัติในออสเตรเลีย ถูกจัดอยู่ภายใต้สำนักงานอัยการสูงสุดในรัฐบาลแห่งชาติ และเป็นวาระสำคัญหนึ่งด้านความมั่นคงแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นถึงการเน้นย้ำความสำคัญทางการเมืองของการจัดการภัยพิบัติของ ประเทศออสเตรเลีย

หากประเทศไทยต้องการที่จะแก้ปัญหาภัยพิบัติให้ได้อย่างถาวร นอกจากจะต้องปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานการจัดการน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง และสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสในทุกหน่วยงานแล้ว เห็นที่จะต้องนิยามความหมายของคำว่า “ความมั่นคงแห่งชาติ” กันใหม่ด้วย เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือได้กับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อย่างรวดเร็ว ไม่ล้าหลังและเชื่องช้าดังเช่นที่เป็นมา

ฟาร์มในใจของพี่ๆตำรวจ(คือว่ามีความในใจเยอะไง)

ที่มา Thai E-News

เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง-ทหาร เค๊าขี่ GMC แต่พี่ตำรวจของตรูไถแพไม้ไผ่กลางแยกลาดพร้าว ทหารขี่ Black hawk ไม่พ้นตำรวจตรูใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่อีกดิคะ(ที่่มา:facebook Myra SaNgawong)

อินเทร็นด์-เครื่องแบบพี่จ่าตำรวจจราจรในตอนนี้(ภาพ:AP)
หน่วยปราบโจรแมวน้ำ-ต้องทะมัดทะแมงไปด้วยเจ๊ตสกีครับ แพไม้ไผ่คงไม่เวิร์ค(ที่มา:facebook )

ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้-ตำรวจไทยจับได้ทุกอย่าง ถ้าพี่เค้าตั้งใจจะจับจริงๆ น่ะนะ ฮ่า (ภาพ:Sayam Intarasuwanno)

ข่าวคืบหน้าจ่าเฉยไม่รอด-เจ้าหน้าที่ตำรวจสภต.คูคต ปทุมธานีพากันหามร่างจ่าเฉยที่กลายเป็นจ่าแฉะไปแล้ว ส่วนจะส่งที่ไหน ข่าวไม่ได้แจ้ง(ที่มา:facebook หลวงเจ๊ว.วินมอไซค์ อัณฑะญานโตงเตง)

แข็งขันไม่หวั่นแม้น้ำมามาก-ก่อนหน้านี้จ่าเฉยยังอุตส่าห์ทำหน้าที่แข็งขัน ในที่สุดก็สู้ไม่ไหว ดังภาพก่อนนี้(ที่มา:facebook Love Nan Thung Chang)

ฟาร์มในใจตำรวจ(ความในใจเยอะขนาดเป็นฟาร์ม)



ความในใจของพี่ตำรวจ-เรื่อง จริงที่ต้องบอกตามตรง ว่าตำรวจได้เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ด้วยแรงกายกันมาก โดยมีนายตำรวจท่านหนึ่งได้ปรับทุกข์ว่า"ตำรวจอยากช่วยเหลืออย่างมาก อยากได้รถ GMC และเรือยนต์ อย่างละ 2 ลำ พวกผมจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ทหารทำได้ ตำรวจก็ทำได้ ไม่ใช่แค่เพียงให้มาแบกข้าวสารในศปภ.แล้วก็หาว่าตำรวจไม่ทำไร พวกผมเสียใจ ที่สน.ไม่มีอุปกรณ์ยานพาหนะให้ตำรวจใช้เหมือนของทหาร" นี่คือความในใจส่วนหนึ่งของตำรวจ 2 ท่านนี้ (ที่มา facebook เป็ด โลตัส)
ภาพ:มติชนออนไลน์

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ไม่รู้รถใครหนีน้ำขึ้นไปจอดซ้อน2บนทางด่วนอื้อเลย

-ภาพประทับใจทหารทั่วโลกกอบกู้ภัยพิบัติในฐานะกลไกรัฐบาล ยามที่คนไทยบางส่วนกำลังดราม่าผิดๆ

ตรรกะสลิ่มกับประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ที่มา Thai E-News

ตรรกะ-ความเห็นของล็อกอินหนึ่งในเว็บพันทิป


โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
9 พฤศจิกายน 2554

ขอ นำประเด็นที่โพสต์ที่เฟสบุ๊ควันนี้ มารวบรวม ร้อยเรียงใหม่ เพื่อการทำความเข้าใจอย่างง่ายๆ เรื่องความสับสนเกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทย


ก่อน อื่นมีน้องที่น่ารักคนหนึ่งเตือนความจำว่าวันที่เขียนบทความนี้ ( 8 พฤศจิกายน 2490) เมื่อ 64 ปีที่แล้ว ทหารและรอยัลลิสต์ ออกหน้าโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ร่วมกันทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลคณะราษฎร และนำสู่การสิ้นสุดของประชาธิปไตยโดยประชาชน

หลังจากที่ได้พยายาม ประคับประคองมาได้ 15 ปี นับตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมือง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ดำรงอยู่มาจนถึงปัจจบุัน

การก่อเกิดพรรคประชาธิปัตย์เพื่อปกป้องชนชั้นสูง

ใน ปี 2489 ม.ร.ว. เสนีย์​ ปราโมช และควง อภัยวงศ์ ด้วยการสนับสนุนจากชนชั้นสูง ได้ร่วมตัวกันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา มีผลงานประจักษ์เด่นชัดว่าเป็นพรรค(พวก) "ของชนชั้นสูง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นสูง" และได้เล่นเกมส์การเมือง ทั้งในและนอกรัฐสภาในมาด "ผู้ดีรัตนโกสินทร์"

ผนวกกับด้วย ยุทธศาสตร์ "ปากว่า ตาขยิบ" หมายความว่า ในขณะที่ปากบอกว่า “เราจะเล่นตามกติกา” แต่ “ตา” ก็ “ขยิบ” ให้พลพรรค (พวก) สาดโคลนขั้วตรงข้ามอย่างรุนแรง ในทุกรูปแบบที่ทำได้

กรณีตัวอย่างที่ เป็นที่รับรู้กันอย่างดี คือ การปรักปรำ ศาสตราจารย์ดร.ปรีดี พนมยงค์ แกนนำแห่งคณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงคำนิยามประเทศไทยจาก "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" มาเป็น "ประชาธิปไตย" ได้สำเร็จในปี 2475 (ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าปรีดี เป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยเมืองไทยก็ว่าได้) ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8

และยังมีการ สร้างจิตวิทยามวลชนเพื่อกดดันปรีดี ด้วยการส่งคนไปตะโกนในโรงหนังว่า "ปรีดีฆ่าในหลวงอานันท์" จนปรีดีต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และไม่ได้กลับเมืองไทยจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2526 เป็นต้น

ด้วยเป็น พรรคเดียวในประเทศไทย ที่อยู่รอดการถูกล้มมาได้จนถึงปัจจุบัน ประชาธิปัตย์จึงมีวิทยายุทธทางเกมส์การเมืองที่กล้าแกร่ง และมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยากที่จะหาพรรคการเมืองใดในประเทศไทยเทียบ เทียมได้

และด้วยการมีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจเก่ามาอย่างยาวนาน พรรคประชาธิปัตย์ จึงโดดเด่นในเรื่องการ “เล่นเป็นทีม” มากกว่า พรรคการเมืองรุ่นหลัง ที่มักมีตัวชูโรงส่วนใหญ่เป็น “หัวหน้าพรรค” เท่านั้น

แต่ พรรคประชาธิปัตย์และค่ายชนชั้นสูงที่ไม่ต้องทำงานหนักมากนักมาโดยตลอด ต้องหวั่นไหวจากการการก่อตัวของพรรคไทยรักไทยในปี 2540 ที่แม้จะสูญเสียผู้นำไปหลายรุ่น (จากการถูกตัดสิทธิทางการเมืองและคดีความต่างๆ) รวมทั้งถูกกยุบพรรคถึง 2 ครั้ง จนต้องตั้งพรรคสำรองไว้ทั่วราชอาญาจักรเพื่อเตรียมตัวยามถูกยุบพรรค จะได้มีพรรคเสียบได้ทันท่วงที

และปัจจุบันยังดำรงอยู่ในชื่อ "พรรคเพื่อไทย" และยังสามารถเอาชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ได้อีกสมัย และทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล

กระนั้นด้วยความแข็งแกร่งของ พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องด้วยการมีสายสัมพันธ์กับขั้วอำนาจเก่าอย่างแนบแน่น และเชี่ยวชาญยุทธการ "หลังม่าน" หรือ “การล็อบบี้ทั้งในและนอกรัฐสภา” ตลอดจนสามารถรวบรวมชนชั้นสูงที่จบจากเมืองนอก ทั้งจากฮาร์วาร์ดและอ๊อกฟอร์ด เข้ามาอยู่ในพรรคจำนวนมาก ภาษาอังกฤษจึงไม่ผิดเพี้ยน เพราะพริ้ง งดงาม นุ่มนวล

ทำเอาสาวสลิ่มพากันเคลิบเคลิ้ม คลั่งไคล้ กันอย่างหนัก

การ สร้างภาพที่สำเร็จงดงามกับชาวฟ้า ชาวกรุงว่า นักการเมืองผู้ดี ที่มาจากชนชั้นสูง คือกลุ่มคน(กลุ่มเดียว) ที่มีศักยภาพและคุณสมบัติแห่ง “การเป็นนักการเมืองที่ดี“ พร้อมทั้งอัดฉีดแคมเปญต่างๆ เพื่อดำรงคุณค่าและสถานะแห่ง "ผู้ดี"

และตอกย้ำคนชั้นล่างถึงความ เป็น "ไพร่" ว่า “อย่าสะเออะเสนอหน้า” ไว้ได้อย่างมั่นคง ไปกับวาทะกรรม "คนไม่เท่ากัน" และ "ผู้ดี=คนดี" "คนชนบท=คนโง่" กันอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ

แต่เนื่องจาก “ความจนไม่เข้าใครออกใคร” แม้จะเจียมเนื้อเจียมตัว แต่เมื่อถูกกดขี่บีทาอย่างไม่เว้นวาย คนจนก็ลุกขึ้นตั้งคำถามและมีปฏิกริยาตอบโต้บ้างว่า “การเมืองตัวแทน” ไม่จำเป็นต้องเป็น “การเมืองคนดี” แต่เป็นการเมืองระบบรัฐสภาตัวแทน ที่เคารพเสียงส่วนใหญ่ โดยประชาชนจะทำหน้าที่ควบคุมตัวแทนของเขาเอง . .

จนตอกหน้าพรรคอำมาตย์จนหน้าหงายแพ้การเลือกตั้งมาต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยการเลือกตั้งปี 2544

หน้าสิ่วหน้าขวาน

หลัง จากที่ขั้วอำนาจเก่า หรือขั้วอำมาตย์พ่ายแพ้มาครั้งแล้ว ครั้งเล่า ทั้งในสนามเลือกตั้ง ทั้งไม่สามารถคุม​“ไพร่” ไว้ใน “กะลาครอบ” ได้อีกต่อไป ด้วยคำสาปให้คนหมอบคลาน และมอบกราบอยู่ใต้ตีนอำมาตย์นั้น ได้ถูกทำลายลงไปด้วยโกเต๊กเปื้อนเลือดของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ประกาศบนเวทีพันธมิตรฯกระจายสัญญาณผ่านสถานี ASTV ของตนเมื่อ 29 ตุลาคม 2551 ว่า
"ได้ทำพิธีบางอย่างกับพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ด้วยการนำผ้าอนามัยหญิงที่ใช้แล้วจำนวน 6 ชิ้นไปวางไว้ที่บริเวณดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องการป้องกันภูติผีตามความเชื่อของตน"

ราช อาณาจักรไทย ณ ยามนี้จึงอยู่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างน่ากลัว เพราะแม้รอยัลลิสต์หัวรุนแรง ที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล จะยึดถนนราชดำเนิน ยึดทำเนียบ ทำร้ายตำรวจจนคนพันธมิตรที่ปะทะกับตำรวจจนเสียชีวิต (แต่ก็ได้รับการจัดงานศพเป็นการตอบแทนการทำคุณประโยชน์) หรือแม้แต่ฮึกเหิมถึงขั้นยึดสนามบินนานาชาติ ก็ไม่มีัใครในหมู่แกนนำพันธมิตรถูกจับกุมหรือคุมขัง

ต้องขอบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำให้ “ราษฎรตื่นอีกครั้ง” จากการประจักษ์แจ้งอย่างมโหฬารกับคำว่า “สองหรือสามมาตรฐาน” จนเกิดเหตุการณ์ “ตาสว่างโร่ทั้งแผ่นดิน” อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในสังคมไทย!

สงครามน้ำลายฟูมปากสลิ่ม





ผ่าน ไป 5 ปี เมื่อเสื้อเหลืองหมดมนต์ขลัง จึงต้องกลายร่างเป็นเสื้อหลากสีแต่ก็ไร้น้ำยา และในยามนี้ต่างพากันมาสิงสถิตย์อยู่ในโลกเฟสบุ๊ค พร้อมกับอัดฉีดความเป็น “สลิ่ม” ไว้ โจมตีค่ายเพื่อไทยและคนเสื้อแดงอย่างไม่ลดละ พร้อมกับตัวเลขผู้ใช้เฟสบุ๊คในเมืองไทยพุ่งทะยานในอัตราที่สูงเกือบที่สุดใน โลก

ด้วยจำนวนทั้งสิ้นถึง 12,881,800 คน (ผู้ใช้) เพิ่มขึ้น 3,583,800 ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาก (ดู http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/thailand)

ยาม นี้ อาจจะถือได้ว่า เป็นช่วงสุดท้ายของสงครามเย็นภายใต้ยุทธการ “สงครามน้ำลายชนชั้น” ผ่านทาง การวิวาทะกันอย่างดุเดือดด้วย "ภาษาพ่อขุนอุปถัมภ์" ในเฟสบุ๊คและอินเตอร์เนต เป็นการปะทะแห่งค่าย "เหลือง-แดง" ที่กระทำที่กันอย่าง "ดุดัน" และ "รุนแรง" ขึ้นเรื่อยๆ "ไม่สนใจความถูกต้อง" "ใช้คำผรุสวาท ด่าพ่อล่อแม่ ด้วยภาษา "ควายแดง" กับ "ควายเหลือง" กันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ข่าวรัฐประหาร ที่มีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งก็ยังคงดังกระหึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม!


เมื่อ "สงครามน้ำลายผู้ดี" ใช้ไม่ได้ผล ประเทศไทยก็ถูกถาโถมรับการกลับมาของรัฐบาลเพื่อไทย ค่ายทักษิณ ชินวัตร ด้วย "สงครามน้ำท่วมปาก" และเมื่อ “สงครามน้ำท่วมปาก” ดูท่าว่าจะไม่ได้ผล เพราะว่า “ไม่สามารถปิดปากประชาชนทั้งประเทศได้” สลิ่ม จึงต้องงัดไม้เด็ดที่น็อคไพร่มาตลอดมาใช้อีกครั้งหนึ่ง คือ "สงครามความรักและปกป้องสถาบันฯ"

เมืองไทยยามนี้ (และตลอด 6 ปีที่ผ่านมา) จึงอยู่ในสภาวะล่อแหลม และหลายฝ่ายต่างวิตกกันว่า หลัง "สงครามน้ำ (ท่วมปาก)” คลี่คลาย "สงครามในนามแห่งความรักและปกป้องสถาบัน" จะ มาแรงอีกระลอก (และจริงๆ แล้วมันได้เริ่มต้นแล้วอย่างบ้าคลั่งในเฟสบุ๊ค) เพื่อเปิดทางให้ “ทหารทำการรัฐประหาร(ตามความเชียวชาญประการเดียวที่ทหารเมืองไทยมี) “ ในนามปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์“ กันอีกครั้ง

และ “สงครามความรักและปกป้องสถาบันฯ” จะสำเร็จเช่นที่ทำให้ "คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)" ทำรัฐประหาร "รถถังและดอกไม้" ได้สำเร็จเหมือนเช่นปี 2549 หรือไม่? . . และการขยายวงกว้างแห่งกระแส "ตาสว่าง" จะมากพอจนทำให้ประเทศไม่ถูกน็อคเป็นครั้งที่ 21 หรือ 22 ได้หรือไม่?

ณ ยามนี้ พรรคเพื่อไทยจึงเป็นรัฐบาลที่อยู่ในสภาวะ "หน้าสิ่วหน้าขวาน" ที่กำลังใส่เสื้อชูชีพลอยคออยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อรอปาฎิหารย์น้ำลด และสวดออนวอนเทวดาว่าขออย่า "ถูกอุทกรัฐประหาร" ในท่ามกลาง "อภิมหาชลาศัย" ด้วยเทอญ


กระต่ายกับเต่า

ประเทศไทยถูกจัดอันดับตกลงมาเรื่อยๆ ในทุกการจัดอันดับในโลก . . .

ประเทศ ไทยถูกจัดอยู่ที่ลำดับ 73 ของดัชนีชี้วัดการพัฒนาของสหประชาชาติเมื่อปี 2548 แต่ในการจัดลำดับประจำปี 2554 เราตกร่วงลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 92 . . .

ใน รายงานปี 2554 ขององค์กรเสรีภาพแห่งโลก (Freedom House) จัด ประเทศไทยในกลุ่ม "ไม่มีเสรีภาพทางสื่อ (2553)" และ "ไม่มีเสรีภาพทางเนต (2554)" ด้วยสาเหตุการใช้ พรบ. คอมพิวเตอร์และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรง

ยิ่งกว่านี้ ในสภาวะการบริหารงบประมาณแผ่นดินที่ขาดดุลและต้องกู้เงินปีละประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาทมาต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2552 จนปัจจุบันนี้ ถ้าคำนวณกันคร่าวๆ ก็คงตกราวๆ 1.5 ล้านล้านบาท (ร่วมสามเท่า จากการกู้เงินไอเอมเอฟ 14,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงวิกฤติฟองสบู่แตกในปี 2540 . . หวังว่าผู้เขียนจะคำนวณผิด เพราะไม่อยากเห็นยอดเงินกู้ของประเทศสูงท่วมภูเขาทองเช่นนี้!)

เรา เสียเวลากันมานานมากเกินพอแล้ว จะต้องรอกันอีกกี่สิบหรือกี่ร้อยปี และจริงๆแล้วเราไม่มีเวลาที่จะเสียอีกแล้วเพราะเพื่อนบ้านทั้งหลายในกลุ่ม ASEAN ที่พี่ไทยคิดว่าเป็นเต่าต้วมเตี้ยม ที่เราเคยภาคภูมิใจเราแซงหน้าและเราจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

เพียง ไม่กี่ปีให้หลัง เต่ายักษ์อาเซียนต่างทะยอยพากันเดินต้วมเตี้ยมเลยหน้า "พี่ไทยกระต่าย" ที่มั่วแต่หลงระเริงและนอนหลับอยู่ข้างทาง แม้ขณะนี้เพื่อนบ้านที่พี่ไทยเคยดูถูกดูแคลนนักหนาเช่นพม่า ลาว เวียดนาม เขมร ต่างก็คืบคลานตามมาอย่างกระชั้นชิด จนอาจจะแชงหน้าพี่ไทยไปในไม่ช้า ถ้า "กระต่าย" ยังชะล่าใจและนอนเล่นด้วยความเชื่อมั่นว่า "พรสวรรค์" นั้นดีกว่า "พรแสวง" เพียรเฝ้าสวดสรรเสริญเพื่อขอพร "เทวดา" ไม่นาน "ฟ้าก็จะมาโปรด" อยู่เช่นนี้

อนาคตของไทยขึ้นอยู่กับ "คนตาสว่าง" และ "คนรักประชาธิปไตย"

ใน สานการณ์ยามนี้ “คนตาสว่าง” และ “คนที่มีเหตุผล” โดยเฉพาะ "ไพร่" หรือ "คนรักประชาธิปไตย" คืออนาคตของชาติ ที่ต้องลุกมาใช้เหตุผลถกเถียงกันอย่างกว้างขวางกับวาทะกรรมการเมืองชนชั้น โดยเฉพาะการให้นิยาม สร้างค่านิยมกันใหม่ กับคำว่า . . .

*"อำมาตย์ - ไพร่" หรือ “ไพร่ - อำมาตย์”
*"ผู้ดี = คนดี" “คนดี = คนไม่โกงกิน”
*นักการเมืองดี = นักการเมืองที่คนกรุงเทพเลือก
*นักการเมืองดี (ผู้ดี) = ลูกอำมาตย์ จบเมืองนอก ยิ่งจบอ๊อกฟอร์ดหรือฮาร์วาร์ด ก็ยิ่งถือว่าเป็นเกรดเอ
*นักการเมืองจบมหาลัยเมืองไทย = กระจอก = พวกซื้อใบปริญญา = โกงกิน
*นักการเมืองโกงกิน = นักการเมืองที่ชาวบ้าน (คนบ้านนอก) เลือก
*ชาวบ้าน = เลือกนักการเมืองโกงกิน = โง่
*ประเทศไทยจำต้องปกครองด้วย "คนดี" ไม่ใช่ ผู้แทนที่เลือกโดย "คนโง่"
*ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปว่า "คนชนบทโง่กว่าคนเมืองเทวดา"
*ฯลฯ

ตัวอย่าง การให้ค่า ตีค่า และคำจำกัดความภาพการเมืองไทย ดังที่ยกมาข้างบนนี้ แสดงให้เห็น (ในระดับหนึ่ง) ถึงค่านิยมและวาทกรรมทางภาษาที่ตั้งอยู่บนฐานคิดว่า "คนไม่เท่ากัน"

ถึง เวลาที่คนไทยจะต้อง "เปิดกะลา" ที่ครอบไว้ซึ่งความภาคภูมิใจใน "ไทยแท้ ที่ไม่เหมือนใครในโลก" แบบผิดๆ และพิจารณาความเป็นจริงในไทยและในโลกอย่างตรงไปตรงมา

คนไทยและประเทศ ไทยยังต้องมีภารกิจอีกมาก ที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อ เนื่อง ทั้งจากการเมือง เศรษฐกิจ และธรรมชาติ

และที่สำคัญต้องเร่ง สร้างจิตสำนึกแห่งมนุษยชาติของคนในประเทศที่เคารพ ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกันในศักดิ์และศรีตามคำประกาศแห่งปฏิญาสากลที่ไทยร่วมและให้ สัตยาบันนับตั้งแต่ปี 2491 ซึ่งเป็นพันธกิจที่รัฐบาลไทยไม่เคยกระตือรือร้นที่จะส่งเสริมหรือพยายาม สร้างให้เป็นจริง . .

เพราะ "คำประกาศสิทธิมนุษยชนสากล" นั้นหนักแน่นใน
"มนุษย์ ทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฎิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง"
ซึ่งมันจะไปคานกับจิตวิทยา "คนไม่เท่ากัน" ที่ค่ายอำมาตย์อัดฉีดกันทุกช่องทาง

เมือง ไทยจำเป็นต้องถกเถียงและหักล้างตรรกะสลิ่ม ด้วยเหตุผล พร้อมกับต้องมีการสังเคราะห์ และวิเคราะห์นิยามคำและภาษาของคนเมืองเทพฯ รวมทั้งต้องมีการตีค่า ให้ค่า หรือประเมินค่า คำเหล่านี้กันใหม่ เพื่อให้คนหยิบมือที่เป็นอภิสิทธิชนมาอย่างยาวนานต้อง "ยอมจำนน" หรือ "ยอมรับ" การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และปรับตัวให้ทันสมัย สอดคล้องกับอารยะประเทศในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เคารพว่า "คนเท่ากัน" และ "เสรีภาพนั้นเท่าเทียมกันทุกคน"

อนาคตแห่งสันติภาพและเสถียรภาพของ ประเทศไทยยามนี้ จึงขึ้นอยู่จิตสำนึกกับความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของอภิสิทธิชนและทหารเป็น ประการสำคัญ

ตราบใด้ที่ สถาบันทหารยังประกาศจุดยืนว่าเป็น “ทหารของxxx” เพื่อ “xxxx” กันอยู่เช่นนี้ สันติภาพก็ยังอยู่ที่ปลายกระบอกปืน และประชาธิปไตยในเมืองไทยก็ยังไม่สามารถก่อเกิด ก็จนกระทั้งเมื่อทหารยอมรับว่าเป็น “ทหารของประชาชน” “เพื่อประชาชน” เท่านั้นล่ะ ที่เมืองไทยจะรู้จักกับคำว่า “สันติภาพ" และ "เสถียรภาพ" ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกันได้เสียที!

สุด ท้ายนี้ ขอวาดภาพประชาธิปไตยในความน่าจะเป็นเพื่อเป็นความหวังให้กับคนไทยกันไปก่อน เราอยู่ในความหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยประชาชนมาร่วม 100 ปีแล้ว จะต้องรออีกร้อยปี ก็คงจะไม่มีปัญหา เพราะพี่คนไทย (ที่ไม่ใช่ไทยแท้) ได้ชื่อว่า "โคตรทรหดและอดทน" ใช่ไหม ชิมิ ชิมิ!

ความหมาย: สลิ่ม

บุคคล ที่หลงคิดว่าตนมีสติปัญญา คุณสมบัติ ความเชื่อ ค่านิยม หรือจริยธรรมเหนือกว่าผู้อื่น ทว่าแท้จริงกลับไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่สามารถใช้ตรรกะหรือแสดงเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ จึงมักอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือมีความเชื่อที่ผิดอยู่เสมอ ทั้งยังปากว่าตาขยิบ มีอคติและความดัดจริตสูง เกลียดนักการเมือง และไม่ชอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน

มาจากบุคคลที่อ้างว่าเกลียดเสื้อ แดง แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นเหลืองพันธมิตร บุคคลเหล่านี้เมื่อรวมตัวกันมักสวมเสื้อหลากสีสัน แลดูเหมือนของหวานประเภทหนึ่ง

ที่มา: ศัพท์การเมืองไทยร่วมสมัย

ไม่รู้รถใครหนีน้ำขึ้นไปจอดซ้อน2บนทางด่วนอื้อเลย

ที่มา Thai E-News


ที่มาภาพ:pantip , กรุงเทพธุรกิจ และ IF

กรุงเทพธุรกิจ-บรรยาย ภาพว่า รถยนต์หุ้มเกราะกว่า 30 คันของกองทัพอากาศ ถูกลำเลียงมาจอดไว้บนทางด่วนโทลล์เวย์ เนื่องจากที่จอดรถเดิมถูกน้ำท่วม โดยมีทหารเฝ้าดูแลท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว
ส่วนนี่เป็นของทหารบกสังกัดร.1เป็นรถจี๊ปจอดยาว(ที่มา facebook Right Love Thai)

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ผบ.ตร.แจ้งเตือน ประชาชนที่จอดรถบนทางด่วน อย่าจอดซ้อนคัน

หมายเหตุ:อ้อ ลืมดูดีๆ เขาเตือนเฉพาะประชาชน

ในหลวงพระราชทานเค้กวันเกิดคุณทองแดงแก่คณะแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่7พฤศจิกายน2554

ที่มา Thai E-News

The birthday cake of Khun Thongdang from HM given for doctors on duty (7-11-11). It tastes so good , not so creamy nor too sweet, yummy yummy. Niphon.-facebookของ Niphon Poungvarin

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤศจิกายน 2554

ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อเวลา21.26 น.ของวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกอบภาพเป็นภาพเค้ก ว่า

The birthday cake of Khun Thongdang from HM given for doctors on duty (7-11-11). It tastes so good , not so creamy nor too sweet, yummy yummy. Niphon.-เค้กวันเกิดของคุณทองแดงซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระราช ทานแก่คณะแพทย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่(7 พฤศจิกายน 2554)รสชาติอร่อย,ไม่มีครีมจนมันมากเกินไป ไม่หวานมากไป,อร๊อยอร่อย.นิพนธ์

ก่อนหน้านั้นศ.นพ.นิพนธ์ได้โพสต์ภาพ การ์ดและของขวัญที่ลงชื่อ ปีย์-แอรี่ มาลากุล ณ อยุธยา มอบให้คุณทองแดงด้วยข้อความว่า This gift set is including toys,snack,drink,&shirts for Khun Thongdang on her first teenage (13 years, 7-11-2011). Niphon.-ชุดของขวัญรวมทั้งของเล่น,ขนมขบเคี้ยว,เครื่องดื่ม,และเสื้อเชิร์ ตสำหรับคุณทองแดงในโอกาสคล้ายวันเกิดวัยรุ่นแรกของเธอ(13ปีในว้ีนที่7 พฤศจิกายน2554).นิพนธ์

ศ.นพ.นิพนธ์โพสต์เพิ่มเติมด้วย ว่า She is the richest dog in the world because she is the President of Suwannachart company possessing more than 1 baht. Niphon.million rmil-เธอเป็นสุนัขที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเพราะเธอเป็นประธานของบริษัทสุวรรณ ชาด ครอบครองทรัพย์สินมากกว่า 1 บาท นิพนธ์. อ้อ-ล้านสิ(หมายเหตุ:ศ.นพ.นิพนธ์น่าจะเขียนผิดจาก 1 ล้านบาท ไม่ใช่ 1 บาท)



ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ใส่เสื้อสีชมพูซึ่งในหลวงพระราชทานให้ , 4 พฤศจิกายน 2554

ฟ้าหญิงเผย'ในหลวง'ทรงพระประชวรหลังทอดพระเนตรข่าวน้ำท่วม 5 ชม.เต็ม



อนึ่งเมื่อค่ำวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 รายงานข่าวว่า วันที่ 7 พฤศจิกายน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จยังปากทางซอยใจเอื้อ จังหวัดปทุมธานี ประทับเรือที่นั่งไปยังพระตำหนักจักรีบงกช โดยมีประชาชนเฝ้ารับเสด็จตลอดทาง ได้พระราชทานของเล่นเด็ก และทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมทั้งมีพระดำรัสให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และมีพระกระแสดำรัสตอนหนึ่งว่า

"ขอเล่าให้ฟังสักนิดหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหัวทรงห่วงใยประชาชนมาก เมื่อประมาณอาทิตย์หนึ่งมาแล้วทรงทอดพระเนตรข่าวน้ำท่วม ทอดพระเนตรถึง 5 ชม.เต็มๆ เสร็จแล้วคงจะเป็นเพราะทรงเครียด ดูแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหัว ทรงรักประชาชนเหมือนลูกหลาน อย่างจริง ๆ และเมื่อเห็นราษฏรทุกข์ก็ทุกข์ก็ทรงทุกข์ด้วย ทุกเหลือเกิน แต่ท่านไม่รับเคยรับสั่งทรง จึงออกในอาการป่วยต่าง ๆ เช่น มีเลือดออก วันนั้นก็ฉุกละหุก แต่ตอนนี้่ก็คงเข้าสู่สภาพปกติแล้ว แต่หมอหาแผลไม่ได้ว่าตรงไหนที่เลือดออกเพราะส่องกล้องเข้าไปแล้วไม่เจอ ตอนนี้ก็ต้องเฝ้าดูพระอาการแต่อยากให้ทราบว่าใจพระองค์ท่านอยู่กับประชาชน เสมอ "

************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข่าวเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ในหลวงห่วงพสกนิกร ถึง"สุบิน" ว่าน้ำท่วมกรงเทพฯ

Tuesday, November 8, 2011

ผู้เชี่ยวชาญน้ำเนเธอร์แลนด์จี้ไทยเลิกนำการเมืองยุ่งจัดการน้ำ สมิทธให้ตั้งกก.สอบสวนหาคนรับผิดชอบ

ที่มา Thai E-News





นายอารคร์ เวอร์เวย์ ผู้เชี่ยวชาญน้ำจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศซึ่งจัดการกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างได้ผลในระยะยาว ให้สัมภาษณ์กับรายการข่าว 3 มิติทางโทรทัศน์ช่อง 3 ว่า ที่ประเทศไทย การเมืองมีส่วนสำคัญในทุกเรื่อง ต่างกับที่เนเธอร์แลนด์ เราพยายามแยกการจัดการน้ำให้ห่างจากการเมืองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรามองว่าเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญมากของมนุษย์ทุกคน เราไม่ควรมองเรื่องน้ำเป็นเรื่องการต่อสู้กันทางการเมือง เราอาจต่อสู้กันทางการเมืองเรื่องอื่น อย่างเรื่องประกันสุขภาพได้ แต่ไม่ใช่เรื่องน้ำ (ชมคลิปวิดิโอประกอบ)



"ภัยการเมืองร้ายแรงกว่าภัยธรรมชาติ "
คือ บทสรุปของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และอดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เขาขยายความผ่านทางVoice TV ว่า ภัยรุนแรงที่สุดคือนักการเมือง
ผ่านมหาวิกฤติอุทกภัยรอบนี้ เขาเสนอให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง ว่าหน่วยงานใดบ้างมีส่วนทำให้วิกฤติมหาอุทกภัยรุนแรง ตรวจสอบการปล่อยน้ำของเขื่อน ทั้งของกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ดูระบบการพยากรณ์ และการเชื่อมโยงข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ไม่ใช่เพื่อจับผิด หรือหาแพะ แต่ต้องนำมาเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดซ้ำอีก

********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-นักการเมืองคนไหนทำน้ำท่วม กฟผ.ขว้างงูไม่พ้นคอแจงเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ไม่เกี่ยวกลายเป็นหลักฐานมัด

-พระเจ้าสร้างโลกก็จริงอยู่แต่คนดัตช์สร้างประเทศเนเธอร์แลนด์เอง ส่วนเมืองไทยนั้นต้องว่ากันวันต่อวัน