WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 11, 2011

คุณยายเสื้อแดงสอนประวัติศาสตร์ล้านนาเอกยุทธ

ที่มา Thai E-News

น้ำใจไทยในUSAช่วยน้ำท่วม-เมื่อ วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณนิวัติ เรืองอัศวเดช ตัวแทนชมรมคนรักประชาธิปไตย มลรัฐIllinois USA(เสื้อแดงชิคาโก้) บินมาเมืองไทยมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมให้ศปภ. กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 102,000 บาท ใครที่นินทาว่าใส่เสื้อแดงมาบริจาคแล้ว นายกฯยิ่งลักษณ์หลบก็ดูซะให้เต็มตา

โดย คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย USA
แปล ไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย วัย 88 พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ ไัปพำนักอาศัยในสหรัฐฯนานกว่า 40 ปี เขียนประวัีติศาสตร์ล้านนามาให้นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ได้อ่าน จะได้เข้าใจรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง

Khun Yingluck and this old lady have one thing in common..we are both born and raised in Chiengmai of Lanna Thai, and we are both proud of our heritage. Out of 28 Priministers of Thailand, three of them are from the Shinnawatra family, Somchai Wongsawatt, Taksin and Yingluck Shinnawatra. whoelse can boast about an accomplishment like this.
คุณยิ่งลักษณ์และหญิงชราอย่างยายก็เป็นคนธรรมดาสามัญร่วมกัน อยู่อย่าง..คือเกิดแล้วก็โตที่จังหวัดเชียงใหม่ แห่งล้านนาไทย และพวกเราก็ภาคภูมิใจในมรดกแผ่นดินเกิด ในจำนวนนายกรัฐมนตรี 28 รายของไทย มาจากครอบครัวชินวัตร 3 ท่านคือสมชาย วงศ์สวัสดิ์,ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใครหละที่จะไม่อยากพูดถึงความสำเร็จได้ในระดับนี้
Lanna tai, as the chinese called us was an ancient kingdom founded by King Mengrai since B.E 1802 and established Chiengmai as the capital city in 1839.
ล้านนาไทยเป็นชื่อที่ชนชาวจีนเรียกขานพวกเราในฐานะราชอาณาจักร โบราณที่สร้างขึ้นโดยกษัีตริย์ พระเจ้าเม็งราย นับตั้งแต่ปีพ.ศ.1802 และสถาปนาเชียงใหม่เป็นราชธานีในปี 1839
King Mengrai ruled the country for58 years , during his reign Lanna became prosperous.In fact, Lanna was an indendant state until it was incoperated into a part of Siam in BE 2435. Lanna people are hard working both men and women,we were know nfor our good nature and our generosity.
พระเจ้าเม็งรายปกครองราชอาณาจักรล้านนาไทยนาน 58 ปี ระหว่างรัชสมัียของพระองค์ล้านนาก้าวสู่ความเจริญรุ่งโรจน์ และเป็นรัฐเอกราชมายาวนาน ก่อนจะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามในพ.ศ.2435

พลเมืองล้านนามีความขยัีนขันแข็งในการทำงานทั้งชายและัหญิง มีอัธยาศัยเอื้ออารีโดยธรรมชาติของพวกเรา

We had and still have our own custom and culture that we are all proud of,there fore when an oaf,like Akyuth made a disgusted remark of our women,it is unforgivable.
เราได้สรรค์สร้างวัฒนธรรมและประเพณีอันเป็นความภาคภูมิใจ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา กระัทั่งนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ได้ทำสิ่งที่ชวนขยะแขยงในการป้ายสีผู้หญิงของเรา นี่ย่อมไม่ควรให้อภัย

I have also found out that he himself is a common criminal who escape justice by hiding from the law in foreign country with the money that he, a crook and a swindler,took from unsuspected people ...He spent several years in Europe,especially in England renown for being the land of real gentlemen but he didnot learn anything from them.
ยายทราบว่าเขาได้ก่ออาชญากรรมขึ้นแล้วก็หลบหนีกระบวนการ ยุติธรรมและกฎหมายบ้านเมืองไปยังต่างประเทศ โดยหอบเงินที่ได้ฉ้อโกงจากคนที่หลงเชื่อ...เขาใช้เวลาอยู่หลายปีในยุโรป โดยเฉพาะคืออังกฤษ ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเมืองสุภาพบุรุษผู้ดี แต่นายคนนี้ก็ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากสุภาพบุรุษพวกนั้นเลย

Ai Kui..is what he is.He may be rich [from the money that he swindled from other people] but money does not make him respectable..to me he is still an SOB..Ai loog mah. Ai Akyuth, go hang yourself./ Kun Yai ka.
"ไอ้กุ๊ย"นั่นแหละที่เขาเป็น เขาอาจจะร่ำรวย(ด้วยเงินที่ฉ้อโกงจากเหยื่อ) แต่เงินก็ไม่ได้ทำให้เขาได้รับการยอมรับนับถือ สำหรับยายแล้ว เขาก็เป็นแค่" อ.ล.ม." คือไอ้ลูกหมาเอกยุทธ

ไอ้เอกยุทธ เฉดหัวไปไกลๆเลยไป/คุณยาย

*********

รู้จักคุณยายเสื้อแดงจากเชียงใหม่สู่แคลิฟอร์เนีย


คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 88 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ39ปีแล้ว

สมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลใน ตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน(ชื่อ ไทยๆว่า"ดอกมะลิ") และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและลูกเขยที่พำนักอาศัย อยู่ในฝรั่งเศส รวมทั้งหลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้อย่างสบาย

แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

ใจ อึ๊งภากรณ์:การเอาใจทหาร เอาใจอำมาตย์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีแต่เสียหาย

ที่มา Thai E-News

ที่นี่...เงียบเหงา เหมือนเขาลืม
(ภาพและคำจาก facebook อานนท์ นำภา เหตุการณ์รำลึกวีรชน 10 เมษา 53 ครบรอบ 19 เดือน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ค่ำวันลอยกระทง 10 พฤศจิกายน 2554 ในกระแสน้ำท่วมกลบทุกความเคลื่อนไหว)

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์


รัฐบาล พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าพยายามจับมือกับอำมาตย์ และแกนนำ นปช.แช่แข็งการเคลื่อนไหวและศักยภาพของเสื้อแดงด้วยข้อแก้ตัวว่า“ต้องรอให้ พ้นวิกฤตน้ำท่วมก่อน”..ข้อสรุปสำคัญคือ การเอาใจอำมาตย์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง มีผลด้านเดียวคือ ให้กำลังใจกับอำมาตย์ว่า รัฐบาลนี้อ่อนแอและไม่กล้า ฝ่ายเขาจึงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ


ตอนนี้เราเห็นชัดว่าฝ่ายอำมาตย์ไม่สนใจ “ปรองดอง” อะไรทั้งสิ้น

มีแต่การเปิดศึกเรื่องน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังข่มหรือล้มรัฐบาล

แต่ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าพยายามจับมือกับอำมาตย์ และแกนนำ นปช. คอยคุม สลาย หรือแช่แข็งการเคลื่อนไหวและศักยภาพของเสื้อแดงด้วยข้อแก้ตัวว่า
“ต้องรอให้พ้นวิกฤตน้ำท่วมก่อน”

แต่วิกฤตน้ำท่วมจะไม่จบเร็วๆ และที่สำคัญกว่านั้น จะกลายเป็นเงื่อนไขในการทำลายรัฐบาลอีกด้วย

วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแผนร้ายของนาย(เซ็นเซอร์) นาง(เซ็นเซอร์) หรือพวกนายพลแต่อย่างใด อย่าไปให้เกียรติประเมินความสามารถของพวกนี้มากเกินไป

และอย่าไปหลงเชื่อข่าวลือที่จะทำให้เรากลัวมันจนหมดปัญญาที่จะสู้และล้มอำมาตย์

วิกฤตน้ำท่วมมันเกิดจากการที่ฝนตกหนักเป็นพิเศษปีนี้ อย่างที่เคยเกิดในปี ๒๔๘๕ และการที่รัฐไทยไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารน้ำมานาน ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลชุดนี้ด้วย

นอกจากนี้อำมาตย์ที่ครองบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมใช้รัฐในการนำร่องลงทุนเพื่อสร้างคลองระบายน้ำในภาวะฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ อยุธยา และปทุมธานีเป็นที่ลุ่มของแม่น้ำเจ้าพระยา

เราต้องเข้าใจว่าการคิดใหม่เพื่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ พึ่งเริ่มอย่างจริงจังภายใต้รัฐบาลไทยรักไทย และก็ถูกฝ่ายอำมาตย์โจมตีเสมอ

ประเด็นการเมืองที่เข้ามาแทรกวิกฤตน้ำท่วมคือ เจ้าหน้าที่เสื้อเหลืองและทหาร จงใจไม่ร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากน้ำ

อันนี้ทำให้เรารู้อย่างชัดเจนว่า การชนะการเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาล ไม่ได้แปลว่า พรรคเพื่อไทยคุมอำนาจรัฐแต่อย่างใด

นอกจากการไม่ร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว ฝ่ายพรรคพวกของอำมาตย์คือ สลิ่ม ทหาร และประชาธิปัตย์ ฉวยโอกาสในการโจมตีรัฐบาลอย่างหนักว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งๆ ที่รัฐบาลพยายามทำเต็มที่ในสถานการณ์ที่รับมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลอื่นๆ ในอดีต

จะเห็นว่าอำมาตย์ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง เลย และทั้งๆ ที่ทหารอ้างโกหกว่า “แค่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น” แต่มีการคุยกันในหมู่ทหารระดับสูงเรื่องการโจมตีรัฐบาล

ข้อสรุปสำคัญคือ การเอาใจอำมาตย์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะด้วยการจับมือกับประยุทธ์ ใช้กฏหมาย 112 หนักขึ้น หรือนิ่งเฉยเรื่องนักโทษและคนตาย มีผลด้านเดียวคือ ให้กำลังใจกับอำมาตย์ว่ารัฐบาลนี้อ่อนแอและไม่กล้า ฝ่ายเขาจึงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ

แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้อ่อนแอ ถ้ารู้จักทำแนวร่วมกับมวลชนเสื้อแดงที่ทำให้รัฐบาลนี้ชนะการเลือกตั้งแต่แรก

ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย และหันมาให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นเสื้อแดง รัฐบาลจะมีพลังมหาศาลหนุนหลัง

แต่นั้นแปลว่า รัฐบาลต้องไม่สั่งให้เสื้อแดงนิ่งเฉย มันแปลว่ารัฐบาลต้องปลดประยุท ธ์และทหารมือเปื้อนเลือดอย่างเร่งด่วน เพื่อนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล โดยมีการปฏิรูประบบศาลด้วย

มันแปลว่า รัฐบาลต้องออกกฏหมายฉุกเฉินเพื่อปล่อยนักโทษการเมือง และต้องยุติการใช้กฏหมาย 112 เพื่อให้มีการปฏิรูปกฏหมายและรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์

และที่สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่นคือ รัฐบาลต้องรีบประกาศโครงการยักษ์ใหญ่สำหรับการฟื้นฟูชีวิต และสร้างงานให้กับพลเมืองจำนวนมากหลังน้ำลง โดยที่ต้องใช้เงินจากการเก็บภาษีจากคนรวยและการตัดงบประมาณทหาร และ(เซ็นเซอร์)

สิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลครองใจประชาชนอย่างเน่นแฟ้นเป็นเวลานาน และจะทำให้คนส่วนใหญ่มีเหตุผลแข็งแกร่งในการปกป้องรัฐบาล

แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าคนเสื้อแดงไม่เคลื่อนไหวเรียกร้องและ “ให้กำลังใจ” หรือ “กดดัน” ให้รัฐบาลทำจริง

ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะหันหลังให้กับเสื้อแดง และเลือกที่จะเอาใจอำมาตย์ แทนที่จะเสนอนโยบายที่ครองใจพลเมืองจำนวนมาก พอน้ำลงแล้วอำมาตย์จะรุกสู้โจมตีรัฐบาลอย่างหนัก เพื่อสร้างรัฐบาลแห่งชาติภายใต้อำมาตย์

หรืออำมาตย์อาจทำให้รัฐบาลเพื่อไทยอ่อนแอ จนต้องทำตามคำสั่งของอำมาตย์ทุกประการ นี่คือปัญหาที่เผชิญหน้าเราอยู่

และการบอกให้เสื้อแดง “ใจเย็น” เป็นแนวทางสู่ความหายนะอย่างเดียว

เราควรเข้าใจว่าสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ระหว่างคนจนและคนรวย ต้องอาศัยการบริหารแบบเผด็จการเพื่อไม่ให้คนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ลุกขึ้นสู้

และถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ใช้นโยบายฟื้นฟูชีวิตพลเมืองส่วนใหญ่อย่างที่ผู้ เขียนเสนอไปแล้ว ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างมหาศาลหลังน้ำท่วม

ซึ่งจะเปิดทางให้กับเผด็จการอำมาตย์

*********
หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์บางคำในบทความนี้เพื่อความสะดวกในการเผยแพร่

Thursday, November 10, 2011

แนวทางในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ที่มา Thai E-News

10 พฤศจิกายน 2554
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ทีม ข่าวไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอภาพ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง จากเวบ Thaiflood ณ วันที่ 10 พ.ย. 2554 และพร้อมกับข้อเสนอ "แนวทางในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ" ของศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และนิเวศวิทยาด้านน้ำ ส่วนแหล่งน้ำทะเล สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ

ภาพ ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

พื้นที่่ประสบภัยทั้งหมด 64 จังหวัด เสียชีวิต 533 ราย สูญหาย 2 ราย
ยังมีพื้นที่่ประสบอุทกภัย 24 จังหวัด อยู่ระหว่างฟื้นฟู 40 จังหวัด
ข้อมูลจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - 10 พ.ย. 54


* * * * * * * * *


โดย ศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และนิเวศวิทยาด้านน้ำ ส่วนแหล่งน้ำทะเล สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ


“Natural hazards are an essential part of how many systems function.
They become natural disasters when they collide with people and property.”
(Stedinger 2004)

ตั้งแต่ ช่วงเดือนสิงหาคมของปี 2554 เป็นต้นมา พื้นที่ส่วนหนึ่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทยทะยอยถูกน้ำท่วมหนักเบาต่างกันไปตามสภาพทาง ภูมิศาสตร์ สภาพสิ่งแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมหรือจัดการได้อย่างเป็นระบบ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2554) พื้นที่ในหลายจังหวัดยังคงเผชิญกับอุทกภัย รวมถึงหลายเขตของกรุงเทพมหานคร น้ำท่วมในปีนี้ถือว่าหนักที่สุดในคาบ (Return period) 50 ปี เมื่อพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนใน ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละครั้งที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้น ใช่จะมีแต่สิ่งที่เลวร้าย ความสูญเสีย ความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้นเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงสัจธรรมที่ว่า
“มนุษย์ ไม่มีทางเอาชนะธรรมชาติได้ และเราทุกคนมีส่วนไม่มากก็น้อยในการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติหรือทำลายสิ่งแวด ล้อม ส่งผลให้การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่ละครั้งหนักหนาสาหัสกว่าที่ควรจะ เป็นหรือยากจะจัดการแก้ไข”

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นต้องใช้สติทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกันมากเกินไป

ผลจากการขาดความจริงจังในการเรียน รู้และทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติทางน้ำ ทำให้ประเทศไทยและคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้งซ้ำซากอยู่ทุกปีหนักเบาต่างกันไป แต่มีแนวโน้มจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น (Global warming)

ถึงแม้เราจะ ไม่สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ (เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว พายุหิมะ น้ำท่วม น้ำแล้ง ฯลฯ) แต่เราสามารถเรียนรู้จากภัยพิบัตินั้นๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อให้เกิดความเข้าใจปัญหาอย่างท่องแท้และนำไปสู่การจัด ทำแนวทางในการจัดการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อลดหรือบรรเทาความสูญเสียต่อชีวิต ทรัทย์สิน ของมนุษย์ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึง แม้ว่าการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก หากคนไทยทุกคน รัฐบาล และหน่วยงานจากทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมแรงใจกัน หลังจากผ่านอุทกภัยใหญ่ครั้งนี้ไปแล้ว รัฐบาลควรดำเนินการอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

เนื่อง จากอุทกภัยและจัดทำแนวทางรับมือปัญหานี้ที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไป โดยประสานหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ และประชาชน ให้เข้ามาร่วมจัดทำแนวทางในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติเชิงบูรณาการทั้ง ระดับประเทศ (แผนหลัก) และระดับพื้นที่ที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติชนิดต่างๆ สำหรับแนวทางทั่วไปในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้


1. ชนิดของภัยพิบัติ (Disaster)

ชนิด ของภัยพิบัติทางธรรมชาติจะแตกต่างกันไปตามสภาพทางภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม ของแต่ละพื้นที่บนโลก เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ลมพายุ ไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ โคลนถล่ม สินามิ เป็นต้น

การจะรับมือกับภัย พิบัติแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจคุณลักษณะเฉพาะและธรรมชาติของภัยพิบัติแต่ละชนิดเป็นอย่างดี ตลอดจนความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดภัยพิบัติชนิดนั้นๆ เชิงพื้นที่และเวลา (Spatial and temporal scales) และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

2. การรับมือในภาวะฉุกเฉิน (Emergency response)

การ รับมือในภาวะฉุกเฉินจัดเป็นแนวทางเร่งด่วนในระยะสั้น เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน องค์กรต่างๆ และประชาชนทั่วไป ควรสามารถตอบสนองหรือรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดนั้นๆ ในภาวะฉุกเฉิน ได้เป็นอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน สอดคล้องกันทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ เพื่อให้การรับมือในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติชนิดต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐ เอกชน องค์กรต่างๆ และ

ประชาชน ควรร่วมกันจัดทำแนวทางพร้อมขั้นตอนในการรับมือในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัย พิบัติทางธรรมชาติแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น กรณีการอุทกภัยในประเทศไทยในขณะนี้

ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในภาวะฉุกเฉิน คือ

ประกาศให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมรับทราบสถานการณ์อย่างถูกต้อง

และ ดำเนินการอพยพผู้ประสบอุทกภัยออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงฯ อย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบโดยเร็วที่สุดไปยังสถานที่พักพิงชั่วคราวที่ ปลอดภัย

พร้อมให้การดูแลผู้อพยพเหล่านี้ในด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน การรักษาโรคเมื่อบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่างๆ เป็นต้น

ขั้น ตอนเหล่านี้ ปัจจุบัน รัฐบาล เอกชน องค์กรต่างๆ ตลอดจนถึงอาสาสมัครที่เป็นประชาชนทั่วไปกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะการทำงานให้สอดคล้อง ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังไม่มีแนวทางรับมือภัยพิบัติชนิดต่างๆ ในภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นขั้นตอน ขาดการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวทางต่างๆ อย่างจริงจังให้ทุกภาคส่วนรับทราบและเข้าใจตรงกันเพื่อให้สามารถรับมือ พิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ในภาวะฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง มีสติ และทันท่วงที เพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินให้มากที่สุด

3. การฟื้นฟู (Recovery)
การ ฟื้นฟูจัดเป็นอีกหนึ่งในแนวทางระยะสั้น และอาจขยายต่อไปในระยะกลาง และระยะยาว หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหลังการเกิดภัย พิบัติทางธรรมชาติชนิดนั้นๆ หลักการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยความรู้เชิงบูรณาการจากทุกสาขาวิชาที่เกี่ยว ข้องต่อระบบนิเวศที่เสียหาย คุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อสภาพจิตใจ

ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการประสานผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่การร่วมกันจัดทำแนวทางฟื้นฟูระบบและโครงสร้างต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบบนพื้นฐานทางวิชาการที่รอบคอบและถูกต้อง เพื่อให้สามารถฟื้นฟูความเสียหายในด้านต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ หรือใกล้เคียงกับสภาพปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ ควรจัดทำแนวทางฟื้นฟูทั้งระดับชาติ (National measure) และระดับท้องถิ่น (local measures) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเสียหายในแต่ละพื้นที่ และไปในทิศทางเดียวกันในภาพรวม

4. การประเมินความเสี่ยง(Risk assessment)
การ ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งใน ประเทศไทย เช่นภัยพิบัติจากน้ำท่วม – น้ำแล้ง เป็นงานวิชาการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยประสานผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการศึกษา วิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับประกอบการตัดสินใจในการจัดทำแนวทางรับมือภัยพิบัติ ทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การศึกษาวิจัยและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยในอนาคต ที่ครอบคลุมความน่าจะเป็น (Probability) ของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ช่วงเวลาที่จะเกิด ความรุนแรงและศักยภาพในการเกิด (Potential and magnitude) และความอ่อนไหว (Vulnerability and exposure) ของชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เป็นต้น

นอก จากนี้ รัฐบาลควรดำเนินการหรือสนับสนุนการศึกษาวิจัยให้ครอบคลุมไปถึงวิธีการ ประเมินความเสียหายในด้านต่างๆ (เช่น ชีวิต ทรัพย์สิน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ทรัพยากรทางธรรมชาติ ฯลฯ) ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากธรรมชาติชนิดต่างๆ เชิงปริมาณ (เป็นตัวเงิน) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณในการฟื้นฟู และเยียวยาประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว อย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

งานวิจัยอีกด้านที่รัฐบาล ควรดำเนินการหรือให้การสนับสนุน ได้แก่การจัดทำระบบประกันภัยพิบัติจากธรรมชาติครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะภาคเอกชนหรืออุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงภาคเกษตรกรรม ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมสามารถขับเคลื่อนไปได้พร้อมๆ กัน หลังประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในแต่ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ การประเมินความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติจากธรรมชาติชนิดต่างๆ จะดำเนินการจนได้ผลสรุปที่เชื่อถือออกมาไม่ได้หากไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ ถูกต้องที่ได้จากการศึกษาวิจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การจะประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยออกมาได้ในแต่ละพื้นที่ของประเทศ ไทยนั้น จำเป็นต้องเข้าใจระบบนิเวศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้ประโยชน์ที่ดินตลอดจนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made environment) ในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ จำเป็นต้องศึกษาวิจัยทุกระบบน้ำที่เกี่ยวข้อง เช่นน้ำผิวดิน (มีทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วย 48 แม่น้ำหลัก และ 4 แหล่งน้ำนิ่ง) น้ำใต้ดิน (แหล่งน้ำที่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต) และน้ำทะเล ให้ครอบคลุมทั้งมิติเชิงปริมาณ (เช่น น้ำท่วม – น้ำแล้ง) และคุณภาพ (เช่น คุณภาพน้ำ มลภาวะทางน้ำ และคุณภาพชีวิต)

และควรศึกษาวิจัยเชิง บูรณาการให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และท้ายน้ำ เพื่อให้ได้ภาพรวม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ และประเมินความเสี่ยงและความสูญเสียต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิด ต่างๆ ได้อย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด

5. การเตรียมพร้อมและลดความสูญเสีย (Preparation & mitigation)
การ เตรียมพร้อมและลดความสูญเสียเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความ สูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ แนวทางในขั้นตอนนี้ จะจัดทำขึ้นอย่างเหมาะสมไม่ได้หากขาดข้อมูลที่เป็นผลการศึกษาวิจัยในข้อ 4 (การประเมินความเสี่ยง) และการจัดทำแนวทางในข้อ 2 (การรับมือในภาวะฉุกเฉิน)

จากอดีตถึงปัจจุบัน คนไทยต้องยอมรับว่าเราขาดการเตรียมพร้อมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ที่ชัดเจน

ทั้ง นี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเราเกิดในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีความ เสี่ยงต่อการเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ในโลก

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปและในอนาคตประเทศไทยอาจไม่ได้เผชิญแค่น้ำ ท่วม – น้ำแล้ง หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดสินามึเท่านั้น เพราะเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแปรปรวนของฤดูกาล ซึ่งล้วนแต่มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศไทย ทั้งในมิติของความหลากหลาย ความถี่ และความรุนแรงเชิงพื้นที่

ดัง นั้นการจัดเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านที่ศักยภาพของมนุษย์สามารถจะทำได้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early warning systems) ต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่ละชนิด การให้ความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรต่างๆ และประชาชนในการรับมือในสภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

การ ปรับปรุงหลักสูตรการเรียน-การสอนในทุกระดับโดยเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับภัย พิบัติทางธรรมชาติ การรับมือในสภาวะฉุกเฉิน และการให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยในด้านที่เกี่ยวข้อง

ตลอดจนการฝึกอบรมด้านการสื่อสารเกี่ยวกับความเสี่ยง (Communications in risk) กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เอกชน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดย เฉพาะสื่อสารมวลชน ให้มีความรู้ ทัศนคติ (Attitude) ความเข้าใจ (Perception) ที่ถูกต้อง ตลอดจนความรับผิดชอบ (Accountability) ในการนำเสนอข้อมูลหรือรายงานข่าวด้านนี้ต่อสาธารณะ ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เป็นการให้ข้อมูลเกินกว่าเหตุ หรือใช้ความรู้สึก ประสบการณ์ส่วนตัวในคาดเดาสถานการณ์ไปต่างๆ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง จนสร้างความสับสน หรือแตกตื่นแก่ผู้คนในสังคม เป็นต้น

ท้ายสุด ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยและประเทศไทยฝ่าฟันอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีนี้ไปใก้ได้ นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในขั้นตอนที่ 2 (การรับมือในภาวะฉุกเฉิน) และการฟื้นฟู (ในขั้นตอนที่ 3) ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว

สิ่ง ที่คาดหวังและต้องการเห็นจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นคือ ความสามารถในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการดำเนินงานศึกษาวิจัยอย่างเป็น ระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแนวทางต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น และไม่เพียงแต่รองรับภัยพิบัติจากน้ำท่วมเท่านั้น ควรจัดทำแนวทางสำหรับรับมือกับภัยพิบัติจากน้ำแล้งซึ่งกำลังจะมาเยือน พื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ด้วยเช่นกัน

แนวทางในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ที่มา Thai E-News

10 พฤศจิกายน 2554
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ทีม ข่าวไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอภาพ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง จากเวบ Thaiflood ณ วันที่ 10 พ.ย. 2554 และพร้อมกับข้อเสนอ "แนวทางในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ" ของศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และนิเวศวิทยาด้านน้ำ ส่วนแหล่งน้ำทะเล สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ

ภาพ ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

พื้นที่่ประสบภัยทั้งหมด 64 จังหวัด เสียชีวิต 533 ราย สูญหาย 2 ราย
ยังมีพื้นที่่ประสบอุทกภัย 24 จังหวัด อยู่ระหว่างฟื้นฟู 40 จังหวัด
ข้อมูลจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - 10 พ.ย. 54


* * * * * * * * *


โดย ศูนย์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และนิเวศวิทยาด้านน้ำ ส่วนแหล่งน้ำทะเล สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ


“Natural hazards are an essential part of how many systems function.
They become natural disasters when they collide with people and property.”
(Stedinger 2004)

ตั้งแต่ ช่วงเดือนสิงหาคมของปี 2554 เป็นต้นมา พื้นที่ส่วนหนึ่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทยทะยอยถูกน้ำท่วมหนักเบาต่างกันไปตามสภาพทาง ภูมิศาสตร์ สภาพสิ่งแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมหรือจัดการได้อย่างเป็นระบบ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2554) พื้นที่ในหลายจังหวัดยังคงเผชิญกับอุทกภัย รวมถึงหลายเขตของกรุงเทพมหานคร น้ำท่วมในปีนี้ถือว่าหนักที่สุดในคาบ (Return period) 50 ปี เมื่อพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนใน ประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละครั้งที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้น ใช่จะมีแต่สิ่งที่เลวร้าย ความสูญเสีย ความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้นเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงสัจธรรมที่ว่า
“มนุษย์ ไม่มีทางเอาชนะธรรมชาติได้ และเราทุกคนมีส่วนไม่มากก็น้อยในการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติหรือทำลายสิ่งแวด ล้อม ส่งผลให้การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่ละครั้งหนักหนาสาหัสกว่าที่ควรจะ เป็นหรือยากจะจัดการแก้ไข”

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นต้องใช้สติทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เรียนรู้ และปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกันมากเกินไป

ผลจากการขาดความจริงจังในการเรียน รู้และทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบต่อสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติทางน้ำ ทำให้ประเทศไทยและคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้งซ้ำซากอยู่ทุกปีหนักเบาต่างกันไป แต่มีแนวโน้มจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น (Global warming)

ถึงแม้เราจะ ไม่สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ (เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว พายุหิมะ น้ำท่วม น้ำแล้ง ฯลฯ) แต่เราสามารถเรียนรู้จากภัยพิบัตินั้นๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเพื่อให้เกิดความเข้าใจปัญหาอย่างท่องแท้และนำไปสู่การจัด ทำแนวทางในการจัดการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อลดหรือบรรเทาความสูญเสียต่อชีวิต ทรัทย์สิน ของมนุษย์ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึง แม้ว่าการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก หากคนไทยทุกคน รัฐบาล และหน่วยงานจากทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมแรงใจกัน หลังจากผ่านอุทกภัยใหญ่ครั้งนี้ไปแล้ว รัฐบาลควรดำเนินการอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

เนื่อง จากอุทกภัยและจัดทำแนวทางรับมือปัญหานี้ที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไป โดยประสานหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ และประชาชน ให้เข้ามาร่วมจัดทำแนวทางในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติเชิงบูรณาการทั้ง ระดับประเทศ (แผนหลัก) และระดับพื้นที่ที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติชนิดต่างๆ สำหรับแนวทางทั่วไปในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้


1. ชนิดของภัยพิบัติ (Disaster)

ชนิด ของภัยพิบัติทางธรรมชาติจะแตกต่างกันไปตามสภาพทางภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม ของแต่ละพื้นที่บนโลก เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ลมพายุ ไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ โคลนถล่ม สินามิ เป็นต้น

การจะรับมือกับภัย พิบัติแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจคุณลักษณะเฉพาะและธรรมชาติของภัยพิบัติแต่ละชนิดเป็นอย่างดี ตลอดจนความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดภัยพิบัติชนิดนั้นๆ เชิงพื้นที่และเวลา (Spatial and temporal scales) และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

2. การรับมือในภาวะฉุกเฉิน (Emergency response)

การ รับมือในภาวะฉุกเฉินจัดเป็นแนวทางเร่งด่วนในระยะสั้น เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน องค์กรต่างๆ และประชาชนทั่วไป ควรสามารถตอบสนองหรือรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดนั้นๆ ในภาวะฉุกเฉิน ได้เป็นอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน สอดคล้องกันทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ เพื่อให้การรับมือในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติชนิดต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐ เอกชน องค์กรต่างๆ และ

ประชาชน ควรร่วมกันจัดทำแนวทางพร้อมขั้นตอนในการรับมือในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัย พิบัติทางธรรมชาติแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น กรณีการอุทกภัยในประเทศไทยในขณะนี้

ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในภาวะฉุกเฉิน คือ

ประกาศให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมรับทราบสถานการณ์อย่างถูกต้อง

และ ดำเนินการอพยพผู้ประสบอุทกภัยออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงฯ อย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบโดยเร็วที่สุดไปยังสถานที่พักพิงชั่วคราวที่ ปลอดภัย

พร้อมให้การดูแลผู้อพยพเหล่านี้ในด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน การรักษาโรคเมื่อบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่างๆ เป็นต้น

ขั้น ตอนเหล่านี้ ปัจจุบัน รัฐบาล เอกชน องค์กรต่างๆ ตลอดจนถึงอาสาสมัครที่เป็นประชาชนทั่วไปกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะการทำงานให้สอดคล้อง ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังไม่มีแนวทางรับมือภัยพิบัติชนิดต่างๆ ในภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นขั้นตอน ขาดการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แนวทางต่างๆ อย่างจริงจังให้ทุกภาคส่วนรับทราบและเข้าใจตรงกันเพื่อให้สามารถรับมือ พิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ในภาวะฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง มีสติ และทันท่วงที เพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินให้มากที่สุด

3. การฟื้นฟู (Recovery)
การ ฟื้นฟูจัดเป็นอีกหนึ่งในแนวทางระยะสั้น และอาจขยายต่อไปในระยะกลาง และระยะยาว หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหลังการเกิดภัย พิบัติทางธรรมชาติชนิดนั้นๆ หลักการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยความรู้เชิงบูรณาการจากทุกสาขาวิชาที่เกี่ยว ข้องต่อระบบนิเวศที่เสียหาย คุณภาพสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อสภาพจิตใจ

ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการประสานผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่การร่วมกันจัดทำแนวทางฟื้นฟูระบบและโครงสร้างต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบบนพื้นฐานทางวิชาการที่รอบคอบและถูกต้อง เพื่อให้สามารถฟื้นฟูความเสียหายในด้านต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ หรือใกล้เคียงกับสภาพปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ ควรจัดทำแนวทางฟื้นฟูทั้งระดับชาติ (National measure) และระดับท้องถิ่น (local measures) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเสียหายในแต่ละพื้นที่ และไปในทิศทางเดียวกันในภาพรวม

4. การประเมินความเสี่ยง(Risk assessment)
การ ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งใน ประเทศไทย เช่นภัยพิบัติจากน้ำท่วม – น้ำแล้ง เป็นงานวิชาการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยประสานผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการศึกษา วิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับประกอบการตัดสินใจในการจัดทำแนวทางรับมือภัยพิบัติ ทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การศึกษาวิจัยและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยในอนาคต ที่ครอบคลุมความน่าจะเป็น (Probability) ของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ช่วงเวลาที่จะเกิด ความรุนแรงและศักยภาพในการเกิด (Potential and magnitude) และความอ่อนไหว (Vulnerability and exposure) ของชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เป็นต้น

นอก จากนี้ รัฐบาลควรดำเนินการหรือสนับสนุนการศึกษาวิจัยให้ครอบคลุมไปถึงวิธีการ ประเมินความเสียหายในด้านต่างๆ (เช่น ชีวิต ทรัพย์สิน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ทรัพยากรทางธรรมชาติ ฯลฯ) ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากธรรมชาติชนิดต่างๆ เชิงปริมาณ (เป็นตัวเงิน) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณในการฟื้นฟู และเยียวยาประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว อย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

งานวิจัยอีกด้านที่รัฐบาล ควรดำเนินการหรือให้การสนับสนุน ได้แก่การจัดทำระบบประกันภัยพิบัติจากธรรมชาติครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะภาคเอกชนหรืออุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงภาคเกษตรกรรม ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมสามารถขับเคลื่อนไปได้พร้อมๆ กัน หลังประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในแต่ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ การประเมินความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติจากธรรมชาติชนิดต่างๆ จะดำเนินการจนได้ผลสรุปที่เชื่อถือออกมาไม่ได้หากไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ ถูกต้องที่ได้จากการศึกษาวิจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การจะประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยออกมาได้ในแต่ละพื้นที่ของประเทศ ไทยนั้น จำเป็นต้องเข้าใจระบบนิเวศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้ประโยชน์ที่ดินตลอดจนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made environment) ในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ จำเป็นต้องศึกษาวิจัยทุกระบบน้ำที่เกี่ยวข้อง เช่นน้ำผิวดิน (มีทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วย 48 แม่น้ำหลัก และ 4 แหล่งน้ำนิ่ง) น้ำใต้ดิน (แหล่งน้ำที่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต) และน้ำทะเล ให้ครอบคลุมทั้งมิติเชิงปริมาณ (เช่น น้ำท่วม – น้ำแล้ง) และคุณภาพ (เช่น คุณภาพน้ำ มลภาวะทางน้ำ และคุณภาพชีวิต)

และควรศึกษาวิจัยเชิง บูรณาการให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และท้ายน้ำ เพื่อให้ได้ภาพรวม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ และประเมินความเสี่ยงและความสูญเสียต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิด ต่างๆ ได้อย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด

5. การเตรียมพร้อมและลดความสูญเสีย (Preparation & mitigation)
การ เตรียมพร้อมและลดความสูญเสียเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความ สูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ แนวทางในขั้นตอนนี้ จะจัดทำขึ้นอย่างเหมาะสมไม่ได้หากขาดข้อมูลที่เป็นผลการศึกษาวิจัยในข้อ 4 (การประเมินความเสี่ยง) และการจัดทำแนวทางในข้อ 2 (การรับมือในภาวะฉุกเฉิน)

จากอดีตถึงปัจจุบัน คนไทยต้องยอมรับว่าเราขาดการเตรียมพร้อมในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติชนิดต่างๆ ที่ชัดเจน

ทั้ง นี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเราเกิดในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีความ เสี่ยงต่อการเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ในโลก

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปและในอนาคตประเทศไทยอาจไม่ได้เผชิญแค่น้ำ ท่วม – น้ำแล้ง หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดสินามึเท่านั้น เพราะเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแปรปรวนของฤดูกาล ซึ่งล้วนแต่มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศไทย ทั้งในมิติของความหลากหลาย ความถี่ และความรุนแรงเชิงพื้นที่

ดัง นั้นการจัดเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านที่ศักยภาพของมนุษย์สามารถจะทำได้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early warning systems) ต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่ละชนิด การให้ความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรต่างๆ และประชาชนในการรับมือในสภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

การ ปรับปรุงหลักสูตรการเรียน-การสอนในทุกระดับโดยเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับภัย พิบัติทางธรรมชาติ การรับมือในสภาวะฉุกเฉิน และการให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยในด้านที่เกี่ยวข้อง

ตลอดจนการฝึกอบรมด้านการสื่อสารเกี่ยวกับความเสี่ยง (Communications in risk) กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เอกชน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดย เฉพาะสื่อสารมวลชน ให้มีความรู้ ทัศนคติ (Attitude) ความเข้าใจ (Perception) ที่ถูกต้อง ตลอดจนความรับผิดชอบ (Accountability) ในการนำเสนอข้อมูลหรือรายงานข่าวด้านนี้ต่อสาธารณะ ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เป็นการให้ข้อมูลเกินกว่าเหตุ หรือใช้ความรู้สึก ประสบการณ์ส่วนตัวในคาดเดาสถานการณ์ไปต่างๆ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง จนสร้างความสับสน หรือแตกตื่นแก่ผู้คนในสังคม เป็นต้น

ท้ายสุด ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยและประเทศไทยฝ่าฟันอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีนี้ไปใก้ได้ นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในขั้นตอนที่ 2 (การรับมือในภาวะฉุกเฉิน) และการฟื้นฟู (ในขั้นตอนที่ 3) ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว

สิ่ง ที่คาดหวังและต้องการเห็นจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นคือ ความสามารถในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการดำเนินงานศึกษาวิจัยอย่างเป็น ระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแนวทางต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น และไม่เพียงแต่รองรับภัยพิบัติจากน้ำท่วมเท่านั้น ควรจัดทำแนวทางสำหรับรับมือกับภัยพิบัติจากน้ำแล้งซึ่งกำลังจะมาเยือน พื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ด้วยเช่นกัน

ยิ่งลักษณ์:ไม่ออกประชาชนเลือกมาต้องเต็มที่ดีที่สุด ทัพบกจี้ค่ายเนชั่นแก้ข่าวกุปูสอบตก-สื่อโล้นตีลูกมึน

ที่มา Thai E-News

ขึ้นรถลงเรือร่วมชะตาเพื่อนร่วมชาติ-นายก รัฐมนตรีก้าวลงรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน ที่ใช้ในการขนส่งผู้อพยพประสบอุทกภัย เพื่อเข้าประชุมสภารับฟังการอภิปรายของฝ่ายค้่าน หลังไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ภาพข่าวVoice TV) ท่ามกลางการสนับสนุนให้กำลังใจสู้(ภาพfacebook Yingluck Shinawatra) ส่วนภาพล่างนายกรัฐมนตรีลงเรือเยี่ยมผู้่ประสบภัยกลางดึกวานก่อนที่เขตสายไหม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 พฤศจิกายน 2554

วันนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามนายกรัฐมนตรีว่า ตอนนี้ยังมีกำลังใจดี ไม่คิดจะลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอบว่า “วันนี้ดิฉันได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เสนอตัวเข้ามาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกำลังใจและทุกคะแนนเสียงที่พี่น้องประชาชนให้ ก็เพื่อมาดูแลรับใช้ความทุกข์สุขของประชาชน ดังนั้นวันนี้ดิฉันขอทำหน้าที่นี้ของตัวเองให้เต็มที่ ให้ดีที่สุดเพื่อพี่น้องประชาชน และเราก็จะทำให้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เหมือนกัน ไม่มีการแบ่งแยกค่ายหรือสี เพราะถือว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน”

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้ขึ้นรถเมล์เฉพาะกิจของ ขสมก.ที่จัดไว้บริการประชาชนที่ประสบอุทกภัย เพื่อเดินทางไปเยี่ยมเยี่ยนผู้ประสบอุทกภัย 104 ครอบครัวที่ศูนย์พักพิงโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ เขตจตุจักร และมอบถุงยังชีพและทำอาหารแจกผู้ประสบอุทกภัย และยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งประชาช นไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหน หลังน้ำลดจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาทันที
ซึ่ง ในช่วงหนึ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้พูดคุยกับผู้สูงอายุและเด็กที่อพยพมาและเล่าถึงความยาก ลำบากในช่วงน้ำท่วม ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะให้กำลังใจอีกครั้ง

หลังจากลงพื้นที่ให้กำลังใจ และทำอาหารให้ผู้ประสบภัย นายกฯ ได้ขึ้นรถเมล์ฟรีเดินทางมาลงป้ายรัฐสภา ก่อนเดินต่อเข้าห้องประชุม เพื่อตอบข้อซักถามการอภิปรายเรื่องงบประมาณของฝ่ายค้าน

กองทัพให้เครือเนชั่นแก้ไขข่าวกองทัพประเ้มินยิ่งลักษณ์สอบตก แต่สื่อโล้นตีลูกมึนลงแค่จดหมายน้อย

ก่อนหน้านี้สื่อเครือเนชั่นเป็นผู้จุดกระแสกดดันให้นายกฯยิ่งลัีกษณ์ลาออก โดยอ้างแหล่งข่าวจากกองทัพว่านายกฯสอบตกแก้น้ำท่วม และอ้่างรายงานข่าวบ้านเลขที่111กดดันให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ได้รับการออกโรงปฏิเสธทั้งจากกองทัพและแกนนำบ้านเลขที่111แล้ว

วันเดียวกันนี้ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เผยแพร่จดหมายของพลตรี พลภัทร วรรณภักตร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก เรื่องขอความร่วมมือในการเสนอข่าว โดยขอให้แก้ไขข่าวที่ถูกต้องกรณีเสนอรายงานข่าวว่ากองทัพให้นายกฯยิ่งลักษณ์ สอบตกแก้น้ำท่วม

จดหมายนี้ลงวีนที่ 7 พฤศจิกายน แต่กรุงเทพธุรกิจนำมาเผยแพร่ในวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยไม่มีการ"แก้ไขข่าวพร้อมนำเสนอข่าวที่ถูกต้องที่ได้รับการแก้ไขแล้ว รวมถึงนำข้อมูลที่ได้ชี้แจงมาข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชน"ตามที่กองทัพบกร้อง ขอ โดยลงเผยแพร่เฉพาะจดหมายจากกดองทัพบกเท่สานั้น

โดยมีรายละเอียดดังนี้

อ้างถึง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2554 หน้า 16 หัวข้อข่าว "กองทัพประเมิน 12 เหตุผล ขาดภาวะผู้นำ ...

ที่ กห 0407.24/545
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก
กองบัญชาการกองทัพบก
เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

7 พฤศจิกายน 2554

เรื่อง ขอความร่วมมือในการเสนอข่าว
เรียน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อ้างถึง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2554 หน้า 16 หัวข้อข่าว "กองทัพประเมิน 12 เหตุผล ขาดภาวะผู้นำ การเมืองครอบงำ นายกฯ สอบตก แก้น้ำท่วม"

ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้เสนอข่าว โดยอ้าง "แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ" วิเคราะห์ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาอุทกภัย รายละเอียดตามอ้างถึงนั้น

กองทัพบก ขอเรียนว่า ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในรายงานพิเศษดังกล่าวเป็นการอ้างว่ามาจากแหล่งข่าวระดับ สูงของกองทัพ ซึ่งมิได้ระบุว่าเป็นบุคคลใด ขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่พยายามเชื่อมโยงความคิดเห็นส่วน บุคคลกับการบริหารงานของรัฐบาลและกองทัพ อาจส่งผลให้ผู้รับข่าวสารเกิดความเข้าใจผิดว่ากองทัพมีการหารือในประเด็นดัง กล่าว

ซึ่งในความเป็นจริงกองทัพมิได้มีการดำเนินการใดๆ ในเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น ทั้งนี้ กองทัพเป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาลที่ปฏิบัติตามนโยบายในการบริหารประเทศ โดย เฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองทัพ ส่วนราชการ และภาคประชาชน มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และได้ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่

ดังนั้นในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนการจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารใดๆ ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ประเทศชาติต้องการความรักความสามัคคี และความเข้าใจเพื่อร่วมกันผ่านพ้นวิกฤติสถานการณ์น้ำในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจน ถูกต้อง อ้างอิงได้ในที่มาของข่าวและแหล่งข่าว

กองทัพบกในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายรวมถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากฝ่ายบริหารและรัฐบาล ทั้งนี้ในทุกภารกิจกองทัพบกจะดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและสังคมโดยรวมเป็นหลัก ควบคู่ไปกับความพยายามในการสร้างความเข้าใจกับสังคมถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการ และยังคงยึดมั่นในจุดยืนดังกล่าวมาโดยตลอด

เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอหรือแสดงทัศนะใดๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงของประเทศควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อ้างอิงได้ ไม่มีอคติหรือเจตนาแอบแฝง หรือ เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากการประมวลผลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มิได้มีข้อ เท็จจริงครบถ้วน หรือไม่ได้เข้าไปรับรู้ในเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นด้วยตนเอง

เพราะอาจไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับองค์กรที่ถูกกล่าวถึง แต่จะรวมถึงประเทศชาติและสังคมไทยเป็นส่วนรวมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพบกห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง จึงใคร่ขอความร่วมมือจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้แก้ไขข่าวพร้อมนำเสนอข่าวที่ถูกต้องที่ได้รับการแก้ไขแล้ว รวมถึงนำข้อมูลที่ได้ชี้แจงมาข้างต้นเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบด้วย


ขอแสดงความนับถือ

พลตรี

(พลภัทร วรรณภักตร์)
หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก

ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก
โทรศัพท์ 0-2297-7092
โทรสาร 0-2280-2363

“ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง แต่โชคร้ายที่มีประชาธิปไตย”

ที่มา Thai E-News

ตรรกะสลิ่ม-ความเห็นของล็อกอินหนึ่งในเว็บพันทิป

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

9 พฤศจิกายน 2554



วันนี้ มีประเด็นให้นำมา แตกหน่อ และนำเสนอเพื่อการถกเถียงอีกประเด็น คือ การตีความลัทธิการเมืองต่างๆ ที่ถกเถียงกันใต้ภาพ “ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง แต่โชคร้ายที่มีประชาธิปไตย”

ทำให้นึก ย้อนไปยังคำกล่าวที่มีชื่อเสียงมากของอดีตประธานาธิบดีเม็กซิโก Porfirio Diaz (1876-1911) ที่ว่า "Poor Mexico, So Far From God, So Close To The United States" หมายความว่า “ประเทศเม็กซิโกที่น่าสงสาร อยู่ห่างไกลจากประเจ้าเหลือเกิน แต่อยู่ใกล้อเมริกาเกินไป”

ซึ่งเป็น คำกล่าวที่ขบวนการประชาชนในลาตินอเมริกานำมากล่าวถึงกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ประท้วงการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของประเทศลาตินอเมริกากับสหรัฐอเมริกา

พอมานึกถึงสลิ่มที่พูดประโยค นี้ “ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง แต่โชคร้ายที่มีประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นประเด็นที่นำมาซึ่งการถกเถียงอภิปรายกันต่อได้หลายแง่มุม

อาทิ ข้อถกเถียงที่คู่มากับประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยเมืองไทย คือ "เมืองไทยไม่พร้อมกับลัทธิประชาธิปไตย" หรือมีการนำเสนอว่า ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือระบบคอมมิวนิสต์ น่าจะเป็นทางเลือกของเมืองไทยที่ดีกว่าหรือเปล่า? เป็นต้น

ก็เลยขอนำ มาแตกประเด็นต่อ เพื่ออธิบายคำจำกัดความลัทธิการเมืองเหล่านี้ ตามความเข้าใจของตัวเอง ทั้งนี้ เป็นการนำเสนอจากมุมมองและข้อคิดเห็นของผู้เขียน โดยไม่ได้ไปเปิดพจนานุกรมฉบับ “ราชบัณฑิตยสถาน” มาใช้ประกอบในการตีความ

สมบูรณาญาสิทธิราช
มาจาก “สมบูรณ์ + อาญา + สิทธิ + ราชา”

หมาย ถึง อำนาจและสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง หรือตัดสินคดีความประชาชน หรือชี้เป็นชี้ตายในสังคม ขึ้นอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว การเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยของบ้านเมืองจึงขึ้นอยู่กับพระปรีชาชาญของ กษัตริย์

คอมมิวนิสต์
มาจากคำว่า “คอมมูน (ชุมชนหรือสังคมที่คนอยู่ร่วมกัน) + นิสต์ (ผู้นิยม)

หมาย ความว่า ลัทธิการเมืองของผู้ที่นิยมในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ที่ตั้งอยู่บนความเสมอภาค และการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางร่วมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ในหลักการเป็นสิ่งที่ดีมาก คือ “ร่วมกันทำ + แบ่งกันกิน + แบ่งกันใช้” ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้น ไม่มีอภิสิทธิ์ชน ทุกคนในคอมมูนตัดสินใจร่วมกันในเรื่องกฎกติกาการปกครองและแบ่งปันระหว่างกัน

แต่ ณ ถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีประเทศใด สามารถประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามลัทธินี้ เพราะระบบคอมมิวนิสต์ ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับการวางกฎกติกาตามระบอบ “ประชาธิปไตยที่เคารพเสียงคนทุกคน”

ที่ผ่านมามันล้มเหลวเพราะระบบ ”คอมมิวนิสต์” ถูกนำเสนอผ่านทาง “เผด็จการ และ/หรือกำลังทหาร” และไม่สามารถจัดการการคอรัปชั่น(ทั้งทางอำนาจและทางนโยบาย) ได้ มันจึงถูกเรียกกันในตามผู้นำ อาทิ ระบบเลนินนิสต์ ระบบสตาลินนิสต์ ระบบเหมาอิสต์ ฯลฯ ไป

ประชาธิปไตย
มาจากคำว่า “ประชา + อธิปไตย”
หมายความว่า ทุกคน มีอธิปไตยเป็นของตัวเอง

แต่ เมื่อมาร่วมอยู่ในคนกลุ่มใหญ่หรือคนหมู่มาก หรือในประเทศ จึงจำต้องเคารพกฎกติกา แม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทั้งหมดก็ตามในวิถีระบบ "ประชาธิปไตย"

ทั้งนี้ทุกคนมีสิทธินำเสนอดำรงหรือเสนอแนวคิดในหลัก อธิปไตยของตัวเองทั้ง ทางตรงหรือทางผ่านตัวแทน และในขณะเดียวกันจำต้องรับฟังหรือยอมรับอธิปไตยของคนอื่นๆ ได้บ้าง ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า "เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน เสียงส่วนน้อยมีความหมาย"

ท้าย ที่สุด ถ้าไม่ได้ยอมรับกันด้วยเหตุผล ก็ต้องยอมรับในการลงมติ แล้วก็หาทางนำเสนอหรือดันเหตุผลที่ตัวเองคิดและเชื่อผ่านกลไกสภาหรือรัฐสภา

ขออนุญาตฉายภาพนี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ระบอบประชาธิปไตยยังถูกตีความและพ่วงท้ายมากมาย

อาจ จะตีความได้ว่า มันเป็นระบบที่เปิดให้คนถกเถียงมากที่สุด มีเสรีภาพในการตีความมากที่สุด (นี่พูดในแง่บวก และในฐานะของคนที่เลือกระบบประชาธิปไตย)

ประชาธิปไตยทางตรงน่าจะเป็น ประชาธิปไตยในอุดมคติมากที่สุด คือ แต่ละคนมาร่วมกันวางกฎ กฎิกา หรือเขียนกรอบรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีข้อจำกัดคือไม่คล่องตัวและทำได้ในหน่วยสังคมที่ไม่ใหญ่มากเกินไป

จริงๆ ระบบ อบต. ควรจะเป็นหน่วยสังคมที่ส่งเสริมให้สร้างกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงทั้งใน เรื่องการเลือกตั้งและการพิจารณาแผนการทำงานให้มากที่สุด - ถ้าระดับ อบต. เป็นประชาธิปไตยอย่างมากที่สุด กลไกประชาธิปไตยระดับชาติก็จะเข้มแข็งมากขึ้น

ในระดับชาติ เนื่องจากสังคมนั้นใหญ่เกินกว่าจะให้ทุกคนมาร่วมลงคะแนนได้ทุกประเด็น จึงต้องใช้ระบบผ่านตัวแทน หรือพรรคการเมืองตัวแทน "หรือประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาตัวแทนประชาชน"

ซึ่งประเด็นนี้ “เป็นหัวใจสำคัญ” การที่จะทำให้ประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรือผสมเผด็จการ ก็คือการทำให้ระบบ โปร่งใส เคารพกติกา ปราศจากคอรัปชั่น ไม่เผด็จการ เคารพในเสรีภาพ ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฯลฯ

ณ ปัจจุบันอีกเช่นกัน แทบจะเรียกได้ว่า มีประเทศที่บอกว่าเป็นระบอบ “ประชาธิปไตย” จำนวนไม่น้อยที่มีสร้อยต่อท้าย โดยเฉพาะประเทศโลกใต้ที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนทิ้งช่วงห่างมาก (เมืองไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนห่างกันสูงมากถึง 15 เท่า)

ในประเทศเหล่านี้ สถาบันต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง ใช้เล่ห์เลี่ยมระหว่างกันทุกช่องทาง เพื่อผลคะแนนเสียง ทั้งการกีดกั้น ซื้อเสียง ติดสินบน สร้างนโยบายที่ไม่เป็นจริง ตัดแข้งตัดขาคู่แข่ง หรือไม่ยอมให้มีการตั้งพรรคแนวคิดซ้าย (ผลพวงของสงครามเย็น)

รวม ทั้งการที่รัฐบาลไม่สามารถจัดการปัญหาคอรัปชั่นที่สูงในทุกสถาบันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงเบื่อหน่าย และแสวงหาการเมืองรูปแบบอื่นๆ อาทิ การหวนหาลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราช ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิทหาร และ/หรือลัทธิเผด็จการ เป็นต้น

ดังนั้นเราจึงดูแค่ปรากฎการณ์ทางการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูประวัติศาสตร์ และที่มาที่ไปด้วย . .

ใน เมืองไทย พรรคการเมืองเดียวที่อยู่มาได้โดยไม่ถูกยุบจนถึงปัจจุบันคือพรรคประชาธิปัต ย์ ที่ก่อตั้ง 6 เมษายน 2489 ก่อนเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ 2 เดือน

นับตั้งแต่ปี 2490 เมืองไทยปกครองด้วยพระประมุของค์เดียว (65 ปี) แต่มีนายกรัฐมนตรีถึง 27 คน (นายกที่อยู่นานเป็นจอมพลหรือพลเอกเกือบทั้งหมด ทั้งจอมพล ป. ( 9 ปี) จอมพลสฤษดิ์ (6 ปี) จอมพลถนอม (10 ปี) และพลเอกเปรม (8 ปี)

นายกที่มาจาก การเลือกตั้ง จะอยู่กันได้เพียงแค่ ต้นเทอม-กลางเทอม-และปลายเทอม นายกที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ครบเทอม (ที่ไม่ใช่ทหารที่ขึ้นสู่อำนาจจากผลพวงของการปฏิวัติ) ตลอดรัชสมัย ที่ไม่ถูกรัฐประหารหรือถูกบีบให้ยุบสภาเสียก่อน เห็นจะมีเพียงสมัยทักษิณ 1 (2544-2548) เท่านั้น

ดั้งนั้นการจะดูว่าประเทศเป็น "ประชาธิปไตย" หรือไม่ ก็ต้องเริ่มด้วยการดูว่าระบบการเลือกตัวแทน และสิทธิในการเสนอตัวแทน หรือสิทธิในการจดทะเบียนพรรคเพื่อเป็นตัวแทน นั้นวางอยู่บนกรอบที่ยอมรับสิทธิของทุกคนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือ ไม่? ด้วยประการนี้และหลายเหตุผลที่กล่าวมา "ประเทศจึงไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริง"

ปัจจุบันนี้จึงต้องมี ขบวนการ “สังเกตุการณ์เลือกตั้งจากประเทศต่างๆ เข้าไปช่วยสอดส่องและดูการเลือกตั้งในประเทศที่ประชาธิปไตยมีปัญหาอยู่ เพื่อร่วมตรวจสอบและกดดันให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศนั้นโปร่งใส (ในระดับที่ยอมรับได้)

การยอมรับความคิดเห็นหรือทฤษฎีการเมืองที่แตกต่างเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

ใน ปัจจุบัน ประเทศไทยยังอยู่ในภาพความโหดร้ายของการปราบปรามประชาชนที่คิดต่าง และยังคงหวาดกลัวลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ที่ถูกอัดฉีดทั้งทางความรุนแรง และการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อล้างสมองกันอย่างบ้างคลั่ง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีแห่งช่วงสงครามเย็น (ประมาณ 2490 - 2523) และมันได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

รวมทั้งกฎหมายเมืองไทยก็กีดกันพรรคสังคมนิยมและพรรคที่มีแนวคิดฝ่ายซ้าย

พรรคคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย และใครที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ถือว่าทำผิดกฎหมาย (ตามที่ทราบ)

ประเด็น การถกเถียงจึงอยู่ที่ว่า จะทำให้สังคมดำรงไปด้วยกันได้อย่างสันติโดยที่ไม่จำเป็นต้องยอมรับ ไม่จำเป็นต้องรับฟัง หรือไม่จำเป็นต้องเลือกตัวแทนหรือพรรคที่มีแนวคิดที่แตกต่าง แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละคนคิดต่างกันได้ ได้อย่างไร?

ผู้คนในสังคมทั้ง คนเมืองเทพ และคนชนบทกลางทุ่ง จะตระหนักร่วมกันได้อย่างไรว่า "คนคิดต่างไม่ใช่ศัตรู" ที่จะต้องถูกฆ่าฟันให้ตายไป และพวกเขาไม่มีสิทธิไปข่มขู่ ทำร้าย เข่นฆ่า จับกุม คุมขัง เนรเทศ คนที่ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือคนที่ไม่รักในหลวง ฯลฯ”

เพราะการ ใช้ความรุนแรง คือ การกระทำของพวก “ลัทธิเหยียดคนอื่น (Racism)” และถ้ารุนแรงมากถึงขั้นปลุกระดมให้คนใช้กำลังทำร้ายกัน หรือสังหารหมู่ มันก็กลายเป็นพวก “ลัทธิคลั่งหัวรุนแรง (Fundamentalism)“ ไป และนี่ก็เป็นประเด็นที่มาของการจำเป็นที่จะต้องหาข้อโต้แย้งด้วยเหตุผลต่อ ตรรกะมั่วๆ และไร้ความรับผิดชอบ ของสลิ่มกันให้เพิ่มเติมมากขึ้น

ลองเอาคำกล่าวว่า "ล้านคนก็ล้านความคิด" มาใส่แนวคิดทฤษฎีการเมืองแบบง่ายๆ ดู . .

พวกคลั่ง

ต้องฆ่าคน 999,999 คนให้หมด เพราะฉันคิดถูกอยู่คนเดียว เรามีตัวอย่างที่เลวร้ายมากมาย ขอยกตัวอย่างแค่ 2 คน

  • ฮิตเลอร์ ต้องฆ่ายิวให้หมดทุกคน (ผลคือคนเสียชีวิตเพราะสงครามโลกครั้งที่สองกว่า 40 ล้านคน)
  • สตาลิน ต้องฆ่าพวกเจ้าและอภิสิทธิชนให้หมด (ผลคือคนเสียชีวิตเพราะลัทธิสตาลินกว่า 30 ล้านคน ทั้งถูกสังหารและอดตาย)

เผด็จการ

จะทำยังไงให้ไอ้ล้านคน มันคิดได้แต่ทำไม่ได้ และถ้ามันคิดจะทำจริง จะจัดการอย่างไร (ตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนระดับรุนแรงที่สุด)

กษัตริย์

ถ้า ความคิดนั้นๆ ไม่อยู่ในขอบเขตที่บั่นทอนพระราชอำนาจ ก็ปล่อยไปก่อน อย่างน้อยมันยังทำงาน “เข้าเดือน-ออกเดือน” ให้หลวงอยู่ แต่ถ้ากระด่างกระเดื่องเมื่อไร ก็ “เอาไปตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร” หรือส่งกองทัพไปตีเมือง

ทุนนิยม

ฝ่ายไหนเป็นลูกค้าที่สำคัญกว่ากัน เราจะเลือกฝ่ายที่มีอำนาจจ่าย และเราได้กำไรมากที่สุด โดยลงทุนน้อยที่สุด

เสรีนิยม

ฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะคิดอย่างไร อย่ามาสนว่าฉันคิดอย่างไรก็พอ

คอมมิวนิสต์

คุณก็ไปหาคอมมูนอื่นที่คิดเหมือนคุณอยู่ไป ถ้าคุณอยู่กับเราไม่ได้ หรือว่าไปสร้างคอมมูนของตัวเอง

ประชาธิปไตย

ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับคุณ แต่ผมจะปกป้องสิทธิที่จะพูดของคุณด้วยชีวิตของผม

ฯลฯ

เมื่อคุณคิดฆ่าคนทั้งโลก เพราะดำรงความถูกต้องของคุณไว้คนเดียว คุณคือพวกคลั่งหัวรุนแรงและเป็นอันตรายต่อมนุษย์คนอื่นๆ ในโลกด้วย


สลิ่มหัวรุนแรงก็จัดอยู่ในกลุ่มคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ และก็อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

คำเตือน

เนื่องจากเป็นการเขียนจากความเข้าใจและการวิเคราะห์ของผู้เขียนเอง ยังไม่ได้ทำการวิจัยอย่างละเอียด ขอให้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

คนละหมัด

ที่มา Thai E-News


แค่ 1 ล้านเสียง ยังไม่ยอมให้ปลด แล้ว นายกปู เลือกมา ด้วยคะแนน 15 ล้านเสียง จะมาปลดกันง่ายๆ เลยรึ ?????(ที่มา:facebook MaysaaNitto Konthai )

ภาพนายกฯ เยี่ยมชุมชนเขตสายไหมกลางดึกวานนี้

ที่มา เว็บgo6



ที่มา:facebook เจเจ สาทร


บันทึกช่วยจำจากแฟ้มข่าว:ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา

ที่มา Thai E-News

ครั้ง หนึ่งก่อนการประชุมหารือกันที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งมีผมกับพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และคุณ ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นั่งอยูที่โต๊ะรับแขกภายในบ้าน ปรากฏว่าคุณปีย์ ได้ถามผมว่า ทำให้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หายไปได้ไหม ผมก็เลยตอบไปว่า เป็นการยากทำไม่ได้ เพราะท่านมีรปภ.จำนวนมาก คงจะต้องยิงกันเละจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่สามารถทำให้ตายได้-พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี,30 มีนาคม 2552

ปีย์ในแฟ้มข่าวช่วงเดือนมีนาคม 2552

ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2552 ชื่อของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อถูกอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณวีดีโอลิงก์กล่าวถึงว่า พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์, นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ,นายอักขราทร จุฬารัตน,นายจรัญ ภักดีธนากุล,นายปราโมทย์ นาครทรรพ และนายปีย์ ได้ร่วมปรึกษาหารือกันที่บ้านพักของนายปีย์ ย่านสุขุมวิท ถึงเรื่องการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ และนำไปสู่การปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ซึ่งนายปีย์ยอมรับว่าได้มีการพบปะกัน แต่เป็นการเชื้อเชิญมารับประทานอาหารในฐานะเพื่อน และคนที่สนิทสนมกันเท่านั้น ไม่ได้เป็นการวางแผนปฏิวัติหรือลอบสังหารอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กล่าวอ้างว่า ได้ยินมาจาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แต่อย่างใด

"ยืนยันว่า ไม่มีการพูดเรื่องปฏิวัติ หรือพูดเรื่องตำแหน่ง ไม่มีทหารอยู่สักคนจะพูดเรื่องปฏิวัติได้อย่างไร" นายปีย์ กล่าวยืนยัน

พัลลภแฉปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เคยถามต้องการเก็บทักษิณ ทำให้หายไปได้ไหม อัดยับสุรยุทธ์ ถ้ารับคงต้องเข้าโรงพยาบาลเช็คประสาท

กรุงเทพธุรกิจ 30มี.ค. 2552 -จากกรณีที่ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ออกมาเปิดโปงว่า พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ กับบุคคลสำคัญหลายคน ได้ประชุมวางแผนโค่นรัฐบาลทักษิณกันที่บ้านของนาย ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ในซอยสุขุมวิท จนกระทั่งนายปีย์ ออกมาตอบโต้ว่า พล.อ.พัลลภ ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงเพราะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆนั้น

วันเดียวกัน พล.อ.พัลลภ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า การที่นาย ปีย์ ระบุว่า ตนออกมาโวยวาย เพราะไม่ได้รับตำแหน่ง ตนขอยืนยันว่าตนเป็นคนที่รักษาสัจจะเมื่อตกลงกันว่าการทำครั้งนี้ทุกคนต้อง ไม่หวังตำแหน่งและลาภยศใด ๆตนก็ถือตามนี้ สำหรับเรื่องนี้ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว ถ้าตนต้องการตำแหน่งตนก็ออกมาโวยวายในช่วงนั้นแล้วจะปล่อยให้เนินนานมาถึง 3 ปีได้อย่างไร และถ้ามาพูดตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร

"ผมเป็นชายชาติทหาร ผมรักษาสัจจะรักษาคำพูดเสมอ ว่าถ้าใครไม่พูดพาดพิงถึงผม ผมจะหลีกเลี่ยงในการพูดถึงบุคคลอื่น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ผมจะไม่เคยพูดถึงชื่อนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เจ้าของบ้านแม้แต่คำเดียว"พล.อ.พัลลภ กล่าว

พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ครั้งหนึ่งก่อนการประชุมหารือกันที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งมีตนกับพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และคุณ ปีย์ มาลากุล นั่งอยูที่โต๊ะรับแขกภายในบ้าน ปรากฏว่าคุณปีย์ ได้ถามตนว่า ทำให้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หายไปได้ไหม ตนก็เลยตอบไปว่า เป็นการยากทำไม่ได้ เพราะท่านมีรปภ.จำนวนมาก คงจะต้องยิงกันเละจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่สามารถทำให้ตายได้ ทุกคนก็เงียบไม่พูดอะไร ซึ่งขณะนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ นิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งเฉยๆไม่ได้ออกความเห็นอะไร

"ผมคิดว่าเราสามารถโกหกคนได้ทั้งโลก แต่ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ คุณปีย์ คงรู้ในใจตัวเองดี ผมยังมีเรื่องที่จะพูดอีกมาก ถึงคนชื่อปีย์ มาลากุล ที่ยังไม่อยากนำมาเปิดเผยในขณะนี้"พล.อ.พัลลภ กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธ แต่มีการหารือในการล้มพ.ต.ท. ทักษิณ จริงใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ตนจะมาพูดเล่นๆได้อย่างไร เพราะมีการกินข้าวหารือกันถึง 7 คน มีการพูดกันว่า จะต้องเล่นพ.ต.ท.ทักษิณ ทางกฎหมายโดยมีนักกฏหมายเข้ามาร่วมประชุมด้วยในเรื่องของ กกต. ซึ่งเมื่อ กกต.ล้มการเลือกตั้งไม่สำเร็จ ก็มีการพูดถึงการรัฐประหาร มิเช่นนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ จะมาพูดได้อย่างไรว่า การทำครั้งนี้เราทำเพื่อประเทศชาติและสถาบัน คนที่มีตำแหน่งเป็นองคมนตรีจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะตัวเองมีตำแหน่งองคมนตรี โดยเฉพาะไปล๊อบบี้ให้ กกต.ลาออก

เมื่อถามว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาโฟนอินเปิดเผยข้อเท็จจริง พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา เรื่องแบบนี้ ถ้าเขาออกมารับว่าจริง เขาคงต้องไปโรงพยาบาลประสาท เพราะฉะนั้นเขารับไม่ได้ต้องปฏิเสธ แต่การปฏิเสธของพล.อ.สุรยุทธ์ มันขัดกันโดยตลอดจากการประมวลข่าวอะไรต่างๆทุกคนก็รู้ดีว่าเป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นคนที่มีความคิดทุกคนสามารถคิดได้ เรื่องแบบนี้ถ้าเขารับ เขาต้องเป็นโรคประสาท ต้องไปโรงพยาบาลประสาท

เมื่อถามว่า พล.อ.สุรยุทธ์ อ้างว่าที่ไปคุยหารือกันเพื่อหาข้อมูลไปถวายงานในหลวงฯในฐานะองคมนตรี พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ใช่เขาก็ต้องออกมาพูดในรูปนั้น และการที่นายปีย์ บอกว่ามีการประชุมครั้งเดียวก็ไม่จริง ซึ่งจริงๆแล้วประชุมกัน 4 ครั้ง และกินข้าวร่วมกันทุกครั้ง ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ จะมาถึงก่อนเสมอมานั่งรอ จากนั้นก็มานั่งคุยกันที่โต๊ะกินข้าวในลักษณะกินข้าวไปคุยกันไป ตอนแรกเห็นปฏิเสธว่าไม่ได้ประชุม ก็ใช่เป็นการพูดกันไปกินกับไป เพราะการประชุมต้องมีวาระประชุม

"วันนี้ผมพยายามไม่พูดถึงใครแต่พล.อ.สุรยุทธ์ มาพูดพาดพิงถึงผมก่อน และวันนี้คุณปีย์มาพูดถึงผมทำให้ผมเสียหายจึงต้องพูดบ้างว่า คุณปีย์ คิดอย่างไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ และยังมีเรื่องอีกเยอะเกี่ยวกับตัว คุณปีย์ ที่ผมจะนำมาเปิดเผย ทุกอย่างที่เขาทำนั้นเป็นลักษณะเจ้ากี้เจ้าการเชิญ คนนั้นคนนี้ไปกินข้าว ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ พูดถูกว่าไม่ได้เชิญตนไปกินข้าว แต่คุณปีย์ เป็นคนเชิญในฐานะเจ้าของบ้าน แม้แต่พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ คุณปีย์ ก็เป็นคนเชิญมา"พล.อ.พัลลภ กล่าว

ปีย์ ชี้ พัลลภ ให้ข้อมูลเท็จหวังเอาใจทักษิณ

คมชัดลึก 29 มี.ค.2552 “ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา" ยอมรับเปิดบ้านเชิญ "บิ๊กแอ้ด-อักขราทร" ถกปัญหาบ้านเมืองช่วงก่อนเหตุปฏิวัติ 19 กันยาจริง แต่คุยเรื่องตุลาการภิวัฒน์ ไม่ได้หารือวางแผนปฏิวัติตามที่ถูกกล่าวหา ยืนยัน "บิ๊กแอ้ด" พูดความจริงทุกคำ พร้อมเคลียร์ "ทักษิณ" ให้เชื่อได้ข้อมูลเท็จจาก "พัลลภ" คาดหวังเอาใจ เลขาธิการอาเซียน ชี้การชุมนุมคนเสื้อแดง อาจกระทบน้ำหนักในการต่อรองบนเวที จี 20

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2552 นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริษัท แปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้สัมภาษณ์ระบุพร้อมพูดคุยทำความเข้าใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังได้รับข้อมูลจาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง ผอ.รมน.) ว่ามีการวางแผนปฏิวัติที่บ้านของตน

อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.พัลลภ น่าจะให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหวังเอาใจ ซึ่งตนก็ไม่ทราบเจตนา แต่ยอมรับว่าในวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 5 เดือน ได้มีการนัดบรรดาเพื่อนๆ ทั้งที่เป็นองคมนตรี และตุลาการ รวมทั้ง พล.อ.พัลลภ มารับประทานอาหารเย็นที่บ้านจริง แต่มาคุยเรื่องตุลาการภิวัฒน์ และสถานการณ์บ้านเมืองโดยทั่วไป

ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้นัดหารือเพื่อวางแผนปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด เพราะไม่ได้มีการเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาพูดคุยด้วย นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า พล.อ.สุรยุทธ์ พูดเรื่องจริงตามที่ให้สัมภาษณ์ทุกประการ อย่างไรก็ตาม นายปีย์ไม่ ได้แนะแนวทางออกของการแก้ปัญหาบ้านเมือง หลังกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล โดยบอกว่าคงต้องปล่อยไปตามวิถีทางของมันเอง

Wednesday, November 9, 2011

สีสัน ข่าว "ปล่อย" เล่นงาน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สีสัน วิลิศมาหรายิ่ง

ที่มา ข่าวสด


ทั้งที่ข่าวของ "เครือเนชั่น กรุ๊ป" อ้างทั้งแหล่งข่าว "นายทหารระดับสูง" ประสานเข้ากับสมาชิก "บ้านเลขที่ 111"

นำไปสู่พาดหัวข่าว "ปลด" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จาก "นายกรัฐมนตรี"

แล้ว เหตุใด เช้าวันต่อมาภายหลังรับประทานอาหารที่ร้าน ไก่ย่าง ย่านประชาชื่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงสามารถตอบคำถามได้อย่างยิ้มแย้ม

"เป็นสีสันดี"

หากนายกรัฐมนตรีผู้นั้นเป็นนักการเมืองแตกลายงาระดับ นายบรรหาร ศิลปอาชา ระดับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือระดับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

ก็มิได้เป็นเรื่องแปลก

แต่นี่เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเพิ่งเข้าสู่สนามเลือกตั้งเพียง 49 วัน และเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 2 เดือนเศษๆ

ย่อมเป็นเรื่องน่าทึ่ง

มีความตะกุกตะกักระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินในสถานะแห่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะในห้วงแห่งการเผชิญสงครามกับ "น้ำ"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจถนัดในการบริหารสมุดหน้าเหลือง ในการบริหารการขายโทรศัพท์มือถือ หรือในการวางแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แต่เรื่อง "น้ำ" และ "มวลน้ำ" อย่างมหาศาลเป็นของใหม่

อย่า ว่าแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลย แม้กระทั่งมหาบัณฑิตจากออกซ์ฟอร์ดซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำทางการเมืองตั้งแต่ สถานการณ์รสช. 2534 เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อประสบเข้ากับน้ำท่วมนครราชสีมาและสะพานขาดที่สุราษฎร์ธานี ยังหวังเหวิด วังเวงเลย

แล้ว "มือใหม่" อย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ย่อมตะกุกตะกักอย่างแน่นอน

กระนั้น เพียงช่วงเวลา 2 เดือนกว่า เป็น 2 เดือนอันมวลน้ำที่ทวีการบ่าไหลเข้าโอบล้อมและทะลวงเข้ามายังกรุงเทพ มหานคร

กลับเป็นโรงเรียน "การเมือง" อย่างชนิดที่เรียกว่าหลักสูตร "เข้มข้น"

เพราะข่าว "ปล่อย" เรื่องการปรับครม.ยังไม่ได้ผ่านพ้นไปดี ข่าว "ปล่อย" โดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงจาก "กองทัพบก" ก็ทยอยออกมา

หากประเมินผ่านการเยาะหยันหยามเหยียดของ "สื่อ" อื่น ข่าวปล่อยเหล่านี้เล็กจ้อยยิ่ง

เป็นไปได้ว่า ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตีฝ่าผ่านวิกฤตอุทกภัย และวิกฤต "น้ำลาย" จากฝ่ายตรงกันข้ามไปจนถึงเดือนธันวาคมได้

ความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นทวิและทวีคูณ

คนไทยชมชอบเห็นใจและถือหางคนที่เสียเปรียบ คนที่ถูกเยาะเย้ยหยามหยันและเป็นมือรอง

การ โหมกระหน่ำเพื่อขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ดำเนินมาก่อนและภายหลังการเลือกตั้งมีความรุนแรง เหี้ยมโหดอย่างยิ่ง แต่เธอก็เดินหน้าจนยึดเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" ได้ใน 49 วัน

ตอนนี้เธอผ่านมาแล้ว 60 และกำลังผ่านเข้าสู่หลักที่ 70 และ 80-90 วัน มิใช่หรือ

รูป'พค.53'ก้องโลก

ที่มา ข่าวสด

นาทีม็อบแดง ยิงหนังสติ๊กสู้ คว้ายอดเยี่ยม



ลั่นโลก - ภาพม็อบเสื้อแดงใช้หนังสติ๊กยิงใส่รถถัง ในช่วง เหตุการณ์การชุมนุมในไทยช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 2 ในนิทรรศ การช่างภาพมืออาชีพระดับโลกที่แคนาดา

ภาพ เหตุการณ์พฤษภาเลือด 2553 ได้รับรางวัลใน เวทีประกวดภาพถ่ายจากทั่ว โลก ที่เมืองโตรอนโต ประเทศ แคนาดา ผลงานช่างภาพชาว ฝรั่งเศส เป็นรูปนาทีผู้ชุมนุมเสื้อแดงสุมไฟเผายางรถยนต์ ยิงหนังสติ๊กสู้ตอบโต้เจ้าหน้าที่ใจกลางกรุง ขณะที่ชาวลำปาง เชียงราย แห่เปิดอีกหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย คิวต่อไปเล็งเปิดที่สุราษฎร์ธานี ใกล้บ้านอดีตรองนายกฯ 'เทพเทือก'

เมื่อ วันที่ 8 พ.ย. น.ส.ชมพูนุท นำภา ผู้สื่อข่าวพิเศษประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานจากเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ว่าภาพเหตุ การณ์สลายม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ได้รับเลือกเป็นภาพข่าวยอดเยี่ยมรางวัลที่ 2 จากนิทรรศการประกวดภาพถ่ายจากช่างภาพข่าวมืออาชีพทั่วโลก ที่ร่วมส่งภาพเข้ามาประกวดที่เมืองโตรอนโต ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เป็นภาพถ่ายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีผู้ร่วมส่งประกวดมากมาย อาทิ จากช่างภาพหนังสือพิมพ์ สำนักข่าวต่างประเทศ และนิตยสารจากทั่วทุกมุมโลก

สำหรับครั้งนี้มีช่างภาพส่งภาพประกวด จำนวน 5,847 คน จาก 128 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 101,960 ภาพ แบ่งเป็น 10 ประเภท แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เมื่อภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ได้ปรากฏที่งานนี้ด้วย และได้รับรางวัลที่ 2 ในประเภทภาพข่าวโดดเด่น เป็นภาพเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงใจกลางกรุงเทพฯ โดยเป็นผลงานของนายโกรองแต็ง โฟห์ลอง ช่างภาพชาวฝรั่งเศส มีอยู่ด้วยกันหลายภาพ อาทิ ภาพกลุ่มผู้ชุมนุมใช้หนังสติ๊กเป็นอาวุธยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่ ภาพจุดไฟเผายางรถยนต์ และผู้ถูกยิง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากภาพดังกล่าวทางช่างภาพชาวฝรั่งเศสเขียนบรรยายประกอบภาพว่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงปะทะกับกองกำลังรัฐบาลไทยช่วงกลางเดือนพ.ค.2553 เหตุเกิดในย่านธุรกิจสีลมของกรุงเทพฯ การปะทะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงประเทศไทย ตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นจากตำแหน่ง โดยทหารเข้าปฏิวัติเมื่อเดือนก.ย.2549

คำบรรยาย ระบุต่อว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง ซึ่งเป็นชาวบ้านที่มีฐานะยากจน ที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของทักษิณมารวมตัวกันมากขึ้นเพื่อต่อต้านนาย อภิสิทธิ์ โดยผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหิน จุดไฟสุมยางรถยนต์กลางถนน กำลังทหารและตำรวจใช้ลูกกระสุนยาง แก๊สน้ำตา รวมถึงระเบิดตอบโต้ ผู้ประท้วง มีผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ครั้งนี้มากกว่า 80 ราย และบาดเจ็บราว 2,000 คน

วัน เดียวกัน ที่บ้านป่ายางมน หมู่ 2 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย น.พ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย และชาวบ้านต.รอบเวียงกว่า 100 คน ร่วมเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย 3 แห่ง คือหมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 5 ต.รอบเวียง จากเดิมที่เปิดไปแล้ว 3 หมู่บ้าน ต.ป่าอ้อดอนชัย และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา น.พ.ประสงค์เดินทางไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 36 แห่ง ที่บ้านห้วยอูน ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงลำปางกว่า 1,000 คนร่วมพิธี

นายนิสิต สินธุไพร หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวว่าในแต่ละจังหวัดไม่จำเป็นต้องมีเสื้อแดงเพียงกลุ่มเดียว คนเสื้อแดงสามารถมีได้หลายกลุ่ม แต่ให้พิจารณาตามความมุ่งหมายของกลุ่มด้วย หากเป็นคนเสื้อแดงจริง ต้องมีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง แกนนำนปช.พร้อมจะเข้าร่วมงานกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดทั้งสิ้น ขอให้คนเสื้อแดงรักษาสามัคคีต่อกันเช่นนี้ต่อไป

ส่วนนายดาชัย อุชุโกศลการ แกนนำเสื้อแดงลำปางกล่าวว่า การเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าคนเสื้อแดงลำปางมีความรักความ สามัคคีต่อกัน ทุกคนที่เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้มีเจตนา รมณ์เดียวกัน คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ครั้งต่อไปจะเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเพิ่มในอ.แม่ทะ โดยคาดหวังว่าจะทำให้ลำปางเป็นเสื้อแดงทั้งจังหวัด

ขณะที่นายอานนท์ แสนน่าน แกนนำเสื้อแดงอุดรธานี ร่วมกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงที่จ.สงขลา และในเร็วๆ นี้จะไปเปิดที่จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ใกล้บ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้วย เราจะเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงทั่วประเทศ หากมีการยึดอำนาจพวกเราก็จะไปรวมตัวกันที่ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดง ก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจากภาคเหนือจะทยอยมารวมตัวกันที่จ.นคร สวรรค์, ภาคอีสานที่จ.นครราชสีมา ภาคกลางที่จ.พระนครศรีอยุธยา, และภาคใต้ที่จ.สมุทร สาคร พวกเราจะใช้ชนบทล้อมเมือง ไม่ต้องเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯอีก