WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 12, 2011

มวลน้ำ แผนที่มวลน้ำ และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ

ที่มา ประชาไท

ประชา แม่จัน
pracha_meachun@yahoo.com

บ้านผมน้ำท่วม 1.5 เมตร แต่ไม่คิดว่าจะต้องให้ที่อื่นต้องท่วมเหมือนของผม ไม่ใช่เพราะผมอยากจะเสียสละให้คนอื่นสุขสบาย แต่มวลน้ำหมื่นล้าน ลบ.ม. ทำให้คิดว่า ถ้าระบายน้ำไป 1 ลบ.ม. ย่อมมีน้ำมาแทนที่ในจำนวนเดียวกัน ไม่ทางที่ความสูงน้ำจะลดลงอย่างง่ายดาย จึงไม่จำเป็นต้องให้ที่อื่นเปียกแบบเดียวกัน ไม่น่าจะต่างจากการเดินเข้าเส้นขอบฟ้า ซึ่งเป็นเส้นในจินตนาการที่เราเดินเข้า 1 ก้าว เส้นนี้จะถอยออกไป 1 ก้าวเช่นกัน
ในเมื่อน้ำท่วมไปแล้ว ผมต้องการรู้แค่ว่า น้ำท่วมได้อย่างไร ถ้าเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเพราะการจัดการผิดพลาดก็ต้องเอาตัวคนผิดมาลงโทษ
เมื่อผมติดตามสารสนเทศเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิด ก็พบว่ามีความแตกต่างในด้านการให้น้ำหนักกับข้อมูล เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำที่ปรากฏบนสื่อสาธารณะ รวมถึงบางคนที่สื่อนำข้อเขียนของเขาบนโพสต์บนเว็บไซต์ของสื่อนั้นๆ
แค่ถามว่า “ทำไมน้ำท่วมนนทบุรีฝั่งตะวันตก”
ทันทีที่น้ำท่วมบางบัวทอง บางใหญ่ วันที่ 19 – 20 ต.ค. หลังจากอพยพตัวเองแล้ว ผมได้เข้าสู่เฟซบุ๊ค “เรารักชลประทาน” ของกรมชลประทาน ในวันที่ 20 ต.ค. แล้วตั้งคำถามว่า สถานการณ์แม่น้ำท่าจีนเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่สามารถรับน้ำจากคลองของนนทบุรีฝั่งตะวันตกได้ คำตอบของแอดมินเพจ คือ เราไม่มีเวลาตอบ
คำถามนี้เกิดขึ้นเพราะช่วงสัปดาห์ 10 – 16 ตุลาคม เมื่อท่วมปทุมธานีแต่ยังไม่สามารถพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอบางบัวทอง ยกเว้นพื้นที่ริมคลอง น่าจะเป็นเพราะน้ำยังสามารถระบายไปยังแม่น้ำท่าจีนได้
วันรุ่งขึ้น ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมชลประทานเพื่อดูรายงานที่มี และพบว่ามีรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวัน และประจำสัปดาห์ ในรายงานประจำวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งเข้าใจว่าเป็นรายงานสถานการณ์น้ำวันที่ 20 ต.ค. ปรากฏว่า กรมชลประทานระบายน้ำมาทางแม่น้ำท่าจีน 60 ล้าน ลบ.ม. เป็นประตูน้ำพลเทพ 30 ล้าน ลบ.ม. ประตูนี้เป็นข้อขัดแย้งระหว่าง ส.ส.พรรคเพื่อไทยโดยนายพายัพ ปั้นเกตุกับนายบรรหารเมื่อต้นเดือนตุลาคม เรื่องนี้เข้าใจว่า นี่เป็นความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยในการเปิดประตูน้ำพลเทพ เมื่อดูรายงานประจำสัปดาห์ พบว่า ประตูน้ำแห่งนี้เปิดมาอย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ผมจึงโพสต์ประเด็นนี้บนเพจนี้ เพื่อทำให้กรมชลประทานรู้ว่าพวกเขากำลังถูกตรวจสอบ
ต่อมาในวันที่ 24 ต.ค. ศศิน ตั้งประเด็นบนเฟซบุ๊คเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของคลองมหาสวัสดิ์ ผมได้อธิบายพฤติกรรมการท่วมของคลองฝั่งนี้ว่าจะไปทีละคลอง ปริมาณน้ำที่คำนวณได้พื้นที่ท่วมจากแผนที่กับไม้บรรทัด ซึ่งน้ำจะเอ่อท่วมตามจังหวะน้ำขึ้นประมาณ 2 รอบ คาดว่ารอบละ10 – 15 ล้าน ลบ.ม. สองรอบของน้ำขึ้นลงจึงมีปริมาณน้ำเอ่อท่วมวันละ 20 – 30 ล้าน ลบ.ม. และสรุปให้ศศิน น้ำจะข้ามคลองมหาสวัสดิ์ไปทวีวัฒนาใน 2 วัน เขาตอบว่า ถ้าเป็นสองวันตามที่พี่บอก ก็ต้องแจ้งเตือนภัย ขณะที่ วัตถุประสงค์ของติดตามในช่วง 4 – 5 วันนี้ คือ ต้องการทราบสาเหตุเพื่อหาทางแก้ไข สมมติฐานของผมคือ น้ำในแม่น้ำท่าจีนมากเกินไปทำให้น้ำจากคลองของนนทบุรีฝั่งตะวันตกไหลไปไม่ ได้ เพราะน้ำท่วมเกิดด้านปลายคลองออกมาด้านเจ้าพระยา ดังนั้น ต้องลดปริมาณน้ำของแม่น้ำท่าจีนลง เพื่อลดหายนะที่แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ
จนกระทั่ง ดร.เสรี ศุภราทิตย์ นำเสนอประเด็นภาระที่มากเกินไปของแม่น้ำท่าจีน และประเมินว่าฝั่งตะวันตกมีมวลน้ำเข้ามาวันละ 30 ล้าน ลบ.ม. เมื่อประมาณ 28 ต.ค.
จากรายงานสถานการณ์น้ำของกรมชลประทาน ได้แสดงให้เห็นว่ามีลดการระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. จนถึงเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ลดเหลือ 16 ล้าน ลบ.ม. ผลที่เกิดขึ้น ระดับน้ำในพื้นที่บางบัวทอง บางใหญ่ ลดลง ประมาณ 20 – 30 ซม. น้ำในฝั่งตะวันตกเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 19 – 30 ต.ค. ควรมีปริมาณสะสมอยู่ประมาณ 360 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น ถ้ากรมชลประทานปรับตัวเองเร็วสัก 1 สัปดาห์ ประมาณช่วงน้ำท่วมแค่บางใหญ่ น้ำท่วมอาจจะลดระดับความรุนแรงในพื้นที่ธนบุรีลง
มวลน้ำแต่ละวันไม่มีความสำคัญ
ในขณะที่ สิ่งที่ผมติดตามคือ มวลน้ำหรือปริมาณน้ำและวิธีจัดการ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจในการนำเสนอของนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ด้านระบายน้ำ ไม่มีใครพูดถึงตัวเลขของน้ำที่เป็นรูปธรรม มีแต่ตัวเลขรวม เช่น 4,000 ล้าน ลบ.ม. 10,000 ล้าน ลบ.ม. มีเพียง ดร.เสรี ที่พูดถึงปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมแต่ละวัน และประมาณปริมาณน้ำในพื้นที่จำกัดลง เช่น ปริมาณน้ำที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำที่ออกหน้าจอโทรทัศน์ บนเว็บไซต์ หรือ บนเฟซบุ๊ค มักจะมาพร้อมกับแผนที่ แล้วบอกว่าน้ำจะไปถึงที่นั่น ที่นี่ในกี่วัน แต่ละเลยปริมาณน้ำที่เข้ามา ที่จะเป็นสารสนเทศสำหรับคนที่บ้านถูกน้ำท่วมไปแล้วสำหรับพวกเขา ในการประเมินว่าน้ำจะลดเมื่อไร ในเพจ “เรารักชลประทาน” จะมีคนถามอยู่เสมอน้ำจะลดเมื่อไร พอๆกับน้ำจะมาถึงเมื่อไร ในระยะหลังคำถามน้ำจะลดเมื่อไร เริ่มมากกว่า
ในกรณี นนทบุรีฝั่งตะวันตก นอกจากจะประเมินปริมาณน้ำให้ศศินแล้ว และจำนวนวันที่จะเข้าถึงเขตทวีวัฒนา ผมได้บอกตั้งแต่วันแรกๆ ของน้ำท่วมบางใหญ่ว่า สาเหตุน้ำท่วมว่าน่าจะมาจากแม่น้ำท่าจีนมีน้ำมากเกินไป เขาตอบเรื่องนี้ยาว ซึ่งผมคาดว่าในฐานะที่เขาออกสื่อบ่อย น่าจะนำไปสู่การแสวงหาทางออกในการลดผลกระทบ จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง
เมื่อติดตามเฟซบุ๊คของเขาไประยะหนึ่ง เขาและแฟนคลับมีความมุ่งมั่นที่จะประเมินน้ำจะไปพื้นที่ต่างๆ เมื่อไร เพื่อการเตือนภัยเท่านั้น เมื่อ 1 พ.ย. เขาเขียนว่า “...เดี๋ยวคืนนี้มาสรุปสถานการณ์ตอนดึกๆ ครับ เป็นห่วงคนฝั่งตะวันตกมากครับ” ผมตอบ“ฝั่งตะวันตก ไม่มี (อะไร) น่ากลัวหรอก เพียงแต่น้ำจำนวนวันละ 30 ล้าน ลบ.ม. จะขยับไปถึงอย่างไร จำนวนที่ อ.เสรีบอกก็ใกล้กับผมประเมิน เมื่อ 10 วันที่แล้ว และสาเหตุก็มาจากสถานการณ์ในแม่น้ำท่าจีนเหมือนกับที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว” ความจริงอยากจะบอกเขาว่า ถ้าเขาทำอะไรกับสารสนเทศของผม แล้วเกิดอภินิหารนำไปสู่การปรับปรุงเหมือนเสียงพูดของ ดร.เสรี เกี่ยวกับเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ที่ผมเข้าใจว่านำไปสู่การปรับปรุงการปล่อยน้ำของกรมชลประทานที่ทำให้ สถานการณ์น้ำท่วมฝั่งตะวันตกดีขึ้น
หลังจากนั้น ผมติดตามเฟซบุ๊คของเขาน้อยลง เพราะหน่วยงานรัฐก็เตือนภัยได้ดีขึ้น ข่าวสารชัดเจนขึ้น เพียงแต่เขาอาจจะตอบได้ดีกว่าในรายละเอียดของพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นยังไม่ต่างกันนักในการใช้แผนที่ บอกเวลาการขยับของมวลน้ำ ซึ่งไม่ตรงกับผมที่ต้องการทราบว่ามีมวลน้ำเท่าไรที่ต้องจัดการ ความสามารถในการระบายเป็นเท่าไรและอย่างไร จะได้รู้ว่า ถ้าจัดการไม่ได้ จะได้ทำใจ และต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้นานแค่ไหน
การแก้ไขปัญหาน้ำโดยผู้เชี่ยวชาญในอนาคต
เมื่อผมติดตามการประเมินสถานการณ์น้ำและข้อเสนอของ ทีมกรุ๊ป ที่เป็นบริษัทด้านแหล่งน้ำ ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญในพื้นที่สื่ออย่างมาก ก็มีเพียงการเตือนภัยอพยพ แต่ไม่ได้ข้อเสนอในการจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบแม้แต่น้อย
ในการสถานการณ์น้ำของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ก็ไม่แตกต่างจากรายงานของกรมชลประทาน แตกต่างจาก ดร.เสรี ที่มีการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมของกรุงเทพฯ มีทั้งภาพรวม ปัจจัยที่ควรระวัง แน่นอน ทีมกรุ๊ป ไม่เข้าตาของผมอย่างแน่นอน ผมคิดว่าศักยภาพของกรมชลประมานสามารถทำได้ โดยไม่ต้องจ้างทีมกรุ๊ป ถ้ามีเงื่อนไขต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษา
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อนที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคีย์แมนของ ศปภ. เป็นผู้ที่ออกสื่อบ่อยมาก แน่นอนผมไม่มีความประทับใจเลยแม้แต่น้อย วันที่ 22 ต.ค. ในสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เขาประเมินสถานการณ์น้ำของพื้นที่ธนบุรี น้ำจะท่วมแค่รำคาญ ประมาณ 20 – 30 ซม. ในความจริงคงจะหาได้ยากในเขตบางแค
ผมคงไม่เข้าใจว่า ยุทธศาสตร์บริหารน้ำพวกเขาอาจจะใช้วิธีการกางแผนที่ ดูเส้นคอนทัวร์ ก็พอแล้ว แต่ในการบริหารน้ำยามวิกฤติในครั้งนี้ควรจะแตกต่างออกไป เพราะในความเข้าใจของผมคือ สำหรับลุ่มเจ้าพระยา น่าจะต้องบริหารมวลน้ำ และการระบายออกอย่างเป็นจริง เพราะลุ่มเจ้าพระยามีเครื่องมือในการควบคุมมากมายทั้งเขื่อน คลอง ประตูน้ำ เป็นต้น
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ยกเว้น กรมชลประทาน และสำนักระบายกรุงเทพมหานครที่สามารถบอกได้จะทำอะไรได้บ้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ทำได้แค่เตือนภัย เหมือนที่ ศปภ. ทำ ทั้งที่พวกเขาน่าจะมีข้อเสนอในการบริหารมวลน้ำ เพื่อทำให้คนจ่ายภาษีอย่างน้ำมั่นใจว่า การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้
ถ้าผู้เชียวชาญด้านของไทยมีศักยภาพในบริหารน้ำตามที่พบเห็นในช่วงนี้ แค่ประกาศเตือนภัย ผมคิดว่า เราก็อย่าท้าทายพระเจ้า ด้วยความคิดว่ามนุษย์เราสามารถควบคุมธรรมชาติ มิฉะนั้น ก็เหมือนกับตำนาน “หอบาเบล”

ใจ อึ๊งภากรณ์: ในวิกฤตน้ำท่วม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องรีบกลับมาทำแนวร่วมกับเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

ตอนนี้เราเห็นชัดว่าฝ่ายอำมาตย์ไม่สนใจ “ปรองดอง” อะไรทั้งสิ้น มีแต่การเปิดศึกเรื่องน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังข่มหรือล้มรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าพยายามจับมือกับอำมาตย์ และแกนนำ นปช. คอยคุม สลาย หรือแช่แข็งการเคลื่อนไหวและศักยภาพของเสื้อแดงด้วยข้อแก้ตัวว่า “ต้องรอให้พ้นวิกฤตน้ำท่วมก่อน” แต่วิกฤตน้ำท่วมจะไม่จบเร็วๆ และที่สำคัญกว่านั้น จะกลายเป็นเงื่อนไขในการทำลายรัฐบาลอีกด้วย

วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแผนร้ายของอำมาตย์แต่อย่างใด อย่าไปให้เกียรติประเมินความสามารถของพวกนี้มากเกินไป และอย่าไปหลงเชื่อข่าวลือที่จะทำให้เรากลัวจนหมดปัญญาที่จะสู้และล้มอำมาตย์ วิกฤตน้ำท่วมมันเกิดจากการที่ฝนตกหนักเป็นพิเศษปีนี้ อย่างที่เคยเกิดในปี ๒๔๘๕ และการที่รัฐไทยไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารน้ำมานาน ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลชุดนี้ด้วย นอกจากนี้อำมาตย์ที่ครองบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมใช้รัฐในการนำร่องลงทุนเพื่อสร้างคลองระบายน้ำในภาวะฉุกเฉินทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ อยุธยาและปทุมธานีเป็นที่ลุ่มของแม่น้ำเจ้าพระยา เราต้องเข้าใจว่าการคิดใหม่เพื่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ พึ่งเริ่มอย่างจริงจังภายใต้รัฐบาลไทยรักไทย และก็ถูกฝ่ายอำมาตย์โจมตีเสมอ

ประเด็นการเมืองที่เข้ามาแทรกวิกฤตน้ำท่วมคือ เจ้าหน้าที่เสื้อเหลืองและทหาร จงใจไม่ร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากน้ำ อันนี้ทำให้เรารู้อย่างชัดเจนว่าการชนะการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าพรรคเพื่อไทยคุมอำนาจรัฐแต่อย่างใด นอกจากการไม่ร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว ฝ่ายพรรคพวกของอำมาตย์คือ สลิ่ม ทหาร และประชาธิปัตย์ ฉวยโอกาสในการโจมตีรัฐบาลอย่างหนักว่าไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งๆ ที่รัฐบาลพยายามทำเต็มที่ในสถานการณ์ที่รับมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลอื่นๆ ในอดีต

การที่นายกยิ่งลักษณ์สามารถมีอารมณ์ร่วมกับประชาชนจนร้องไห้ เป็นจุดแข็งจุดเด่น เพราะเราสามารถเปรียบเทียบประเด็นนี้กับนายอภิสิทธิ์และนายประยุทธ์ที่มี ส่วนในการสั่งฆ่าเสื้อแดงอย่างเลือดเย็นได้โดยไม่รู้สึกอะไร

จะเห็นว่าอำมาตย์ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและเสื้อ แดงเลย และทั้งๆ ที่ทหารอ้างโกหกว่า “แค่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น” แต่มีการคุยกันในหมู่ทหารระดับสูงเรื่องการโจมตีรัฐบาล ข้อสรุปสำคัญคือ การเอาใจอำมาตย์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะด้วยการจับมือกับนายประยุทธ์ ใช้กฏหมาย 112 หนักขึ้น หรือนิ่งเฉยเรื่องนักโทษและคนตาย มีผลด้านเดียวคือ ให้กำลังใจกับอำมาตย์ว่ารัฐบาลนี้อ่อนแอและไม่กล้า ฝ่ายเขาจึงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ

แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้อ่อนแอถ้ารู้จักทำแนวร่วมกับมวลชนเสื้อแดงที่ทำให้ รัฐบาลนี้ชนะการเลือกตั้งแต่แรก ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย และหันมาให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นเสื้อแดง รัฐบาลจะมีพลังมหาศาลหนุนหลัง แต่นั้นแปลว่ารัฐบาลต้องไม่สั่งให้เสื้อแดงนิ่งเฉย มันแปลว่ารัฐบาลต้องปลดนายประยุทธ์และทหารมือเปื้อนเลือดอย่างเร่งด่วน เพื่อนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล โดยมีการปฏิรูประบบศาลด้วย มันแปลว่ารัฐบาลต้องออกกฏหมายฉุกเฉินเพื่อปล่อยนักโทษการเมือง และต้องยุติการใช้กฏหมาย 112 เพื่อให้มีการปฏิรูปกฏหมายและรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ และที่สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่นคือรัฐบาลต้องรีบประกาศโครงการยักษ์ใหญ่ สำหรับการฟื้นฟูชีวิตและสร้างงานให้กับพลเมืองจำนวนมากหลังน้ำลง โดยที่ต้องใช้เงินจากการเก็บภาษีจากคนรวยและการตัดงบประมาณทหารและพิธีกรรม สิ่งเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลครองใจประชาชนอย่างเน่นแฟ้นเป็นเวลานาน และจะทำให้คนส่วนใหญ่มีเหตุผลแข็งแคร่งในการปกป้องรัฐบาล แต่มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าคนเสื้อแดงไม่เคลื่อนไหวเรียกร้องและ “ให้กำลังใจ” หรือ “กดดัน” ให้รัฐบาลทำจริง

ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะหันหลังให้กับเสื้อแดงและเลือกที่จะเอาใจอำมาตย์แทน ที่จะเสนอนโยบายที่ครองใจพลเมืองจำนวนมาก พอน้ำลงแล้วอำมาตย์จะรุกสู้โจมตีรัฐบาลอย่างหนัก เพื่อสร้างรัฐบาลแห่งชาติภายใต้อำมาตย์ หรืออำมาตย์อาจทำให้รัฐบาลเพื่อไทยอ่อนแอจนต้องทำตามคำสั่งของอำมาตย์ทุก ประการ นี่คือปัญหาที่เผชิญหน้าเราอยู่ และการบอกให้เสื้อแดง “ใจเย็น” เป็นแนวทางสู่ความหายนะอย่างเดียว

เราควรเข้าใจว่าสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างคนจนและคนรวย ต้องอาศัยการบริหารแบบเผด็จการเพื่อไม่ให้คนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ลุกขึ้นสู้ และถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ใช้นโยบายฟื้นฟูชีวิตพลเมืองส่วนใหญ่อย่างที่ผู้ เขียนเสนอไปแล้ว ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างมหาศาลหลังน้ำท่วม ซึ่งจะเปิดทางให้กับเผด็จการอำมาตย์

สัมภาษณ์ 'มหรรณพ โฉมเฉลา' กับนวนิยายเล่มใหม่ 'ในอ้อมกอดกาลี' มีสิ่งใดซ่อนอยู่?!

ที่มา ประชาไท

‘มหรรณพ โฉมเฉลา’ นักเขียนผู้เงียบหายไปจากแวดวงวรรณกรรมเกือบสิบปี พาชีวิตออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวนที่ตูบตีนดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กระทั่งในปีนี้ เขาได้ผลิตงานนวนิยายเรื่องใหม่ 'ในอ้อมกอดกาลี'


มหรรณพ โฉมเฉลา และปกหนังสือ 'ในอ้อมกอดกาลี'
เมื่อเอ่ยชื่อ'มหรรณพ โฉมเฉลา' แวดวงวรรณกรรมส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นชื่อนี้กันดี เขาเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงปี 2535 เป็นต้นมา เมื่อเรื่องสั้น 'เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก' ได้รับการประดับช่อการะเกด จากบรรณาธิการ 'สุชาติ สวัสดิ์ศรี' ส่งผลให้เขามั่นอกมั่นใจในการก้าวย่างบนเส้นทางสายนี้มากขึ้น
ในปี 2539 หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของเขาก็กำเนิดออกมา ในชื่อชุด 'เด็กชายสามตาผู้บังเอิญตกลงมาบนโลก' โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า
ในปี 2542 หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มที่สอง ชุด 'บ่ายหอยทาก' โดยสำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์
ในปี 2545 เขามีหนังสือรวมเรื่องสั้น 'ศรีนวลกับผัวเทวดาผู้ถูกสวรรค์ทิ้ง' โดยสำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์ และในปีเดียวกัน เขายังมีหนังสือนวนิยายเล่มแรกออกมา ในชื่อ 'สาวงามตาบอดทั้งสิบสอง' โดยสำนักพิมพ์เรือนปัญญา
หลังจากนั้น เขาได้เงียบหายไปจากแวดวงวรรณกรรมเกือบสิบปี เมื่อพาชีวิตออกจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวนที่ตูบตีนดอยหลวงเชียง ดาว จังหวัดเชียงใหม่
กระทั่งในปีนี้ เขาได้ผลิตงานนวนิยายเรื่องใหม่ 'ในอ้อมกอดกาลี' โดยสำนักพิมพ์มติชน ขึ้นมา ด้วยชื่อเรื่องแปลกและชวนฉงน เช่นเดิม
แน่ละ ย่อมทำให้หลายคนชวนคิดกันต่อว่า มีสิ่งใดซ่อนอยู่ ในอ้อมกอดกาลี?!
ห่างหายจากแวดวงวรรณกรรมไปเสียนาน ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงไปมากไหม หลังจากหลุดจากวงโคจรของเมืองใหญ่ ไปอยู่อาศัยที่เมืองดาว?
หลังจากเขียนนวนิยายเรื่อง 'สาวงามตาบอดทั้งสิบสอง' ก็ขาดช่วงไปนานเหมือนกันนะ มีบทความสองสามชิ้น มีงานสารคดีรับจ้างสี่ห้าชิ้น งานที่จัดเป็นวรรณกรรมก็มีเรื่องสั้นชื่อ เก้าอี้หวาย ในช่อการะเกด 51 เป็นนักเขียนเทียบเชิญ ที่เงียบไปมันเป็นช่วงกำลังย้ายตัวเองมาอยู่เมืองเหนือ... คงเหมือนต้นไม้นะ เวลาย้ายที่ปลูกต้องมีเวลาหยั่งรากพอสมควร ตอนนี้ก็เริ่มออกผลแล้ว กำลังทยอยๆ สุกที่เชียงดาวนี่ ผมเลือกมาอยู่เพราะมันเป็นอำเภอเล็กๆภูมิประเทศสวยงาม อากาศดี คนส่วนใหญ่ยังน่ารักจิตใจดี
ตอนย้ายมาอยู่เชียงใหม่แรกเลยนะ ผมอยู่ในเมืองประมาณเกือบสามปี มันก็เป็นเมืองใหญ่ วุ่นวายน้อยกว่าในกรุงเทพฯ เยอะ แต่ก็ยังวุ่นอยู่ดี มีวันหนึ่งขี่รถมอเตอร์ไซค์มาเที่ยวหาเพื่อนนักเขียน (ก็คนสัมภาษณ์นี่แหละ) เห็นดอยหลวงเชียงดาวแล้วอื่ม...ทึ่งในความงาม ถึงจะเป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศ แต่เด่นกว่าใคร
เพราะดอยอื่นที่สูงกว่า อย่างดอยอินทนนท์นั่นมันอยู่ในเทือกเพื่อนพ้องพี่น้องของมันเกื้อหนุนกันแต่ ดอยหลวงเชียงดาวนี่ดูเหมือนจะผุดขึ้นมาสูงคนเดียว โดดเดี่ยว แต่สง่างาม ผมชอบ คุยกับฝน (รวิวารโฉมเฉลา ภรรยา-นักเขียน) ว่าที่นี่น่าจะลงตัวที่สุดสำหรับการใช้ชีวิต ไม่ไกลจากเชียงใหม่นัก และไม่ใกล้จากบ้านแม่ฝนที่อำเภอแม่อาย เรียกว่าเป็นจุดครึ่งทางระหว่างแม่อายกับตัวจังหวัดเชียงใหม่ เราเริ่มหาที่ดิน แล้วก็สร้างบ้านกัน บ้านก็ค่อยต่อค่อยเติมไปเรื่อยๆ ตามสภาพความคล่องของการเงิน โชคดีที่ได้แม่ฝนและเพื่อนๆใจดีหลายคน ให้หยิบยืมเงินโดยไม่คิดดอก และไม่เคยเอ่ยปากทวงเลย พวกเราจึงได้อยู่ที่นี่
มองโลก มองสังคม มองดูผู้คนในยุคสมัยนี้เป็นอย่างไรบ้าง เปลี่ยนแปลงไปมากไหมในสายตาของคุณ?
หลายปี ในช่วงที่ผมย้ายมาที่เชียงดาว ผมไม่ได้ปลีกวิเวกเหมือนพระ เหมือนนักบวช เราสะเทือนกับการเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์บ้านเมือง สังคมไทย...อยู่ที่นี่ผมเห็น ผมคุยกับชาวบ้าน สัมผัสความรู้สึกของผู้คน ผมเห็นพัฒนาการหลายๆ อย่างในทางที่ดีที่เลว แต่ที่น่าสังเกตคือทางการเมือง
เดี๋ยวนี้ ชาวบ้านไม่ใช่ตาสีตาสาอย่างแต่ก่อน อย่างน้อยที่สุดเขารู้ว่า อะไรเป็นประโยชน์ และต้องการอะไรที่สำคัญ ชาวบ้านพร้อมจะตะโกนเรียกร้องหาความเป็นธรรม ตัวผมเองเป็นชนชั้นกลาง ติดสันดานแบบชนชั้นกลางในเมืองแก้ไม่หาย ออกมาอยู่บ้านนอกกับการไม่มีเงิน ไม่มีเครดิตนี่แหละครับ ถึงได้ทุเลาไปบ้าง ผมไม่ชอบทักษิณ หมั่นไส้วิธีการฉลาดแกมโกงความโฉ่งฉ่าง ปากเบาและอีกหลายเรื่อง รู้สึกคลื่นไส้ทุกทีที่ได้ยินชาวบ้านพูดถึงทักษิณ วันที่ทหารยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน ปี 2549 เพื่อนคนหนึ่งโทร.มาถามว่า ดีใจไหม สะใจไหม ที่ทักษิณถูกถีบออกจากอำนาจ ผมกลับรู้สึกอยากร้องไห้มากกว่า ไม่คิดเลยว่าบ้านเมืองเราจะกลับไปป่าเถื่อนเหมือนเดิม ตั้งแต่ผมเกิดมานี่มีรัฐประหารและความพยายามทำรัฐประหารเกือบสิบครั้ง มากไปหรือเปล่า ยังมีคนคิดว่าวิธีนี้ชอบธรรมอยู่อีกหรือ คิดได้ไง
เอาล่ะหลายปีผ่านไป มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง ผมไม่ได้ปลื้มกับรัฐบาลสองรัฐบาลของฝ่ายทักษิณ โดยเฉพาะนายสมัคร แต่การสมคบกันปล้นอำนาจ ตั้งแต่รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ถึงวิธีการตุลาการภิวัฒน์ จนได้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เทพประทาน ที่ตั้งกันในค่ายทหาร ผมก็สุดจะรับ
ประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมได้เป็นรัฐบาลสองปีหลักการประชาธิปไตยอยู่ที่ ไหน หลักการเละเทะ มีโกง มีทุกอย่างที่เคยด่าเขาเอาไว้ ที่ตั้งอกตั้งใจทุ่มเททำกันเป็นล่ำเป็นสัน คือกำจัดทักษิณและเสื้อแดง ทำถึงขนาดใช้ทหารมาปราบม็อบแบบนองเลือด ฆ่าไม่เลือกหน้า และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ทำกันถึงขนาดนี้แล้วก็ยังโค่นทักษิณและพวกเสื้อแดงไม่ลง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าขัดขวางความต้องการของประชนส่วนใหญ่ ไม่ได้ เลิกดูถูกชาวบ้าน เลิกคิดใช้วิธีโกงๆ โหดๆ มากำจัดสิ่งที่ตัวเองคิดเอาเองว่าชั่วร้ายกว่าได้แล้ว เอานโยบายโชว์ สู้กันกับฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามก็ประกาศตัวไป อย่าอ้อมๆ แอ้มๆ ต้องชัดเจน จะเป็นสังคมนิยมก็เอา จะเป็นคอมมิวนิสต์ก็ได้ จะเป็นเสรีนิยมเดินหน้าทุนนิยมเต็มตัวก็ว่ามา
กฎหมายล้าหลัง หรือรัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ ให้เปิดกว้างกับทุกความคิดทางการเมือง ให้ทุกฝ่ายมายืนอยู่ในที่แจ้ง อยู่กลางสนาม สู้กันในเกม ในกติกา ในสายตาผู้คน มันสง่างามกว่า และทุกอย่างจะเป็นไปตามความต้องการของประชาชนเท่านั้นประชาชนจะเลือกเอง ที่สำคัญต้องเชื่อมั่นและยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ เราจะได้เป็นประเทศประชาธิปไตยจริงๆ เสียที
ไม่เอาแล้วแบบไทยๆ
เพราะการมองโลก มองสังคม มองการเมือง มองชีวิตจิตใจผู้คนแบบนี้หรือเปล่า จึงนำมาสู่การเขียนนวนิยาย 'ในอ้อมกอดกาลี' เล่มนี้?
ในอ้อมกอดกาลีเป็นการเขียนเลียน รหัสคดีนะมันเดินเรื่องแบบนิยายสืบสวนสอบสวน แต่ปมของมันไม่ได้แค่สนองความบันเทิงอย่างรหัสคดีทั่วไปที่มุ่งให้คนอ่าน แปลกใจ สยองกับฆาตกรรมอำพรางและติดตามไปจนถึงจุดคลี่คลายของเรื่อง ปมของเรื่องนี้ ไม่ได้ถูกคลี่คลายให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่เลือนไป ด้วยปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติ และพลังเหนือธรรมชาติ
ประเด็นใหญ่มันเป็นเรื่องของอำนาจ และปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคลกับอำนาจ ตัวละครแต่ละตัวมีปฏิกิริยาต่ออำนาจไปคนละแบบ อำนาจที่ผมพูดถึงในเรื่องไม่ใช่แค่อำนาจรัฐที่ผ่านมาทางผู้ถือกฎหมายเท่า นั้น ยังหมายถึงอำนาจทางวัฒนธรรมอำนาจทางเศรษฐกิจ
อำนาจเหล่านี้ใช้จัดการกับผู้ด้อยโอกาส ด้อยอำนาจ แต่มักจะอ้างความหวังดี อ้างกฎระเบียบ อ้างความมั่นคง อ้างประเพณี อ้างโบราณ ที่เอาเข้าจริงไอ้คนอ้างนั่นแหละที่ปากว่าตาขยิบ ไอ้อะไรพวกนี้ ถ้ามันครอบงำ กรอกหูเราด้วยคำตอแหล และกระชับ กอดเราแน่นมากเท่าไหร่ มันก็เป็นอ้อมกอดมรณะเราดีๆ นี่เอง ผมกำลังอึดอัดกับไอ้อ้อมกอดแบบนี้และเชื่อว่าหลายคนก็คงอึดอัด
บางฉาก บางเหตุการณ์ บางเรื่องราวในเรื่องได้กลิ่นอาย เหมือนอวลอยู่ในบรรยากาศท้องถิ่นทางเหนือเลย?
แน่ละสิ ผมใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ผมอยู่หลังจากใช้ชีวิตและซึมซับบรรยากาศภาค เหนือมาแล้วหลายปี ถ้าสังเกต เรื่องของผมส่วนใหญ่จะเกิดในท้องถิ่นที่เป็นชนบท เพราะผมชอบชนบทมากกว่าเมือง ทั้งที่ผมเกิดที่กรุงเทพฯ โตขึ้นมาในกรุงเทพฯ เรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ผมเห็นว่าเมืองมันมีหลืบเงาที่อธิบาย หรือบรรยายได้ยาก มันซับซ้อนกว่า ในชนบทพอกวาดตามองเราก็จะเห็นชัดเจน แต่จะว่าไป ตอนนี้บ้านนอกก็ชักจะซับซ้อนมากขึ้นทุกทีเหมือนกัน
เห็นปูพื้นตัวละครไว้ละเอียดมาก...บางครั้งดูเหมือนมากไปหรือเปล่า?
คิดไว้ว่าตัวละครอย่างจ่าแสวง จะได้แสดงบทต่อไปครับ จะมีอ้อมกอดกาลี ภาค 2 ภาค 3 จะได้เห็นว่าอำนาจกาลีนั้น แสดงพลังอำนาจครอบงำร้ายเพียงไหน คงเป็นต้นหรือกลางปีหน้า น่าจะเขียนภาค 2 เสร็จ
คุณคิดว่า นักเขียนที่มีชื่อแล้วผลิตงานออกมาใหม่ในแต่ละครั้ง ในแต่ละเล่มนั้น ทำให้รู้สึกว่ายากหรือกดดันมากกว่าเดิมหรือเปล่า?
นักเขียนมีชื่อ หรือไม่มีชื่อ ผมคิดว่าเราจะเจอความยาก หรือความกดดันพอๆ กันนั่นแหละครับโดยเฉพาะนักเขียนแนวสร้างสรรค์ ตอนเริ่มเขียนเรื่องใหม่ ความชำนาญจากเรื่องก่อนๆ ที่เขียนมาก็ช่วยอะไรเราได้น้อยมาก เราต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่งั้นคงไม่เรียกว่าสร้างสรรค์ แต่ถ้าหมายถึงความกดดันจากชื่อเสียง ตัวผมก็ยังไม่รู้ครับ เพราะไม่ใช่นักเขียนมีชื่อเสียงโด่งดังเท่าไหร่
คุณมองนักเขียนไทยในปัจจุบันนี้ ว่ามีพัฒนาการและแตกต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง?
เสียดายช่วงหลังมานี่ ไม่ค่อยได้ติดตามเพื่อนนักเขียนรุ่นใหม่ๆ เพราะเศรษฐกิจไม่อำนวยให้ซื้อหนังสืออ่านมากนัก แต่ถ้ามีโอกาสก็จะอ่านครับ แล้วก็น่าเสียดาย ตอนนี้คอลัมน์วิจารณ์หนังสือหายไปไหนหมด ผมอยากจะได้ไกด์นำอ่านบ้าง นักวิจารณ์ไปไหนหมดครับ กรุงเทพฯ ได้เป็นเมืองหนังสือโลกหานักวิจารณ์หนังสือดีๆ มาประดับไว้สักสี่ห้าคนสิครับไม่งั้นจะกลายเป็นเมืองกระดาษเปื้อนหมึกโลกนะ ครับ
เพราะบรรยากาศท้องถิ่นชนบทเป็นใจ ทำให้คุณกำลังซุ่มผลิตงานชิ้นใหม่อยู่ใช่ไหม?
ใช่ ตอนนี้ผมมีนวนิยายหลายเรื่อง เรียงแถวกันจะออกมา ขอเวลาเงียบๆ สงบๆ ผมอยากเขียนตลอดเวลานั่นแหละ
มาถึงตอนนี้ ชีวิตคุณยังมีความคิดฝันอยากทำอะไรอีกบ้าง?
ความคิดความฝันของผมคือ ได้เขียนหนังสือดีๆหลายๆ เล่ม ได้อ่านหนังสือดีๆ อีกหลายๆ เล่ม กินเหล้าดีๆ อีกหลายๆ แก้ว ผมไม่ฝันจะไปหาทางสงบเข้าวัด เข้านิพพานอะไรกับเขาหรอก ผมรักชีวิตแบบมนุษย์ครับ ผมมีกิเลส แล้วก็รักกิเลส อ้อ...อีกอย่างผมอยากบินได้ บินครับ บินเงียบๆ ร่อนไปเหมือนเหยี่ยว บอกกับเมียว่า ถ้ามีเงินจะซื้อ แฮงก์ไกลเดอร์ แล้วร่อนลงมาจากดอยหลวง
แค่นี้แหละครับฝันของผม.
หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2554

เล่าปี่:น้ำตาผู้นำที่หลั่งให้กับทุกข์ยากของราษฎร

ที่มา Thai E-News







ช็อตเด็ดวันนี้:ก็อึ้งอะดิ!เจองี้เข้ากับตัว

ที่มา Thai E-News


ชั้น หละไม่เข้าใจจริ๊ง ทำไมพวกควายแดงทาสเงินเหลี่ยมถึ๊งได้ปล่อยให้นังน้องสาวหน้าโง่แก้น้ำท่วม แบบโง่ๆ ทำไมไม่ดูตัวอย่างคนกทม.อย่างพวกช๊านน





แซ้บมาแว่ ท่านผู้แว่ทำพิธีได้ผล พื้นที่ชั้นใน16เขตรอดน้ำท่วมคร๊า สลิ่มเข้าไปฉลองกันใหญ่เลย โอ้พาราก้อน เกษรพลาซ่า วงX-JAPANของช๊านนน ในที่สุดเราก็ได้วิถีชีวิตโปกกาติกลับมาแว้ว

‘ความจริง’ จากมัลดีฟส์!

ที่มา Thai E=News


โดย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
ที่มา บางกอกทูเดย์

ความจริงจากมัลดีฟส์ ทำไมจึงไม่มีการเปิดเผยออกมา เพราะแม้แต่ในเว็บไซด์ของพรรคประชาธิปัตย์ และของนายอภิสิทธิ์ เอง ก็ไม่มีข่าวเรื่องนี้แต่อย่างใด

ข่าวชิ้นหนึ่งจากเว็บไซด์ www.democrat.or.th ของวันที่ 25 ตุลาคม 2554 โดยโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

ในข่าวเดียวกัน ได้พูดถึงข้อกล่าวหาของพรรคเพื่อไทยที่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปต่างประเทศไม่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ว่า...

แปลกใจกับการโจมตีดังกล่าว เพราะ นายอภิสิทธิ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านไปมัลดีฟส์ เพราะเคยมีการเชิญไว้ล่วงหน้า และได้พบกับประธานาธิบดีแลกเปลี่ยนปัญหาน้ำท่วม และความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ

ข่าวการไปมัลดีฟส์มาจากสื่อต่างชาติฉบับหนึ่งได้ลงข่าวในเชิงถามว่า...

ทำไมนายอภิสิทธิ์ จึงพาครอบครัวไปเที่ยวมัลดีฟส์ในขณะที่คนไทยประสบอุทกภัย (Abhisit admits to Maldives trip amid Thailand flood crisis By Andrew Spooner)

รายละเอียดการเดินทางถูกนำมาขยายโดยคนของพรรคเพื่อไทยว่า...นายอภิสิทธิ์ พาครอบครัวไปเที่ยวมัลดีฟส์เป็นเวลาหลายวัน

พร้อมบอกรายการไปกลับ คือ เที่ยวบิน พีจี 0711 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.เวลาประมาณ 13.00 น. ปลายทางที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ เดินทางกลับกลางดึกคืนวันที่ 23 ต.ค.โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เที่ยวบิน พีจี 0712 เวลาประมาณ 24.00 น.

เรื่องนี้แต่เดิมคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาปฏิเสธว่า...ไม่มีมูลความจริง แต่ในที่สุดโฆษกพรรคก็ออกมายอมรับว่า...ไปจริงตามคำเชิญของประธานาธิบดีมัล ดีฟส์

พลพรรคอีกบางคนก็ได้นำรูปมาโพสต์ยืนยันให้ดูเป็นหลักฐาน เป็นรูปเดียวที่ปรากฏอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตอยู่ทุกวันนี้ (พยายามหารูปอื่นอีกแต่ยังหาไม่ได้)

รูปที่ปรากฏเป็นรูปของ นายอภิสิทธิ์ ใส่เสื้อเชิ๊ตแขนสั้น ไม่ผูกเนทไท ปล่อยชายเสื้อไว้นอกกางเกง ยืนเคียงข้างกับ ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ที่ใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาว ผูกเนทไท แต่ทั้งคู่ไม่ได้ใส่เสื้อนอก

จากรูป พอเชื่อได้แล้วว่า...ไปมัลดีฟส์เพื่อพบประธานาธิบดีจริงตามที่ยอมรับออกมา แต่ดูจะไม่เป็นทางการ คล้ายกับเป็นเพื่อนกันมากกว่า

ดังนั้น สื่อต่างประเทศจึงตีบทความตามมาว่า...ไม่พบหมายการเข้าพบในเว็บไซด์ของ ประธานาธิบดีแต่อย่างใด และพยายามจะถามหาความจริงเรื่องนี้จากนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ

ดังนั้น ความจริงจากมัลดีฟส์ จึงยังไม่ชัดเจน เสมือนยังบอกความจริงไม่หมด ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ เป็นคนที่มักพูดเสมอว่า...ควรพูดความจริงกับประชาชน

แต่ความจริงจากมัลดีฟส์ ทำไมจึงไม่มีการเปิดเผยออกมา เพราะแม้แต่ในเว็บไซด์ของพรรคประชาธิปัตย์ และของนายอภิสิทธิ์ เอง ก็ไม่มีข่าวเรื่องนี้แต่อย่างใด

ความจริงของการไปมัลดัฟส์คราวนี้ มีอะไรต้องปิดบังหรือ?

ซึ่งโฆษกพรรคก็ยอมรับออกมาแล้วว่าไปจริง เมื่อยอมรับแล้ว ก็ควรรายงานไว้ในเว็บไซด์อย่างที่เคยทำเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบ

โดยควรจะบอกออกมาเลยว่า...ไปครั้งนี้ได้เรื่องได้ราวการแก้ปัญหาน้ำท่วมอะไร มาบ้าง ไปในฐานะผู้นำฝ่ายค้านหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และควรนำหนังสือเชิญมาแสดงด้วย

ที่สำคัญ ควรบอกด้วยว่า...การไปครั้งนี้ได้แจ้งหนังสือลาต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือ ไม่ เพราะฟังแล้วคล้ายกับการไปในงานของตัวแทนประชาชนไม่ใช่ไปในนามส่วนตัว

อีกทั้งควรบอกด้วยว่า...การไปโดยได้รับเชิญนั้น นายอภิสิทธิ์และครอบครัวได้รับค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม จากประธานาธิบดีด้วยหรือไม่? เป็นจำนวนเงินเท่าไร?

ความจริงที่ควรบอกสำหรับเรื่องนี้ ทำได้ง่ายนิดเดียวเพียงแค่ คุณอภิสิทธิ์ นำหนังสือเชิญ รายงานการแก้เรื่องน้ำท่วม บิลค่าโรงแรมและอาหาร บิลค่าตั๋วเครื่องบิน และรูปถ่ายอีกหลายรูป มาแสดงต่อสาธารณชน ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

ขอดูความจริงจากมัลดีฟส์ในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ คงไม่ยากเกินไป ใช่ไหมครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ?

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สื่อฝรั่งกังขารูปมาร์คพบผู้นำมัลดีฟไม่มีลงเว็บปธน.เหมือนแขกเมืองรายอื่น หรือว่ายี้มือเปื้อนเลือด

Friday, November 11, 2011

สันดานสื่อไทยจากเนชั่นถึงทีนิวส์ผิดแล้วทำเฉยไม่เคยแก้ไข แม้เป็นผลเสียร้ายแรงต่อชาติ-ประชาชน

ที่มา Thai E-News

คุณภาพสื่อไทยยังทำให้ประชาชนผู้รับสารไว้วางใจไม่ได้ หลังจากเครือเนชั่นนำเสนอข่าวว่ากองทัพสับปูสอบตกน้ำท่วม ทำให้กองทัพบกกดดันให้แก้ข่าวให้ถูกต้อง โดยชี้ว่า ต้องเสนอข่าวที่อ้างอิงได้ ไม่มีอคติหรือเจตนาแอบแฝง แต่ค่ายเนชั่นยังไม่มีการแก้ไขข่าวใดๆ

ล่าสุดมาถึงค่ายทีนิวส์ของนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ที่สร้างความแตกตื่นให้ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ โดยพาดหัวข่าวว่า กรมควบคุมมลพิษเตือน 4 เขต ห้ามดื่มน้ำประปาหลังพบคุณภาพน้ำต่ำ แต่กรมควบคุมมลพิษได้แจ้งให้แก้ไขข่าวเสียใหม่ เพราะให้สัมภาษณ์เนื้อหาว่า ได้ตรวจพบคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมในพื้นที่น้ำท่วมขังแล้ว ก็ไม่ควรนำน้ำในพื้นที่ท่วมขังนั้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับน้ำประปาเลย

เช่นเคย สื่อค่ายทีนิวส์ก็ไม่ได้มีการแก้ไขข่าวที่ผิดพลาดเช่นเดียวกับเครือเนชั่น

โดย ทีมข่าวไำทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2554



เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ได้ส่งหนังสือถึงสำนักข่าวทีนิวส์ขอให้แก้ไขข่าว โดยเนื้อหาในหนังสือมีดังต่อไปนี้

ตามที่ สำนักข่าวทีนิวส์ได้พาดหัวข่าวเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 โดยใช้ข้อความว่า "กรมควบคุมมลพิษเตือน 4 เขต ห้ามดื่มน้ำประปาหลังพบคุณภาพน้ำต่ำ"

สำนักจัดการคุณภาพน้ำ ขอเรียนว่า ข้อความที่พาดหัวข่าวดังกล่าวไม่ถูกต้องและคาดเคลื่อน อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและเกิดความเสียหายต่อผู้ให้ข้อมูลได้ และได้ทำหนังสือถึงบรรณาธิการสำนักข่าวทีนิวส์

ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ให้ข่าวไป มีความหมายเพื่อต้องการสื่อสารให้เข้าใจว่า เมื่อตรวจพบคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมในพื้นที่น้ำท่วมขังแล้ว ก็ไม่ควรนำน้ำในพื้นที่ท่วมขังนั้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับน้ำประปาเลย

สำนักจัดการคุณภาพน้ำจึงได้มีหนังสือถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง โปรดเข้าใจใ้ห้ถูกต้อง และโปรดแก้ไขข้อความพาดหัวข่าวดังกล่าว ให้มีความหมายตรงกับเนื้อหาสาระที่ได้ให้ข้อมูลไปด้วย

เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา สำนักข่าวทีนิวส์นำเสนอข่าวเรื่อง กรมควบคุมมลพิษเตือน4เขตห้ามดื่มน้ำประปาหลังพบคุณภาพต่ำ โดยเสนอข่าวว่า นายอนุพันธ์ อิฐรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ได้ส่งชุดเฉพาะ กิจลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำท่วมขัง ในเขตกรุงเทพมหานคร ตามจุดต่างๆ 7 เขต ได้แก่ จตุจักร พญาไท ดอนเมือง หลักสี่ บางพลัด ตลิ่งชัน และทวีวัฒนา พบว่า คุณภาพน้ำบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง เขตดอนเมือง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ สถานีดับเพลิงลาดยาว เขตจตุจักร บริเวณทางต่างระดับ ถนนรัชโยธิน และวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน ค่าออกซิเจนละลายในน้ำต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ถือเป็นน้ำคุณภาพต่ำ และเสื่อมโทรม ประชาชนบริเวณดังกล่าว ห้ามนำน้ำมาอุปโภคบริโภคโดยเด็ดขาด หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้ทำความสะอาดร่างกายทันที ส่วนเขตบางพลัด น้ำยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้

นอกจากนี้ ช่วงน้ำท่วมนี้ ขอเตือนประชาชนจัดเก็บขยะให้เรียบร้อย โดยเฉพาะขยะอันตรายให้เก็บแยก เพราะอาจมีสารเคมีอันตรายรั่วออกมาได้

การนำเสนอข่าวผิดดังกล่าวทำความแตกตื่นให้ประชาชน โดยมีการไปกระจายข่าวผิดๆต่อ เช่น ในเว็บไซต์พันทิป มีผู้ตั้งกระทู้ว่า น้ำประปา ดื่มได้ .... จริงหรือ กรมควบคุมมลพิษบอกว่า น้ำในสี่เขตห้ามใช้

***********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:กระแสโค่นยิ่งลักษณ์ตีกลับทำปูแกร่งขึ้น สื่อเนชั่นโดนกองทัพบี้

แฉหลักฐานอัปยศป้องบรรหารบุรีปล่อยท่วมประเทศ

ที่มา Thai E-News

บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ กับธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีเกษตรฯ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2554

จากรายงานข่าวชิ้นนี้จะตอบคำถามที่คาใจคนเรื่องที่ว่า ทำไมน้ำไม่ท่วมสุพรรณบุรี หรือที่เรียกขานกันว่า"บรรหารบุรี"แล้วให้ไปท่วมจังหวัดอื่นแทน นั่นก็เพราะกรมชลประทาน ซึ่งอยู่ใต้สังกัดกระทรวงการเกษตรฯที่มีนายธีระ วงศ์สมุทร คนของพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ อาจจะ"รายงานเท็จ"ต่อหน่วยงานและสถาบัีนต่างๆ ว่ามีการระบายน้ำไปที่สุพรรณบุรีแล้ว ความจริงคือไม่

แต่จากหลักฐานคลิปข่าว และรายงานตัวเลขจากกรมชลประทานเองพบว่า ไม่มีการระบายน้ำไปทางบรรหารบุรีแต่อย่างใด จนคนของนายบรรหาร ศิลปอาชา ต้องมาบอกว่า นายบรรหารให้ระบายไปสุพรรณได้แล้วเพื่อคลี่คลายปัญหา แต่ตามตัวเลขในรายงานข่าวนี้พบว่า ไม่มีการระบายไปแต่อย่างใด

การที่แม่น้ำท่าจีน สุพรรณบุรี หรือบรรหารบุรี ไม่ได้ช่วยระบายน้ำนั้น ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาต้องระบายน้ำเพียงสายเดียว จึงเกิดการอั้นของน้ำ ทำให้ จังหวัดอื่นคือ อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ท่วมและน้ำกักขัง และเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาระบายเพ­ียงสายเดียว ทำให้ต้องรับภาระมาก และส่งผลให้น้ำท่วมจังหวัด สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระ­ยา รวมทั้งกรุงเทพ ฯ ด้วย

ที่เว็บบอร์ดของกรมชลประทาน ได้มีประชาชนไปตั้งกระทู้ถามหาความรับผิดชอบในหัวข้อเรื่อง สาเหตุที่แท้จริงของน้ำท่วมมาจากไหน และใครควรมีสำนึกรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ได้มีผู้ใช้นาม"สาวกรมชล"มาตอบว่า ถ้าบอกความจริงไปแล้ว จะไม่เชื่อตัวเองว่าเป็นไปได้ "เพราะมันเป็นความผิดมหันต์ ที่เกิดมาอีก สิบชาติ ก็ยังชดใช้ความเสียหายของประเทศนี้ไม่หมด" เป็นเพราะประมาท เหิมเกริม ดูถูกข้าราชการด้วยกัน ว่า ไม่มีใครกล้าคิด กล้าพูด ลองดูที่ youtube นี้ก่อนเถอะ แต่ขอให้ดูสัก 2 เที่ยว แล้วจดไว้ว่า ผอ.ชลประทานได้รับว่า ปิดประตูน้ำพลเทพไปกี่วัน และ ชาวบ้านผู้เลี้ยงปลากระชัง บอกว่า ประตูพลเทพ ปิดน้ำจนปลากระชังตาย ปิดกี่วัน

ปลากระชังน้ำนิ่งจนปลาตายนั้น น้ำต้องนิ่งอย่างน้อย 3 วัน คือปิดประตู น้ำไม่ไหล 3 วัน




ในคลิปนี้ผอ.ชลประทาน บอกว่า เหตุที่ไม่ได้ปล่อยน้ำไปทางแม่น้ำท่าจีนไปสุพรรณบุรีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนถึงกันยายน เพราะว่า ทุ่งสุพรรณบุรียังไม่ได้เกี่ยวข้าว ต้องรอให้ทางสุพรรณบุรีเกี่ยวข้าวก่อนจึงจะระบายไป และยอมรับว่าไม่ได้เปิดประตูระบายน้ำไปหลายวัน จนปลาตาย /เพราะน้ำขัง ขณะที่ชาวชัยนาทขอว่าให้ปล่อยไปทางสุพรรณฯบ้่าง ไม่ใช่ปล่อยจังหวัดอื่น 12 จังหวัดจม แล้วนายประภัตร โพธสุธน มาพูดตอนท้ายว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา สั่งมาให้ปล่อยได้ คนสุพรรณฯพร้อมเสียสละ


จดกันไว้ได้ กี่วัน กี่ครั้ง ที่เขาปิดประตูระบาย พลเทพ.. ดิฉันจดได้ 6-8 วัน

แต่จากรายงานปริมาณน้ำไหลผ่าน ประตูระบายพลเทพ(ท่าจีน) ในเดือนกันยายน 2554 จาก เว็บไซต์แล้ว คลิ้กดู 6.สถานการณ์น้ำ/รายงาน คลิ้กต่อที่ สถานการณ์น้ำ ลุ่มเจ้าพระยา (สชป.12) และคลิ้กดูที่ แม่น้ำท่าจีน (ปตร.พลเทพ) - Thajeen River เดือนกันยายน 2554

ข้อมูลสถานการณ์น้ำ แม่น้ำท่าจีน (ปตร.พลเทพ)
ประจำเดือน กันยายน 2554


วันที่ ระดับน้ำเหนือ (ม.รทก.) ระดับน้ำท้าย (ม.รทก.) ปริมาณน้ำ(ม.3/วิ)
1 16.77 14.58 120.17
2 16.81 14.65 120.52
3 16.77 14.80 180.77
4 16.87 15.19 200.76
5 17.17 15.40 200.15
6 17.47 15.51 200.16
7 17.51 16.05 250.66
8 17.53 16.47 280.52
9 17.53 16.71 280.00
10 16.75 16.80 280.94
11 17.61 16.89 280.08
12 17.73 16.95 280.24
13 17.91 16.45 280.32
14 18.19 16.60 280.47
15 18.53 16.65 280.76
16 18.79 15.69 150.31
17 19.06 15.59 100.15
18 19.26 15.08 100.67
19 19.31 15.79 150.47
20 19.49 16.03 170.50
21 19.56 16.18 170.11
22 19.56 16.13 170.82
23 19.58 16.15 170.85
24 19.62 16.15 170.18
25 19.59 16.34 197.49
26 19.56 16.34 210.28
27 19.51 16.22 210.57
28 19.46 16.37 225.73
29 19.44 16.36 225.64
30 19.41 16.33 225.94

ดูกันซิว่า มีวันไหนในเดือนกันยายน 2554 ที่เขาปิดประตูระบายน้ำมั่ง คำตอบคือ ไม่ได้ปิดประตูเลย

แต่เขารายงานกรมชลฯ รายงานจังหวัด องค์การต่างๆ สถาบันหลักที่สำคัญต่างๆ และ ครม.ว่าเปิดประตูตลอด แต่ ผอ.ชป.บอก ว่าปิดประตูน้ำหลายๆครั้ง

ใครรับผิดชอบ.การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

"ไม่มีวันใดปิดประตูระบาย ประตูน้ำพลเทพ"
แสดงว่า รายงานการระบายน้ำที่รายงานว่า ระบายไปจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวันนี้ เป็นรายงานที่ไม่เป็นความจริง(เป็นเท็จ)


นี่หรือเปล่า ที่เป็นต้นเหตุให้แผนป้องกันน้ำท่วมประเทศขณะนี้ล้มเหลว เกิดความเสียหายหลายแสนล้าน
"เป็น เพราะว่า รายงานการระบายน้ำไปทางตะวันตก เป็นรายงานที่เป็นเท็จ รายงานไม่จริงไปให้คณะรัฐมนตรี ไปให้หน่วยงานต่างๆ ไปให้สถาบันสำคัญๆ หลักของชาตินั้นเป็นรายงานที่เป็นเท็จ"

ความเสียหายที่รายงานที่ไม่เป็นความจริงนี้ ก่อความเสียหายมหาศาล เนื่องจาก ช่วงปิดประตูระบาย ก็ยังรายงานว่าเป็นระบายไปทางแม่น้ำท่าจีน

แล้วประตูระบายตัวอื่นรายงานไม่จริงด้วยหรือไม่ ??

ผู้ใช้ชื่อ"คนกรมนี้"แสดงความเห็นว่า ตัวเลขเปิดปิดประตูจะต้องออนไลน์ ไปที่หน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยฯ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรฯ ครม.ฯลฯ ส่วนราชการอื่นๆ ถ้าตัวเลขเป็นเท็จ หน่วยงานอื่นก็จะได้ตัวเลขเท็จไป สำหรับเจ้าหน้าที่ อาจมีความผิด ข้อหากรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ แถมอาจโดนฟ้องแพ่งด้วยนะ

ขณะที่มีผู้ใช้ชื่อว่า "ชาวบ้านเฝ้ามอง"ตอบว่า อยากรู้จริงๆใช่ไหมครับ ว่าเป็นเพราะอะไร และกรมชลประทานต้องรับผิดชอบด้วยไหม??
ก็ลองไล่ดูดังนี้ครับ

ปลายเดือนมิถุนายน 2554 พายุไหหม่า ก่อตัวเป็นดีเปรสชั่นทำให้ฝนตกทั่วไปทางภาคเหนือ น้ำเริ่มท่วมจังหวัดน่าน อุดรดิตถ์

ปลายเดือนมิถุนายน 2554 เป็นช่วงฉลองวันเกิดกรมชลประทาน

ต้นเดือนกรกฎาคม 2554 ชาวบ้านนครสวรรค์และชุมแสงพยุหคีรี เดินขบวนปิดเขื่อนเจ้าพระยา เรียกร้องใหเขื่อนเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนเพื่อเร่งระบายน้ำที่ขังบริเวณ จังหวัดนครสวรรค์

กลางเดือนกรกฎาคม 2554 กรมชลประทานได้ประชุมการบริหารน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา โดยให้เร่งรัดระบายนำออกทางด้านตะวันตกและตกวันออก

30 กรกฎาคม 2554 พายุนกเต็นเข้าไทย ทำให้น้ำท่วมไปทั่วภาคเหนือและลามและสะสมมาที่จังหวัดนครสวรรค์ พยุหคีรีและชัยนาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2554-กรกฎาคม 2554 ไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์

สิงหาคม 2554 ข้าราชการระดับปฏิบัติงานควบคุมการส่งน้ำในพื้นที่ เดือนท่างไปท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกา หลายชุดหลายระลอก กรมชลประทานอนุมัติให้ ผอ.สำนัก ผอ.โครงการไปเที่ยวเมืองนอกยกสำนักฯ

กันยายน 2554 น้ำเริ่มท่วมชัยนาท สรรพยา สิงห์บุรี อ่างทอง ราษฎรวัดสิงห์ขอให้เปิดน้ำไปทางตะวันตกมากขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธ

13-14 กันยายน 2554 ประตูระบายบางโฉมศรีพังเสียหาย

13-15 กันยายน 2554 ข้าราชการกรมชลประทานเลี้ยงส่งเกษียณอายุ

ชูวิทย์อภิปรายสับ"คนตัวสั้นๆ"ทำน้ำท่วมเว้นวรรค บอกอย่าเพิ่งตาย


นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.พรรครักประเทศไทย กล่าวอภิปรายในสภาว่า อุทกภัยไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เกิดจาก"มนุษย์คนๆหนึ่ง ต้องโทษคนสั้นๆ เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะความโหดเหี้ยมหรือเปล่า น้ำทำไมมันท่วมเว้นวรรคบางจังหวัดได้ คนสั้นๆนี้อย่าเพิ่งตาย เพราะน้ำท่วมคราวนี้มีคนตาย500คน"

รัฐมนตรีเกษตรฯยอมรับกลางสภากักน้ำให้ชาวนาเกี่ยวข้าว

สุดท้ายความจริงก็ปรากฏออกมาเมื่อ "ธีระ วงศ์สมุทร " รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ยอมรับกลางสภาหลังจากถูกไล่บี้จากฝ่ายค้านว่า

"ผมยอมรับว่าพูดจริงที่สั่งชะลอน้ำเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้เกี่ยวข้าว ก่อนปล่อยน้ำเข้าทุ่ง"

นายธีระกล่าว ส่วนที่ฝ่ายค้านบอกว่า ผมให้สัมภาษณ์สั่งให้ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลนั้นจริง เพราะตอนนั้นเราชะลอการโหลดน้ำลงเจ้าพระยา เพราะไม่ว่าที่ไหนหรือทุ่งไหนจะเกี่ยวข้าว เราก็ต้องทำแบบนี้ อยู่รัฐบาลที่แล้วผมก็ทำ เพราะประชาชนกำลังจะเกี่ยวข้าว(ที่มา:มติชนออนไลน์)

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:นักการ เมืองคนไหนทำน้ำท่วม และแรงจูงใจทางผลประโยชน์กับการเมือง กฟผ.ขว้างงูไม่พ้นคอแจงเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ไม่เกี่ยวกลายเป็นหลักฐานมัด

เพิ่งรู้ว่าบิ๊กแบ็ค เป็นนวัตกรรมป้องกันน้ำ ที่มาจากมันสมองของพระ วัดพระธรรมกาย

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ ก็คงต้องยอมรับกันแล้วว่า การทำเขื่อนป้องกันน้ำโดยใช้บิ๊กแบ็ค หรือถุงบรรจุทรายขนาดยักษ์ ขนาด 1x1x1 เมตร โดยใส่ทรายหรือหินคลุกนั้น เป็นแนวคิดทางวิศวกรรมที่ได้ผลในการป้องกันน้ำได้อย่างดียิ่ง

จะ เรียกว่า บิ๊กแบ็คช่วย กทม.ไว้ก็ว่าได้ แม้น้ำจะไหลเข้ามาใน กทม. ท่วมไปหลายเขตก็ตาม แต่มันก็รีรอหยุดแต่ถนนหน้าอตก. ยังไม่รุกเลยเข้ามาถึงอนุสาวรีชัยสมรภูมิ หากเป็นกองทัพ ข้าศึก ก็เรียกได้ว่า ถูกกองทัพมนุษย์ตีตัดแนวหลังได้สำเร็จ การรุกคืบหน้าของกองทัพน้ำ จึงชะลอลง และอาจหยุดลงในไม่ช้า

ต้องยกความดีให้กับบิ๊กแบ็คแทบทั้งหมด
ที่เหลือคือ การทำงานของรัฐบาล (ยกเว้น กทม. มันไม่ได้ทำห่าอะไรเลย นอกจากประกาศอพยพ)

ผม เพิ่งรู้ว่าบิ๊กแบ็กนั่นเป็นนวัตกรรม หรือความคิดริเริ่มมาจาก พระ ในวัดพระธรรมกาย เรียกว่าเป็นประดิษฐกรรมของวัดพระธรรมกายเลยก็ว่าได้



เมื่อ วานนี้เพื่อนผมที่แฟนเป็นนายตำรวจ อาทิตย์ที่แล้วเขาเข้าไปดูที่วัดพระธรรมการที่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ น้ำไม่สามารถทะลุแนวเขื่อนเข้ามาได้ ทั้ง ๆที่ อยุ่ในระดับเดียวกับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และรับน้ำในปริมาณที่เท่ากัน

แต่ นิคมอุตสาหกรรมนวนค่รที่รับมือ โดย วีรบุรุษที่สร้างภาพคือ กองทัพบกไทย แพ้มาทุกแนวรบ ป้องกันนิคมใดก็ท่วมนิคมนั้น แต่ดันได้เป็นวีรบุรุษ (สงสัยพวกที่ตั้งให้เป็นวีรบุรุษเหมือนกันว่าตาบอดหรืออย่างไร) ก็ไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ทั้งที่มี ฮ.ซินุค ยกตู้คอนเทนเนอร์ไปวางสะกัดน้ำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

วัดพระธรรมกาย มีแต่พระ เณร และฆราวาสทั้งหญิงชาย เด็ก มหาเศรษฐี นักศึกษา พวกเขาก็สามารถป้องกันวัดเอาไว้ได้ ด้วยการระดมกำลังสู้กับกองทัพน้ำอย่างสุดชีวิต

ไม่เพียงแต่สามารถ ป้องกันน้ำได้เท่านั้น นวัตกรรม บิ๊กแบ็ค ในที่สุดก็นำมาใช้โดยรัฐบาลที่วางแนวบิ๊กแบ็คตั้งแต่ตำบลคลองหก ถึงสถานีรถไฟดอนเมือง ก็สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมมิดกรุงเทพฯได้ (ทางบ้างแต่มันไม่ถึงขนาดมิดกรุงเทพฯ เพราะมันทะลักเข้ามาก่อนบิ๊กแบ๊คจะไปวาง) และผมทราบมาว่าบิ๊กแบ็คที่รัฐบาลเอาไปวางเป็นแนวป้องกัน กทม.นี้ ก็มาจากการส่งให้ของวัดพระธรรมกาย ที่รัฐบาลขอไป

ก็ต้องขอบคุณวัดพระธรรมกายครับ ที่ทุ่มกำลังกันแบบสู้ตาย ป้องกันวัดที่พวกท่านรักสุดชีวิตอย่างเต็มที่

แม้ ว่าผมจะไมได้ชื่นชมแนวทางของวัดพระธรรมการมากนัก (รวมทั้งสันติอโศกด้วย) เพราะเห็นว่าสุดโต่งไปคนละขั้ว แต่นั้นก็เป็นความเชื่อ ความคิดของแต่ละกลุ่ม จึงไม่มีปัญหาอะไร

แต่อันไหนทำดีก็ต้องสดุดี ประกาศเกียรติคุณ
ส่วนที่ทำเลวแบบสันติโศกและจำลอง ศรีเมือง ก็ต้องด่า เพราะสันติอโศกสร้างความวุ่นวายให้กับแผ่นดิน พ้นวิสัยของสงฆ์ในพระพุทธศาสนา










′เติบโต′ และ ′เปลี่ยนผ่าน′

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554)

สําหรับคอภาพยนตร์และนวนิยาย

อาจจะพอรู้จักหนังหรือนิยายแนว "coming of age"

ที่พูดถึงการเปลี่ยนผ่าน-ก้าวพ้นวัย หรือการเติบโตทางอารมณ์ของตัวละคร

จาก "เด็ก" ไปสู่ "ความเป็นผู้ใหญ่"

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ จนส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครในวงกว้าง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาล

ตลอดจนปัญหาในการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เป็นหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะชาว กทม.คนหนึ่ง

อยากเชิญชวนให้เพื่อนร่วมสังคมเมืองหลวงลองหันกลับมามอง "ตัวเราเอง"

ซึ่งอาจนำพาพวกเราไปพบกับ "ปัญหา" และ "คำถาม" อีกชุดหนึ่งที่แตกต่างออกไป

น่าสนใจว่า คน กทม.ต้องเผชิญหน้าหรือดำรงตนอยู่ท่ามกลาง "ปัญหาหนักหน่วง" มา 2 ปีติดต่อกัน

จากเหตุสังหารหมู่กลางเมือง เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

ถึงเหตุอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น

น่าตั้งคำถามว่า คน กทม.ได้เรียนรู้และเลือกปรับตัวอย่างไรหลังเหตุการณ์เหล่านี้?

สำหรับเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ที่ผ่านมากว่า 1 ปี

"บาดแผลเรื้อรัง" อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองยังคงดำรงอยู่

เช่นกันกับการแสวงหาผู้กระทำผิดที่ยังไม่คืบหน้า

แม้มีการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตยเกิดขึ้น

แต่บาดแผลดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา

เรา-ชาว กทม.-เคยอยู่ใน "โลกทรรศน์ทางการเมือง" แบบใด

พวกเราจำนวนมากก็ยังเลือกที่จะมีความคิด ความเชื่อแบบเดิม อยู่ในโลกใบเดิมใบนั้นต่อไป

โดยแทบไม่ยอมเปิดใจ เพื่อทำความเข้าใจในโลกอีกใบหนึ่ง ที่กว้างใหญ่และซับซ้อนกว่า ทั้งยังมีส่วนร่วมในการหมุนเคลื่อนประเทศเหมือนกัน

กับสถานการณ์น้ำท่วม

น่าสนใจว่าหลังจากน้ำลด

พวกเรา-ชาว กทม.-จะซึมซับบทเรียนอะไรได้บ้าง?

เรามองเห็นอะไรในความโกรธแค้นเกลียดชังทางการเมือง ที่ยังคงอุณหภูมิร้อนระอุท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก?

เรา มองเห็นอะไรในการยอมปล่อยให้น้ำท่วมขังต่างจังหวัด เพื่อป้องกันกรุงเทพฯเอาไว้ ก่อนจะพบว่าสุดท้าย ภารกิจก็ล้มเหลว เมื่อน้ำมีจำนวนมหาศาลเกินรับมือไหว?

เรามองเห็นอะไรในภาพรถยนต์ส่วน ตัวจำนวนมาก ที่ถูกนำไปจอดเป็นแถวยาวบนทางด่วน และภาพซุปเปอร์มาร์เก็ตร้าง เมื่ออาหาร-น้ำดื่มถูกซื้อไปกักตุนอย่างบ้าคลั่ง?

ฯลฯ

เราจะเดินทางไปถึงภาวะ "coming of age" หรือยัง? หลังจากได้ผ่านบทเรียนสำคัญๆ มาแล้วติดต่อกันถึง 2 บท

ถ้ายัง เพราะเราเลือกจะเป็น "เด็ก" อยู่ต่อไป

ก็เห็นจะต้องรอคอย "วันเติบโต" จากบทเรียนระลอกอื่นๆ ในอนาคต