WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 13, 2011

ชมคลิป "ณัฐวุฒิ" อภิปรายเรื่องน้ำท่วมเวลา "11.11น. 11-11-11" พร้อมมุขแสบคันถึง "อภิสิทธิ์-สาทิตย์"

ที่มา มติชน


ช่วงค่ำที่ผ่านมา ในเวลาพิเศษ วันพิเศษ เดือนพิเศษ และปีพิเศษ คือ 11.11 pm (23.11 น.) วันที่ 11 เดือน 11 ปี ค.ศ.2011 ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นักปราศรัยของกลุ่มนปช. ที่ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กำลังกล่าวอภิปรายในที่ประชุมร่วมรัฐสภาโดยไม่ลงมติ เพื่อเปิดอภิปรายเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมหนัก


ณัฐวุฒิกล่าวถึงความล้มเหลวในการจัดการน้ำของรัฐไทย ซึ่ง หากวันนี้เราไม่สามารถจัดการน้ำได้ คนที่แพ้จะไม่ใช่รัฐบาล กทม. นายกรัฐมนตรี หรือผู้นำฝ่ายค้านแต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หมายถึงคนไทยทุกฝ่ายจะพ่ายแพ้ด้วยกัน


ณัฐวุฒิยังอภิปรายชื่นชมทหารที่ออกมาทำงานช่วยเหลือน้ำท่วมตามคำสั่งของรัฐบาล พร้อมทั้งยังฝากคำถามไปยังรัฐบาลชุดก่อนว่า น่าจะไปสอบถามทหารว่าระหว่างการแบกกระสอบทรายกับแบกสไนเปอร์ไปยิงประชาชน พวกเขาเต็มใจจะปฏิบัติภารกิจไหนมากกว่ากัน


ส.ส.เพื่อไทยยังกล่าวถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลั่งน้ำตาต่อหน้าสาธารณะบ่อยครั้งว่า "ผู้ นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่ต้องหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นความทุกข์ยากของประชาชน มีแต่เผด็จการและทรราชย์เท่านั้นที่เพิกเฉยต่อความบาดเจ็บและล้มตายของ ราษฎร"


นอกจากนี้ ณัฐวุฒิยังคงไม่ทิ้งลวดลายการปล่อยมุขขำๆ แสบๆ คันๆ ถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อีกด้วย


ส่วนจะเป็นมุขเรื่องอะไรนั้น ติดตามแบบครบถ้วนกระบวนความได้ที่ คลิปวิดีโอด้านล่างนี้





คลิกอ่านสรุปคำอภิปรายของณัฐวุฒิโดยมติชนออนไลน์ที่นี่

"ดร.สุเมธ-ดร.โกร่ง"รับจ๊อบยักษ์ ฟื้นฟูไทย-จัดระเบียบน้ำ "ปู"รับอานิสงส์-สยบการเมือง

ที่มา มติชน



วิเคราะห์




ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ กับกรุงเทพมหานครที่มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์กุมการบริหารอยู่ยังคงดำเนิน ต่อไป

ความขัดแย้งดังกล่าว รัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งรับ เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่ต้น

และ ความล้มเหลวในการป้องกันน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดจนความขลุกขลักในการบรรเทาเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลดังขึ้นเรื่อยๆ

โพ ลสำรวจความคิดเห็นประชาชนให้คะแนนรัฐบาล "สอบตก" ในการทำงานรอบ 3 เดือน แม้จะให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมต่อไปก็ตามที

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวนำไปสู่การก่อกระแสกดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่ง

เสียงวิจารณ์ดังกล่าว เกิดกระแสปรับคณะรัฐมนตรีหลังน้ำลด

และนำไปสู่การเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

แต่ขณะที่เสียงวิจารณ์รัฐบาลดังกระหึ่ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลก็ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขึ้นมา 2 ชุด

ชุดแรกชื่อ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. ทำหน้าที่จัดระเบียบการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยใหม่ทั้งหมด

ชุดที่สองชื่อ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. ทำหน้าที่เรียกความเชื่อมั่นและฟื้นฟูประเทศหลังประสบมหาอุทกภัย

คณะ กรรมการทั้งสองชุดได้รับแต่งตั้งขึ้นมาก่อนมหาอุทกภัยจะสิ้นสุด แต่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายยิ่งใหญ่และท้าทาย เพราะมีผู้คาดการณ์เอาไว้ว่าเป็น 2 ทาง

ฝ่ายหนึ่งมองว่าหลังจากน้ำท่วมเศรษฐกิจไทยจะสะดุด สมควรหามาตรการรับรองให้ดี

อีก ฝ่ายหนึ่งมองว่าหลังน้ำท่วมจะเป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เพราะเม็ดเงินและโครงการต่างๆ จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ก็ต้องหามาตรการรับรองให้ดี

ดังนั้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจะสะดุด หรือจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็ต้องมีมาตรการองรับให้ดี

การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขึ้นมา จึงได้รับการขานรับ

อย่าง ไรก็ตาม ยังปรากฏสิ่งที่ตามมา หลังจากการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทั้งนี้เพราะตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ไม่ใช่ "คนคุ้นเคย" ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

หนึ่ง คือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาตั้งแต่ต้น

อีกหนึ่ง คือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร คนที่เคยปฏิเสธรับตำแหน่งใดทางการเมืองจากพรรคเพื่อไทยมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แม้แต่ตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แต่สำหรับภารกิจนี้ ดร.สุเมธยอมรับตำแหน่งที่ปรึกษา กยน. และ ดร.วีรพงษ์ยอมรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการ กยอ.

ทั้งสองคนให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกันว่า ภารกิจนี้ต้องทำ เพราะเรื่องที่ทำไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล หากแต่เป็นเรื่องของประเทศและประชาชน

สถานการณ์น้ำท่วม ณ เวลานี้อยู่เหนือ "การเมือง" จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งพรรคแบ่งพวก

เท่ากับว่า ดร.สุเมธ และ ดร.วีรพงษ์ ยึดชัยภูมิที่สูงกว่า "การเมือง" เป็นจุดยืนในการรับภารกิจ

แม้การรับปาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ร้องขอให้มาทำงานช่วยชาติ ทำให้บรรดาฮาร์ดคอร์การเมืองหงุดหงิด แต่ทั้ง ดร.สุเมธ และ ดร.วีรพงษ์ได้แสดงวุฒิภาวะที่เหนือกว่าและตอบตกลงทำงาน

การเปิดเผยจุดยืนที่อยู่เหนือ "การเมือง" นี้ ทำให้มองเห็น "การเมือง" ชัดแจ้งขึ้น

มองเห็น "การเมือง" ที่มัวแต่ให้ความสำคัญพื้นที่ของตัวเองมากกว่าพื้นที่คนอื่น

มองเห็น "การเมือง" ที่ยังแบ่งสีแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก

มองเห็น "การเมือง" ที่จับจ้องมองหาจุดโหว่เพื่อเปิดเกมทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

มองเห็น "การเมือง" ที่มีแต่ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไป เป็น "การเมือง" ที่ไม่เหมาะกับการกอบกู้สถานการณ์วิกฤตของประเทศ

ดังนั้น การแสดงจุดยืนของ ดร.สุเมธ และ ดร.วีรพงษ์ ที่ปักหมุดอยู่เหนือความขัดแย้ง และมุ่งทำงานแก้ไขปัญหาให้คนส่วนใหญ่ จึงเป็นการใช้ "การทำงาน" เอาชนะ "ไม่ทำงาน"

ใช้ "การสร้างสรรค์" เอาชนะ "การทำลาย"

ใช้ "ส่วนรวม" เอาชนะ "ส่วนตัว"

นอกจากนี้ การที่ ดร.สุเมธ และ ดร.วีรพงษ์ ตอบรับคำเชิญของรัฐบาล ส่ง ผลให้กระแสกระหน่ำรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่น้ำเริ่มท่วม และเกิดอาการ "เอาไม่อยู่" เริ่มผ่อนคลาย

เสมือนเป็น "บิ๊กแบ๊ก" มาขวางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกรากเอาไว้

ทั้ง นี้อาจเป็นเพราะการตอบรับเข้ารับตำแหน่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้ง 2 คณะ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าประเทศไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตมาถึงขีดสุด

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้ามากอบกู้และฟื้นฟูประเทศ

ภารกิจนี้ลำพังใครคนใดคนหนึ่งมิอาจทำให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

การที่ ดร.สุเมธ และ ดร.วีรพงษ์ รับตำแหน่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯตามคำเชิญของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงช่วยยั้งกระแสการเมืองมิให้ถล่มรัฐบาลหนักเท่าช่วงเวลาที่ผ่านมา


หน้า 3,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2554

"เอแบคโพลล์" เผยปชช.ร้อยละ70เชื่อว่าปรับครม.ไร้ทางออก ร้อยละ75 ไม่มีใครทำหน้าที่ดีกว่า "ยิ่งลักษณ์"

ที่มา มติชน

วันที่13พ.ย. สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง "การเมืองกับภัยพิบัติน้ำท่วมและทางออกในสายตาของสาธารณชน" จากการสำรวจพบว่า ประชาชน 27.6 % เป็นผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ในขณะ 72.4% ไม่ประสบปัญหา ทั้งนี้ 92.5% คิดว่าเป็น "หน้าที่" ของทุกคนในชาติต้องช่วยกันในการแก้ไขปัญหา ขณะที่ 7.5% คิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว


ส่วนการบริหารงานนั้น ประชาชน 75.0% ไม่คิดว่า จะมีนักการเมืองคนใดจะสามารถทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ได้ดีกว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 25.% คิดว่ามี


นอกจากนี้ 97.8 % ระบุว่า คนไทยไม่ทิ้งกันคือทางออกในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ และ 96.7% คิดว่า ความรักความสามัคคีของคนในชาติคือทางออก ขณะที่ 92.5% ระบุว่ารัฐบาลทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมต่อไปคือทางออก และ 91.0% ระบุว่ารัฐบาลต้องทำงานใกล้ชิด เลิกขัดแย้งกับกรุงเทพมหานครคือทางออก


ส่วนกรณีการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น 70.4% ระบุว่า การปรับคณะรัฐมนตรีไม่ใช่ทางออก ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.3 % ระบุนายกรัฐมนตรีลาออก ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ 93.1% ระบุการยึดอำนาจหรือปฏิวัติไม่ใช่ทางออกของประเทศในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วม


อย่างไรก็ตาม 63.5% คิดว่ามีการทุจริต คอรัปชั่นเงินบริจาค ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติหรือการนำถุงยังชีพทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน และ 68.2 % กังวลว่าจะมีการทุจริต คอรัปชั่นในการใช้งบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม

วันอาทิตย์สีแดง..พร้อม..กำลังใจ..ส่งมา..วันฟ้าสวย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ขอสลัก ปักอักษร เป็นกลอนสวย
แต่งแต้มด้วย วลีงาม ตามพูนผล
วันอาทิตย์ เบิกฟ้า ช่างน่ายล
พลังล้น ใสสวย ด้วยสีแดง....


ดอกไม้งาม ยามนี้ เป็นสีสัน
รักผูกพัน วันอาทิตย์ สถิตแสง
เอาไออุ่น ต่อเติม เพื่อเพิ่มแรง
ฉาบสีแดง ด้วยศรัทธา มหาชน....


สายลมแผ่ว พัดผ่าน สะท้านหนาว
ดอกหญ้าพราว ชุ่มน้ำค้าง ต่างน้ำฝน
ฝากรอยยิ้ม ส่งไป ให้ทุกคน
จงหลุดพ้น เงาวิปโยค เศร้าโศกใจ....


วันอาทิตย์ สดสวย ด้วยความหวัง
เติมพลัง ทุกชีวิต จิตสดใส
แทนความรัก สามัคคี พี่น้องไทย
เริ่มวันใหม่ ให้มีสุข...ทุกๆ คน...


๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๑๓ พ.ย.๕๔

วิจัยครบวงจรโรงไฟฟ้าชุมชนการจัดการความรู้ด้านพลังงานในภาคใต้

ที่มา ประชาไท

กำเนิดโครงการพัฒนาด้านพลังงานที่ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง
สังคม ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน รวมตลอดถึงผลกระทบเชิงลบจากโครงการพัฒนาแบบรวมศูนย์ และทำแบบแยกส่วนไม่บูรณาการกัน ทำให้ทีมนักวิชาการจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ม.ธ.), คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และมหาวิทยาลัยชีวิตเมืองนครศรีธรรมราช จับมือทำโครงการการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นการแสวงหาทางออกด้านพลังงานใหม่ที่ยั่งยืน และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาตั้งแต่พ.ศ. 2552 โดย มีเป้าหมายว่า จะส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเข้าใจเรื่องพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น และร่วมกันกำหนดนโยบายพลังงานที่เหมาะสม เพื่อเสนอแนะโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีหลากหลายทางเลือก ในขนาดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งการเชื่อมโยงประเด็นพลังงานกับประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร และความเข้มแข็งของชุมชนเข้าด้วยกัน
กลุ่ม เป้าหมายหลักของโครงการ ได้แก่ ชุมชนที่ตั้งอยู่ตามเทือกเขาใกล้แหล่งน้ำตก ที่มีศักยภาพในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำตก และสหกรณ์การเกษตรสวนยางที่ทำกิจการโรงรมยางแผ่นประมาณ 400 แห่ง ในภาคใต้ ซึ่งสหกรณ์กำลังประสบปัญหาน้ำเสียจากกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควัน และการขาดแคลนไม้ฟืนที่เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผา และทำให้ราคาฟืนแพงขึ้นเรื่อยๆ การดำเนินงานของโครงการฯ ได้ยึดแนวคิดหลัก ดังนี้
บูรณาการพลังปัญญา ความสามารถจากทุกภาคส่วน (Integration) โดยการสร้างเป้าหมายร่วม เน้นความร่วมมือกันทำงานเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ และเปิดพื้นที่ทางวิชาชีพและทางสังคมให้ทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำงาน
ทำงานแบบองค์รวม (Holistic approach) ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง การปกครอง การเรียนรู้ การเสริมพลังชุมชน วัฒนธรรม ไม่ทำงานเพื่อต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง โดยละเลยมุมมองด้านอื่นๆ
พัฒนากลไกการทำงาน (Mechanism Development) ใหม่ เป็นการเพิ่มโอกาสความสำเร็จ อาทิ การแต่งตั้งคณะทำงานจากหลายฝ่าย หลายชุด ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน แต่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน
ส่งเสริมการพึ่งตนเอง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Self Reliance and Sustainable Development)
โครงการฯ จะเน้นทำงานกับชุมชนที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีสำนึกในการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนร่วมกับชุมชนและภาคีอื่นๆ แสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหา หรือสนองความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมใหม่ในสังคมวิชาการ:การวิจัยแบบเบ็ดเสร็จ (RDM)
โครงการ จัดการความรู้ด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้นี้ มี “อัตลักษณ์” พิเศษ กล่าวคือ เป็นโครงการที่ทำงานแบบเบ็ดเสร็จครอบคลุม (ก) การสร้างความรู้และปัญญา (Research) ของ ทั้งทีมนักวิชาการ ของภาคีที่ร่วมทำงาน และชาวบ้านผู้เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ การสรุปบทเรียน การศึกษาวิเคราะห์ การทดลอง (ข) การพัฒนา (Development) คืการนำความรู้ที่ได้มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การ สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน หรือการสร้างต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสีย และเอาก๊าซมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนฟืน การสร้างต้นแบบเตาลูกผสม ที่ใช้ได้ทั้งไม้ฟืนและถ่านอัดแท่ง ปรับปรุงห้องรมยางของสหกรณ์การเกษตรสวนยาง และ (ค) การสร้างเครือข่ายหรือขบวนการขับเคลื่อนงาน (Movement) เพื่อให้นวัตกรรมใหม่ดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น การสร้างเครือข่ายโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน 7 จังหวัด ที่โครงการฯ ไปทำงานด้วย หรือเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ฯ ด้วยกันในภาคใต้ นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องด้วย
โดย ที่ทรัพยากรของโครงการฯ มีอยู่จำกัด ดังนั้น การสร้างรูปธรรมหรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จึงต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเงิน และด้านวิชาการเพิ่มเติมจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดังกรณีสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำทีบ้านคลองเรือ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร นอกจากนี้ยังมีการสมทบงบประมาณจากกลุ่มเป้าหมายเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีโรงไฟฟ้าชุมชน กรณีการก่อสร้างเตาลูกผสมแบบประหยัดพลังงานที่สหกรณ์ฯ บ่อทอง อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อแก้ปัญหามลพิษ และนำก๊าซมาใช้แทนไม้ฟืนบางส่วนของ สหกรณ์ฯ เก่าร้าง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา
ผลกระทบของโครงการ
ปัจจุบันนอกจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนคลองเรือแล้ว โครงการฯ ได้ออกแบบพิมพ์เขียวสำหรับก่อสร้างโรงไฟฟ้าอื่นอีก 11 แห่ง ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล จังหวัดพัทลุง จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย ซึ่งในแต่ละพื้นที่กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมความพร้อมของชุมชน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยราชการของจังหวัดนั้น รวมทั้งภาคประชาสังคมด้วย หากพื้นที่ใดมีความพร้อมก่อน ก็สามารถทยอยดำเนินการก่อสร้าง ในขณะที่ต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสีย และเตาลูกผสม/ห้องรมยางที่ปรับปรุงใหม่ก็ขยายตัวไปสู่อำเภออื่นๆ ในจังหวัดสงขลา รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง เป็นต้น และกำลังดำเนินการเจรจาแนวทางการเผยแพร่บทเรียนไปยังเครือข่ายสหกรณ์การ เกษตรสวนยางทั่วภาคใต้
จังหวัด นครศรีธรรมราชนับว่าเป็นพื้นที่ที่ขยายผลเรื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำไปอย่างกว้าง ขวาง โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด ฝ่ายปกครองของจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันทำนโยบายพลังงานของจังหวัด โดยนักวิชาการด้านวิศวกรรมของโครงการจาก ม.อ. ได้ช่วยสำรวจข้อมูลแหล่งน้ำตกทั่วทั้งจังหวัด จนในที่สุดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้บรรจุโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำตกใน ยุทธศาสตร์ที่ 5 ว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพลังงาน ในแผนพัฒนา 3 ปี (25542556) มีโครงการศึกษาและก่อสร้างจำนวน 41 โครงการ ตั้งเป้าหมายของบอุดหนุนปีละกว่า 500 ล้านบาท เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโรงงานผลิตไฟฟ้ากระแสหลักลง
กระบวนการทางสังคมนำหน้าเทคโนโลยี
การ ผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำตก นับเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาการขาดพลังงาน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี เพราะจะผลิตไฟฟ้าได้ต้องมีน้ำตกที่ไหลแรงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นหมายความว่า ป่าต้นน้ำต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี และหากชุมชนไม่เข้มแข็งก็ไม่สามารถอนุรักษ์ป่าได้ แนวทางการทำงานของโครงการฯ เริ่มต้นจากการค้นหาชุมชนที่มีปัญหา หรือมีศักยภาพที่สนใจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อชุมชนของตนหรือเพื่อสังคม ไม่หวังรอรับความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงถ่ายเดียว
จาก นั้นจึงเข้าไปสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ จนชุมชนเกิดความสนใจและเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง ทีมงานวิศวกรรมจึงเริ่มทำการสำรวจสภาพภูมิประเทศร่วมกับผู้นำชุมชน และตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องแหล่งที่ตั้งฝาย แหล่งดักตะกอน อาคารโรงไฟฟ้า แนวทางท่อส่งน้ำ ฯลฯ แล้ววางระบบเก็บข้อมูลเรื่องปริมาณฝน ความแรงและความสม่ำเสมอของกระแสน้ำ ฯลฯ ในช่วงระยะยาว เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบ จากนั้นจึงออกแบบรายละเอียดโครงสร้าง และรายละเอียดการก่อสร้าง เมื่อได้แบบพิมพ์เขียวแล้วก็ต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับชุมชนอีก เพื่อให้แบบก่อสร้างดังกล่าวเหมาะสมกับเงื่อนไขของชุมชนให้มากที่สุด ทั้งระบบนิเวศ ต้นทุน ระบบการเงิน กฎหมาย เงื่อนไขทางสังคม การใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการ ฯลฯ
ระหว่าง การก่อสร้าง โครงการฯ ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้แก่ชุมช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ประเด็นคำถามเรื่องวิธีการก่อสร้าง การบริหารงานโรงไฟฟ้าในอนาคต การจัดการด้านการเงินของชุมชน วิถีชีวิตของชุมชน การพัฒนาชุมชน ฯลฯ เป็นเรื่องที่นำมาปรึกษาและเตรียมหาทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านคลองเรือ
บ้านคลองเรือ ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เป็นชุมชนขนาดเล็ก มีประชากรอาศัยอยู่ 89 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 306 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน (เกษตร 4 ชั้น) ปลอดสารพิษ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ปัจจุบัน ชุมชนได้รับการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชให้ทำกินได้ ในพื้นที่ 1,050 ไร่ และต้องทำหน้าที่เป็นผู้อนุรักษ์และดูแลป่าทั้งหมด 16,050 ไร่ ชุมชนไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาแบบพึ่งตนเองเป็นหลัก
การ สร้างโรงไฟฟ้าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับชุมชนใดชุมชนหนึ่ง รวมทั้งบ้านคลองเรือ แต่ชุมชนแห่งนี้ ก็มิได้ย่อท้อต่อการระดมทรัพยากรจากทุกวิธีที่เป็นไปได้ ขั้นแรกชุมชนได้ใช้ทรัพยากรที่ตนมีอยู่ นั่นคือ แรงงานของทุกหลังคาเรือน ที่ผลัดกันมาทำงานตลอดทั้งปี จัดหาวัสดุก่อสร้างฝายและอาคารโรงไฟฟ้าด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังได้พร้อมใจกันไปสร้างฝายชะลอน้ำให้หน่วยงานของรัฐจำนวน 70 ฝาย ได้เงินมาซื้อเสาไฟฟ้าของส่วนรวม การใช้เงินกองทุนในชุมชน ตลอดจนเงินรางวัลที่ได้จากการชนะเลิศการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราช ดำริ ประจำปี 2553 (รับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ร่วมสมทบ และการร่วมจัดทอดผ้าป่าสร้างโรงไฟฟ้าด้วย ในส่วนที่เหลือนั้น นับว่าชุมชนแห่งนี้โชคดีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหัน และงบประมาณรวม 9 ล้านบาท (ตามหลักกาi CSR การดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม) รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่มาให้ดำเนินการก่อสร้างควบคู่ไปกับการสร้างการเรียนรู้แก่ชาวบ้านด้วย
โรงไฟฟ้าชุมชนแห่งนี้มีกำลังการผลิต 100 กิโลวัตต์ ใช้น้ำจากน้ำตกเหวตาจันทร์เพียงหนึ่งในสามของที่มีอยู่ เพื่อไม่แย่งน้ำสำหรับการบริโภคและการผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน ซึ่งในอนาคตหากชุมชนมีความประสงค์และมีทุนเพียงพอ ก็สามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มได้อีก โดยยึดหลักการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงออกแบบโครงการจนแทบไม่มีการตัดต้นไม้ในป่าเลย ระหว่างการก่อสร้างมิได้ใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ช่วย แต่ใช้แรงงานคนเป็นสำคัญ จึงทำให้การทำงานเป็นไปค่อนข้างช้า เป็นภาระของชาวบ้านมาก แต่ก็ได้ผลดีในแง่การเรียนรู้ การสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของและความผูกพันกันระหว่างคนในชุมชน (และคนนอกชุมชนที่มาร่วมงานจิตอาสาขนวัสดุขึ้นเขาเป็นครั้งคราว)
เรื่อง ที่น่าสนใจคือ แม้ทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงานมานานนับปีโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่ชาวบ้านได้ตกลงกันว่า จะเก็บค่าใช้ไฟฟ้าในอัตราเดียวกับที่ชุมชนอื่นๆ จ่ายค่าใช้ไฟฟ้า เงินดังกล่าวจะนำมาใช้เป็นค่าบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าในชุมชน เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน บางส่วนจะแยกเป็นกองทุนรักษาป่าและพัฒนาชุมชน ที่สำคัญคือจะต้องตั้งกองทุน “หมุนไป” สำหรับชุมชนอื่นๆ ในเครือข่ายที่จะสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนรายต่อไป
เป็น ที่คาดหมายว่า หากชาวบ้านคลองเรือมีไฟฟ้าใช้ ป่าต้นน้ำแห่งนี้ก็จะอุดมสมบูรณ์ สร้างความชุ่มชื้นและป้องกันอุทกภัยสำหรับผู้คนในเขตลุ่มน้ำหลังสวน และยังสร้างทุนให้กับชุมชนอื่นๆ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนแห่งต่อๆ ไปด้วย
จับตาดู...เวทีชาวบ้านกับภารกิจยิ่งใหญ่
เพื่อ เป็นการสร้างการเรียนรู้ สร้างพลังและร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บริเวณต้นน้ำ และการป้องภัยพิบัติจากฝนแล้ง น้ำท่วม ตลอดจนอาหารมั่นคงปลอดภัย โครงการจัดการความรู้ฯ จึงได้ชักชวนหลายหน่วยงานร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม โครงการเวทีสมัชชาเครือข่ายจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน ขึ้น ณ บ้านคลองเรือ ในวันที่ 14–16 ธันวาคม 2554 โดยจะมีเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เครือข่ายพลังงาน เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยคณะต่างๆ เครือข่ายวิชาการพัฒนาชุมชน เครือข่ายจิตอาสา เครือข่ายของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ฯลฯ จากทั่วประเทศรวม 984 คนมารวมกันในชุมชนแห่งนี้

กรุงเทพฯ จมแน่ในอีก 50 ปี หากยังไม่เตรียมมาตรการป้องกัน

ที่มา ประชาไท

ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะ กทม. อาจทรุดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี หากยังไม่มีมาตรการรับมือที่เตรียมพร้อม ระบุสาเหตุจากโลกร้อนและแผ่นดินกทม. ทรุดจากการสูบน้ำใต้ดิน

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน ว่า กรุงเทพฯ อาจเผชิญความเสี่ยงภัยต่อการเกิดอุทกภัยมากกว่าเดิมสี่เท่าตัวในอนาคต เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น และการทรุดของกรุงเทพฯ ที่ยังคงลดต่ำลง และถ้าหากยังไม่มีการวางแผนที่ป้องกันที่ดีพอ อาจทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี

OECD เผย กทม. ติดลำดับ 1 ใน 10 เมืองในโลกเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย จะสูงขึ้น 19- 29 ซม. ภายในปี 2050 เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ทำให้กรุงเทพฯ ซึ่งทรุดตัวต่ำลงอยู่แล้วจากการสูบน้ำใต้ดิน เผชิญความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วมสูงกว่าเดิม

นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการเตรียมพร้อมที่ดีเพียงพอ พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ อาจลดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี

ทั้งนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังได้จัดให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองติด 10 ลำดับสูงสุดในโลก ที่เสี่ยงต่อผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี 2070 ด้วย

เอเอฟพียังได้อ้างคำสัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญการจัดการน้ำจากสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส ว่า ในระยะยาวแล้ว กรุงเทพจะจมอยู่ใต้น้ำแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเมื่อใด

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้แนะว่า ทางการไทยจำเป็นจะต้องแก้ปัญหาการวางแผนและใช้ที่ดินให้เหมาะสม และคำนึงถึงการย้ายโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมออกไปจากพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการ น้ำท่วม

นอกจากนี้ ยังระบุว่า หากกรุงเทพฯ ต้องการที่จะไม่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมอีกเลย กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายทั้งเมืองไปอยู่ที่ใหม่ในพื้นที่ที่อยู่สูง อย่างไรก็ตาม หากกรุงเทพฯ ยังคงจะตั้งอยู่ที่เดิม ก็จำเป็นต้องมีมาตรการตั้งรับภัยพิบัติที่ดีกว่านี้ในอนาคต นักวิชาการด้านวิศวกรแหล่งน้ำชายทะเลจากมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ ยังคาดการณ์ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ จะทำให้มีการลงทุนด้านการป้องกันภัยพิบัติอย่างมหาศาลไปอีกตลอด 10-20 ปีข้างหน้า

ผู้เชี่ยวชาญแนะ พัฒนาเครื่องมือให้ทันสมัยเพื่อลดความสูญเสีย

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้สัมภาษณ์ เคลลี เลวิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยทรัพยากรโลก โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในอนาคต เพื่อการรับมือภัยพิบัติโดยลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การใช้เครื่องมือการพยากรณ์อากาศที่ถูกต้องและแม่นยำ การมีแผนที่และแนวป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงระบบประมวลข้อมูลการตัดสินใจการปล่อยน้ำจากเขื่อน ก็ต้องพัฒนาให้ละเอียดและแม่นยำกว่าเดิมด้วย

เลวินยังได้ยกตัวอย่างถึงตัวอย่างในประเทศบังกลาเทศ ที่เผชิญกับพายุไซโคลนนาเดียร์ เมื่อปี 2007 ในเหตุการณ์นั้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าได้ช่วยลดความสูญเสียลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นจากมีจำนวนผู้เสียชีวิต 3,400 คน ในขณะที่เมื่อปี 1991 เกิดพายุไซโคลนรุนแรงในระดับเดียวกัน แต่มียอดผู้เสียชีวิตถึง 140,000 คน

เครก สเต็ฟเฟนสัน ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียประจำประเทศไทย กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ถึงแม้ความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกกับเหตุอุทกภัยใน ประเทศไทย จะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าอุทกภัยทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นจากเหตุการณ์ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว และปากีสถานตะวันตก ที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยที่มีความรุนแรงเช่นเดียวกัน

เดอะการ์เดียน เผย หนังสือของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

ที่มา ประชาไท

หนังสือ "News of a Kidnapping" ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนแนวสัจนิยมมายากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลใน อิหร่าน มีการสั่งจองและขายหมดเกลี้ยงตามร้านหนังสือใหญ่ หลังจากที่มูซาวี ผู้นำกลุ่มต้านรัฐบาลบอกว่าหนังสือเล่มนี้ราวกับกำลังสะท้อนภาพชีวิตของพวก เขาที่ถูกรัฐบาลสั่งกักบริเวณในบ้าน

เดอะการ์เดียน เผย หนังสือของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน รายงานว่างานเขียนของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนแนวสัจนิยมมายา เป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในอิหร่าน

นักเขียนรางวัลโนเบล กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่สามารถสร้างจินตนาการถึงโลกที่เหนือจริงและบาง ครั้งก็เต็มไปด้วยอันตราย ซึ่งสิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

ในกรณีนี้ประเทศที่ถูกกล่าวถึงไม่ใช่ประเทศโคลัมเบียของมาร์เกซ แต่เป็นประเทศอิหร่านภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด

หนังสือเรื่อง "News of a Kidnapping" ผลงานปี 1996 ของมาร์เกซ ขายดีเทน้ำเทท่าในร้านหนังสือกรุงเตหราน หลังจากที่ผู้นำฝ่ายต้านรัฐบาล มีร์ ฮอสเซน มูวซาวี กล่าวว่าเนื้อหาการลักพาตัวของชาวโคลัมเบียในหนังสือเล่มนี้ ราวภาพสะท้อนชีวิตของเขาในยามถูกสั่งกักบริเวณภายในบ้าน

มูวซาวี และเพื่อนกลุ่มต้านรัฐบาลของเขา เมห์ดี คาร์รูบี ถูกกักบริเวณภายในบ้านนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.พ. เป็นต้นมา หลังจากที่ชาวอิหร่านหลายพันคนออกมาประท้วงตามท้องถนนเพื่อตอนรับกับการประ ท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ลามไปทั่วโลกอาหรับ

นับตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ได้ออกไปเจอโลกภายนอกน้อยมาก มูวซาวีได้รับอนุญาตให้พบปะกับลูกสาวของเขาครั้งหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตามอง แต่มูวซาวีก็บอกกับลูกสาวของเขาว่า "ถ้าหากพวกลูกๆ อยากรู้ถึงสภาพของพ่อตอนถูกขังอยู่ ก็ขอให้อ่านเรื่อง News of a Kidnapping ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกส"

คำกล่าวของมูซาวีมีการบอกต่อกันไปทั่วอิหร่านผ่านสังคมออนไลน์ จนทำให้ประชาชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคนพากันแห่ไปหาหนังสือเล่มนี้มา ครอบครอง จนถึงขั้นต้องมีการสั่งจองในร้านหนังสือบางร้าน และหนังสือก็ขายผมดภายในไม่กี่วัน

นักข่าวในอิหร่านบอกว่าเขาใช้เวลาราวสองชั่วโมงเพื่อหาหนังสือเล่มนี้ ทีแรกเขาไปที่ร้านหนังสือในย่านคาริมคาน แต่ก็ไม่มีหนังสือเหลือ ต่อมาเขาจึงไปที่ถนนเองเกลับ และแปลกใจมากที่มีคนจองคิวซื้อหนังสือราวกับว่าพวกเขากำลังจองคิวซื้อแฮรี่ พอตเตอร์

ร้านหนังสือรายใหญ่ในเมืองหลวงของอิหร่านอย่างน้อย 10 ร้านบอกกับเดอะ การ์เดียนว่า หนังสือในสต็อกของพวกเขาขายหมดเกลี้ยง แต่ไม่ได้บอกว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

หนังสือเรื่อง News of a Kidnapping ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี 1997 มีเนื้อหาพูดถึงการลักพาตัวชาวโคลัมเบียที่มีชื่อเสียง ทั้งนักข่าวและนักการเมือง โดยมีผู้บงการคือปาโบล เอสโคบาร์ เจ้าพ่อค้ายา

เว็บข่าว Aftab จัดอันดับหนังสือเล่มนี้ให้เป็นหนังสือขายดี ส่วนหนังวือพิมพ์ของกลุ่มนักปฏิรูป Shargh รายงานเรื่องความต้องการหนังสือเล่มนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นในร้านหนังสือใหญ่ๆ ของกรุงเตหราน

ผู้สนับสนุนมูวซาวี ยังได้สร้างเพจในเฟสบุ๊คชื่อ "News of a Kidnapping, the status of a president in captivity" ซึ่งมีการโพสท์เนื้อหาบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ ขณะที่บางเว็บไซต์ก็มีการแปลเป็นภาษาฟาร์ซีให้อ่านแบบออนไลน์หรือดาวน์โหลด ฟรี

กลุ่มผู้สนับสนุนมูซาวี และคาร์รูวบี เรียกสภาพของทั้งสองคนนี้ว่าเป็นการ 'ลักพาตัว' และเรียกร้องให้สหประชาชาติสืบสวนการหายไปของพวกเขา พวกเขายังเชื่อด้วยว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาโตลาห์ อาลี คาเมนี มีส่วนในการทำให้พวกเขาถูกกักบริเวณโดยไม่มีคำสั่งศาล

ที่มา: Gabriel García Márquez book inspires Iran's opposition movement, The Guardian, 20-09-2011

ไทยอีนิวส์'ตูน Smile Thailand:แผนสื่อชั่ว

ที่มา Thai E-News

โดย Gag Las Vegas

มาม่าขาดตลาดนับเดือนพอรัฐบาลดัดหลังจะนำเข้ากลับโวย ขอท้าใครหาซื้อได้วันนี้ส่งหลักฐานมาเลย

ที่มา Thai E-News

เจอดัดหลังมาม่าโวย-นี่ คือสภาพของชั้นวางขายสินค้าประเภทอาหาร ปลาูกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเขตกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้มานับเดือน และป้ายปลอบใจทำนองว่าเจอปัญหาน้ำท่วมทำให้ไม่มีสินค้าชั่วคราว แต่พอรัฐบาลจะแก้เกมให้นำเข้าจากต่างประเทศทดแทนการขาดแคลน พ่อค้าบะหมี่สำเร็จรูปนำโดยมาม่ากลับโวยวาย

ไทยอีนิวส์ขอประกาศว่า หากท่านใดหาซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า ยำยำ ไวไว ได้ในวันนี้ ไม่ว่าจะซื้อได้จากร้านไหนในเขตกรุงเทพฯ กรุณาถ่ายรูปพร้อมวันเ้วลายืนยัน ส่งหลักฐานมาให้เราเผยแพร่ได้ที่ thaienews99@googlegroups.com (หรือกรณีหาซื้อไม่ได้ หากมีหลักฐานภาพถ่าย เราก็ยินดีเผยแพร่เช่นกัน)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 พฤศจิกายน 2554


ASTVผู้จัดการ รายงานว่า
ผู้ประกอบการชี้ รัฐนำเข้าบะหมี่สำเร็จรูป แก้ปัญหาผิดทาง "มาม่า" ยันมีสินค้าในสต็อกเพียบ ลั่นไม่ได้อิจฉาตาร้อน เพราะเชื่อหากเอามาขายแข่งก็สู้ไม่ได้ ทั้งยังไม่มี อย. รับรอง แนะรัฐแก้ปัญหาโลจิสติกส์ และค่าน้ำมัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ขณะที่ค่าย "ยำยำ" ลดกำลังการผลิต 20% หลังนิคมฯ บางชัน น้ำทะลัก

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา ”มาม่า” เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลนของภาครัฐด้วยการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะในส่วนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้น มองว่าไม่ใช่เป็นวิธีการช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะการช่วยเหลือประชาชนที่แท้จริงต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจะมีการบวกค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของมาม่าเองก็ยังมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เฉลี่ยที่ประมาณ 1 แสนหีบต่อวัน และบางวันก็มีปริมาณสินค้ามากกว่า 1 แสนหีบ

ปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งระยะเวลาการทำงานออกเป็น 3 กะ และบางวันแบ่งออกเป็น 2 กะ เพราะปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในสต็อกมากเกินไป จึงทำให้ต้องลดปริมาณการผลิต ซึ่งสิ่งที่บริษัทอยากจะให้ภาครัฐเข้ามาดูแลคือ เรื่องของการขนส่งสินค้า ไม่ใช่เรื่องของการนำเข้าสินค้า เพราะถ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคจริง บริเวณรอบนอกกรุงเทพฯ ก็ต้องไม่มีมาม่าจำหน่ายในท้องตลาด แต่พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีปัญหาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขาดตลาด

“ผมไม่ได้อิจฉาตาร้อนที่ภาครัฐมีการนำเข้าสินค้า แต่ถ้านำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่นำเข้ามาขายคู่กับมาม่า ผมว่าขายสู้มาม่าไม่ได้ ตอนนี้สินค้าในประเทศยังเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องนำเข้า การแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังผิดกฎหมายอนุญาตการนำเข้าโดยไม่มี อย. ที่ผ่านมายอมรับว่ามาม่าอาจขาดไปบ้างในพื้นที่น้ำท่วม เพราะการขนส่งลำบาก”

นายธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในฐานะนักวิชาการ นักการตลาดและที่ปรึกษาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไว เปิดเผยว่า วันนี้กระบวนการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้มีปัญหา และยังไม่ได้ส่งผลกระทบทำให้สินค้าขาดตลาด เพราะในส่วนของวัตถุดิบ แรงงาน และเครื่องจักรก็ยังไม่ได้มีปัญหาทำให้ผลิตสินค้าไม่ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือด้านการขนส่ง ดังนั้นการนำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกทาง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากกำลังการผลิตสินค้า หลังจากมีการนำเข้าสินค้าปัญหาก็จะกลับมาเหมือนเดิมคือ ไม่สามารถขนสิ่งสินค้าได้

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่สินค้าในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เท่านั้น สินค้าอื่นๆ เช่น น้ำดื่ม ก็ประสบกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน เพราะปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการผลิตน้ำดื่มรายเล็กอีกประมาณ 7,000 ราย พร้อมที่จะผลิตและส่งสินค้าให้ ขณะที่บริษัทผลิตน้ำดื่มขนาดใหญ่เองก็ยังมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อผู้ บริโภค แต่ติดปัญหาในเรื่องของการขนส่งสินค้า ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวของภาครัฐน่าจะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี มากกว่าการส่งเสริมธุรกิจของประเทศไทย

ด้านรายงานข่าวจากบริษัท วันไทยอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "ยำยำ" กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยังดำเนินการผลิตในโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางชันเป็นปกติ แต่ได้ลดกำลังการผลิตลงไป 20% จากเดิมผลิตได้ 3 ล้านซองต่อวัน ซึ่งบริษัทได้ป้องกันโรงงานไว้แล้ว แต่จะมีการหยุดการผลิตหรือไม่นั้นต้องพิจารณากันอีกครั้ง

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดรถโมบายยูนิต และเรือธงฟ้า ออกจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ให้กับผู้ประสบอุทกภัย ในวันนี้จำนวน 15 แห่ง อาทิ ชุมชนสุเหร่าบ้านเกาะ ซอยสุวินทวงศ์ 7 ตลาดศรีสวัสดิ์ พุทธมณฑลสาย 4 ชุมชนหมู่บ้านศรีเพชร ถนนเพชรเกษม โรงเรียนวัดนาคกลาง ถนนอิสรภาพ ชุมชนบุญมาก ถนนสรงประภา หน้าสหกรณ์การเกษตร อ.ลำลูกกา คลอง 7 จ.ปทุมธานี และเรือธงฟ้า 2 ลำ ที่หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ลานจอดรถประชาอุทิศ ชุมชนหลังสมาคมโรงเรียนไทย-ญี่ปุ่น เขตห้วยขวาง และตลาดปฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม

โดยในวันนี้ นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจำหน่ายเรือธงฟ้า ที่หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ อ.บางบัวทอง

***********
เรื้่องเกี่ยวเนื่อง:เจ้าสัวCPมองวิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาสชาติ เรื่องดีๆที่เจ้าของมาม่าคิดไม่เป็น

Saturday, November 12, 2011

ด่วน: บัน คี มูน เลชาธิการ UN เยือนไทย 16-17 พ.ย. นี้

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 พฤศจิกายน 2554

ไทย อีนิวส์ช่วยกระจายข่าวเพื่อให้รับทราบกันกว้างขวางยิ่งขึ้น ถึงการมาเยือนไทยอีกครั้งหนึ่งของ ฯพณฯ ท่าน บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ในระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2554 ที่จะมาถึงนี้

ยังจำกันได้เมื่อคราวมาเยือนไทยในเดือน 26 ตุลาคม เมื่อปีที่ผ่านมา 26 ตุลาคม 2554 ชาวเสื้อแดงวิ่งวุ่นเพื่อขอเข้าพบยื่นจดหมาย

งานนี้ใครยังมีประเด็นที่ยังค้างคา ต้องการจะแจ้งให้สหประชาชาติทราบก็เตรียมตัวกันล่วงหน้าเด้อพี่น้อง!


ที่มา มติชนออนไลน์


นาย บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติและนางบัน ซุน เท็ก ภริยาเลขาธิการสหประชาชาติมีกำหนดการเยือนประเทศไทยในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2554 ตามคำเชิญของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ตามที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ทาบทามเชิญในระหว่างการพบหารือกับ เลขาธิการสหประชาชาติในโอกาสที่เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญสมัยที่ 66 เมื่อเดือนกันยายน 2554 ณ นครนิวยอร์ก

การ เชิญเลขาธิการสหประชาชาติเยือนประเทศไทยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติ และเป็นโอกาสให้เลขาธิการสหประชาชาติได้รับทราบเกี่ยวกับวิกฤติด้านอุทกภัย ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง และเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน รวมทั้งประเด็นการส่งเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางของสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศในภูมิภาค และการเปิดโอกาสให้สหประชาชาติได้ทราบบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมทั้งประเด็นสำคัญ อื่น ๆ ที่สองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน

เลขาธิการสหประชาชาติจะเดินทางถึง กรุงเทพฯ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 และจะมีกำหนดการพบหารือกับนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีและเลขาธิการสหประชาชาติจะร่วมกันแถลงข่าว

ใน ช่วงบ่ายวันเดียวกัน เลขาธิการสหประชาชาติจะเดินทางไปยังอาคารสำนักงานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและ สังคมสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (UNESCAP) เพื่อเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมเกี่ยวกับการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายหลังการประชุม เลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมคณะจะเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยก่อนเดินทางออก จากประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 4 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย


ข่าวเกี่ยวข้อง

รัฐทหารพ่อUNสั่งห้ามชุมนุมรับบันคีมูน เสื้อแดงคึกโอกาสเดียวเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับ ยันเปล่าก่อม็อบ

จตุพรได้ไฟเขียวยื่นหนังสือเลขาUNแล้ว เสื้อแดงคึกร่วมเป็นสักขีฯตั้งแต่เช้ายันบ่าย หมื่นรายชื่อพรึ้บ

คดีพลิก!คำต่อคำUNไม่ได้เมินสืบสวนสังหารหมู่เสื้อแดง เปิดเบื้องลึกส่งทีมร่วมสอบแต่ยังถูกกีดกัน