WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 14, 2011

อิตาลีฉลอง 'แบร์ลุสโคนี' ลาออก

ที่มา ประชาไท

หลังจากดำรงตำแหน่งนายกฯ อิตาลีมา 17 ปี 'แบร์ลุสโคนี' ลาออกแล้ววานนี้ตามสัญญา หลังรัฐสภาโหวตอนุมัติแผนปฏิรูปศก. เพื่อรัดเข็มขัดตามข้อเรียกร้องของอียู

นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนีของอิตาลีลาออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย. หลังรัฐสภาลงมติอนุมัติแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและมาตรการตัดลดรายจ่าย เพื่อบรรเทาวิกฤติหนี้จำนวนมหาศาลตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรป (อียู) ถือเป็นการปิดฉากเส้นทางชีวิตทางการเมืองอันยาวนาน 17 ปีท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เขาลาออกด้วยคดีอื้อฉาวทางเพศและคอร์รัปชั่น และกระแสกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจ

ทำเนียบประธานาธิบดีแถลงว่า แบร์ลุสโคนี ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีจิออร์จิโอ นาโปลิตาโนเมื่อคืนวาน และประธานาธิบดีจะขอให้นายมาริโอ มอนติ วัย 68 ปี นักเศรษฐศาสตร์ และอดีตกรรมาธิการยุโรป เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล โดยจะเชิญพรรคการเมืองต่างๆร่วมหารือในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

การลาออกของแบร์ลุสโคนี วัย 75 ปีเป็นไปตามคำสัญญาที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อรัฐสภาลงมติอนุมัติแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและ มาตรการตัดลดรายจ่าย และทั้งสองสภาโหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจากนั้นประธานาธิบดีได้ลงนาม บังคับใช้ในบ่ายวันเดียวกัน

ทั้งนี้ มาตรการรัดเข็มขัดที่อียูเรียกร้องให้จัดทำ มีเป้าหมายในการประหยัดเงินงบประมาณให้ได้ราว 59.8 พันล้านเหรียญยูโร โดยวิธีการต้องตัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มการจัดเก็บภาษี แล้วไปทำงบประมาณสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายให้ได้ในปี 2014 ซึ่งมีรายละเอียดประกอบด้วย

  • เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)จากระดับ 20 % เป็น 21 %
  • ตรึงเงินเดือนลูกจ้างของภาครัฐไปจนกว่าจะถึงปี 2014
  • อายุเกษียณสำหรับผู้หญิงลูกจ้างในภาคเอกชนจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจาก 60 ปีในปี 2014 ไปเป็น 65 ปีในปีค.ศ.2026 เช่นเดียวกับผู้ชาย
  • สร้างมาตรการที่เข้มแข็งจัดการกับผู้ที่หลบเลี่ยงภาษีอย่างเข้มงวด และเอาจริงเอาจัง รวมถึงการกำหนดให้ทำธุรกรรมทางด้านเงินสดที่เป็นเงินยูโร ได้อย่างมาก 2500 ยูโร
  • สร้างมาตรการภาษีฉบับพิเศษ ในการเก็บภาษีทางด้านธุรกิจพลังงานให้มากขึ้น
ไม่เพียงรัฐบาลอิตาลี ต้องทำตามมาตรการที่กลุ่มอียู และไอเอ็มเอฟ.เรียกร้องมาเหล่านี้เท่านั้น ทางอียู จะส่งทีมงานเข้ามาทำงานตรวจสอบและวางระบบสร้างมาตรการให้ในโรม เพื่อที่จะลดภาระหนี้ที่สูงถึง 120 % ของ GDP ให้ได้ด้วย
ชาวอิตาลีหลายพันต่างออกมาแสดงความยินดีตามท้องถนนในกรุงโรม พร้อมกับโบกธงชาติและเต้นรำ และตะโกนคำว่า "ตัวตลก" ระหว่างที่รถของแบร์ลุสโคนีเข้าไปในทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อยื่นหนังสือลา ออก นอกจากนี้ตอนที่แบร์ลุสโคนีร่วมประชุมกับคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายเพื่ออำลา ตำแหน่ง ก็มีฝูงชนไปตะโกนขับไล่เขาที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล และบางคนตะโกนคำว่า "น่าละอาย" "ลาออก" หรือชูป้ายคำว่า"ลาก่อนซิลวิโอ" ระหว่างเดินขบวนไปตามท้องถนนด้วย
แบร์ลุสโคนีนับเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาชนะการเลือกตั้ง 3 ครั้ง และบริหารประเทศรวม 10 ปีนับตั้งแต่เข้าสู่เวทีการเมืองในปี 2537 แต่ตลอดการบริหารประเทศ ต้องเผชิญเสียงเรียกร้องให้ลาออกมานานแล้วด้วยข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีข้อ หาคอร์รัปชั่นและเรื้องอื้อฉาวทางเพศ โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดการซื้อบริการทางเพศจากสาววัย 17 ปี จนกระทั่งล่าสุดทนแรงกดดันไม่ไหวจากวิกฤติหนี้ของประเทศที่สูงถึง เกือบ 1.9 ล้านล้านยูโร และนายมอนติ ตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เตรียมจัดตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ใช่นักการเมือง หรือเทคโนแครต เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาด ด้วยการเร่งตัดลดหนี้สินจำนวนมหาศาล ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งสูงถึง 7.4% ก่อนลดลงอยู่ที่ราว 7% จนสร้างความวิตกไปทั่วโลก
ที่มา: เรียบเรียงจาก คมชัดลึก, อุณหภูมิเศรษฐกิจ

เก่งโผล่แจงรื้อบิ๊กแบ็กแต่เงียบข่าวโดนต่อยปากฉีก

ที่มา Thai E-News

เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการ เสนอภาพข่าวอ้างว่า เป็นบาดแผลบริเวณปากของ นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ขณะที่นายการุณออกมาแก้ข่าวเรื่องบิ๊กแบ้กทางเฟซบุ๊ค แต่ไม่กล่าวถึงกรณีโดนต่อยปาก

โดย ทีมข่าวไทมยอีนิวส์
14 พฤศจิกายน 2554

มติชนออนไลน์-ตร.เรียก "หนุ่มดอนเมือง" ที่ชกหน้า "เก่ง การุณ" มารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนปล่อยตัวไป

พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.ดอนเมือง เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายฐิติพันธุ์ บุญใหญ่ อายุ 22 ปี ที่มีเรื่องชกต่อยกันจนนายการุณ ปากแตกต้องเย็บถึง 5 เข็ม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้เรียกนายฐิติพันธุ์ มารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นแล้ว โดยจากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนายการุณจริง เนื่องจากไม่พอใจที่นายการุณ ขับเจ็ตสกีตรวจสถานการณ์น้ำท่วมด้วยความเร็ว ทำให้เกิดคลื่นมากระทบเรือที่ตนเองกับพวกอีก 3 คนนั่งมาจนล่ม ซึ่งหลังจากสอบปากคำแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไป โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัวแต่อย่างใด เนื่องจากคดีนี้เป็นแค่เรื่องทำร้ายร่างกายกันธรรมดา


พ.ต.อ.รังสรรค์ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินคดีขณะนี้ พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรอใบผลพิสูจน์ตรวจร่างกายนายการุณจากแพทย์ เพื่อจะนำไปประกอบในการส่งฟ้องผู้ต้องหายังศาลแขวงต่อไป

ขณะที่นายการุณ เขียนลงในเฟซบุ๊ค การุณ โหสกุล ในช่วงเวลาราว 6 นาฬิกา วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายนว่า

หลายๆท่านถามผมว่า เกิดอะไรขึ้น ด้วยความเป็นห่วง ผมขอเรียนท่านแบบนี้ว่า ผมเป็นผู้ประสานงาน ระหว่างชาวบ้าน กับ ศปภ.ในบางจุดที่ชาวบ้านเดือดร้อน หรืออยากให้นำบิ๊กแบ๊กลงบ้าง ทางเราก็เข้าใจ แต่เพียงเพราะต้องดูการควบคุมปริมาณน้ำให้ได้ก่อน

เหมือนในกรณีที่เรียกร้อง ขอให้เปิดทางให้เรือผ่าน ซึ่งก็ได้ดำเนินการให้ และก็ไม่ทำให้ปริมาณน้ำใน กทม เพิ่มขึ้่น แต่กลับลดลงไปตามลำดับ

แต่กลับนำเสนอข่าวว่า ผมเป็นคนไปรื้อเสียเอง บางทีข่าวเดียวกัน กลับเสนอข่าวไม่ตรงกัน ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ ไม่ใช่เวลาที่ผมจะมาโทษใคร,ตอบโต้ใครหรือการเมืองกับใคร แต่เป็นช่วงเวลาที่ ต้องบรรเทาวิกฤตนั้นๆ ให้ได้ก่อน

อยากให้ท่านๆเข้าใจว่า ในวันนึงผมมาตอบท่านได้ก็ในช่วงเช้าก่อนลงพื้นที่เท่านั้น และกลับบ้านมาอีกทีก็ค่ำมืดทุกวัน การผมจะคอยมาตอบโต้ทุกเรื่องนั้น กระทำได้ยาก มิเช่นนั้น จะทำให้ผมขาดโอกาสในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ ผมเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนสำคัญกว่า ตัวผมเองเสมอ

ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ท่านไว้วางใจ ซึ่งผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง

Don't Cry For Me Argentina

ที่มา Thai E-News





Don't Cry For Me Argentina


It won't be easy, you'll think it strange-มันไม่ง่าย แล้วคุณก็คงคิดว่ามันแปลก
When I try to explain how I feel-เมื่อฉันต้องการอธิบายความรู้สึก
That I still need your love after all that I've done-ฉันยังต้องการ ความรัก
You won't believe me-คุณคงไม่เชื่อฉันหรอก

All you will see is a girl you once knew-คุณจะได้เห็นหญิงสาวที่คุณรู้จัก
Although she's dressed up to the nines-หล่อนเคยเป็นอย่างไร
At sixes and sevens with you-เป็นอะไรต่ออะไรต่างๆนานา กับเธอ

I had to let it happen, I had to change-ฉันต้องให้มันเกิด ฉันต้องเปลี่ยน
Couldn't stay all my life down at heel-คงไม่สามารถอยู่ได้
Looking out of the window, staying out of the sun-มองออกไป นอก หน้าต่าง อยู่กับไอแห่งอาทิตย์

So I chose freedom-ฉันเลือก เสรีภาพ
Running around, trying everything new-ทำสิ่งใหม่ๆ
But nothing impressed me at all-แต่กระนั้นก็ยังไม่มีอะไรน่าประทับใจ
I never expected it to-และฉันก็เลือกที่จะไม่คาดหวัง

Don't cry for me Argentina-อย่าร่ำไห้ให้กับฉัน อาร์เจนตินา
The truth is I never left you-ความจริงที่ไม่เคยเหลือ
All through my wild days-ท่ามกลางคืนวันอันโหดร้ายของฉัน

My mad existence-ความบ้า ที่ยังคงอยู่
I kept my promise-ฉันสัญญา
Don't keep your distance-อย่าได้ห่างกันเลย

And as for fortune, and as for fame-จากโชคชะตา..... และจากชื่อเสียง
I never invited them in-ฉันไม่เคยเชื้อเชิญ
Though it seemed to the world they were all I desired-แม้ว่า ดูเหมือนว่าโลกต้องการ

They are illusions-มันคือมายา
They are not the solutions they promised to be-มันไม่ใช่การแก้ปัญหา อย่างที่ดูเหมือนว่าจะเป็น
The answer was here all the time-คำตอบ โดยตลอดเวลา
I love you and hope you love me-ความรักที่ฉันมีให้ เธอ และเธอมีให้ฉัน

Don't cry for me Argentina-อย่าร่ำไห้ให้กับฉัน อาร์เจนตินา
Don't cry for me Argentina-อย่าร่ำไห้ให้กับฉัน อาร์เจนตินา
The truth is I never left you-ความจริงที่ฉัน ไม่เคยทอดทิ้งเธอ

All through my wild days-ท่ามกลางคืนวันอันโหดร้ายของฉัน
My mad existence-ความบ้า ที่ยังคงอยู่
I kept my promise-ฉันสัญญา

Don't keep your distance-อย่าได้ห่างกันเลย
Have I said too much?-ฉันคงพร่ำพรรณนาเกินไป
There's nothing more I can think of to say to you.-ไม่มีอะไรที่จะคิดคำนึงและ กล่าวกับเธอ

But all you have to do is look at me to know-แต่สิ่งที่เธอควรทำ คือ มองฉัน
That every word is true-(ให้รู้ว่า )ทุกคำพูดของฉัน เป็นความจริง





สลิ่มกรี๊ดสลบSHEอยู่ยาวแน่นวล
เอแบคโพลล์75% ไม่มีใครแก้น้ำท่วมดีกว่า"ยิ่งลักษณ์"

สำนักข่าวเนชั่น-สำนัก วิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง การเมืองกับภัยพิบัติน้ำท่วมและทางออกในสายตาของสาธารณชน ศึกษาตัวอย่างจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัด 2,419 ตัวอย่าง โดยระบุว่า ประชาชน 75.0% ไม่คิดว่ามีนักการเมืองคนใดจะสามารถทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมได้ดีกว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะที่ร้อยละ 25.0 คิดว่ามี

นอกจากนี้ 70.4% ระบุ การปรับคณะรัฐมนตรีไม่ใช่ทางออก และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.3 % ระบุนายกรัฐมนตรีลาออก ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ 93.1% ระบุการยึดอำนาจหรือปฏิวัติไม่ใช่ทางออกของประเทศในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม

Sunday, November 13, 2011

13 พฤศจิกายน รำลึกวีรกรรมชุน เต-อิล - ถึงสหาย หนุ่มสาว ที่ยังฝัน

ที่มา Thai E-News


โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
13 พฤศจิกายน 2554



13 พฤศจิกายน 2513 กรรมกรหนุ่มโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเกาหลี ชุน เต-อิล อายุ 22 ปี ตัดสินใจใช้ชีวิตตัวเองประกาศถึงความโหดร้ายของนายทุนเกาหลีและการไม่สนใจใย ดีของกระทรวงแรงงานต่อชะตากรรมของคนงานที่อยู่ที่ชั้นล่างของสังคม


หลัง จากการพยายามมาหลายปีเพื่อนำเสนอปัญหาต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ เขาตัดสินใจเปิดโปงความโสมมของสังคม ด้วยชีวิต ขณะไฟลุกท่วมร่าง เขาประกาศ "คนงานไม่ใช่เครื่องจักร จงปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน"

ก่อนชีวิตจะดับสลาย เขาขอร้องแม่ว่า "แม่ครับ อย่าทำให้ความตายของผมสูญเปล่า แม้ต้องรับปากว่าจะสานความฝันของผมต่อไป"

ยี่ โซ-ซุน แม่ของชุน เต-อิล ใช้ชีวิตหลังจากการตายของชุน เต-อิล เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของลูกชาย เธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554

วันนี้จึงเป็นวันร่วมรำลึกถึงการเสียสละที่ยิ่งใหญ่เพื่อสังคม ทั้งชุน เต-อิล และมารดา ยี่ โซ-ซุน


เป็น เวลา 41 ปี มาแล้วที่เขาเสียสละเพื่องคนงานและคนจนเกาหลี และเกาหลีก็ยังจัดงานรำลึกถึงเขามาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่หน้าอนุสรณ์รูปปั้นของเขา ณ ตลาดสันติภาพ ห่างจากจุดที่เขาเผาตัวตายประท้วงเพียงไม่กี่เมตร


การ ต่อสู้ของ ชุน เต-อิล และแม่ รวมทั้งสหายนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเกาหลีใต้ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญหนึ่ง ที่ให้เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อเมืองไทยโดย "ไม่ยอมจำนน" ต่ออำนาจเผด็จการและความอยุติธรรม

วันนี้แม้จะไม่ใช่วันสำคัญที่คน ไทยเฉลิมฉลอง แต่ในยุคโลกไร้พรมแดน เราสามารถเรียนรู้และร่วมระลึกถึงวีรกรรมของผู้กล้า เช่น กรรมกรตัดผ้า ชุน เต-อิล ที่ส่งผลสะเทือนทั่วทั้งเกาหลี ที่ประกาศว่าเราไม่จำเป็นจะต้อง ยอมจำนนต่อวิถี "เผด็จการศักดินา" หรือ "ทุนสามานย์" เราสามารถสร้างทางเลือกของเราเอง

ขบวนการแรงงานเกาหลี เลือกตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง พรรค ประชาธิปไตยแรงงาน (Democratic Labor Party) เมื่อเดือนมกราคม 2543 แม้จะไม่ใช่พรรคใหญ่ มีสส. เพียง 6 ท่าน แต่เป็นพรรคฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อมวลกรรมาชีพอย่างแท้จริง

ชุน เต-อิลปลุกให้ขบวนการแรงงานเกาหลีตื่น และเรื่องราวของเขาถูกร้อยเรียงในหนังสือชื่อ "A Single Spark: The Biography of Chun Tae-il" เป็นหนังสือใต้ดินที่นักกิจกรรมและคนงานใช้เป็นคู่มือการจัดตั้งมาหลายปี

จน เมื่อประชาชนและกรรมกรเกาหลีใต้ ขับไล่รัฐบาลเผด็จการได้สำเร็จในปี 2530 หนังสือเล่มนี้จึงได้จัดพิมพ์ใหม่ เป็นหนังสือบนดินและได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิคเกาหลี และได้รับการแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก

ในประเทศไทย แปลโดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ ในชื่อเรื่อง "ไม้ขีดก้านเดียวเปลี่ยนสังคมเกาหลี"

ดาวโหลด "ไม้ขีดก้านเดียวเปลี่ยนที่สังคมเกาหลี"


พร้อม กันนี้ เพื่อร่วมรำลึกถึงวีรกรรม ชุน เต-อิล ยี่ โซ-ซุน และวีรกรรมคนหนุ่มสาวในประเทศไทย โดยเฉพาะลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับรถแท็กซี่ที่พุ่งชนรถถังเพื่อประท้วงรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ลุงนวมทอง ประท้วงเผด็จการด้วยชีวิตด้วยการผูกคอตายที่สะพานลอยตรงข้างสำนำพิมพ์ "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ"

ลุงนวมทอง ก็เช่นกัน ที่ควรได้รับการระลึกถึงและจดจำในฐานะนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมืองไทย

จึงขอมอบบทกวีข้างล่างนี้ให้กับทุกท่าน และเป็นบทกวีรวมรำลึกถึงวีรกรรมคนหนุ่มสาวที่กล้าท้าอธรรม


* * * * * * * * *

ถึงสหาย หนุ่มสาว ที่ยังฝัน

ที่มา Time Up Thailand


วันนี้ นึกถึงน้องคนหนึ่งที่ทดท้อ ก็เลยได้แรงบันดาลใจเขียนบทกวี มันไม่ใช่งานถนัดเลย และบทนี้ถือเป็นบทกวีที่สองในชีวิตนักกิจกรรม แม้ไม่ถูกสัมผัตามกรอบสวรรณศิลป์ แต่หวังว่าจะตรงใจสหายบางท่าน


ขอมอบให้นักสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกคน


************


ถึงสหาย หนุ่มสาว ที่ยังฝัน
นกสีแดง นำเสรี นำชัยมา
คนเท่ากัน เธอเท่าฉัน หงส์เท่ากา
หยุดฆ่าฟัน เริ่มแบ่งปัน ไม่โกงกิน

ฝันสลาย เจอทางตัน ระหว่างทาง
โลกไม่งาม รุ้งไม่ใส ดุจดังฝัน
มิตรฟาดฟัน เพื่อนแทงหลัง แย่งเด่นดัง
ไฟอุดมการณ์ ใกล้มอดแสง ก่อนเส้นชัย

ขอปลุกปลอบ สหายรัก ผู้สับสน
ที่ขื่นขม ทดท้อ ขอหยุดก่อน
โลกสีเทา จนปัญญา แยกขาวดำ
ผลกระทำ ศักดินา กดหัวต่ำ

ไหนจะทุน ยุยั่วยิ่ง มือยาวสาว
ฉวยทุกคราว ได้เร็วกว่า ยอดคนกล้า
ไม่อยากจน แข่งเวลา อย่าหาญท้า
มือสั้นยาว ไม่เท่ากัน เช่นจนรวย

ไทยวิปริต วัดค่าคน ด้วยเงินตรา
ความดีงาม โรยหน้าสวย ด้วยมายา
ทั้งแจกทาน ภาพถ่าย เด็กชรา
กลบน้ำตา ไหลนองเนือง ท่วมนครา

ทั้งพารา ต้องคำสาป สหายเอ๋ย!
นกสีแดง ยังบินว่อน ทั่วน่านฟ้า
จับมือมั่น ไม่ทิ้งกัน นะเพื่อนยา
อีกไม่นาน ฟ้าสว่าง อีกไม่นาน . . .

************

แพรวฉบับล่าหน้า112แนะนำการ์ตูนเทิดไท้องค์ราชันย์รัชกาลที่ ๙ หนังสือที่คนไทยทุกคนต้องอ่าน

ที่มา Thai E-News

นิตยสาร แพรวฉบับวางจำหน่ายล่าสุด หน้าปกใหม่ เจริญปุระ ตีพิมพ์รายงานข่าวเรื่อง การ์ตูนเทิดไท้องค์ราชัณย์ รัชกาลที่ ๙ หนังสือที่คนไทยควรอ่าน อยู่ที่หน้า 112

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 พฤศจิกายน 2554

โดยมีนางเมตตา อุทกะพันธุ์ ประธานของนิตยสารแพรวให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าว และมี"น้องเดียว" ผู้ชนะรายการทศกัณฑ์เด็กมาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ถึงกลุ่มเป้าหมายยุวชนไทย ด้วย
สำนัก พิมพ์ในเครืออมรินทร์พริ้นติ้งได้จัดทำหนังสือการ์ตูนชุดเทิดไท้องค์ราชันย์ (เล่ม1-3) + กระเป๋า I Love the King (มูลค่า 150 บาท, ขนาด 24 x 28 เซนติเมตร) ประกอบด้วย

- เทิดไท้องค์ราชันย์ รัชกาลที่ 9 ล.1 พระคือพลังแห่งแผ่นดิน
หนังสือ เล่มนี้ได้นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงกระทำต่อแผ่นดินอย่างที่ไม่เคยมีพระมหา กษัตริย์ใดในโลกยุคปัจจุบันทรงกระทำมาก่อน

ในขณะเดียวกันก็นำเสนอเหตุการณ์บ้านเมืองควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีความขัดแย้ง ก็มีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489-2513

- เทิดไท้องค์ราชันย์ รัชกาลที่ 9 ล.2 เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
หนังสือ เล่มนี้ได้นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงกระทำต่อแผ่นดินอย่างที่ไม่เคยมีพระมหา กษัตริย์ใดในโลกยุคปัจจุบันทรงกระทำมาก่อน ในขณะเดียวกันก็นำเสนอเหตุการณ์บ้านเมืองควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีความขัดแย้ง ก็มีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514-2535

- เทิดไท้องค์ราชันย์ รัชกาลที่ 9 ล.3 มหาราชกลางใจคน
หนังสือ การ์ตูนเล่มนี้บอกเล่าถึง ในยุคสมัยที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศสามารถดำรงความเป็นชาติอยู่ได้ ก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยร้อยรัดความสามัคคี สร้างความหวังให้ประชาชนของแผ่นดินมาทุกสมัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ซึ่งตลอดเวลานับแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อแผ่นดินและประชาชนชาวไทยอย่างมากมายสุดจะพรรณนาสมกับพระราชปณิธานที่ ปรากฏในพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

หนังสือเล่มนี้จึงได้นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงกระทำต่อแผ่นดินอย่างที่ไม่เคยมีพระมหา กษัตริย์ใดในโลกยุคปัจจุบันทรงกระทำมาก่อน ในขณะเดียวกันก็นำเสนอเหตุการณ์บ้านเมืองควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าทุกครั้งที่มีความขัดแย้ง ก็มีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

สำนักพิมพ์อมรินทร์คอมมิคส์แจ้งว่า ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงของเราด้วยชุดการ์ตูนชุดล่าสุด "เทิดไท้องค์ราชันย์ รัชกาลที่ 9" ซึ่งหนังสือชุดพิเศษนี้ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่ทางสำนักพิมพ์อมรินทร์คอม มิคส์ตั้งใจในการร้อยเรียงเรื่องราวพระราชกรณียกิจ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสละ นาคบำรุง มาแต่งและวาดภาพให้ เพื่อให้หนังสือชุดนี้เป็นหนังสือที่มีค่าคู่ควรกับการที่เยาวชนและคนไทย ทั้งประเทศได้มีไว้ครอบครอง

ลูกค้าทุกคนที่ร่วมซื้อหนังสือชุดนี้ ทางสนพ.อมรินทร์คอมมิคส์จะนำรายได้จากการจำหน่ายเล่มละ 10 บาท ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลในกิจการของโรงเรียนไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ภาพจากเฟซบุ๊ค Chinoros Onlaor


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ประธานอมรินทร์ส่งสารสั่งพนักงานเลือกประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง 3 กรกฎา 54เพราะจงรักภักดีพระมหากษัตริย์

ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ไม่กี่วัน นางเมตตา อุทกะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)เจ้าของร้านหนังสือนายอินทร์ และผู้ผลิตนิตยสารแพรว และหนังสือในเครืออมรินทร์พริ้นติ้ง ได้ส่งสารจากประธานถึงพนักงานบริษัทฯลงวันที่ 30 มิถุนายน 2554 สั่งให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้

สารจากประธานแจ้งว่า

แม้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่อาจบังคับได้ แต่ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งมีความห่วงใยชาติบ้านเมืองของเรา จึงมิอาจนิ่งนอนใจได้ในเวลานี้ สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่พนักงาน ข้อแนะนำคือ

1.อย่ากาช่องNOโหวตเด็ดขาด เพราะนั่นคือหลุมพรางของผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง

2.อย่าเลือกพรรคเล็กเพื่อความสะใจ เพราะไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติของเราเลย

3.จงเลือกพรรคใหญ่ที่มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าการบริหารประเทศช่วงที่ผ่านมา อาจมีหลายสิ่งที่ไม่เป็นที่ถูกใจเรา หรือมีข้อบกพร่อง ก็ควรเป็นสิ่งที่น่าให้อภัยและน่าเห็นใจในข้อจำกัดที่บีบคั้นอยู่ ขอให้ดูที่ความตั้งใจของหัวหน้าพรรคที่เป็นผู้มีใจซื่อมือสะอาด เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย

พนักงานของอมรินทร์ฯกล่าวว่าหนังสือนี้เป็นการสั่งอย่างชัดเจนว่า ไม่ให้กาโหวตโน ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯรณรงค์ในเวลานั้น ไม่ให้เลือกนายชูวิทย์เพื่อความสะใจ ขอให้เลือกพรรคใหญ่ แต่ที่แข่งขันกันในเวลานั้นระหว่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ ให้เลือกประชาธิปัตย์ แม้ว่า(นายอภิสิทธิ์)การบริหารประเทศช่วงที่ผ่านมา อาจมีหลายสิ่งที่ไม่เป็นที่ถูกใจเรา หรือมีข้อบกพร่อง ก็ควรเป็นสิ่งที่น่าให้อภัยและน่าเห็นใจในข้อจำกัดที่บีบคั้นอยู่ ขอให้ดูที่ความตั้งใจของหัวหน้าพรรคที่เป็นผู้มีใจซื่อมือสะอาด เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย

นอกจากเป็นเจ้าของร้านหนังสือนายอินทร์แล้ว อมรินทร์ยังเป็นเจ้าของนิตยสารกว่า 11 หัว คือ บ้านและสวน, แพรว,แพรวสุดสัปดาห์, เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค, ชีวจิต, WE, Room, Real Parenting, Shape, Health and Cuisine และคือ Instyle

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทอมรินทร์ฯประกอบไปด้วย

1. นางเมตตา อุทกะพันธุ์ 74,393,662 หุ้น คิดเป็น 37.20 %

2. นายระพี อุทกะพันธุ์ 22,572,106 หุ้น 11.29 %

3. น.ส.ระริน อุทกะพันธุ์ 18,533,684 หุ้น 9.27 %

4. บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด 5,863,158หุ้น 2.93 %

5. บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 5,000,000 หุ้น 2.50 %

6. BNP PARIBAS SECURITIES SERVICES SINGAPORE BRANCH 4,924,730 หุ้น 2.46 %

7. BNP PARIBAS SECURITIES SERVICES, LONDON BRANCH 4,891,053 หุ้น 2.45 %

8. CHASE NOMINEES LIMITED 1 4,862,358 หุ้น 2.43 %

9. กองทุนเปิด อเบอร์ดีนโกรท 3,556,614หุ้น 1.78 %

10. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช 3,157,895 หุ้น 1.58 %

11. นายนิติ โอสถานุเคราะห์ 2,742,195 หุ้น 1.37 %

12. JEFFERIES & COMPANY, INC 1,622,400 หุ้น0.81%

13. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 1,263,158 หุ้น 0.63 %

14. นายเชวง ประพิณวงศ์ 1,260,000 หุ้น 0.63 %

15. MR.KENNETH RUDY KAMON 1,201,053 หุ้น 0.60 %

16. บริษัท พรอสเพคท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 1,100,050 หุ้น 0.55 %

อุเหม่!...ไอ้ ‘จ้าวเจี้ยว’ (สุขุมพันธ์ฯ)

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

อุทกภัย ครั้งนี้ นอกจากตอกย้ำความอดทนของพี่น้องเราชาวต่างจังหวัด เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่แทบจะไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่
การลุกขึ้นมาเอะอะโวยวายของคนเมืองหลวง เพราะต้องพบความทุกข์ยาก และความยากลำบากจากน้ำท่วม อาจทำให้คนต่างจังหวัด เช่น อยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี นครสวรรค์ฯลฯ มองด้วยความแปลกใจ เพราะพี่น้องในจังหวัดเหล่านั้น พบเห็นน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ เรียกได้ว่ามี “วารี-วัคซีน” ที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอ จึงได้อยู่กับน้ำได้ ไม่ลำบากยากเย็นเหมือนคนกรุงเทพฯที่ผิวบางพอต้องตะแคงตีนเดินลุยน้ำเข้าเท่า นั้น
ก็ร้องเอะอะมะเทิ่ง โวยวายกันลั่นเมืองเลยทีเดียว!

อย่างไรก็ตาม เหตุที่คนกรุงเทพฯต้องออกมาโวย มีอยู่หลายเรื่อง ที่ต้องถือว่า เป็นความ ‘บกพร่อง’ อย่างยิ่ง ของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เพราะการเพิกเฉยละเลย ในการปฏิบัติหน้าที่เช่น
การขุดลอกคูคลอง การลอกท่อระบายน้ำตามหน้าที่ ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก!
สำหรับการขุดลอกคูคลองนั้น ผมลองค้นดูและพบว่า กทม.กระทำครั้งล่าสุด เมื่อเดือน มิ.ย.2553 สำนัก การระบายน้ำ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ในโครงการขุดลอกคูคลอง ในเขต กทม.รวมระยะทาง 677 กิโลเมตร เวลาดำเนินการ 150 วัน งบประมาณ 380 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเป็นแก้มลิงในการรองรับน้ำได้เพิ่มขึ้น
ปรากฏว่าปีที่แล้ว ขุดลอกไม่ถึงหนึ่งในสาม ของความยาวคูคลองทั้งหมด ที่มากกว่า 3,000 กิโลเมตร
แต่...ปีที่แล้ว น้ำไม่ท่วม
มาถึงปี พ.ศ.2554 นี้ ทาง กทม.ประมาท วางใจว่า น้ำคงจะไม่ท่วม กทม. เหมือนปีกลาย และคงเสียดายงบประมาณ จึงไม่ได้ดำเนินขุดลอกคูคลองตามหน้าที่ แต่อย่างใด
ปีนี้เลยซวย เจอเข้าไป...เต็มตีนเตี่ยเลย!

สำหรับการลอกท่อระบายน้ำ ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก หลักฐานที่ปรากฏให้เห็นว่า กทม.ไม่ได้ดำเนินการอีกเช่นกัน เช่น
การ ที่ราษฎรต้องลงทุนไปลอกท่อเอง และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้ออกข่าวเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2554 แสดงภาพชาวบ้านแถวถนนเพชรเกษม ต้องลงไปลอกขยะต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในท่อน้ำเอง ซึ่งพบขยะมากมาย ชนิดที่ใครเห็นก็ต้องตกใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
กทม.ไม่ทำความสะอาดท่อน้ำเลย!
เรื่องไม่ลอกท่อนี้ ปรากฏทั่วไปอย่างกว้างขวางมาก อย่างเขตวังทองหลาง ลาดพร้าว ชาวบ้านที่รู้จักกับผม ฟ้องเข้ามาว่า ท่อถนนซอยบ้านเขา ไม่ได้รับลอกมานานกว่า 2 ปี แล้ว
บางคนบอกว่า

ทาง กทม.ชอบเรื่องข่าวน้ำท่วม เพราะถ้าน้ำไม่ท่วม งบประมาณเรื่องกระสอบทรายที่ใช้ทำพนังกั้นน้ำ มันไม่ ‘ไหล’ และงบเรื่องกระสอบทรายนี้ตรวจสอบยาก เพราะเป็นของใช้สิ้นเปลือง และการซื้อถุงทรายครั้งหนึ่งนั้น มันไม่ใช่แค่ หมื่นสองหมื่นใบ
แต่มันเป็นแสน เป็นล้านใบ!
ที่สำคัญ...กทม.ก็ซื้อของ ‘แพง’ กว่าชาวบ้าน มากๆด้าย!!

แม้จะมีงบประมาณ ไปซื้อกระสอบทรายจำนวนมากมาย แต่ครั้นชาวบ้านหรือชุมชนต่างๆ ไปขอรับการสนับสนุนจากทางสำนักงานเขตต่างๆของ กทม.
กลับถูก...ปฏิเสธ!
หากท่านที่สนใจติดตามข่าว คงจะเห็นหรือได้ยินสื่อต่างๆที่ออกข่าว
กทม.ขอรับการสนับสนุนกระสอบ จากรัฐบาล 1 ล้านใบ!!
ผมเองนึกสงสัยอยู่ครามครัน ว่า

กทม.นั้น มีการวางแผนการจัดหากระสอบ หรือแม้กระทั่งขั้น ‘ตระเตรียม’ การจัดหากระสอบรับน้ำท่วม เพราะเห็นกันชัดๆแล้ว ว่า
ก้อนน้ำมหึมาเคลื่อนเข้ามาจ่อกบาลกรุงเทพฯ อยู่นานเป็นเวลาแรมเดือน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อย่างไรเสีย
น้ำต้องท่วม กทม.แน่ๆ!

เมื่อพูดถึงเรื่อง ‘ขั้นตระเตรียม’ การจัดหากระสอบแล้ว
ผมยังนึกเลยเถิด ไปถึงเรื่องการเตรียมแผนเผชิญเหตุ หรือ Contingency Plan สำหรับน้ำท่วม กทม. ว่า
มีอยู่หรือไม่ และมีลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ อย่างไร?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บไว้เป็นความลับ แต่เป็นเรื่องที่พึงเปิดเผยกับประชาชนคนกรุงเทพ ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมแล้ว มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป
เอาแผนออกมากาง ดูกันหน่อย ได้ไหมล่ะ?

ที่ผมประหลาดใจอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘อุโมงค์ยักษ์’ ของ กทม. คือ ทุกวันนี้มันทำหน้าที่อย่างที่โฆษณาหรือเปล่า?
อุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์ กทม.คุยนักคุยหนาว่า เปรียบเสมือนทางด่วนใต้ดิน ที่จะบังคับน้ำเหนือ และน้ำฝน ให้ระบายออกลงสู่เจ้าพระยาและอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว เท่ากับระบายน้ำออกจากสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 4 สระภายในเวลาเพียง 1 วินาที
ฟังแล้วเคลิ้มไปเลย!

อุโมงค์ยักษ์ดังกล่าว รวม 4 อุโมงค์ มีการโฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางนั้น ได้ผลาญเงินภาษีอากรไป 16,000 ล้าน บาท หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม ส่วนจะมีอุโมงค์ใดบ้าง
ผมจะขอใส่รายละเอียดที่ได้จาก น.ส.พ.ข่าวสด ฉบับ 28 ต.ค.2554 เอาไว้ให้เป็นข้อมูลของท่านผู้อ่าน ดังนี้

1. อุโมงค์พระราม 9-รามคำแหง หรือ อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ - ลาดพร้าวเดิม เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2544 ใช้งบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ยาว 5 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นที่คลองลาดพร้าวเชื่อมคลองแสนแสบ และไหลลงสู่เจ้าพระยา สามารถระบายน้ำได้ 60 ลบ.ม.ต่อวินาที

2. อุโมงค์รัชดาภิเษก-สุทธิสาร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ยาว 6 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นจากถนนรัชดาภิเษกตัดถนนสุทธิสาร สิ้นสุดที่แม่น้ำเจ้าพระยา และช่วยระบายน้ำในพื้นที่เขตห้วยขวาง ดินแดง จตุจักร พญาไท ดุสิต และบางซื่อ

3. อุโมงค์ดอนเมือง เป็นอุโมงค์ระบายน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร ยาว 13.5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 100 ตารางกิโลเมตร ช่วยระบายน้ำในย่านจตุจักร หลักสี่ บางเขน ดอนเมือง และบางส่วนของเขตสายไหม ประสิทธิภาพในการระบายน้ำเท่ากับ 15 เท่า เมื่อเทียบกับอุโมงค์ระบายน้ำแห่งแรกของกทม.ในย่านสุขุมวิทที่สร้างขึ้น เมื่อ 25 ปีก่อน

4. อุโมงค์สวนหลวง ร.9 หรืออุโมงค์บึงหนองบอน - เจ้าพระยา ปรับเนื้องานจากเดิมที่จะเป็นโครงการบึงหนองบอน - คลองประเวศบุรีรมย์ ระยะทาง 3 กิโลเมตร งบประมาณ 995 ล้านบาท

ผมไม่รู้จริงๆว่า อุโมงค์เหล่านั้นมันเสร็จสมบูรณ์ แล้วใช้ได้ครบถ้วนทุกอุโมงค์หรือยัง? เพราะไม่เคยมีข้อมูลให้ชาวบ้านรู้ และถ้าอุโมงค์ดอนเมืองสร้างเสร็จแล้ว ผมสงสัยว่า
น้ำมัน ไม่ลงไปที่อุโมงค์หรืออย่างไร? จึงปล่อยให้สนามบินดอนเมือง ที่ตั้งมาเกือบร้อยปีแล้ว (ตั้งเมื่อ 27 มีนาคม 2457) ไม่ปรากฏมาก่อนว่าเคยโดนน้ำท่วม
มาปีนี้ ต้องกลายเป็น...สนามบินน้ำ!?

ยิ่งไปกว่านั้น ผมฟังวิทยุ อ.ส.ม.ท.คลื่น FM 100.5 MHz ซึ่งเขาเปิดรายการพิเศษ รายงานสถานการณ์น้ำท่วมเกือบตลอดวัน พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ส.ส.สอบตก พรรคมัชฌิมาธิปไตย ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ลงสมัคร กทม. ได้คะแนนแค่ 6 พัน เลยหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ คราวนี้แอบย่องกลับมาจัดรายการวิทยุอีกแล้ว อีตาคนนี้ แกรายงานชัดเจนว่า
ไม่มีน้ำไหลเข้า ‘อุโมงค์’ สักหยด!!
เป็นเพราะอะไรกันแน่ หรือมันเป็น “อุโมงค์ดัมมี่” อย่างที่ผมเคยแซวเล่นๆเอาไว้
มันกลายเป็น ‘ความจริง’ ขึ้นมา!!!?

ก่อนที่ มีเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพ มีการพูดจากันมาก ในเรื่องประสิทธิภาพของการระบายน้ำใน กทม. ซึ่งคุยกันสนั่นเมืองว่า ประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ของ กทม.นั้น
มี ‘ศักยภาพ’ สูงกว่ากรมชลประทาน รวมกันทั่วประเทศ!
เคลิ้มอีกแล้ว!!

ผมจำได้ดีว่า ก่อนน้ำเข้าท่วมกรุงเทพ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ดูมีท่าทีมั่นอกมั่นใจมาก ว่า
กรุงเทพ มหานครภายใต้การบริหารของเขา จะสามารถรับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างแน่นอน ถึงกับกล้าแถลงกับผู้สื่อข่าว เมื่อ 7 ต.ค.2554 ตอนเดินทางไปประชุมกับผู้บริหารเขตหนองจอก อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่า

กทม.ต้องระดมสรรพกำลังทุกส่วนให้มากที่สุด ในการเข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่ โดยที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้บอกกับตนว่า
หาก กทม. ต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถประสานมายังรัฐบาลได้ ซึ่งตนก็รู้สึกดีใจที่รัฐบาล จะให้ความช่วยเหลือ แต่ กทม. ไม่อยากพึ่งใคร เพราะ อยากพึ่งตนเอง เนื่องจากเรามีสรรพกำลังของตัวเอง พร้อมทั้งประชาชนที่จะช่วยเหลือ อีกทั้งในต่างจังหวัด ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมยังอยู่ในสถานการณ์ที่เดือดร้อนกว่าคน กทม. จึงอยากให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือคนในต่างจังหวัดมากกว่า
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของ ‘ศักดิ์ศรี’ อย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความจำเป็น และ
กทม. ดูแลตัวเองได้!
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้การสั่งการในวันนี้เป็นเหมือนกรอบในการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วม ถือเป็นโมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตอื่นของฝั่งตะวันออก

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ

มาถึงวันนี้แล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ฯน่าจะตระหนักดีว่า กทม.ภายใต้การบริหารของตน นั้น หาได้มี ‘ศักยภาพ’ ตามที่ตัวคุยโม้โอ้อวดเอาไว้ เพราะพอน้ำเข้ากรุงเทพ แค่ไม่กี่วันเท่านั้น
กทม. ก็แหกปากร้องลั่น ขอกระสอบจากนายกฯ 1 ล้าน ใบ อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังไปแล้ว
นึกว่าจะเก่งไปได้สักกี่น้ำ!
กะอีแค่กระสอบทราย...มันยังไม่ตระเตรียมล่วงหน้า!!

ใช่แต่ตัวนายอย่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ฯ ผู้ว่า กทม.ที่ขี้คุยเท่านั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่อย่างนายสัญญา ชีนีมิตร ผู้ อำนวยการสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ยังให้สัมภาษณ์หลังผู้ว่าไม่กี่วันว่า โดยเมื่อ 11 ต.ค.2554 ด้วยความภาคภูมิใจเหลือเกิน ว่า
กทม.มั่นใจ อุโมงค์ยักษ์ป้องกันน้ำท่วมกรุง

ถึงวันนี้ เวลานี้น้ำท่วมกรุงเทพฯอย่างน่ากลัว ท่านผู้อ่านคงได้เห็นความจริงกันแล้ว ว่า การระบายน้ำใน กทม. นั้น
ไม่ได้มี ‘ศักยภาพ’ อย่างที่ ‘คุยเขื่อง’ เอาไว้เลย!

หันมาดูการเตรียมการ ในการเข้าเผชิญเหตุวิกฤตของ กทม.ซึ่งมีความรับผิดชอบเต็มๆ นั้น ต้องบอกตรงๆว่า
ไอ้คนพวกนี้มันทำได้ย่ำแย่มาก เพราะนอกจากจะต้องร้องขอกระสอบทราย จากรัฐบาลแล้ว กทม.ยังไม่ได้ตระเตรียมเครื่องสูบน้ำ ไว้ให้เพียงพอ สำหรับปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนเอง ถึงกับต้องร้องโอดโอย ขอเครื่องสูบน้ำไปยังรัฐบาล
กรณีนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ฯ ผู้ว่า กทม. ดันทำเป็นหนังสือไปถึง ศปภ.และกระทรวงมหาดไทย ให้ร้องขอไปทาง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความทุกข์ของชาว กทม.แท้ๆ แต่อีตาสุขุมพันธ์ ดันทำตามขั้นตอนธุรการตามปกติ ขาดการประสานงานอย่างที่ควรจะเป็น เหมือนหน่วยราชการอื่นๆ ที่เขาทำกันเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งหน่วยงานของตัวเองนั้น เป็นฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยซ้ำ จนนำไปสู่การโต้เถียงกับอธิบดีกรมชลประทาน ต่อหน้านายกฯปู
ทุเรศแท้ๆ!
นายบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตนายกฯ ถึงกับออกมาพูดเรื่องนี้ว่า แค่ลดการถือยศถือศักดิ์ว่ามีเชื้อมีสาย แล้วยกหูโทรถึงกันสักหน่อย ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ผู้ว่า กทม. คนนี้ ก็ทำให้เป็นประเด็นการเมือง ท่ามกลางความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรจนได้
ที่เลวร้ายที่สุด ก็คือ
สุขุมพันธ์ฯคนนี้ ถูก ศปภ.โดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ออกมาฉีกหน้า ถลกหนังล่อนจ้อน ว่า
ทำหนังสือขอเครื่องสูบน้ำมายังรัฐบาล ลงวันที่ 4 พ.ย.2554 แต่ค่ำวันที่3 พ.ย.2554 ก็ออกมา ‘ดราม่า’ ฟ้องประชาชน ว่า
ทางรัฐบาลไม่ได้ให้การช่วยเหลือเลย...ดูมันทำ!

ผมสงสารคนกรุงเทพฯจริงๆ เพราะพวกเขาช่างมีเคราะห์กรรมเสียเหลือเกิน ที่ดันได้ไอ้คนโลซก อย่างอีตาสุขุมพันธ์ฯ มาเป็นผู้ว่า กทม.
เวลานี้ต้องบอกว่า
ชะตากรรมของกรุงเทพฯ จะเสียหายมากมายแค่ไหน ขึ้นอยู่ที่จำนวนเครื่องระบายน้ำ และประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกไปให้ได้ในแต่ละวัน แต่ความจริงที่น่าตกใจ และผมรับรู้มา เกี่ยวกับศักยภาพของ กทม.ในการระบายน้ำออกด้วยเครื่องสูบน้ำของตัวเอง นั้น
มีแค่ 10 กว่าล้าน-ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน เท่านั้น!
ไม่ใช่ 3-400 ล้าน-ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน...อย่างที่คุยโม้
เอ็ดตะโรเสียงลั่นกันไว้...
บางวันได้แค่ 9 ล้าน-ลูกบาศก์เมตร ด้วยซ้ำไป!!
ข้อมูลของผม...รับรองไม่ผิด!!!

มิน่าเล่า คนถึงให้ฉายาแกว่า “หม่อมเอ๋อ” บ้าง “ชายเอ๋อ” บ้างก็เรียก “หม่อมเมา” แต่บางคนถึงกับเรียกอย่างคึกครื้น ว่า
“หม่อมร่วงผล็อย” ก็ยังมี!
ตัวผมเองเป็นคนขี้เกรงใจ แต่พอได้ยินเรื่องทุเรศๆ อย่างการตั้งแง่ และการออก ‘ดราม่า’ ตอแหล-ตอหลด-ตดใต้น้ำ ของอีตาสุขุมพันธ์ แล้ว
ถึงกับ ‘ของขึ้น’ เลย!

ถ้าบังเอิญผู้ว่า กทม. ที่ถูกสื่อวิจารณ์ว่า เล่นโขนบท
กุมภกรรณ-ทดน้ำ’ บ้าง ทำตัวเป็น ‘จระเข้-ขวางคลอง’ บ้าง มาปรากฏกายที่ตรงหน้าผู้เขียน

เห็นทีจะต้องออกโขน ท่า ‘กริ้ว’ ด้วยการกระทืบตีน พร้อมกับยกมือขึ้นชี้หน้า แล้วออกบทเจรจาตามแบบโขน อย่างตรงไปตรงมา ว่า

อุเหม่!...ไอ้ ‘จ้าวเจี้ยว’
เจรจาเลี้ยวลดมดเท็จสิ้น
คนกรุงช้ำจมน้ำทั้งธรณินทร์

เอา ‘ส้นตีน’ กูไปกินเลยนะมึง!!!

บัดนั้น...เชิดดดดดดดดดดดดด....

***********

ท้ายบท ผมอยากคุยกับท่านผู้อ่านมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องโกหกตอแหล ของ ‘แก๊งเนชั่ว’ ที่จงใจ
ปั้นข่าวเท็จ เรื่องทหารขัดแย้งกับนายกฯปู จนกองทัพบกต้องออกมาตอบโต้ว่าบิดเบือนข่าว แต่เกรงว่า คอลัมน์นี้จะยาวเกินไป เอาไว้โอกาสเหมาะๆแล้วกันครับ

(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน อุเหม่!...ไอ้ ‘จ้าวเจี้ยว’ (สุขุมพันธ์ฯ) ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2554)

2011 11 08@2208 ผู้เชี่ยวชาญน้ำเนเธอร์แลนด์ พบระบบสูบน้ำทำได้ไม่เต็มร้อยขยะเพียบ

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

"ดร.วีรพงษ์ รามางกูร" ถอดชนวนการเมือง

ที่มา มติชน






คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน โดย การ์ตอง มติชน



ถือว่าตึงเครียดพอดูสำหรับสถานการณ์ของรัฐบาลท่ามกลางภาวะมหา อุทกภัย ที่ความเดือดร้อนกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ขณะที่ความแตกแยกทางการเมืองก่อเกิดขบวนการจ้องขย้ำ

ความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าความเสียหายใหญ่หลวงนี้เกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล

เสียงเรียกร้องให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ลาออกเริ่มได้ยินถี่ขึ้น

บางความเคลื่อนไหวถึงขั้นเสนอให้ประชาชนล่ารายชื่อกดดัน

ขณะที่การกู้น้ำท่วมเลยเกินกว่าที่จะแสดงฝีมือเพื่อแก้ข้อกล่าวหาแล้ว

ขณะนี้เหลือเพียงการกู้ประเทศจากอาการยับเยินจากน้ำท่วม สร้างความหวังให้เห็นว่ากลไกรัฐสามารถประคับประคองให้ฟื้นคืน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าคืองานหนัก

จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน

ทว่าในความแตกแยกที่ยังมุ่งโจมตีทำลาย มองไม่เห็นหนทางเลยที่จะสร้างความร่วมมือร่วมใจขึ้นมาได้ โดยลำพัง "รัฐบาลยิ่งลักษณ์"

เมื่อการเมืองกลายเป็นเงื่อนไขใหญ่ที่ทำลายปัจจัยสำคัญของการฟื้นฟู ประเทศ ย่อมชัดเจนว่าหาก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ใช้เฉพาะกลไกรัฐจะหาหนทางออกจากวิกฤตไม่ได้

ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรัฐบาลตระหนักถึงความเป็นไปเช่นนี้ดี ทางออกจึงมาลงที่การตั้ง "คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ" ขึ้นมา

ผู้ที่จะมาทำหน้าที่หัวขบวนคณะกรรมการชุดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเป็นผู้มีบารมีมากพอ และที่สำคัญคือต้องเป็นผู้เข้าใจรัฐบาล ขณะที่สามารถประสานสัมพันธ์กับทุกฝ่าย หรืออย่างน้อยมีเครดิตพอที่ฝ่ายตรงกันข้ามจะโจมตีในเรื่องตัวบุคคลได้

"ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร" เป็นตัวเลือก

ซึ่งว่าไป คนที่มีภาพที่ทุกฝ่ายต้องให้ความเกรงใจนั้น ใช่จะหาตัวได้ง่าย แม้จะมีอยู่ไม่น้อย แต่ใช่ว่าจะยอมรับการทำหน้าที่ ซึ่งต้องยอมรับว่าหนักหนานี้

เมื่อ "ดร.โกร่ง" รับ คนที่หายใจโล่งอกที่สุดคือ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

เพราะ "ดร.โกร่ง" คือผู้ที่มีคุณสมบัติเยียวยาประเทศครบถ้วนที่สุด

ภาระเริ่มแรกของ กยอ.คือ การขยายความร่วมมือร่วมใจ ดึงทุกภาคส่วนมาช่วยกันทำให้การฟื้นฟูประเทศเป็น "วาระแห่งชาติ"ให้ได้

จากนั้นคือการจุดประกายความหวังให้เกิดขึ้นว่าจะช่วยกันทำให้ประเทศผ่านวิกฤตให้ได้

เปลี่ยนกระแสจากความหดหู่จากความสูญเสีย มาเป็นความหวังที่จะกู้วิกฤตชาติด้วยกัน

จะเป็นผลดีต่อรัฐบาลที่สุด หากคณะกรรมการชุดนี้จะเดินเครื่องเร็ว

เปิดประเด็นการฟื้นประเทศไทย สร้างอนาคตจากวิกฤตให้เป็นกระแสก่อความตื่นตัวร่วมกันของประชาชน ขึ้นมาแทนกระแสโจมตี ทำลายล้างที่บางฝ่ายพยายามจุดขึ้น

"ดร.โกร่ง" จะเป็นผู้ปลดชนวนระเบิดที่ฝ่ายตรงกันข้ามวางไว้ได้ ขึ้นอยู่กับจุดยืนที่ต้องชัดเจนว่า ไม่เลือกฝ่าย มีความชาญฉลาดในการโน้มน้าวให้คิดถึงความเป็นไปของประเทศเป็นหลัก

งานใหญ่ล่าสุดในชีวิต ดร.โกร่ง ไม่เพียงมีอนาคตของประเทศชาติเป็นเดิมพันเท่านั้น

แต่ยังเป็นท่อต่อลมหายใจให้ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ยังยืนอยู่ได้ด้วย

เสรีภาพของ "น้ำตา"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554)

วันนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กำลังเผชิญปัญหาอยู่ 2 น้ำ

คือ น้ำท่วม และ น้ำตา

"ยิ่งลักษณ์" ที่เพิ่งก้าวเข้ามาเป็น "นักการเมือง" ได้ไม่ถึง 6 เดือน ต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เหมือนเด็กที่เพิ่งเอ็นทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ แต่ให้มารักษาคนเป็นโรคมะเร็ง

แต่การเมืองเป็นเรื่องการอาสา

เมื่ออาสาเข้ามาบริหารประเทศ ทุกคนต้องพร้อมที่จะทำงาน

แม้จะน่าเห็นใจ แต่ "ยิ่งลักษณ์" ย่อมปฏิเสธ "ความรับผิดชอบ" ไม่ได้

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อะไรเป็นเรื่อง "ฝีมือ" และอะไรเป็นเรื่องเกินความสามารถของมนุษย์ที่จะสู้กับธรรมชาติ

ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ได้ในมุมมองของแต่ละคน

นั่นคือ เรื่อง "น้ำท่วม"

แต่ช่วงหลัง "ยิ่งลักษณ์" กำลังเผชิญปัญหาเรื่อง "น้ำตา"

เธอน้ำตาคลอ 3-4 ครั้ง ในช่วงการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเมื่อขอให้พูดความรู้สึกกับประชาชน

การปราศรัยกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่นครสวรรค์ และเมื่อชาวบ้านร้องเพลงให้กำลังใจ

"ยิ่งลักษณ์" โดนวิจารณ์หนัก โดยเฉพาะจาก ส.ส.หญิงของพรรคประชาธิปัตย์

ขี้แย อ่อนแอ สำออย ออดอ้อน จริตเยอะ ฯลฯ

ถึงขั้นจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะทำงานสตรีและกรรมาธิการด้านสตรี

ใครจะไปนึกว่าแค่ "น้ำตาคลอ" ก็เป็นเรื่องได้

ผมนึกถึงภาพของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ น้ำตาคลอตอนปราศรัยหาเสียงโค้งสุดท้ายที่สี่แยกราชประสงค์

ผมเชื่อว่า "สุเทพ" รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ตอนที่พูด

ไม่เคยรู้สึกว่า "สุเทพ" อ่อนแอต่อหน้าสาธารณชน

นึกถึงข่าว "ฮิลลารี คลินตัน" ที่น้ำตาคลอในการปราศรัยที่รัฐนิวแฮมเชอร์ ช่วงหาเสียงเลือกตั้งแข่งกับ "บารัค โอบามา"

ครั้งนั้นคนวิจารณ์ว่า "ฮิลลารี" ได้แสดงความเป็น "มนุษย์" ที่มีความอ่อนไหวออกมา หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "สตรีเหล็ก" ที่ไม่มีความรู้สึก

"ผู้นำ" ในโลกวันนี้ไม่จำเป็นต้องแสดงความเข้มแข็งตลอดเวลา

จนกลายเป็น "หุ่นยนต์" ที่ไม่มีความรู้สึก

บางครั้งคนเราก็ต้องการ "ผู้นำ" ที่มีความรู้สึกร่วมกับประชาชน

ดีใจเป็น หัวเราะเป็น เสียใจเป็น

เอ่ยคำว่า "เสียใจ" และ "ขอโทษ" เป็น

และเมื่อพูดคำว่า "เสียใจ" ก็ควรจะออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง

ถ้า "ผู้นำ" เสียใจ เขาหรือเธอจะมีน้ำตาคลอหรือเสียงเครือบ้างก็ถือเป็นการแสดงความรู้สึก

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ตราบใดที่ "น้ำตา" ไม่ได้มากเกินจนเป็นการฟูมฟาย หรือไร้สติ

แต่เป็นเพียงแค่อารมณ์ร่วมกับผู้ที่ประสบภัย หรือความซาบซึ้งใจ

"น้ำตา" ก็มีสิทธิไหลออกจากดวงตาของคนเป็นผู้นำประเทศได้

ขอสิทธิและเสรีภาพให้ "น้ำตา" บ้างเถอะ

"ณัฐวุฒิ" ชี้นายกฯร้องไห้เมื่อเห็นความทุกข์ของปชช. ดีกว่าเพิกเฉยต่อความตายของราษฎร

ที่มา มติชน


แฟ้มภาพ


(ที่มา ข่าวสดออนไลน์)


เวลา 22.50 น. วันที่ 11 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาโดยไม่ลงมติ เพื่อเปิดอภิปรายเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมหนัก

โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายว่า เราเจอพายุเข้ามา 3 ลูก ร่องกดความอากาศต่ำ วันนี้ไม่ต้องหาคนแพ้ชนะกับการจัดการน้ำท่วม ไม่ใช่รัฐบาลล้มเหลว ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของ กทม. ไม่ใช่ความด้อยประสิทธิภาพของนายกฯ หรือผู้นำฝ่ายค้าน แต่เป็นวาระที่ต้องปฏิวัติวิธีการบริหารจัดการน้ำของรัฐไทย ถ้าเราจัดการน้ำไม่ได้วันนี้หมายถึงคนไทยแพ้ด้วยกัน จึงเรียกร้องให้ช่วยกันกอบกู้ให้ประชาชนพ้นจากภัยวิกฤตน้ำเสียก่อน แล้วจากนั้นก็จะเดินไปข้างหน้าด้วยยุทธศาสตร์ฟื้นฟู ไม่มีประโยชน์ที่จะโจมตีกันจากปัญหาน้ำท่วม ถ้าฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไร ปี 2553 ก็เห็นอยู่แล้วว่าไหวหรือไม่ วันนี้รัฐบาลได้มารับฟังข้อแนะนำจาก 2 สภา นายกฯ ก็ติดตามข่าวสาร รัฐบาลนี้เพิ่งได้บริหารไม่ถึง 3 เดือน ใช้แนวการบริหารจัดการน้ำจากรัฐบาลชุดเดิม เป็นมรดกรัฐบาลที่แล้ว ถ้ารัฐบาลที่แล้วเป็นอยู่ก็ใช้กลไกเดียวกัน ส่วนที่มีการตั้ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นผอ.ศปภ. ก็คงไม่ต่างจากการแต่งตั้งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (ศชอ.) ในรัฐบาลชุดที่แล้ว


นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เมื่อเช้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายเทพไท เสนพงศ์ อภิปรายว่า เฝ้าดูการจัดการน้ำท่วม ไม่เห็นรัฐบาลมีบทบาทอะไร เห็นแต่บทบาททหารออกมาช่วยประชาชน ซึ่งถือเป็นการเข้าใจผิด เพราะทหารออกมารับคำสั่งของรัฐบาล กระทรวงกลาโหมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ต้องขอบคุณแม่ทัพนายกองที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนตามคำสั่งรัฐบาล ถึงแม้แนวทางการต่อสู้ของตนจะเคยมีปัญหากับกองทัพอยู่บ้าง แต่หากทหารทำดี ผมก็สนับสนุนชื่นชม ถามว่าระหว่างการแบกกระสอบทรายกับแบกสไนเปอร์ไปยิงประชาชน เขาเต็มใจที่จะทำภารกิจไหน ส่วนการเรียกร้องให้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯ เห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะมวลน้ำมหาศาล พ.ร.ก.ก็จัดการไม่ได้ เช่น ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แต่ถ้าคนไปแบกกระสอบทรายเกิน 5 คนต้องถูกจับกุมหรือไม่


"รัฐบาลได้ตั้ง 2 หน่วยงานมาดูแลปัญหาการจัดการน้ำ คือ กยน. และ กยอ. โดยมี นายวีระพงษ์ รามางกูร กับ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เข้าร่วม ถ้าไม่ดีฝ่ายค้านก็ตั้งหน่วยงาน กกน. (คณะกรรมการกำกับน้ำ) ให้นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานก็ได้" ส.ส.เพื่อไทย กล่าว

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังชี้แจงกรณีมีเสียงวิจารณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ว่าร้องไห้บ่อย ว่า นายกฯ หลั่งน้ำตาต่อหน้าประชาชน ต่อหน้าสื่อมวลชน เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ ไม่นึกว่ามีความพยายามไปอธิบายว่านายกฯ อ่อนแอ ไม่มีภาวะผู้นำ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่ต้องหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นความทุกข์ยากของประชาชน มีแต่เผด็จการและทรราชย์เท่านั้นที่เพิกเฉยต่อความบาดเจ็บและล้มตายของราษฎร ส่วนที่บอกว่าไม่มีภาวะผู้นำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก้มหน้าก้มตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีสักคำที่ตอบโต้ใครๆ ที่กระแนะกระแหนเสียดสี หนักเข้าในโลกไซเบอร์ก็มีการเทียบเคียงผู้นำประเทศเป็นหญิงบริการ แต่นายกฯ ยังนิ่ง ทำแต่งาน อย่างนี้ไม่ใช่ภาวะผู้นำหรือ