WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 14, 2011

"เสนาะ อูนากูล" เปิดสูตรสำเร็จ "กยอ." นายกฯต้องนั่งหัวโต๊ะ

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์




ภายหลังจากที่นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย (กยอ.) ระบุว่า จะนำโมเดลการทำงานของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่ง "นายเสนาะ อูนากูล" คิดไว้ มาใช้เป็นต้นแบบการดำเนินงานของ กยอ. ส่งผลให้ชื่อของ "เสนาะ อูนากูล" เป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง

"มติชน" จึงได้สัมภาษณ์มุมมองและแนวคิดของ "เสนาะ อูนากูล" เกี่ยวกับการทำงานของ กยอ. ที่จะนำรูปแบบคณะกรรมการอีสเทิร์น ซีบอร์ดมาใช้ พร้อมจุดอ่อนและจุดแข็งต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ กยอ.ชุดนี้ประสบความสำเร็จ ในการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย จากวิกฤตน้ำท่วมในขณะนี้

-รูปแบบและวิธีการทำงานของคณะกรรม การอีสเทิร์นซีบอร์ดเป็นอย่างไร

การ ดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์น ซีบอร์ดเกิดขึ้นในสมัย พล.อ.เปรม ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำคัญ 6 ชุดที่ตั้งขึ้น ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระบบเศรษฐกิจใหม่ เพราะในช่วงนั้นประเทศเรามีปัญหาวิกฤตมาก เศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่มี ระบบส่งออกก็ไม่ดี งบประมาณขาดดุล เงินสำรองต่างประเทศมีน้อย ต้องรีบแก้ไขเศรษฐกิจ การคลัง ให้อยู่รอดไปได้ จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนการทำงานกันใหม่เกือบทุกอย่าง ต้องใช้สมองเข้ามาช่วย ไม่ใช่กำลังคน และโชคดีที่รัฐบาลเปรมอยู่ได้ถึง 8 ปี ทำให้เกิดความต่อเนื่อง

ขั้นตอนการจัดตั้งคณะกรรมการในขณะนั้น มีการออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมาดูแลพิเศษ ไม่ใช่มติ ครม.ธรรมดา ซึ่งในสมัยก่อนไม่ค่อยมีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ทำหน้าที่แทน ครม. มีนายกฯเปรมเป็นประธาน ผมเป็นเลขานุการ ในฐานะเลขาฯ สศช. ทำหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานราชการทุกแห่ง ภารกิจสำคัญที่ทำมี 3 ส่วนหลัก คือ 1.จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 2.วางแผนปฏิบัติการ 3.ประสานให้ทุกหน่วยทำตามแผนที่วางไว้

"แผนยุทธศาสตร์ต้องออกมาก่อน ว่าจะทำอย่างไร วางแผนอย่างไร จากนั้นก็นำยุทธศาสตร์ที่มีไปจัดทำให้ออกมาเป็นแผนปฏิบัติการ เพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยรับไปปฏิบัติ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ทิศทางแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ให้ได้ ต้องปรับให้เข้ากัน เชื่อมทุกงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน อุดรอยรั่ว ตะเข็บตรงจุดต่างๆ ให้หมด"

โดยหัวใจสำคัญของรูปแบบการดำเนินงานใน ลักษณะนี้ คือ ประสานการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ซึ่งการประสานงานถือเป็นเรื่องที่มีปัญหามากที่สุดของงานบริหารราชการของไทย ที่มักจะเป็นแบบแนวตั้ง แนวนอนไม่มี เราจึงต้องสร้างระบบแนวนอนขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะทำให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกหน่วยงานต้องประสานกันได้

ส่วนเรื่องเงินที่จะนำมาใช้ ก็ต้องมานั่งพิจารณากันว่า จะจัดหามาจากแหล่งไหน อาจจะใช้เงินกู้ เงินงบประมาณ หรือเงินจากฝ่ายเอกชน ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมการลงทุน เรื่องในอนาคต หรืออะไรก็แล้วแตˆเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้

-คิดอย่างไรกับการที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ. ระบุว่าจะนำโมเดลอีสเทิร์น ซีบอร์ดมาใช้

ถ้า จะเอามาใช้ ก็ต้องทำให้ครบถ้วน ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นเรื่องพิเศษสำหรับเมืองไทย ต้องใช้วิธีพิเศษเข้ามาช่วย การทำงานต้องทำแบบต่อเนื่อง ความจริงเรื่องพิเศษที่เคยทำมีหลายเรื่อง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้การพัฒนาประเทศไทยดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ทำไปทำมาเรื่องพิเศษ กลายเป็นเรื่องปกติ แล้วสุดท้ายก็เลิกกันไปหมด เพราะไม่มีการสานต่อ เนื่องจากแต่ละกระทรวงก็ต้องการทำงานของตัวเอง เพราะไม่ชอบอยู่ภายใต้แผนรวมของใคร ทุกกระทรวงอยากจะทำเรื่องของตัวเอง

"การ ที่คุณวีรพงษ์บอกว่าจะนำโมเดลอีสเทิร์นซีบอร์ดมาใช้กับการทำงานของ กยอ. ผมว่ามันเป็นเรื่องดี เพราะสถานการณ์และปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ต้องใช้รูปแบบการทำงานที่มีความ พิเศษมาใช้ แต่นายกฯและรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเรื่องนี้ด้วย เพราะต้องทำความเข้าใจว่าคนที่เป็นประธาน กยอ.ไม่ใช่นายกฯ ปล่อยให้คุณวีรพงษ์ทำงานแค่คนเดียวก็ไม่มีอำนาจที่จะไปกำหนดอะไรได้มาก นายกฯจะปล่อยให้คุณวีรพงษ์ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องเป็นแบ๊กให้ ต้องเข้าใจว่ากระบวนการทำงานเป็นอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องเข้ามาคอยแบ๊กให้ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหาร งานของประเทศ เพราะคุณวีรพงษ์อาจมีความคิดเรื่องการวางแผนงาน แต่ขั้นตอนการทำงานก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากนายกฯ อย่างเต็มที่"

-กำลังจะบอกว่าคุณวีรพงษ์คนเดียวไม่มีอำนาจพอ

ใน ช่วงที่มีการตั้งคณะกรรมการอีสเทิร์น ซีบอร์ดครั้งแรก นายกฯ พล.อ.เปรมเป็นประธานด้วยตัวเอง ท่านเข้าประชุมด้วยทุกครั้ง มีฝ่ายเลขานุการคือ สศช. มีการรวมผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมด้วย เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ และวางแผนงานทั้งหมด ว่าหน่วยงานไหนต้องทำอะไรบ้าง และเราก็มีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) มาคอยให้การสนับสนุนอีกทาง ทุกอย่างมันเอื้อกันหมด "เท่าที่ดูภาพการทำงานของ กยอ. ขณะนี้นายกฯไม่ได้เป็นประธานเอง แต่เป็นคุณวีรพงษ์ นายกฯจึงทิ้งเรื่องนี้ไม่ได้ ต้องเข้ามาคอยช่วยและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่"

ปัจจัยสำคัญอีก เรื่องหนึ่งก็คือ ฝ่ายเลขานุการ เมื่อ กยอ.จะยังใช้ สศช. เป็นฝ่ายเลขานุการเหมือนกัน แต่ปัจจุบัน สศช.ก็เปลี่ยนไปเยอะ ก็ต้องทำให้ สศช.กลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม เพราะงานฝ่ายเลขานุการมีความ สำคัญมาก เพราะต้องป้อนข้อมูล และประเด็นการจัดทำแผนปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงขั้นตอนการประสานงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปใช้อย่างให้ประสิทธิภาพ และติดตามประเมินผล

"การ จะเอาโมเดลนี้มาใช้ ในสถานการณ์พิเศษแบบนี้ เป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะเอาของเก่ามาใช้ก็ต้องดูว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มีส่วนอะไรขาดก็เติมเต็มเข้าไป ถ้าคิดอยากจะทำเหมือนกัน แต่ของไม่เหมือนกัน มันก็ทำไม่ได้ และแผนยุทธศาสตร์ ที่จะจัดทำก็ต้องถูกต้อง แผนปฏิบัติการก็จะต้องสอดคล้อง วิธีการดำเนินงานตามแผนก็ต้องดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมเพรียง งานถึงจะเป็นผลสำเร็จ ซึ่งการจะทำงานเรื่องนี้ได้สำเร็จ นายกฯจะต้องเข้ามาช่วยด้วย อย่าคิดว่าตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว และปล่อยให้เขาทำงานกันไปเอง มีอะไรก็มารายงานไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจ การควบคุมและสั่งการหน่วยงานต่างๆ ให้ปฏิบัติตาม นายกฯต้องเข้ามาช่วยในจุดนี้ด้วย"

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการจัดระบบการทำงานขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรอดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ส่วนที่ยังขาดไปก็ปรับปรุงให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน ท่ามกลางระบบอะไรหลายอย่างที่ดูเหมือนจะอ่อนแอลง โดยเฉพาะระบบราชการ ต้องช่วยกันคิดช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหา

-มองการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลอย่างไร

เรื่อง ที่แล้วมา อย่าไปพูดถึง มาพูดถึงเรื่องใหม่ที่กำลังจะเกิดดีกว่า เพราะปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดขึ้นขณะนี้ ใครจะไปดูดินฟ้าอากาศ ปล่อยให้เป็นเรื่องผู้ชำนาญการเขาว่าไปมาดูเรื่องของระบบในการแก้ไขปัญหาดี กว่า ทำอย่างไรที่จะระดมผู้มีความสามารถแต่ละด้าน มาร่วมกันทำงานให้เกิดประโยชน์กับประเทศดีกว่า

-คิดว่าสามารถฝากความหวังกับการทำงานของ กยอ.และรัฐบาลได้หรือไม่

ทุกอย่าง ไม่ใช่จะสำเร็จได้ง่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้มั่นคง และเดินหน้าต่อเนื่องได้ ถ้าทำตรงนี้ไม่ได้ เราก็คงทำอะไรไม่สำเร็จ

.............

"เสนาะ อูนากูล"

ประวัติการ ทำงานของ "เสนาะ อูนากูล" นับว่าไม่ธรรมดา เพราะหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2516 เสนาะ อูนากูล ได้รับมอบหมายจากนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ (สศช.) โดยมีภารกิจสำคัญในการกู้วิกฤตศรัทธาขององค์กร สศช.

จาก นั้นปี 2518 เสนาะ อูนากูล ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ต่อมาปี 2523 กลับมาเป็นเลขาธิการ สศช.อีกครั้งในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่ง เนื่องจากภาครัฐต้องการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 5 และ 6 ที่เน้นการกระจายรายได้ไปสู่ชนบท ซึ่งนายเสนาะได้ปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 6 คณะเพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นต้น ซึ่งคณะกรรมการแต่ละชุดล้วนแต่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะคณะกรรมการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นการจัดตั้งพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองไทย

เป็น "โมเดล" ที่ กยอ.จะนำมาใช้!!

X Japan เสียง "เงียบ" แห่งกำลังใจ กระหึ่ม..อิมแพ็ค อารีน่า

ที่มา มติชน





















เกือบเที่ยงคืนของวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2554

คงเป็นวันที่คนรักเจร็อก ที่ลุยน้ำท่วม ฝ่ารถติด รอรถตู้ที่คิวยาวเหยียดเพื่อเข้ามาที่อิมแพ็ค อารีน่า ลืมไม่ลงกันแน่นอน

กับการแสดงสดที่แสนประทับใจของ "เอ็กซ์ เจแปน" (X Japan) วงร็อกระดับตำนานของญี่ปุ่น ที่ปักหมุดการแสดงเวิร์ลทัวร์ครั้งสุดท้ายที่เมืองไทย ในชื่อ "เอ็กซ์ เจแปน 2011 เวิลด์ ทัวร์ อิน แบ็งคอค"

วงดนตรีวงนี้โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งยอดขายอัลบั้มเพลงสูงถึง 30 ล้านก๊อบปี้ อันสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นในยุคเดียวกันที่ชะงักงันจนถูกเรียกว่า เป็นทศวรรษที่หายไปของญี่ปุ่น (Lost Decade) พวกเขาอยู่ด้วยกันมา 15 ปี แล้วก็ต้องประกาศข่าวร้ายเมื่อปี พ.ศ.2540 พวกเขาบอกกับแฟนเพลงว่า ถึงเวลาที่ต้องยุบวง

และปีรุ่งขึ้น เอ็กซ์ เจแปน ได้สูญเสีย ฮิเดะ มือกีตาร์ของวงอย่างไม่มีวันกลับ

...จากความเศร้าของสมาชิกในวง กลายเป็นความทรงจำที่วันหนึ่งโคจรกลับมาเป็นความจริงที่น่าดีใจ เพราะเมื่อปี 2550 โยชิกิ หัวหน้าวงเอ็กซ์ เจแปนได้ประกาศว่าวงจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

ผลที่ตามมาก็คือ แผนการจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศญี่ปุ่นและทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั่นก็คือเมืองไทยด้วย...

การประกาศทัวร์คอนเสิร์ตของเอ็กซ์ เจแปนในครั้งแรกเมื่อปี 2551 โดยประเทศที่เอ็กซ์ เจแปนหมายมั่นปั้นมือที่จะไปก่อนเพื่อน 6 ประเทศแรกก็คือ ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลี และที่น่าดีใจก็คือรวมถึงเมืองไทยด้วย

แต่น่าเสียดายที่คอนเสิร์ตครั้งนั้นต้องเลื่อน เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศของเรา...

แม้จะเจอโรคเลื่อน แต่เอ็กซ์ เจแปน มุ่งมั่นที่จะมาเมืองไทยให้ได้ จนสุดท้ายเมืองไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศ ปิดท้ายในการจัดแสดงคอนเสิร์ต เวิร์ลทัวร์ของพวกเขาในรอบนี้

ยิ่งใกล้วันที่พวกเขาจะมาที่กรุงเทพฯ น้ำเหนือก็กำลังไหลเข้ามาที่เมืองหลวงพร้อม ๆ กัน ทำให้ผู้จัดและแฟนเพลงเริ่มหวั่นใจว่าคอนเสิร์ตอาจจะไม่ได้จัดอีก

การไม่ได้จัดครั้งนี้มันไม่ใช่หมายถึงการ "เลื่อน" แต่เป็น "การยกเลิก" ซึ่งทำให้ชวนคิดว่า อาจจะยากที่จะได้เห็นพวกเขาในเมืองไทย เนื่องจากว่าอายุ อานามของศิลปินในวงก็ปาเข้าไปเลขสี่เลขห้านำกันแล้ว

ยิ่งก่อนหน้านี้ บริษัท บีอีซี เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ผู้จัดคอนเสิร์ต ได้ยกเลิกคอนเสิร์ตหัวนอกอย่างคอนเสิร์ตของโปรดิวเซอร์มือทอง "เดวิด ฟอสเตอร์" และคอนเสิร์ต "เจสัน มราซ อะคูสติก อีฟนิ่ง วิธ โทก้า ริเวอร่า" ไปก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งทำให้แฟน ๆ เจร็อกแทบจะ ทวีตเช็กข่าวกันเป็นนาทีต่อนาทีกันเลย

แต่ในที่สุดโยชิกิก็ประกาศว่ามาเมืองไทยแน่นอน เพราะเขายืนยันมานานแล้วว่าจะต้องมาในดินแดนที่เขาประทับใจ ที่เคยมาเยือนเมื่อสิบกว่าปี ที่แล้วอย่างประเทศไทยแน่นอน

เรื่องน่าประทับใจก็คือ ก่อนการแสดงหนึ่งวัน ตัวโยชิกิเองถึงกับเดินทางไปที่อาคารมาลีนนท์ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือน้ำท่วมให้กับครอบครัวข่าวสามถึง 5 แสนบาทกันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลง่าย ๆ แต่กินใจ นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตอนเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น คนไทยก็ไม่ทิ้งคนญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นเรา ทั้งสองประเทศต้อง ช่วยเหลือกันและก้าวไป ด้วยกัน

ในที่สุดวันแสดงจริงก็มาถึง ต้องบอกว่าพวกเขา นำโดย โยชิกิ มือกลองและมือเปียโน มี โทชิ เป็นนักร้องนำ พาตะ เล่นกีตาร์ ฮีธ เล่นเบส และ สึกิโซะ เล่นกีตาร์กับไวโอลิน

ดนตรีของพวกเขาตรึงอารมณ์ให้ คนดู "อิน" ไปทีเดียวถึงเกือบ 2 ชั่วโมง โดยเพลงดัง ๆ ที่พกออกมาจากแดนปลาดิบถูกบรรเลงอย่างเกรี้ยวกราดสลับกับหวานซึ้ง

อย่างเช่นเพลง Jade, Rusty Nail, Silent Jealously, Drain, Kurenai, Born to be Free, I.V., Endless Rain, Art of Love, Forever Love และ Tear เป็นต้น

เซอร์ไพรส์สำหรับผู้ชมอยู่ตรงที่ในช่วงที่อังกอร์เรียกวงกลับมาเล่นใหม่ โยชิกิสวมสไบเดินออกมา เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดให้แฟนเพลงสนั่นฮอล์ โดยเจ้าตัวปล่อยมุกไปว่า ตอนที่ฝ่ายคอสตูมให้เลือกเสื้อประจำชาติไทย ตนเลือกชุดนี้โดยที่ไม่รู้ตัวว่า

เป็นชุดของผู้หญิง !

แต่ที่กินใจที่สุด คงจะเป็นประโยคที่โยชิกิบอกกับแฟนเพลงว่า เขารอคอยที่จะพบกับทุกคนมาหลายปีแล้ว ในที่สุดในวันนี้ก็ได้มาเจอกันเสียที แล้วเราจะกล่าวต่อไปพร้อมกันกับเอ็กซ์ เจแปน...

พร้อมกันนั้น สมาชิกในวงก็ร้องขอให้ทุกคนยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเมืองไทยครั้งนี้

หากความเงียบ คือเสียงเพลงอีก รูปแบบหนึ่ง

ความเงียบในช่วงเวลานั้นของคอนเสิร์ต คือบทเพลงที่น่าประทับใจอีกบทเพลงหนึ่ง

เพราะบทเพลงของความเงียบเป็นบทเพลงที่ได้ยินแต่เสียงหัวใจของเอ็กซ์ เจแปน และแฟนเพลงชาวไทย ส่งต่อกำลังใจถึงกันและกัน

ทั้งเอ็กซ์ เจแปนในฐานะตัวแทนคนญี่ปุ่นและคนไทย ต่างก็เคยมีช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่ลำบากด้วยกันทั้งนั้น

เราทั้งสองประเทศจะยืนอยู่เคียงข้างกันเสมอ...

ณัฐกร เวียงอินทร์ : เรื่อง ประชาชาติธุรกิจ




"น้ำค้างแข็ง" หรือเหมยขาบ-แม่คะนิ้ง บนดอยอินทนนท์ อุณหภูมิลดลงเหลือ 2 องศาเซลเซียส

ที่มา มติชน



สภาพอากาศบนยอดยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ หนาวจัด ทำให้เกิดปรากฎการณ์ "น้ำค้างแข็ง" หรือเหมยขาบ-แม่คะนิ้ง บริเวณกิโลเมตรที่ 47 หน้าหน่วยพิทักษ์ยอดดอย หลังอุณหภูมิลดลงเหลือ 2 องศาเซลเซียส

กิตติรัตน์ประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก

ที่มา มติชน



นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือเอเปค ที่ฮอนโนลูลู ฮาวาย สหรัฐอเมริกา วันที่ 13 พฤศจิกายน

เปิดใจ'ธงทอง จันทรางศุ จากโฆษก'ศปภ.'สู่ปลัด'สปน.'

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ



นายธงทอง จันทรางศุ ถือเป็นบุคคลอเนกประสงค์ที่ทำงานได้กับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย

เข้ามารับตำแหน่งโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) แทนชุดเก่าที่ถูกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กถล่มจนเละ เรื่องแถลงแจ้งเตือนภัยมั่วจนเรตติ้งรัฐบาลติดลบ

โชว์ฟอร์มเรียกความเชื่อมั่นได้ไม่นาน ล่าสุดครม.มีมติแต่งตั้งเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หวังเป็นมือประสานกับหน่วยงานราชการต่างๆ

ย้อนหลังเส้นทางราชการ ไม่ว่ารัฐบาลจะนำโดยพรรคการเมือง หรือกลุ่มบุคคลจากอำนาจนอกระบบ

นายธงทองมักได้รับความไว้วางใจ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญเสมอ



กับตำแหน่งใหม่ปลัดสำนักนายกฯ

เข้ามาทำงานให้กับศปภ.ในตำแหน่งโฆษกศปภ.ได้ไม่นาน ระหว่างนั้นเข้าใจว่าผู้ใหญ่หลายคนปรึกษากันว่าตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ เป็นเหมือนข้อต่อระหว่างการทำงาน

หากดูอำนาจหน้าที่จะพบว่าเรื่องฟื้นฟูเยียวยาและงานด้านประสานงานกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นหน้าที่สำคัญของสำนักปลัดฯ ทุกคนเห็นว่างานศปภ.ไม่ได้จบแค่น้ำลด การเปลี่ยนข้าราชการให้เหมาะกับงานเป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลพิจารณาเสมอมา

ผมมาอยู่ที่ศปภ.สักพักมีผู้ใหญ่มาบอกว่า กำลังพิจารณาอยากให้มาทำงานต่อเนื่อง อีกทั้งปีหน้าจะมีงานสำคัญของบ้านเมืองหลายงาน ผู้ใหญ่คิดว่าผมน่าจะมีประสบการณ์มาช่วยเสริมการทำงานได้

ทราบล่วงหน้าก่อนเรื่องจะเข้าครม. 3-4 วัน โดยมีผู้ใหญ่มาบอกก่อนแล้ว

การปรับตัวทำงานกับรัฐบาลนี้

งานในตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ เป็นงานข้าราชการประจำ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็แล้วแต่ วันนี้เป็นรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ วันข้างหน้าอาจอยู่ได้อีกนาน หรือจะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่หลักที่คนเป็นข้าราชการประจำอย่างผมต้องยึดถือคือ การปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีมโนธรรม ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม หน้าที่ของข้าราชการประจำคือการร่วมทำงาน นำนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภามาขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ

ผมไม่กังวลที่เข้ามารับตำแหน่ง งานของสำนักงานปลัดฯ ไม่ใช่งานปฏิบัติแต่เป็นงานประสาน การปรับตัวไม่ต้องปรับมาก ไม่น่าหนักใจ หากเรามีหลักอยู่แล้วว่าข้าราชการประจำต้องทำอะไร

เราทำอย่างนี้มาตลอดชีวิต เคยทำงานในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย ตำแหน่งสุดท้ายคือคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมาเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 7 ปี ซึ่งทดสอบการเป็นข้าราชการประจำของตัวเอง

ช่วงเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้ทำงานกับรัฐบาลพรรคใดพรรคหนึ่ง ปลัดกระทรวงที่ผมทำงานด้วยคือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นนายจรัญ ภักดีธนากุล และนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ก่อนย้ายมาอยู่สภาการศึกษา ซึ่งทำงานกับรัฐมนตรีหลายคนเช่นกัน

ประสบการณ์ในกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงศึกษาธิการ เป็นบทเรียนหรือบททดสอบว่าผมสามารถยึดมั่นอยู่ในความเป็นข้าราชการมืออาชีพได้

ยึดหลักใดในการทำงานต่างรัฐบาล

ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ฝืนต่อมโนธรรม และความเชื่อ แต่ผมก็ต้องเคารพต่อนโยบายและการสั่งการของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน ผมเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เชื่อในระบบสภา

เมื่อแต่ละรัฐบาลมีวิธีการทำงานแตกต่างกันไป ผมจึงต้องปรับสไตล์การทำงานเช่นกัน ต้องเข้าใจธรรมชาติของการทำงานร่วมกัน ถ้าเราแม่นหลักวิชาการ ไม่ผิดกฎหมาย ก็จะทำหน้าที่ข้าราชการมืออาชีพได้โดยไม่มีปัญหาอุปสรรคอะไร

อะไรที่ทำให้ผู้มีอำนาจไว้วางใจ

หากให้ประเมินตัวเอง ผมมีทักษะการสื่อสารในขั้นที่ไม่ขี้เหร่ ด้วยเหตุที่เคยเป็นครูมา 21 ปี หน้าที่ของครูคือทำความยากให้เป็นความง่าย หยิบประเด็นที่สำคัญมานำเสนอเพื่อความเข้าใจของผู้รับข้อมูลข่าวสาร

ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านนี้มาร่วมทีม อีกทั้งนิสัยส่วนตัวไม่ชอบทะเลาะกับใคร ผมจึงพยายามที่สุดที่จะไม่อาฆาตกับใคร คิดว่าทุกคนมีเหตุผล มีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน จึงต้องเคารพในตัวตนแต่ละคน

นอกจากหน้าที่ประจำแล้ว หลายรัฐบาลไว้วางใจให้ผมทำงานพิเศษ เมื่อรัฐบาลนี้มอบหมายให้เป็นปลัดสำนักนายกฯ ก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล แต่เพื่อความสบายใจของผมที่เป็นข้าราชการประจำ ที่เมื่อพ้นหน้าที่ไปแล้วจะได้ย้อนกลับมาดูว่าทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดย มีหลักที่ยึดถือมาตลอดชีวิต

หากวันหนึ่งมีคนมาทำหน้าที่แทน ผมก็จะสบายใจอย่างยิ่ง ถ้ายังไม่เกษียณ ก็จะมีความรับผิดชอบน้อยลง ได้ไปทำงานที่รักคือสอนหนังสือ ผมพร้อมจะไป พักไปเขียนหนังสือซึ่งมีความสุข หาข้าวกินอร่อยก่อนจะหมดแรง

ย้อนถึงการรับหน้าที่โฆษกศปภ.

ก่อนเข้ามาทำงานที่ศปภ. หน้าที่ของผมคือข้าราชการประจำในตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ทำงานด้านนโยบายการศึกษา แต่เมื่อเกิดอุทกภัยมีการตั้งศปภ. จึงระดมกำลังจากทุกหน่วยงานโดยไม่ต้องนึกถึงระบบ ระเบียบ ใครทำอะไรได้ก็ช่วยกัน

โดยมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นผอ.ศปภ. และเพื่อนๆ ในกระทรวงมาช่วยงานอยู่มาก โดยเฉพาะงานด้านเลขานุการ

สำหรับผม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นคนโทร.หา บอกว่าหากน้องๆ ในกระทรวงยุติธรรมได้ผมมาร่วมทีม น่าจะทำให้งานเอกสารถูกต้องคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งผมไม่ขัดข้องอะไร ถ้าทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ก็ยินดี

หลังจากมาช่วยงานด้านเอกสารได้ไม่นาน นายกฯ เข้ามาพูดกับผมโดยตรงว่า อยากให้มาช่วยทำหน้าที่เป็นโฆษกช่วยสื่อสารเรื่องราวของศปภ. ผมในฐานะข้าราชการประจำก็รับปฏิบัติ เพราะเป็นตำแหน่งเฉพาะกิจ

ศปภ.น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นหรือไม่

ไม่ใช่เฉพาะศปภ. การทำงานอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นโดยฉุกละหุกในระยะเริ่มต้น คงไม่มีความลงตัวที่พอดี ศปภ.เป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นกะทันหัน การจัดโครงสร้างองค์กรก็จัดขึ้นฉับพลัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไปศปภ.ทบทวนว่าต้องทำอย่างไร เรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารก็คงอยู่ในเหตุผลเดียวกันว่าเป็นการเปลี่ยนการ ทำงานให้เข้ากับเหตุการณ์ หากประชาชนไม่มั่นใจกับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับในช่วงแรก คงเป็นโจทย์ที่ศปภ.ต้องมาหาคำตอบว่าทำอย่างไรประชาชนจึงจะมั่นใจมากขึ้น

เรื่องตัวบุคคลอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ผมเห็นใจคุณวิม รุ่งวัฒนจินดา ซึ่งทำหน้าที่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาแต่แรก

แต่ ผมอายุมากกว่า ประสบการณ์ยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ในบทบาทต่างๆ เกือบครบ ก็เป็นธรรมดาที่คนแก่วัดแก่พรรษาอย่างผมจะมีประสบการณ์ที่สามารถทำให้ ประชาชนไว้วางใจเชื่อถือ แต่ผมก็หาข้อมูลและตรวจสอบก่อนนำเสนออย่างสม่ำเสมอ

แม้ผมพูดไม่มากแต่ประเด็นจะน้อยและชัด เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ

ความสนใจทำงานการเมือง

ไม่อยากเล่นการเมืองเลย เคยมีเพื่อนบอกว่าหากผมอยากรู้ประวัติตัวเองในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ให้ไปลงเล่นการเมือง อาจฟังดูแปลก แต่เพราะมีคนมาขุดประวัติ ซึ่งผมมองว่าการเมืองเป็นเกมที่โหดร้ายเกินไปสำหรับผม

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง คิดว่ายังสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ในมิติอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องไปทำงานด้านการเมือง ผมมีต้นทุนทางข้อมูลข่าวสารที่สะสมจากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

งานเขียนหนังสือเป็นงานที่ผมรัก ซึ่งงานตรงนี้ไม่ต้องมีนาย ลำพังเกษียณแล้วบำนาญก็พอกิน ไม่เดือดร้อนอะไร ผมเติบโตมากับหนังสือเพราะแม่เขียนหนังสือ ตอนนี้อยากเขียนแต่ทำไม่ได้เพราะไม่มีเวลา

แต่หากเกษียณแล้วใครมาชวนไปเขียนคอลัมน์ ผมจะไปทันที

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/11/54 น้ำตา..เกียรติและค่าแห่งศักดิ์ศรี

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ประชาราษฎร์ หมองหม่น ต้องทนทุกข์
กี่ความสุข หดหาย มลายสูญ
มอบด้วยรัก จริงใจ ให้เพิ่มพูน
กี่อาดูร ที่ร้าวรอน หวังผ่อนคลาย....


หัวอกทุกข์ แสนพะวง เพราะสงสาร
กลั้นสายธาร น้ำตาไหล ให้เหือดหาย
ความผูกพัน บอกให้รู้ ไม่ดูดาย
ใช่เรื่องอาย แต่ด้วยรัก ประจักษ์ทวี....


กี่น้ำตา อัดอั้น ที่กลั้นอยู่
บอกให้รู้ คือน้ำตา "ค่าศักดิ์ศรี"
นามยิ่งลักษณ์ รักยิ่ง ในสิ่ง"ดี"
คุณค่ามี กว่าพวกเปรต พวกเศษคน....


มันสงสาร คนสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
เติมอุบาทว์ ความจัญไร ให้สับสน
มือเปื้อนเลือด จากสั่งฆ่า ประชาชน
แสร้งหมองหม่น บีบน้ำตา ช่างน่าอาย....


ความแตกต่าง โปรดตรองดู ให้รู้แจ้ง
ใครแสดง ใครมารยา พาฉิบหาย
พวกสลิ่ม มันอวดโอ้ โง่จนตาย
สาวกฟาย ยังย้อนยอก หลอกตัวเอง....


๓ บลา / ๑๔ พ.ย.๕๔

น้ำท่วม น้ำตา มารยาหญิง โสเภณี ความเป็นหญิง ความเป็นชาย และอคติทางเพศ

ที่มา ประชาไท

วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เห็นวิกฤตของอคติทางเพศที่มีอยู่อย่างลึกซึ้งในสังคมไทย บางคนบอกว่า “เพราะมีผู้นำเป็นผู้หญิง เลยทำให้น้ำท่วม” ต่อมามีคนบอกว่า “น้ำท่วมไม่เท่าไร แต่นายกร้องไห้นี่แหละ ที่ทำให้พ่ายแพ้” วาทกรรมว่าด้วยเพศ (Gender) ในกระแสวิวาทะเรื่องน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงอคติทางเพศในสังคมไทยอย่างไร การเอาวาทกรรมว่าด้วยเพศมาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง สร้างความเข้าใจเรื่องคุณค่าของความเป็นเพศหญิงอย่างไร?

น้ำตานายกหญิง

“น้ำตานายก” กลายประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่จบสิ้น คำวิจารณ์ว่า “น้ำตานายก” เท่ากับการขาดภาวะผู้นำ มารยาหญิง (ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส. ปชป.) “การทำภาพพจน์ของผู้หญิงเสียหาย” (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สส.ปชป.) “ข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ” (นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส. ปชป.) ก่อนหน้านี้ดาราชายชื่อดังพูดผ่านเฟซบุ๊คว่า "ให้ไปร้องไห้ให้ควายดูเหอะ บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นที่ทำพังแล้วร้องไห้ขออันใหม่" ส่วนดารานักร้องหญิงชื่อดังอีกคนวิจารณ์ผ่านเฟซบุ๊คซึ่งถูกเผยแพร่ต่อในสื่อ ว่า “เธอ (นายกยิ่งลักษณ์) ออกมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยแข็งแรง ด้วยคำพูดที่ไม่เคยเข้มแข็ง และด้วยข้อความที่ไม่เคยชัดเจน นอกจากนั้นเธอยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคิดเองได้เลย เธอทำให้เห็นเลยว่า ความละมุนของเธอนั้น จริงๆ แล้วมาจากความอ่อนแอ คุณยิ่งลักษณ์ตอกย้ำทุกวันว่าผู้หญิงอ่อนแอ ว่าผู้หญิงพูดจาเป็นงานเป็นการไม่รู้เรื่อง ว่าผู้หญิงคุมลูกน้องไม่ได้ ว่าผู้หญิงตัดสินใจไม่เป็น ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้ สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ทำ หรือทำไม่ได้ ตอกย้ำว่าผู้หญิงทำงานใหญ่ไม่ได้ ว่าผู้หญิงสุดท้ายก็เป็นได้แค่ผู้หญิงวันยังค่ำ ที่ได้แต่แต่งตัวสวยไปวันๆโดยที่ทำอะไรไม่เป็น”

นักวิชาการชื่อดังกล่าวทางทีพีบีเอสว่า “ผู้หญิงมีธรรมชาติที่อ่อนไหว และถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมให้อ่อนไหว นายกปูได้เปรียบ เพราะไม่มีใครว่าอะไรกับการร้องไห้ของเธอ แต่นายกร้องไห้บ่อยๆ มันเฝือ จะมีพื้นที่ของเหตุผลที่ไหนมาแก้ปัญหา” นักวิชาการท่านนี้เรียกร้องให้นายกปูแสดงภาวะผู้นำ และเกณฑ์ที่เขาใช้ตัดสิน “ภาวะผู้นำ” คือความสามารถในการกั้นน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพสำเร็จหรือไม่ และการกล้าประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือไม่
ความร้อนแรงของวิวาทะเรื่องน้ำตานายก ทำให้สวนดุสิตโพลหยิบเอาประเด็นนี้ไปสำรวจประชามติเชื่อมโยงกับประเด็น “ประสิทธิภาพในการบริหาร” แล้วสรุปว่า “ภาพที่นายกรัฐมนตรีร้องไห้นั้น ประชาชนร้อยละ 59.38 เห็นว่า ไม่ได้แสดงออกว่านายกรัฐมนตรีอ่อนแอ แต่ร้อยละ 40.62 เห็นว่า เป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอ” อย่างไรก็ดี “ประชาชนร้อยละ 64.51 มองว่า การร้องไห้ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงควรควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้”

ถอดรหัสกระแสวิพากษ์น้ำตานายกหญิง

กระแสวิพากษ์ “น้ำตานายก” ข้างต้นนี้ต้องการสื่อว่า การร้องไห้ของผู้นำหญิงเป็นการทำลายเกียรติ คุณค่าและความน่าเชื่อถือที่มีต่อเพศหญิง สิ่งที่น่าสนใจคือการวิพากษ์ได้พุ่งเป้าไปที่ “ความเป็นเพศหญิง” ของนายก และส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์ “โดยผู้หญิง” ที่จัดเต็ม “เพื่อผู้หญิง” ด้วยกันเอง ทั้งจากผู้หญิงที่อ้างตัวว่า “เป็นกลาง” ทางการเมือง และจากผู้หญิงที่สังกัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ผู้วิจารณ์เหล่านี้ใช้กรอบความคิดอะไรตัดสินคุณค่าของพฤติกรรมผู้หญิง กรอบความคิดและความคาดหวังแบบใดที่สังคมไทยใช้เป็นบรรทัดฐานตัดสินคุณค่า พฤติกรรมของเพศหญิง?

เป็นความเชื่อที่ยอมรับกันโดยทั่วไปโดยไม่ได้ตั้งคำถามว่า “น้ำตา” คือสัญญะที่สื่อความหมายถึงอารมณ์สะเทือนใจ ความอ่อนไหว ความเสียใจ ความอ่อนแอ ซึ่งเป็นลักษณะทางธรรมชาติที่พบในเพศหญิง เมื่อน้ำตาถูกนำมาเชื่อมโยงกับผู้นำหญิง “น้ำตานายกหญิง” จึงถูกให้ความหมายว่าเป็นความอ่อนไหว ความอ่อนแอ ความอ่อนหัด ความไร้วุฒิภาวะ ความไร้ฝีมือ ฯลฯ เป็นลักษณะทางธรรมชาติของผู้นำเพศหญิง ตรงกันข้ามกับลักษณะทางธรรมชาติของผู้นำเพศชาย ที่เชื่อกันว่าเข้มแข็ง อดทน อดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุ ควบคุมกิเลสได้ มีวุฒิภาวะ ให้ความสำคัญกับเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ฯลฯ

การอธิบายความเป็นเพศหญิงและความเป็นเพศชาย ด้วยการสร้างความหมายขั้วตรงข้าม เช่น ธรรมชาติ vs วัฒนธรรม, ดิบ vs สุก, อ่อนไหว vs เข้มแข็ง, อารมณ์ vs เหตุผล, หญิง vs ชาย ตลอดจนการเอาความเป็นเพศหญิงไปอธิบายผูกติดกับลักษณะทางธรรมชาติ (หญิง=ธรรมชาติ) และเอาความเป็นเพศชายไปอธิบายผูกติดกับลักษณะทางวัฒนธรรม (ชาย=วัฒนธรรม) ทำให้เกิดความเข้าใจว่า เพศหญิงมีลักษณะตามธรรมชาติที่อ่อนด้อยกว่าเพศชาย กรอบความคิดนี้เกิดจากอิทธิพลของทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่และเป็นมรดกตกทอดจาก อารยะธรรมยุโรป ซึ่งมองว่า “ธรรมชาติ” ด้อยกว่า “วัฒนธรรม” ดังนั้นเพศหญิงที่มีแนวโน้มใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าจึงด้อยกว่าเพศชายไปด้วย

กรอบความคิดในการนิยามเพศชายหญิงโดยสร้างความหมายแบบขั้วตรงข้ามแบบตาย ตัว นับเป็นพื้นฐานของอคติทางเพศต่อผู้หญิง กรอบความคิดนี้ถูกตั้งคำถามและปฏิเสธแม้ในสังคมยุโรปซึ่งเป็นต้นตอของความ คิดนี้ ความจริงแล้วชายและหญิงต่างก็มีส่วนประกอบที่มาจากลักษณะทางธรรมชาติและ วัฒนธรรมผสมผสานกัน ทว่าแนวคิดแบ่งขั้วแยกข้างทางเพศกลับถูกตอกย้ำในสื่อไทย ราวกับเป็นสัจพจน์และอุดมคติที่ต้องไปให้ถึง หากต้องการเป็นชายจริงหญิงแท้

ผู้นำต้องไม่ร้องไห้—มายาคติ Thailand only

ในทางตรงกันข้าม “น้ำตาของผู้นำชาย” ไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับลักษณะตามธรรมชาติของเพศชาย แต่กลับถูกให้ความหมายเชื่อมโยงกับมิติทางวัฒนธรรม “น้ำตาของผู้นำชาย” มักจะถูกตีความว่าแสดงถึงความรู้สึกรับผิดชอบ ถึงขนาดว่า "ลูกผู้ชายยังต้องหลั่งน้ำตา" เช่น การร้องไห้ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการปราศรัยหาเสียงก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงกรณี “เผาบ้านเผาเมือง” กลับไม่มีใครวิจารณ์ว่า “ใช้อารมณ์” “อ่อนแอ” “ขาดภาวะผู้นำ” “ใช้มารยาชาย” “บีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร” “ทำลายภาพพจน์ผู้ชายให้เสียหาย” แต่อย่างใด การให้ความหมาย “การหลั่งน้ำตาของผู้ชาย” จึงแตกต่างจาก “การหลั่งน้ำตาของผู้หญิง” ความแตกต่างในการตีความ “น้ำตาผู้นำ” เพศชายกับเพศหญิงเช่นนี้ สะท้อนอคติทางเพศที่มีอยู่ในสังคม ทว่าไม่ใช่อุดมคติดั้งเดิมในสังคมไทยแต่อย่างใด

วรรณคดีไทยหลายเรื่องกล่าวถึงตัวพระเอกร้องไห้จนเป็นลมสลบไป พฤติกรรมดังกล่าวไม่ถือว่าน่าอายหรือผิดปกติ ก่อนการรับเอากรอบความคิดในเรื่องเพศจากยุโรปเข้ามา สังคมไทยไม่ได้ตัดสินคุณค่าพฤติกรรมชายหญิงแบบเดียวกับในปัจจุบัน การร้องไห้ไม่ว่าชายหรือหญิงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และไม่ได้ถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอและไร้ภาวะผู้นำ เช่น การที่ผู้ชายที่โตแล้วร้องไห้ขณะฟังเสียงร้องทำขวัญนาค กลับแสดงวุฒิภาวะ คุณธรรมและการเติบโตผู้ชาย

เมื่อมองไกลออกไป การหลั่งน้ำตาของผู้นำในสังคมอื่นๆ ก็ไม่ถูกตีความว่าเป็นลักษณะทางธรรมชาติที่อ่อนแอและไม่ได้เป็นสิ่งที่ผูก ติดกับความเป็นเพศหญิง ตอนเกิดสึนามิครั้งใหญ่ นายกญี่ปุ่นก็ร้องไห้ แต่กลับไม่เห็นคนญี่ปุ่นออกมาโจมตีว่านายกของเขาช่างอ่อนแอหรือขาดวุฒิภาวะ ผู้นำ คุณพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ เขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊คว่า การร้องไห้ของผู้นำหญิงในประเทศอื่นๆ เช่น เอวิต้า เปรอง (Eva Perón) ภรรยาลำดับที่สองของประธานาธิบดี ฮวน เปรอง (Juan Perón) แห่งอาร์เจนตินาที่สนับสนุนให้ผู้หญิงในอาร์เจนตินามีสิทธิเลือกตั้งเท่า เทียมกับชาย กลับได้รับการยกย่อง ส่วนการร้องไห้ของนางฮิลลารี คลินตัน ช่วงรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แม้จะถูกบางคนตีความว่าเป็น “น้ำตาการเมือง” ดังนั้นการเรียกร้องว่าผู้นำหญิงไทยจะต้องไม่ร้องไห้ จึงเป็นมายาคติ เป็นแฟนตาซีแบบ Thailand only ห้ามลอกเลียน

วิธีคิดแบบผู้หญิง?

รสนา โตสิตระกูล สว.หญิงชื่อดังแห่งกรุงเทพฯ เขียนในเฟซบุ๊คส่วนตัวเปรียบเทียบ “น้ำ” เท่ากับ “เพศหญิง” และบอกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมของนายกปู เป็น “การแก้ปัญหาแบบผู้ชาย” ดังนี้ “น่าเสียดายที่เรามีนายกฯ เป็นผู้หญิง แต่ไม่เข้าใจการแก้ปัญหาที่ใช้คุณลักษณะของความเป็นผู้หญิง ที่มีคุณลักษณะของอิตถีภาวะ คือความอ่อน แปรเปลี่ยนตามสภาวะแวดล้อม การแก้ปัญหาที่มุ่งมั่นทำอยู่นี้ เป็นลักษณะของปุริสภาวะ คือแก้ปัญหาแบบผู้ชาย เน้นความแข็งกระด้างในการเอาชนะ ดูได้จากวิธีการสร้างคันคูแข็งแรงเพื่อสู้กับน้ำ โดยไม่เข้าใจว่าความอ่อน ความไหลของน้ำจะโอบล้อมและทำลายของแข็งเหล่านั้น ต่อมาเธอได้ตอกย้ำผ่านทางทีพีบีเอสว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม ของนายกยิ่งลักษณ์ ที่ใช้ “วิธีการแบบผู้ชาย” แต่เรียกร้องให้ใช้ “วิธีการแบบผู้หญิง” แทน

คุณรสนาไม่ได้อธิบายอย่างกระจ่างว่า “วิธีการแก้ปัญหาแบบผู้หญิง” ในที่นี่หมายถึงอะไรกันแน่ หากกล่าวอย่างคลุมเครือว่า “คุณเป็นผู้หญิง คุณต้องรู้จักวิธีแก้ปัญหาแบบผู้หญิง” สื่อความหมายโดยนัยว่า “วิธีคิด” เป็นเรื่องที่ผูกติดกับ “ความเป็นเพศ” ตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีวิธีคิดยังสามารถแบ่งแยกได้ตามเพศอีกด้วย นำไปสู่คำถามว่า คุณรสนารู้ได้อย่างไรว่าวิธีคิดอย่างไรเป็นวิธีคิดแบบผู้ชายหรือแบบผู้หญิง? ใครคือคนที่มีอำนาจชอบธรรมที่จะตัดสินว่า วิธีคิดแบบเพศชายเป็นปัญหา และวิธีคิดแบบเพศหญิงคือคำตอบ? และยังมีคำถามอีกว่า ต่อให้มีวิธีคิดแบบเพศหญิงอยู่จริงๆ วิธีแก้ปัญหาแบบเพศหญิงจะทำได้สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ภายใต้โครงสร้างสังคมไทยที่ถือเอาเพศชายเป็นใหญ่?

อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางความคลุมเครือของการเรียกร้อง “วิธีการแบบผู้หญิง” คุณรสนากลับเรียกร้องให้นายกแสดงออกซึ่ง “ภาวะผู้นำที่เด็ดขาด” “การกล้าตัดสินใจ” “การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพให้ได้” “การพาน้ำกลับลงทะเลให้เร็วที่สุด” วิธีการดังกล่าว ใช่ “วิธีการแบบผู้ชาย” หรือไม่? เพราะเน้นการเอาชนะและควบคุมธรรมชาติ ซึ่งคุณรสนาเองกำลังต่อต้าน แต่หลายคนเรียกร้องให้ทำ

โสเภณีกับวาทกรรมว่าด้วยเพศ

เป็นความจริงอย่างที่พิธีกรรายการตอบโจทย์ทางทีพีบีเอสกล่าวว่า “ขณะนี้เราไม่ได้เผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมเท่านั้น แต่เราเผชิญกับวิกฤตความเป็นผู้นำด้วย” การสร้างภาพ “วิกฤตภาวะผู้นำ” ผ่านสื่อกำลังสร้างอคติทางเพศด้วย การใช้ประเด็นเรื่องเพศมามุ่งเอาชนะทางการเมือง เช่น คำพูดของเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่เขียนในเฟชบุ๊คเรียกร้องให้นายกลาออก ด้วยการให้เหตุผลเชิงเปรียบเทียบว่านายกเป็นตัวแทนของ “สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ และด้อยปัญญา” ดังนั้นจึง “เหมาะจะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน หลักๆ ก็คือขายบริการ” มากกว่า คำพูดดังกล่าวนับว่าได้ก้าวไปไกลกว่าการวิพากษ์นายกหญิง แต่กำลังถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการดูถูกผู้หญิง และเป็นการเหยียดหยามหญิงขายบริการทางเพศ

ความพยายามในการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในภาวะวิกฤตของ สังคม โดยเปรียบเทียบ “เพศหญิง” กับลักษณะด้อยต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหลักฐานสนับสนุน ไม่ได้วางอยู่บนลักษณะทางธรรมชาติจริงๆ ของเพศหญิง แสดงถึงอคติทางเพศที่มีต่อผู้หญิงอย่างชัดเจน หากว่าการห้ามผู้นำหญิงร้องไห้กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมขึ้นมาจริงๆ สิ่งแรกที่ผู้หญิงต้องทำเมื่อเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ ก็คือการต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเพศชาย เพื่อให้มีลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนั้นการเรียกร้องให้ผู้หญิงก้าวสู่พื้นที่สาธารณะให้มากขึ้นดังที่นัก สตรีนิยมรณรงค์มาตลอด ก็คงไม่มีผลช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชายหญิงกระมัง

-----------------------------------------------

อ้างอิง
I “คุณหญิงกัลยา” เหน็บ “ยิ่งลักษณ์” น้ำตาไม่ช่วยแก้ปัญหา
II มติชน:ปชป.อัด"ยิ่งลักษณ์ อย่าบีบน้ำตา หาข้ออ้างหนีความรับผิดชอบ
III ตัวจริงหรือไม่! บิลลี่ โอแกน ด่ารัฐบาลยับ สมควรลาออก
IV มติชน:จากผู้หญิงถึงผู้หญิง: เมื่อ "เอิน กัลยกร" วิพากษ์ "ยิ่งลักษณ์" สตรีผู้ขี่ม้า (น้ำ)
V ตอบโจทย์ :"ยิ่งลักษณ์" กับภาวะผู้นำช่วงวิกฤต
VI Voice TV สวนดุสิตโพลระบุ ปชช.มองนายกฯร้องไห้กระทบภาพลักษณ์ผู้นำ

ว่าด้วยการร้องไห้ (On weeping and crying)

ที่มา ประชาไท

“I have been crying," she replied, simply, "and it has done me good. It helps a woman you know, just as swearing helps a man.”

“ฉันร้องไห้มาตลอด” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา “มันทำให้รู้สึกดี ร้องไห้มีประโยชน์ต่อผู้หญิง ดุจเดียวกับการด่าสำหรับผู้ชาย”

Horace Annesley Vachell นักเขียนชาวอังกฤษใน The Romance of Judge Ketchum

ไม่น่าเชื่อว่าการร้องไห้ออกสื่อของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (บางคนว่าแค่น้ำตาปริ่ม ๆ on the verge of tears) จะกลายเป็นประเด็นให้ท่าน ส.ส. ส.ว. นักการเมือง สื่อมวลชนเอามาวิจารณ์กันเป็นวรรคเป็นเวร ออกรายการพูดคุยทางโทรทัศน์ก็มี (เห็นว่าออกทางทีวีไทย ซึ่งผมไม่ค่อยได้ดู นอกจากรายงานข่าวของเขา)

คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ออกมาในแนวดูถูกท่านนายกฯ ที่เป็นถึงผู้นำ(หญิง) แต่กลับแสดงมารยาหญิง แสดงความ “อ่อนแอ” ผ่านทางน้ำตา วิเคราะห์กันไปจนถึงว่ามันสะท้อน “ความอ่อนแอ” ของภาวะความเป็นผู้นำของท่าน และยังสะท้อน “ความไม่รู้” หรือ “อวิชชา” ของผู้นำประเทศที่เป็นหญิงของเรา

วันก่อน สว.(หญิง) ท่านหนึ่งถึงกับเขียนใน fb ตัวเองว่า “น่าเสียดายที่เรามีนายกฯเป็นผู้หญิง แต่ไม่เข้าใจการแก้ปัญหาที่ใช้คุณลักษณะของความเป็นผู้หญิง” ท่านอธิบายต่อว่า ท่านนายกฯ ของเราน่าจะ “ยอมทำตามความปรารถนาของน้ำที่ต้องการกลับทะเล โดยเราต้องอำนวยความสะดวกให้น้ำได้เดินทางกลับ เข้าใจธรรมชาติของน้ำที่ต้องไปที่ต่ำ” และยังบอกด้วยว่า “การแก้ปัญหาที่มุ่งมั่นทำอยู่นี้ เป็นลักษณะของปุริสภาวะ คือแก้ปัญหาแบบผู้ชาย เน้นความแข็งกระด้างในการเอาชนะ ดูได้จากวิธีการสร้างคันคูแข็งแรงเพื่อสู้กับน้ำ”

ฟังดูดี แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเพศสภาพ (gender) หรือสถานะความเป็นหญิงหรือชายของผู้นำประเทศเลย เพราะไอ้ที่มันกั้นคูคลองน่ะ มันทำกันทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นคำสั่งจากผู้นำ “หญิง” เสียคนเดียวเมื่อไร ไม่เชื่อไปถาม อบต.แถว ๆ บ้านท่าน ส.ว. ก็ได้นะ แสดงว่าปัญหาในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ มันเป็นเพราะปุริสภาวะที่เข้าไปครอบงำในทุกวงการและทุกระดับ (masculinization หรือจะเรียกว่าเป็น defeminization ก็ได้) ไม่ใช่เป็นเพราะระดับหัวสุดของประเทศหรอก และถ้าจะวิจารณ์ ก็ควรวิจารณ์วิธีการจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการกักเก็บน้ำและปล่อยน้ำด้วย

ทีนี้ผมว่าคนที่ดูแคลนน้ำตาเป็นคนที่น่าหัวเราะเป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำตา การร้องไห้ (weeping, crying) มันอยู่คู่กับมนุษยชาติมานานแสนนาน ตราบที่เรายังมีความเป็นมนุษย์กันอยู่บ้าง ตั้งแต่เรื่องของศาสนาที่โยงถึงศิลปกรรมเลยทีเดียว (อย่าง weeping statue ก็เป็นประติมากรรมที่สะท้อนความเชื่อและศรัทธาในพระศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทั้งในในรูปของพระแม่มารีร้องไห้ หรือน้ำตาพระเยซูเจ้า)

การร้องไห้ยังมีบทบาทหน้าที่ประการต่าง ๆ ในทางการเมืองมากมาย เอาง่าย ๆ คำว่า “cry” ที่แปลว่าร้องไห้เนี่ยกลายเป็นคำที่มีนัยทางการเมือง และใช้กันจนเป็นสำนวนสามัญไป ไม่ว่าจะเป็น

“Outcry” ซึ่งหมายถึงการประท้วงหรือต่อต้านอย่างรุนแรง (A strong protest or objection) อย่างประโยคที่ว่า “public outcry over the rise in prices.” (“ประชาชนต่างร้องระงมคัดค้านการขึ้นราคาสินค้า”)

“Cry foul” อันนี้พบบ่อยมากในทางการเมือง เป็นการแสดงความเห็นเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อหลักกฎหมาย (to say that something which has happened is unfair or illegal) อย่างเช่น ประโยคที่ว่า “The opposition parties have cried foul at the president's act, seeing it as a violation of democracy.” (“พรรคฝ่ายค้านร้องระงมคัดค้านการกระทำของประธานาธิบดีที่พวกเขาเห็นว่าขัด ต่อระบอบประชาธิปไตย”)

คำว่า “cry” เอามาตั้งเป็นชื่อหนังการเมืองก็มีอย่าง Cry freedom ของท่านเซอร์ Richard Attenborough ซึ่งว่าด้วยปัญหาการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ยังมีอีกนะ ช่วย ๆ กันคิด

ส่วน “cry” ที่นำมาใช้ในเพลงนอกเหนือจากเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ก็มีมากมายมหาศาล ที่ผู้เขียนว่าดังสุดและประทับใจมากสุดน่าจะเป็น Don't Cry for Me Argentina เพลงประกอบละครเพลงของ Andrew Lloyd Webber นี่แหละ เรื่องราวชีวิตอันเต็มไปด้วยสีสันของ Eva Perón หรือที่คนไทยมักคุ้นในชื่อ “Evita Perón” หรือ “เอวิต้า เปรอง” นั่นเอง

สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคย เอวิต้า เปรองเป็นภรรยาลำดับที่สองของประธานาธิบดี Juan Perón แห่งอาร์เจนตินา และได้ดำรงตำแหน่งเป็น First Lady ตั้งแต่ปี 2489-2495 นอกจากสีสันทางการเมืองที่สนับสนุนประชานิยมขนานแท้ในละตินอเมริกาแล้ว ถือได้ว่าท่านเป็นผู้หญิงระดับสูงคนแรก ๆ เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่สนับสนุนร่างพระราชญัตติที่เปิดโอกาสให้ ผู้หญิงในอาร์เจนตินามีสิทธิเลือกตั้งเท่าเทียมกับชาย (universal suffrage) จะเป็นเหตุให้ล่าสุดอาร์เจนตินามีประธานาธิบดีหญิงถึงสองสมัยหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบได้ (ประธานาธิบดี Cristina Fernández de Kirchner)

Don't Cry for Me Argentina เป็นเพลงที่ร้องในองก์สองระหว่างที่สมมติของเอวิต้ายืนอยู่บนระเบียงของ ทำเนียบประธานาธิบดี หรือ La Casa Rosada (ปราสาทสีชมพู) เพื่อปราศรัยต่อมวลมหาประชาชนของอาร์เจนตินา ทั้งท่วงทำนองและคำร้องแสดงถึงอารมณ์พลุ่งพล่านและความยืนหยัดไม่ยอมแพ้ สำหรับคนที่ประชาชนทั้งรักทั้งเกลียดอย่างผู้นำหญิงท่านนี้ เนื้อเพลงท่อนสร้อยบอกว่า

“Don't cry for me Argentina
The truth is I never left you
All through my wild days
My mad existence
I kept my promise
Don't keep your distance.”

“อย่าร้องไห้เพื่อฉันเลย อาร์เจนตินา
ความจริง ฉันไม่เคยจากพวกเธอไป
แม้ฉันจะเคยมีอดีตอันปั่นป่วน
แม้ฉันจะเป็นที่ชิงชังรังเกียจ
ฉันยังรักษาสัญญา
อย่าถอยห่างจากฉันไป”

แน่นอนว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2495 ตอนที่เอวิต้า เปรองตายไป เธอคงไม่มีโอกาสร้องเพลงนี้แน่ เป็นจินตนาการของผู้ประพันธ์เพลงที่ต้องการใช้การร้องไห้เพื่อสื่อถึงความ รักที่มีต่อมวลมหาประชาชนของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งท่านนี้

การร้องไห้เพื่อเรียกคะแนนเสียงก็มี ซึ่งผมออกจะไม่เห็นด้วย (ก็ผู้เขียนเป็นผู้ชายไง) เพราะมันไม่แฟร์เท่าไร

อย่างช่วงรณรงค์หาเสียงเพื่อรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนแข่งขันชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของนางฮิลลารี คลินตันเมื่อปี 2551 ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงซึ่งผลการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น คะแนนของเธอค่อนข้างถูกนายบารัก โอบามาทิ้งห่าง ปรากฏว่าเราได้เห็นน้ำตาของนางคลินตันที่สื่อเอาไปขยายผลกันแทบทุก วัน(http://www.dailymail.co.uk/femail/article-512715/Tears-womans- powerful-manipulative-weapon-Hillary-weep-way-White-House.html) ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะ
ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ร้องไห้ จะเป็นเพราะต้องการเรียกคะแนนเสียงหรือไม่ ผมคงฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการร้องไห้ก่อนการเลือกตั้ง หรือระหว่างชิงชัยทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกันอย่างฉิวเฉียด ก็อาจอนุมานได้ว่าเป็น “น้ำตาการเมือง” โดยแท้
แต่ในสภาวะที่เป็นอยู่ ผมมองไม่เห็นความจำเป็นที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องหลั่งน้ำตาเพื่อการเมือง สำหรับผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงชนะขาดลอย สำหรับผู้นำที่ยังไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากผลสำรวจความเห็นประชาชนในแง่การแก้ไขปัญหา ยังไม่ถูกคนทั่วไปก่นด่าสาปแช่ง (ยกเว้นพวกสลิ่มปริ่มน้ำ) ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องร้องไห้เพื่อการเมือง
ผมกลับมองว่าคุณยิ่งลักษณ์ร้องไห้ เหมือนกับที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปเขาทำกัน เวลาที่รู้สึกเสียใจ เศร้าใจกับความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องผู้มีคุณธรรมสูงส่งนักหรอก ใครก็ร้องไห้ได้ ดังที่ฝรั่งนักสื่อสารมวลชนและครูท่านหนึ่ง (Sam Levenson) เคยกล่าวเชิงประชดประเทียดเสียดสีไว้ว่า
“Any beast can cry over the misfortunes of its own child. It takes a mensch to weep for others' children.”
“สัตว์เดรัจฉานยังร้องไห้เมื่อลูกตนเองถึงคราวเคราะห์ แต่มนุษย์ผู้สูงส่งด้วยคุณธรรมเท่านั้นจึงร้องไห้เพื่อลูกคนอื่นได้”
กระไรน้ำตามนุษย์จะเป็นสิ่งที่ขาดแคลนและถูกดูแคลนเช่นนี้ แม้แต่สัตว์ยังร้องไห้ได้ มนุษย์จะประหยัดน้ำตาได้ถึงขนาดนั้นหรือ

บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ: ควันหลง … ในน้ำท่วมมีน้ำลาย

ที่มา ประชาไท


และ “ภาคประชาชน” ผู้ที่เลือกข้างมานานนมแล้ว คอยร่วมผสมโรง!

น้ำท่วม” เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และเมื่อเกิดขึ้นแล้วทุกภาคส่วนก็ควรร่วมด้วยช่วยกันในการรับมือแก้ไขปัญหา คุณยิ่งลักษณ์เองหลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็แทบจะไม่มีเวลาหยุดหายใจหายคอเลยจนถึง วินาทีนี้

จึงนับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ …. มากกว่าจะมาด่าทอกัน

อันที่จริง การบริหารมหาอุทกภัยครั้งนี้น่าจะเป็นไปด้วยความราบรื่น หากทุกฝักฝ่ายยกเอาเรื่อง “การเมือง” ออกไปก่อน แต่การณ์ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ดังที่ทราบกันอยู่

ท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ซึ่งสังกัดพรรคฝ่ายค้าน เปิดฉากด้วยการกล่าวหาว่ามวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลบ่าเข้าท่วมเขตดอนเมืองนั้น เป็นก้อนน้ำของทุ่งรังสิตจังหวัดปทุมธานี (ถ้าไม่มีมวลน้ำก้อนนี้เขตดอนเมืองก็คงไม่ท่วมอะไรทำนองนี้ …) จากนั้นการประสานงานกันของ กทม. กับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ก็ออกลักษณะ “ประสานงา” กันเป็นส่วนใหญ่

แค่นี้ … คนกรุงเทพฯ ก็คงพอจะเดาออกถึงชะตากรรมที่พวกตนต้องประสบ
ยิ่ง “กทม.” เดินสวนทางกับ “ศปภ.” จนถึงขนาดต้อง “ทำหนังสือลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร” แทนการพูดคุยกัน

ความวิบัติก็จึงยิ่งบานปลายขยายใหญ่ขึ้น

หน่วยงานที่ดูจะผนึกกำลังกันได้ดีกลายเป็นรัฐบาลกับกองทัพ ทั้งที่ฐานเสียงของนายกฯ คือคู่ปรปักษ์ของอดีตแกนนำ คมช. ซึ่งกำลังนี้ยังคงเจิดแสงจ้าอยู่ในทุกโครงสร้างของกำลังพลด้วยซ้ำ

ภาพ ผบ.ทบ. ยืนเคียงข้างนายกฯ มีให้เห็นบ่อยครั้ง และการทำงานก็สอดรับกันดี การที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความเห็นว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติฉุกเฉิน เพราะอำนาจอะไรก็ไปสั่ง “น้ำ” ไม่ได้นั้นเล่นเอาเหล่าฮาร์ดคอร์ถึงกับต้องผิดหวังไปตามๆ กัน!

มวลน้ำที่มากผิดปรกติเช่นนี้ อย่าว่าแต่นายกฯ ปูที่เพิ่งจะเข้ามารับงานยังไม่ถึงเดือนดีเลย ลองสมมติให้อดีตนายกฯ ชายอก 3 ศอก ที่ผ่านๆ มาไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดมารับมือแทน ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีไปกว่าที่ท่านนายกฯ กำลังทำอยู่ในเพลานี้

ผู้ที่เอาแต่ก่นด่าจึงกลายเป็นพวก “มือไม่พาย เอาปากราน้ำ” ดังที่เขาว่าๆ กัน และรังแต่จะเป็น บูมเบอแรงตีกลับไปยังแสกหน้าของตนเอง

คุณสมบัติอันโดดเด่นของนายกฯ ปูที่ยังคงรักษาเอาไว้ได้อย่าง “คงเส้น คงวา” คือความ “นิ่ง” และ “ไม่ตอบโต้” ต่อคำปรามาสใดๆ เป็นประหนึ่ง “ภูเขา ศิลา แท่งทึบที่ไม่สะเทือนเพราะแรงลมที่พุ่งมาปะทะ” กับเป็น “บัณฑิตที่ไม่หวั่นไหวต่อเสียงสรรเสริญและนินทา”

ก็ขอเป็นกำลังใจ … ให้รักษาคุณสมบัติพิเศษข้อนี้ไว้นานๆ นะครับ

ประเด็นที่ยังมีการพูดถึงกันน้อยมากกลับเป็นเรื่องของ “ต้นเหตุ” อันทำให้เกิด “มวลน้ำก้อนใหญ่” ที่มากผิดปรกติเช่นนี้ พวกเราต้องไม่ลืมว่านี่เป็นกรณีที่ไม่เคยมีใครได้พบเห็นมาก่อนในชีวิต ซึ่งจู่ๆ ก็มีน้ำขนาดมหึมาไหลท่วมเข้าเมืองใหญ่ทั่วลุ่มเจ้าพระยา กวาดตั้งแต่นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี อยุธยา ยันกรุงเทพมหานครและเมืองปริมณฑลทั้งหมด

“ต้นเหตุ” ต้องมีการสืบสวนให้ชัดเจนว่า เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค หรือทางยุทธศาสตร์ของหน่วยงานใด ซึ่งคงตามตัวกันได้ไม่ยากเพื่อจะได้หาทางป้องกันแก้ไขไม่ให้เกิดเรื่องเช่น นี้ขึ้นอีก

ก็หวังว่าจะได้มีการสรุปผลออกมาให้ประชาชนได้ทราบในที่สุด

ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับสื่อยักษ์ใหญ่บางฉบับที่บอกให้นายกฯ โยนผ้าขาวและกล่าวหาว่าคุณยิ่งลักษณ์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและ ประชาชน อันที่จริงเราก็ไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีมาเพียงเพื่อจะแก้ปัญหาน้ำท่วมนี้ แต่เพียงอย่างเดียวดอก หากยังมีภารกิจอื่นๆ อีก อาทิเช่น การวางวิสัยทัศน์ของชาติประเทศในระยะยาว การพัฒนารากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งนายกฯ ยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีไม้ลายมือให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

เรื่อง “น้ำท่วม” นายกฯ ปูอาจจะสอบตกในสายตาของใครบางคน แต่ผู้เขียนก็ได้มองเห็นถึงความทุ่มเทพยายามเป็นอันมาก ท่านอาจเปรียบได้กับ “กัลบกมือใหม่” ในคำพังเพยจีนสำเนียงแต้จิ๋วที่ว่า

“ซิงที้เถ่าซือ หง่อเตียะไก่โฮ้ว”

ซึ่งแปลความได้ว่า …. “กัลบกมือใหม่ เจอลูกค้ารายแรกเป็นไอ้คางเครา”!

เอาไว้ให้คุณปูสอบตกเรื่องที่ใหญ่กว่านี้แล้วค่อยมาบอกให้โยนผ้ายอมแพ้ จะดีกว่าไหม ?

ดอนเมือง รื้อบิ๊กแบ็ก ศปภ.ยันจำเป็น

ที่มา ประชาไท

13 พ.ย. 54 เวลาประมาณ 16.00 น. ชาวบ้านเขตดอนเมืองเข้ารื้อแนวกระสอบทรายบิ๊กแบ็กบนถนนวิภาวดี-รังสิต บริเวณดอนเมือง หลังจากที่ร้องขอไปยังรัฐบาล โดยชาวบ้านอ้างว่า มี ส.ส.ในพื้นที่แจ้งว่า ให้เข้ารื้อบิ๊กแบ็กได้

ทั้งนี้ พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.ดอนเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาระหว่างนายการุณ โหสกุล ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย กับชาวบ้านย่านดอนเมืองกว่า 300 คน ที่ไปรวมตัวเรียกร้องให้รื้อบิ๊กแบ็กออกจากแนวกั้นว่า หลังการเจรจานานกว่า 2 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า ศปภ. ยอมรื้อบิ๊กแบ็กออก 30 เมตร ตามข้อเสนอของชาวบ้าน โดยจะดำเนินการให้เสร็จภายในเวลา 18.00 น. วันพรุ่งนี้ (14 พ.ย.)

อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันว่า ศปภ.ไม่ได้มีมติให้เปิดแนวบิ๊กแบ็กที่ดอนเมือง แต่ยอมรับว่า มีการหารือกรณีที่ชาวบ้านร้องเรียนจริง ซึ่งยังไม่ได้มีมติใดๆ ออกมา แต่ได้ประสานไปทาง กทม. ให้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ไปให้มากขึ้น และมอบหมายให้ทาง กทม. และกระทรวงมหาดไทย เข้าไปให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็วด้วย

ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤตของ ศปภ. กล่าวถึงกรณีนี้ว่า การรื้อคันบิ๊กแบ็กทั้งหมด 15 กิโลเมตร ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่ถ้าจะเปิดช่องบิ๊กแบ็กเป็นช่วงๆ อาจทำได้ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นจุดๆไป เช่นบางจุดเป็นที่สูง มีระดับน้ำสูงไม่มากนัก การเปิดบิ๊กแบ็กเป็นช่องมีความกว้างไม่มากนัก เราก็อาจจะยอมได้ แต่ถ้าจะเปิดในจุดที่มีความลึกระดับน้ำสูงเมตรครึ่ง หรือสองเมตร ถ้าจะเปิดช่องบิ๊กแบ็ก น้ำก็จะทะลักเข้ามาในพื้นที่หลังแนวบิ๊กแบ็กจำนวนมาก ซึ่งก็คงจะยอมให้เปิดช่องไม่ได้

"การเปิดช่องบิ๊กแบ็กไม่ใช่การแก้ปัญหาของการที่มีน้ำเอ่อขังอยู่ด้านนอก แต่ขณะนี้ที่เราและ กทม.แก้ปัญหา คือ การเร่งระบายลงคลองเปรมประชากรให้มากขึ้น จะทำให้น้ำคลองรังสิต คลองหกวา ย่านสายไหมน้ำลดลง"

ดร.อานันท์ เปิดเผยด้วยว่า หากเอาคันบิ๊กแบ็กออกทั้งหมดจะทำให้ น้ำทะลักเข้ามาวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำให้น้ำท่วมอีก และน้ำอาจจะทะลักเข้าไปถึงสีลม ตอนนี้ประเด็นจึงต้องคงบิ๊กแบ็กไว้ แต่ต้องไปลดความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มที่อยู่เหนือคันกั้นน้ำว่า จะทำอย่างไรให้เขากระทบน้อยที่สุด

"การจะพิจารณาเปิดช่องบิ๊กแบ็กบางช่วงนั้นจะทำได้เมื่อใด เราเห็นว่าต้องรอการปรับให้มีการระบายน้ำลงคลองเปรมประชากรก่อน และตอนนี้ถ้าระดับน้ำนอกคันแนวบิ๊กแบ็กลดลงได้ในอัตราที่ดี ซึ่งขณะนี้ลงได้วันละ 3 เซนติเมตร แต่ถ้าสามารถลงได้เพิ่มขึ้นวันละ 5 เซนติเมตร ก็จะทำให้น้ำในคลองรังสิต คลองหกวามีระดับน้ำลงต่ำกว่า 3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถ้าทำได้ก็จะจบ บิ๊กแบ็กก็ไม่ต้องมี เพราะน้ำจะไหลลงตลิ่งหมดซึ่งเวลานี้เราต้องการแก้ปัญหาให้ถูกจุดก่อน เพราะบิ๊กแบ็กเราใช้ในขณะที่ระดับน้ำคลองรังสิตอยู่ 3.4 เมตร คือสูงกว่าตลิ่ง 40 เซนติเมตร ซึ่งตอนนี้เหลือให้น้ำลงอีก 30 กว่าเซนติเมตร ดังนั้นทำให้น้ำลดลงได้วันละ 5 เซนติเมตรประมาณ 5 - 6 วันน้ำก็จะลดได้ แต่ตอนนี้น้ำลดลงได้วันละ 3 เซนติเมตร ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 10 วัน เราก็เข้าใจว่า ประชาชนก็ใจร้อน เพราะเขาต้องทนมาหลายสิบวันจะเป็นเดือนแล้ว ถ้าจะให้ทนไปอีก 10 วันก็คงดูทารุณ แต่เรื่องนี้จะให้แก้ปัญหาแบบนั้นไม่ได้ ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า ถ้าจะให้เอาบิ๊กแบ็กออกทั้งหมด ไม่ใช่ทำให้ระดับน้ำบริเวณนั้นลดลง ตราบใดที่เรายังแก้ปัญหาระดับน้ำคลองรังสิตไม่ได้" เลขานุการคณะทำงานจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤตของ ศปภ. กล่าว

...............................
ที่มา: เรียบเรียงจากไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์