WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 15, 2011

จุฬาฯ เสนอ 11 มาตรการ สร้างซูเปอร์ฟลัดเวย์ เวนคืนริมคลอง กว้าง 2 ยาว 200 กิโลเมตร

ที่มา ประชาไท

14 พ.ย. 54 หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬา เสนอ “11มาตรการแก้ไขน้ำท่วมแบบหลายมิติ: ซุปเปอร์เอ็กซ์เพรสฟลัดเวย์ หนทางฟื้นความเชื่อมั่นประเทศไทย” โดยระบุว่า ที่ผ่านมาการจัดการน้ำของประเทศไทย ยังเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้โครงสร้าง เช่น การขุดลอกคลอง การผันน้ำเข้าทุ่ง สร้างเขื่อน สร้างฝายชะลอน้ำ ฯลฯ แม้จะสามารถแก้ปัญหาระยะสั้น เห็นผลเร็วได้ แต่ไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมใหญ่ได้ ทั้งยังมีส่วนเพิ่มความรุนแรงของปัญหา จึงได้เสนอแนวทางแก้ไขน้ำท่วมแบบหลายมิติ รวม 11 มาตรการ ประกอบด้วย

1.สร้างระบบทางด่วนพิเศษระบายน้ำท่วม (super-express floodway) ที่จะต้องทำเป็นมาตรการแรก เนื่องจากในปี 2533 กทม.มีทางระบายน้ำในฝั่งตะวันออกที่ยังสมบูรณ์ แต่หลังจาก 10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายของเมืองจนกั้นทางระบายน้ำของกทม.ทั้งชุมชนเมือง นิคมอุตสาหกรรม และสนามบินสุวรรณภูมิที่ขวางทางน้ำ ดังนั้นวิธีการสร้างทางด่วนพิเศษระบายน้ำท่วม จะต้องใช้คลองเดิมที่เชื่อมไปยังเขื่อนพระราม 6 ที่ จ.ชัยนาท โดยเวนคืนพื้นที่ริมคลองข้างละ 1 กิโลเมตร อาทิ คลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต แล้วสร้างถนนสูง 6 เมตรทั้งสองข้างเป็นถนนมอเตอร์เวย์ระยะทางยาวกว่า 200 กิโลเมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวนี้จะไม่อนุญาตให้อยู่อาศัย แต่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อน้ำท่วมพื้นที่ตรงนี้จะทำหน้าที่เป็นทั้งแก้มลิง และเป็นพื้นที่ระบายน้ำ โดยจากการคำนวณ สามารถระบายน้ำได้เท่ากับเจ้าพระยา 2 สายรวมกัน ทั้งนี้วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะไม่ต้องขุดแม่น้ำใหม่ ส่วนพื้นที่เวนคืนอาจกระทบชาวบ้าน ซึ่งต้องมีการทำประชาพิจารณ์ หากรัฐบาลเห็นความสำคัญก็ควรเร่งทำ
2.ต้องวางแผนแม่บทควบคุมการป้องกันน้ำท่วมโดยใช้สิ่งก่อสร้างในลุ่มน้ำต่างๆ ควบคุมการถมดินทั้งระบบ ควบคุมการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ล่อแหลมน้ำท่วม ปรับปรุงระบบระบายน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพ เช่น ขยายประตูน้ำให้สอดคล้องกับขนาดคลองต่างๆ วางระบบการดูแลคูคลองและขุดลอกสม่ำเสมอ
3.ปรับปรุงระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่ ที่จะต้องศึกษาระบบน้ำในปีต่างๆ ศึกษากลุ่มเมฆฝนว่า ปีหนึ่งๆ จะมีฝนตกลงมาเท่าไหร่ แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีคนทำ แต่ทำไม่ครบ ตรงนี้ต้องแม่นว่าตกที่ไหน ตกเท่าไหร่ ตกเมื่อไหร่ บอกได้ทั้งหมด หลายประเทศทำได้
4.วางแผนพัฒนากทม. และเมืองบริวารในอนาคต ที่จะต้องปิดกั้นการขยายตัวของกทม. เพราะน้ำต้องมีที่ระบายแต่หากเป็นพื้นที่เมืองทั้งหมดก็จะต้องขยายระบบ ป้องกันอีก เหมือนกับต้องขีด กทม.ไม่ให้โตมากกว่านี้ แต่ต้องขยายเมืองอื่นๆ อาทิ จ.ราชบุรี สระบุรี ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี ขยายเมืองออกไป แล้วใช้ระบบขนส่งรถไฟความเร็วสูงเข้ามายังกทม.ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง
5.ใช้มาตรการจัดเก็บภาษีน้ำท่วมและการประกันภัย เพื่อกองทุนชดเชยน้ำท่วม ทั้งภาษีน้ำท่วมโดยตรงจากพื้นที่ที่มีระบบปิดล้อมป้องกันน้ำท่วม ควบคุมขุด น้ำบาดาล กำหนดระยะเพาะปลูก ออกกฎหมายป้องกันชาวบ้านรื้อคันตามใจชอบ
6.มาตรการควบคุมการใช้ที่ดินและผังเมืองโดยใช้แผนที่เสี่ยงน้ำท่วม
7.ควบคุมการขุดน้ำบาดาล ควบคุมการทรุดของแผ่นดิน ซึ่งจะช่วยให้ระบบระบายน้ำดีขึ้น
8.มาตรการแผนแม่บทกำหนดระยะเวลาการเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับการแปรปรวนและผกผันของภูมิอากาศในอนาคต เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร
9.มาตรการอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่แก้มลิงให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนในพื้นที่ล่อแหล่มเสี่ยงน้ำท่วม
10.ควรเร่งพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการพิบัติภัยทั้งระบบ และ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดการพิบัติภัยของภาครัฐ เพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้ฝืนคำสั่ง เช่น การรื้อคันกั้นน้ำอย่างที่เป็นอยู่
11.ควรจัดตั้งหน่วยงานดูแลเรื่องพิบัติภัยและส่งเสริมงานวิจัยทั้งระบบอย่างจริงจัง เพื่อลดพิบัติภัยด้วยความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่
.................................
ที่มา:
เรียบเรียงจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

'โอบามา' เปิด 'เอเปก' ประกาศเตรียมผลักดันแผนการค้าเสรี

ที่มา ประชาไท

วานนี้ (13 พ.ย. 54) ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ เปิดการประชุมสุดยอดของที่ประชุมว่าด้วยข้อตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มเอ เซีย-แปซิฟิกหรือเอเปก ประกาศย้ำแผนการค้าเสรี หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Partnership) ให้เป็นโมเดลการค้าเสรีรูปแบบใหม่

ผู้นำสหรัฐเจ้าภาพจัดการประชุมที่ฮาวายกล่าวว่า ขอให้เขตภูมิภาคนี้ดำเนินการให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวด เร็วเป็นไปแข็งขัน และดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้นกว่าเดิมตามความต้องการของประชาชนในขณะ ที่กำลังเกิดภัยพิบัติทางเศรษฐกิจของโลก พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่า เขตภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของสหรัฐ

ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐประกาศว่า จะผลักดันแผนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือแผนการค้าเสรีโดยคาดหวังว่า แผนนี้จะเป็นรูปเป็นร่างภายในปีหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีหู จิ่นเทาของจีนกล่าวว่าจีนไม่มีความสนใจในแผนการดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่า แผนการทีพีพีเป็นแผนการที่ทะเยอทยานมากเกินไปและไม่รู้ว่าผลลัพธ์หลังจากการ เปิดการเสรีแล้วจะออกมาในรูปใดจึงขอดูท่าทีไปก่อน

ทั้งนี้ แผนทีพีพี หรือแผนการค้าเสรี จะมีผลต่อการลดกำแพงภาษี ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ระเบียบของรัฐวิสาหกิจ และการพิทักษ์ลิขสิทธิ์ทางปัญญา ปัจจุบัน แผนดังกล่าวมีสมาชิก 9 ประเทศ คือ ชิลี นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐ เวียดนาม มาเลเซีย เปรู และบรูไน ส่วนญี่ปุ่นได้แสดงความประสงค์ในการเข้าร่วมแผนดังกล่าวด้วย เนื่องจากมองว่าจะเป็นการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับชาติต่างๆ และสร้างสมดุลระบบการค้าในเอเชียเพื่อมาถ่วงดุลกับจีน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังคงชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากแผนดังกล่าวถูกต่อต้านจากกลุ่มชาวนาในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน เอเปคมีสมาชิกทั้งสิ้น 21 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 19 ประเทศ และ 2 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศจากอเมริกาเหนือและใต้

ที่มา: เรียบเรียงจาก สำนักข่าวแห่งชาติ

พาไปดูกับตาอุโมงค์ยักษ์ชิคาโก้(ไม่ดัมมี่นะจ๊ะ) แผนงานป้องกันน้ำท่วม-ขจัดน้ำเสียอย่่างยั่งยืนของแท้

ที่มา Thai E-News



โดย Maitri
14 พฤศจิกายน 2554

พอดีได้อ่านกระทู้จากกระดานสนทนาของไทยฟรีนิวส์เรื่อง “ ...กล้องดัมมี่ อุโมงค์ดัมมี่ ผู้ว่าฯดัมมี่ จากพรรคดัมมี่...” ทั้งยังได้เห็นรูปของคุณชนินทร์ รุ่งแสง สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในไทยอีนิวส์ “ช็อตเด็ดวันนี้---“ ยอมรับกลางสภาฯว่า อุโมงค์ยักษ์ “ยังสร้างไม่เสร็จ” ทำให้ผู้เขียนคิดว่าบ้านนี้เมืองนี้เป็นอะไรไปแล้ว ”การแหกตาเล่นปาหี่ระดับชาตินี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”


อุโมงค์ยักษ์นี้ ตามแผ่นป้ายโฆษณาว่า จะช่วยคนดอนเมือง คนหลักสี่ คนจตุจักร และคนกรุงเทพฯ “ป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน”

แต่ตอนนี้ “ชวด”แล้วครับ ร้องเพลง “รอ” ไปพลางๆก่อน

ลองคิดดูถ้ามีผู้นำกล้าคิด กล้าทำ กล้าพูดความจริง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง บ้านเราจะเจริญกว่านี้เยอะ

ภัย ธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหม่เลย อย่างในสหรัฐอเมริกานั้น ชิคาโก้และเมืองใกล้เคียง เช่นเดสเพลน ริเวอร์ ฟอเรส พอเจอฝนตกหนัก น้ำจะท่วมเป็นประจำ

สังคม ยิ่งพัฒนาหรือเจริญมากขึ้นเท่าไหร่ ประชากรเพิ่มมากขึ้นเมื่อใด ปัญหาการป้องกันน้ำท่วม ปัญหาการกำจัดของเสีย ปัญหาการขจัดน้ำเสีย เป็นปัญหาสำคัญเหมือนเงาตามตัวเป็นเรื่องเร่งด่วนของชุมชน

รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา มีแผนงานที่จะแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนี้ขึ้นเมื่อประมาณสามสิบห้าปีที่แล้ว เรียกว่า “ทาร์ป (TARP) หรือTunnel and Reservoir Plan แผนงานนี้ผุดขึ้นมาเพราะวิธีก่อนๆใช้ไม่ได้ผลแล้ว



“ทาร์ป”ฟังดูแล้วคล้ายๆกับ โครงการอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินของเรา แต่เพิ่ม “อ่างเก็บน้ำ”เข้าไป

เป็น โครงการขุดท่อ สร้างอุโมงค์และอ่างเก็บน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันน้ำท่วม ขณะที่เก็บน้ำก็ถือโอกาสกำจัดน้ำเสียไปด้วยในตัวก่อนที่จะปล่อยน้ำลงไปในแม่ น้ำลำคลอง และในทะเลสาปมิชิแกน

เป็นโครงการหนึ่งของ
Metropolitan Water Reclamation District of Greater Chicago หรือแปลไทยอย่างง่ายๆว่า เป็นกรมสุขาภิบาลจัดการน้ำอะไรทำนองนี้ คงจะได้กระมัง

มี เรื่องเล่ากันว่า หน่วยงานนี้เกิดจาก “วัวหายแล้วล้อมคอก” คือประมาณหนึ่งร้อยปีมาแล้วเกิดโรคอหิวาต์ระบาดหนัก ในสมัยนั้นน้ำจากส้วมถูกปล่อยลงแม่น้ำชิคาโก แล้วมันก็ใหลเข้าทะเลสาปมิชิแกนซึ่งเป็นที่ต่ำสุด บังเอิญทะเลสาปมิชิแกนเป็นแหล่งทำน้ำประปา ปรากฎว่ามีคนตายหลายหมื่นคน ทางรัฐอิลลินอยส์ก็เลยตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาเพื่อรักษาสภาพน้ำในทะเลสาป มิชิแกนไม่ให้เน่า

น้ำในทะเลสาปมิชิแกนเป็นหัวใจสำคัญของรัฐทั้งหลายในแถบมิดเวสส์ รวมทั้งชิคาโก้ด้วย เพราะเป็นแหล่งน้ำจืดอันสำคัญ

เมืองชิคาโก้เป็นเมืองเก่าที่ท่อรับน้ำฝนจากหลังคาบ้านกับท่อระบายน้ำเชื่อมติดกัน อย่างที่เขาเรียกว่า “คอมบาย ซิสเต็ม”

โครงการ รุ่นก่อนๆ ก่อนที่จะมาถึง “ทาร์ป” เขาก็จะขุดคลองทำล็อคกั้นน้ำ กั้นไม่ให้น้ำจากแม่น้ำชิคาโก้ซึ่งมีน้ำใช้และน้ำเสียปนอยู่ไหลลงทะเลสาป คลองที่ขุดไว้ก็เพื่อ “ชักน้ำ” ให้น้ำจากแม่น้ำชิคาโกได้ไหลลงไปในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ และไหลต่อไปยังแม่น้ำอิลลินอยส์ จนสุดท้ายไหลเข้าอ่าวเม็กซิโก

แต่วิธีนี้แก้ปัญหาไม่ได้อีกแล้วเพราะพอฝนตกลงมามากๆ แม่น้ำรับไม่ใหว เกิดน้ำท่วม เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปลดล็อคปล่อยน้ำไหลลงทะเลสาป

ดังนั้น “ทาร์ป” จึงมีจุดประสงค์ที่จะแก้ปัญหา ๒ ปัญหาในเวลาเดียวกัน คือปัญหาน้ำท่วม และปัญหาน้ำเสียในแม่น้ำลำคลองและทะเลสาป

หลัก การของ “ทาร์ป” ก็คล้ายๆกับเขาไปสร้างแม่น้ำใต้ดินไว้ โดยเมื่อก่อนน้ำใช้จากบ้านจะถูกระบายเข้าท่อระบายน้ำที่ถนน และจะไหลลงแม่น้ำ แต่อันนี้ จะไหลลงอุโมงค์ใต้ดิน เหมือนใหลลงแม่น้ำ ซึ่งจะเป็นการช่วยเรื่องน้ำท่วม

ส่วน เรื่องอ่างเก็บน้ำนั้นมีไว้สำหรับแยกเก็บน้ำเสียเอาไว้ให้ตกตะกอนเสียก่อน แยกเอาน้ำใสออกไปบำบัดก่อน แล้วเอาตะกอนพวกนี้ที่มีแบคทีเรียสกปรกมาบำบัดอีกที

ดัง นั้นโครงการ “ทาร์ป” จึงประกอบไปด้วยสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการสร้างท่อและเจาะอุโมงค์ รองรับน้ำใช้ น้ำเสีย น้ำฝน ขั้นตอนสอง สร้างอ่างเก็บน้ำใต้ดินสำหรับนำมาบำบัด ซึ่งทั้งสองขั้นตอนต้องมีเครื่องปั๊มน้ำขนาดยักษ์หลายตัวเป็นตัวช่วยถ่ายเท น้ำ

ถึงแม้ว่าชิคาโก้มี “ทาร์ป” ถ้าฝนตกหนักมากน้ำก็ยังท่วม แต่ไม่หนักหนาเหมือนเดิม

อย่างว่าละครับ”เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

เท่าที่ทราบมีตัวแทนจากประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า ๒๐ ประเทศเข้าชมโครงการนี้ ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยส่งตัวแทนเข้าชมโครงการนี้หรือเปล่า

ภัย น้ำท่วมครั้งนี้คงทำให้ถึงเวลาแล้วกระมังที่เราคนไทยต้องจัดการปัญหาเรื่อง น้ำอย่างจริงจังสักที การมีกระทรวงใหม่ หรือมีหน่วยงานใหม่ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงเป็นความคิดที่ดี น่าทำให้เป็นจริง

วัวหายแล้ว จะล้อมคอกกันรึยัง

ขอมืออาชีพที่มีกึ๋นหน่อยนะครับ

การแก้ปัญหาน้ำท่วมเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าพ่วงเรื่องการบำบัดน้ำเสีย น้ำกินน้ำใช้ที่สะอาดถูกอนามัย จะดียิ่งขึ้น

อย่าลืมครับ “ยูอาร์วัทยูอีท (You are What You eat)” ยังไม่รู้ว่าน้ำที่เราดื่มๆกันหลังจากวิกฤตนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง น้ำขวดก็แพงฉิบ...

Monday, November 14, 2011

สายน้ำ เชี่ยวกราก โอบอุ้ม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มั่นคง แข็งแกร่ง?

ที่มา มติชน



แม้ไม่ได้ไปร่วมประชุมเอเปกที่เกาะฮาวาย สหรัฐอเมริกา แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ตัดสินใจเข้าร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย

เป็นการเข้าร่วมหลังพบและหารือกับ นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ

เป็นการเข้าร่วมหลังพบและหารือกับ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา

เป็นการเข้าร่วมหลัง ครม.มีมติเห็นชอบกับการจัดตั้งคณะกรรมการ 2 คณะสำคัญ

1 คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ "กยอ." อันมีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน 1 คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ "กยน." อันมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา

เป็นงานในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการรื้อสร้างครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อนำไปสู่การวางแผนแม่บทให้กับประเทศ

ในที่ประชุมอาเซียน ซัมมิท ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีโอกาสหารือทั้งกับประธานาธิบดีสหรัฐ ประธานาธิบดีรัสเซีย นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นต้น

การเข้าร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิท บนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย จึงทรงความหมาย

ความหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มิได้เป็นความหมายในทางส่วนตัว หากประการสำคัญอย่างมากเป็นความหมายในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรุนแรง ท้าทาย

ประการหนึ่ง เพราะว่าการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นการดำรงตำแหน่งในลักษณะต่อเนื่อง

ต่อเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องจากพรรคไทยรักไทย

ต่อเนื่องจาก นายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต่อเนื่องจากพรรคพลังประชาชน

ที่สำคัญคือต่อเนื่องความขัดแย้งอันเกิดขึ้นก่อนและหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

ประการหนึ่ง เพราะว่าพื้นฐานเดิมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ พื้นฐานของนักธุรกิจมิได้เป็นพื้นฐานของนักการเมือง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึง "ละอ่อน" อย่างยิ่งในฐานะนักการเมือง

ความละอ่อนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อประสานกับความต่อเนื่องของปัญหาอันเนื่องแต่ความพยายามโค่นล้ม ทำลาย และถอนพิษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงโถมเข้าใส่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างชนิดเรียกว่าจัดเต็ม จัดหนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ "มวลน้ำ" อันหนักหนาสาหัสประหนึ่งเป็น

การต้อนรับน้องใหม่

มีความคาดหมายในเชิงสบประมาทมากมาย

ภายหลังจากการเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

คาดหมายถึงอนาคตอันง่อนแง่นอย่างยิ่ง

จำนวนไม่น้อยประเมินว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช ประสบในเดือนกันยายน 2550 และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประสบในเดือนธันวาคม 2550

ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม ความเชื่อที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจจมหายไปกับสายน้ำ ยิ่งกระจายไปในวงกว้าง

แต่ 2 เดือนเศษในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ 2 เดือนเศษที่อยู่ท่ามกลางกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากที่ตีโอบล้อมกรุงเทพมหานครจาก พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี แทนที่จะมองเห็นความอ่อนแอ ปวกเปียก

ตรงกันข้าม ทางหนึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียนรู้จากสายน้ำ ขณะเดียวกัน ทางหนึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พิสูจน์ให้เห็นความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชน

กลับกลายเป็นว่าสายน้ำและประชาชนหันมาโอบอุ้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากขึ้น

การจัดตั้งคณะกรรมการในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การฟื้นฟูสร้างอนาคตมีความสำคัญยิ่ง

ตรงนี้ต่างหากคือ สายตายาวไกลจากซากปรักหักพัง คือการประสานพลังทางปัญญา พลังทางสังคมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเริ่มต้นบทบาทก้าวใหม่ให้กับประเทศ

นี่คือ จุดอันนำไปสู่การสร้างแผนแม่บท มาสเตอร์แพลน เพื่อประเทศไทยใหม่อย่างแท้จริง

รวมภาพผู้นำระดับโลกกับ "น้ำตาเจ้ากรรม"

ที่มา มติชน










































สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผย ผลสำรวจเรื่อง "ข่าวนายกรัฐมนตรีกับน้ำท่วม ในทัศนะของประชาชน" จากการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.03 เห็นว่า ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลลดลง เพราะการแก้ปัญหาน้ำท่วมขาดประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญ คือ ภาพที่นายกรัฐมนตรีร้องไห้นั้น ประชาชนร้อยละ 59.38 เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงออกว่าอ่อนแอ แต่ร้อยละ 40.62 เห็นว่าเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอ ขณะที่ประชาชนร้อยละ 64.51 มองว่า การร้องไห้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี บั่นทอนกำลังใจของผู้ประสบภัย ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จึงควรควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้

วันเดียวกัน (13 พ.ย.54) เวลา 14.50 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อาคารศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ของสวนดุสิตโพล ที่ระบุว่า ประชาชนไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีร้องไห้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความรู้สึกของผู้ประสบอุทกภัย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า " ไม่ใช่ร้องไห้ สื่อมวลชนที่ไปด้วยก็จะเห็นว่า เป็นเพียงการไปเห็นพี่น้องประชาชนในจังหวัด นครสวรรค์ จากที่เห็นว่า มีความทุกข์แล้วกลับมาดีขึ้น มีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แน่นอนอารมณ์ร่วมที่ปลื้มใจต่าง ๆ มีเพียงหยดน้ำตาคลอเบ้าเท่านั้น"

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "สื่อมวลชนขอความกรุณาไม่ ได้ยืนร้องไห้ ไม่ได้อ่อนแอ แต่ดิฉันเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ก็ย่อมมีหัวอกหัวใจที่จะคิดถึงความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน กราบเรียบว่า ไม่ได้อ่อนแอ และจะตั้งใจทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่"

ลองมาดูภาพผู้นำระดับโลก น้ำตาซึมกันบ้าง !!!!

(ภาพจาก ประชาทอร์ค อาทิตย์ที่ 13 พ.ย.2554 )




คลังคาดงบประมาณปี55 จัดเก็บรายได้เพิ่ม 1.98 ล้านล. มั่นใจศก.โต5%

ที่มา มติชน

กระทรวงการคลังออกเอกสารข่าว ประมาณการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2555 ว่า กระทรวงการคลังมั่นใจว่าจะจัดเก็บรายได้รัฐบาลได้ตามประมาณการที่ตั้งไว้ตาม เอกสารงบประมาณ 1.98 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัย ดังนี้


การประมาณการรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2555 (1,980,000 ล้านบาท) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 (1,891,026 ล้านบาท) ในอัตราเพียงร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2553 และ 2554 ที่มีอัตราเพิ่มร้อยละ 16.8 และ 14.8 ตามลำดับ


นอกจากนี้ การประมาณการรายได้ในปีนี้เมื่อเทียบกับ GDP จะมีสัดส่วนร้อยละ 16.8 ซึ่งต่ำกว่าในปีงบประมาณ 2553 และ 2554 ที่ร้อยละ 16.9 และ 17.4 ตามลำดับ เนื่องจากมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 และการขยายเวลาการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 0.005 บาท ต่อจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2554


กระทรวงการคลังคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2555 ยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 5.0 เท่ากับที่ประมาณการไว้ขณะที่จัดทำประมาณการในเดือนตุลาคม 2554 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 4.5 – 5.5 แม้ว่าในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 ได้มีการประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัยในเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2554 ลดลงร้อยละ 1.8 แต่จากความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมทั้งจากภาครัฐและเอกชน จะส่งผลให้ธุรกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2555 เพิ่มขึ้นทั้งด้านการบริโภคและการลงทุน รวมทั้งการอัดฉีดเงินของรัฐบาลจากการขาดทุนงบประมาณ 400,000 ล้านบาท จะเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศ


ดังนั้น กระทรวงการคลังมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้รัฐบาลได้ตามเป้าหมาย 1.98 ล้านล้านบาท

สำหรับประมาณการรายได้จำแนกตามหน่วยงาน

1.กรมสรรพากรจะจัดเก็บ 1,624,800 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2554 จำนวน 109,134 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.2 (ปีงบประมาณ 2554 มีอัตราเพิ่มร้อยละ 19.9)

2.กรม สรรพสามิตจะจัดเก็บ 405,000 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2554 จำนวน 5,221 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (ปีงบประมาณ 2554 ลดลงร้อยละ 1.5 จากการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล)

3.กรมศุลกากรจะจัด เก็บ 105,500 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2554 จำนวน 2,618 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.5 (ปีงบประมาณ 2554 มีอัตราเพิ่มร้อยละ 5.9)

4. รัฐวิสาหกิจจะนำส่งรายได้ 104,000 ล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2554 จำนวน 5,205 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.3 (ปีงบประมาณ 2554 มีอัตราเพิ่มร้อยละ 7.9)

เพื่อไทยจัดรถใหญ่วิ่งรับส่งชาว กทม. ฝั่งตะวันออก-ตะวันตก

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงภายหลังประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องของการเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมร่วมสองสภา ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ตาม ม.179 กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบและผู้อภิปรายเรื่องดังกล่าวไว้แล้วจำนวน 25 คน และเนื่องจากจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ทางพรรคจึงได้กำชับให้ ส.ส.ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ให้เดินทางมาประชุมสภา โดยพร้อมเพรียงกัน

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในเขต กทม.และปริมณฑล ซึ่งทาง ส.ส.ในแต่ละพื้นที่ได้สะท้อนปัญหาเข้ามา และพบว่าประชาชนยังประสบปัญหาเรื่องของถุงยังชีพ และการคมนาคมขนส่งที่ไม่ทั่วถึง ดังนั้น ทางพรรคเพื่อไทยได้ช่วยเหลือโดยการจัดรถขนาด 6 ล้อ และ 16 ล้อ เพื่อรับส่งประชาชนในเส้นทางต่างๆ โดยในพื้นที่ กทม.ฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย ถ.พหลโยธิน ตั้งแต่เซียร์ รังสิต-สะพานใหม่-วงเวียนหลักสี่-แยกเกษตร-รัชโยธิน-ห้าแยกลาดพร้าว ถ.รามอินทรา-ถ.แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ รพ.นพรัตน์-รามอินทรา-ศูนย์ราชการ-ห้าแยกปากเกร็ด ถ.เลียบคลองประปา ตั้งแต่แยกศรีสมาน-เลียบคลองเปรมประชากร ตัดผ่าน ถ.แจ้งวัฒนะ-แยกพงษ์เพชร-ถ.กำแพงเพชร ส่วน กทม.ฝั่งตะวันตก ตั้งแต่หนองแขม-ถ.เพชรเกษม-ท่าพระ -วงเวียนใหญ่

ทั้งนี้ ส่วนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี อยุธยาและสมุทรสาคร ที่ร้องขอความช่วยเหลือในเรื่องการอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ เรื่องถุงยังชีพและเพิ่มอาหารกล่องแบบรายวันนั้น ทางพรรคจะได้ประสาน ศปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ รวมทั้งเพิ่มเต็นท์ให้บริการประชาชนในจุดที่ ส.ส.ในพื้นที่ร้องขอเข้ามา

ทูตเนเธอร์แลนด์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯหารือบริหารจัดการน้ำ

ที่มา มติชน



ที่ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน H.E. Mr. Johnnes Andries boer เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคาระวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการเกี่ยวกับการบริหารจัดการ น้ำ

นายกฯ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจน้ำท่วมที่สิงห์บุรี





น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ตรวจน้ำท่วม ที่จังหวัดสิงห์บุรี ที่สนามเป้า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน

นายกฯ ร่วมหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในแปลงนา ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลประศุก จ.สิงห์บุรี




(ภาพจากเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra)


ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 14 พฤศจิกายน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัยจังหวัด สิงห์บุรี


นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีกล่าวรายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรีว่า จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรวมทั้งหมด จำนวน 6 อำเภอ 42 ตำบล 309 หมู่บ้าน 39,295 ครัวเรือน 133,410 คน และมีผู้เสียชีวิต 28 ราย มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 331,537 ไร่ สิ่งสาธารณประโยชน์ อาทิ วัด 83 แห่ง โรงเรียน 57 แห่ง สถานที่ราชการ 22 แห่ง ปศุสัตว์ 17,899 ตัว และสัตว์ปีก 632,383 ตัว ซึ่งสถานการณ์ความเสียหายได้คลี่คลายลงแล้ว โดยทางจังหวัดได้จัดทำแผนช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน รวม 700 โครงการ เป็นเงิน 1,789,369,107 บาท แยกเป็นดังนี้ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 648 โครงการ เป็นเงิน 1,720,966,382 บาท ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน รวม 21 โครงการ เป็นเงิน 30,884,405 บาท ด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต รวม 31 โครงการ เป็นเงิน 46,518,320 บาท


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ทายาทผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัย พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าว กข.41 แก่ตัวแทนเกษตรกร และถุงพันธุ์เห็ดภูฐานแก่ตัวแทนผู้ประสบภัย จากนี้ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มีความอดทน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ช่วยกันดูแลประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤติอุทกภัยมาได้ พร้อมทั้งได้กล่าวชื่นชมการบริหารจัดการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ ของอำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ที่สามารถปกป้องพื้นที่ ไม่ให้น้ำท่วมได้


สำหรับการฟื้นฟูภายหลังน้ำท่วมนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งดูแล เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ อาทิ กรณีเสียชีวิต บ้านเรือนเสียหาย และพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เร่งสำรวจความเสียหาย และเร่งซ่อมแซมสาธารณูปโภค เช่น ถนน ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน โดยให้ประสานขอความร่วมมือจากกรมอาชีวศึกษา ให้จัดส่งนักเรียนเข้ามาช่วยทำงานด้วย


สำหรับค่าชดเชยที่ตกค้างจากรัฐบาลชุดก่อน ในเรื่องของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันพรุ่งนี้ และจะเร่งรัดจ่ายเงินค่าประกันข้าวโดยเร็ว โดยรับว่าจะขยายระยะเวลาการรับจำนำข้าวออกไปตามที่ประชาชนร้องขอ เพื่อให้ประชาชนมีกำลังใจในการต่อสู้และกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับโครงการเร่งด่วนที่ต้องการซ่อมแซมและบูรณาการของทางจังหวัดนั้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแผนงาน ให้ส่วนกลางได้รับทราบและอนุมัติให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี


ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า จะมีการวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ โดยจะบูรณาการทั้งประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ในส่วนของรัฐบาลจะดูแลทุกข์สุขของประชาชน ให้กลับสู่ชีวิตปกติโดยเร็ว และขอเป็นกำลังใจในการต่อสู้กับวิกฤติ ขอให้ประชาชนรวมพลังเพื่อยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาต่อไปให้ได้


จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังแปลงนาบริเวณด้านหลังที่ทำ การองค์การบริหารส่วนตำบลประศุก เพื่อเยี่ยมชม พร้อมทักทายให้กำลังใจเกษตรกรที่กำลังทำนา และร่วมหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในแปลงนาที่เตรียมไว้ หลังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลประศุก ก่อนเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์กลับกรุงเทพมหานคร

กยน.คาดเดือนหน้าคุมน้ำจุดใหญ่ๆ ได้ พื้นที่ต่ำทำใจต้องจม 2-3 เดือน

ที่มา ข่าวสด


นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำที่ยังท่วมขัง ว่า หากปริมาณน้ำสามารถควบคุมได้แล้วก็จะเร่งสูบน้ำและระบายลงคูคลองตามปกติ แต่ถ้าบริเวณใดพื้นที่ต่ำอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือน แต่ในช่วงเดือนธ.ค.นี้ สถานการณ์น้ำน่าจะอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ทั้งหมด เฉพาะจุดใหญ่ๆ จากนั้นเป็นช่วงเวลาที่ต้องเร่งระบายน้ำในจุดเล็กๆ ที่ยังท่วมขังอยู่ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดประมาณเดือนม.ค.2555


นายอานนท์ กล่าวว่า ส่วนการป้องกันนิคมอุตสาหกรรมบางชันและลาดกระบัง ยังอยู่ในจุดที่ควบคุมได้ เพราะน้ำไม่ได้หลากเหมือนจ.อยุธยา ทำให้ยังสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ เพราะหากไม่ได้ควบคุมป้องกันตั้งแต่แรกป่านนี้คงน้ำคงจะเข้านิคมอุตสาหกรรมไปแล้ว ทั้งนี้ระดับน้ำยังสามารถควบคุมได้อยู่ที่ 1.4-1.5 เมตร ซึ่งยังไม่เกินระดับ 1.6 เมตร ที่คันกันน้ำที่นิคมยังรับได้

กทม.เผยผลเคลียร์ปัญหารื้อ "บิ๊กแบ๊ก" ดอนเมือง-สุขุมพันธุ์ชี้ทำแบบ "ฝายน้ำล้น" ดีสุด

ที่มา ข่าวสด




วันที่ 14 พ.ย. เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. รายงานผลการหารือระหว่างรองปลัดกทม. และตัวแทนประชาชนเขตดอนเมือง ซึ่งมีความต้องการรื้อแนว "บิ๊กแบ๊ก" ออก ได้ผลสรุป3ข้อซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมศปภ. ดังนี้

1.ถ้าการเปิดคันกั้นบิ๊กแบ๊กไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กทม. ประชาชนดอนเมืองขอให้เปิดอย่างนี้ต่อไป

2.หากเปิดแล้วส่งผลกระทบต่อกทม. และพื้นที่ชั้นในกทม. ประชาชนพร้อมจะให้ปิดคันบิ๊กแบ๊ก แต่ขอให้เป็นลักษณะฝายน้ำล้นเพื่อให้น้ำได้ระบายและไม่เกิดภาวะน้ำเน่า

3.หากยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าคันกั้นจะสร้างปัญหาหรือไม่ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักการระบายน้ำและตัวแทนประชาชน

ทั้งนี้ผู้ว่าฯ กทม. เห็นว่าข้อ 2 จะเป็นทางที่ดีที่สุด เพื่อให้น้ำเคลื่อนไหวแบบชะลอตัว และไม่เน่าเสีย แต่จำเป็นต้องดูตามสถานการณ์ต่อไป