WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 16, 2011

จตุพรยื่นหนังสือ "บัน คี-มุน" ขอความเป็นธรรมคดี 91 ศพ

ที่มา ข่าวสด


เวลา 13.00 น. วันที่ 16 พ.ย. ที่โรงแรมโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องในกรณีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ผ่านตัวแทนของนายนายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ภายหลังนายบันเดินทางเยือนประเทศไทย

เนื้อหาในจดหมายดังกล่าว เขียนเล่าความคืบหน้าสถานการณ์ปัจจุบันต่อกรณีดังกล่าวว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน และว่า ผู้ต้องหาบางส่วนถูกดำเนินการในเรื่องนี้บ้างแล้ว ซึ่งในเบื้องต้นจะทยอยส่งมอบสำนวนคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสลายม็อบ 91 ศพ รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 2,000 คนต่อศาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและให้ได้รับการเยียวยา อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงในเรื่องของสถานการณ์ประชาธิปไตยของประไทยที่มี ปัญหา เพื่อให้ทางนายบัน พิจารณาร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

โพสต์ว่อนเน็ต นัดล่ารายชื่อถวายฎีกา ต้านครม.ออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษเอื้อทักษิณ-สุรพงษ์โต้

ที่มา ข่าวสด



วันที่ 16 พ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ครม. ชุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติออกร่าง พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ว่า โดยหลักของการอภัยโทษจะเป็นการช่วยนักโทษที่สำนึกผิดแล้วเท่านั้น คือ ให้ติดคุกก่อนระยะหนึ่งแล้วใช้กระบวนการอภัยโทษเพื่อปล่อยตัวให้กลับตัว กลับใจ และไม่เคยมีกรณีไหนในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาให้จำคุกแล้ว ผู้ต้องหาไม่ต้องมาติดคุก ไม่ต้องสำนึกผิด ไม่ต้องได้รับโทษ

นายศิริโชค กล่าวว่า ดังนั้น สังคมไทยต้องจับตาว่า พ.ร.ฎ. ขอพระราชทานอภัยโทษของครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการวางเงื่อนไขเพื่อล็อคสเปกให้คุณให้โทษกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ เพราะกระบวนการของการออกพ.ร.ฎ. ขอพระรายทานอภัยโทษครั้งนี้ดูแล้วไม่โปร่งใส เต็มไปด้วยข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมเข้าประชุม ครม. ทั้งที่สามารถเดินทางกลับจาก จ.สิงห์บุรี ให้มาทันการประชุม ครม. แต่กลับไปบันทึกเทปและเข้าประชุมสภาฯ โดยที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยที่จะเข้าร่วมประชุมสภาฯอยู่แล้ว

นายศิริโชค กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่า เหตุที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เข้าประชุม ครม. เพราะรู้ว่าการประชุม ครม.ครั้งนี้จะมีมติเรื่องนี้ ที่ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พี่ชายของตัวเอง หากอยู่ร่วมประชุมด้วยอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ จึงต้องใช้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ คนที่ 2 ให้เป็นประธานในการประชุม ครม.แทน

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวถึงกระแสข่าวครม. จะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ว่า อยู่ที่นโยบายของรัฐบาลที่จะกำหนดคุณสมบัติของผู้สมควรได้รับอภัยโทษอย่างไร เมื่อถามว่าการทำในช่วงนี้เหมาะสมหรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า ต้องดูที่เจตนาว่าทำเพื่อประโยชน์ของใคร หากทำเพื่อบุคคลทั่วไปก็สมควรทำ แต่หากทำเพื่อบุคคลคนเดียวก็ไม่ควร เพราะการออกกฎหมายควรทำเพื่อคนส่วนรวม เมื่อถามว่าอาจมีการกำหนดเงื่อนไขทำเพื่อบุคคลทั่วไป แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาจได้รับประโยชน์ด้วย หากทำเพื่อบุคคลทั่วไปแต่ใครจะอยู่ในเงื่อนไขด้วยอันนั้นก็เป็นเรื่องผลพลอยได้ และหากทำแล้วทำให้บ้านเมืองสงบจริงก็ควรทำ แต่ถ้าทำแล้วยังทะเลาะเบาะแว้งกันก็ไม่ควร

“ที่ผ่านมาการออกกฏหมายลักษณะดังกล่าวก็ทำกันมาตลอด ในวโรกาสสำคัญๆ แต่มีปัญหาตรงที่ร่างนี้มีพ.ต.ท.ทักษิณอาจได้ประโยชน์ด้วย เลยถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก เพราะของเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ กำหนดเงื่อนไขยกเว้นคดีพาเสพติดและคดีทุจริตคอรัปชันด้วย ดังนั้นครม.เมื่อตัดสินใจเอง ก็ต้องรับผิดชอบในปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย” นายเสรีกล่าว

ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบว่าครม. มีการออกมติครม.ดังกล่าวจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้อยู่ประชุมด้วย เนื่องจากติดประชุมร่วมรัฐสภา เรื่องไทย-กัมพูชา แต่เท่าที่ติดตามข่าวเรื่องการออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษดังกล่าว เห็นว่า เป็นการออกในโอกาสครบรอบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกปี ไม่ใช่การลักไก่ออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในช่วงน้ำท่วม และไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทราบว่า มีผู้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ 2.6 หมื่นคน แต่ไม่รู้ว่า รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ และขั้นตอนสุดท้ายขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจว่า จะพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่

เมื่อถามว่า ครม.ได้เสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ โดยตัดเงื่อนไขเรื่องคดียาเสพติด และคดีทุจริตคอรัปชั่นทิ้งไป มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เงื่อนไขทั้งสองข้อเป็นการออกเพิ่มเติมในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เติมได้ เราก็มีสิทธิตัดทิ้งได้ คุณเติมฉันไม่ว่า แต่ฉันตัดอย่ามาโวย ทั้งนี้การออกพระราชกฤษฎีกาถือเป็นอำนาจของครม.ที่มีสิทธิทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำเข้าสภาฯหารือ เหมือนสมัยที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยออกพระราชกฤษฎีกากู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่า พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษจะไม่จุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองให้มีการปลุกม็อบสีต่างๆ ตามมาภายหลัง เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 15 ล้านเสียง ซึ่งทุกประเทศต่างเช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็ต้อนรับประเทศไทยที่เข้าสู่ประชาธิปไตย มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมถึงเฟซบุ๊ก มีการเผยแพร่ข้อความรณรงค์ให้ประชาชนไปร่วมลงชื่อถวายฎีกาต้าน ครม. ออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอ้างชื่อคนเผยแพร่ คือ นายบวร ยสินทร แกนนำเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน และแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และขณะนี้ในหน้า เฟซบุ๊กของนายบวร มีประชาชนเริ่มเข้าไปโพสต์สอบถามข้อเท็จจริงแล้ว

SIU: กสทช.–กรีนเวฟ เมื่อ “ความถูกต้อง” ไม่สอดคล้องกับ “ความถูกใจ”

ที่มา ประชาไท

กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อที่ประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีมติเรียกคืนคลื่นวิทยุ 9 สถานีในกรรมสิทธิ์ พร้อมเดินหน้าจัดทำแผนแม่บทฯ คาดแล้วเสร็จต้นปี 2555 โดยหนึ่งในคลื่นที่ถูกเรียกคืนเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ก็คือ “กรีนเวฟ” 106.5 MHz ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าดีเจ กลุ่มผู้ที่ได้รับประโยชน์ สปอนเซอร์ รวมไปถึงกลุ่มแฟนเพลงที่ติดตาม จนเกิดปรากฏการณ์การรวมตัวเรียกร้องเพื่อคลื่นที่เขารัก (ที่จริง F.M.อีกคลื่นที่ถูกเรียกคืนก็คือ Good F.M. 98.5 MHz แต่ไม่มีกระแสกดดันทางสังคมเช่นนี้)


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปะทะกันระหว่าง “ความถูกต้อง” และ “ความถูกใจ” ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง และจะขอเก็บประเด็นต่างๆ มานำเสนอ และเปรียบเทียบผ่านโมเดลของตลาดตามหลักเศรษฐศาสตร์เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างกฏแบบเก่าและแบบใหม่

กสทช.กับหน้าที่และภารกิจในการจัดสรรคลื่นความถี่

หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯคณะ กสทช. ทั้ง 11 คนเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อย หนึ่งในภารกิจที่นอกจากการจัดประมูล 3G และการปรับโทรทัศน์ให้ไปสู่ระบบดิจิทัลแล้ว ก็คือเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ของวิทยุกระจายเสียง (รายละเอียดเกี่ยวกับ กสทช. ดู ที่นี่)

มติดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับข้อปฏิบัติกฎหมายที่ กสทช. ต้องเรียกคืนคลื่นความถี่ หลังจัดตั้งหน่วยงานแล้ว โดยนำร่องเรียกคืนสถานีวิทยุดังกล่าว เนื่องจากเป็นสถานีวิทยุที่อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์เดิมของกรมไปรษณีย์โทรเลข ก่อนจะรับโอนมายังหน่วยงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เดิม และ กสทช. ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และโทรทัศน์ (กสท.) ไปหารือเพิ่มเติมว่าจะบริหารจัดการคลื่นวิทยุที่เรียกคืนนี้อย่างไรต่อไป โดยแนวทางหลักจะต้องนำมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นต้น (ซึ่ง กสท. เป็นคณะกรรมการย่อยของ กสทช.)


หน้าเพจของ GreenWave ที่มีแฟนๆ เข้าไปแสดงความคิดเห็น

หากพูดให้ถูกต้อง กสทช. นั้นดำเนินบทบาทหน้าที่ของตัวเองถูกต้องตามกฏหมาย จากนี้งานของ กสทช.ก็คือการจัดทำแผนแม่บทในการจัดการบริหารและใช้ประโยชน์คลื่นวิทยุและ โทรทัศน์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ทั้งหมดที่เอกชนรายใดทำสัญญาไว้กับองค์กรเจ้าของคลื่น เดิมก่อนการเกิด กสทช. ก็สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไป จนครบอายุสัญญา แต่ไม่สามารถทำสัญญาใดๆ ได้อีกต่อไป เมื่อครบอายุสัญญาก็ต้องส่งคลื่นคืนไปให้กับกสทช. เพื่อจัดสรรใหม่

กรีนเวฟ ก็ไม่ได้รับการยกเว้นเพราะอยู่บนคลื่นของวิทยุในเครือ 1 ปณ. ของกรมไปรณีย์โทรเลข (เดิม) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ กสทช. ดังนั้นจึงสามารถนำมาจัดสรรได้ก่อนโดยไม่ต้องรอแผนแม่บท ทำให้การจัดสรรและเรียกคืนเพื่อจัดสรรใหม่ย่อมทำได้ หลักการนี้เป็นไปตามโมเดลตลาดแข่งขันมากราย เมื่อคลื่นถูกเรียกคืนก็จะถูกกระจายให้กับเจ้าของสถานีวิทยุที่มีความหลาก หลายมากขึ้นรายเล็กรายน้อยก็มีสิทธิเข้าถึงคลื่นความถี่มากขึ้น เปลี่ยนจากระบบสัมปทานสู่ระบบใบอนุญาต

นี่คือสิ่งที่ดีกว่าระบบสัมปทานคลื่นความถี่ที่ถูกจำกัดเฉพาะกลุ่มทุน ขนาดใหญ่ ธรรมชาติของระบบสัมปทานคือการเสนอผลประโยชน์ให้กับหน่วยงานที่มีสิทธิออก สัมปทาน จ่ายค่าเช่ารายเดือนตามที่ตกลง และมีระยะเวลาการทำสัญญาที่ค่อนข้างยาวและผูกขาด ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเปิดโอกาสให้มีการทุจริตได้มากกว่า โดยใช้ความสนิทหรือผลประโยชน์พิเศษเพื่อให้ได้สัมปทานในราคาที่ถูกลง และไปจ่าย “ใต้โต๊ะ” ให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแทน แทนที่หน่วยงานที่ให้สัมปทานจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามหลักเศรษฐศาสตร์เราเรียกสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์นี้ว่า “การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” (rent seeking) โดยกลไกที่เอื้อต่อการผูกขาด ซึ่งส่วนต่างที่รัฐจะต้องสูญเสียไปตกอยู่ในมือผู้ได้รับสัมประทาน และผู้ที่มีอำนาจในการให้สัมปทานแทน

กรีนเวฟ – เอไทม์ แรงกระเพื่อมที่มากับการเปลี่ยนแปลง

เอไทม์ มีเดีย บริษัทสื่อวิทยุในเครือสื่อยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่มีวิทยุทั้งหมด 4 คลื่น คือ Chill F.M.89, Hot F.M. 91.5, EFM 94 และ Green Wave 106.5 โดยสามคลื่นที่เหลือใช้คลื่นสัญญาณของกองทัพบกซึ่ง กสทช. ยังไม่สามารถเข้าไปจัดระเบียบได้ในขณะนี้

กรีนเวฟเองมีกลุ่มคนฟังส่วนใหญ่คือกลุ่มคนที่ชอบเพลงแนวสบายๆ อีซีลิสเทนนิ่ง มีภาพลักษณ์ของคลื่นรักสิ่งแวดล้อม มองโลกสวยงาม มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เป็นกันเอง และเหมือนครอบครัว โดยเฉพาะช่วง “คลับฟรายเดย์” ซึ่งเปรียบเสมือนไฮไลท์ทุกๆ วันศุกร์เย็นๆ ค่ำๆ กับ 2 ดีเจผู้บริหาร ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ที่ปรึกษาหัวใจ” ดีเจพี่ฉอด – สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา และดีเจพี่อ้อย – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล ซึ่งแฟนๆ หลายคนนับถือเสมือนครอบครัว นอกจากนั้นก็ยังมีดีเจชื่อดังอื่นๆ อีกหลายท่าน

เมื่อ กสทช. มีคำสั่งให้คืนคลื่นเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ในสิ้นปี ปฏิกิริยาจากกลุ่มดีเจกรีนเวฟนั้นค่อนข้างสะเทือนพอสมควร ดีเจพี่ฉอดให้สัมภาษณ์ว่า “ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเรื่องเป็นราวที่จะเรียกเรา เข้าไปคุยเลยค่ะ ไม่มีอะไรทั้งสิ้นค่ะ มีแต่เพียงข่าวที่ออกมา จริงๆ ต้องเรียนว่ายังไม่อยากออกมาพูดอะไร มันเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน ควรจะเป็นเรื่องของการหารือระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงานทางภาครัฐกับเราก่อน จะออกไปสู่สื่อ” (ดูรายละเอียด ที่นี่) ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่คนระดับผู้บริหารจะไม่รู้จริงหรือไม่?


ข้อความของดีเจพี่อ้อย ผ่านทวิตเตอร์ @djpeeaoy

หลังจากที่มีคำสั่งออกมาจาก กสทช. แฟนๆ หลายคนเริ่มรวมกลุ่มกันเพื่อคลื่นวิทยุที่เขารัก แต่ดูเหมือนความปรารถนาดีจะถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มเหล่าดีเจที่กำลังใช้กระบวนการกดดันทางสังคมผ่านแฟนๆ เพื่อส่งแรงกระเพื่อมไปถึง กสทช. ทั้งการทวิตโดยใช้แท็ก #welovegreenwave หรือการแสดงความเห็นผ่านหน้าเพจของกรีนเวฟ รวมไปถึงการตั้งกลุ่มคนที่สนับสนุนกรีนเวฟไม่อยากให้โดนยึด อยากเตือนสติว่าการแสดงความรู้สึกได้แต่ทำได้ในขอบเขต อย่าให้เป็นการแสดงออกที่เหมือนว่ากฎหมู่จะต้องอยู่เหนือกฎหมาย

ดีเจพี่อ้อย ออกมาทวิตผ่าน @djpeeaoy “ประชุมแล้ว สรุปว่า เราบ๊ายบายกรีนเวฟ 31 ธค.นี้จ้ะ กสทช.ขอยึดไปทำคลื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แปลว่าที่ผ่าน คลื่นเราทำอะไรหรือ” เรื่องนี้ถือว่าเป็นการสร้างความเข้าใจที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อน สิ่งที่ กสทช.กระทำคือการนำคลื่นความถี่คืนเพื่อจัดสรรใหม่เพื่อสาธารณะประโยชน์ กสทช.ไม่ได้เห็นว่าคลื่นกรีนเวฟไม่มีประโยชน์ ปัญหาไม่ใช่เรื่องเนื้อหาแต่เป็นเรื่องระเบียบการ โดย กสทช.ก็ไม่ได้นำคลื่นไปใช้เองเพื่อประโยชน์ กสทช. และแผนการจัดสรรฉบับใหม่มีการพูดถึงสัดส่วนเนื้อหาที่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ สาธารณะ เช่น คลื่นธรรมะ คลื่นเพื่อการช่วยเหลือป้องกันภัย เป็นต้น ที่โดยปรกติคลื่นเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้เท่ากับทุนใหญ่

หรือการที่ดีเจโอปอล์ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ ทวิตว่า “ถ้า "กรีนเวฟ" หายไป…คำว่า "ทำดีได้ดี" อาจพิสูจน์ได้ว่า "ไม่จริง" เสมอไปสินะ…T___T” สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนภาพความคิดแบบไทยๆ ที่ว่าถ้าเราทำดี เราก็ไม่ต้องไปสนใจเพราะผลดีจะส่งถึงเราเอง ซึ่งมันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปเพราะสิ่งต่างยังต้องพึ่งพิงกับกฏกติกาสากล ด้วย และเชื่อว่าถ้าเป็นคลื่นที่เป็นสาธารณะประโยชน์มากกว่า เช่น จส.100 หรือ สวพ.91 หากอยู่ในกำกับของ กสทช. ก็คงต้องดำเนินการแบบนี้ต่อไป แน่นอนว่าหลายๆ คนย่อมเห็นว่ากรีนเวฟเป็นคลื่นที่ดี แต่กฎก็ย่อมเป็นกฎ (น่าสนใจว่าตอนที่ คลื่นร่วมด้วยช่วยกัน คลื่นเพื่อสาธารณะประโยชน์หายไปจากหน้าปัด 2 ปี ก็ไม่มีกระแสกดดันใดๆไปถึงคณะทำงาน)


ข้อความของดีเจโอปอล์ ผ่านทาง @chocoopal

ดังนั้นที่แฟนๆ บางท่านบอกว่าทำไมคลื่นที่เปิดเพลงไร้สาระ เล่นเกมส์ หรือทะลึ่งตึงตังถึงไม่ถูกยึดคืน ก็ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาแต่อยู่ที่ขอบเขตการรับผิดชอบ แต่ถ้าหากมีการจัดทำแผนแม่บทเสร็จก็อาจจะมีการเรียกคืนได้ ดังนั้นเรื่องที่ดีเจอั๋น ภูวนาท คุณผลิน ทวิตฯว่า “ถามมาเรื่องกรีนเวฟถูกยึดคลื่นคืนเป็นไง ขอถามกลับว่านั่นสิ!!!กสทช.จะมาจัดสรรให้สื่อเท่าเทียมกันไม่ใช่รึแล้วทำไม ไม่ทำอย่างเท่าเทียม แปลก” ก็ตอบได้ด้วยกรณีเดียวกัน เป็นเรื่องปรกติที่ผู้ผิดหวังจะต้องแสดงออกซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้


ข้อความของดีเจ อั๋น ภูวนาท ผ่านทาง @aunpuwanart

แต่สิ่งที่ไม่สมควรคือการที่ ดีเจเอกกี้ - เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ ออกมาขุดคุ้ยข่าวของคณะกรรมการ กสทช.บางท่าน เพื่อลดความชอบธรรมในอำนาจนั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง จนมีแฟนๆ หลายคนทวิตข้อความไปถึง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการกสทช. ในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแง่ลบ

อันที่จริงกรีนเวฟยังมีช่องทางในการสื่อสารอีกทางนั่นคือ ช่องสถานีโทรทัศน์ Green Channel ทางเคเบิลทีวี ซึ่งหากดูอัตราการเติบโตของโทรทัศน์ดาวเทียมในรอบ 2 – 3 ปีนั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งที่ยังมีมูลค่าเทียบไม่ได้กับวิทยุนั่นก็คืออัตราการโฆษณา

ดีเจพี่ฉอดให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโฆษณาว่า “ความเสียหายตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นลูกค้าถอนโฆษณาอะไร แต่มันสูญเสียสิ่งที่เราดูแลกันมาตลอด ที่ผ่านมาฉอด เอ-ไทม์ มีเดีย หรือแม้แต่กรีนเวฟเองเราไม่เคยที่จะไม่ดูแลในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่ ลูกค้ามีต่อเรา เพราะฉะนั้นเมื่อลูกค้าถามมาว่าหมดสัญญาแล้วทำไมไม่บอก ความจริงแล้วมันไม่ได้หมดไงคะ เลยต้องไล่แก้และชี้แจง” ที่น่าจะเป็นประเด็นความเดือดร้อนแท้จริงมากกว่า ซึ่งประเด็นโฆษณานั้นคู่สัญญาคือสถานีและเอเยนซี่โฆษณาจำเป็นต้องตกลงไกล่ เกลี่ยกันเอง

แต่ดูเหมือนสารที่ถูกส่งออกไปจะมีลักษณะว่า “ต่อไปนี้จะไม่มีคลื่นกรีนเวฟแล้ว” ซึ่งในข้อเท็จจริงก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก คือถ้าหากกรีนเวฟสามารถชนะการประมูลและสามารถกลับมาจัดรายการได้ดังเดิม ก็ปราศจากข้อกังขาใดๆ หรือการให้ความเห็นของดีเจพี่ฉอดประมาณว่า กสทช.จะยึดคลื่นกลับไปทำไม ในเมื่อก็ไม่สามารถจัดรายการได้เอง ถูก! ที่กสทช.ไม่สามารถจัดรายการได้เอง แต่ก็ถูกมากกว่าว่า กสทช.นั้นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ แต่ปัญหาคือเพราะเหตุใดจึงไม่เชื่อในการจัดสรรที่ทุกคนจะต้องกลับไปนับหนึ่ง เหมือนทุกๆ คลื่นที่เขากำลังรอประมูลอยู่ หรือว่ากรีนเวฟจะต้องรับสิทธิพิเศษอย่างไร ที่จะต้องมีสองมาตรฐานที่แตกต่างกันจากคลื่นอื่นๆ ?

ข้อสรุปในเรื่องนี้อาจจะต้องติดตามต่อกันอย่างเร็วที่สุดก็ถึงสิ้นปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกที่บางครั้งทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่ใช่สิ่งที่ ถูกใจ หรือจะทำในสิ่งที่ถูกใจก็ไม่ถูกต้องมากนัก ขอให้กำลังใจคณะกรรมการ กสทช. ที่เริ่มทำงานทันทีและเชื่อว่าหลังจากครั้งนี้จะต้องเจอกับแรงเสียดทานอีก หลายๆ กรณี และต้องทำหน้าที่ซื่อตรงสมกับที่ประชาชนได้ฝากความหวังไว้โดยหวังว่าจะไม่มี การผ่อนปรนกับกรณีไหนเป็นพิเศษ และรีบจัดทำแผนแม่บทให้เสร็จภายในเร็ววัน

ขอให้กำลังใจแฟนๆ กรีนเวฟและครอบครัวคลับฟรายเดย์ทุกคน ขอให้คลื่นวิทยุที่คุณรักได้ต่อสัญญาผ่านวิธีการใหม่ที่ถูกต้อง เมื่อถึงเวลานั้นแฟนก็จะได้สบายใจ แต่ถ้าหากไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตก็อยากให้ทำใจเพราะทุกอย่างล้วนเป็น วัฏจักร คลื่นวิทยุระดับตำนานอย่าง ไพเร็ท ร็อก หรือ สไมล์ เรดิโอ (รายหลังนี้ถูกทางเอไทม์เข้ามายึดคลื่นต่อ) ก็ย่อมมีวันอำลาแฟนๆ ไป ก่อนที่จะมีดีเจพี่อ้อยและดีเจพี่ฉอด ทุกคนก็ยังคงมีความรัก แอบรัก สมหวัง ผิดหวัง ฯลฯ เพราะเป็นความรู้สึกทั่วไปของคนเลือกเก็บความรู้สึกดีๆ ไว้ หากไม่มีก็ต้องอยู่ได้ (เห็นแฟนๆ หลายท่านฟูมฟายว่าจะขับรถกลับบ้านอย่างไรถ้าไม่มีกรีนเวฟ ก็ขอแนะนำว่าให้จับพวงมาลัยแน่นๆ อย่าฝ่าไฟแดง ระวังถนนลื่น รับรองกลับบ้านปลอดภัย!)

และก็ขอให้กำลังใจคลื่นดีๆ สีเขียวอย่างกรีนเวฟ ถ้าหากได้รับใบอนุญาตตามกลไกที่ถูกต้องเท่าเทียมกับคลื่นอื่นๆ ที่กำลังรอการจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะเปิดโอกาสไม่ให้เกิดการผูกขาด ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีคลื่นดีๆ คู่สังคมไทย แต่ถ้าไม่ได้รับการต่อก็อยากจะขอให้ทบทวนคำที่เคยพร่ำสอนให้กำลังใจแฟนๆ ว่าให้คิดบวก มีความสุขกับชีวิต มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และพอใจในสิ่งที่มี อยากให้เอาคำเหล่านี้มาสอนใจทีมงานและเหล่าดีเจ และขอให้ทำอย่างพี่พูดให้ได้ เพราะถ้าหากไม่ได้รับการต่อสัญญาและแสดงออกในแง่ไม่ดี คำพูดที่เคยพร่ำสอนคนอื่นก็คงไม่มีความหมายหากเหล่าดีเจพูดออกไปในสิ่งที่ ตัวเองไม่เคยเชื่อถือ!!

Tablet อัจฉริยะหรืออัปยศ

ที่มา ประชาไท

"อัปยศ" อ่านว่า อัปยศ
แปลว่า ไร้ยศ, ปราศจากยศ; เสื่อมเสียชื่อเสียง, น่าอับอาย ขายหน้า

มอบสำหรับการเริ่มต้นให้เด็กชั้นประถม ๑ ใช้แทบเล็ตเรียนหนังสือ

ด้วยว่า มือที่จับปากกาหรือดินสอนั้น มักถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจได้หมดจด
ไม่แข็งกระด้าง เพราะมิได้กระแทก การกระแทกความคิดผ่านนิ้วนานๆ
มีบางส่วนในความเป็นมนุษย์ธรรมชาติสูญหายไป

เมื่อเราเริ่มสอนเด็กชั้นประถม ๑ ให้เรียนด้วยแทบเล็ต เขียนด้วยแทบเล็ต
เราก็พยายามลงทุนทำให้ความเป็นมนุษย์ธรรมชาติของเด็กในชาติสูญไปทุกฅน
ตั้งแต่ยังไม่รู้จักความดีงามแห่งความเป็น 'มนุษย์ธรรมชาติ' นั้นเลย

ช่างน่าอัศจรรย์ น่าอปยศ อปมาน แท้

มกุฏ อรฤดี (15 พฤศจิกายน พ.ศ.2554)
ทันทีที่รู้ว่ารัฐบาลมีนโยบายจะแจก Tablet ให้เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คนละ 1 เครื่อง ผู้เขียนรู้สึกว่านี่คือการลงทุนทางการศึกษาที่อัจฉริยะ และน่าจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 เป็นเรื่องเป็นราวกว่าทศวรรษแรก โดยเฉพาะประเด็นความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่เคยห่างชั้น มากระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กชนบทน่าจะลดลง
ลองจินตนาการถึงห้องเรียนของเด็กประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งตามหลักสากลยังถือว่าอยู่ในช่วงปฐมวัย (0-8 ปี) แต่เป็นเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้เรียนชั้นอนุบาลแล้ว ห้องเรียนของเด็กปฐมวัยกลุ่มนี้ไม่มีมุมการเรียนรู้ต่างๆเหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่มีมุมนิทาน มุมบทบาทสมมติ มุมวิทยาศาสตร์ มุมภาษา มุมศิลปะ มุมคณิตศาสตร์ มุมบล็อก ฯลฯ โดยมากจะถูกแทนที่ด้วยโต๊ะและเก้าอี้เพื่อให้เด็กกว่า 40 คน นั่งมองครูเขียนกระดานหน้าห้องอธิบายเรื่องราวต่างๆแต่ละวิชา (โชคดีกว่านั้นคือการนำเสนอด้วย PowerPoint) เขยิบมาด้านข้างจะมีบอร์ดนำเสนอสาระความรู้ซึ่งอาจถูกเปลี่ยนเป็นประจำทุก สัปดาห์ ตามวาระพิเศษ หรือค้างอยู่อย่างนั้นตลอดปีการศึกษาไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
กล่าวถึงเฉพาะการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ นานาประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เจริญมีการทำมานานแล้ว และทำตั้งแต่เด็กยังอยู่ชั้นอนุบาลอีกด้วย การนำแท็บเล็ตมาเริ่มต้นใช้กับเด็ก ป.1 จึงอาจช้าไปด้วยซ้ำหากพิจารณาว่าปัจจุบันนี้มี app ที่ทรงประสิทธิภาพเพื่อฝึกลีลามือในการเขียนสำหรับเด็กเล็ก
(http://www.youtube.com/watch?v=h_vUCxF7x38&feature=share) อีกทั้งสามารถบรรจุ e-book ลงไปได้มาก นั่นหมายความว่าห้องสมุดขนาดใหญ่จะติดตัวเด็กไปทุกที่ไม่ว่าเด็กจะอยู่ที่ ไหน ผลที่ตามมาคือการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของเด็กไม่ต้องผูกติดกับคุณภาพ โรงเรียน คุณภาพครู และสถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองอีกต่อไป
การโจมตีเทคโนโลยีอย่างแท็บเล็ตว่าเป็นความอัปยศโดยไม่พิจารณา ถึงคุณูปการที่เยาวชนรุ่นหลังจะได้รับเพียงเพราะมองว่ากิริยาอาการขณะใช้ แท็บเล็ตทำให้เด็กต้องกระแทกแทนการเขียน ส่งผลให้ความคิดของเด็กแข็งกระด้าง ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในใจได้หมดจดนั้น นัยหนึ่งนอกจากจะเป็นการดูถูกภูมิปัญญาของมนุษย์ที่สร้างสรรค์เทคโนโลยีขึ้น มาแล้ว ยังแสดงถึงความไม่เข้าใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ของเด็กตามธรรมชาติ อีกด้วย
กล่าวคือตามหลักพัฒนาการนั้น เด็กจะเริ่มขีดเขี่ยซึ่งเป็นพื้นฐานของการเขียนตั้งแต่ราวๆ 18 เดือน และถ้าสังเกตพฤติกรรมเด็กให้ละเอียดจะพบว่าเด็กกระหายที่จะเขียนอย่างจริง จังราวๆอายุ 4 ขวบ ขณะที่เด็กหลายๆคนสนุกกับการเขียนในช่วงอายุ 5 ขวบ ซึ่งความรักที่จะเขียนนี้สามารถอยู่ยงต่อไปหากการเรียนรู้ของเด็กคงบรรยากาศ ของการเรียนปนเล่นไว้ได้ ไม่ใช่บังคับให้เด็กนั่งนิ่งๆเพื่อฝึกคัดลายมือให้สวยสมบูรณ์แบบด้วยมือข้าง ขวาเหมือนกันหมด
นอกจากนี้การมีความคิดที่ไม่หยาบกระด้าง หรือการมีความละมุนละไมทางความคิด ไม่ได้เกิดขึ้นจากการฝึกเขียนช่วง ป.1 เท่านั้น หากยังมีช่องทางอื่นอีกมาก เช่น ผ่านสุนทรียสนทนา ผ่านงานศิลปะ ผ่านดนตรี ผ่านการมีน้ำใจนักกีฬา และแม้แต่การได้เห็นหยดน้ำค้างบนใบไม้ยามเช้าก็สร้างความละมุนละไมทางความ คิดได้
ทางการศึกษาปฐมวัยนั้นไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่จะพิจารณาโดยภาพรวมว่าถ้าบางอย่างจะต้องขาดหายไปเพื่อแลกกับบางอย่าง ครู ผู้ปกครอง และผู้ใหญ่คนอื่นๆในสังคมต้องทำอะไรเพื่อทดแทนให้เด็ก เช่น ถ้าเราจะปฏิวัติการเรียนรู้ด้วยการให้เด็กเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น ได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตนให้เป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกเร็วขึ้น ผ่านการนำแท็บเล็ตมาเป็นหนึ่งในสื่อการเรียนรู้ (หมายความว่ายังมีสื่ออื่นๆอีกมาก) อะไรบ้างจะหายไป และควรชดเชยด้วยอะไร
กรณีที่กังวลว่าจิตใจเด็กจะกระด้างขึ้น ก็ต้องช่วยกันคิดต่อว่าจะชดเชยอย่างไร เช่น นำบทร้อยกรองที่ถูกละเลยในอดีตกลับมาบรรจุในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เด็กสามารถเลือกด้วยตนเองได้ว่าเด็กจะเรียนรู้บทร้อยกรองรูปแบบไหน เช่น 1) ฟังเป็นร้อยแก้วแล้วอ่านตาม 2) ฟังเป็นทำนองเสนาะแบบมีเสียงกรับ และสามารถใช้ปลายนิ้วสัมผัส (ไม่ใช่กระแทก) เพื่อฟังพร้อมอ่านคำอธิบายเชื่อมโยงถึงความเป็นมาของกรับ 3) ฟังเป็นทำนองเสนาะแล้วอ่านตาม 4) ฟังการตีความบทประพันธ์โดยอาจารย์ท่านที่ 1 ท่านที่ 2 ท่านที่ 3 เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความอัจฉริยะของแท็บเล็ตอาจกลายเป็นความอัปยศทันที หากเป็นเพียงฉากหน้าของการคอรัปชั่น รวมทั้งไม่มีการเตรียมสัญญาณ WiFi ให้ทั่วถึง ไม่มีการจัดทำคู่มือครูในการใช้แท็บเล็ตเพื่อการจัดการเรียนการสอน ไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ผู้ปกครอง ไม่มีการเตรียมศูนย์ซ่อมบำรุงแท็บเล็ตในโรงเรียน ไม่มีการนำโปรแกรมมาให้ครูใช้ตรวจสอบการคัดลอกงานทางอินเตอร์เน็ตของเด็ก ไม่มีการเฝ้าระวังเรื่องการเข้าถึงสื่อลามกอนาจาร ไม่มีการสนับสนุนให้นักวิชาการทำวิจัยเพื่อพัฒนา e-book เพื่อการเรียนศึกษา
แท็บเล็ตจึงเป็นบททดสอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคน ใหม่ว่าจะสร้างผลงานที่อัจฉริยะหรือกลายเป็นอีกหนึ่งความอัปยศของการศึกษา ไทย
หมายเหตุ: บทความข้างต้นเป็นทัศนะที่โต้แย้งความคิดเห็นของ มกุฎ อรดี บรรณาธิการ สนพ.ผีเสื้อ และ นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ 2553

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/11/54 มวลน้ำลดได้..มวลชน (..?) ลดยาก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



มวลน้ำ..ลดลงได้ ไม่ยากนัก
แม้นรู้จัก วางแผน ให้แน่นหนา
อาจเพิ่ม-ลด หันเห ตามเวลา
เปลี่ยนไปมา ให้เห็น ไม่เว้นวัน....


ฝ่ายหนึ่ง..มุ่งทำงาน สมานแผล
หวังดูแล ฟื้นฟู คู่สร้างสรรค์
เพื่ออนาคต เมืองไทย สดใสพลัน
จึงร่วมด้วย ช่วยกัน ฝ่าฟันไป....


ฝ่ายหนึ่ง..ตั้งมวลชน เพื่อโค่นรัฐ
พวกใจสัตว์ ฮึกเหิม หวังเริ่มใหม่
เลวสมชื่อ พวกคนชั่ว ตัวจัญไร
ตีหน้าซื่อ ปากปราศรัย ใจเชือดคอ....


พวกหน้าด้าน หน้าทน จนเกินคิด
มันวิปริต เพียงหวัง ต้องพังต่อ
ประชาชน ทุกข์ถ้วนหน้า น้ำตาคลอ
ไม่เพียงพอ คนใจโหด พวกโฉดทราม....


อาจไม่เหลือ รอยยิ้ม เคยพริ้มสวย
อบอวลด้วย ความรุ่งเรือง ณ เมืองสยาม
อาจไม่มี ชนชาติไทย จิตใจงาม
ทุกเขตคาม อาจร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....


๓ บลา / ๑๖ พ.ย.๕๔

ล้านคำบรรรยาย การ์ตูนเซีย 15/11/54 หยุด! แก๊งปาหิน..โรยตะปูเรือใบ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



มันตั้งเป้า หกเดือน ต้องเฉือนทิ้ง
คือความจริง ตอแหลแลนด์ แดนอาถรรพณ์
สารพัด เรื่องถาโถม เข้าโรมรัน
ด้วยแผนชั่ว หวังฟาดฟัน ให้บรรลัย....


ตั้งเป็นแก๊ง สามานย์ สันดานต่ำ
เลวระยำ แยบยล กว่าหนไหน
ด้วยความคิด พวกชั่ว ตัวจัญไร
เตรียมสุมไฟ อีกรอบ เพื่อตอบแทน....


รัฐบาล ต้องเดินหน้า ฝ่าทุกข์เข็ญ
แม้ยากเย็น หนาว-ร้อน จนง่อนแง่น
พวกคนชั่ว ยังไล่-รุก ทุกเขตแดน
ถึงหนักแน่น ก็ติดขัด สาหัสสากรรจ์....


กยอ. กยน. จึงก่อร่าง
หวังนำทาง สิ่งดีดี ที่สร้างสรรค์
หยุดแก๊งชั่ว จากนรก ให้ตกพลัน
ผ่าทางตัน ร่วมฟื้นฟู ให้ดูดี....


หยุดแก๊งชั่ว ได้ชั่วคราว ราวปาฏิหาริย์
แต่สันดาน พวกจัญไร ไร้ศักดิ์ศรี
พวกมันพร้อม ก่อระยำ ทำอัปรีย์
หวังย่ำยี อีกรอบ..ตอบแทนใคร?.....


๓ บลา / ๑๕ พ.ย.๕๔

ไทยอีนิวส์'ตูน Smile Thailand:ห้ามรบกวน

ที่มา Thai E-News

โดย Gag Las Vegas

ขำๆ:หวยน้ำท่วมนายกฯปูหมู่หรือจ่า?บ่ายแก่ๆรู้กัน

ที่มา Thai E-News

1 ภาพ ที่ไม่ต้องบรรยายมาก

ที่มา:บอร์ดบ้านราชดำเนิน

ภาพข่่าวเกี่ยวเนื่่อง:ยิ่งลักษณ์:ไม่ออกประชาชนเลือกมาต้องเต็มที่ดีที่สุด ทัพบกจี้ค่ายเนชั่นแก้ข่าวกุปูสอบตก-สื่อโล้นตีลูกมึน

8 องค์กรสิทธินานาชาติร้องไทย ยกฟ้อง ‘สมยศ’ ระบุ ‘กม. หมิ่น’ ขัดหลักสิทธิสากล

ที่มา Thai E-News


15 พฤศจิกายน 2554

ที่มา ประชาไท

องค์กร สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 8 แห่ง ในเอเชีย ยุโรปและแคนาดา ออกแถลงการณ์เรียกร้องรบ. ไทยให้ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อ ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ ย้ำ ต้องให้สิทธิในการประกันตัวและเสรีภาพในการแสดงออกแก่ประชาชน
เมื่อ วันที่ 15 พ.ค. 54 องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ 8 แห่ง จากเอเชีย ยุโรป และแคนาดา ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อ สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวด้านแรงงาน และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ที่ถูกจับกุมด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยระบุว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลในการการแสดงออก พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิสากลด้วย

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า การที่สมยศถูกปฏิเสธการประกันตัวมาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยที่ไม่มีเหตุผลชัดเจนพอจากทางการว่าเป็นเพราะเหตุผลใด เป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งๆ ที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ระบุไว้ในรายงานฉบับที่สองว่า การประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องหาทุกคนพึงมี

อนึ่ง องค์กรสิทธิดังกล่าว เป็นองค์กรที่รณรงค์ทางด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพสื่อที่ตั้งอยู่ในเอเชีย ยุโรป และแคนาดา ประกอบไปด้วย Front Line Defenders, Protection International, Asian Forum on Human Rights and Development (FORUM-ASIA), International Federation for Human Rights (FIDH), World Organisation against Torture (OMCT) , Lawyers' Rights Watch – Canada (LRWC) and Southeast Asia Press Alliance (SEAPA) และ Clean Clothes Campaign

องค์กรสิทธิระหว่างประเทศยังมอง ว่า การที่จำเลยต้องเดินทางไปรับการไต่สวนที่ศาลถึง 4 จังหวัด คือ สระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และสงขลาในระยะเวลา 4 เดือนระหว่างพฤศจิกายน 2554 ถึงกุมภาพันธ์ปี 2555 เป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับการไต่สวนอย่างเป็นธรรม และอาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ทีต้องการสังเกตการณ์ในคดีดังกล่าว เช่น เจ้าหน้าที่ทางการทูต และผู้สื่อข่าว

องค์กรสิทธิทั้ง 8 แห่ง ยังได้แสดงความกังวลต่อการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา โดยเฉพาะคดีของจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ที่ถูกตั้งข้อหาด้วยการละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเสนอแนะของ แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพ ในการแสดงออกด้วย


ทั้ง นี้ สมยศถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขณะนำลูกทัวร์เดินทางเข้าท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา โดยคำฟ้องระบุว่าเขาละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างว่านิตยสาร ‘วอยซ์ ออฟ ทักษิณ’ ที่เขาเป็นบรรณาธิการบริหารมีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูง สมยศถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่นั้นมา และปฏิเสธการให้ประกันตัวเป็นครั้งที่สี่ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับสมยศยัดข้อหาหมิ่นฯสกัดล่า1หมื่นชื่อเลิก112
สมยศ พฤกษาเกษมสุข : เยื่อรายล่าสุดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
สมยศเขียนจดหมายจากเรือนจำ: เหยื่ออธรรม
“สมยศ” ร่อนจดหมาย หวังนักสิทธิ-นักสหภาพฯ ทั่วโลก จี้ไทยปล่อยนักโทษการเมือง

TPBSโวยSpringNewsออกข่าวด้านเดียวยุชาวบ้านรื้อบิ๊กแบ็ก เจอย้อนเจ็บทีวีหย่องก็เล่นข่าวเอียงกระเท่เร่

ที่มา Thai E-News


น.ส.วีณศรณ์ เย็นยอดวิชัย ผู้สื่อข่าวสถานีข่าวสปริงนิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 14 พ.ย. อ้างถึง "หนึ่งในตัวแทนชาวดอนเมืองได้โทรศัพท์ไปเล่าเบื้องหลัง ก่อนการเกิดทลายกระสอบทรายบิ๊กแบ๊กว่า มีทีมข่าวไทยพีบีเอสลงพื้นที่ทำข่าวในเขตดอนเมือง และพูดจาที่มีแนวโน้มให้ชาวบ้านบางส่วนที่ไม่เข้าใจอยู่แล้ว เริ่มประท้วงเกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านแจ้งมายังสปริงนิวส์" ทำให้TPBSออกมาชี้แจงข่าว

"ไทยพีบีเอส" แจงไม่เกี่ยวยุชาวดอนเมืองรื้อบิ๊กแบ๊กตามที่ "สปริงนิวส์" รายงาน

เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า ผู้บริหาร-ทีมข่าวไทยพีบีเอสปฏิเสธรายงานข่าวสปริงนิวส์ที่ระบุว่ามีผู้สื่อ ข่าวไทยพีบีเอสให้ข้อมูลชาวบ้านจนเกิดการรื้อบิ๊กแบ็กดอนเมือง ย้ำทำหน้าที่สื่อสาธารณะในการรายงานและเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนรับทราบข่าวสารข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน



(15 พ.ย.54) เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเผย แพร่คลิปวิดีโอชี้แจงกรณีสถานีข่าวสปริงนิวส์นำเสนอข่าวรายงานพิเศษปัญหาผล กระทบกระสอบทรายขนาดใหญ่ หรือบิ๊กแบ๊ก ที่อ้างอิงข้อมูลจากชาวบ้านย่านดอนเมืองว่า ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสมีส่วนในการให้ข้อมูลต่อกลุ่มชาวบ้าน จนนำไปสู่การตัดสินใจทำลายแนวกระสอบทรายขนาดใหญ่ (บิ๊กแบ๊ก) ย่านดอนเมือง โดยผู้บริหารและทีมข่าวไทยพีบีเอสปฏิเสธรายงานข่าวของสปริงนิวส์ดังกล่าว และยืนยันว่าตรวจสอบแล้ว ไม่พบการกระทำของผู้สื่อข่าวตามรายงานดังกล่าว

ไทยพีบีเอส ระบุว่า จากรายงานพิเศษผลกระทบจากกระสอบทรายขนาดใหญ่ หรือ บิ๊กแบ๊ก ที่ถูกรายงานผ่าน น.ส.วีณศรณ์ เย็นยอดวิชัย ผู้สื่อข่าวสถานีข่าวสปริงนิวส์ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. อ้างถึง "หนึ่งในตัวแทนชาวดอนเมืองได้โทรศัพท์ไปเล่าเบื้องหลัง ก่อนการเกิดทลายกระสอบทรายบิ๊กแบ๊กว่า มีทีมข่าวไทยพีบีเอสลงพื้นที่ทำข่าวในเขตดอนเมือง และพูดจาที่มีแนวโน้มให้ชาวบ้านบางส่วนที่ไม่เข้าใจอยู่แล้ว เริ่มประท้วงเกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านแจ้งมายังสปริงนิวส์" นั้น ผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทีมข่าวทั้งหมดแล้วยืนยันว่า ไม่พบการกระทำของผู้สื่อข่าวตามเนื้อหาที่ปรากฎข่าวรายงานของสปริงนิวส์ ข้อมูลที่ถูกอ้างถึงในรายงานจึงไม่เป็นความจริง แต่กลับสร้างความเสียหายอีกทั้งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือให้กับไทยพีบี เอสเมื่อถูกรายงานผ่านสื่อสู่สังคมอย่างกว้างขวาง

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ด้านข่าวและรายการ กล่าวว่า รายงานข่าวชิ้นนี้อ้างแหล่งข่าวคือตัวแทนชาวบ้านย่านดอนเมืองคนหนึ่งที่ให้ ข้อมูลทางโทรศัพท์ แต่กลับไม่ระบุตัวตนที่ชัดเจน หรือมีเสียงสัมภาษณ์ที่สามารถยืนยันตัวตนได้ ปรากฏในเนื้อหาข่าวเลย อีกทั้งไม่เคยมีการติดต่อกลับมายังไทยพีบีเอส เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการกล่าวหา ทำให้รายงานชิ้นนี้ขาดความน่าเชื่อถือ

"ไทยพีบีเอสได้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะในการรายงานและเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนรับทราบข่าวสารข้อมูลได้อย่างครบถ้วนรอบด้านโดยยกผังรายการ ปกติออกทั้งหมดเพื่อปรับเป็นฝ่าวิกฤตน้ำท่วมมานานนับเดือน อีกทั้งเป็นสื่อโทรทัศน์ในกลุ่มแรกๆ ที่เกาะติดเรื่องบิ๊กแบ็ค เราทำงานบนพื้นฐานวิชาชีพข่าว ซึ่งไทยพีบีเอสต้องปฏิบัติตามข้อบังคับจริยธรรมของสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด สามารถตรวจสอบแหล่งข่าวได้ทั้งหมด เพราะให้ความสำคัญกับผลกระทบของข้อมูลที่จะนำเสนอผ่านสื่อไปสู่สาธารณะ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังและนำเสนออย่างรอบคอบรอบด้าน เพื่อไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งในสังคม" นายวันชัย ระบุ

รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวด้วยว่า หากสปริงนิวส์มีหลักฐานว่าผู้สื่อข่าวหรือทีมงานคนใดของไทยพีบีเอส เป็นผู้ชักนำโน้มน้าวให้ชาวบ้านประท้วง ขอให้ส่งข้อมูลดังกล่าวมาให้ผู้บริหารสถานีได้ตรวจสอบและดำเนินการเพื่อความ ถูกต้องต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้มีการเผยแพร่คำชี้แจงดังกล่าวด้วย

ด้านนายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สสท.) โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @thepchaiyong เมื่อเวลาประมาณ 16.00น. ว่า "#thaipbs จะทำหนังสือถึง Spring News ให้แสดงความรับผิดชอบที่ออกข่าวเท็จสร้างความเสียหาย" (อ้างอิง)


อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้รายงานข่าวหัวข้อ "เกมการเมืองในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระหว่าง ศปภ.-กทม."



ประชาไทรายงานว่า โดยตอนหนึ่งของรายงานได้อ้างความเห็นของนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโพสต์ข้อความในเฟซบุคว่า "ตอนสายๆ รัฐบาลปล่อยให้มีการรื้อบิ๊กแบ๊กที่ดอนเมืองโดยมี ส.ส. และม็อบเกี่ยวข้องแล้วโยนบาปมาให้ กทม. รับผิดชอบตอนสี่ทุ่มครึ่ง ถ้าจะบริหารแบบนี้รัฐบาลยุบ ศปภ. แล้วให้ กทม. ทำทั้งหมดดีกว่าไหมครับหรือให้ทหารเขามาควบคุมก็ได้ อย่างนี้ประชาชนมีแต่แย่กับแย่"

โดยในรายงานข่าวดังกล่าวไม่ได้มีการสัมภาษณ์หรือเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ถูกนายกรณ์พาดพิงชี้แจง