WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 17, 2011

ไทยอีนิวส์โพลล์:อคติวีนแตก-เหลิงทำสื่อสอบตกคนไม่เชื่อถือเครือเนชั่นปูดข่าวกองทัพสับปูแก้น้ำท่วม

ที่มา Thai E-News

การ์ตูนโดย: Gag Las Vegas

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สับบทบาทสื่อในสายน้ำ:วีนแตก-เหลิงอำนาจ?!

-สันดานสื่อไทยจากเนชั่นถึงทีนิวส์ผิดแล้วทำเฉยไม่เคยแก้ไข แม้เป็นผลเสียร้ายแรงต่อชาติ-ประชาชน

ทหารออกตัวล้อฟรีไก่อูเปิดปากซัดทอดมาร์ค-เทือกเต็มๆ มัดคอเป็นผู้สั่งการสังหารเมษา-พฤษภาเลือด

ที่มา Thai E-News




นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช. แถลงข่าวประจำสัปดาห์์ว่าพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.ยอมสารภาพซัดทอดแล้วว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ออกคำสั่งให้ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปีกลาย
ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี 16 ศพ ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 กล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนเชิญ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผอ.กองปฏิบัติการจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารบก ในฐานะโฆษกศอฉ. ในขณะนั้น และทหารอีก 2 นาย คือ พ.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ เสธ.ร.2 รอ. ซึ่งเป็นผู้นำกำลังมาขอคืนพื้นที่ และ ส.อ.มณี พรหมนอก สังกัด ร.2 พัน.3 รอ. มาสอบปากคำ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นความลับในสำนวน

โดยส่วนใหญ่ยืนยันคำให้การเดิม และจนถึงขณะนี้มีพยาน 400 ปาก เป็นพยานเดิม 320 ปาก และพยานใหม่ 80 ปาก สอบปากคำไปแล้ว 250 ปาก สำนวนคดีจะครบ 2 เดือน ในวันที่ 17 พ.ย. แต่ขออนุมัติขยายเวลาเป็นครั้งที่ 3 อีก 1 เดือนแล้ว

พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวต่อว่า สำหรับทหารที่ต้องเรียกมาให้ปากคำมีอีกประมาณ 50 ปาก โดยใช้วิธีประสานงานกับทางกองทัพบก ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ติดภารกิจเรื่องช่วยเหลือน้ำท่วม ทางพนักงานสอบสวนจึงร้องขอให้ปรับเปลี่ยนตารางในการปฏิบัติงาน เพื่อให้มาสอบปากคำได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากสอบปากคำไม่ครบ แต่ถึงกำหนดเวลา 3 เดือน ก็ต้องส่งสำนวนให้อัยการไปก่อน โดยทางพนักงานสอบสวนประสานทหารไปแล้วว่าขอความร่วมมือด้วย เพราะใกล้ครบกำหนดเวลาแล้ว และก็เป็นประโยชน์กับทางทหารด้วย เพื่อจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ

ต่อข้อถามว่าจะเรียกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต ผอ.ศอฉ. มาสอบปากคำด้วยหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ต้องตรวจสอบพยานหลักฐาน และพยานเอกสารก่อนจึงจะพิจารณา แต่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ไต่สวนการเสียชีวิต ส่วนการดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้องนั้น เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ที่พิจารณาว่าจะดำเนินคดีกับใครบ้าง

ต่อมา พ.อ.สรรเสริญ ให้สัมภาษณ์ถึงการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่า มีพนักงานสอบสวนมาสอบปากคำจำนวนกว่า 30 นาย จาก 6 ท้องที่ ที่ห้องประชุมใหญ่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในฐานะพยานปากหนึ่ง ในเรื่องของการปฏิบัติภารกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต โดยพนักงานสอบสวนสอบถามถึงภารกิจของหน่วยงานทหาร ว่าแนวทางการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร รับคำสั่งอย่างไร มีการวางแผนการปฏิบัติอย่างไร และขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร ล้วนเป็นเรื่องที่เคยชี้แจงสังคมไปหมดแล้ว

ไก่อูเปิดปากสารภาพยัน′มาร์ค-เทือก′สั่งการ

รายงานข่าวแจ้งว่า พ.อ.สรรเสริญ ให้การกับพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด เกี่ยวกับโครงสร้างการบังคับบัญชาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่าภารกิจของทหารนั้น จะต้องดูแลเรื่องความมั่นคงของชาติ ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดน โดยปกติทหารไม่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายในเขตเมือง หรือในเขตกทม. เลย แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทหารต้องเข้ามาเกี่ยว จึงไม่ใช่การทำตามภารกิจของทหาร แต่มาจากคำสั่งของศอฉ. ขณะเดียวกัน ศอฉ.ไม่ใช่องค์กรที่กำเนิดขึ้นมาเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ รองนายกฯ ขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ

พ.อ.สรรเสริญให้การต่อไปว่า กรณีที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีผู้ชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป แต่เป็นเรื่องเฉพาะกิจ เพราะอำนาจปกติของทหารนั้น จะไม่สามารถนำกำลังพลพร้อมอาวุธเข้ามาปฏิบัติการในเมืองได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีคำสั่งพิเศษ มีอำนาจจากศอฉ.เป็นผู้สั่งการ ซึ่งก็หมายถึงนายกฯ และรองนายกฯ ขณะนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วทหารจะไม่สามารถเข้าปฏิบัติการได้ เพราะกองทัพเองไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้ปฏิบัติการในเมืองเช่นนี้ได้

ชี้เสธ.ไก่อูพยานปากสำคัญ

ข่าวแจ้งอีกว่า พนักงานสอบสวนได้ทยอยสอบปากคำพยานผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการไปแล้วหลายปาก กรณี พ.อ.สรรเสริญถือเป็นพยานปากสำคัญที่นั่งทำงานอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการ สามารถให้รายละเอียดในลักษณะโครงสร้างของการสั่งการทั้งหมดได้ ซึ่งคำให้การของ พ.อ.สรรเสริญทำให้สำนวนคดีมีความคืบหน้าไปมาก เชื่อมโยงถึงระดับสั่งการ และคำให้การพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ อย่างชัดเจน อีกทั้ง พ.อ.สรรเสริญ ยังให้การย้ำว่าอำนาจของกองทัพเองจะไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติการได้เช่นนี้ ทั้งหมดจึงเป็นคำสั่งของศอฉ.ทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับกองทัพแต่อย่างใด

‘ธิดา’ฝากทหารทำแบบ′ไก่อู′

ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว นางธิดา โตจิราการ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณี พ.อ.สรรเสริญให้ปากคำพนักงานสอบสวนคดีสลายม็อบว่าได้รับคำสั่งจากนาย อภิสิทธิ์ นายกฯ ขณะนั้น ว่า จากคำให้การดังกล่าว เราก็เชื่ออยู่แล้วว่านายอภิสิทธิ์ต้องเป็นผู้สั่งการครั้งนั้น และเรายังมีหลักฐานเอกสารคำสั่งด้วย ลงนามโดยนายสุเทพ หากคำสั่งไม่ออกมา ทหารก็ไม่กล้าทำ ขนาดน้ำท่วมตอนนี้ ทหารที่ออกมารับคน เราจะใช้ไปที่อื่น ก็บอกว่ายังไม่มีคำสั่ง จึงไม่มีอะไรน่าสงสัยว่า พ.อ.สรรเสริญจะให้การแบบนี้ ขอฝากไปยังทหารทุกคนควรออกมาทำแบบ พ.อ.สรรเสริญ ออกมาช่วยยืนยัน

จตุพรยื่นหนังสือ "บัน คี-มุน" ขอความเป็นธรรมคดี 91 ศพ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 พ.ย. ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องในกรณีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ผ่านตัวแทนของนายนายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ภายหลังนายบันเดินทางเยือนประเทศไทย

เนื้อหาในจดหมายดังกล่าว เขียนเล่าความคืบหน้าสถานการณ์ปัจจุบันต่อกรณีดังกล่าวว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน และว่า ผู้ต้องหาบางส่วนถูกดำเนินการในเรื่องนี้บ้างแล้ว ซึ่งในเบื้องต้นจะทยอยส่งมอบสำนวนคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสลายม็อบ 91 ศพ รวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 2,000 คนต่อศาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและให้ได้รับการเยียวยา อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงในเรื่องของสถานการณ์ประชาธิปไตยของประไทยที่มี ปัญหา เพื่อให้ทางนายบัน พิจารณาร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

วัฒนธรรมการดูถูก

ที่มา Thai E-News



ทั้งๆที่ “ขายหวี ดีกว่าโกงแชร์”อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้ไปโกหกหลอกลวงใครจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นคดีความหนีหัวซุกหัวซุนจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในช่วงชีวิตของเรามักจะได้พบ ได้เห็นหรือได้ยินการ “ดูถูก”กันและกันอยู่เสมอ

เช่น ฝรั่งดูถูกคนไทยว่าล้าหลัง ด้อยพัฒนา ไม่มีระเบียบวินัย ฯลฯ พี่ไทยเราก็ดูถูกเพื่อนบ้าน พม่า เขมร ลาว ญวน ไปอีกต่อหนึ่งเป็นทอดๆ

หรือไม่ก็คนกรุงเทพฯดูถูกคนต่างจังหวัดว่าบ้านนอก เชย ไม่ทันสมัย คนต่างจังหวัดในพื้นราบ ก็ดูถูกคนที่อยู่บนภูเขาไปอีกเป็นทอดๆ

ในทางการเมืองคนกรุงเทพฯก็ดูถูกคนต่างจังหวัดว่าไม่มีความสำนึกทางการเมือง ถูกจูงจมูก เอาเงินซื้อก็ได้เป็นผู้แทนแล้วฯ ฉะนั้น รัฐบาลที่คนต่างจังหวัดเลือกมาโดยเสียงส่วนใหญ่ก็ย่อมจะต้องถูกดูถูก และจะต้องทำทุกอย่างที่จะให้ล้มคว่ำคะมำหงายให้ได้เป็นธรรมดา

ไม่เชื่อลองไปดูในโซเชียลเน็ตเวิร์คดูสิครับ ว่ากันเสียเละตุ้มเป๊ะ

ที่ร้ายกว่านั้นบางคนก็ดูถูกสตรีเพศที่เป็นคนเหนือว่าขี้เกียจ ทำเป็นแต่ขายของเก่าที่ติดมากับตัวตั้งแต่กำเนิดกินเท่านั้น

ซึ่งก็ไม่รู้ว่านายคนนั้นเอามันสมองส่วนไหนคิดขึ้นมา หรือว่าเขาคิดว่าไม่ได้กำเนิดออกมาจากช่องคลอดของสตรีเพศ แต่เกิดออกมาทวารอื่นที่อยู่ไกล้กันนั้นของบุรุษเพศ จึงได้มีความคิดที่ดูถูกคนอื่นได้อย่างอัปลักษณ์เป็นที่สุด

ทั้งๆที่ “ขายหวี ดีกว่าโกงแชร์”อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้ไปโกหกหลอกลวงใครจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นคดีความหนีหัวซุกหัวซุนจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่

ที่แน่ๆตอนนี้ก็คือ นายคนนั้นเดินทางไปได้ไม่ครบทุกภาคของประเทศไทยอย่างแน่นอน

ผมมักจะถูกถามอยู่เสมอว่า จริงไหมที่คนต่างจังหวัดซื้อเสียงขายเสียงกันง่ายๆ และถูกหลอกอย่างโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งผมก็ได้ตอบอยู่เป็นประจำว่าการซื้อเสียงขายเสียงนั้น อย่าว่าแต่ในต่างจังหวัดเลย แม้แต่ในกรุงเทพฯเองก็มี

หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ย่านบร็องซ์ก็ยังมีการแจกสตางค์กันเพื่อซื้อเสียงขายเสียงกันอยู่เลย

แต่ประเด็นอยู่ที่ จริงหรือที่คนไม่เคยทำคุณงามความดีอะไรเลย หิ้วเงินใส่ถุงทะเลมากว้านซื้อเสียงแล้วก็จะได้เป็นผู้แทน หรือคนที่ซื้อเสียงมากกว่า ก็จะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป

ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็เป็นบทเรียนให้เจ้าบุญทุ่มทั้งหลายกระอักเลือดมาแล้ว

ว่ากันในแง่คุณภาพของผู้แทน จริงหรือที่คุณภาพของผู้แทนคนกรุงเทพมีคุณภาพสูงกว่าต่างจังหวัด ลองดูตัวอย่างผู้แทนที่มีเรื่องกันในสภา ไม่ว่าการกระโดดถีบกัน ชกต่อยกัน ล้วนแล้วแต่เป็น สส.หรือ สว.ของชาวกรุงเทพฯทั้งนั้น

ที่น่าอับอายที่สุดก็คือถูกประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเองต่อย จนปากฉีกแล้ว ยังไปแจ้งความเอาเรื่องประชาชนอีก นี้น่าจะเป็นบันทึกสถิติโลกว่ามีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น


คำกล่าวทางวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ที่เป็นยอมรับกันโดยทั่วไปว่า
“ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนก็จะเป็นอย่างนั้น”
ฉะนั้น ป่วยการที่คนกรุงเทพฯจะไปดูถูกคนต่างจังหวัด เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในประเทศเดียวกัน ก็ย่อมมีชะตากรรมที่จะต้องเผชิญร่วมกัน

เว้นเสียแต่ว่าคนกรุงเทพจะแยกตัวออกไปเป็นรัฐอิสระอีกรัฐหนึ่ง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับต่างจังหวัดอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้คนกรุงเทพฯส่วนหนึ่งคิดว่ากรุงเทพฯก็คือประเทศไทยอยู่แล้ว จึงกระทำสิ่งต่างๆข้ามหัวข้ามหางชาวต่างจังหวัดอยู่เสมอๆ

อันที่จริงแล้วผมยังสงสัยอยู่ว่า เหตุใดจึงเรียกคนจังหวัดอื่นที่มิใช่คนกรุงเทพฯว่าเป็น “คนต่างจังหวัด”แทนที่จะเรียกว่า “คนจังหวัดอื่น”หรือเรียกว่าคนจังหวัดนั้นจังหวัดนี้

เพราะอันที่จริงคนกรุงเทพฯก็เป็นคนต่างจังหวัดของคนเชียงใหม่เหมือนกัน คนเชียงใหม่จึงควรเรียกคนกรุงเทพฯว่าเป็นคนต่างจังหวัดเช่นกัน จึงจะถูกต้อง

เพราะคนกรุงเทพฯก็ไม่ควรจะมีอภิสิทธิ์ใดเหนือคนจังหวัดอื่นเช่นกัน ซึ่งยังไม่นับเรื่องน้ำท่วมนะครับ ลองไปถามคนแถวอยุธยา ปทุมธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆว่าเขาคิดอย่างไรในการปก ป้องกรุงเทพฯจนเขาเสียหายอย่างยับเยินเหลือคณานับ

ผมยังสงสัยต่อไปอีกว่าคำว่า “คนกรุงเทพฯ”นั้นนิยามศัพท์ที่แท้จริง นั้นคือ อะไร เกิดในกรุงเทพฯ/ มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ /เสียภาษีให้ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ /บรรพบุรุษต้นตระกูลเป็นคนกรุงเทพฯดั้งเดิม บริสุทธิ์ไม่มีเจือปนคนที่อื่นเลย ฯลฯ ซึ่งก็ให้เป็นที่สงสัยอยู่

แต่ที่คนจังหวัดอื่นนิยาม “คนกรุงเทพฯ” ไว้ก็คือ เวลาเห็นคนคันใดในจังหวัดอื่นขับปาดหน้าปาดหลังเป็น “ลูกอีช่างปาด” แซงซ้ายแซงขวา ทิ่มรถออกขวางถนนเวลาออกจากซอยจนถูกชนอยู่เสมอๆ นั้นแหละคือคนกรุงเทพฯ

ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ถ้าเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใดที่ส่งเสียงดัง ไม่รู้จักเกรงใจผู้คนหรือสถานที่ กินทิ้งกินขว้าง อวดร่ำอวดรวย อวดรถออฟโรดที่นานๆได้ขับไปจังหวัดอื่นเสียที นั่นแหละคนกรุงเทพฯ

อีกเช่นกันเวลาไปตามสถานที่ต่างๆ เห็นผู้คนในชนบทที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อ้อยอิ่ง ขี่รถยนต์ที่ประยุกต์มาจากเครื่องสูบน้ำก็พากันหัวเราะอย่างขบขัน นั่นแหละคนกรุงเทพฯ

นอกจากนั้นเวลาไปซื้อข้าวของต่างๆในจังหวัดอื่น เมื่อเห็นราคาแล้ว แทนที่จะซื้อไว้ตามความจำเป็นหรือที่จะต้องเอาไปเป็นของฝาก ก็เหมาๆๆๆหมด นั่นแหละคนกรุงเทพฯ

และก็เช่นกันนอกจากประเด็นที่ว่าใครคือคนกรุงเทพฯแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ค้างคาใจผมก็คือ “คนไทยหรือเปล่า” ซึ่งก็ยังอยากจะถามอีกเช่นเดียวกันว่า การคนดูถูกคนที่คิดไม่เหมือนตนเองนั้นว่า “คนไทยหรือเปล่า” นั้น ผมก็อยากจะถามกลับไปอีกเช่นกันว่าคนไทยแท้ๆนั้นเดี๋ยวนี้หาได้ที่ไหนครับ

ถ้าไม่มีเชื้อสายจีนก็แขก ไม่แขกก็มอญ ไม่มอญก็ญวน ไม่ญวนก็ลาว เขมร ฝรั่ง มลายู ฯลฯ อย่างละนิด อย่างละหน่อย ลองสืบสาแหรกของแต่ละคนที่ออกมาถาม “คนไทยหรือเปล่า” นั้นดูราวกับว่ามีเลือดไทยแท้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียกระนั้น

เพราะขนาดพระเจ้าตากสินมหาราชยังมีเชื้อสายจีน ตระกูลดังๆของ ขุนนางไทยบางตระกูลก็มีเชื้อสายมาจากแขกเปอร์เซียเสียด้วยซ้ำ

คงเป็นการยากที่จะทำให้คนเลิกดูถูกซึ่งกันและกัน เพราะมันฝังไปในจิตสำนึกดั้งเดิม เมื่อประกอบเข้ากับการอบรมสั่งสอนกล่อมเกลาของบุพการีของตนจนเชื่อว่าสิ่ง เหล่านี้คือ “วัฒนธรรม”ของกลุ่มชนของตนเองที่จะต้องเหนือคนอื่น คนทีทำอะไรไม่เหมือนเรา คิดไม่เหมือนเรานั้นด้อยกว่าเรา

แต่ก็น่าแปลก ทีฝรั่งมังค่าใส่กางเกงขาสั้นเดินเข้าออกสถานที่สำคัญต่างๆกลับทำเฉย มองเห็นว่าฝรั่งนั้นทำตัวง่ายๆดี (ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนกรุงเทพฯทั้งหลายเดินทางไปยังจังหวัดอื่นด้วยกางเกงขา สั้นเช่นกัน) แต่พอลุงมี ลุงมา ตาสี ตาสา ซึ่งตนเองคิดว่าด้อยกว่าตนเอง ใส่ขาสั้นเหมือนกันกลับบอกว่าไม่สุภาพ ห้ามเข้าไปเสียอย่างนั้น

เอ๊ะ ว่าแต่ว่าท่านที่อ่านๆบทความอยู่นี่เป็นคนที่ไหนกันและเป็นคนไทยหรือเปล่าครับ

----------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ทำไมฉันถึง “ยึด” วอลล์สตรีท

ที่มา Thai E-News



โดย ราเชล อันเธอมาน, ชิคาโก้
เก็บความโดย สายสัมพันธ์
ที่มา นสพ.ชิคาโก้ทรีบูน

หมายเหตุ...ขอเตือนความจำว่าทำไมคนหนุ่มสาวชาวอเมริกันยอมทนความหนาว เหน็บของฤดูหนาว มาชุมนุม “ยึดวอลล์สตรีท” ในนิวยอร์ค และอีกหลายเมืองในสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชิคาโก้รวมอยู่ด้วย

ที่จริงก่อนที่นิวยอร์คจะโดน “กระชับพื้นที่” เมื่อกลางดึกของวันที่ ๑๕ พ.ย. ที่ชิคาโก้ถูก “กระชับ” ไปแล้ว ๒ ครั้ง ที่แกรนท์พาร์ค ซึ่งอยู่ใจกลางดาวทาวน์ชิคาโก้ติดทะเลสาปมิชิแกน มี “เดอะบีน”ในมิลลิเนี่ยมพาร์คเป็นเพื่อน

ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ ต.ค. กลางดึกราวๆ ตีหนึ่ง ครั้งที่ ๒ อาทิตย์ถัดมาวันที่ ๒๓ ต.ค. เวลาไล่เลี่ยกัน


...

ฉันยึดเพราะบริษัทไม่ใช่คน และเงินไม่ใช่เสรีภาพในการแสดงออก

ฉันยึดเพราะฉันเชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชน ไม่ใช่ประชาชนรวมตัวกันแล้วเป็นหนึ่ง

ฉันยึดเพราะกองทัพเราใช้เงินอย่างมหาศาลเป็นพันๆล้านเพื่อยึดครองประเทศอื่น ในขณะที่การจ้างงาน โครงสร้างพื้นฐาน และภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ทรุดโทรม

ฉันยึดเพราะคนรุ่นฉันน่าจะต่อต้านสงคราม โกรธแค้นมากกว่านี้

ฉันยึดเพราะฉันเบื่อที่จะไปเลือกตั้งเพียงเพื่อเลือกนักการเมืองที่ “ขายตัว” น้อยที่สุด

ฉันยึดเพราะฉันเบื่อที่จะเห็นนักธุรกิจระดับสูงของบริษัที่ล้มเหลวรับโบนัส ขณะที่คนงานถูกลอยแพ ไม่มีการชดเชย

ฉันยึดเพราะฉันเชื่อในรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ฉัน

ฉันยึดเพราะถึงแม้ว่า “ระบบยังไม่เสีย” แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน ระบบถึงจะแข็งแกร่งได้

ฉันยึดเพราะมันตื่นเต้นที่เห็นประชาธิปไตยทำงาน

ฉันยึดเพราะ ๗ ปีที่ใช้กับการเรียนหนังสือ ปริญญาตรี-โท ฉันยังไม่สามารถหางานที่ดีพอจ่ายหนี้เงินกู้เรียนให้น้อยลงได้


ฉันยึดเพราะได้งานทำไม่เต็มเวลาตั้งแต่จบ บ่อยครั้งต้องแบกพาร์ทไทม์จ๊อบ ๒ หรือ ๓ จ๊อบถึงจะพอกิน

ฉันยึดเพราะฉันเป็นคนว่างงาน ซึ่งไม่ได้เกิดจากความผิดของฉันเลย

ฉันยึดเพราะคนว่างงานไม่สามารถเป็นแค่สถิติ ตัวเลขที่ไม่มีใครแยแส

ฉันยึดเพราะทางเลือกอีกทางคือการนั่งเขียนจดหมายหางานไปวันๆ ในห้องชั้นล่างของคุณพ่อคุณแม่ โดยไม่มีจดหมายตอบกลับ

ฉันยึดเพราะถ้าไม่ได้คุณพ่อคุณแม่ช่วยไว้ ฉันคงต้องเป็นขอทานตามมุมถนน ไม่ได้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

ฉันยึดเพราะความฝันของฉันถูกเลื่อนออกไป และไม่วันใดก็วันหนึ่งมันจะระเบิด

**********
ประชาไท:‘Occupy Wall Street’ ในนิวยอร์กโดน ‘กระชับพื้นที่’ แล้วกลางดึกวันนี้

สมศักดิ์ เจียมฯ:แทนที่จะออกพรฎ.อภัยโทษทักษิณคนเดียว น่าจะนิรโทษกรรมให้มวลชนทุกฝ่ายดีกว่า

ที่มา Thai E-News

การพาดหัวแบบเว่อร์ สุดขีด ของ ไทยโพสต์ "ทักษิณบังคับในหลวง ครม.ลักไก่ผ่านพรฎ.อภัยโทษ‘เหลิม’คุมแผนชั่วกัน‘ปู’ออก"


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา facebookสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.สมศักดิ์ได้เขียนแสดงความคิดเห็น ในหน้าเพจส่วนตัวหลายกระทู้เกี่ยวแก่กรณีนี้ ไทยอีนิวส์ได้นำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องเดียว เพื่อความสะดวกของท่านผู้อ่าน

เกี่ยวกับการแก้ พรฎ.อภัยโทษ ผมยังอยากเห็นรายละเอียด แต่ถ้าเป็นไปตามข่าว ผมเองมีข้อไม่เห็นด้วย 2 ข้อ (ทีเคยพูดไปแล้วในแง่วิธีการนี้):

(1) การอภัยโทษนั้น ไม่ได้แปลว่า คนที่ถูกอภัยโทษ "ไม่มีความผิด" ตรงข้าม แปลว่า คนนั้นมีความผิด แต่ได้รับการ "อภัย" ใน แง่ของ record ทางการเมือง คนนั้นจะเป็น convicted criminal (ผู้ทำผิดทางอาญาที่ถูกตัดสินแล้วว่าผิดจริง) ซึ่งผมมองว่า ไม่ถูกต้อง ในกรณีทักษิณ (เพราะกระบวนการที่นำมาซึ่งการตัดสินไม่ถูกต้อง) เป็นการไปยอมรับ ในสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ

(2) ข้อนี้ อาจจะสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือ การแก้กฎหมาย นั้น จะมีผลระยะยาว ที่จะใช้บังคับใช้กับกรณีอื่นๆด้วย (ยาเสพย์ติด, คอร์รัปชั่น ฯลฯ) ซึ่ง ผมมองว่า ไม่ถูกต้อง ถ้าการแก้นี้ เพื่อช่วยทักษิณ เป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีทางกฎหมายในกรณีอื่นๆที่จะเกิดตามมาทั้งหมด

อีกหน่อย ถ้ามีกรณีที่มีคนทำผิดจริงๆ และเข้าข่าย พรฎ. ที่ถูกแก้ (อายุเกิน 60 คำตัดสินไม่เกิน 3 ปี และไม่เคยติดคุก เช่นอาจจะหนีไป) ก็สามารถ "หลุด" ได้เช่นกัน

การแก้กฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายที่แย่ในตัวเอง (เช่น วิอาญา, พรฎ อภัยโทษ ฯลฯ) ในลักษณะนี้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ถ้า (ย้ำ "ถ้า" นะ) เรื่องการแก้ พรฎ อภัยโทษ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่จะช่วยทักษิณให้รับการปล่อยตัว

ผมเสนอว่า ที่จริง สู้รัฐบาล ใช้ "อ๊อพชั่น" ที่ออกกฎหมาย "นิรโทษกรรมทั่วไป" (general amnesty) เสียจะดีกว่าอีก เพราะ จะนิรโทษกรรม ปล่อย เสื้อแดงอีกจำนวนมาก ที่ยังอยู่ในคุก รวมทั้งคนที่โดนตัดสินไปแล้ว 20-30 ปี คดีเผาจวนตางจังหวัด (ซึง เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรจะช่วยเลย) และ อาจจะได้รวมถึงคดี 112 ด้วย (แต่อันหลังสุด ผมว่า ต่อให้มี general amnesty รัฐบาล ก็คงไม่กล้า หรือไม่มีกำลังพอจะทำ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อย ได้ช่วยพวกเสือแดงทีกำลังโดนคดีดังกล่าว)

แน่นอน general amnesty ย่อมหมายถึง ทหาร อภิสิทธิ์ สุเทพ ก็ได้รับการนิรโทษกรรมได้

หลายคนไม่เห็นด้วย แต่ผมอยากให้ลองคิดชังน้ำหนักว่า ระหว่าง การออก/แก้ พรฎ. อภัยโทษ (ถ้านี่คือการช่วยทักษิณ) ช่วยทักษิณกลับได้คนหนึ่ง แต่คดีเสื้อแดงอีกเป็นร้อย ไม่ได้อะไรเลย

ที่สำคัญ ผมว่า ต่อให้ไม่มี นิรโทษกรรมทัวไป จริงๆ มีโอกาสหรือ ทีรัฐบาล จะให้มีการ "นำคนผิด/สังฆ่า มาลงโทษ" มาขึ้นศาล? ผมว่าไม่มี อันนี้ ผมค่อนข้างมันใจเลย ("ปรองดอง")

การนิรโทษกรรมทัวไป ทีครอบคลุมทุกฝ่าย ไมใช่สิ่งดี (อย่าง 6 ตุลา ก็ใช้วิธีนี้ พวกที่เข้าไปฆ่าคนในธรรมศาสตร์ ก็ได้รับการนิรโทษกรรมด้วย) แต่ถ้ามองแบบ realistic (อย่างเป็นจริง / เป็นไปได้) ล่ะ? และถ้าเทียบกับการการแก้ พร. อย่างทีมีข่าวว่ากำลังทำ? ทีสำคัญ ที่ผมห่วงอยู่ตลอด คือบรรดาคนเสื้อแดง เป็นร้อย ที่โดนคดี ทั้งในขั้นตอนขึ้นศาล และที่โดนติดคุก ตัดสินเป็น 20-30 ปีไปแล้ว (และถ้ารวมถึงสมยศ สุรชัย ฯลฯ)?

ทีสำคัญทีผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ส่วนหนึง เพื่อจะ "ฝาก" บอกไปยัง รัฐบาล และคุณทักษิณ ด้วยว่า ถ้าการแก้ พรฎ. นี้ เป็นเพื่อช่วยคุณทักษิณกลับ ก็เป็นอะไรทีไม่ดีมากๆ นอกจากไม่ถูกต้องในแง่หลักการ ที่ผมให้เหตุผล 2 ข้อ ที่สำคัญ มองในแง่ของคนเสือ้แดงที่ติดคุก โดนคดีอีกมาก ที่ไม่มีแนวโน้มว่า จะได้รับการช่วยอะไรเลย ผมว่า ก็เป็นเรือ่งไม่ดีด้วย

คือ ไหนๆ ถ้าคิดจะทำอะไร ควรคิดถึงเรื่องพวกเสื้อแดงที่ติดคุก หรือโดนคดีกันอยู่ก่อน ไม่ดีหรือ?

เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทั่วไป สำหรับผู้ไม่ใช่ "แกนนำ" / ผู้บังคับบัญชา ของทุกฝ่าย?

(ผมยังมีความไม่แน่ใจในข้อกฎหมาย อาจจะต้องขอแรงให้นักกฎหมาย ช่วยอธิบายในแง่ข้อกฎหมายด้วย)

คือ ถ้าเราจะสรุปแบกแบ่งรายละเอียด ขณะนี้ มีผู้ได้ถูกดำเนินคดี/ตัดสินไป แล้ว ที่เป็นผลมาจากการเมืองหลัง 19 กันยา ดังนี้

(1) ฝ่าย เสื้อแดง นปช เพื่อไทย

1.1 ทักษิณ
1.2 แกนนำ นปช
1.3 มวลชนเสื้อแดง ระดับต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด (คดีเผาจวนต่างๆ เป็นต้น) ในกรุงเทพฯเอง ถ้าจำไม่ผิด ก็มีคนที่โดนคดีเผาเซ็นทรัล หรือคดีอื่นๆด้วย
1.4 ผู้ได้ถูกดำเนินคดี/ตัดสิน กรณี 112 (ดา, สมยศ, สุรชัย, ตี๋, หนุ่ม ฯลฯ)

(2) ฝ่าย พันธมิตร ปชป ทหาร

2.1 อภิสิทธิ์, สุเทพ, ผบ.เหล่าทัพ ในระหว่างมีการปราบปราม 2552-2553
2.2 แกนนำพันธมิตร (สนธิ, จำลอง ฯลฯ)
2.3 ระดับมวลชน ผู้ปฏิบัติงานพันธมิตร เช่น พวกเข้ายึดสถานี NBT และ พวกเข้ายึดสนามบิน และอื่นๆ

ผมกำลังคิดๆว่า เป็นไปได้หรือไม่ (ถ้าเป็นไปได้ ผมคิดว่า จะดีทีเดียว) ที่จะให้มีการออก กฎหมายนิรโทษกรรม ที่ครอบคลุม 1.3 และ 2.3 และ (ต้องพยายามให้ครอบคลุม) 1.4 ด้วย?

ในแง่การเมือง ผมว่า มีเหตุผลอยู่ ที่จะให้มีกฎหมายในลักษณะนี้ ส่วนที่ไม่คลุมแบบทั้งหมด เป็น general amnesty เลย เพราะมีปัญหาที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงเอง และฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงเอง เท่าทีสังเกตดู ก็ไม่ยอมรับ (ฝ่ายเสื้อแดง คือต้องการให้ ผู้สัั่งการ คือ 2.1 และ 2.2 ได้รับการดำเนินคดี ฝ่ายตรงข้าม คือ ต้องการให้ 1.1 และ 1.2 ถูกดำเนินคดี หรือให้คดีทีตัดสินไปแล้ว คงอยู่)

อย่างข้อเสนอ นิติราษฎร์ ที่หลายคนสนับสนุนนั้น ผมว่า คงต้องมองอย่าง realistic (เป็นจริง / เป็นไปได้) ว่า คงไม่เกิดในระยะเวลาอันสั้น หรือที่มองเห็นในอนาคตข้างหน้า

แต่ความจริงคือ มีคนระดับที่ไมใช่แกนนำ และผู้บังคับบัญชา ของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง (1.3) ที่ถูกดำเนินคดี หรือตัดสินลงโทษไปแล้ว จากปัญหาการเมือง ซึ่งคนเหล่านี้ ความจริง มองในแง่ความรับผิดชอบทางการเมือง ก็อยู่ในระดับที่ควรต้องถือว่า ห่างไกลอยู่แล้ว การเล่นงานคนเหล่านี้ ทางกฎหมาย มองในปริบทวงกว้างทั้งหมด ก็ไม่ได้เกิดผลดีแก่สังคมโดยรวม ไม่ว่า จะเชียร์ข้างไหนก็ตาม

ที่ผมไม่สบายใจมากตลอด ทุกวัน ทุกสัปดาห์ เป็นปีมาแล้วคือ คนกลุ่มที่กล่าวถึงนี้ กลับเป็นผู้ทีได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

พูดจริงๆนะ ผมว่า มองในแง่ tactic (ยุทธวิธี) การเมืองล้วนๆ ไอ้การเข็น พรฎ. อภัยโทษ ในลักษณะที่ออกมาเป็นข่าวนี่ ไม่ดีเลย (ยิ่งลักษณ์ ไม่อยู่, เฉลิมคุมแทน, ปิดห้องประชุม ประชุมลับ ไล่ จนท.ออก, ประชุมเสร็จ "โน คอมเม้นต์" กันหมด) คือมันให้ภาพออกมาไม่ดีเลย ไม่รู้คิดยังไง (ไม่ว่าจริงๆ รายละเอียดเป็นอย่างไร การมีภาพเช่นนี้ออกมาก็ไม่ใช่ tactic ที่ดีเลย)

บอกตรงๆว่า ผม งง และขมวดคิ้วมากๆ กับ "การจัดการ" เรื่องนี้ของรัฐบาล

ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทำในลักษณะเหมือน "ลับๆล่อๆ" ซึงยิ่งทำให้กลายเป็นเรื่องถูกโจมตี (และที่จริง ก็มีเหตุผลอยู่นะ ที่คนไม่จำเป็นว่าจะต้องแอนตี้ทักษิณ หรือ เหลือง จะรู้สึก "ชอบกล" หรือ ไม่ชอบท่าทีแบบนี้)

คือยังไง เรื่องแบบนี้ ในทีสุด ไม่มีทาง "ปิดลับ" ได้อยู่แล้ว แทนที่จะทำแบบนี้ สู้ทำแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาดีกว่า ถ้าจะทำนะ (แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการทำ ดังที่เขียนในกระทู้เมื่อเช้า แต่นี่ หมายถึงว่า ถ้าจะทำจริงๆ)

โดยเฉพาะ ประเด็นที่ผมไม่เข้าใจมากๆคือ การทีดูเหมือนจะมีการพยายาม "กัน" คุณยิ่งลักษณ์ ออกไปน่ะ คือ นอกจากดู "ไม่เนียน" แล้ว ผมมองไม่เห็นว่า จะเป็นผลดีต่อคุณยิ่งลักษณ์ยังไงเลย เพราะยังไง คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ เรื่องแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้น ต้องถือเป็นความรับผิดชอบอยู่แล้ว ยิ่งไปพยายาม "กัน" (แบบที่ดูเหมือน "ไม่เนียน" นี้) ยิ่งทำให้ ภาพลักษณ์คุณยิ่งลักษณ์ แย่ลงไปอีกนะ ผมว่า

ไม่เข้าใจจริงๆนะ ฝ่ายรัฐบาล ก็ออกจะมี "กุนซือ" เยอะแยะ ทั้งพันธ์ศักดิ์ ทั้ง บ้านเลขที่ 111 และใครต่อใครอีก ไม่เข้าใจ่ว่า ทำไม ปล่อยให้ข่าวออกมาในกลักษณะ "ลับๆล่อๆ" แบบนี้ได้

อย่างประเด็นที่ รมต.เอง ออกมาพูด แล้วคุณเฉลิมก็ต้องออกมายอมรับว่า รมต.ออกมาพูดจริง แต่บอกว่า (ตามข่าวนี้)

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000146187
" ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีบางคนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ทั้งๆ ที่เป็นความลับนั้น ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ตนถือว่าไม่มีสปิริตที่เก็บความลับไม่อยู่ แต่รู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่ได้มีการติติงอะไร และไม่มีได้มีมาตรการใดต่อเรื่องนี้"

คือ อ่านแล้ว มันชอบกลมากๆว่า งานระดับนี้ ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร คือ ผมไม่ได้บอกว่า รมต.ที่มาเปิด ผิด หรืออะไรนะ เพราะผมว่า เรื่องมันต้องเริ่มมาจากการเตรียมการ การคุยกันให้ดีก่อน

สรุปแล้ว บอกตรงๆว่า ได้แต่ส่ายหน้าจริงๆ งง มากๆว่า ทำราวกับ "มือสมัครเล่น" ขนาดนี้ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ

เรื่องที่เริ่มมีการก่อกระแสต้าน พรฎ อภัยโทษ ที่มีข่าวว่าเพื่อช่วยทักษิณนั้น ผมมองเป็นเรื่องธรรมดานะ - ประชาธิปไตย เรามีสิทธิ์ต่อต้านเขา เขาก็มีสิทธิ์ต่อต้านเรา

..............

สำหรับท่านที่ยังไม่เห็น นี่คือการพาดหัวแบบเว่อร์ สุดขีด ของ ไทยโพสต์
"ทักษิณบังคับในหลวง ครม.ลักไก่ผ่านพรฎ.อภัยโทษ‘เหลิม’คุมแผนชั่วกัน‘ปู’ออก"
http://www.thaipost.net/news/161111/48195

อย่างไรก็ตาม ในเนื้อข่าว มีตอนหนึ่ง ที่ผมว่าน่าสนใจ และน่าห่วง คือ มีการอ้าง รมต.คนหนึ่ง ดังนี้ (ซึ่งถ้าจริงนะ ก็แสดงว่า นี่เป็นขั้นตอนพยายามให้ทักษิณกลับ 5 ธันวา จริงๆ) ผมอ้างตอนนี้ เพราะตอนอื่นในข่าว ซึ่งแม้ว่า จะฟังดูมีน้ำหนัก แต่เป็นเพียงการอ้าง "แหล่งข่าว" แต่ตรงนี้ อ้าง "รัฐมนตรีคนหนึ่ง" เลย

"วางแผนบีบในหลวง-รัฐมนตรีคนหนึ่งใน ครม.กล่าวว่า มีการหารือเรื่องนี้จริง เพื่อเป็นการดำเนินการการอภัยโทษเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ที่มีการดำเนินการทุกช่วงเวลามหามงคลเสมอ ขณะที่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะมีการประชุมลับ ได้เดินออกจากห้องประชุมครม.เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปรัฐสภา แต่กรณีดังกล่าวมีการสั่งกำชับห้ามเผยแพร่หรือให้ข่าวนักข่าวเด็ดขาด และเมื่อมาทราบข่าวภายหลัง รู้สึกแปลกใจที่ ร.ต.อ.เฉลิมผลักดันเรื่องดังกล่าว เพราะไม่ถึงเวลาที่จะต้องทำเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลโดนวิจารณ์อย่างหนักว่าเอาเรื่องน้ำท่วมมาช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

อันนี้ สำหรับท่านที่สนใจในแง่ข้อมูล พรฎ อภัยโทษ ปี 2553 นะครับ

กฎหมายดังกล่าว ฉบับจริง ไฟล์ pdf สามารถดู/โหลด ได้ที่นี่
http://www.correct.go.th/correct2009/upload/files/information/53/150553-1.pdf

กรณีทักษิณ นั้น จะถูกครอบคลุมอยู่ที่มาตรา 6 (2) ง คือ อายุเกิน 60 และโทษไม่เกิน 2 ปี ให้ปล่อยตัว

แต่ในมาตรา 8 จะระบุว่า คดีในบัญชีรายชื่อท้ายกฎหมาย ไม่นับ คือ ไม่ปล่อยตัว ให้เพียงลดโทษลงเท่านั้น

พีรพันธ์ สาลีรัฐภาค รมต.ยุติธรรม รัฐบาลอภิสิทธิ์ เคยเขียนประเด็นนี้ไว้ว่า กฎหมายนี้ ไม่คลุมถึงทักษิณ เพราะมีบังคับมาตรา 8 นี้ไว้ ดูบทความของเขาที่นี่ http://www.democrat.or.th/th/news-activity/article/detail.php?ID=9730 )

(คุณ Bangkok Pundit เคยแย้งว่า มาตรา 8 ไม่น่าจะใช้กับกรณีทักษิณได้ แต่ผมไม่เห็นด้วยนะ ผมว่า ตามกฎหมายเดิม ใช้กับทักษิณแน่ ที่สำคัญ กฎหมายนี้ ออกสมัย ปชป. ผมว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ ปชป. จะเขียน กม.นี้ โดยไม่คิดถึงประเด็นทักษิณไว้ ดังนั้น ผมว่า มาตรา 8 นี้ เขาจงใจให้คลุมทักษิณแน่นอน)

ตามข่าวทีออกมาคือ ให้ยกเลิก (หรือแก้ให้ไม่มีผล) มาตรา 8 และ/หรือ บัญชีรายชื่อที่มาตรา 8 พูดถึง (เช่นอาจจะ ตัดความผิดเรื่องคอร์รัปชั่น ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ฯลฯ ออกจากบัญชี)

ซึงถ้างั้น ทักษิณ ก็จะได้รับการครอบคลุม ตามมาตรา 6 (2) ง ดังกล่าว คือ ได้รับปล่อยตัวเลย เรื่องติดคุก คงต้องติด แต่อาจจะแค่ติดวันเดียว หรือไม่กี่วัน ติดในที่ไหนก็ได้ (เช่นที่มีข่าว ทำ รร.พลตำรวจบางเขนเดิม เป็นคุก)

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:"สุรพงษ์" ยันออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษไม่ได้เอื้อทักษิณ อ้างมีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ2.6หมื่นคน

ข่าวสดออนไลน์รายงาน ว่า ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบว่าครม. มีการออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้อยู่ประชุมด้วย เนื่องจากติดประชุมร่วมรัฐสภา เรื่องไทย-กัมพูชา

แต่เท่าที่ติดตามข่าวเรื่องการออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษดังกล่าว เห็นว่า เป็นการออกในโอกาสครบรอบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกปี ไม่ใช่การลักไก่ออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในช่วงน้ำท่วม และไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะทราบว่า มีผู้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ 2.6 หมื่นคน แต่ไม่รู้ว่า รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ และขั้นตอนสุดท้ายขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจว่า จะพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่

เมื่อถามว่า ครม.ได้เสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ โดยตัดเงื่อนไขเรื่องคดียาเสพติด และคดีทุจริตคอรัปชั่นทิ้งไป มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เงื่อนไขทั้งสองข้อเป็นการออกเพิ่มเติมในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เติมได้ เราก็มีสิทธิตัดทิ้งได้ คุณเติมฉันไม่ว่า แต่ฉันตัดอย่ามาโวย

ทั้งนี้การออกพระราชกฤษฎีกาถือเป็นอำนาจของครม.ที่มีสิทธิทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำเข้าสภาฯหารือ เหมือนสมัยที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยออกพระราชกฤษฎีกากู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่า พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษจะไม่จุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองให้มีการ ปลุกม็อบสีต่างๆ ตามมาภายหลัง เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 15 ล้านเสียง ซึ่งทุกประเทศเช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็ต้อนรับประเทศไทยที่เข้าสู่ประชาธิปไตย มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ใจ อึ๊งภากรณ์:การขออภัยโทษทักษิณจะเป็นการหักหลังเสื้อแดงที่ติดคุก

Wednesday, November 16, 2011

"อภิสิทธิ์"กร้าว!! จี้ถอด พ.ร.ฎ.อภัยโทษทันที ชี้ทำลายระบบนิติรัฐ สร้างวิกฤตรอบใหม่

ที่มา มติชน

ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ถือเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ เป็นการสร้างปัญหาวิกฤตรอบใหม่ ที่สำคัญกระบวนการที่ทำมีพิรุธ ไม่โปร่งใส เป็นการแปลงหลักการสำคัญที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด คือการเสนอให้มีการพระราชทานอภัยโทษ โดยยกหลักการคนทำผิดต้องรับโทษต้องสำนึกผิดแล้วจึงให้อภัยโทษออกไป ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะเท่ากับว่าคนหนีคดีก็สามารถได้รับประโยชน์ไปด้วยจะเป็นตัวบ่อนทำลาย กระบวนการยุติธรรมในประเทศ หากยกออกไปก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังส่งสัญญาณครั้งใหญ่ว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น ยอมรับตรงนี้ไม่ได้


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เกิดข้อสงสัยว่า นายกฯจงใจไม่เข้าประชุม ครม. และเมื่อมาถึงขนาดนี้ นายกฯจะพูดแค่ว่าไม่ทราบเรื่อง ให้ไปถามรองนายกฯคงจะไม่ได้ เรื่องนี้หัวหน้ารัฐบาลต้องทราบแล้ว จึงควรแสดงจุดยืนกับประชาชนอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขหรือไม่ และถ้าไม่แก้ไขพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเดินหน้าในการคัดค้านอย่างถึงที่สุด และสิ่งที่จะเริ่มต้นได้ในเวลานี้คือ การตั้งกระทู้ถามสดในสภา และนายกฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะสุดท้ายนายกฯจะต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และตนคิดว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาล กำลังทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายแตกแยกเกิดขึ้นในสังคม นายกฯอยู่ในฐานะที่จะยับยั้งแก้ไขได้ก็ควรจะทำ ขอเรียกร้องว่าถ้าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับเรื่องดังกล่าวไปตรวจก็ขอให้ ยืนยันรูปแบบของกฎหมายที่ได้ทำกันมาช้านาน อย่าได้ทำให้มันผิดเพี้ยนไป เพราะจะเป็นตัวทำลายระบบยุติธรรมในอนาคต


หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า เราจะขอความชัดเจนนายกฯ เพราะการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 15 พ.ย. เป็นการประชุมลับ ทั้งที่ในสมัยก่อนเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้มีการประชุมลับ อยากให้นายกฯแสดงจุดยืนที่ชัดเจนภายใน 1-2 วันนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่คิดนาน ต้องตอบสังคมว่าจะเดินหน้าทำหรือไม่ ถ้าเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำหน้าที่ของเรา และถ้านายกฯใช้การเงียบ หรือการหนีปัญหาไปประชุมอาเซียนก็ถือเป็นคำตอบในตัวว่านายกฯก็มีส่วนสำคัญ หรืออาจเป็นตัวการด้วยซ้ำ เพียงแต่ทำเรื่องนี้แบบไม่ตรงไปตรงมา


"ขอให้หยุดเถอะครับ อย่าดึงดันเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปเลย ชัดมากว่าทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว แต่ที่แย่คือการไม่ทำตรงไปตรงมา ต้องการให้นายกฯทบทวนเรื่องนี้ ถ้ายังไม่ทบทวนฝ่ายค้านก็จะพิจารณากันต่อไป แต่ในชั้นนี้นายกฯมีโอกาสแก้ไขและทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง" นายอภิสิทธิ์กล่าว

"เฉลิม" รู้ตัวคนปล่อยข่าว พรฎ.อภัยโทษ อัด "รมต." ไร้จิตวิญญาณ "ปึ้ง" อ้าง 2.6 หมื่นนักโทษได้อานิสงส์

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการประชุมลับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการพิจารณาเรื่องการออก พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตนทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม.แทนนายกรัฐมนตรี ทุกคนก็ทราบว่านายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.สิงห์บุรี พร้อมนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี จึงเป็นหน้าที่ของตนต้องทำหน้าที่ประธานในฐานะรองนายกฯหมายเลข 2 ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมรัฐบาลต้องประชุมลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอยืนยันว่าที่ประชุมลับ ครม.พิจารณา 2 เรื่อง แต่เรื่องลับเขาไม่ให้พูด เพราะงานใดก็ตามที่ยังไม่มีบทสรุป ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนและไม่ใช่อำนาจของรัฐบาลโดยลำพัง

"ส่วนเรื่อง พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ต้องเป็นเรื่องของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะทำได้โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไม่ต่ำ 20 คน ไปศึกษาข้อกฎหมาย หลักเกณฑ์ของคนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้นจะเสนอ รมว.ยุติธรรมก่อนเสนอ ครม. เมื่อเห็นชอบก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา หากเห็นด้วยก็จะส่งกลับมาที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคม ทูล ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจโดยแท้และยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ทำผิดกฎหมาย โดยเด็ดขาดและรัฐบาลก็จะไม่ยอมให้ใครทำผิดกฎหมายเช่นกัน และเมื่อยังไม่มีบทสรุปผมยังไม่สามารถพูดได้ เพราะหากพูดไปก่อนแล้วภายภาคหน้าไม่เป็นไปตามนั้นผมก็เสียคน" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ส่วนที่ระบุว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นคนเสนอเรื่องดังกล่าว ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่พูดเพราะเป็นเรื่องลับ คนที่เอาไปพูดแสดงว่าไม่รักษาความลับ เขาเรียกรัฐมนตรีไม่มีจิตวิญญาณ เรื่องประชุมลับก็อยากสอพลอนักข่าว ก็เอาไปบอก ตนต้องกล่าวหาเพราะไม่เกรงใจใคร เมื่อวานที่ตนไม่ให้สัมภาษณ์ เพราะอยากรู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนที่เอาข่าวมาแพลม และตอนนี้ก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร เพราะไม่ค่อยประสีประสา ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าท่าอยากได้หน้านักข่าว แต่คงไม่กล้าไปติติงเพราะไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าว ครม.มีมติออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่ทราบว่า ครม.มีการออกมติ ครม.ดังกล่าวจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้อยู่ประชุมด้วย เนื่องจากติดประชุมร่วมรัฐสภา เรื่องไทย-กัมพูชา แต่เท่าที่ติดตามข่าวเรื่องการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษดังกล่าว เห็นว่าเป็นการออกในโอกาสครบรอบ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกปี ไม่ใช่การลักไก่ออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในช่วงน้ำท่วม และไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทราบว่ามีผู้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ 26,000 คน แต่ไม่รู้ว่ารวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ และขั้นตอนสุดท้ายขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจว่า จะพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่

"การออกพระราชกฤษฎีกาถือเป็นอำนาจของ ครม.ที่มีสิทธิทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำเข้าสภาหารือ เหมือนสมัยที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยออกพระราชกฤษฎีกากู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่าพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษจะไม่จุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองให้ มีการปลุกม็อบสีต่างๆ ตามมาภายหลัง เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 15 ล้านเสียง ซึ่งทุกประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็ต้อนรับประเทศไทยที่เข้าสู่ประชาธิปไตย มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง "นายสุรพงษ์ กล่าว

"บัน คี มูน" เลขาฯ ยูเอ็นเข้าพบ นายกฯ

ที่มา มติชน



นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน

ยิ่งลักษณ์"ถกดร."สุเมธ.-โกร่ง" ตั้งทีมงาน 4 ชุดแบ่งกันลุยงาน กยน.เดินเครื่องสัปดาห์หน้า เล็งฟื้นฟลัดเวย์


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาฯมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากร น้ำ (กยน.) พร้อม นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เข้าหารือ โดยมี กยอ.และ กยน.เข้าร่วมหารือ ประกอบด้วย นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ กยน. นายรอยล จิตรดอน กรรมการ กยน. และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ที่เชิญ กยน.และ กยอ.มาหารือเพราะอยากขอคำแนะนำ เพราะขณะนี้ต่างประเทศกำลังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ อย่างสหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ จึงอยากให้ กยอ.และ กยน.ทุกคนเร่งวางกรอบแนวทางการทำงานให้ชัดเจน

ทั้งนี้มีการหารือกันประมาณ 45 นาที จากนั้นนายสุเมธเปิดเผยว่า วันนี้มาหารือเรื่องแบ่งงานหลักๆ เป็น 4 ส่วนเป็นทีมงาน ตนเป็นเพียงที่ปรึกษา กยน.คอยชี้แนะอะไรต่ออะไรเท่านั้น แต่โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มี อยู่จำนวนมาก ทั้งเรื่องการปลูกป่าฟื้นฟูป่าก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่ทางเหนือลงมา พระองค์ท่านก็ทำให้ดูเยอะแยะไปหมด แต่ขณะนี้ กยน.ยังไม่เริ่มทำงานอะไร แต่อาจจะมีการประชุม กยน.ในสัปดาห์หน้า

ขณะที่นายรอยลกล่าวว่า กยน.จะเริ่มทำงานกันในสัปดาห์หน้า ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูและบูรณาการเกี่ยวกับการระบายน้ำ โดยเฉพาะเส้นทางฟลัดเวย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้เดิม ซึ่งน้ำท่วมในครั้งนี้สามารถใช้ได้แค่ 40% โดย กยน.จะหาแนวทางดำเนินการให้ฟลัดเวย์ที่มีอยู่เดิมใช้ได้ 80% ทั้งนี้ ในเบื้องต้นยังไม่คิดที่จะเวนคืนเพื่อสร้างฟลัดเวย์ใหม่ที่จะต้องผ่านบ้าน เรือนประชาชน ขณะนี้ยังใช้เส้นทางฟลัดเวย์เดิมผ่านคลองด่าน คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และแม่น้ำบางปะกง เป็นต้น

ฐิติมา ฉายแสง เปิดโบรชัวร์เยียวยาน้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ สัมภาษณ์



มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ นำความสูญเสียมากมายมหาศาล

ที่ ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย โดยผ่านมติครม.หลายครั้งหลายระลอก ไปพร้อมๆ กับการเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูสภาพหลังน้ำลด

ล่าสุดเพื่อให้ความช่วย เหลือทั้งหมดซึ่งครอบคลุมหลายด้าน เป็นที่รับรู้เข้าใจของประชาชนโดยง่าย สำนักนายกรัฐมนตรีจึงจัดทำโบรชัวร์แจกจ่ายให้ประชาชนทุกครัวเรือนเร็วๆ นี้

น.ส.ฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงรายละเอียดของการจัดทำโบรชัวร์ไว้ดังนี้



มาตรการ เยียวยาที่ผ่านมติครม.แล้วออกมาหลายระลอก ครอบคลุมหลายด้าน เดิมทีก็เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 2,222 บาทต่อไร่ ต่อมามีมาตรการ เยียวยาบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย 5,000 บาท และอีกหลายเรื่องที่เข้าครม.

รัฐบาลจึงมีความคิดทำโบรชัวร์แยกกัน ให้ชัดเจนว่า หากเป็นประชาชน ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการย่อย จะได้รับการช่วยเหลืออย่างไร

โบรชัวร์นี้ประกอบ ด้วยการช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่ผ่านมติครม.แล้ว ไม่ใช่แค่ นโยบาย พร้อมทั้งเบอร์โทร.หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องที่สามารถสอบถามได้ทันที คาดว่าส่งถึงมือประชาชนวันที่ 21 พ.ย.

ภายในเล่มจะครอบคลุมทั้งหมด เพราะการช่วยเหลือของรัฐบาลต่อส่วนต่างๆ มีมาก ประชาชนทั่วไปจะได้รับความช่วยเหลือหลายประการ

ทั้ง การช่วยเหลือบ้านที่ถูกน้ำท่วม 5,000 บาท ที่มีหลักเกณฑ์ขึ้นมาเป็นเงินพิเศษ ผู้จะได้รับเงินดังกล่าวต้องเข้าเกณฑ์ของรัฐบาล คือ มีน้ำท่วมฉับพลัน ท่วมขังเกิน 7 วัน หรือดินโคลนถล่ม หรือน้ำป่าไหลหลาก

หากเข้าข้อใด ข้อหนึ่ง หรือเข้าทั้งหมดจะได้รับเงิน 5,000 บาททันที แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นบ้านที่อาศัยอยู่ประจำเท่านั้น และอยู่ในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติของทางราชการด้วย หลายจังหวัดก็ได้รับเงินตรงนี้ไปแล้ว

บ้านที่เสียหายทั้งหลังก็มี เกณฑ์ช่วยเหลือจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยของสำนักนายกฯ ที่จะช่วยค่าวัสดุก่อสร้างตามจริงอีกไม่เกิน 240,000 บาทต่อหลัง และยังมีเงินช่วยเหลืออีกไม่เกินหลังละ 30,000 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลัง

บ้านที่เสียหายบางส่วนคงต้องมาพิจารณาตาม ความเป็นจริง กรณีนี้รัฐบาลช่วยเหลือซ่อมแซมตามจริงไม่เกินรายละ 20,000 บาท และยังช่วยเหลือกรณีที่ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายจากน้ำท่วม ที่จ่ายตามจริงไม่เกิน 10,000 บาท รวมทั้งการช่วยเหลือซ่อมแซมทรัพย์สินเสียหายจากกระทรวงศึกษาธิการ ทุกอย่างอยู่ในโบรชัวร์

วิธีการรับเงินก็มีขั้นตอนระบุไว้ ต่างจังหวัดหรือกทม.มีลักษณะ ที่ใกล้เคียงกัน คือต้องมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบ้านที่ถูกน้ำท่วม สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมกับส่งไปยังผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น (อปท.) หรือสำนักงานเขต

จากนั้นจะ ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน แล้วสำนักงบประมาณจึงจะโอนเงินมาที่ธนาคารออมสินเพื่อส่งเงินต่อมายังผู้ ประสบอุทกภัย ผ่านสาขาหรือหน่วยเคลื่อนที่ของธนาคาร

หากเป็นบ้าน เช่าก็ต้องมีหลักฐานการเช่า ถ้าไม่มีก็ให้อปท.รับ รองได้ แต่หากบ้านไหนเป็นบ้านไม่มีเลขที่ ปลูกเป็นเพิงไว้เฉยๆ ก็มีสิทธิ์ได้รับเงินตรงนี้ โดยจะเป็นหน้าที่ของอปท.ที่จะตรวจสอบและรับรองสถานที่พักอาศัยนั้นได้

ใน ส่วนผู้เสียชีวิต รัฐบาลก็ช่วยเหลือรายละ 25,000 บาท แต่หากเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้รับ 50,000 บาท และยังได้รับเพิ่มเติมจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยอีก 50,000 บาท

อีกทั้งกรณีหัวหน้าครอบครัว ยังได้รับเงินจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีก 25,000 บาท

ใน ส่วนของประชาชนยังมีการช่วยเหลืออีกหลายส่วน เช่น การผ่อนผันระยะเวลาการจ่ายค่าไฟฟ้า การช่วยเหลือถุงยังชีพ การให้สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือการคุ้มครองความปลอดภัย ฯลฯ

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร ในส่วนของปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว แพะ นกกระจอกเทศ ไก่พื้นเมือง ฯลฯ แม้เกณฑ์ระบุไว้ไม่เกิน 10 ตัว แต่ยังมีต่อท้ายว่าถ้ามีความเสียหายเกินกว่าความเสียหายตามเกณฑ์ ให้ได้รับเงินอีกครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่เกิน เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้เลี้ยงหมูแค่ 10 ตัว ต้องมากกว่านั้น

ส่วนผู้ที่เช่าที่ดินราชพัสดุที่เสียหายจากน้ำท่วม จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี

ผู้ ใช้แรงงานก็ได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน เช่น การรับเงินชดเชยการถูกเลิกจ้าง การรับเงินจากกรณีเป็นผู้ประกันตนครึ่งหนึ่งของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 7,500 บาท รวมถึงการฝึกอาชีพที่จะมีเงินค่าฝึกอาชีพให้ด้วย

ผู้ที่อยู่ใน ศูนย์พักพิงที่ได้รับการฝึกอาชีพจะได้รับเงิน 150 บาทต่อวัน หากมีการจ้างงานในศูนย์พักพิงจะได้ค่าจ้างตามอัตราขั้นต่ำของพื้นที่นั้น ด้วย อีกทั้งยังมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่จะมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วย เหลืออีก

ช่วงนี้รัฐบาลเน้นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น เขตบางแค ใครผ่านไปมาจะเห็นขยะลอยเยอะมาก ทำให้น้ำเน่า คนต้องอยู่กับน้ำเน่า ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ มากมาย ตรงนี้อันตรายมาก

นายกฯ จึงสั่งการให้กทม.จัดการอย่างเร่งด่วน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจที่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงมหาดไทย ที่ช่วยเหลือในส่วนของอาหาร

ซึ่ง ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีแนวคิดจ้างคนในศูนย์อพยพเป็นแม่ครัวทำอาหาร มีค่าจ้างรายวันให้เป็นการช่วยเหลือกัน ตรงนี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพี่น้องมุสลิมเยอะ คนข้างนอกไปทำให้ไม่ได้ มหาดไทยกำลังคิดโครงการอยู่

ส่วนเรื่องการสูบน้ำออกจากพื้นที่เป็น เรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว น้ำเน่าเสียที่เป็นปัญหานั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมก็เป็นผู้ดูแล

รัฐบาลยังตั้งคณะกรรมการหลายชุดดูแลด้านต่างๆ อาทิ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าอากาศยานดอนเมือง ถนนที่ถูกน้ำท่วมเสียหายหลายร้อยสายซึ่งต้องมีการซ่อมแซม

แต่ทุกความช่วยเหลือจะไม่ซ้ำซ้อนกัน ทุกเรื่องต้องผ่านสำนักงบประมาณก่อน

รัฐบาล ขอขอบคุณภาคประชาชน อาสาสมัคร และภาคเอกชน เราได้เห็นน้ำใจของคนไทยที่ช่วยเหลือกันในยามวิกฤต ทั้งการทำกับข้าวแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย การรับส่งเข้าออกที่อยู่อาศัย การสอนหนังสือให้กับเด็ก หรือแม้แต่การเป็นตัวตลกเพื่อคลายเครียดให้ผู้ประสบอุทกภัย เป็นเรื่องน้ำใจคนไทยที่น่ายกย่อง

ขณะเดียวกันก็มีความช่วยเหลือจาก ต่างประเทศมากมาย โดยประเทศแรกคือจีน ช่วยมาหลายครั้งทั้งเงิน วัสดุอุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ รวมถึงอีกหลายสิบประเทศที่เข้ามา ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือกันในยามวิกฤตเท่านั้น ตรงนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพระหว่างประเทศด้วย

ส่วนกรณีที่ มีการต่อว่านายกฯ ร้องไห้ โจมตีว่าไม่มีความเป็นผู้นำนั้น ต้องชี้แจงว่าความเป็นผู้นำของนายกฯ มีเต็มเปี่ยม ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก ไม่เคยต่อว่าใคร ยามเกิดเรื่องกับบ้านเมือง จะไม่คอยนั่งโต้เถียง แต่พยายามแก้ปัญหา ไม่เคยกลัวลำบาก

จะเห็นได้ ว่านายกฯ ไปทุกที่ บัญชาการทุกที่ เมื่อบัญชาการแล้ว หน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ทหาร และหน่วยงานต่างๆ สามารถทำตามบัญชาการได้ ทุกคนยอมรับฟังคำบัญชาการทั้งหมด ดูได้จากโพลหรือความคิดเห็นจากต่างประเทศที่ไม่ต้องการให้เปลี่ยนนายกฯ ตอนนี้

นายกฯ ร้องไห้เพราะสงสารและมีอารมณ์ร่วมกับประชาชนที่ได้รับความลำบาก ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอแน่นอน

ยิงดับขาใหญ่ "กบ วัดราช" ตร.มาระงับเหตุถูกตื้บน่วม

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 16 พ.ย. พ.ต.ท. เอนก เมืองสมบัติ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.บางกอกใหญ่ รับแจ้งเหตุมีคนถึงยิงเสียชีวิต ภายในซอยเพชรเกษม 4 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กทม.จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม แพทย์นิติเวช ร.พ.ศิริราช เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุพบศพนายศิวะวุธ วนะรุจิ หรือ กบ วัดราชฯ (วัดราชสิทธาราม) อายุ 30 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ปากซอย ตรงข้ามทางเข้าโรงเรียนชัยพิทยพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา (จารุวัฒนุกูล ท่าพระ) มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าที่บริเวณศีรษะ กระสุนฝังใน

ในที่เกิดเหตุยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ ด.ต.วสุ สถิระวิทย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าพระ อยู่ในชุดเสื้อคอกลมสีขาว ที่อกเสื้อสกรีนคำว่า “ตำรวจ” ถูกทำร้ายร่างกายจนสะบักสะบอม มีพลเมืองดีช่วยกันนำตัวส่ง รพ.ธนบุรี 1

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายพร้อมเพื่อนจำนวนกว่า 10 คน กำลังเดินอยู่ในซอย ต่อมามีรถจักรยานยนต์สีดำ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนขับเข้ามาในซอย และคนซ้อนท้ายลงจากรถชักปืนออกมาจ่อยิงผู้ตายเสียชีวิตและขับหลบหนีไป ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันนั้นต่างพากันวิ่งหลบหนีไปคนละทาง

จากนั้น ด.ต.วสุ ซึ่งมีบ้านอยู่ภายในซอยใกล้ที่เกิดเหตุได้ยินเสียงปืนจึงรีบคว้าปืนออกมาดู เพื่อที่จะระงับเหตุ กลับถูกกลุ่มเพื่อนคนตายเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมือปืนที่ยิงผู้ตายจึงรุมทำร้าย ร่างกายจนบาดเจ็บ

พ.ต.ท.เอนก กล่าวว่า ผู้ตายพักอาศัยอยู่ใกล้กับซอยที่เกิดเหตุและเป็นขาใหญ่ย่านวัดราชฯ ซึ่งน่าจะมีเรื่องกับมือปืนมาก่อน ระหว่างที่ผู้ตายกับเพื่อนกำลังเดินมานั้นคาดว่าคนร้ายคงขี่มอเตอร์ไซค์ตาม มาเห็นพอดีจึงยิงทันที

ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายนั้นเชื่อว่าเพื่อนของผู้ตายคง พาลและโมโหที่เพื่อนถูกยิง จึงเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะเรียกพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาสอบ สวนอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป