ที่มา Thai E-News
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-สับบทบาทสื่อในสายน้ำ:วีนแตก-เหลิงอำนาจ?!
-สันดานสื่อไทยจากเนชั่นถึงทีนิวส์ผิดแล้วทำเฉยไม่เคยแก้ไข แม้เป็นผลเสียร้ายแรงต่อชาติ-ประชาชน
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
ที่มา Thai E-News
ทั้งๆที่ “ขายหวี ดีกว่าโกงแชร์”อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้ไปโกหกหลอกลวงใครจนหมดเนื้อหมดตัว เป็นคดีความหนีหัวซุกหัวซุนจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่
ที่น่าอับอายที่สุดก็คือถูกประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเองต่อย จนปากฉีกแล้ว ยังไปแจ้งความเอาเรื่องประชาชนอีก นี้น่าจะเป็นบันทึกสถิติโลกว่ามีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
“ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนก็จะเป็นอย่างนั้น”ฉะนั้น ป่วยการที่คนกรุงเทพฯจะไปดูถูกคนต่างจังหวัด เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในประเทศเดียวกัน ก็ย่อมมีชะตากรรมที่จะต้องเผชิญร่วมกัน
แต่ที่คนจังหวัดอื่นนิยาม “คนกรุงเทพฯ” ไว้ก็คือ เวลาเห็นคนคันใดในจังหวัดอื่นขับปาดหน้าปาดหลังเป็น “ลูกอีช่างปาด” แซงซ้ายแซงขวา ทิ่มรถออกขวางถนนเวลาออกจากซอยจนถูกชนอยู่เสมอๆ นั้นแหละคือคนกรุงเทพฯ
ที่มา Thai E-News
ที่มา Thai E-News
การพาดหัวแบบเว่อร์ สุดขีด ของ ไทยโพสต์ "ทักษิณบังคับในหลวง ครม.ลักไก่ผ่านพรฎ.อภัยโทษ‘เหลิม’คุมแผนชั่วกัน‘ปู’ออก"
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.สมศักดิ์ได้เขียนแสดงความคิดเห็น ในหน้าเพจส่วนตัวหลายกระทู้เกี่ยวแก่กรณีนี้ ไทยอีนิวส์ได้นำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องเดียว เพื่อความสะดวกของท่านผู้อ่าน
" ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีบางคนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ทั้งๆ ที่เป็นความลับนั้น ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ตนถือว่าไม่มีสปิริตที่เก็บความลับไม่อยู่ แต่รู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่ได้มีการติติงอะไร และไม่มีได้มีมาตรการใดต่อเรื่องนี้"
"วางแผนบีบในหลวง-รัฐมนตรีคนหนึ่งใน ครม.กล่าวว่า มีการหารือเรื่องนี้จริง เพื่อเป็นการดำเนินการการอภัยโทษเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ที่มีการดำเนินการทุกช่วงเวลามหามงคลเสมอ ขณะที่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะมีการประชุมลับ ได้เดินออกจากห้องประชุมครม.เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปรัฐสภา แต่กรณีดังกล่าวมีการสั่งกำชับห้ามเผยแพร่หรือให้ข่าวนักข่าวเด็ดขาด และเมื่อมาทราบข่าวภายหลัง รู้สึกแปลกใจที่ ร.ต.อ.เฉลิมผลักดันเรื่องดังกล่าว เพราะไม่ถึงเวลาที่จะต้องทำเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลโดนวิจารณ์อย่างหนักว่าเอาเรื่องน้ำท่วมมาช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
ที่มา มติชน
ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ถือเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ เป็นการสร้างปัญหาวิกฤตรอบใหม่ ที่สำคัญกระบวนการที่ทำมีพิรุธ ไม่โปร่งใส เป็นการแปลงหลักการสำคัญที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด คือการเสนอให้มีการพระราชทานอภัยโทษ โดยยกหลักการคนทำผิดต้องรับโทษต้องสำนึกผิดแล้วจึงให้อภัยโทษออกไป ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะเท่ากับว่าคนหนีคดีก็สามารถได้รับประโยชน์ไปด้วยจะเป็นตัวบ่อนทำลาย กระบวนการยุติธรรมในประเทศ หากยกออกไปก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังส่งสัญญาณครั้งใหญ่ว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น ยอมรับตรงนี้ไม่ได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เกิดข้อสงสัยว่า นายกฯจงใจไม่เข้าประชุม ครม. และเมื่อมาถึงขนาดนี้ นายกฯจะพูดแค่ว่าไม่ทราบเรื่อง ให้ไปถามรองนายกฯคงจะไม่ได้ เรื่องนี้หัวหน้ารัฐบาลต้องทราบแล้ว จึงควรแสดงจุดยืนกับประชาชนอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขหรือไม่ และถ้าไม่แก้ไขพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเดินหน้าในการคัดค้านอย่างถึงที่สุด และสิ่งที่จะเริ่มต้นได้ในเวลานี้คือ การตั้งกระทู้ถามสดในสภา และนายกฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะสุดท้ายนายกฯจะต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และตนคิดว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาล กำลังทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายแตกแยกเกิดขึ้นในสังคม นายกฯอยู่ในฐานะที่จะยับยั้งแก้ไขได้ก็ควรจะทำ ขอเรียกร้องว่าถ้าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับเรื่องดังกล่าวไปตรวจก็ขอให้ ยืนยันรูปแบบของกฎหมายที่ได้ทำกันมาช้านาน อย่าได้ทำให้มันผิดเพี้ยนไป เพราะจะเป็นตัวทำลายระบบยุติธรรมในอนาคต
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า เราจะขอความชัดเจนนายกฯ เพราะการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 15 พ.ย. เป็นการประชุมลับ ทั้งที่ในสมัยก่อนเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้มีการประชุมลับ อยากให้นายกฯแสดงจุดยืนที่ชัดเจนภายใน 1-2 วันนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่คิดนาน ต้องตอบสังคมว่าจะเดินหน้าทำหรือไม่ ถ้าเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำหน้าที่ของเรา และถ้านายกฯใช้การเงียบ หรือการหนีปัญหาไปประชุมอาเซียนก็ถือเป็นคำตอบในตัวว่านายกฯก็มีส่วนสำคัญ หรืออาจเป็นตัวการด้วยซ้ำ เพียงแต่ทำเรื่องนี้แบบไม่ตรงไปตรงมา
"ขอให้หยุดเถอะครับ อย่าดึงดันเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปเลย ชัดมากว่าทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว แต่ที่แย่คือการไม่ทำตรงไปตรงมา ต้องการให้นายกฯทบทวนเรื่องนี้ ถ้ายังไม่ทบทวนฝ่ายค้านก็จะพิจารณากันต่อไป แต่ในชั้นนี้นายกฯมีโอกาสแก้ไขและทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง" นายอภิสิทธิ์กล่าว
ที่มา มติชน "ส่วนเรื่อง พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ต้องเป็นเรื่องของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะทำได้โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไม่ต่ำ 20 คน ไปศึกษาข้อกฎหมาย หลักเกณฑ์ของคนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้นจะเสนอ รมว.ยุติธรรมก่อนเสนอ ครม. เมื่อเห็นชอบก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา หากเห็นด้วยก็จะส่งกลับมาที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคม ทูล ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจโดยแท้และยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ทำผิดกฎหมาย โดยเด็ดขาดและรัฐบาลก็จะไม่ยอมให้ใครทำผิดกฎหมายเช่นกัน และเมื่อยังไม่มีบทสรุปผมยังไม่สามารถพูดได้ เพราะหากพูดไปก่อนแล้วภายภาคหน้าไม่เป็นไปตามนั้นผมก็เสียคน" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว ส่วนที่ระบุว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นคนเสนอเรื่องดังกล่าว ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่พูดเพราะเป็นเรื่องลับ คนที่เอาไปพูดแสดงว่าไม่รักษาความลับ เขาเรียกรัฐมนตรีไม่มีจิตวิญญาณ เรื่องประชุมลับก็อยากสอพลอนักข่าว ก็เอาไปบอก ตนต้องกล่าวหาเพราะไม่เกรงใจใคร เมื่อวานที่ตนไม่ให้สัมภาษณ์ เพราะอยากรู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนที่เอาข่าวมาแพลม และตอนนี้ก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร เพราะไม่ค่อยประสีประสา ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าท่าอยากได้หน้านักข่าว แต่คงไม่กล้าไปติติงเพราะไม่ใช่นายกรัฐมนตรี ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าว ครม.มีมติออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่ทราบว่า ครม.มีการออกมติ ครม.ดังกล่าวจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้อยู่ประชุมด้วย เนื่องจากติดประชุมร่วมรัฐสภา เรื่องไทย-กัมพูชา แต่เท่าที่ติดตามข่าวเรื่องการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษดังกล่าว เห็นว่าเป็นการออกในโอกาสครบรอบ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการทำเป็นประจำทุกปี ไม่ใช่การลักไก่ออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในช่วงน้ำท่วม และไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทราบว่ามีผู้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ 26,000 คน แต่ไม่รู้ว่ารวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ และขั้นตอนสุดท้ายขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจว่า จะพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่ "การออกพระราชกฤษฎีกาถือเป็นอำนาจของ ครม.ที่มีสิทธิทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำเข้าสภาหารือ เหมือนสมัยที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยออกพระราชกฤษฎีกากู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่าพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษจะไม่จุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองให้ มีการปลุกม็อบสีต่างๆ ตามมาภายหลัง เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 15 ล้านเสียง ซึ่งทุกประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็ต้อนรับประเทศไทยที่เข้าสู่ประชาธิปไตย มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง "นายสุรพงษ์ กล่าว
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการประชุมลับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการพิจารณาเรื่องการออก พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าตนทำหน้าที่ประธานการประชุม ครม.แทนนายกรัฐมนตรี ทุกคนก็ทราบว่านายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.สิงห์บุรี พร้อมนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี จึงเป็นหน้าที่ของตนต้องทำหน้าที่ประธานในฐานะรองนายกฯหมายเลข 2 ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมรัฐบาลต้องประชุมลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอยืนยันว่าที่ประชุมลับ ครม.พิจารณา 2 เรื่อง แต่เรื่องลับเขาไม่ให้พูด เพราะงานใดก็ตามที่ยังไม่มีบทสรุป ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนและไม่ใช่อำนาจของรัฐบาลโดยลำพัง
ที่มา มติชน
นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาฯมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากร น้ำ (กยน.) พร้อม นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เข้าหารือ โดยมี กยอ.และ กยน.เข้าร่วมหารือ ประกอบด้วย นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ กยน. นายรอยล จิตรดอน กรรมการ กยน. และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ที่เชิญ กยน.และ กยอ.มาหารือเพราะอยากขอคำแนะนำ เพราะขณะนี้ต่างประเทศกำลังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ อย่างสหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ จึงอยากให้ กยอ.และ กยน.ทุกคนเร่งวางกรอบแนวทางการทำงานให้ชัดเจน
ทั้งนี้มีการหารือกันประมาณ 45 นาที จากนั้นนายสุเมธเปิดเผยว่า วันนี้มาหารือเรื่องแบ่งงานหลักๆ เป็น 4 ส่วนเป็นทีมงาน ตนเป็นเพียงที่ปรึกษา กยน.คอยชี้แนะอะไรต่ออะไรเท่านั้น แต่โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มี อยู่จำนวนมาก ทั้งเรื่องการปลูกป่าฟื้นฟูป่าก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่ทางเหนือลงมา พระองค์ท่านก็ทำให้ดูเยอะแยะไปหมด แต่ขณะนี้ กยน.ยังไม่เริ่มทำงานอะไร แต่อาจจะมีการประชุม กยน.ในสัปดาห์หน้า
ขณะที่นายรอยลกล่าวว่า กยน.จะเริ่มทำงานกันในสัปดาห์หน้า ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูและบูรณาการเกี่ยวกับการระบายน้ำ โดยเฉพาะเส้นทางฟลัดเวย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้เดิม ซึ่งน้ำท่วมในครั้งนี้สามารถใช้ได้แค่ 40% โดย กยน.จะหาแนวทางดำเนินการให้ฟลัดเวย์ที่มีอยู่เดิมใช้ได้ 80% ทั้งนี้ ในเบื้องต้นยังไม่คิดที่จะเวนคืนเพื่อสร้างฟลัดเวย์ใหม่ที่จะต้องผ่านบ้าน เรือนประชาชน ขณะนี้ยังใช้เส้นทางฟลัดเวย์เดิมผ่านคลองด่าน คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และแม่น้ำบางปะกง เป็นต้น
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ สัมภาษณ์
มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ นำความสูญเสียมากมายมหาศาล
ที่ ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย โดยผ่านมติครม.หลายครั้งหลายระลอก ไปพร้อมๆ กับการเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูสภาพหลังน้ำลด
ล่าสุดเพื่อให้ความช่วย เหลือทั้งหมดซึ่งครอบคลุมหลายด้าน เป็นที่รับรู้เข้าใจของประชาชนโดยง่าย สำนักนายกรัฐมนตรีจึงจัดทำโบรชัวร์แจกจ่ายให้ประชาชนทุกครัวเรือนเร็วๆ นี้
น.ส.ฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงรายละเอียดของการจัดทำโบรชัวร์ไว้ดังนี้
มาตรการ เยียวยาที่ผ่านมติครม.แล้วออกมาหลายระลอก ครอบคลุมหลายด้าน เดิมทีก็เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 2,222 บาทต่อไร่ ต่อมามีมาตรการ เยียวยาบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย 5,000 บาท และอีกหลายเรื่องที่เข้าครม.
รัฐบาลจึงมีความคิดทำโบรชัวร์แยกกัน ให้ชัดเจนว่า หากเป็นประชาชน ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการย่อย จะได้รับการช่วยเหลืออย่างไร
โบรชัวร์นี้ประกอบ ด้วยการช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่ผ่านมติครม.แล้ว ไม่ใช่แค่ นโยบาย พร้อมทั้งเบอร์โทร.หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องที่สามารถสอบถามได้ทันที คาดว่าส่งถึงมือประชาชนวันที่ 21 พ.ย.
ภายในเล่มจะครอบคลุมทั้งหมด เพราะการช่วยเหลือของรัฐบาลต่อส่วนต่างๆ มีมาก ประชาชนทั่วไปจะได้รับความช่วยเหลือหลายประการ
ทั้ง การช่วยเหลือบ้านที่ถูกน้ำท่วม 5,000 บาท ที่มีหลักเกณฑ์ขึ้นมาเป็นเงินพิเศษ ผู้จะได้รับเงินดังกล่าวต้องเข้าเกณฑ์ของรัฐบาล คือ มีน้ำท่วมฉับพลัน ท่วมขังเกิน 7 วัน หรือดินโคลนถล่ม หรือน้ำป่าไหลหลาก
หากเข้าข้อใด ข้อหนึ่ง หรือเข้าทั้งหมดจะได้รับเงิน 5,000 บาททันที แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นบ้านที่อาศัยอยู่ประจำเท่านั้น และอยู่ในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติของทางราชการด้วย หลายจังหวัดก็ได้รับเงินตรงนี้ไปแล้ว
บ้านที่เสียหายทั้งหลังก็มี เกณฑ์ช่วยเหลือจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยของสำนักนายกฯ ที่จะช่วยค่าวัสดุก่อสร้างตามจริงอีกไม่เกิน 240,000 บาทต่อหลัง และยังมีเงินช่วยเหลืออีกไม่เกินหลังละ 30,000 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลัง
บ้านที่เสียหายบางส่วนคงต้องมาพิจารณาตาม ความเป็นจริง กรณีนี้รัฐบาลช่วยเหลือซ่อมแซมตามจริงไม่เกินรายละ 20,000 บาท และยังช่วยเหลือกรณีที่ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายจากน้ำท่วม ที่จ่ายตามจริงไม่เกิน 10,000 บาท รวมทั้งการช่วยเหลือซ่อมแซมทรัพย์สินเสียหายจากกระทรวงศึกษาธิการ ทุกอย่างอยู่ในโบรชัวร์
วิธีการรับเงินก็มีขั้นตอนระบุไว้ ต่างจังหวัดหรือกทม.มีลักษณะ ที่ใกล้เคียงกัน คือต้องมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบ้านที่ถูกน้ำท่วม สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมกับส่งไปยังผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น (อปท.) หรือสำนักงานเขต
จากนั้นจะ ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน แล้วสำนักงบประมาณจึงจะโอนเงินมาที่ธนาคารออมสินเพื่อส่งเงินต่อมายังผู้ ประสบอุทกภัย ผ่านสาขาหรือหน่วยเคลื่อนที่ของธนาคาร
หากเป็นบ้าน เช่าก็ต้องมีหลักฐานการเช่า ถ้าไม่มีก็ให้อปท.รับ รองได้ แต่หากบ้านไหนเป็นบ้านไม่มีเลขที่ ปลูกเป็นเพิงไว้เฉยๆ ก็มีสิทธิ์ได้รับเงินตรงนี้ โดยจะเป็นหน้าที่ของอปท.ที่จะตรวจสอบและรับรองสถานที่พักอาศัยนั้นได้
ใน ส่วนผู้เสียชีวิต รัฐบาลก็ช่วยเหลือรายละ 25,000 บาท แต่หากเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้รับ 50,000 บาท และยังได้รับเพิ่มเติมจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยอีก 50,000 บาท
อีกทั้งกรณีหัวหน้าครอบครัว ยังได้รับเงินจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีก 25,000 บาท
ใน ส่วนของประชาชนยังมีการช่วยเหลืออีกหลายส่วน เช่น การผ่อนผันระยะเวลาการจ่ายค่าไฟฟ้า การช่วยเหลือถุงยังชีพ การให้สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือการคุ้มครองความปลอดภัย ฯลฯ
สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร ในส่วนของปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว แพะ นกกระจอกเทศ ไก่พื้นเมือง ฯลฯ แม้เกณฑ์ระบุไว้ไม่เกิน 10 ตัว แต่ยังมีต่อท้ายว่าถ้ามีความเสียหายเกินกว่าความเสียหายตามเกณฑ์ ให้ได้รับเงินอีกครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่เกิน เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้เลี้ยงหมูแค่ 10 ตัว ต้องมากกว่านั้น
ส่วนผู้ที่เช่าที่ดินราชพัสดุที่เสียหายจากน้ำท่วม จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี
ผู้ ใช้แรงงานก็ได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน เช่น การรับเงินชดเชยการถูกเลิกจ้าง การรับเงินจากกรณีเป็นผู้ประกันตนครึ่งหนึ่งของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 7,500 บาท รวมถึงการฝึกอาชีพที่จะมีเงินค่าฝึกอาชีพให้ด้วย
ผู้ที่อยู่ใน ศูนย์พักพิงที่ได้รับการฝึกอาชีพจะได้รับเงิน 150 บาทต่อวัน หากมีการจ้างงานในศูนย์พักพิงจะได้ค่าจ้างตามอัตราขั้นต่ำของพื้นที่นั้น ด้วย อีกทั้งยังมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่จะมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วย เหลืออีก
ช่วงนี้รัฐบาลเน้นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น เขตบางแค ใครผ่านไปมาจะเห็นขยะลอยเยอะมาก ทำให้น้ำเน่า คนต้องอยู่กับน้ำเน่า ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ มากมาย ตรงนี้อันตรายมาก
นายกฯ จึงสั่งการให้กทม.จัดการอย่างเร่งด่วน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจที่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงมหาดไทย ที่ช่วยเหลือในส่วนของอาหาร
ซึ่ง ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีแนวคิดจ้างคนในศูนย์อพยพเป็นแม่ครัวทำอาหาร มีค่าจ้างรายวันให้เป็นการช่วยเหลือกัน ตรงนี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพี่น้องมุสลิมเยอะ คนข้างนอกไปทำให้ไม่ได้ มหาดไทยกำลังคิดโครงการอยู่
ส่วนเรื่องการสูบน้ำออกจากพื้นที่เป็น เรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว น้ำเน่าเสียที่เป็นปัญหานั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมก็เป็นผู้ดูแล
รัฐบาลยังตั้งคณะกรรมการหลายชุดดูแลด้านต่างๆ อาทิ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าอากาศยานดอนเมือง ถนนที่ถูกน้ำท่วมเสียหายหลายร้อยสายซึ่งต้องมีการซ่อมแซม
แต่ทุกความช่วยเหลือจะไม่ซ้ำซ้อนกัน ทุกเรื่องต้องผ่านสำนักงบประมาณก่อน
รัฐบาล ขอขอบคุณภาคประชาชน อาสาสมัคร และภาคเอกชน เราได้เห็นน้ำใจของคนไทยที่ช่วยเหลือกันในยามวิกฤต ทั้งการทำกับข้าวแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย การรับส่งเข้าออกที่อยู่อาศัย การสอนหนังสือให้กับเด็ก หรือแม้แต่การเป็นตัวตลกเพื่อคลายเครียดให้ผู้ประสบอุทกภัย เป็นเรื่องน้ำใจคนไทยที่น่ายกย่อง
ขณะเดียวกันก็มีความช่วยเหลือจาก ต่างประเทศมากมาย โดยประเทศแรกคือจีน ช่วยมาหลายครั้งทั้งเงิน วัสดุอุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ รวมถึงอีกหลายสิบประเทศที่เข้ามา ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือกันในยามวิกฤตเท่านั้น ตรงนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพระหว่างประเทศด้วย
ส่วนกรณีที่ มีการต่อว่านายกฯ ร้องไห้ โจมตีว่าไม่มีความเป็นผู้นำนั้น ต้องชี้แจงว่าความเป็นผู้นำของนายกฯ มีเต็มเปี่ยม ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก ไม่เคยต่อว่าใคร ยามเกิดเรื่องกับบ้านเมือง จะไม่คอยนั่งโต้เถียง แต่พยายามแก้ปัญหา ไม่เคยกลัวลำบาก
จะเห็นได้ ว่านายกฯ ไปทุกที่ บัญชาการทุกที่ เมื่อบัญชาการแล้ว หน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ทหาร และหน่วยงานต่างๆ สามารถทำตามบัญชาการได้ ทุกคนยอมรับฟังคำบัญชาการทั้งหมด ดูได้จากโพลหรือความคิดเห็นจากต่างประเทศที่ไม่ต้องการให้เปลี่ยนนายกฯ ตอนนี้
นายกฯ ร้องไห้เพราะสงสารและมีอารมณ์ร่วมกับประชาชนที่ได้รับความลำบาก ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอแน่นอน
ที่มา ข่าวสด
เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 16 พ.ย. พ.ต.ท. เอนก เมืองสมบัติ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.บางกอกใหญ่ รับแจ้งเหตุมีคนถึงยิงเสียชีวิต ภายในซอยเพชรเกษม 4 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กทม.จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม แพทย์นิติเวช ร.พ.ศิริราช เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุพบศพนายศิวะวุธ วนะรุจิ หรือ กบ วัดราชฯ (วัดราชสิทธาราม) อายุ 30 ปี นอนหงายเสียชีวิตอยู่ปากซอย ตรงข้ามทางเข้าโรงเรียนชัยพิทยพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา (จารุวัฒนุกูล ท่าพระ) มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าที่บริเวณศีรษะ กระสุนฝังใน
ในที่เกิดเหตุยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ ด.ต.วสุ สถิระวิทย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าพระ อยู่ในชุดเสื้อคอกลมสีขาว ที่อกเสื้อสกรีนคำว่า “ตำรวจ” ถูกทำร้ายร่างกายจนสะบักสะบอม มีพลเมืองดีช่วยกันนำตัวส่ง รพ.ธนบุรี 1
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายพร้อมเพื่อนจำนวนกว่า 10 คน กำลังเดินอยู่ในซอย ต่อมามีรถจักรยานยนต์สีดำ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนขับเข้ามาในซอย และคนซ้อนท้ายลงจากรถชักปืนออกมาจ่อยิงผู้ตายเสียชีวิตและขับหลบหนีไป ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันนั้นต่างพากันวิ่งหลบหนีไปคนละทาง
จากนั้น ด.ต.วสุ ซึ่งมีบ้านอยู่ภายในซอยใกล้ที่เกิดเหตุได้ยินเสียงปืนจึงรีบคว้าปืนออกมาดู เพื่อที่จะระงับเหตุ กลับถูกกลุ่มเพื่อนคนตายเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมือปืนที่ยิงผู้ตายจึงรุมทำร้าย ร่างกายจนบาดเจ็บ
พ.ต.ท.เอนก กล่าวว่า ผู้ตายพักอาศัยอยู่ใกล้กับซอยที่เกิดเหตุและเป็นขาใหญ่ย่านวัดราชฯ ซึ่งน่าจะมีเรื่องกับมือปืนมาก่อน ระหว่างที่ผู้ตายกับเพื่อนกำลังเดินมานั้นคาดว่าคนร้ายคงขี่มอเตอร์ไซค์ตาม มาเห็นพอดีจึงยิงทันที
ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายนั้นเชื่อว่าเพื่อนของผู้ตายคง พาลและโมโหที่เพื่อนถูกยิง จึงเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะเรียกพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาสอบ สวนอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51