WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 17, 2011

มกุฎ อรดี:อนาคตของเด็กไทยในมือ'แทบเล็ต'

ที่มา ประชาไท

มีผู้แสดงความเห็นจำนวนมาก เรื่องแทบเล็ตงบประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งข่าวว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการไปแล้วและได้รับคำยืนยันจาก ผู้เกี่ยวข้องว่า ซื้อแน่ เรื่องนี้ ครั้นจะตอบความเห็นทุกความเห็น ก็ไม่มีเวลามากพอ

จึงขอสรุปรวบมาตอบรวมกันไว้ ที่นี้
๑. เหตุใดไม่ควรใช้แทบเล็ตในเด็กชั้น ป.๑ มีนักวิชาการพูดไว้ในที่ต่างๆ แล้ว ความเห็นส่วนใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติก็คือ ทำให้ธรรมชาติของเด็กเสียไป ควรเริ่มใช้ในวัยหลังจากที่เด็กเริ่มเรียนรู้ตามธรรมชาติแล้ว ได้รู้จักใช้อวัยวะอย่างธรรมชาติแล้ว เช่น อย่างเร็วก็ประถมปลาย หรือมัธยมต้น
๒. วัยที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ มัธยมต้น หรือมหาวิทยาลัย เพราะมีแหล่งข้อมูลที่ให้ค้นคว้ามากมาย แต่เด็ก ป.๑ ยังหาประโยชน์จากการใช้ข้อมูลด้านความรู้ได้ไม่มาก ดังที่กระทรวงผู้เกี่ยวข้องเองก็บอกว่า วิชาต่างๆ ที่จะใส่ในแทบเล็ต ๘ วิชานั้น ยังใส่ไม่หมด ใส่ได้ไม่ครบ ยังจะต้องซื้อหนังสือกระดาษให้เรียนอยู่นั่นเอง
๓. จะดีกว่าหรือไม่ หากทำการวิจัยอย่างรอบด้านเสียก่อน อย่าเพิ่งทุ่มซื้อหลายแสนเครื่องเต็มโครงการ หากซื้อเพียง ๑,๐๐๐ เครื่อง เพื่อทำวิจัยในท้องที่หรือกลุ่มเด็กต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบด้วยการใช้จริงเหมือนในโครงการจริง เพื่อประเมินผลว่ามีอะไรบกพร่องก็แก้ไขได้ หากทุ่มไปทีเดียวนับแสนเครื่องและเกิดผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเสียหายมาก เงินจำนวน ๑,๖๐๐ ล้านบาทก็สูญในชั่วพริบตา
๔. ใครจะรับรองว่า กรณีแทบเล็ตครั้งนี้จะไม่เหมือนกับกรณีคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร ที่เมื่อประชาชนซื้อไปแล้ว ไม่นาน เครื่องเสีย ซ่อมไม่ได้ กลายเป็นขยะคอมพิวเต้อร์ เมื่อถึงเวลานั้นก็โทษกันไปโทษกันมาระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
กรณีแทบเล็ตนี้ เด็กอายุ ๖-๗ ขวบ เด็กวัยนี้ มีข้อมูลหรือไม่ว่าทำของหลุดมือหรือทำของหล่นง่ายแค่ไหนเมื่อเทียบกับเด็ก อายุ ๑๔ ปี ขึ้นไป
๕. มีผู้แสดงความเห็นกันมากว่า บางประเทศก็แจกแทบเล็ตให้เด็กใช้ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ หรือรวันดา เป็นต้น
กรณีทั้ง ๓ ประเทศนี้ มีรายละเอียดต่างกัน
ประเทศอินเดีย และประเทศเกาหลีใต้ เป็นผู้ผลิตแทบเล็ตส่งออกรายใหญ่ของโลก เมื่อผลิตแล้วก็ต้องขาย วิธีการขายแทบเล็ตไม่เหมือนสินค้าอย่างอื่น เพราะเป็นสินค้าราคาแพง และหากจะขายก็ต้องขายเป็นล็อตใหญ่จึงจะคุ้ม ไม่เหมือนสินค้าขายปลีกทั่วไป
การตลาดของอินเดียและเกาหลีใต้ ในการขายแทบเล็ตไปยังตลาดโลก ใช้วิธีเดียวกัน คือ ใช้เด็กของตนเป็นผู้สาธิต เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือว่า แทบเล็ตนั้นดีจริงจึงใช้กับเด็กในชาติตน ใช้กับลูกหลานของตน และเมื่อเชิญตัวแทนรัฐบาลจากประเทศต่างๆ ไปดูงาน ก็นำไปดูงานยังโรงเรียนที่เด็กใช้แทบเล็ต ได้เห็นของจริง เห็นเด็กใช้แทบเล็ตจริง
การแจกแทบเล็ตของอินเดียและเกาหลีใต้ จึงเป็นการลงทุนที่ได้ผลระยะยาวหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเคยได้ยินเลยก็คือ เหตุผลทางการค้าการประชาสัมพันธ์
ส่วนประเทศรวันดานั้น สืบเนื่องจากสงครามกลางเมืองระหว่างทศวรรษ ๑๙๙๐ ประมาณว่า ประชากร ๗ ล้าน ๕ แสน ฅน ถูกสังหารโหดมากกว่า ๑ ล้าน ฅน มีเด็กหลายแสนฅนเป็นกำพร้า ในค่ายอพยพต่างๆ มีฅนตายวันละมากกว่า ๒,๐๐๐ ฅน เด็กทั้งเล็กใหญ่ต้องเผชิญสภาวะโหดร้าย สภาพจิตเสียหายไปหมด เมื่อสหประชาชาติเข้าช่วยเหลือ การจัดวิธีการเรียนของเด็กก็พยายามหลีกเลี่ยงรูปแบบเดิม เพื่อไม่ให้เด็กนึกถึงสภาพเดิมเมื่อครั้งอยู่ในโรงเรียนและฝ่ายตรงข้ามเข้า มาจับฆ่าทีละฅน เด็กทุกฅนที่รอดมามีภาพเหล่านั้นติดตา
ตัวอย่างทั้ง ๓ ประเทศนี้ จะเห็นว่าการใช้แทบเล็ตในเด็กชั้นประถม มีเหตุผลของตนเอง เพื่อประโยชน์ไม่เพียงเรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่รวมทั้งการค้า การอุตสาหกรรมด้วย เช่นอินเดียและเกาหลีใต้ หรือกรณีซับซ้อนอย่างยิ่งของรวันดา
หน่วยงานของรัฐและเอกชนทั้งรัฐบาลอินเดียและเกาหลีใต้ เชื้อเชิญบุคคลในรัฐบาลต่างๆ จากประเทศทั่วโลกไปดูงานเรื่องการศึกษาชั้นประถม เน้นดูงานเรื่องแทบเล็ตและการศึกษาแนวใหม่เป็นพิเศษ
ประเทศต่างๆ นับหลายสิบหรือนับร้อยประเทศเหล่านั้น แม้แต่ประเทศร่ำรวยของโลก ก็ไม่มีข่าวว่าตัดสินใจใช้นโยบายให้เด็กประถม ๑ ใช้แทบเล็ตเรียนแทนหนังสือกระดาษอย่างเป็นนโยบายหลักชนิดพลิกหน้ามือเป็น หลังมือ
ประเทศที่เคยใช้เครื่องคอมพิวเต้อร์อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อ กว่า ๑๐ ปีก่อน จนถึงขั้นพูดกันว่า "ฅนสิงโปร์ใช้คอมพิวเต้อร์ มีคอมพิวเต้อร์ทุกฅนยิ่งกว่ามีรองเท้าแตะ" เพราะเป็นสิ่งธรรมดา
แต่หลังจากนั้น จนบัดนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ก็ไม่ตื่นเต้นเรื่องคอมพิวเต้อร์หรือแทบเล็ตอีกต่อไป แต่เน้นเรื่องการศึกษาในระบบหนังสือพื้นฐาน เช่นห้องสมุดสาธารณะมากเป็นพิเศษ ชาวสิงคโปร์อย่างน้อยก็ ๒ ฅน เคยเล่าว่า รัฐบาลสิงคโปร์เห็นปัญหาหลังจากคอมพิวเต้อร์เฟื่องฟูในกลุ่มเด็กในระยะ ๑๐ ปี โดยเฉพาะด้านพฤติกรรม ความกระด้าง และสุขภาพจิต
การให้เด็กเริ่มใช้เครื่องกลตั้งแต่วัยเยาว์นั้น ถ้าไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ ไม่วิจัยวิเคราะห์ให้ดี อาจกล่าวได้ว่า ในระยะยาว ผลได้ไม่เท่าเสีย เช่นงานวิจัยในประเทศใหญ่ๆ เคยเปิดเผยบ้างแล้ว
จะดีหรือไม่ ถ้าการแจกแทบเล็ตเพื่อให้เด็ก ป.๑ ใช้ ในประเทศไทยจะล่าไปสัก ๑ ปี แต่ระหว่างนี้พยายามศึกษาวิจัยหาผลจากการใช้ในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ได้ผลดีวิเศษจนคุ้มค่าจะลงทุน แม้เรามิใช่ประเทศผลิตแทบเล็ตเอง แต่ต้องซื้อเขามาทุกเครื่อง และหากเสีย ซ่อมได้ก็ดีไป ถ้าซ่อมไม่ได้ก็ต้องซื้อใหม่อีก ก็ตาม
มีผู้อ้างว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของโลก แต่นั่นก็คือชิ้นส่วน ผลิตแล้วต้องส่งไปให้เจ้าของสินค้า แม้นำชิ้นส่วนออกมาจากโรงงานได้ก็มิได้มีค่ามากไปกว่าเศษขยะ เพราะนำไปใช้ประกอบอะไรไม่ได้ ประเทศไทยจึงยังภาคภูมิใจในฐานะ 'ผู้รับจ้างด้านแรงงานผลิตวัสดุคอมพิวเต้อร์' อยู่นั่นเอง
และคิดไกลไปอีกก้าวหนึ่งหรือไม่ว่า เครื่องมือการเรียนของเด็ก ป.๑ ที่ราคาแพงนี้ หากอยู่ในมือของเด็กครอบครัวยากจน แล้ววันหนึ่งเกิดทำตกน้ำ หรือหล่นหาย หรือตกแตก พ่อแม่ของเด็กไม่มีปัญญาซื้อใหม่ เด็กฅนนั้นจะเรียนหนังสือในชั้นเรียนอย่างไร เพราะการเรียนการสอนดำเนินไปด้วยแทบเล็ต แต่เด็กไม่มีเครื่องมือเรียนชนิดนั้น ปัญหาด้านอื่นๆ ที่จะตามมา เช่น ปัญหาด้านจิตใจ จะแก้ไขอย่างไร
ประการสำคัญที่ไม่ได้พูดถึงอย่างเชื่อมสัมพันธ์กันก็คือ ทุกปีจะต้องจัดงบประมาณซื้อแทบเล็ต อย่างน้อยก็จำนวนเท่านี้ และเพิ่มมากขึ้นในปีต่อไป เพราะค่าโปรแกรมค่าซอฟแวร์ต่างๆ ดังที่แจ้งว่าค่าใส่โปรแกรมเครื่องละ ๔๐๐ บาท นั่นหมายถึงจ่ายครั้งเดียวหรือทุกครั้ง และแทบเล็ตในมือเด็กอายุ ๖-๗ ขวบ นั้น จะมีอายุใช้งานได้กี่ปี โดยเฉพาะระบบจอสัมผัสหรือทัชสกรีน
อีกประการหนึ่งที่น่าพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่เพียงด้านการศึกษา ก็คือ มีผลงานวิจัยแล้วหรือไม่ว่า เด็กอายุเพียง ๖-๗ ขวบ อยู่กับเครื่องอิเล็คทรอนิคส์ทั้งวัน ตลอดปี เป็นเวลาหลายปี จะเกิดผลเสียต่ออวัยวะส่วนต่างๆ หรือไม่อย่างไร อวัยวะส่วนที่ไวต่อกระแสไฟฟ้าหรือแม่เหล็กของเด็กเล็กจะทนทานได้เท่าผู้ใหญ่ หรือไม่
วัสดุที่นำมาผลิตเครื่องแทบเล็ตก็คงไม่ต่างจากเครื่องคอมพิวเต้อร์ และเรามักได้ยินชาติต่างๆ กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้กันอย่างหวาดกลัวว่า "ขยะอิเล็คทรอนิคส์" นั้นร้ายนักสำหรับชีวิตมนุษย์
เราคิดการณ์ไกลไปถึงอนาคตของเด็กๆ เหล่านั้นหรือไม่ว่า เขากำลังเสี่ยงหรือไม่ และมีใครยืนยันว่าปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือหากเกิดอะไรขึ้นในอนาคต จะทำอย่างไร มีงานวิจัยของไทยสักฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ และหากมีการวิจัยนั้นแม้เพียง ๑ ชิ้น รายะละเอียดการทดสอบด้วยสิ่งมีชีวิตนั้นกระทำกับสิ่งมีชีวิตใด
หรือว่าเราจำเป็นต้องรีบร้อนมี และไม่ต้องวิจัยอะไรเลย แม้แต่ด้านความปลอดภัยของสุขภาพเด็ก
ประชาชนนั้นพร้อมจะรับความเอื้ออาทรจากรัฐบาลเสมอ เพราะเชื่อมั่นความปรารถนาดีของรัฐบาล และอยากตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนหวังว่าจะร่วมมือกับรัฐบาลสร้างความเจริญงอกงามรุ่งเรืองของประเทศ ชาติโดยผ่านเด็กๆ ลูกหลานของตน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ใส่ใจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนถ่องแท้หรือยังถึงผลดีผลเสียของ เครื่องมือเล็กๆ ที่ผลิตขึ้นด้วยวัสดุซับซ้อนและบางชิ้นนั้นมีข้อความกำกับด้วยซ้ำว่าเป็น วัตถุมีพิษ
ที่สำคัญ รัฐบาลเคยตั้งคำถามหรือไม่ว่า ประเทศในโลกนับร้อยประเทศ เหตุใดจึงมีแต่ประเทศผู้ผลิตแทบเล็ตเท่านั้นที่ให้เด็กใช้แท็บเล็ตในชั้น ประถม อย่างเกาหลีและอินเดีย (ยกเว้นกรณีพิเศษของรวันดา ที่สหประชาชาติจัดให้)
เหตุใดประเทศร่ำรวยอีกมากในนับร้อยประเทศของโลกจึงไม่มีนโยบายให้เด็กชั้น ป.๑ ใช้แทบเล็ตหมดทั้งประเทศ
การให้เด็กใช้แทบเล็ตแทนหนังสือกระดาษตั้งแต่เรียนชั้น ป.๑ จะช่วยให้เด็กเรียนดี เรียนเก่ง ฉลาดขึ้นจนถึงขั้นประเทศชาติจะเปลี่ยนไปได้คุ้มเกินการลงทุนทุกด้านรวมทั้ง วัฒนธรรม อุปนิสัยที่จะดีขึ้น สมองฉลาดขึ้น การเรียนรู้อื่นๆ ล้วนแต่เปลี่ยนไปในด้านดี จนทดแทนหนังสือพื้นฐานได้ แต่เหตุใดทุกประเทศในโลกยังเพียรพยายามจัดการระบบหนังสือ(กระดาษ)สาธารณะ อย่างจริงจังตลอดเวลา และทุ่มเทงบประมาณจำนวนมาก
เหตุใดประเทศผู้นำด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การเกษตร และแม้แต่ด้านเศรษฐกิจของโลกซีกเอเซีย เช่น อินเดีย จีน และประเทศเร่งพัฒนาอย่างเวียดนาม เกาหลีใต้ จึงส่งเสริมพัฒนาหนังสือ(กระดาษ)อย่างไม่ลดละ
เหตุใดประเทศไทยจึงไม่มีเป้าหมายเป็น'ผู้ผลิต'แทบเล็ตเหมือนประเทศ อินเดียเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เสียก่อน จนเมื่อผลิตได้เองแล้ว จึงแจกฅนของตนเพื่อขายออกนอกประเทศและทั่วโลก
เรามีนโยบายว่าจะแจกของแปลกชิ้นหนึ่งให้เด็ก ของนั้นเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ แต่เด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่รู้เลยว่า ข้างในของสิ่งนั้นประกอบด้วยอะไร นอกจากประโยชน์มหาศาลจนถึงขั้นจะเปลี่ยนโลกได้แล้ว จะมีโทษอะไรด้วยหรือไม่ หากมีโทษทั้งในระยะสั้นและโดยเฉพาะระยะยาว จะแก้ไขอย่างไร หรือมีวิธีป้องกันโทษเสียแต่ต้นมือหรือไม่
เราแน่ใจแล้วหรือว่า ของชิ้นนั้นไำม่มีโทษจนถึงกับต้องเป็นภาระหนักในอนาคต โดยเฉพาะภาระในจิตใจ ในสุขภาพของเด็กเอง ซึ่งฅนอื่นจะช่วยแก้ปัญหาก็ยาก หรือช่วยไม่ได้เลย
เราไม่ลองหยุดคิดสักชั่วขณะหรือว่า เหตุใดประเทศร่ำรวยและเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และด้านอื่นๆ ทุกด้านในโลก จึงไม่ประกาศแจกแทบเล็ตให้เด็กชั้น ป.๑ เป็นนโยบายของชาติ
มกุฏ อรฤดี
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

แค่ฟ้องรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาดไม่เพียงพอ ต้องเก็บภาษี “ผู้ไม่ยอมเปียก”

ที่มา ประชาไท

การเรียกร้องให้ฟ้องรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาดของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ โดยตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณี 1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นี่เป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าจะครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลของน้ำท่วมทั้งหมดหรือไม่

เนื่องจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นมีการปกป้องพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วม หรือลดผลกระทบของน้ำท่วม เช่น ปกป้องพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเร่งฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยาและปทุมธานี โดยลดการระบายน้ำฝั่งตะวันออกเจ้าพระยา เช่น ระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์เพียง 3.5 ล้าน ลบ.ม. ปิดประตูเขื่อนพระรามหก ขณะที่น้ำในอยุธยาตอนล่างลดลง จนใกล้จะฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมได้ แต่ระบายน้ำมาฝั่งตะวันตกเจ้าพระยามากขึ้น ทั้งจากแม่น้ำน้อยและอยุธยาตะวันตก ทำให้นนทบุรีฝั่งตะวันตกมีระดับน้ำสูง คาดว่าไม่น้อยกว่า 1 เดือนจึงจะมีโอกาสลดระดับลง ถึงแม้จะมีการลดการระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนจากประตูระบายน้ำพลเทพและคลอง มะขามเฒ่า จาก 60 ล้าน ลบ.ม. ลงหรือ 15 ล้าน ลบ.ม.ก็ตาม

ในส่วนกรุงเทพฯ มีการเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำ พนังกั้นน้ำ ของคลองระพีพัฒน์ตะวันตก คลองรังสิต รวมถึงการวางบิ๊กแบกด้านคลองรังสิต จนทำให้สามารถควบคุมน้ำไม่ให้ไหลเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มเติม กรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำออกได้ จนทำให้ระดับในหลายพื้นลดลง

เราจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติมีการจำแนก ระหว่างทั้งการปกป้องกันน้ำท่วมบางพื้นที่ การเลือกพื้นที่ในการระบาย จึงมีความไม่เป็นธรรม ซึ่งข้อเรียกร้อง ณรงค์ ไม่ได้ครอบคลุมความไม่เป็นธรรมนี้ ขณะเดียวกันได้ละเลยต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันน้ำ

เราควรจะถือหลัก “ผู้ได้ประโยชน์จากการป้องกันท่วม ต้องจ่ายให้กับผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม” เพราะการเรียกร้องภาครัฐเป็นผู้จ่าย แน่นอนการจ่ายย่อมมาจากภาษี ซึ่งมาจากผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม และผู้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียจากน้ำท่วม ดังนั้น ผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้จ่ายเต็มที่ แต่ผลักภาระให้ผู้อื่นด้วย สิ่งที่ควรจะดำเนินการคือ การเก็บภาษีปกป้องน้ำท่วม เพื่อนำมาใช้จ่ายในการรับมือน้ำท่วม ชดเชยผู้เสียหาย เพื่อไม่ได้ทำให้เกิดสภาพ “free rider”

การเรียกร้องให้เก็บภาษีป้องกันน้ำท่วมนั้นเคยเกิดขึ้น เมื่อ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ถูกคัดค้านจนเรื่องตกไป อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดว่าจะชดเชยให้กับผู้เสียหายอย่างไร เรื่องนี้นำมากลับพิจารณาใหม่

การจัดภาษีสำหรับ “ผู้ไม่ยอมเปียก” สามารถพิจารณาได้จากมูลค่าสินทรัพย์ ประโยชน์ใช้สอย ความเสี่ยงต่อน้ำท่วม และระดับการป้องกัน เช่น สยามพารากอน อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 1,000 บาทต่อปี แต่แฟชัน ไอร์แลนด์ อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 300 บาทต่อปี ส่วนอาคารสูงที่อยู่อาศัยก็จัดเก็บลดหลั่นลงไปจนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป

ภาษีนี้สามารถใช้ในการชดเชยเมื่อเกิดน้ำท่วม ใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ผู้อยู่นอกพื้นที่ปรับปรุงให้สามารถลดกระทบจาก น้ำท่วม ใช้เป็นค่าบ้านเช่าเมื่อเกิดน้ำท่วมและไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เป็นต้น

การจัดเก็บภาษีนี้ ควรจะให้ความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม มากกว่าข้อเสนอให้เรียกให้ฟ้องรัฐ เพราะค่าชดเชยที่ผู้เสียได้รับก็มาจากภาษีของตัวเองและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องด้วย

การเก็บภาษี “ผู้ไม่ยอมเปียก” ควรจะเป็นทางออกที่ดี เพราะการป้องกันน้ำท่วมยังคงต้องมีต่อไป มีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ รวมทั้ง มีความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทั้งหมดด้วย

คุยกับปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: จับใจความสำคัญท่าทีของคลินตันต่อรัฐบาลพลเรือนของไทย

ที่มา ประชาไท

พิณผกา งามสม

สัมภาษณ์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ต่อกรณีการแถลงข่าวร่วมระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยซึ่งสาระสำคัญไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมและการ กู้สนามบินดอนเมือง

อะไรเป็นสัญญาณที่น่าสนใจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐวานนี้
ผมคิดว่ามีทั้งหมด 5 เรื่อง เรื่องแรกคือรัฐบาลสหรัฐยืนอย่างเข้มแข็งอยู่เบื้องหลังรัฐบาลพลเรือนของไทย สอง คือสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไทยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันถ้า ประชาธิปไตย สาม คือสนับสนุนให้ไทยเคารพในหลักของกฎหมาบยแหลักการปกครองที่ดี หรือ Good Governance และสี่ คือสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ห้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสมานฉันท์ด้านการเมือง ผมคิดว่านี่เป็นสาระที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐ

และที่สำคัญคือผมคิดว่าสหรัฐสหรัฐเริ่มเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้นในแง่ที่ ว่าที่ผ่านมา 20-30 ปีที่ผ่านมา ความสนใจขอสหรัฐอยู่ที่การคงไว้ซึ่งมิตรภาพที่มีอยู่กับกองทัพและสถาบัน อื่นๆ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ด้วย แต่ว่าเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยที่ผ่านมาทำให้สหรัฐต้องเปลี่ยนจุดยืน ไม่เช่นนั้นจะสามารถปรับตัวให้กเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยได้ และผมคิดว่าสหรัฐปรับตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน เป็นต้น แต่ปรับตัวช้าก็ยังดีกว่าไม่ปรับตัวเลย

อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ กับประชาไท เมื่อหลายเดือนมาแล้วว่าสหรัฐได้ข้อมูลที่ช้าไม่อัพเดท ท่าทีของฮิลลารี คลินตันครั้งนี้น่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงในด้านการรับข้อมูลข่าวสารด้วยหรือ เปล่า

ผมคิดว่าส่วนหนึ่งอาจจะใช่ เพราะมีการเปลี่ยนตัวของเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเทพฯ ด้วย และตั้งแต่การเปลี่ยนตัว ทูตคริสตี้ (เคนนีย์) ก็ออกมาแสดงบทบาททางการเมืองของไทยค่อนข้างมาก มีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผมคิดว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

อีกส่วนหนึ่งคือ เคิร์ท แคมพ์เบล มาเมืองไทยเมื่อก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุม และอยากพบกับผู้นำคนเสื้อแดง ผมคิดว่านั่นก็เป็นสัญญาณที่สำคัญว่าสหรัฐอยากจะรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น และผมคิดว่ามีตัวแปรหลายอย่างเช่น ความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น สิ่งที่เกิดในอินโดนีเซีย หรือพม่า ฉะนั้น สหรัฐต้องกลับมาเน้นบทบาทนี้เหมือนเดิม คือ สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

อีกเรื่องที่สำคัญคือจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองในสหรัฐเอง

สหรัฐกังวลกับการที่จีน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย

แน่นอน แน่นอนมาก ในแง่ของภูมิภาค เราต้องเข้าใจว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันเป็นภูมิภาคที่อยู่ใต้อิทธิพลจีน มานานนับเป็นพันปีแม้ในปัจจุบันด้วยความใกล้ชิดกันด้านภูมิศาสตร์ เราบอกได้เลยว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเหมือนสนามหลังบ้านของจีน

สหรัฐเองก็รู้สึกยากที่จะเข้าถึง แต่บทบาทก็ต้องเปลี่ยนไปเพราะจีนแผ่บทบาทมากเลย ในส่วนของไทยเองที่สำคัญเอง จีนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในเมืองไทย ไม่ว่าจะช่วงวิกฤตการเมืองหรือวิกฤตน้ำท่วมก็ตาม แล้วจีนมีบทบาทสำคัญ คือไม่ได้เข้ามาเล่นกับการเมืองโดยตรง คือจีนคบได้กับทุกคนในเมืองไทย แต่แต่สหรัฐมีข้อบกพร่องอย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ประชาไทไป นี่เป็นจุดสำคัญที่สหรัฐต้องกลับเข้ามาเพื่อมาสร้างความสัมพันธ์ด้าน ยุทธศาสตร์ที่มีต่อไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น

วิธีพูดของคลินตันเมือ วาน เป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญมากแค่ไหน เพราะที่ผ่านสหรัฐให้ความสำคัฐกับตัวเล่นทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง แต่ท่าทีเมื่อวานเหมือนเป็นการย้ำว่ากำลังจะเปลี่ยนตัวผู้ที่สหรัฐกำลังจะ ให้การสนับสนุน

ผมก็ผิดหวังมากที่สื่อไทยไม่ได้ลงในรายละเอียดที่คลินตันพูด อาจจะเป็นเพราะสื่อนั้นทำรับใช้คนบางกลุ่ม ก็เลยไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้ ผมคิดว่ามีความสำคัญ คือความสำคัญมีหลายๆ ด้าน ในแง่ของระดับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเยือนไทยเอง และคนนี้ก็เป็นอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง และเขามาเยือนไม่กี่ประเทศและเลือกมาไทย มันก็มีนัยยะสำคัญ

การมานั้นส่งสัญญาณหลายอย่าง สำคัญที่สุดก็คือ การให้ความชอบธรรมต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคลินตันเองก็ดีเฟนด์ให้ยิ่งลักษณ์หลายเรื่อง ดีเฟนด์กระทั่งว่ายิ่งลักษณ์ไม่ไปปรากฏตัวที่ฮาวายเพราะยิ่งลักษณ์ติดภารกิจ แต่เป็นสิ่งสำคัญมากที่ยิ่งลักษณ์จะต้องไปบาหลี ซึ่งเป็นการตีปลาหน้าไซ ถ้าหากใครจะโจมตียิ่งลักษณ์ว่าน้ำท่วมแล้วยังจะไปบาหลีอีก ผมคิดว่านี่จะช่วยได้เยอะมาก

แต่เราก็อาจจะพูดได้ว่า สหัฐตอนนี้มีสถานภาพง่อนแง่น และตามปกติ ขณะที่คลินตันเดินทางไปที่อื่น ก็พบปะและแถลงร่วมกับรมต. ต่างประเทศของประเทศนั้นๆ ไทยเองต่างหากที่ให้ความสำคัญกับสหรัฐมากเกินไป

ผมว่านั่นไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะแม้สหรัฐจะง่อนแง่น หรือลดบทบาทลงมา แต่สหรัฐเองก็ยังเป็นประเทศมหาอำนาจ เป็นซูปเปอร์พาวเวอร์ ไม่มีใครปฏิเสธความจริงได้ และที่สำคัญคือไทยให้ความสำคัญกับสหรัฐโดยตลอด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐมาเยือนไทยก็ต้องได้พบกับ นายกอยู่แล้ว มันไม่ได้หมายความว่าเราไปให้ความสำคัฐกับสหรัฐจนเกินเหตุ ผมว่าไม่ใช่

ถ้ามองในแง่การเมือง ธรรมเนียมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คงต้องหาโอกาสในการสร้างประเด็นทางการเมือง ของตัวเอง และมีผู้นำระดับสูงขนาดนี้มาก็ต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด

ยิ่งลักษณ์เมื่อวานได้คะแนนไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สำคัญก็คือเรื่องการสื่อสารของยิ่งลักษณ์
เข้าใจครับ ผมเห็นแล้วผมก็เหนื่อยใจ แต่ทำอย่างไรได้ละครับ คนเราไม่ได้พัฒนากันแบบข้ามคืนน่ะ ยิ่งลักษณ์มีความสามารถแค่นี้ก็คือมีแค่นี้ และผมคิดว่าไฮไลท์อยู่ที่ฮิลลารี มากกว่าอยู่ที่ยิ่งลักษณ์ ผมบอกตรงๆ ว่ายิ่งลักษณ์เป็นตัวประกอบแล้วกัน ถ้าเกิดว่าฮิลลารีเป็นผู้นำแสดงฝ่ายหญิง ยิ่งลักษณ์ก็เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายหญิงและแมสเสจ อยู่ที่ฮิลลารีไม่ใช่อยู่ที่ยิ่งลักษณ์

อาจารย์สรุปเรื่อง 5 ประเด็นหลักที่คลินตันพูดเมื่อวาน แต่ทั้ง 5 ประเด็นนั้นเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งในตัวเองของสหรัฐทั้งนั้นเลย

ถูกต้อง มันก็เป็นเป็นเกมPower Politic คือส่วนหนึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็น Lip Service เราคงไม่คาดหวังให้สหรัฐออกมาพูดว่าเราไม่สนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยเราสนับ สนุนรัฐบาลทหาร แต่ผมคิดว่ามันมันมีนัยยะที่สำคัญเพราะว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ถ้าสหรัฐมาพูดแบบนี้ในสถานการณ์ธรรมดาที่เราไม่มีความขัดแย้งกัน เราก็ยังพอเข้าใจได้ว่ามันเป็น Lip Service แต่เมื่อสถานการณ์เราเป็นแบบนี้สิ่งที่สหรัฐพูดก็เลยมีความหมายขึ้นมา

และอย่างที่เรพูดกันตั้งแต่แรกที่มีความต้องการของสหรัฐที่ต้องการเข้ามา มีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากขึ้น มามีบทบาทกับเมืองไทยมากขึ้นมากกว่าแค่ลิปเซอร์วิส

อาจารย์มีข้อสังเกตอย่างไรต่อท่าทีของสื่อไทยที่ไม่เสนอ 5 ประเด็นที่อาจารย์กล่าวมา
สื่อไทยมีการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายเป็นหลายสี และทีเป็นสื่อกระแสหลัก เราก็รู้ว่าสื่อกระแสหลักอยู่ข้างใคร ฉะนั้นสาระสำคัญของที่คลินตันพูดมันไปจี้จุดเขา เขาก็มีเหตุผลที่เขาไม่อยากตีพิมพ์ ไม่อยากที่จะนำเสนอข่าว อาจจะอ้างว่าปิดต้นฉบับเร็วอะไรก็แล้วแต่ ก็คงต้องให้โอกาส ก็ดูเขาวันนี้อีกทีแล้วกัน ถ้าวันนี้ไม่เสนอข่าวอีกผมก็คิดว่าแย่มาก ถือว่าใช้ไม่ได้ ขาดความรับผิดชอบ ฝากถึงไทยโพสต์ด้วยว่าเขาแย่มาก มีการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบทั้งสิ้น

ฉะนั้นก็ดูกันต่อไป ให้เวลาอีกวันหนึ่งถ้าสื่อในเมืองไทยยังไม่เสนอข่าวนี้ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่และออกไปทั่วโลก และหัวใจสำคัญที่คลินตันพูดมันไม่ใช่เรื่องดอนเมืองอะไรหรอก มันเป็น 5 ข้อที่ผมพูด ถ้าเขาไม่เสนอก็คือประเด็นทางการเมืองที่อยากจะเก็บซ่อนไว้

สุดท้ายฮิลลารีพูดเรื่อง การสนับสนุนกระบวนการปรองดอง แต่ดูมุ่งหวังในด้านเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าเรื่องความเป็นธรรมของผู้ ได้รับผลกระทบหรือการค้นหาความจริง

ฮิลลารีจะลงรายละเอียดก็คงไม่รู้มากน้อยสักขนาดไหน แต่เป็นการพูดในภาพรวม คือถ้ามีเสถียรภาพก็ไม่ใช่แค่ดีกับเรา แต่มันดีกับเขาด้วย ทั้งในแง่เศรษฐกิจที่เขามาลงทุนกับเรา เขาคงไม่ลงลึกเพราะไม่เช่นนั้นจะผูกมัดตัวเองเกินไป ว่าต้องมีการค้นหาความจริง แล้วมีการลงโทษผู้กระทำผิด

แต่มีคำถามหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการนิรโทษกรรมและอภัยโทษ แล้วคลินตันพูดว่า หวังว่าประเทศไทยจะมีการสมานฉันท์ต่อไป แต่ผมคิดในใจ ถ้าผมจะตีความคือ เหมือนฮิลลารีบอกว่าจะมีการสมานฉันท์ก็ต้องให้ทักษิณมีส่วนร่วมด้วย ถ้าทักษิณไม่มีส่วนร่วมด้วย การสมานฉันท์ก็จะไม่สำเร็จ

คลินตันหนุนปรองดอง ระบุเป็นสิ่งจำเป็นต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระยะยาวของไทย

ที่มา ประชาไท

ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา แถลงข่าวร่วมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ระบุพร้อมให้ความช่วยเหลือและเคียงข้างประเทศไทยที่ต้องเผชิญอุทกภัยครั้ง ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เผยหนุนกระบวนการปรองดอง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra

วันที่ 16 พ.ย. น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแถลงข่าวร่วมกันที่ทำเนียบ รัฐบาลในโอกาสที่ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ไทยและสหรัฐไม่ได้สัมพันธ์กันด้วยเหตุผลในเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคง หรือด้านการค้าเท่านั้นแต่ยังเชื่อมโยงกันด้วยคุณค่าประชาธิปไตยที่มีร่วม กัน รวมถึงความเป็นมิตรและความเป็นครอบครัวที่เชื่อมร้อยประชาชนของทั้งสอง ประเทศ

“เราภูมิใจที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่านในช่วงเวลาที่ท้าทาย ซึ่งท่านต่อสู้กับอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ” นางคลินตันกล่าว และว่าภาวะน้ำท่วมนี้นับเป็นความท้าทายที่ร้ายแรงต่อรัฐบาลใหม่ของประเทศไทย รวมถึงต่อสภาวะความสงบสุขที่ได้มาอย่างยากลำบากหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐทำงานร่วมกับ รัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดอุทกภัย และจะให้การช่วยเหลือต่อไปในระยะยาวเพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นฟูศักยภาพ ทั้งด้านการป้องกันภัยพิบัติเช่นที่เกิดขึ้นครั้งนี้ รวมไปถึงการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ และ ในวันนี้ (17 พ.ย.) เธอจะเดินทางไปยังศูนย์อพยพและพูดคุยกับผู้ประสบภัย และจากนี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทางการสหรัฐจะหาแนวทางต่อไปว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่ไทยทั้งต่อกองทัพและพลเรือนเพื่อสนับสนุนด้านการ ฟื้นฟูระยะยาวแก่ไทยได้อย่างไร

นางคลินตันยังกล่าวถึงจุดยืนของสหรัฐต่อการสนับสนุนนกระบวนการประชาธิปไตยในไทย

“สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างหนักแน่นกับต่อรัฐบาลพลเรือนของไทย การสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาล การสร้างหลักประกันให้กับนิติรัฐ ปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เราสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินกระบวนการปรองดองต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความเสถียรภาพในระยะยาวของไทย และกระบวนการนี้ก็จะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอมริกา”

นางคลินตันผยว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องอื่นๆ ทั้งระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันด้านการค้า และการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง ซึ่งก็มีประเด็นที่เกี่ยวข้องตั้งเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ไปจนถึงเรื่อง ความมั่นคงทางทะเล



เสื้อแดงยื่นจม.ถึง บัน คี มุน-ฮิลลารี ฟ้องชาวโลกปัญหาคดีหมิ่น

ที่มา ประชาไท

ดักยื่นหนังสือนายบัน คี มุน-นางฮิลลารี ที่เข้าเยือนนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เสื้อแดงรวมตัวประจานปัญหาการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 เรียกร้องสิทธิในการประกันตัวผู้ต้องหา พร้อมยื่นหนังสือผ่านนายกฯ ไปยังเลขายูเอ็น และรมว.ต่างประเทศสหรัฐ



16 พ.ย.54 เวลาประมาณ 13.00 น. บริเวณทำเนียบรัฐบาล กลุ่มคนเสื้อแดงราว 60 คน นำโดย น.ส.จิตรา คชเดช นักกิจกรรมด้านแรงงาน และนายชานุ ไชยะ ผอ.สถานีวิทยุชุมชนจ.สมุทรปราการ คลื่อน 90.25 เมกกะเฮิร์ต ชุมนุมพร้อมยื่นหนังสือ ในวาระที่นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และนางฮิลลารี คลินตัน รมว.การต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เดินทางมาเยือนประเทศไทย และเข้าพบ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลตามคำเชิญของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมมีการถือป้ายข้อความ “FREE SOMYOS” “Free Joe Free Thailand!” “FREE DA TORPIDO” “FREE SURACHAIW” “RELEASE POLITICAL PRISONERS” “FREE Thailand from Lese Majeste Law” และยังมีการประท้วงโดยการนำกรงที่ทำด้วยท่อพีวีซี ภายในมีคนแต่งตัวเป็นเทพีเสรีภาพถือกล่องเขียนว่าปลดปล่อยนักโทษการเมือง และมีรายชื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงที่ยังคงอยู่ในเรือนจำจำนวนมากและผู้ต้องขัง คดีหมิ่นติดอยู่เต็มลูกกรง

หลังจากปราศรัยเรียกร้องเรื่องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องขังคดีหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ หรือความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาราว 1 ชม. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ออกมารับจดหมายของผู้ชุมนุม ซึ่งส่งถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านไปยังนายบัน คี มุน และนายคลินตัน จากนั้นตัวแทนผู้ชุมนุมได้เข้าหารือกับนายสุชาติภายในทำเนียบรัฐบาลอีกราว 1 ช.ม. ซึ่งนายสุชาติรับปากจะนำเรื่องดังกล่าวไปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้รัฐบาล หาทางแก้ปัญหาต่อไป

“เรามารวมตัวกันเป็นสัญลักษณ์เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ว่ากฎหมายไทยไม่มีมาตรฐาน” นายชานุกล่าว

ทั้งนี้ ในจดหมายที่ส่งถึงนายบัน คี มุน และนางฮิลลารี คลินตัน เรียกร้องให้ 1. มีการดำเนินการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับสภาพในเรือนจำของผู้ต้อง ขังในคดีนี้ และดูแลให้มีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม รวมทั้งจัดให้มีการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอและให้มีความเป็นธรรม 2.ให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวนักโทษในคดีหมิ่นฯ ทุกคนโดยทันที 3.กระตุ้นให้ทางการไทยเปิดเผยจำนวนนักโทษคดีหมิ่นฯ ทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

จดหมายยังได้อ้างถึงข้อเสนอแนะของนายแฟรงค์ ลารู (Frank La Rue) ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพของการแสดงความเห็นและ การแสดงออก (UN Special Rapporteur on the Right to Freedom of Opinion and Expression) ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อเสนอแนวทาง แก้ไขมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะภัยคุกคามของบทลงโทษจำคุกเป็นเวลานานและความคลุมเครือของการตีความว่า ถ้อยคำใดเข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ทำให้ผู้พูดต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง และปิดกั้นโอกาสการถกเถียงในประเด็นที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซ้ำร้ายกฎหมายยังอนุญาตให้บุคคลใด ๆ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ และการไต่สวนคดีมักกระทำอย่างปิดลับ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2553 มีรายงานข่าวว่าศาลไทยได้รับพิจารณาคดีหมิ่นฯ ใหม่ 478 คดี เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีก่อนหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวในข้อหาละเมิดมาตรา 112 น่าจะมีอยู่หลายร้อยคน

0000

เรียน: ฯพณฯ บันคีมุน

เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ

กรุงเทพฯ 16 พฤศจิกายน 2554

เรียน ฯพณฯ บันคีมุน

ดัง ที่ท่านอาจทราบว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ทางคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติได้จัดให้มีการอภิปรายตามกระบวนการทบทวน สถานการณ์สิทธิตามวาระ (Universal Periodic Review) กรณีประเทศไทย

ได้มีข้อเสนอแนะหลายประการจากกระบวนการดังกล่าว ทั้งของนายแฟรงค์ ลารู (Frank La Rue) ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพของการแสดงความเห็นและการแสดงออก (UN Special Rapporteur on the Right to Freedom of Opinion and Expression) เขาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อเสนอแนวทาง แก้ไขมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา (หรือที่เรียกว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีโทษจำคุกถึง 15 ปี) และแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้หลักกฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อหลัก สิทธิมนุษยชนสากล

นายแฟรงค์ ลารูได้กล่าวว่า

ภัย คุกคามของบทลงโทษจำคุกเป็นเวลานานและความคลุมเครือของการตีความว่าถ้อยคำใด เข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ กลับทำให้ผู้พูดต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง และปิดกั้นโอกาสการถกเถียงในประเด็นที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คุกคามต่อสิทธิในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ซ้ำร้ายกฎหมายยังอนุญาตให้บุคคลใด ๆ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ และการไต่สวนคดีมักกระทำอย่างปิดลับ

นอกเหนือจากความเห็นของนายแฟรงค์ ลารู หน่วยงานในสหราชอาณาจักรที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่าง ARTICLE 19 ก็ได้มีแถลงการณ์ว่า

“ARTICLE 19 ต้องการเห็นสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไทย แสดงข้อกังวลอย่างจริงจังกับรัฐบาลไทยต่อกรณีที่มีการนำกฎหมายหมิ่นฯ และพรบ.คอมฯ ไปใช้อย่างมิชอบ รัฐบาลไทยจะต้องเปิดการรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคมเกี่ยวกับตัวบทของ กฎหมายหมิ่นฯ และพรบ.คอมฯ และการใช้กฎหมายดังกล่าว รวมทั้งรัฐบาลจะต้องแก้ไขเนื้อหาของกฎหมายเหล่านี้ให้สอดคล้องกับพันธกรณี ของไทยที่มีต่อรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)”

ภาย หลังกระบวนการทบทวนสิทธิดังกล่าว หลายประเทศสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรา 112 ทั้งประเทศบราซิล อินโดนีเซีย และแคนาดา ส่วนประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และนอร์เวย์ ขอให้มีพื้นที่เปิดในสังคมไทยเพื่อให้มีการอภิปรายอนาคตของกฎหมายนี้

ใน ปัจจุบัน เรายังไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่ามีผู้ถูกจับกุมคุมขังในประเทศไทย เนื่องจากการใช้กฎหมายหมิ่นมาตรา 112 มากน้อยเพียงใด

อย่าง ไรก็ตาม มีประชาชนหลายคนที่รอการไต่สวนคดีและได้รับการตัดสินลงโทษไปแล้วตามความผิด ในมาตรา 112 เฉพาะปี 2553 มีรายงานข่าวว่าศาลไทยได้รับพิจารณาคดีหมิ่นฯ ใหม่ 478 คดี เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีก่อนหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวในข้อหาละเมิดมาตรา 112 น่าจะมีอยู่หลายร้อยคน ในบางส่วน ได้แก่

1) นายอำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี เป็นปู่ที่มีหลานห้าคน ถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพเลวร้าย เขาถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ที่มีลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปให้กับเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี นายอำพลเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวสั้น ๆ แต่ในเวลาต่อมาก็ถูกคุมขังอีก ปัจจุบันเขายังป่วยเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น เราเชื่อว่าควรมีการปล่อยตัวเขาโดยรีบด่วนเพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล

2) นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล อายุ 48 ปี หรือ ดาตอร์ปิโด ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยโดยมีถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระหว่างการชุมนุมทาง การเมืองเมื่อปี 2551 ในขั้นการไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนโดยแบบปิดลับ และเธอได้ถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา 18 ปี ต่อมาได้มีการร้องต่อศาลให้พิจารณาว่าคำสั่งไต่สวนคดีแบบปิดลับสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญหรือไม่ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นางสาวดารณีมีปัญหาด้านสุขภาพโดยมีอาการขากรรไกรอักเสบรุนแรง ควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้ได้รับการรักษา

3) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 50 ปี นักกิจกรรมด้านแรงงานและเป็นบรรณาธิการนิตยสารว็อยซ์ออฟทักษิณ เขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 112 จากการตีพิมพ์บทความสองชิ้น ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการรอขึ้นศาลและถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการประกันตัว

4) นาย Joe Gordon อายุ 55 ปี คนไทยที่ได้รับสัญชาติสหรัฐอเมริกา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 มีการไต่สวนคดีเป็นนัดแรกและเขาได้รับสารภาพความผิดตามมาตรา 112 ก่อนหน้านั้นเขาได้พยายามขอประกันตัวแต่ถูกปฏิเสธไปทุกครั้ง ความผิดตามข้อกล่าวหาต่อเขาน่าจะเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา การที่ประเทศไทยอ้างเขตอำนาจศาลในการจับกุมตัวเขาน่าจะเป็นการละเมิดต่อ สิทธิตามรัฐธรรมนูญของนาย Joe Gordon ในฐานะพลเมืองสหรัฐฯ

ใน ฐานะตัวแทนเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ ดำเนินการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับสภาพในเรือนจำของบุคคลทั้งสี่ ข้างต้น และดูแลให้มีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม รวมทั้งจัดให้มีการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอและให้มีความเป็นธรรม

เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ ช่วยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวนักโทษในคดีหมิ่นฯ ทุกคนโดยทันที

เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ กระตุ้นให้ทางการไทยเปิดเผยจำนวนนักโทษคดีหมิ่นฯ ทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เรา ยังขอให้ท่านอ่านและรับฟังความเห็นของนายแฟรงค์ ลารู ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพของการแสดงความเห็นและ การแสดงออก เกี่ยวกับการใช้กฎหมายหมิ่นฯ และพรบ.คอมฯ ในประเทศไทย และเสนอให้มีการใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

ขอแสดงความนับถือ

เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย

ส.ส.ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ เหตุสภาเลือกพิจารณาญัตติ “ปรองดอง” ก่อนญัตติส่งเสริมการปลูกยางพารา

ที่มา ประชาไท

ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเดินออกจากที่ประชุม ภายหลังที่ประชุมมีมติเลือกพิจารณาเรื่องการศึกษาการปรองดอง ก่อนการพิจารณาญัตติการส่งเสริมการปลูกยางพาราและปาล์ม

วานนี้ (16 พ.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการโต้แย้งเรื่องการเลือกญัตติขึ้นพิจารณาญัตติ ที่ 5 ระหว่างการพิจารณาญัตติการส่งเสริมการปลูกยางพาราและปาล์ม ซึ่งนายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ กับเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้พิจารณาเรื่องการปรองดองก่อน ทำให้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ไม่พอใจเดินออกจากห้องประชุมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การประชุมยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติตามที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เสนอ

ทั้งนี้ พลเอกสนธิ ได้ชี้แจงเหตุผลของการเสนอตั้งคณะกรรมการวิสามัญ พิจารณาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า การปรองดองเป็นหัวใจหลักของสังคมเวลานี้ หากไม่มีการปรองดองเกิดขึ้นสังคมไทยจะบอบช้ำยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจนำญัตติการปรองดองฯ เข้าสภา และเชื่อว่าทุกคนมีความรักชาติ อยากให้บ้านเมืองมีความสงบ

ข้อมูลบางส่วนจาก สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

อาเซียนมีมติให้พม่าเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำฯ ปี 2557

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. มีรายงานว่า บรรดารัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอาเซียน ได้ตกลงอนุมัติยอมรับข้อเสนอของพม่าที่ต้องการเป็นประธานกลุ่มในปี 2014 โดยพม่าจะสามารถจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มอาเซียนได้ ภายหลังพม่าส่งสัญญาณด้านบวกที่ดีจากการปฎิรูปด้านประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่าน มา

นายอานิฟาห์ อามาน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เปิดเผยระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เกาะบาหลีของ อินโดนีเซียว่า ทุกประเทศได้ตกลงให้พม่าเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพราะที่ผ่านมา พม่าได้เคลื่อนไหวเชิงบวกหลายด้านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และผู้นำกลุ่มอาเซียนได้อนุมัติการให้พม่าเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้ นำอาเซียนตามการเสนอแนะของรัฐมนตรีชาติอาเซียน

อาเซียนมีมติให้พม่าเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำฯ หลังการปฏิรูปปชต. เป็นไปในทางบวก

ที่มา: Gunkarta Gunawan Kartapranata [CC-BY-SA-3.0 ]

รายงานระบุว่า เมื่อปี 2006 พม่าถูกบีบให้ทิ้งตำแหน่งประธานกลุ่มหลังจากเผชิญกระแสโจมตีว่าละเมิดสิทธิ มนุษย์ชนและเสรีภาพอย่างรุนแรง แต่ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ซี่งรัฐบาลทหารพม่าได้ถ่ายโอนไปสู่รัฐบาลพลเรือน รัฐบาลใหม่ได้เดินหน้ามาตรการเชิงบวกต่าง ๆ ที่สร้างความแปลกใจและพอใจแก่หลายฝ่าย ขณะที่การตัดสินใจให้พม่าเป็นประธานกลุ่มอาเซียน รวมทั้งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก จะทำให้พม่าต้องพบกับตัวแทนจากชาติสหรัฐ ซึ่งเป็นชาติผู้สังเกตการณ์ของกลุ่มด้วย และที่ผ่านมา พม่ายังคงเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอยู่

นายวันนา หม่อง เลวิน รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า กล่าวว่า พม่ารู้สึกยินดีกับการที่อาเซียนได้สนับสนุนให้พม่าได้เป็นประธานจัดการ ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มอาเซียนในปี 2014

นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงในพม่ามีการพัฒนาด้านประชาธิปไตยและ สิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวนักโทษการเมืองกว่า 6 พันคนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การลดความเข้มงวดในการปิดกั้นสื่อ การตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้พรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจีได้ลงแข่งขัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นางออง ซาน ซู จี ผู้นำเพื่อการปกครองแบบประชาธิปไตยของพม่าได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีที่นางได้รับการปล่อยตัวว่า รัฐบาลพม่าได้ดำเนินมาตราการในทางที่ดีต่อการปฏิรูปประเทศนับตั้งแต่นางได้ รับการปล่อยตัว อย่างไรก็ตามนางซู จี กล่าวว่ารัฐบาลจำจะต้องดำเนินการในอีกหลายเรื่องต่อไปซึ่งรวมถึงการปล่อยตัว นักโทษการเมืองอีกหลายร้อยคนด้วย

ซูจียังกล่าวว่า การที่นางได้พบปะกับนายออง จี รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานกับประธานธิบดีเต็ง เส็งของพม่านับเป็นความคืบหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง นางกล่าวว่า นางเชื่อว่า ประธานาธิบดีเต็ง เส็งซึ่งมีแนวคิดที่เป็นกลางและเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายใต้การปกครอง ของทหารมาเป็นเวลานานจะเป็นผู้ดำเนินการปฏิรูปประเทศ แต่กระนั้นก็ตามนางซู จี กล่าวว่า นางยังไม่ได้รับทราบข่าวว่าจะมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองแต่อย่างใด

ที่มา: เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์, สำนักข่าวแห่งชาติ

นิคมอุตสาหกรรมและผู้ไม่เปียกควรเป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วม

ที่มา Thai E-News

มวล ชนมหาศาล วันนี้บอบซ้ำมากที่สุด ถูกทอดทิ้ง ถูกทรยศ ไม่มีใครพูดถึง และการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีแต่การพูดให้เสียสละให้ยอมถูกน้ำท่วมยาวนาน เพื่อเพียงปกป้องนิคมอุตสาหกรรม

โดย RedSurat
17 พฤศจิกายน 2554

โรงงานเหล่านี้บริโภคน้ำมากกว่าชาวบ้านในยามน้ำน้อย แต่เวลาน้ำมามากกลับไม่ยอมรับน้ำเลย ปิดกั้นสารพัดวิธี

การยินยอมให้น้ำท่วมแผ่ไพศาล เพียงเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรม ควรออกกฎหมายให้นิคมอุตสาหกรรม เหตุเกิดความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ไม่ได้ก่อ เป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วมแทนรัฐ

สาเหตุที่น้ำท่วมแผ่ไพศาลไปทั่วภาคกลางและ กทม. เพียงเพราะต้องการปกป้องนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของทุนต่างชาติ มาตั้งฐานผลิตที่ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย โดยมีนักการเมืองไม่น้อย ทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ส.ท. ส.จ. ทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน ถือหุ้นอยู่ด้วย

ยินยอมปิด กัก กั้น ทางเดินน้ำธรรมชาติ ด้วยสารพัดถุงยาง ถุงกระสอบ หิน ดิน ทราย ไม่ให้น้ำลงที่ต่ำกว่า ที่ต้องการกลับบ้าน กลับลงทะเล โดยทางกลับบ้านของน้ำถูกปิดกั้น ถูกถมสร้างนิคมอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย รวมทั้งสนามบิน หมู่บ้าน เคหะสถานที่ทับถมรางน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำหรือแก้มลิง

ไทยเป็นเพียงฐานผลิตของทุนต่างชาติ โดยมีทิ้งมลภาวะไว้มากมาย หลังน้ำลดครั้งนี้จะมีผู้ป่วยเรื้อรังมากมายในโรงพยาบาลต่างๆ

ทั้งรัฐบาล กทม. กรมชลฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ต่างโป้ปดมดเท็จข้อมูลที่แท้จริงของตนเอง

อย่าง ผอ.เขื่อนบางแห่งบอกว่า น้ำในเขื่อนมีมากเกินกว่า 100 % ของการเก็บ จำเป็นต้องปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อน แต่การปล่อยน้ำจะไม่กระทบพื้นที่ด้านล่าง ฟังดูแล้ว กังขาเป็นยิ่งนัก การบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ พยากรณ์คาดเคลื่อนก็เป็นต้นเหตุให้น้ำท่วมใหญ่แล

ในสามก๊ก และตำราพิชัยสงครามซุนวู การใช้น้ำขับไล่ศัตรู ขับไล่รัฐบาล เป็นศาสตร์อมตะที่น่าสนใจ

ส่วนใน กทม. ก็มีแต่ประตูระบายน้ำทุกคูคลอง ไม่รู้สร้างทำพระแสงอะไรมากมาย น้ำทุกพื้นทุกคลอง ต้องสูบเข้า ต้องสูบออก เทกันไปเทกันมา เวียนอยู่ปริมณฑลนานนับเดือน

การสร้างคลองขุด ที่มีระดับสองปลายน้ำต่างระดับ ฝืนธรรมชาติคนละลุ่มน้ำต่างระดับน้ำข้ามไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีสูบออก คลองขุดกลายเป็นตัวเชื่อมให้มวลน้ำแผ่กระจายกว้างขึ้น

ที่รังสิต ปทุมธานี และที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา เป็นตัวอย่างได้ดี ยิ่งมีคลองขุดมาก น้ำยิ่งท่วมแผ่พื้นที่กว้างมากขึ้นในฤดูน้ำหลาก

น้ำ มันมีอณูเล็ก แต่ยิ่งใหญ่ เมื่อรวมตัวกัน มันมีน้ำหนัก มันมีมวลพลังมหาศาล ที่จะเล็ดลอด แทรกซึม ทะลวง ทั้งบนดิน ใต้ดิน คูเมือง ไปได้ทั่ว ควบคุมยากหากการจัดการพลังน้ำไม่ดี ตั้งแต่เขื่อนที่ปิดต้นน้ำจนถึงปากน้ำปลายทะเล

การลงทุนทำบิ๊กแบ็กกระสอบยักษ์หลายร้อยล้านบาท ยาวหลายสิบกิโลเมตร เมื่อดูภาพจากที่สูงจะเห็นว่า น้ำทั้งสองข้างมีความสูงเท่ากัน บางจุดต่างระดับกันเพียงเล็กน้อย ภาพมันฟ้อง แต่พวกได้งบนี้บอกว่า ได้ผล? มันผลาญงบกันได้ขนาดนี้ และยังฝืนธรรมชาติและชลอการกลับบ้านของน้ำ

ทั้งนายกฯและรัฐมนตรีมีแต่วาทะร้อนรน ตั้งงบประมาณสูงมหาศาลจะเร่งกอบกู้ และฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะของทุนต่างชาติอย่างกะเป็นไข่แดงเป็นสมบัติของครอบครัวตนเอง

ทั้งๆที่ประเทศไทยไม่มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ทีวี เมนบอร์ด ซีพียู เครื่องจักรกลหนัก ที่เป็นแบรนด์แนมของคนไทยเองสักยี่ห้อในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งในประเทศไทย ที่ตั้งบนพื้นที่แก้มลิง บนทางน้ำผ่าน ทางน้ำไหลกลับบ้านของน้ำ

มวลชนมหาศาล วันนี้บอบซ้ำมากที่สุด ถูกทอดทิ้ง ถูกทรยศ ไม่มีใครพูดถึง และการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีแต่การพูดให้เสียสละให้ยอมถูกน้ำท่วมยาวนาน เพื่อเพียงปกป้องนิคมอุตสาหกรรม

ผืนนาพัง ข้าวแพงทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบวันละ 3 เวลา แต่รถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ส่งออกสักพัก ทุนต่างชาติไม่ถึงกับเจ๊งหรอก

ประเทศที่อยากเป็นนิกส์ แต่ผลิตเองไม่ได้ แม้แต่ฮาร์ดดิสก์สักลูก ล้วนพิมพ์เขียว ล้วนเทคโนโลยีของทุนต่างชาติที่โกยกำไรมหาศาลในแต่ละปี กำไรกลับสู่บริษัทแม่ รัฐบาลดันทะลึ่งเอารายได้เหล่านี้เป็น จีดีพี ของชาติด้วย

คนไทย.....ขายแรงงานราคาถูก ถ้าเอาเวลาที่อยู่ในโรงงานวันละ 10 ชั่วโมง ไปทำไร่ทำนาทำสวน ขยันทำแบบอยู่ในโรงงาน หยุดเฉพาะพักเที่ยงวันละ 1 ชั่วโมง อยู่ในท้องถิ่นตนเอง รายได้ก็คงไม่น้อยกว่าการขายแรงในโรงงาน

การมีโรงงานมากไม่ใช่สิ่งผิด แต่เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน อินเดีย ให้ทุนต่างชาติมาตั้งฐานผลิต แล้วซึมซับเทคโนโลยีเหล่านั้นมาผลิตได้เองเป็นเจ้าของสินค้าเองร้อย เปอร์เซ็นต์ได้มากมายหลายยี่ห้อ

แต่เมืองไทยไม่ใช่ ไม่เป็นเช่นนั้น

เมืองไทยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้ามีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของการส่งออกทั้ง ข้าว ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลังรวมกัน รัฐไม่มีมาตรการการควบคุมปริมาณรถยนต์บนท้องถนน กลับมีมาตรการส่งเสริมให้มีมากขึ้น มาตรการลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟืออย เช่น ภาชนะที่ใส่ในการบริโภคอาหารก็มีเพียงงานประชาสัมพันธ์เท่านั้น

ทุนนิยมสามานย์และอำมาตย์ล้าหลัง เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

หน่วยงานหลักไม่มีประสิทธิภาพ มีหน่วยงานซ้ำซ้อนเปลืองงบประมาณมากมาย

สถาบันครอบครัวล้มเหลว ยาเสพติด อาวุธสงคราม โจรลักเล็กขโมยน้อย บ่อนการพนันฟุตบอล ตั้งเปิดเผยเต็มบ้านเต็มเมือง

เมืองไทยเป็นเมืองเดียวในโลกที่มีการรณรงค์ให้คนรักชาติวันละ 2 เวลา

เรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องสมมุติของชาติใหม่เมื่อสองร้อยปีมานี้ เอง โดยทั้งสองฝั่งแดนล้วนเป็นคนชาติพันธุ์เดียวกันทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา อักษร เวลาเพียงสองร้อยกว่าปีหลอมให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นมาภายในเขตแดนตน

คนไทยที่ภูมิใจที่ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครดูถูกชาติที่เคยเป็นเมือง ขึ้นของต่างชาติ แต่ปัจจุบันชาติเหล่านั้นมาซื้อกิจการของคนไทย ตั้งแต่ ที่ดิน ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกัน การค้าปลีกถูกครองงำเกือบหมดแล้ว

เอกราชบนความภูมิใจของทาส!

เหลิมปะทะเดือดสมจิตร7สีถึงขั้นงัด112ขู่ระวังคุก

ที่มา Thai E-News


รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดต ช่วงที่เฉลิมปะทะกับสมจิตร 7 สี ซึ่งใช้คำถามตอนหนึ่งว่า "รัฐบาลทำแบบนี้เหมือนเป็นการหักคอ(เซ็นเซอร์)ให้ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า คุณพูดเองนะ คุณกล้ามาก หากผมยืนให้สัมภาษณ์ต่อ คุณอาจต้องติดคุก ซึ่งผู้สื่อข่าวช่อง 7 ย้อนว่า"ก็ไม่เป็นไรค่ะ"

เจ้าเก่าขาประจำ-นาง สาวสมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซักถามต้อนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประเด็นออกพรฎ.อภัยโทษให้ทักษิณ จนเกิดปะทะคารมกัน โดยเฉลิมตอบว่า่คำถามเรื่องรัฐบาลกดดันในหลวงนั้น หากตอบไปจะทำให้คนถามติดคุก (แฟ้มภาพ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 พฤศจิกายน 2554

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานว่า วันนี้ (17 พ.ย.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เกิดปะทะคารมกับผู้สื่อข่าว โดยเฉพาะนางสาวสมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานที่โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่เป็นผู้ซักถาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์นั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด และมีการตอบโต้กันไปมาระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิมกับผู้สื่อข่าวอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ครั้งนี้ รวมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจ โดย ร.ต.อ.เฉลิมได้พยายามหลีกเลี่ยง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และอาจเข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมไปถึงพยายามตักเตือนผู้สื่อข่าวว่า บางคำถามมีความไม่เหมาะสม และขอให้ทีวีดาวเทียมบางช่องนำถ้อยคำของผู้สื่อข่าวไปออกอากาศทั้งหมดอีก ด้วย

โดยเมื่อนางสาวสมจิตรถามว่า หากมีความมั่นใจว่าเป็นเรื่องที่ทำถูกกฎหมายแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถเปิดเผยได้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า “ยังไม่ถึงเวลาแม่คุณทูนหัว”

เมื่อนางสาวสมจิตรถามว่า หากทำเช่นนี้มองหรือไม่ว่าจะเป็นการกดดันองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้คำถามว่า"รัฐบาลทำแบบนี้เหมือนเป็นการหักคอ(เซ็นเซอร์) ว่าจะต้องทำตามในสิ่งที่มีการถวายคำแนะนำ รองนายกฯ กล่าวตอบว่า “ผมไม่ตอบ เพราะหากยืนสัมภาษณ์ต่อไป คุณสมจิตร (น.ส.สมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานที่โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งเป็นผู้ถาม) อาจจะเป็นผู้ที่ติดคุก”

สำหรับกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์ใน พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ที่ออกในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีการระบุว่าผู้ที่ได้รับการอภัยโทษ ต้องมาอยู่ในสถานที่คุมขังก่อน ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เรื่องนี้ตนสามารถตอบได้ซ้ำไปซ้ำมาว่าจะทำได้ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รวมทั้งขอปฏิเสธด้วยว่า เหตุที่ไม่เปิดเผยเรื่องออกมาตอนนี้ ไม่ได้กังวลว่าสังคมจะออกมาต่อต้าน เพราะไม่มีความจริงใดที่จะปิดบังเป็นความลับได้ตลอด ส่วนใครจะออกมาต่อต้านก็ขอให้ต้านไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดความขัดแย้งขึ้นในช่วงวันมหามงคล คณะรัฐมนตรีจะแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวตอบว่า “คุณสมจิตรเป็นนักข่าวมานาน ผมไม่อยากต่อว่า อะไรที่มันเปิดไม่ได้ ผมก็ยังไม่เปิด คุณถามผมไม่จนหรอก คำถามนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าถาม รู้สึกว่าคุณกล้าจริงๆ เลย”

เมื่อถามอีกว่า คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับมาภายในปีนี้ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้หรือ ไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ตนปราศรัยในช่วงเลือกตั้ง ที่เมื่อไปในพื้นที่ที่มีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ หากไม่พูดถึงจะเป็นไปได้อย่างไร ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับมาหรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะว่า พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ยังไม่ออก

ผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำว่า หากพูดเช่นนี้แล้ว ความรับผิดชอบของนักการเมืองในการปราศรัยหาเสียงอยู่ที่ใด ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวถึงกรณีผู้เสียชีวิต 91 รายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.53 ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าเรื่องนี้ยังไม่มีคนตายเลย เหตุใดจึงพยายาม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้มีโอกาสเข้าร่วมงานฉลองมงคลสมรสของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวหรือไม่ ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “แล้วคุณจะไปพาดพิงอะไรเรื่องครอบครัวคนอื่น ซึ่งผมคงตอบคำถามแทนไม่ได้ มีเคเบิลทีวีช่องไหนขอให้นำคำพูดของคุณสมจิตรไปออกทุกคำพูดหน่อย” เมื่อกล่าวจบ ร.ต.อ.เฉลิมได้เดินออกจากวงล้อมสื่อมวลชน โดยกล่าวทิ้งท้ายว่าตนไม่เคยหนีนักข่าว เพราะเป็นคนชอบพูด แต่ที่ต้องไปวันนี้ เพราะกลัวมีคนติดคุก ทั้งนี้จากรายงานข่าวของASTVผู้จัดการ


อนึ่งนางสาวสมจิตร เป็นผู้สื่อข่าวช่อง 7 ประจำรัฐสภา แสดงตัวชัดเจนว่าสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิืปัตย์ โดยเรียก"อาจารย์"ทุกคำ เคยเขียนหนังสือเชียร์ 2 เล่ม แต่มักมีอคติกับฝ่ายพรรคเพื่อไทย เคยตั้งคำถามจนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลี่ยงที่จะตอบคำถาม และเกิดวิวาทะกับคนเสื้อแดง ตามมาด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน และคนเสื้อแดงบุกไปประท้วงที่ช่อง 7 มาแล้ว

ร.ต.อ.เฉลิมเคยกล่าวในที่ประชุมสภา กรณีน.ส.สมจิตรดำเนินคดีคนเสื้อแดงเพชรบุรีที่ส่งอีเมล์ว่า"ให้จัดหนักเพราะ อคติกับนายกฯยิ่งลักษณ์"โดย เห็นว่าการทำหน้าที่ของน.ส.สมจิตร ในฐานะสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามกับนายกฯเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการตั้งคำถามโดยอคติ เสมือนเป็นผู้นำฝ่ายค้าน และข้อความในฟอร์เวิร์ดเมล์ของคนเสื้อแดงเพชรบุรี ที่ระบุว่า "ถ้าเห็นที่ไหน ก็จัดให้หน่อย" ไม่มีความหมายที่จะแปลว่าจะเป็นการข่มขู่ ทำให้นางสาวสมจิตรให้สัมภาษณ์ตอบโต้ว่า ถ้าเช่นนั้น"ไอ้ปื๊ดก็คงไม่ได้ฆ่าคน"
มีข้อสังเกตว่้าเวลาสัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ นางสาวสมจิตรทำด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว


คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี หรือคนละเรื่องกับตอนปะทะคารมกับเฉลิม

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

การขออภัยโทษทักษิณจะเป็นการหักหลังเสื้อแดงที่ติดคุก

ที่มา Thai E-News

เมื่อ เดือนที่แล้ว เวลาพวกเราย้ำว่ารัฐบาลควรเร่งปล่อยนักโทษเสื้อแดงทันทีรวมถึงนักโทษ 112 ก็จะมีเสื้อแดงบอกว่า “ใจเย็นๆต้องรอให้น้ำหายท่วมก่อน... รัฐบาลยุ่งอยู่”...เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าทั้งๆ ที่น้ำยังท่วมอยู่รัฐบาลก็สามารถเริ่มกระบวนการขออภัยโทษทักษิณได้


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
17 พฤศจิกายน 2554

มีข่าวลือออกมาทางสื่อต่างๆ ว่ารัฐบาลกำลังจะขอให้กษัตริย์ภูมิพลอภัยโทษนักโทษต่างๆ

โดยระบุหลักเกณฑ์ของนักโทษที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว คือเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และอาจไม่เคยติดคุกก็ได้ ซึ่งในรูปธรรมเป็นการขอให้อภัยโทษทักษิณ

แต่สำหรับเสื้อแดงที่ติดคุกคดี 112 หรือคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเผาศาลากลางฯลฯ จะไม่ขออภัยโทษเลย จะปล่อยให้ติดคุกต่อ ซึ่งเป็นการหักหลังเสื้อแดงในคุก และหักหลังวีรชน

เมื่อเดือนที่แล้ว เวลาพวกเราย้ำว่ารัฐบาลควรเร่งปล่อยนักโทษเสื้อแดงทันทีรวมถึงนักโทษ 112 ก็จะมีเสื้อแดงบอกว่า
“ใจเย็นๆต้องรอให้น้ำหายท่วมก่อน... รัฐบาลยุ่งอยู่”
เราก็ไม่เคยเชื่อ...

เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าทั้งๆ ที่น้ำยังท่วมอยู่รัฐบาลก็สามารถเริ่มกระบวนการขออภัยโทษทักษิณได้ ซึ่งพิสูจน์ว่า พวกที่จะให้เรารอ ไร้สาระและเหตุผลในข้อถกเถียงโดยสิ้นเชิง

และการตั้งเงื่อนไขเพื่ออภัยโทษทักษิณโดยไม่ปล่อยเสื้อแดงและนักโทษ 112 เป็นการเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะเขามองว่ารัฐบาลทำอะไรก็ได้เสื้อแดงก็จะยอม ไม่ว่าจะหักหลังกันแค่ไหน

ความโง่เขลาของ เฉลิม อยู่บำรุง คือถ้าเขาจะขอให้อภัยโทษทักษิณคนเดียวและปล่อยให้เสื้อแดงติดคุกต่อ รวมถึงนักโทษ 112 ...เขาจะทำให้รัฐบาลถูกโจมตีโดยสลิ่มและอำมาตย์ง่ายขึ้นว่า “ทำเพื่อคนเดียว” และพร้อมกันนั้นจะทำลายจิตใจคนเสื้อแดง จนทำให้เสื้อแดงเบื่อรัฐบาลนี้ ...

แต่จะไปหวังอะไรจากคนอย่างเฉลิมที่ไม่เคยสู้ร่วมกับเสื้อแดงและเพียงแต่เป็นนักการเมืองโจรแบบเก่า

ข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์สง่างามกว่าการขอให้กษัตริย์อภัยโทษทักษิณหลายร้อย เท่า เพราะทำให้ผลพวงรัฐประหารเป็นสูญ ยกเลิกคดีต่างๆ ที่เป็นผลพวงของเผด็จการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้ทักษิณขึ้นศาลใหม่อีกครั้งและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง โจมตียาก และยึดติดกับหลักการณ์ประชาธิปไตย

จริงๆ แล้วเราไม่ควรขอให้(เซ็นอร์)ทำอะไรเลย นอกจากนอนพัก เพราะในเมื่อเขาไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง เขาไม่ควรมีอำนาจในการอภัยโทษ และจริงๆ แล้วเราไม่ต้องขออภัยโทษให้ใคร เพราะเสื้อแดงไม่ได้ทำความผิด

ยิ่งกว่านั้นเราอยากนำอภิสิทธิ์ อนุพงษ์ ประยุทธ์ และสุเทพ มาขึ้นศาลในฐานะที่ฆ่าประชาชน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สมศักดิ์ เจียมฯ:แทนที่จะออกพรฎ.อภัยโทษทักษิณคนเดียว น่าจะนิรโทษกรรมให้มวลชนทุกฝ่ายดีกว่า

-ในความคิดคำนึง ทักษิณจะอยู่อย่างไร หากคนเสื้อแดงไม่เอา

-ข้อตกลงลับ3ฝ่าย-A deal has been done?

-แม้วปลอบคนอกหักไม่หนักเท่าเจ็บตายติดคุกปลุกเยียวยาด่วน คอป.จี้ปูเร่งประกันหวั่นเครียดฆ่าตัว



"วันนี้อยากบอกว่าให้ใจเย็นๆสำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่ง อย่าเพิ่งอยากเป็นโน่นเป็นนี่กัน วางความอยากไว้ก่อน วันนี้ต้องมาคิดอันดับแรกว่า จะช่วยพี่น้องเราที่ติดคุกอย่างไร อัน ที่สองจะเยียวยาคนที่บาดเจ็บ คนที่ตายไปอย่างไร คนที่ติดคุกโดนคดีจะแก้ไขอย่างไร และอันที่สามจะช่วยประชาชนที่ลำบากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างไร"-ทักษิณพูด ตอนไปเยี่ยมเสื้อแดงเยอรมัน , 11 สิงหาคม 2554