WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 17, 2011

ชุดเดียวรับแขกทั้งวัน!?!"ยิ่งลักษณ์"หน้าแฉล้ม พบบุคคลสำคัญระดับชาติ-ระดับโลก

ที่มา มติชน





นายกรัฐมนตรี พบคณะทำงานของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ปรึกษา กยน. และ นายวีรพงษ์ รามางกูร ปธ.กยอ.



นายกรัฐมนตรี หารือแก้ปัญหาน่าท่วมกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล



นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ จับมือ กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัต นายกรัฐมนตรี



นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติแถลงข่าวร่วมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี



นางบัน ซุน เท็ก ภริยาเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมด้วย นายกรัฐมนตรีไทย ยืนดู นายบัน คีมูนลงนาม



นายกรัฐมนตรีไทย พบนางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา



นายกรัฐมนตรีไทย แถลงข่าวร่วมกับนางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา


(ชมภาพนายกฯหลากอิริยาบถ)

16 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกวันหนึ่งที่ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีบุคคลระดับโลก และระดับประเทศ มาเข้าเยี่ยม กระชับความสัมพันธ์ รวมถึงพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ในคราวเดียวกันมากถึง 3 คน ด้วยกัน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล


เริ่มจากช่วงเช้า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากร น้ำ (กยน.) พร้อม นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) รวมถึงคณะทำงานทั้ง 2 หน่วยงาน ก็เดินทางเข้าพบตามคำเชิญของนายกฯ ในการหารือการแบ่งงานเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม






ต่อด้วยช่วงบ่าย ที่นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมด้วยนางบัน ซุน เท็ก ภริยาเลขาธิการสหประชาชาติ ที่เดินทางเยือนประเทศไทย ตามคำเชิญของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติ และเป็นโอกาสให้เลขาธิการสหประชาชาติได้รับทราบเกี่ยวกับวิกฤติด้านอุทกภัย ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน รวมทั้งประเด็นการส่งเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางของสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศในภูมิภาค และการเปิดโอกาสให้สหประชาชาติได้ทราบบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมทั้งประเด็นสำคัญ อื่น ๆ ที่สองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวร่วมกัน


ปิดท้ายช่วงค่ำ นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน เช่นเดียวกับเลขาฯ ยูเอ็น ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงความเป็นพันธมิตรระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯเองได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และต้องการที่จะแสดงการสนับสนุนแก่ไทยในการจัดการกับวิกฤตอุทกภัยในครั้งนี้ นอกจากนี้ นางคลินตันยังหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนายกรัฐมนตรีในประเด็นที่ อยู่ในความสนใจร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และเพื่อเตรียมการสำหรับการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี สหรัฐฯ อาเซียน ณ บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซียด้วย


จุดน่าสังเกต หาใช่เป็นตัวบุคคล ที่เข้าเยี่ยม พบปะนายกรัฐมนตรีไม่ แต่เป็นชุดเสื้อผ้า ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต่างห่างที่เธอใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกัน รับแขก ตลอดทั้งวัน ในชุดเสื้อสูทผ้าไหมลายไทยประยุกต์ สีดำทองเป็นเลื่อม กับกระโปรงทรงสอบสีดำ ที่คอประดับด้วยไข่มุกเม็ดใหญ่ และรองเท้าส้นสูงสีดำ กับทรงผมปล่อยสยาย ไว้กระบังนิดๆ ใบหน้าแฉล้มขาวนวล เมคอัพในสีเอิร์ทโทน ให้ดูเขร่งขรึมสมกับเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศไทยกันเลยทีเดียว

มติชนออนไลน์จึงได้รวบ รวมรูปถ่าย ภาพต่างอิริยาบถ ในชุดๆ เดียว กับ ภารกิจ พบปะบุคคลสำคัญ ของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ตลอดทั้งวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากเว็บไซต์ รัฐบาลไทย www.thaigov.go.th มาให้ชมกัน...ตามที่เห็นทั้งหมดนั้นแล...

คดีน้ำท่วม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ



กําลังเป็นข้อโต้เถียงกันว่า อภิมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคนเวลานี้

เป็นภัยธรรมชาติอันผิดปกติล้วนๆ หรือเป็นเพราะการบริหารจัดการปัญหาผิดพลาดของรัฐบาล หรือว่าทั้งสองอย่างรวมกัน

แน่นอนว่าถ้าถามรัฐบาลก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ หรือถ้าถามอีกฝ่ายก็จะได้คำตอบว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามท่ามกลางอภิมหาอุทกภัยที่ยังไม่รู้จุดสิ้นสุด

มี นักวิชาการจากหลายสถาบันใหญ่บ้างเล็กบ้าง รวมถึงนักวิชาการอิสระจำนวนมาก ต่างพยายามเสาะแสวงหาช่องทางแสดงภูมิรู้ของตนออกมาด้วยจุดประสงค์แตกต่าง

บางคนต้องการนำความรู้ความสามารถ สติปัญญาที่ตนเองมีในการรับใช้ประชาชนและสังคม

บางคนเรื่องหลักคือทำเพื่อชื่อเสียงส่วนตัว สะสมไว้สำหรับเป็นทุนรอนในอนาคต ส่วนการรับใช้ประ ชาชนและสังคมถือเป็นเรื่องรองลงไป

ขณะเดียวกันมีนักวิชาการบางประเภทที่ผิวเผินดูเหมือนทำเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประชาชน

อาทิ ร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพด้านกฎหมาย เปิดโต๊ะรวบรวมรายชื่อยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและต่อศาลปกครอง

ในข้อหาบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก

ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ทำได้ สมควรได้รับความเคารพ

หากองค์กรวิชาชีพด้านกฎหมายดังกล่าวจะไม่แสดงตนอย่างเปิดเผยว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลมาตั้งแต่แรก

เป็นความเคลื่อนไหวที่ทำได้ สมควรได้รับความเคารพ

หาก นักวิชาการคนเดียว กันจะเคยมีบทบาทเป็นตัวตั้งตัวตีรวบรวมรายชื่อประชา ชน ฟ้องร้องเอาผิดรัฐบาลชุดสั่งการล้อมปราบประชาชนเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 กระทั่งมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน

เมื่อไม่เคย

ก็ยากจะทำให้สังคมเชื่อได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อประชาชนโดยบริสุทธิ์ใจ

"อาเซียน"รับรองความร่วมมือป้องน้ำท่วม-ชื่นชมไทยมีบทบาทเป็นผู้นำ

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 17 พ.ย. กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยความคืบหน้าการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 ที่เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ว่า ผู้นำอาเซียนร่วมรับรองแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือในด้านการ ป้องกันอุทกภัย การลดผลกระทบ การบรรเทา การฟื้นฟู และการบูรณะ ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอแถลงการณ์ดังกล่าวในการประชุมสุดยอดครั้งนี้

โดยทุกประเทศอาเซียนแสดงความชื่นชมและขอบคุณที่ไทยมีบทบาทนำในเรื่องนี้ เนื่องจากเห็นพ้องกันว่า ขณะนี้ หลายประเทศในภูมิภาคต่างต้องเผชิญกับอุทกภัย

เนื้อหาสาระสำคัญ ได้แก่

1. ผู้นำอาเซียนร่วมแสดงความห่วงใยและเสียใจต่อประเทศสมาชิกอาเซียนที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปีนี้ ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

2. ผู้นำอาเซียนเห็นพ้องกันว่าอุทกภัยครั้งใหญ่นี้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาค การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรม ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

3. ย้ำความสำคัญของความร่วมมือ ความตกลง รวมทั้งกลไกต่างๆ ที่อาเซียนจัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคในการบริหารจัดการ ภัยพิบัติ และการสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค ได้แก่ ความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (AADMER) ศูนย์ประสานงานอาเซียนสำหรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการจัดการภัย พิบัติ (AHA) และความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียน+3

นอก จากนี้ ผู้นำอาเซียนยังมอบหมายให้เลขาธิการอาเซียน และคณะกรรมการอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ (ACDM) ร่วมกันศึกษาหาแนวทางที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการป้องกันและรับมือกับ อุทกภัย รวมทั้งขอรับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีและวิชาการจากประเทศคู่เจรจาซึ่งมีความ เชี่ยวชาญในการจัดการและแก้ไขปัญหานี้ด้วย

นายกฯปู ร่วมเปิดประชุมผู้นำอาเซียน โดดเด่นผู้นำหญิงคนเดียว

ที่มา ข่าวสด




เมื่อ 17 พ.ย. เอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ผู้นำอินโดนีเซีย เป็นประธานเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยต้อนรับผู้นำ 10 ประเทศ รวมถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ที่บาหลี พร้อมถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ซึ่งผู้นำไทยเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม

สำหรับประเด็นการประชุมหารือในกลุ่มอาเซียนครั้งนี้ มีไฮไลต์ที่เรื่องข้อพิพาทดินแดนทางทะเล ระหว่างประเทศต่างๆ ในอาเซียนกับมหาอำนาจจีนที่ทะเลจีนใต้ และอีกเรื่องเป็นความคืบหน้าในการปฏิรูปพม่า ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจ เน้นถึงการเร่งขั้นตอนการรวมตลาดอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะใช้โอกาสในเวทีอาเซียน ให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหลายประเทศในอาเซียนต่างก็ประสบอุทกภัยเช่นเดียวกับไทย และถือโอกาสขอบคุณประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความช่วยเหลือไทยที่ประสบอุทกภัย ครั้งนี้ ทั้งเรื่องสิ่งของอุปโภคบริโภค และเงินบริจาค

ในวันเสาร์ กลุ่มอาเซียนมีนัดประชุมกับประเทศพันธมิตรเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ จะเดินทางมาร่วมและมีหมายพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อหารือเน้นย้ำความช่วยเหลือของสหรัฐให้ไทยในวิกฤตอุทกภัย


Copyright 2011, The Associated Press

‘เฉลิม’ยันทำเรื่องพ.ร.ฎ.ตามกรอบกฎหมาย เตือนคำถามโยงสถาบัน-มิบังควร

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ที่ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสดเรื่องพระราชกฤษฎีกาขอพระราช ทานอภัยโทษพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นเรื่องลับนั้น จะพยายามชี้แจงให้ได้มากที่สุด แต่ว่าลงรายละเอียดไม่ได้มาก ยืนยันได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และไม่ทำอะไรเพื่อคนๆ เดียวโดยเด็ดขาด กรอบกฎหมายเป็นอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น แนวคิดนโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลก็มีความแตกต่างกันได้

เมื่อถามว่า การคืนความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านที่ทางพรรคเพื่อไทยกำลังชูนโยบายและต้องเป็นไปตามนั้นใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ขอพูดในรายละเอียด พระราชกฤษฎีกาก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการไว้ ไม่ได้กำหนดตัวบุคคล ถ้ามีพระราชกฤษฎีกาแล้ว ก็ต้องประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาตามขั้นตอนต่อไป

เมื่อถามว่าร.ต.อ.เฉลิมเคยพูดก่อนว่าบุคคลที่พูดเรื่องความลับก่อนเป็นการ ล่วงเกินพระราชอำนาจ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีการมองว่าทางรัฐบาลกำลังระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องมิบังควร

นักข่าวสถานีโทรทัศน์ถามต่อว่า เรื่องนี้มีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ร.ต.อ.เฉลิมดูแลเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ และร.ต.อ.เฉลิมเองก็เคยออกเอกสารให้กับทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องหลักการ ในการขอพระราชทานอภัยโทษ ยังยืนยันเนื้อหาในเอกสารที่เคยทำหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่เคยทำ และไม่เคยออกเอกสาร นักข่าวเข้าใจผิดพลาดแล้ว ไม่มีการเซ็นเอกสาร เรื่องนั้นเป็นเรื่องพระราชกฤษฎีกาของปี 2550 กับ ปี 2553 มาบอกสื่อมวลชน เพียงแต่ประมวลให้สื่อมวลชนได้รู้เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า ก็มีการตั้งคณะกรรมการมาทุกชุดรัฐบาลอยู่แล้ว แต่วันนี้แนวคิดของรัฐบาลที่จะทำพระราชกฤษฎีกาจะมีความแตกต่างอย่างไรกับ สิ่งที่เคยทำกันมา และเหตุผลที่จะแตกต่างเพราะอะไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นักข่าวรายนี้ก็เข้าใจผิดซ้ำสอง ไม่ใช่แนวคิดรัฐบาล กระทรวงยุติธรรมที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมานั้นก็เพื่อมาดูกำหนดกฎเกณฑ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย เมื่อกรรมการทำเสร็จก็จะส่งยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แล้วจึงส่งเรื่องไปคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งถ้าเห็นว่าไม่ผิดกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ทำได้ และเมื่อรายงานต่อข้างบนก็จะมีองคมนตรีมาตรวจสอบอีกครั้ง

นักข่าวคนเดิมถามว่า สิ่งที่รัฐบาลยังไม่ชัดเจน อาจทำให้กลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว จนทำให้คนไทยเกิดการปะทะกัน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า น้ำผึ้งหยดเดียวมีที่ไหน น้ำผึ้งมีแต่หนึ่งขวด

เมื่อซักต่อว่า ทำไมไม่ให้ความจริงต่อสาธารณะ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า มันยังไม่ถึงเวลา

เมื่อนักข่าวคนเดิมซักต่อในประเด็นที่เกี่ยวโยงถึงสถาบัน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คุณกล้ามาก ถ้ายืนให้สัมภาษณ์ต่อไป อาจติดคุก ตนไม่ตอบ ไม่มีอะไรขัดแย้ง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

นักข่าวคนเดิมถามอีกว่า ถ้าเกิดว่าไปเปิดความลับในช่วงเวลาที่ใกล้กับพิธีมหามงคล จนเกิดปัญหาตามมา คณะรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นคำถามที่ไม่น่าถาม เห็นเป็นนักข่าวมานาน ไม่อยากจะต่อว่า ก็อะไรที่มันยังเปิดไม่ได้ แล้วจะเปิดเองได้อย่างไร

บันคีมุนเชื่อมั่นปูภาวะผู้นำพาไทย พ้นวิกฤตแน่!

ที่มา ข่าวสด

ฮิลลารีมาแล้ว-รุดหารือนายกฯ บุกรื้ออีกจุดบิ๊กแบ๊กฝั่งพหลฯ "พงศพัศ"เจรจาขอทำฝายน้ำล้น



แถลงร่วม - นายบัน คีมุน เลขาธิ การยูเอ็น และน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ แถลงข่าวร่วมกันภายหลังการพบปะ ที่ทำ เนียบรัฐบาล โดยเลขา ธิการยูเอ็นชื่นชมนายกฯไทยในการนำพาประเทศฝ่าวิกฤตน้ำท่วม เมื่อ 16 พ.ย.

เลขาฯ ยูเอ็นเยือนไทย เข้าพบ"ปู" ชื่นชมภาวะผู้นำ เชื่อพาไทยพ้นวิกฤตได้ เป็นห่วงด้านสาธารณสุขหลังน้ำท่วม รื้ออีกบิ๊กแบ๊กด้านถนนพหลโยธิน ชาวบ้านฉุนน้ำเน่าขังนาน ยื่นข้อเสนอเปิดช่อง 10 ม. สุขุมพันธุ์โบ้ยพื้นที่ทอ.ให้เร่งเจรจาเอง "พงศพัศ"เตรียมลุยเคลียร์ ขอทำฝายน้ำล้นแทน "วีระ"ชี้ฝั่งพระนครกลับเป็นปกติหลัง 28 พ.ย. ฝั่งตะวันตกปรับแผนเร่งระบาย 4 คลองลงท่าจีน กทม.สั่งเฝ้าระวังเพิ่ม 8 ชุมชนแขวงหัวหมาก เผยกรุงน้ำลดหลายจุด รัชดา-ลาดพร้าว ก็ลด ถนนพระราม 2 ยังวิ่งได้ นิคมบางชันยกเลิกแจ้งเตือน กลับทำงานปกติ รถไฟใต้ดินรื้อพนังกั้นน้ำแล้ว

เลขาฯยูเอ็นพบปู

เวลา 13.05 น. วันที่ 16 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าพบและหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากนั้นเวลา 14.00 น. นายกฯ และเลขาธิการยูเอ็น แถลงข่าวร่วมกัน โดยนายกฯ กล่าวขอบคุณเลขาฯ ยูเอ็นที่แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในไทย พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมช่วยเหลือและแก้ปัญหาของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจัดทำนโยบายระยะยาวสำหรับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์จากหน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็นทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องขอบคุณยูเอ็นที่ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาวิกฤตที่ เกิดขึ้นในครั้งนี้

เชื่อภาวะผู้นำพาไทยพ้นวิกฤต

ด้าน นายบัน คีมุน กล่าวว่า การมาเยือนไทยในครั้งนี้เป็นช่วงที่คนไทยกำลังเผชิญอุทกภัยที่ถือว่าเลวร้าย ที่สุด ตกตะลึงที่เห็นภาพทางโทร ทัศน์ ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการเสียชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ โดยยูเอ็นพร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน เพื่อให้ไทยบริหารจัดการและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ ทั้งนี้ตนมั่นใจในภาวะความเป็นผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อวิกฤตครั้งนี้ว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ เพราะมีความพยายามและความร่วมมือระหว่างคนไทยด้วยกันและจากองค์กรระหว่าง ประเทศ โดยบ่ายวันนี้ ตนจะไปดูความเสียหายด้วยตัวเอง

ห่วงด้านสาธารณสุข

"เหตุ อุทกภัยที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทยครั้งนี้ ยูเอ็นพร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลไทยมี นโยบายไม่ขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยตรง แต่บางประเทศที่มีศักยภาพ รวมทั้งยูเอ็น ก็ให้ความช่วยเหลือในด้านเทคนิค และระบบขนส่ง หากอุทกภัยขยายวงกว้างขึ้นไป ยูเอ็นก็พร้อมให้ความช่วยเหลือในระดับทวิภาคี แต่เชื่อว่ารัฐบาลไทย และภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯ ที่มีความพร้อม จะสามารถฟื้นฟูและฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะนำพาประเทศให้ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้" นายบัน คีมุน กล่าวและว่า ได้บอกกับนายกฯว่าขณะนี้ประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่ยังจมน้ำอยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้มีโรคที่เกิดจากน้ำท่วมขัง ซึ่งยูเอ็นพร้อมร่วมมือในด้านสาธารณสุขอย่างเต็มที่

ชมรัฐบาลทำงานเต็มที่

เมื่อ เวลา 18.10 น. นายบัน คีมุน เลขาธิการยูเอ็นเดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์พักพิงกระจายความช่วยเหลือและรับ บริจาคเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ที่ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.น.พ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร บุคลากร และนิสิตอาสาร่วมต้อนรับ จากนั้นนายบัน คีมุน และคณะเยี่ยมชมนวัตกรรมช่วยเหลืออุทกภัย และรับฟังการบรรยายสรุปจากอธิการบดี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ท่าม กลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด

เวลา 18.50 น. นายบันให้สัมภาษณ์ว่า ประ ทับใจในความเข้มแข็งของคนไทย รวมทั้งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญ และทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชน มั่นใจว่าคนไทย และรัฐบาลไทย จะช่วยสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ให้มั่นคงได้ดังเดิม

หนุน ไทย - นางฮิลลารี คลินตัน รมต.ต่างประเทศสหรัฐ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ แถลงข่าวร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาล โดยสหรัฐยืนยันพร้อมสนับสนุนไทยแก้วิกฤตอุทกภัยในครั้งนี้



ฮิลลารีเยือนไทย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 16.00 น. นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ อเมริกา เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเวลา 19.30 น. เข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อหารือข้อราชการถึงการช่วยเหลือประเทศไทย จากนั้นวันที่ 17 พ.ย. จะไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทก ภัยที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/11/54 อเมซิ่ง..ไทยแลนด์

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


อเมซิ่ง ไทยแลนด์ แดนตอแหล
คือของแท้ ถิ่นบัดซบ น่าขบขัน
ใครใคร่ยิง ใครใคร่ล่า คิดฆ่าฟัน
มีแห่งเดียว เท่านั้น ตอแหลแลนด์....

เวลคัม..เชิญทัศนา ท้าพิสูจน์
กี่คำพูด มันเด่นชัด ยิ่งมัดแน่น
กี่เรื่องราว ความชั่วช้า อย่าดูแคลน
กี่หมื่นแสน เรื่องระยำ ที่ทำกัน....

บันคีมูน หากเปิดใจ คงได้เห็น
ทุกประเด็น ช่างโหดร้าย ทำลายขวัญ
ประชาชน ทนทุกข์เข็ญ ไม่เว้นวัน
เหมือนอาถรรพณ์ คนใจดำ ทำอัปรีย์....

ประชาชน เลือกยิ่งลักษณ์ ประจักษ์ชัด
กลับเร่งรัด เลี้ยวลด หวังบดขยี้
ด้วยเหตุผล คนทราม ตามราวี
เขาย่ำยี ไล่ล่า ฆ่าคนไทย....

คุณคลินตัน เห็นไหมหนอ แดนตอแหล
พวกขี้แพ้ ที่ห้อมล้อม มันยอมไหม?
ล้วนวิปริต คิดชั่ว ตัวจัญไร
อเมซึ่ง แบบไทยไทย..ในตอแหลแลนด์....

๓ บลา / ๑๘ พ.ย.๕๔ (พรุ่งนี้ครับ)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/11/54 น้ำลาย+น้ำหมึก..ท่วมไม่ลด

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



พวกใส่ร้าย ป้ายสี คอยตีข่าว
สร้างเรื่องราว ปั่น-ปลุก สนุกสนาน
หลอกสาวก โง่งม สมดักดาน
ให้ฟุ้งซ่าน สับสน จน..ชิงชัง....


พิษจากภัย น้ำท่วม อ่วมไปหมด
มีวันลด เร็วไว ไม่สิ้นหวัง
แต่พวกชั่ว พวกอัปรีย์ ไม่อีนัง
แถมบ้าคลั่ง โจมตี บี้รายวัน....


ด้วยโมหะ อคติ อุตริคิด
แถมวิปริต เฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
หวังโค่นรัฐ ให้อับปาง ถึงทางตัน
แผนชั่วมัน แยบยล หลอกคนไทย....


หนังสือพิมพ์ ทีวี บี้ไม่หยุด
ให้เร่งรุด ใส่ความ หยามถึงไหน
พวกเบื้องหน้า เบื้องหลัง ยังจัญไร
หวังสุมไฟ ให้แหลกราน เผาผลาญชน....


แม้นหวังพึ่ง รัฐมนตรี อีนางเฉย
เงียบดั่งเคย หมดท่า น่าฉงน
หรือปล่อยให้ พวกเปรต พวกเศษคน
ไล่บี้จน..รัฐบาล..ซมซานตาย....


ทั้งไทยลัด เดลี่นิ่ว บิ้วไม่หยุด
ไทยโป้ดผุด ความระยำ ทำฉิบหาย
อีกเนชั่ว มั่วย้อนยอก หลอกพวกฟาย
เบื่อน้ำลาย..พวกบัดซบ ตลบตะแลง....


๓ บลา / ๑๗ พ.ย.๕๔

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: นิติเหลิมภิวัตน์

ที่มา ประชาไท

ปุจฉา : ทักษิณเป็นนักโทษแล้วหรือยัง
วิสัชฮา: เป็นแล้ว พันธมิตรเรียก นช.ทักษิณมาตั้ง 3 ปีแล้ว
น้ำเน่าท่วมกรุงเทพฯ เดือดพล่านขึ้นมาทันที เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวาระจร “ลับ” ได้ลงมติผ่านร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของนักโทษที่จะเข้า ข่ายรับพระราชทานอภัยโทษ ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ซึ่งตามกระแสข่าว มีหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งว่า นักโทษที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษคือ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี โดยไม่จำเป็นต้องรับโทษมาก่อน และตัดข้อยกเว้นความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.ออกไป
เข้าข่าย “ทักกี้” พอดี โป๊ะเชะ!
ข่าวนี้อ้าง “แหล่งข่าว” ในคณะรัฐมนตรี และรายงานตรงกันทุกสำนัก แม้สันนิษฐานว่าตรงกันเพราะนักข่าวสมัยนี้ทำงานด้วยฟอร์เวิร์ดเมล์ แต่เมื่อดับเบิ้ลเช็ค ทริปเปิ้ลเช็ค ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าจริง ท่าทีของ ดร.เหลิม ผู้นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.ก็แบะท่ามาก่อนแล้วว่าจะหาช่องอภัยโทษให้ได้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีผู้เป็นน้องสาวสวมบท “นารีขี่ ฮ.ไม่มีเรดาร์” ตีตั๋วเที่ยวเดียวไปตรวจน้ำท่วมสิงห์บุรีแล้วอ้างว่ากลับไม่ได้ กลับมาแล้วก็ไม่เข้าประชุม ครม.พิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับพี่ชาย
จึงค่อนข้างแน่ใจได้ 99.99% ว่ามีการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจริง ที่เหลือ 00.01% คือยังไม่มีใครเห็นตัวร่าง ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าวครบทุกข้อหรือไม่
ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็เชื่อขนมกินได้ว่า ยิ่งลักษณ์คงไม่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยใช้โอกาสเดินทางไปต่างประเทศ แล้วมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาการเป็นผู้ลงนามแทน
ไม่ขัดกฎหมายแต่....
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เป็นกฎหมายที่ออกในวโรกาสมหามงคล ตามประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาได้แก่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี 9 มิถุนายน 2539 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 5 ธันวาคม 2542 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2547 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี 9 มิถุนายน 2549 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกปีที่ 60 วันที่ 5 พฤษภาคม 2553
การพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกา มี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ พระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว แก่นักโทษที่เหลือโทษน้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เจ็บป่วยระยะสุดท้าย ฯลฯ และพระราชทานอภัยโทษลดโทษ 1 ใน 2, 1 ใน 3, 1 ใน 4 ฯลฯ แก่นักโทษที่ประพฤติดี โดยจำแนกตามฐานความผิดที่ต้องโทษ
พระราชกฤษฎีกาแต่ละฉบับ มีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ก็มีสาระสำคัญบางประการที่สืบทอดมาเกือบทุกฉบับ เช่น ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ ทุกฉบับจะมีมาตรา 4 กำหนดว่า
“ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องมีตัวอยู่ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนดในวันที่พระ ราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติ ไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้.....”
ส่วนที่แตกต่างก็คือเงื่อนไขการอภัยโทษที่เปลี่ยนไป เช่น พรฎ.ปี 2542 มาตรา 6(1) ให้ปล่อยตัว “ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่รวมกันไม่เกินหก เดือนนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ”
แต่ พรฎ.ปี 2547 เปลี่ยนมาตรา 6(1) ให้ปล่อยตัวผู้ต้องโทษจำคุกที่เหลือโทษไม่เกิน 1 ปี ฉบับหลังๆ ก็ก๊อปกันต่อมา
พรฎ.ปี 2542 มาตรา 6(2)จ ให้ปล่อยตัวคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ โดยต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีหรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามกำหนดโทษ
แต่ พรฎ.ปี 53 ซึ่งออกโดยพรรคประชาธิปัตย์ มาตรา 6(2)ง กำหนดให้ปล่อยตัว “คนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ.... และไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีขึ้นไป”
ประเด็นนี้ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตร เคยเขียนลงผู้จัดการออนไลน์วันที่ 12 กันยายน 2554 ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์วางรากฐานไว้ให้พรรคเพื่อไทยสวมตอต่อ แต่ตอนนั้นปานเทพคาดว่าทักกี้จะใช้เวลาติดคุกไม่กี่ชั่วโมง โดยเดินทางกลับประเทศไทยก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ เพียง 1 วันก็พอ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเรือนจำ เพียงถูกกักขังอยู่ที่ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็ถือว่าอยู่ในข่ายได้รับพระ ราชทานอภัยโทษแล้ว (มาตรา 4 “ต้องมีตัวอยู่ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนดในวันที่พระ ราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ”)
แต่ถ้า พรฎ.ปี 54 เป็นไปตามกระแสข่าว ทักกี้ก็จะ “เรียนลัดตัดตอน” กลับมางานแต่งลูกสาวโดยไม่ต้องเข้าห้องกรงให้เป็นมลทิน ยั่วพวกสลิ่มทักษิโณโฟเบียให้คลั่งยิ่งกว่าโรคกลัวน้ำ
ถามว่าถ้า พรฎ.2554 ไม่มีมาตรา 4 ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องย้อนไปดูกฎหมายแม่ คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 7 ว่าด้วยการอภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาและลดโทษ ตั้งแต่มาตรา 259 ถึงมาตรา 261 ทวิ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษออกตามมาตรา 261 ทวิ
“มาตรา 259 ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใด ๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้า ฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้
มาตรา 260 ผู้มีเรื่องราวซึ่งต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำ จะยื่นเรื่องราวต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้ เมื่อได้รับเรื่องราวนั้นแล้ว ให้พัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นเรื่องราว แล้วให้รีบส่งเรื่องราวนั้นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
มาตรา 261 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมี หน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราช ทานอภัยโทษหรือไม่
ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นเป็นการสมควร จะถวายคำแนะนำต่อ พระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษานั้นก็ได้
มาตรา 261ทวิ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษก็ได้
การพระราชทานอภัยโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา”
จะเห็นได้ว่า ป.วิอาญา ไม่ได้กำหนดเลยนะครับว่า การขอพระราชทานอภัยโทษจะต้องกลับมาติดคุกก่อน
ส่วนที่ถกเถียงกันเมื่อครั้งเสื้อแดงล่าชื่อกัน 2 ล้านกว่าคนถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นระเบียบราชทัณฑ์ที่กำหนดไว้ว่าต้องเป็นผู้ถูกคุมขังอยู่ก่อนเท่านั้น
ฉะนั้นถ้าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2554 จะ “แหกคอก” ยกมาตรา 4 ออกไป ก็ไม่ขัด ป.วิอาญาที่เป็นกฎหมายแม่ จะยกระเบียบราชทัณฑ์มาคัดค้านก็ไม่ได้ เพราะพระราชกฤษฎีกามีศักดิ์เป็นกฎหมายที่เหนือกว่าระเบียบของหน่วยงานราชการ ระดับกรม
เพียงแต่มีคำถามว่าทำไม้ ทักกี้จะยอมเปลืองตัวกลับเข้าประเทศมานอนในห้องกักของ ตม.(หรือนอนโรงเรียนพลตำรวจบางเขน) ซัก 2-3 วันไม่ได้ ทำไมต้องทำให้มันวุ่นวายใหญ่โตกว่าที่ควรจะเป็น
การตราพระราชกฤษฎีกานี้จึงสรุปได้ในเบื้องต้นว่า ไม่ขัดต่อกฎหมาย รัฐบาลมีอำนาจทำได้ตามกฎหมาย แต่มีความเหมาะสม ชอบธรรมทางการเมืองหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อย รัฐบาลก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองต่อกระแสต้านที่จะลุกฮือ ขึ้น
การยกเว้นความผิด
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษทุกฉบับ จะมีข้อยกเว้นผู้ต้องโทษตามความผิดร้ายแรง ไม่ให้ได้รับการปล่อยตัว แต่ได้รับเพียงการลดโทษ ซึ่งลดโทษน้อยกว่าผู้ต้องโทษในคดีอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในมาตรา 8 ของ พรฎ.ทุกฉบับ โดยฉบับแรกๆ จะกำหนดความผิดไว้ในมาตรา 8 นั้น แต่ต่อมามีการเพิ่มฐานความผิดมากขึ้น ก็ทำเป็นลักษณะความผิดท้ายพระราชบัญญัติ
ตัวอย่างเช่น มาตรา 8 พรฎ.2542 เขียนตรงๆ ว่า
“ภายใต้บังคับมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในลักษณะความผิดดังต่อไปนี้
(๑) ความผิดตามมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๒๑๘ มาตรา ๒๒๐ วรรคสอง มาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๒๔ มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ มาตรา ๒๘๓ มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๓๑๓ วรรคสอง หรือวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายอาญา
(๒) ความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ
ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามลำดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร ดังต่อไปนี้......”
แต่ พรฎ.ปี 2547 มาตรา 8 เปลี่ยนไปเขียนว่า
“ภายใต้บังคับมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดังต่อไปนี้.....”
ข้างท้ายก็มีบัญชีความผิดเป็นหางว่าว
แต่กล่าวโดยสรุปว่า ความผิดร้ายแรงนี้กำหนดแตกต่างกันไปตามยุคสมัย เช่น พรฎ.ปี 2530 (เฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา) กำหนดให้ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และภายนอกราชอาณาจักร อยู่ในความผิดร้ายแรง แต่พอปี 2539 กลับไม่มีความผิดต่อความมั่นคงฯ แต่มีความผิดกฎหมายยาเสพติดเข้ามาแทน และปี 2542 มีกฎหมายป่าไม้เข้ามาแทน เนื่องจากสังคมเริ่มตระหนักถึงกระแสรักษ์โลก
ถ้าย้อนไปดู พรฎ.เก่าๆ เช่นปี 2514 (ฉลองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี) ยุคถนอม กิตติขจร หนักกว่าอีก มาตรา 8 เขียนว่า
“ผู้ต้องโทษในลักษณะความผิดดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้
(๑) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา
.............................
(๓) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์”
ที่น่าสนใจคือ พรฎ.ปี 2553 รัฐบาลประชาธิปัตย์ มีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงต่อราชอาณาจักร มาตรา 107-135 (รวม 112) กลับมาติดโผ ทั้งที่หายไปร่วม 20 ปี ขณะที่ พรฎ.ปี 2549 รัฐบาลทักษิณ เพิ่มความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งก็ติดโผเรื่อยมาจนถึง 2553
ส่วนความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้น ปี 2542 ไม่มี (ตอนนั้นยังไม่มี ป.ป.ช.) เพิ่งมีครั้งแรกในปี 2547 แล้วก็มีต่อมาทั้งปี 2549,2550,2553
ถามว่าถ้า พรฎ.2554 ตัดออกแล้วขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ขัดหรอกครับ เพราะมีการเพิ่มลดมาทุกฉบับ แต่มันไม่ใคร่สวยตรงที่ความผิดฐานนี้มีอยู่ในทั้ง พรฎ.ปี 47 และ 49 ซึ่งผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เรื่องการเมือง อย่าอ้างพระราชอำนาจ
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแตกต่างจากการพระราชทานอภัยโทษตาม ป.วิอาญา มาตรา 259-261 ซึ่งเป็นการขอพระราชทานอภัยโทษรายบุคคล
พูดง่ายๆ ว่าฎีกาเสื้อแดงเข้าข่ายมาตรา 259-261 ขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณคนเดียว แต่การออก พรฎ.ตามมาตรา 261 ทวิ ไม่ได้ระบุชื่อทักษิณ เพราะมีผู้เข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษ (ทั้งปล่อยตัวและลดโทษ) ตามเงื่อนไขต่างๆ 2 หมื่นกว่าคน โดยหลัง พรฎ.บังคับใช้จะมีการตรวจสอบรายชื่อส่งศาลให้สั่งปล่อยตัวหรือลดโทษ
เพียงแต่ผู้สูงอายุ 62 ที่เข้าเงื่อนไขต้องโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. อยู่ระหว่างหลบหนี และลูกสาวกำลังจะแต่งงาน คงมีเพียงคนเดียว คริคริ
ป.วิอาญามาตรา 261 กับ 261 ทวิ แม้เขียนคล้ายกันคือ “ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นเป็นการสมควร จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษา นั้นก็ได้” กับ “ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษก็ได้”
แต่ที่ต่างกันก็คือ 261 ทวิ เพิ่มว่า “การพระราชทานอภัยโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา”
ผมเห็นว่าตรงนี้ทำให้มีความแตกต่างในเรื่อง “พระราชอำนาจ”
แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 187 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อ กฎหมาย” แต่เราจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติให้พระมหากษัตริย์แสดงความไม่เห็นชอบ ต่อร่างพระราชกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรี “ถวายคำแนะนำ” รัฐธรรมนูญให้อำนาจพระมหากษัตริย์แสดงความไม่เห็นชอบ (หรือสิทธิ VETO) เฉพาะร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา 151 เท่านั้น (และยังให้อำนาจรัฐสภาลงมติยืนยัน 2 ใน 3)
ย้ำว่า นอกจากร่างพระราชบัญญัติแล้ว รัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติให้พระมหากษัตริย์แสดงความไม่เห็นชอบ ต่อพระราชกำหนด หรือร่างพระราชกฤษฎีกา หรือแม้แต่การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามที่คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรต่างๆ เสนอ
เพียงแต่ในฐานะองค์ประมุข หากเกิดความไม่ชัดเจนในกระบวนการ (เช่นกรณีคุณหญิงจารุวรรณ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบค้างคา) ในหลวงก็ไม่ลงพระปรมาภิไธย (ซึ่งเป็นเพราะปัญหากระบวนการ ไม่ใช่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตัวบุคคล)
ต้องยอมรับว่าเรื่องพระราชอำนาจในกฎหมายไทยมีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข แต่นอกจากการอิงหลักการประชาธิปไตยแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่สามารถเทียบเคียงได้คือดูจากการปฏิบัติ ที่ในหลวงทรงปฏิบัติมาตลอด 65 ปี และทรงมีพระราชดำรัสไว้ชัดเจนในเรื่องมาตรา 7 ว่าพระองค์ไม่ได้มีพระราชอำนาจที่จะทำตามอำเภอใจ
ถ้าเราดูย้อนหลังตลอด 65 ปีจะเห็นว่าในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกาทุกฉบับที่คณะรัฐมนตรีทูล เกล้าฯ นั่นแปลว่าอะไร แปลว่าการออกพระราชกฤษฎีกาใดๆ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ อย่าเอาสถาบันมาเกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่นพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 2 เมษา 2549 พรรคไทยรักไทยเคยอ้างพระราชอำนาจ แต่ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็ยืนยันว่าอ้างไม่ได้ เพราะการลงพระปรมาภิไธยไม่ได้หมายความว่าในหลวงเห็นชอบให้เลือกตั้งวันที่ 2 เมษา คณะรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ มาตามกระบวนการ ในหลวงก็ทรงลงพระปรมาภิไธย
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษก็เช่นกัน แม้ชื่อ พรฎ.ระบุว่า “พระราชทานอภัยโทษ” แต่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ เมื่อเงื่อนไขหลักการนั้นๆ เอื้อให้ทักษิณ คณะรัฐมนตรีก็เป็นผู้รับผิดชอบ หากทรงลงพระปรมาภิไธย คุณก็จะอ้างไม่ได้ว่า ในหลวงทรงเห็นชอบ
ประเด็นนี้ต่างกับการพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 261 ซึ่งในทางปฏิบัติ สำนักราชเลขาธิการจะเข้ามามีส่วนพิจารณาประวัติและความประพฤติของนักโทษ การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “พระราชอำนาจ” (น่าจะเป็นเพราะประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าชีวิต มีทั้งอำนาจประหารชีวิตและให้อภัย เมื่อเปลี่ยนระบอบ อำนาจตุลาการเป็นของศาล แต่ยังคงอำนาจให้อภัยไว้ที่พระมหากษัตริย์ โดยถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ)
ที่พูดเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะผมไม่เห็นด้วยที่ ดร.เหลิมอ้าง “พระราชอำนาจ” ขณะที่ฝ่ายต่อต้านเช่นไทยโพสต์ก็พาดหัวอย่างไม่สมควรว่า “ทักษิณบังคับในหลวง”
เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง ถ้าจะฟัดกันก็ฟัดกันเลย อย่าอ้างสถาบัน การออก พรฎ.เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ในหลวงไม่เกี่ยว แต่ก็ไม่ใช่การ “บังคับ” ถ้าพูดอย่างนั้น พระราชกฤษฎีกาทุกฉบับในประเทศไทยก็ “บังคับในหลวง” เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่าพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้สิทธิพระมหากษัตริย์ VETO ร่างพระราชกฤษฎีกา
เว้นเสียแต่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็อาจยับยั้ง ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยจนกว่าจะมีความชัดเจน
ตุลาการภิวัตน์ VS นิติเหลิม
ถามว่าทำไมจึงต้องรีบเร่งเอาทักษิณกลับบ้าน ทั้งที่รัฐบาลกำลังอ่วมอรทัยกับน้ำท่วม
เงื่อนไขทางการเมืองมีหลายองค์ประกอบ ไปวิเคราะห์กันเอง แต่เงื่อนไขทางกฎหมายคือ การออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษทำได้เฉพาะวโรกาสมหามงคล ซึ่งนานๆ จะมีครั้ง
ผมไม่แน่ใจว่าปีหน้า ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะมี พรฎ.พระราชทานอภัยโทษหรือไม่ แต่ถ้าผ่านพ้น 12 สิงหาปีหน้าไป ก็ต้องรออีก 4 ปี จึงถึงวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปีในปี 2559 และ 84 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกัน จากนั้นปี 2560 หรืออีก 6 ปีก็จะถึงวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ของในหลวง
ถ้าตกรถเที่ยวนี้ ถ้าไม่มีตั๋วปีหน้า ก็อีก 5 ปีเชียวนะครับ กว่าจะได้กลับมาอุ้มหลาน
ถามว่าเห็นด้วยไหม ในฐานะผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ แก้ไขรัฐธรรมนูญ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” ตามหลักการประชาธิปไตย แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมหรือวิธีการไต่ไปข้างคูของ “นิติเหลิม”
แต่ถ้าถามว่ารู้สึกอย่างไร ผมก็จะบอกว่า “สะใจดี” เพราะตอนที่พวกนิติแหลโจมตีนิติราษฎร์ ผมก็บอกแล้วว่ารัฐบาลไม่เลือกใช้แนวทางนิติราษฎร์หรอก เขาจะหาวิธีเรียนลัดตัดตอนตามสไตล์ทักษิณ แล้วเป็นไง เห็นไหมล่ะ
หัวหน้าพรรคแมลงสาบโวยวายว่า นี่เป็นการทำลายหลักนิติรัฐ ผมก็ไม่ได้บอกว่านี่เป็นการใช้อำนาจโดยชอบธรรม แต่จะบอกว่าหลักนิติรัฐถูกทำลายไปโดยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้ว และถูกกระทืบซ้ำโดยคำวินิจฉัยของตุลาการภิวัตน์ในหลายๆ คดี (อ.วรเจตน์เรียกคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยว่า “ประกาศคณะรัฐประหารในรูปคำวินิจฉัย”)
พวกพันธมิตรอ้างว่าหลักนิติรัฐถูกทำลายไปตั้งแต่คดีซุกหุ้น ผมเห็นด้วยว่าคดีซุกหุ้นทำให้หลักซวนเซ แต่ยังไม่ล้ม มาล้มเอาตอนรัฐประหารต่างหาก และหลังจากนั้นก็ถูกยำจนจำทางกลับบ้านไม่ได้
สื่อกระแสหลักพากันประณามว่า นี่คือวิธีการอันอัปลักษณ์ อัปยศ แต่ถามว่าวิธีการใช้ปืนใช้รถถังยึดอำนาจ แล้วตั้งฝ่ายตรงข้ามมาสอบสวน ชงลูกให้ตุลาการภิวัตน์วินิจฉัยว่า “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” คุณเรียกว่าอะไร เรียกว่าความถูกต้องชอบธรรมกระนั้นหรือ
คุณอาจพูดได้ว่านี่คือการใช้อำนาจทางการเมืองลบล้างความผิดของบุคคล แต่ถามว่าความผิดฐาน “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” นั้นได้รับการยอมรับว่ายุติธรรมในหัวใจผู้คนหรือไม่ ยกเว้นแต่ผู้คนที่ถูกปลุกให้มีแต่อคติและความเกลียดชังท่วมท้น
ถ้าพูดให้ถูก นี่ก็คือการ “ใช้อำนาจทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชน ลบล้างความผิดให้บุคคลที่ถูกกระทำโดยอำนาจนอกระบบ” ซึ่งถ้าบอกว่าต่างฝ่ายต่างไม่ถูกต้องชอบธรรม อำนาจการเมืองยังมีฐานที่มาโดยชอบกว่า
ย้ำว่าผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ แต่ทำไงได้ ในเมื่อไม่มีใครเอาด้วยกับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องตามหลักการตามแนวทาง นิติราษฎร์ มันก็กลับไปสู่วิธีการแก้ปัญหาแบบบ้านๆ ดิบๆ เหมือนสังคมที่ไม่มีหลัก นั่นคือ กลับไปสู่การเอาชนะกันด้วยกำลังอำนาจ วัดกันว่าใครมีพวกมากกว่า ในการต่อสู้ทางการเมืองที่จะรุนแรง หรือกระทั่งบ้าคลั่ง นับแต่นี้เป็นต้นไป
ว่าแต่ ขอเตือนพวกเสื้อเหลือง พวกสลิ่มเฟซบุค และพรรคแมลงสาบไว้ว่า การต่อสู้ของพวกคุณคงจะลำบากซักไม่หน่อย ถ้าพวกคุณคิดหวังแต่จะให้มีการรัฐประหาร หรือให้มีอุบัติเหตุใดล้มรัฐบาล หรือตั้งเป้าจะไปสู่การล้มระบอบด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพราะมันมีแต่อับจน ไม่มีคนสนับสนุน ไม่ว่านานาชาติ หรือแม้แต่ “อำมาตย์” ส่วนหนึ่งก็ดูเหนื่อยล้า และอยากประนีประนอมกับอำนาจจากการเลือกตั้งมากกว่า
เพราะนอกจากจะมีการตั้งธงทอง จันทรางศุ เป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร ก็ยังทำให้พวกเสื้อเดงเชียงใหม่มึนตึ้บ เมื่อชื่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ตกหายไปจากโผย้ายผู้ว่าฯ เฉยเลย
แต่จะมีอะไรซับซ้อน พลิกผัน หลอกกันอีกทีหรือไม่ ต้องตามจับตาอย่ากระพริบ
ใบตองแห้ง
17 พ.ย.54

เสรีภาพที่จะไม่รักในระบบศีลธรรมแบบทาส

ที่มา ประชาไท

กว่าทศวรรษมานี้เรามักได้ยินราษฎรอาวุโสอย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นปัญญาชนแถวหน้าของชาติ พูดซ้ำๆ ในสองประเด็นสำคัญ คือ

1. ลำพังการใช้เหตุผลจะแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ เพราะเวลาเกิดความขัดแย้งต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองมีเหตุผล ฉะนั้น เมื่อสุดทางของเหตุผลจะต้องเดินต่อด้วยเมตตา ความรักความเมตตาที่คนเรามีต่อกันจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ได้

2. เราต้องมองปัญหาแบบ “องค์รวม” ไม่แยกส่วน การมองแยกส่วนทำให้เห็นความจริงไม่ครบถ้วน เกิดความเห็นแก่ตัว แบ่งเป็นเขาเป็นเรา จึงต้องแก้ด้วยการมองให้เห็นความจริงองค์รวมว่า “หนึ่งเดียวคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว” การมองเห็นเช่นนี้จะทำให้เกิดจิตใหญ่ หรือการปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ทั้งรักมนุษย์ด้วยกันเองและสรรพสิ่งในธรรมชาติ

ผมคิดว่า คำเทศนาของหมอประเวศแม้จะดูสวยงามชวนเคลิ้มฝัน แต่มันมีปัญหาระดับรากฐานสำคัญอยู่สองประการที่ควรตั้งคำถาม คือ

1. สังคมนี้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการใช้เหตุผลแล้วจริงๆ หรือ และโดยโครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้ เราสามารถใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถกเถียงประเด็นปัญหาพื้นฐานของระบบ สังคมการเมือง เช่น อย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าจะจัดวางตำแห่งแห่งที่ สถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบบสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยไทยอย่างไร จะแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหมิ่น ม.112 รัฐธรรมนูญมาตรา 8 เป็นต้นอย่างไร

เราสามารถใช้เหตุผลถกเถียงปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ในสภา บนเวทีสาธารณะต่างๆ โดยไม่ถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ อำนาจนอกระบบได้หรือไม่?

ผมเข้าใจว่าหมอประเวศรู้ดีว่าไม่ได้ ฉะนั้น ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้ แล้วยังเสนอว่า “เมื่อสุดทางของเหตุผลจะต้องเดินต่อด้วยเมตตา” คำถามคือ สุดทางของเหตุผลหมายความว่าอะไร? หมายความว่าเราใช้เหตุผลกันอย่างเต็มที่ อย่างถึงที่สุดแล้วในบรรยากาศของเสรีภาพทางความคิด หรือหมายความแค่ว่า เมื่อถึงเรื่องของสถาบันกษัตริย์ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ห้ามพูดถึงข้อเท็จจริงด้านลบ แม้จะมีเหตุผลก็ตาม เราก็ต้องหยุดใช้เหตุผล แล้วเดินต่อด้วยความรักความเมตตาต่อกันเช่นนั้นหรือ

หากเป็นความหมายอย่างหลัง ข้อเสนอของหมอประเวศก็เป็นเรื่องตลกร้ายแล้ว เพราะเท่ากับเขากำลังเสนอว่า “สุดทางของเหตุผลหมายถึงให้หยุดใช้เหตุผลในบางเรื่อง (เช่น เรื่องตรวจสอบสถาบันกษัตริย์) แล้วในเรื่องเช่นนี้ให้เราเดินต่อ หรืออยู่กันด้วยความรักความเมตตา”

2. ถ้าเช่นนั้น ความรักความเมตตาที่เกิดจากการมองเห็น “ความจริงองค์รวม” คืออะไร ในเมื่อสังคมนี้เป็นสังคมที่ถูกทำให้จำเป็นต้องแยกส่วน คือส่วนข้างล่างสถาบันกษัตริย์ลงมาให้ตรวจสอบด้วยเหตุผลได้เต็มที่ แต่ส่วนสถาบันกษัตริย์จะทำแบบเดียวกันไม่ได้ ฉะนั้น ข้อเสนอที่ไม่ให้มองแบบแยกส่วนก็เป็นข้อเสนอแบบ “นิยาย” และความรักมนุษยชาติและสรรพสิ่งอย่างเท่าเทียม หรือความรักยิ่งใหญ่จากจิตใหญ่ จิตสำนึกใหม่ก็เป็นแค่ “นิยายต่อเนื่อง” จากข้อเสนอที่เป็นนิยายตอนแรกนั้นเท่านั้นเอง

จริงอยู่ หมอประเวศอ้างอิงความรักตาม concept “เมตตาอัปปมัญญา” ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนา คือความรักต่อสรรพสัตว์อย่างไม่จำกัดประมาณ เนื่องจากเป็นความรักที่เกิดจากการมองเห็นตามเป็นจริงว่า “สรรพสัตว์ต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย” แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ด้วยความเมตตาที่ไม่มีประมาณนั้นพุทธศาสนาสนับสนุนให้จำกัดการใช้ปัญญาหรือ เหตุผล ทว่าโครงสร้างทางสังคมการเมืองบ้านเราที่เป็นอยู่คือโครงสร้างที่อ้างอิง ความรักเพื่อ “จำกัด” (กระทั่ง “กำจัด”) การใช้เหตุผลตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ความรักที่ยิ่งใหญ่ จิตใหญ่ การปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สมมติว่า ต่อให้ทุกคนในประเทศมีจิตใหญ่ มีความรักล้นเหลือในมนุษยชาติและสรรพสิ่งจริง แต่จะทำให้สังคมนี้ยุติธรรมขึ้นอย่างไร เราก็เป็นได้เพียงมนุษย์จิตใหญ่ที่มีความรักยิ่งใหญ่แต่น่าสมเพช เพราะเรายังเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่ไม่ให้เรามีแม้แต่ เสรีภาพที่จะไม่รัก และ/หรือเสรีภาพที่จะประกาศเหตุผลของความไม่รักนั้นแก่สาธารณะได้

เป็นไปได้อย่างไรครับ สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีจิตใหญ่แต่ไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รัก คนที่มีจิตใหญ่คือคนที่สามารถยอมรับการไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักได้อย่างนั้น หรือ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ข้อเสนอเรื่องมองให้เห็นองค์รวม จิตใหญ่ ความรักความเมตตาต่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งภายใต้โครงสร้างสังคมที่ไม่มี เสรีภาพที่จะไม่รักเช่นนี้ เป็นข้อเสนอที่ถ้าผู้เสนอไม่ได้กำลังหลอกตัวเอง เขาก็กำลังหลอกคนทั้งสังคมอยู่อย่างน่าตระหนก

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว สังคมเราถูกจำกัดด้วยสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ไม่ให้เราสามารถเดินไปได้สุดทางของการ ใช้เหตุผลในเรื่องความเป็น-ไม่เป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาคในความเป็นคน ความมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ด้วยเงิน ภาษีมหาศาลของประชาชน และภายใต้การถูกจำกัดดังกล่าวประชาชนในประเทศนี้ไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่ รัก และเสรีภาพที่จะแสดงเหตุผลของความไม่รักนั้นๆ อย่างเป็นสาธารณะได้

ฉะนั้น การไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักคือปัญหารากฐานที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น เสรีภาพในการพูดความจริงด้านลบ การวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้เพื่อให้สังคมบรรลุเป้าหมายที่ดีกว่า คือความเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจปกครองตนเองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นต้น

หากมองในแง่ของ “ความเป็นมนุษย์” ระบบสังคมการเมืองที่กำหนดให้ประชาชนไม่สามารถจะมีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก ย่อมเป็นระบบที่ทำลายความเป็นมนุษย์อย่างถึงราก เพราะเมื่อคุณไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก คุณก็ไม่ใช่คนแล้ว

จริงอยู่ คุณอาจจะมีความเป็นคนในความหมายหรือในแง่อื่นๆ แต่ในความหมายหรือในแง่ที่คุณต้องมีความสัมพันธ์ต่ออำนาจบางอย่างที่คุณไม่ สามารถที่จะมีเสรีภาพที่จะไม่รักนั้น เท่ากับคุณกำลังถูกความสัมพันธ์เช่นนั้นทำลายความเป็นคนในตัวคุณ

ที่จริงแล้ว มันก็มีแต่ความสัมพันธ์แบบนายกับทาสเท่านั้นที่กำหนดให้ต้องยกย่องสรรเสริญ ความรักของนายที่มีต่อทาสว่าเป็นสิ่งดีงามสูงส่งไร้ที่ติ ขณะที่ทาสต้องซาบซึ้งสยบต่อความรักนั้นด้วยความจงรักภักดีชนิดที่ต้องยอมตาย ถวายชีวิต ไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก

สังคมที่สอนให้พึ่งพาความรักความเมตตาจากผู้มีบุญบารมี โดยประชาชนไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก คือสังคมที่กำลังปลูกฝังศีลธรรมแบบที่นิทเช่เรียกว่า “ศีลธรรมแบบทาส” เพราะเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนสยบยอมต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนืออำนาจในการ ปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งในการปกครองตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยประชาชนต้องมีเสรีภาพอย่างเต็ม ที่ในการตัดสินใจเลือกว่าตนเองต้องการระบบสังคมการเมืองเช่นใดจึงจะดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สังคมสังคมที่ปลูกฝังศีลธรรมแบบทาสเช่นนี้เป็นสังคม ที่จำกัดการใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาเป้าหมายทางสังคมการเมืองที่ดีกว่า ยุติธรรมกว่า มีเสรีภาพ และความเสมอภาคมากกว่า

เช่น การใช้เหตุผลของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ในเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร การแก้ ม.112 เป็นต้น ที่ในที่สุดแล้วจะเป็นการป้องกันรัฐประหารอย่างถาวร หรือทำให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ามากกว่า แต่ภายใต้ระบบศีลธรรมแบบทาส เหตุผลเชิงก้าวหน้าดังกล่าวก็ทำงานไม่ได้ผลมากนัก บางทีเราก็ไม่ชัดเจนว่าทำไมการดำเนินการใดๆ ในทางกฎหมายและทางการเมืองที่ทำให้ทักษิณได้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จึงต้องถูกคัดค้านอย่างเข้นมข้น

การคัดค้านอย่างเข้มข้นที่กลัวว่าจะนำสังคมไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงนั้น เกิดจากเหตุผลอะไรกันแน่ เพราะรังเกียจ “การทุจริต” ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงของทักษิณ และต้องการปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือค้านเพียงเพราะกลัวทักษิณจะกลับมามีอำนาจาทางการเมืองอีกกันแน่

หากเป็นสองอย่างแรก การนิรโทษกรรมหรือการดำเนินการอย่างอื่นในทางกฎหมายให้ทักษิณได้กลับมา ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติ (เมื่อมีการฟ้องร้องใหม่) น่าจะเป็นการแก้ปัญหาทุจริตได้ถูกต้องกว่า เป็นการปกป้องนิติรัฐนิติธรรมมากกว่า แต่ถ้าเป็นอย่างหลังสุดก็เป็นการค้านที่ไร้เหตุผลรองรับ มันเป็นแค่เกมการเมืองของพวกบ้าอำนาจที่ได้ประโยชน์บนโครงสร้างของระบบ ศีลธรรมแบบทาส หรือพวกที่ถูกกล่อมประสาทให้เคลิบเคลิ้มด้วย “อุดมการณ์โรแมนติก” ภายใต้ระบบศีลธรรมแบบทาส

ฉะนั้น ในสังคมที่ปลูกฝังศีลธรรมแบบทาสเช่นนี้ แม้ประชาชนทุกคนจะมองเห็นความจริงองค์รวม มีจิตใหญ่ มีจิตสำนึกใหม่ มีความรักยิ่งใหญ่ อย่างที่หมอประเวศเสนอ แต่เขาก็ยังอยู่ภายใต้ศีลธรรมแบบทาส ยังคงเป็นคนที่น่าสมเพช เพราะไม่สามารถจะมีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก ทำให้ไม่สามารถจะใช้เหตุผลอย่างอิสระเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายคือการสร้าง ระบบสังคมการเมืองที่ดีกว่า

แต่ทว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ภายใต้ “ระบบศีลธรรมแบบทาส” เช่นที่เป็นอยู่นี้ ผู้คนส่วนใหญ่จะสามารถมีคุณสมบัติที่ดีเลิศอย่างที่หมอประเวศเสนอจริงๆ ต่อให้ใครเก่งกาจปราดเปรื่องเพียงใด มันก็เป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชทั้งนั้นแหละครับ เมื่อคุณไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก!