WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 18, 2011

เชื้อชั่วไม่เคยตายพันธมิตรนัดชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลของประชาชน ฉลองครบรอบ3ปียึดสนามบินลอยนวล

ที่มา Thai E-News

จวน ครบ 3 ปีพันธมิตรยึดสนามบิน คดียังไม่ถึงศาล แก๊งอันธพาลการเมือง แนวคิดทัศนะล้าหลังปฏิกริยาขวาจัดฟาสซิสม์ นัดชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกแล้วในวันที่ 21 นี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 พฤศจิกายน 2554

พันธมิตรฯประกาศจัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 21 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยยกเรื่องการออกพรฎ.อภัยโทษมาเป็นข้ออ้าง

ซึ่งวาระดังกล่าวก็ถือว่าใกล้กับวันครบรอบการเิริ่มต้นยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 หรือครบ 3 ขวบปี โดยที่ยังไม่มีใครต้องติดคุก ทั้งที่เป็นคดีก่อการร้าย


เส้นทางดองคดีมาราธอน 3 ปี

2551

-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 21.57 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืน โดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข”

-รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการให้ตำรวจและทหารเข้ายึดสนามบินคืน แต่ได้รับการเพิกเฉย และแม้ศาลจะสั่งให้ออกจากสนามบิน พันธมิตรก็เพิกเฉย เป็นที่รับรู้ว่ามีผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศหนุนหลังคุ้มครอง เพียงแต่พูดกันไม่ได้

มีผู้ตกค้างในสนามบินและได้รับความเดือดร้อนราว 600,000คน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายไม่น้อยกว่า 200,000ล้านบาท ไม่รวมเสียภาพพจน์

-3ธ.ค.51 หลังศาลยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลอีก2พรรคแบบฉุกละหุกในวันที่ 2 ธ.ค. มีผลให้รัฐบาลสมชายล่มสลายลง พันธมิตรประกาศชัยชนะ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทำพิธีส่งมอบสนามบินคืน โดยไม่ถูกดำเนินคดี หรือจับกุมใดๆ

2552

-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบเผยคดีคนแรกเผยคดีคืบหน้า 70 %

-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจที่คุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง

-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1 หัวหน้าคดีคนที่2เผยคดีคืบหน้า80%

-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต

-27 เมษายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีคนที่3 มาเป็นพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส

- 4 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิ ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับพันธมิตรและออกหมายเรียกครั้งแรก

-16 กรกฎาคม 2552 พันธมิตรนอกจากจะไม่ไปมอบตัวตามหมายเรียก ยังยกพวกไปชุมนุมที่สโมสรตำรวจ ไม่ขอรับข้อหา และให้เปลี่ยนข้อหา ซึ่งพล.ต.ท.วุฒิขึ้นเวทีบอกว่า พันธมิตรเป็นผู้ก่อการดี

- 9 กันยายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีอีกครั้งเป็นคนที่4 มาเป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็นคนสายเนวิน ชิดชอบ โดยระบุจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ก่อน ยังไม่ออกหมายจับ

2553

-26ส.ค.53 ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวคดียึดสนามบิน 69 ราย และได้ประกันตัวสู้คดี พร้อมขู่เอาเรื่องพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ส่วนอีก 45 รายไม่มามอบตัว ตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับ ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุมัติหมายจับ โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่ชัดเจน และผู้ต้องหาไม่มีพฤติกรรมหลบหนี

-3พ.ย.53 ผบ.ตร.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เผยภายใน 1 สัปดาห์จะส่งฟ้อง แล้วก็เงียบ

19พ.ย.53 เรื่องกลับไปตั้งต้นที่ พล.ต.ท.สมยศ ประชุมสรุปคดีเมื่อเวลา 10.00 น.มีความเห็นสรุปเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 114 คน ข้อหาก่อการร้าย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะทำความเห็นเสนอ ผบ.ตร. เพื่อให้ ผบ.ตร.ดำเนินการสั่งคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา

-25 พ.ย.2553 ครบ 2 ปียึดสนามบิน พันธมิตรจัดชุมนุมใหญ่หน้ารัฐสภา อ้างว่าเพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับพ.ศ.2550

2554

-26 มี.ค.54 ศาลแพ่งตัดสินคดี 13 แกนนํา และแนวร่วมพันธมิตรฯยึดสนามบิน สั่งให้ชดใช้เงิน 522 ล้านบาท

-3ก.ค.54 พันธมิตรรณรงค์ให้ประชาชนโหวตโนในการเลือกตั้ง มีผู้ลงคะแนนตามไม่ถึง 1 ล้านเสียง ขณะที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน 15.7 ล้านเสียง

-11 พ.ค.54 ตำรวจส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องคดียึดสนามบินในข้อหาก่อการร้าย 15 คน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายนรัณยู หรือศรัณยู วงษ์กระจ่าง นายศิริชัย ไม้งาม นายสำราญ รอดเพชร นางมาลีรัตน์ แก้วก่า เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ นายชนะ ผาสุกสกุล นายสุรวิชช์ วีรวรรณ และนายรัชต์ชยุตม์ หรือ อมรเทพ หรืออมร ศิริโยธินภักดี หรืออมรรัตนานนท์

จากนั้นอัยการได้เลื่อนสั่งคดีมาเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยอ้างว่าสำนวนยังแล้วเสร็จ ล่าสุดนัดฟังคำสั่งเมื่อ 20 ตุลาคม 54 และข่าวเงียบหายไปเพราะโดนกระแสข่าวน้ำท่วมกลบ


-22 ก.ค.54 นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ เดินทางเข้ารายงานกองปราบฯ เพื่อนำตัวส่งอัยการ หลังจากพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรชุมนุมปิดสนามได้สรุปสำนวนมีความเห็น สั่งฟ้องนายกษิต แต่ไม่มีข้อหาก่อการร้าย

-15 ส.ค.54 องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรต์ว็อชท์ ส่งหนังสือถึงนายกฯยิ่งลักษณ์หลายประเด็น รวมทั้งตอนหนึ่งระบุว่า
จน ถึงขณะนี้ ยังไม่มีความสำเร็จในการสอบสวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการกระทำความผิดทางอาญาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อเหลือง” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2551 การดำเนินคดีกับแกนนำ และสมาชิกของ พธม. มีความล่าช้า โดยหลายคดียังไม่มีการไต่สวนในศาล

4 ก.ย.54 กองปราบฯจับนายไชยพร เกิดมงคล อายุ 59 ปี หรือ จุ๋ม ด่านเกวียน หางแถวพธม.ขังคุกเป็นรายแรก

7ก.ย.54 จับปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการพธม.แต่ไม่มีข้อหาก่อการร้าย และให้ประกันกลับบ้าน

21 พ.ย.54 ใกล้ 3 ขวบปียึดสนามบินในว้นที่ 25 พ.ย. พันธมิตรฯจะยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และจัดชุมนุมเพื่อคัดค้าน “ร่างกฎหมายเพื่อทักษิณ หยุดทำลายหลักนิติรัฐ” หน้าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สำหรับคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน หลังจากตำรวจสรุปสำนวนส่งอัยการเมื่อ 11 พ.ค.54แล้ว จากนั้นอัยการได้เลื่อนสั่งคดีมาเรื่อยๆไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยอ้างว่าสำนวนยังไม่แล้วเสร็จ ล่าสุดนัดฟังคำสั่งเมื่อ 20 ตุลาคม 54 ที่ผ่านมา และข่าวเงียบหายไปเพราะโดนกระแสข่าวน้ำท่วมกลบ
สรุปว่าผ่านไปจะครบ 3 ปีคดียังไม่ถึงศาล สวัสดีประเทศไทย!

น้ำท่วมละลายภาพนักบุญทุนผูกขาด อุปสรรคพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่มา Thai E-News

ใน ภาวะการรัฐประหารยึดอำนาจของทหาร กลุ่มทุนผูกขาด โดยเฉพาะผูกขาดทางการเกษตรและผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคเช่น ซีพี , สหพัฒนพิบูลย์ ,เบียร์สิงห์ และเบียร์ช้าง จะมีความใกล้ชิดกับอำมาตย์ใหญ่ และกองทัพไทยเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดแสดงออกอย่างเปิดเผยที่ลงขันสนับสนุนการล้มระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ไป

โดย นายวิจัย ใจภักดี

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่กลุ่มทุนท้องถิ่นผู้ผูกขาดสินค้าทางการ เกษตร ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นตระกูลเป็นชาวจีนอพยพได้ประสานผลประโยชน์เข้ากับชนชั้นขุน นาง และพัฒนากลายเป็นทุนผูกขาด แล้วสูบกินพี่น้องประชาชนไทย

โดยหลอกลวงว่าเป็นคนชาติเดียวกัน และใช้ความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ทำการผูกขาด และขัดขวางการขยายตัวของทุนสมัยใหม่ และทุนต่างชาติไม่ให้นำเสนอทางเลือกใหม่ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อประชาชน ด้วยการหลอกลวงว่า ทุนต่างชาติจะทำให้ไทยเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ และคนไทยควรจะใช้ชีวิตแบบพอเพียง

ในขณะที่พวกเขาตักตวงความสุขจากสารพัดเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเสพสุขในชีวิต ประจำวัน และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้พวกเขามีอายุยืนยาว แต่ชาวบ้านกลับมีชีวิตสั้น เพราะเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการแพทย์

กลุ่มทุนท้องถิ่นขนาดใหญ่ในปัจจุบันได้แสดงตนเป็นกลุ่มทุนผูกขาดและต่อต้านโลกาภิวัฒน์โดยสมบูรณ์แล้ว

พวกเขารู้ดีว่า กระแสโลกาภิวัฒน์กำลังบั่นทอนอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจในประเทศไทยของพวกเขา และสุดท้ายจะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจทางการเมือง

แต่นับวันการปิดประตูผูกขาดขูดรีดประชาชนภายในประเทศไทย ก็ได้สร้างภาวะวิกฤติการดำรงชีวิตของประชาชนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เกิดมหาวิกฤตอุทกภัยในขณะนี้ ก็ยิ่งเปิดโปงความเลวร้ายของกลุ่มทุนขุนนางท้องถิ่นว่า เนื้อแท้แล้วชาติเป็นเรื่องหลอกลวงแต่ผลกำไรเป็นเรื่องจริง

ตัวอย่างการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อขึ้นราคาเช่น ไข่ไก่ และบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นเพราะสะดวกที่สุดในการบริโภคในภาวะฉุกเฉินของ การเกิดอุทกภัยที่พอประทังชีวิตได้

และเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแก้ปัญหาการขาดแคลน ด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศ พวกเขาก็ประสานเสียงร้องคัดค้านอ้างกฎหมายว่าจะก่อให้เกิดการแพร่ขยายเชื้อ โรคที่ติดมากับไข่

ส่วนกรณีเส้นบะหมี่สำเร็จรูปจากต่างประเทศก็อ้างว่าไม่ได้ผ่าน อย. อาจจะด้อยคุณภาพ เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค นำเข้าไม่ได้เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ลองมองย้อนหลังกลับไปไม่ถึงปีที่ผ่านมาที่ไทยต้องประสบกับภาวะไข่แพงใน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในฐานะรัฐบาลหุ่นเชิดของขุนนางที่ตั้งขึ้นมาการจากอุ้มชูของทหาร แทนที่นายอภิสิทธิ์จะแก้ปัญหาโดยตรงด้วยการนำเข้าไข่ไก่ แต่นายอภิสิทธิ์กลับแก้ปัญหาด้วยการสั่งแม่ไก่นำเข้าเพื่อนำมาออกไข่

พวกกลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรกลับนิ่งเฉย ไม่มีการพูดถึงเชื้อโรคที่มากับไก่ ทั้งๆที่แม่ไก่น่าจะเป็นพาหะนำเชื้อโรคมากกว่าไข่

และว่ากันจริงๆแล้ว หน่วยงานที่ควบคุมคุณภาพอาหารเส้นบะหมี่สำเร็จรูปในญี่ปุ่น และไต้หวันที่จะนำเข้ามา ก็น่าจะมีคุณภาพสูงกว่าประเทศไทยเสียด้วย แต่กลุ่มทุนขุนนางท้องถิ่นก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง

จึงเห็นชัดเจนว่า โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาเป็นกลุ่มทุนอิทธิพลผูกขาดตัวจริง ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลในฐานะเป็นกลุ่มทุนขุนนางที่ได้รับการคุ้มครองจาก อำนาจนอกระบบ ที่เป็นอำนาจจริงของประเทศไทย

และที่เลวร้ายที่สุดก็คือเป็นกลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตร ที่ครอบงำการเจริญเติบโตของเกษตรกรไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เราจะยิ่งเห็นชัดทั้งในภาวะปกติ และในภาวะการรัฐประหารยึดอำนาจของทหาร กลุ่มทุนผูกขาด โดยเฉพาะผูกขาดทางการเกษตรและผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคเช่น ซีพี , สหพัฒนพิบูลย์ ,เบียร์สิงห์ และเบียร์ช้าง จะมีความใกล้ชิดกับอำมาตย์ใหญ่ และกองทัพไทยเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดแสดงออกอย่างเปิดเผยที่ลงขันสนับสนุนการล้มระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ไป

หากใครจะได้ติดตามการพัฒนาเปิดเสรีทางการค้าของกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นพลังแห่งโลกาภิวัฒน์ ก็จะเห็นชัดเจนว่า กลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรในประเทศไทยที่ผูกขาดการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และผูกขาดเมล็ดพันธุ์ เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุดกลุ่มหนึ่งอย่างแท้จริง

ดังจะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้ขอสงวนการเปิดเสรีทางการลงทุนใน 25 รายการ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการปิดกั้นการลงทุนด้านการเกษตร

ในวันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การลงทุนจากต่างประเทศนั้น เป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างงาน และการรับรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มากับการลงทุน ซึ่งจะก่อให้เกิดการแข่งขัน และนำไปสู่ทางเลือกใหม่ๆของผู้บริโภค และการต่อรองของแรงงานภาคการเกษตร

เพราะทุกวันนี้กลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรได้สร้างแรงงานทาสทางอุตสาหกรรมทาง การเกษตรรูปแบบใหม่ขึ้น โดยพวกเขาออกแบบการจ้างงานที่หลอกลวงโดยนางจ้าง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อค่าแรงงานขั้นต่ำทางกฎหมายและสวัสดิการของแรงงาน ด้วยวิธีการให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตรายย่อยอิสระซึ่ง

ฟังแล้วดูดี แต่เนื้อแท้กลายเป็นว่าพวกเขาในฐานะผู้เลี้ยงไก่ ปลา หมู ต้องซื้ออาหารและยาจากบริษัทผูกขาดทางการเกษตรในฐานะเป็นผู้ประกันราคา เช่น บริษัท ซีพี เป็นต้น

โดยคำนวณประโยชน์ที่จะได้ต่อตัวมีจำนวนเงินจำกัดไม่ต่างจากเงินเดือนอันเป็นค่าจ้างแรงงานเลย

ทุกวันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ปลา และหมู รวมตลอดทั้งเกษตรกรที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและถั่ว ไม่มีทางเลือกใหม่เล ยเนื่องจากกลุ่มทุนผูกขาดได้อาศัยอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหารปิดกั้นทุน ต่างประเทศไม่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นชัดก็คือ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน และรัฐบาลทั้งรัฐบาลที่แล้ว และปัจจุบันก็เห็นว่า ควรจะเปิดกว้าง แต่ก็ถูกกลุ่มทุนผูกขาดผลักดันให้ลูกสมุนออกมาคัดค้าน ปรากฏตามหลักฐานหนังสือคัดค้านของแกนนำอย่าง นายระพี สาคริก ที่มีคำนำหน้าชื่อว่าศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มอำมาตย์ใหญ่ และที่ผ่านมาก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทหารให้ทำการยึดอำนาจล้มระบอบ ประชาธิปไตย

ด้วยความหวาดกลัวว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะนำประเทศชาติเข้าสู่การพัฒนาในแนวทางของโลกาภิวัฒน์ โดยนายระพี สาคริก ได้รวบรวมกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยที่เขาครอบงำความคิดไว้ให้ดำรง คุณภาพชีวิตแบบพอเพียงจำนวนหนึ่ง ทำหนังสือคัดค้านถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาในฐานะหุ่นเชิด และถึงหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในฐานะรัฐบาลหุ่นเชิด ยับยั้งการเปิดเสรีทางการลงทุนทางด้านการเกษตรในประเทศไทย ตามหลักฐานหนังสือของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552

เป็นหนังสือที่ มกย.ท043/2552 สุดท้ายคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กยศ.) ในสมัยนายอภิสิทธิ์ก็ต้องจำยอม เพื่ออำพรางภาพลักษณ์ของระบอบการเมืองไทย ไม่ให้เห็นชัดว่าประเทศไทยขัดขวางการลงทุนในกลุ่มอาเซียนจึงมีมติให้เปิด เสรีการลงทุนทางการเกษตรในส่วนของเมล็ดพันธุ์ ให้ทำได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่เท่านั้น

ส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ให้ทำได้เฉพาะปลาทูนา และกุ้งมังกรเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรที่เลี้ยงปลาน้ำจืด ของบริษัทเจี่ยไต๋ และซีพี ผู้ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และการเลี้ยงปลาทับทิมเลย (ปลาทับทิมทุกตัวจะเป็นหมันเกษตรกรขยายพันธุ์เองไม่ได้ต้องซื้อพันธุ์จากซีพีเท่านั้น)

ปรากฏหลักฐานรายงานการประชุม ของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ครั้งที่ 2/2553 วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ที่มี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯเป็นประธาน

เป็นที่รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่า กลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรเหล่านี้ขูดรีดผลประโยชน์ไปจากเกษตรกรคนยากจน แล้วจ่ายค่าต๋งเป็นเงินในรูปการบริจาคให้แก่กลุ่มทุนขุนนางอำมาตย์มายาวนาน

ล่าสุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ต้องเดินตามมติของ กยศ.นี้โดยนำข้อสรุปนี้ผ่านรัฐสภาเมื่อวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2554 และนำเข้าสู่การประชุมอาเซียนที่อินโดนีเซีย 17 พฤศจิกายน 2554

ขอให้พี่น้องคนไทยออกจากพันธนาการของการหลอกลวงที่ว่า การเปิดเสรีการลงทุนเป็นเรื่องทำลายประเทศชาติเสียที เราได้ผ่านความเป็นจริงมาแล้วคือ การผูกขาดทางการเงินธนาคารเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของระบบธนาคารในปี 2540 ที่ว่าหากเปิดให้ต่างชาติเปิดธนาคารในประเทศไทยแล้วไทยจะเสียเอกราชทาง เศรษฐกิจ ซึ่งไม่เป็นความจริง

เพราะวันนี้ต่างชาติก็เข้ามาลงทุนทางการเงินมากมายในประเทศไทย ทำให้ดอกเบี้ยธนาคารลดลงจากเมื่อครั้งกลุ่มทุนขุนนางที่ผูกขาดกิจการธนาคาร ยังดำรงอยู่ก่อนปี 2540 เป็นอย่างมาก

ทุกวันนี้มีหลายประเทศที่เปิดเสรีทางการลงทุนก็มีแต่ความเจริญ เช่นประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป ในอาเซียนเช่น สิงคโปร์,ฮ่องกง เป็นต้น

การเปิดเสรีทางการลงทุน เป็นการเปิดโอกาสให้แก่แรงงานและผู้บริโภค เพราะจะเกิดการแข่งขันของทุน และขอให้เลิกเชื่อเสียทีเถิดว่า ประเทศชาติจะล่มจมจากการลงทุนของต่างประเทศ

เพราะปัจจัยที่ทำให้ประเทศชาติล่มจมที่เป็นตัวจริงเสียงจริงคือกลุ่มทุนขุน นางท้องถิ่นผู้ผูกขาดที่ขูดรีดประชาชน และพร้อมจะฆ่าประชาชนทันทีหากประชาชนรู้ทัน และคัดค้านอำนาจของพวกเขา

ประเทศไทยไม่มีวันล่มสลาย มีแต่พงศ์เผ่านายทุนขุนนางท้องถิ่นผูกขาดเท่านั้นที่จะล่มสลาย เพราะความอ่อนแอของตัวมันเองที่หากินจากการหลอกลวงมายาวนาน

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-นิคมอุตสาหกรรมและผู้ไม่เปียกควรเป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วม

-มาม่าขาดตลาดนับเดือนพอรัฐบาลดัดหลังจะนำเข้ากลับโวย ขอท้าใครหาซื้อได้วันนี้ส่งหลักฐานมาเลย

ไทยอีนิวส์'ตูน Smile Thailand:โถ!พ่อเกจินู้ด

ที่มา Thai E-News

โดย Gag Las Vegas

Quote of the Day:"ถ้ารัฐบาลกับแกนนำนปช.แข็งพอที่จะช่วยทักษิณท่ามกลางเสียงต้าน ก็ต้องแข็งพอที่จะต้องช่วยเสื้อแดงธรรมดาๆที่ติดคุกอยู่"

ที่มา Thai E-News

ผมขอยืนยัน เสียงดังๆว่า
ถ้ารัฐบาล และแกนนำ นปช. รู้สึก "แข็ง" พอ ที่จะเสนอช่วยคุณทักษิณ ท่ามกลางเสียงต่อต้านต่างๆ

รัฐบาลและแกนนำ นปช. ก็ควรต้อง "แข็ง" พอ ที่จะออก กฎหมายนิรโทษกรรม ให้กับเสื้อแดงธรรมดาๆ ที่โดนตัดสิน 20-30 ปีไปแล้ว, ที่กำลังอยู่ในคุก ระหว่างศาล, ที่กำลังต้องคดีอื่นๆ

ไม่มีข้อแก้ตัวครับว่า "ทำไม่ได้ จะถูกกระแสต่อต้าน"

ถ้าเรื่องทักษิณ พวกคุณทนกับการกระแสต่อต้าน (ซึ่งมากกว่าเรื่องนี้ไม่รู้กี่เท่าๆ แน่นอน)

เรื่องคนเสื้อแดงธรรมดาๆ พวกคุณก็ต้องทนกระแสต่อต้าน ที่จะมี ถ้าช่วยพวกเขา ได้แน่นอนครับ-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,facebook,18 พฤศจิกายน 2554


กาลครั้งหนึ่งหลังเลือกตั้ง 3 กรกฎา 54

-แม้วปลอบคนอกหักไม่หนักเท่าเจ็บตายติดคุกปลุกเยียวยาด่วน

"วันนี้อยากบอกว่าให้ใจเย็นๆสำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่ง อย่าเพิ่งอยากเป็นโน่นเป็นนี่กัน วางความอยากไว้ก่อน วันนี้ต้องมาคิดอันดับแรกว่า จะช่วยพี่น้องเราที่ติดคุกอย่างไร อัน ที่สองจะเยียวยาคนที่บาดเจ็บ คนที่ตายไปอย่างไร คนที่ติดคุกโดนคดีจะแก้ไขอย่างไร และอันที่สามจะช่วยประชาชนที่ลำบากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างไร"-ทักษิณพูด ตอนไปเยี่ยมเสื้อแดงเยอรมัน , 11 สิงหาคม 2554

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนในเฟซบุ๊คว่า คุณทักษิณ ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่พูดกันจริงๆ ก็ไม่ได้ เดือดร้อน

แต่คนเสื้อแดงหลายร้อยคน ทั้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม และ ทั้งเดือดร้อนมากๆ

ตั้งแต่คนตายไปเป็นร้อย ญาติมิตรที่เหลืออยู่ ยังไม่มีการสะสาง และไม่มีทีท่าว่าจะมีการลงโทษใคร ตามนโยบาย "ปรองดอง" ของรัฐบาลและคุณทักษิณเอง และความเดือดร้อนของญาติมิตรทีต้องหาเลี้ยงชีพ มีชีวิตอยู่ต่อไป

- คนอีกเป็นร้อยที่ถูกดำเนินคดี
- คนที่ถูกตัดสินไปแล้ว หลายคนโดนโทษหนักๆ 20-30 ปี ไม่มีทีท่าว่าจะมี "ทางออก" อย่างไร
- คนที่ยังอยู่ในคุกระหว่างดำเนินคดีในศาล ไม่มีทีท่าว่าจะมี "ทางออก" อย่างไร เช่นกัน
- แม้แต่คนที่ได้รับการปล่อยตัวมาแล้ว แต่ต้องติดคุกฟรีๆเป็นปี

ถ้ารัฐบาลจะแสดงความ "กระตือรือร้น" หรือ พูดถึง / หา "ทางออก" สำหรับคนเหล่านี้ทั้งหมด อย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ก็จะดีกว่านี้

ข้ออ้างต่างๆ ทีชอบพูดๆกันแต่ต้น ทำนอง "ต้องรอไปก่อน" "รัฐบาลยังไม่มั่นคง" บลา บลา บลา .. เป็นข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ในขณะที่ เรื่องคุณทักษิณ ได้รับการใส่ใจ ดำเนินการตั้งแต่วันแรกๆของการเป็นรัฐบาล

อันที่จริง ผมเชื่อด้วยซ้ำว่า การพยายามช่วยคนเหล่านี้ ของรัฐบาล จะได้รับการต่อต้าน น้อยกว่า ประเด็นการช่วยคุณทักษิณด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลกลับไม่หาทางทำก่อนให้เป็นเรื่องเป็นราว

เป็นเรื่องน่าผิดหวังมากครับ

ผมคิดว่า นอกจาก "ถาม" ไปยังรัฐบาล ดังที่เพิ่งเขียน ในกระทู้ข้างล่างแล้ว

ผมว่า ต้อง "ถาม" หนักๆไปยัง แกนนำ นปช ด้วยว่า

"ตกลงคนเสื้อแดงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเดือดร้อนมากๆ อยู่ จะมีทางออกรูปธรรม ให้พวกเขาอย่างไรครับ?"

ที่ผ่านมา แกนนำ นปช. นอกจากเรื่องดึง สส. มาประกันตัวแล้ว ไม่ได้มีการเสนอ หรือพูดให้เห็นเลยว่า จะเอายังไง (พอประกันไม่ได้ เรื่องก็เงียบไป ไม่ได้มีการพูดว่า จะเอายังไงต่อ)

ตรงข้าม แกนนำ นปช มีแต่พูดถึง "เคารพกระบวนการยุติธรรม" ด้วยซ้ำ

ก็ "กระบวนการยุติธรรม" ที่ว่านี้ ตัดสิน จำคุกเสื้อแดง หลายคน ตั้งแต่ 2-3 ปี ไปถึง 20-30 ปี ไปแล้ว

จะให้เอายังไงครับกับคนเหล่านั้น?

ให้เขา "รอ" ให้ "เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม" อย่างที่ แกนนำ พูดๆเท่านั้น?

หรือจะเสนอนิรโทษกรรมพวกเขาไหม? หรือจะเสนออะไรสักอย่างบ้างไหม?

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สมศักดิ์ เจียมฯ:แทนที่จะออกพรฎ.อภัยโทษทักษิณคนเดียว น่าจะนิรโทษกรรมให้มวลชนทุกฝ่ายดีกว่า

-ใจ อึ๊งภากรณ์:การขออภัยโทษทักษิณจะเป็นการหักหลังเสื้อแดงที่ติดคุก

โต้งๆไม่อ้อมค้อมอ.มหาลัยWANTอย่างแรงวอนกองทัพทำรัฐประหาร สกัดออกพรฏ.อภัยโทษแม้ว

ที่มา Thai E-News


เกิดความเคลื่อนไหวในหมู่นักวิชาการอย่างคึกคักในการต่อต้านการที่รัฐบาลออกพรฎ.อภัยโทษ เช่น คณาจารย์ 7 มหาวิทยาลัย (อ่านรายละเอียด) และนักวิชาการนำโดยแก้วสรร อติโพธิ ที่ร่วมกับกลุ่มสยามสามัคคี ขาประจำไล่รัฐบาลในวันที่ 18 นี้( อ่านรายละเอียด )

นักวิชาการเหล่านี้ส่วนใหญ่เคยได้ตำแหน่งหรือผลประโยชน์จากรัฐประหาร 19 กันยา 2549 แต่ยังคงมาดดีเคลื่อนไหวในมาดนักวิชาการ แต่บางรายเกิดอาการเก็บหางไม่มิดก็เลยโพล่งออกมาแบบโฉ่งฉ่าง ดังภาพข้างต้น
นาย ธีรวัฒน์ วีระวิทยานันต์ อาจารย์ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดุริยางคศาสตร์สากล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ใช้ชื่อในเฟซบุ๊คว่า Thirawat Weravittayanan ได้โพสต์ภาพและข้อความข้างต้นลงในหน้าเพจ ขบวนการเสรีไทยเฟซบุ๊ค โดยเขียนว่า

ขอเรียกร้องให้กองทัำพไทย รัฐประหาร เราไม่ต้องการ"รัฐบาลโจร"ช่วยโจร" ก่อนที่ประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ"พรฎ.อภัยโทษ"จะลุกขึ้นมาฆ่าฟัน กันเอง โปรดรีบลงมือก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ทั้งนี้การกระทำการของนายธีรวัฒน์อาจขัดต่อ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

พังบิ๊กแบ๊ก ใครได้ ใครเสีย?

ที่มา Thai E-News

ภาพพังบิ๊กแบ็กที่ดอนเมือง(ที่มาภาพ:เดลินิวส์ออนไลน์)

โดย Pegasus
17 พฤศจิกายน 2554

ก่อนอื่นเรื่องน้ำท่วมนี้อยากให้ลองคิดกันในมุมมองที่ต่างออกไป จากที่เคยคิดกันว่าน้ำท่วมนี้เป็นอุทกภัยปกติประจำปี มาเป็นน้ำท่วมคือการทำสงครามกับประชาชนจากฝ่ายอำมาตย์ การมองปัญหาอะไรต่างๆก็จะแจ่มชัดขึ้น

จะเห็นได้ว่าฝ่ายอำมาตย์ได้มีการเตรียมนักวิชาการและสื่อในมือในการโหมประชา สัมพันธ์ หรือโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองอะไรตามแต่จะเรียกกันไปมาล่วงหน้า

ตั้งแต่มีผู้ปกครองเป็นสตรีจะเกิดน้ำท่วม การทำฝนเทียม การปล่อยน้ำ กักน้ำผิดปกติวิสัย การวางแผนปล่อยน้ำให้พอดีลงมาเจอช่วงพายุเข้าภาคกลางพอดิบ พอดี

เดชะบุญที่ฝนขาดช่วงก่อนเวลาก็เลยเจอว่าในพื้นที่ภาคกลางและกทม.ที่ไม่ได้มี การขุดลอกคลองและดูแลประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำให้พร้อมตั้งแต่หลายเดือนก่อนน้ำมาถึง ทั้งๆที่เป็นคณะอนุกรรมการบริหารงานน้ำตั้งแต่เริ่มกัก เริ่มปล่อยน้ำกันมาตั้งแต่ต้น

เป้าหมายคืออะไร ก็คือสิ่งที่ฝ่ายค้านได้โปรยกระแสมาก่อนว่า รัฐบาลบริหารงานไม่เก่ง มือใหม่ ฯลฯ ตามแต่จะพูดไปตามสคริปต์

และสอดคล้องกับประกาศิตซึ่งมาจากใครก็หาทราบไม่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน

ก็คือพอดีช่วงธันวา มกรา หลังจากน้ำลด โดยตั้งเป้าให้คนกรุงเทพฯ ไม่พอใจรัฐบาลให้มากที่สุด เพื่อที่ว่ากลุ่มสันติอโศกและASTV ที่ได้ถูกสั่งให้กลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง จะสามารถระดมคนทั่วไปได้นอกเหนือจากกลุ่มจัดตั้ง 3-4 พันคน

และหรือสมาชิกบางพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์สนับสนุนระบอบเผด็จการมาโดยตลอดประวัติศาสตร์การเมืองอันยาวนาน

ส่วนที่ว่าต่อสู้กับรัฐบาลจอมพลถนอมฯ ก็เป็นเพียงการทำงานให้กับอีกระบอบเผด็จการ โดยอาศัยชีวิต นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ไร้เดียงสาในขณะนั้นเป็นเครื่องมือ

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่พยายามระดมผ่านสื่อและโซเชียลเนตเวิร์ค ด้วยการนำนักวิชาการจะรู้ตัวว่า รับใช้เผด็จการหรือเพื่อผลประโยชน์อะไรก็ตาม มาเป็นตัวชูโรง

หลอกรัฐบาลและประชาชนว่า น้ำท่วมเป็นเรื่องธรรมชาติ เราต้องปล่อยให้น้ำผ่านกรุงเทพฯลงไปสู่ทะเล ซึ่งผลเราก็พอทราบว่าเพียงแค่พังประตูน้ำแห่งสองแห่ง น้ำยังเข้ามาเขตชั้นในอย่างรวดเร็ว และระบายไปได้ช้ามาก เพราะติดกับสิ่งปลูกสร้าง

ทั้งจะเน่าขังตามตรอก ซอก ซอยต่างๆ เป็นเวลานาน ยังไม่รวมการรายงานข้อมูลเท็จกับรัฐบาลอีกมากมายจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่ทำงานโดยตรง ทั้งที่รีบแกล้งเข้ามาร่วมทำงานแล้วแยกตัวออกไปให้ข่าว ใส่ร้ายป้ายสี

ซึ่งในที่สุดก็พบว่าล้วนมีความสนิทสนมกับระบอบอำมาตย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรหรือบุคคล ก็ตาม

ส่วนสื่อต่างๆ ก็อาศัยการที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาด้วยระบบที่ไม่อิงความต้องการของประชาชน แต่ยึดติดกับระบอบเหมือนอำมาตย์คือการวิ่งเต้น เส้นสาย ทุนสามานย์ ทำให้คนที่มาเป็นรัฐมนตรีไม่มีคุณภาพเป็นส่วนใหญ่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสื่อสารกับประชาชนทั้งวิทยุ โทรทัศน์ เวปไซท์ ล้วนแต่โจมตีรัฐบาล และบล๊อกความคิดเห็นของเสรีชนทั้งสิ้น เข้าทำนอง
เอ็งจะทำอะไรรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยยังไงก็ช่าง ข้าขอเสวยสุข เป็น อ้าย อี เฉยอยู่อย่างนี้
และมองแต่สัมปทานที่จะผ่านมือเพื่อหากำไรในชีวิตเท่านั้น

เป้าหมายที่ชัดเจนของฝ่ายอำมาตย์ในขณะนี้คือ เมื่อไม่สามารถเสกน้ำฝนให้มากระหน่ำคนกรุงได้ ก็ขอให้คนกรุงลำบากยากแค้นให้ยาวนานที่สุด

เพราะรู้ดีว่าในต่างจังหวัดแม้ว่าคนจะลำบากเพียงใด น้ำจะท่วมหลังคามิดขนาดไหน ก็ยังไว้วางใจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่ และแม้ว่าจะมีการสร้างข้อตกลงลับต่างๆกับรัฐบาลให้เป็นที่โกรธแค้นกับฝ่าย ประชาธิปไตยมากเพียงใดก็ตาม คนเหล่านี้ก็จะไม่โค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น หากอาศัยทฤษฎี
“คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงโค่นรัฐบาล”
ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป้าหมายที่จะโค่นรัฐบาลได้คือคนกรุงเทพเท่านั้น

ดังนั้น การที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมข้ามปีให้ได้จึงเป็นเป้าหมาย การที่จะมีคนกรุงเทพฯจำนวนมากได้รับผลกระทบจึงเป็นเป้าหมาย

ส่วนรัฐบาลก็ยอมเสียสละความทุกข์ยากของประชาชนที่ให้การสนับสนุนคือปริมณฑล เพื่อรักษากรุงเทพฯเขตชั้นในให้ปลอดภัยมากที่สุด ทั้งๆที่รู้ว่าถึงจะทำดีขนาดไหนคนกรุงเทพฯที่ใจดำ ความรู้ทางการเมืองต่ำและความคิดคับแคบพวกนี้ก็ไม่เคยเห็นความดีของรัฐบาล ที่มาจากคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ดี

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเลิกเชื่อนักวิชาการคนไทย หันไปรับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ จนได้ข้อสรุปเรื่องบิ๊กแบ๊ก โดยการดำเนินการของ ดร.โจ (พิจิตต รัตกุล) นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รองอธิบดีกรมชลประทานปัจจุบัน รองผู้ว่ากทม.ในปัจจุบัน การขับเคลื่อนเพื่อเอาชนะน้ำท่วมอย่างเด็ดขาดจึงเกิดขึ้น และได้ผลอย่างที่เห็นทันตา

สิ่งนี้คือการตัดสิน แพ้ ชนะ ทางการเมืองของรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และแน่นอนระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอำมาตย์ด้วยโดยปริยาย

ขบวนการทำลายบิ๊กแบ๊กจึงเกิดขึ้น โดยข้ออ้างว่าบิ๊กแบ๊กทำให้น้ำท่วมด้านเหนือคันกั้นน้ำมากกว่าเดิม บางทีนักการเมืองไร้เดียงสาฝ่ายรัฐบาลก็ไปเข้าทางฝ่ายอำมาตย์ด้วยความไม่รู้ยุทธศาสตร์และจังหวะต่างๆด้วยเช่นกัน (ใครว่างๆเอาบทความต่างๆในไทยอีนิวส์ไปให้อ่านมากๆหน่อย อย่าใช้แต่กำลัง)

ทำไมบิ๊กแบ๊กจึงสำคัญ ก็อาจเห็นได้จากความสามารถในการหยุดน้ำเข้ามายังกรุงเทพฯด้านใน ซึ่งว่ากันว่ามีวงการพนันกันว่า หากน้ำถึงอนุสาวรีย์ฯ จะมีคนเสียเงินกันเป็นล้านๆ และถ้าไม่ถึงก็จะมีคนอีกฝ่ายเสียเงินเป็นล้านๆเช่นกัน นี่คือชาวไฮโซ

คงจำได้ว่าตอนแรก ศปภ.ป้องกัน กทม.ไว้ได้ดีจนไม่รู้จะทำอะไร จึงแอบไปทำลายประตูระบายน้ำที่คลองสามวา เพื่อให้ท่วมเข้ามายังดอนเมือง ซึ่งเปรียบเทียบไปก็เหมือนการยึดทำเนียบรัฐบาลได้นั่นเอง

ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลกู้ดอนเมืองกลับมาได้ ก็เหมือนกับการกลับมาได้ทำเนียบรัฐบาลคืนเช่นกัน

เมื่อเห็นดังนี้จึงไม่แปลกที่พอเริ่มวางบิ๊กแบ๊ก โดยยังไม่รู้ผลว่าจะออกหัวหรือออกก้อย พลพรรคของบางพรรคการเมืองได้ลงพื้นที่ ยุแหย่ประชาชนให้ต่อต้านการวางคันกั้นน้ำ โดยเห็นจุดอ่อนของคนไทยที่กำลังได้รับความเดือดร้อนมาเป็นเครื่องมือทางการ เมือง ซึ่งเกิดขึ้นทั้งทางฝั่งดอนเมือง รังสิต บางกรวยและฝั่งธนบุรีไม่มีเว้น

ในขณะที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลคงใช้เวลาส่วนใหญ่ถือกระเป๋าให้กับรัฐมนตรี กันต่อไป พอวางบิ๊กแบ๊กเสร็จไม่ถึงสามวัน ก็มีกระแสต่อต้านจาก 20 ชุมชนดอนเมือง จนประสบความสำเร็จในการเปิดทางให้เป็นฝายน้ำล้น

และยังจะมีการเดินหน้าแข่งกับเวลาเพื่อพังบิ๊กแบ๊กกันต่อไป เพราะยังเปิดทางน้ำได้ไม่มากพอ ทางฝ่ายรัฐบาลเองก็ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำจำนวนมหาศาลให้กับ กทม. จนไม่อาจแก้ตัวอะไรได้อีก

ข้อมูลการไม่เตรียมการขุดลอก คู คลองของกทม.ก็หลุดลอดออกมาจากการสังเกตของชุมชนและแพร่กระจายไปในโซเชีย ลเน็ตเวิร์คอย่างแพร่หลาย ถ้าพังบิ๊กแบ๊กไม่ทัน หรือ ให้มีน้ำเข้ามาไม่มากพอ ก็เท่ากับรัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดในการต่อสู้กับน้ำท่วมครั้ง นี้

ประการสำคัญที่เผาผลาญจิตใจของฝ่ายอำมาตย์อย่างยิ่งคือ โพล ที่ยังสนับสนุนรัฐบาลนี้อย่างเข้มแข็ง แม้ว่าจะมาจากโพลของฝ่ายตนก็ตาม เวลาก็เดินไปเหมือนกับบั่นทอนไฟชีวิตที่ริบหรี่ใกล้ดับเต็มที

แล้วมีกรณีใดที่คนเหนือคันกั้นน้ำไม่พังคันกั้นน้ำหรือไม่แล้วเขาคิดกัน อย่างไร ลองมาดูชุมชนที่จังหวัดนนทบุรี ที่ไม่คุยโว แต่ทำงานจริงกันบ้าง จากลิงค์นี้ http://hilight.kapook.com/view/64537

สรุปได้ว่ามีชุมชนที่รอดพ้นจากน้ำท่วมเพราะการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหลายแห่ง เช่น ชุมชนปากเกร็ด และตัวเมืองนนท์ ครอบคลุมไปยัง แยกสนามบินน้ำ แยกปากเกร็ด ถนนติวานนท์ วัดชลประทาน รพ.โรคทรวงอก สถาบันบำราศนราดูล ชุมชนเรวดี กระทรวงสาธารณสุข

ส่วนฝั่งตะวันออกก็จะเป็นงามวงศ์วาน ประชานิเวศน์ ซอยสามัคคี หมู่บ้านเลียบคลองประปา ทั้งหมู่บ้านยิ่งรวยนิเวศน์ หมู่บ้านนันทวัน ..เป็นต้น ชุมชนเหล่านี้รอดได้เพราะผู้เสียสละเหนือคันกั้นน้ำจำนวนหนึ่งตลอดแนวยาวของ แม่น้ำเจ้าพระยา

ลองมาดูความเห็นของชุมชนผู้เสียสละกันบ้าง ว่าเขาคิดกันอย่างไร แตกต่างจากทางดอนเมืองที่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซงมากน้อยแค่ไหน ผู้ติดตามข่าวสารต่างๆน่าจะสามารถพิจารณากันได้เอง ดังนี้

ชาวบ้านฝั่งที่ถูกน้ำท่วมกล่าวว่า ... ถึงแม้ว่าฝั่งของตัวเองจะต้องทุกข์ระทมกับภาวะน้ำท่วมนานกว่า 2 เดือนแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยมีความคิดที่จะพยายามรื้อทำลายแนวคันกั้นน้ำเลยสักนิด อีกทั้งยังช่วยดูแล และร่วมมือร่วมแรงสร้างคันกั้นดังกล่าวให้แข็งแรงกว่าเดิมอีกด้วย ตนไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่น้ำท่วมฝั่งบ้านของตน แต่อาจจะมีเครียด ๆ บ้าง เพราะให้สถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ผ่านไปโดยเร็วเสียที

"ทุกวันนี้ ตนพอใจที่อีกฝั่งไม่ท่วม เพราะถ้าอีกฝั่งท่วมก็จะไม่มีใครช่วยเหลือ ควรเก็บอีกฝั่งหนึ่งไว้เพื่อรองรับ และคอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางด้านนี้ดีกว่า ตอนนี้ตนก็พักอยู่วัดหงษ์ ถ้าตนอยากกลับบ้านเมื่อไร ตนก็แค่ข้ามสะพานกลับมาเท่านั้นเอง มาอยู่ตรงนี้ก็มีเพื่อน มีอะไรทำ ช่วยเขาทำกับข้าวบ้าง กรอกกระสอบทรายบ้างดีกว่า นั่งจมน้ำอยู่ฝั่งนู้น หรือไปศูนย์อพยพ" ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว

แค่ความเห็นของชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่มีการเมืองแทรกแซง อยู่ห่างจากดอนเมืองไม่เกิน 10 กิโลเมตรนั้น ช่างแตกต่างจากชุมชนดอนเมืองและรังสิตเหลือเกิน

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือว่าเพิ่งวางบิ๊กแบ๊กเสร็จไม่ถึงสามวัน ทำไมจึงออกมาประท้วงได้รุนแรงถึงขนาดนั้น

มีระบบการพูดได้เหมือนกันถึงขนาดนั้น มีการสัมภาษณ์เป็นคลิปกระจายไปทั่วเวปไซท์ และ ส่งซ้ำๆกันเหมือนมีคนจัดการเป็นจำนวนมาก และเป็นระบบเหมือนทำงานราชการได้ขนาดนั้น จะใช่นักศึกษาและผู้จบการศึกษาใหม่ๆที่ได้รับการจ้างเป็นจำนวนมากจากขบวนการ ลึกลับ ตั้งแต่สมัยปราบปรามเสื้อแดง โดยมีทหารเป็นผู้ควบคุมสั่งการหรือไม่

ทำไมยังไม่เลิกทำงานแบบนี้กันอีก หรือรอเวลากลับมามีอำนาจกันอีกครั้งเพื่อเสพย์สุขกับงบประมาณที่จะได้ปล้นชิง มาจากประชาชนอีกครั้ง

ถึงแม้ลิงค์ที่ได้เสนอไว้จะไม่เห็นด้วยกับการวางบิ๊กแบ๊ก ด้วยชื่อของลิงค์เองก็น่าจะเดาได้ว่าอยู่ฝ่ายไหน แต่ความจริงที่ออกมาจากน้ำใจของประชาชนที่ปราศจาก การเมืองและสื่อเสี้ยม ก็ยังปรากฏให้เห็น

แล้วการพังคันกั้นน้ำช่วยให้น้ำลดจริงหรือ คำตอบไม่ว่าจะมีความเชี่ยวชาญด้านน้ำหรือเป็นชาวบ้านดูระดับน้ำเอง ก็จะเห็นว่าน้ำจะปรับระดับให้เสมอกัน ที่ท่วมก็ยังท่วมเท่าเดิม หรือจะกลับน้ำลดช้าลงไปอีก

เหตุผลก็เพราะในด้านเหนือนั้นพื้นที่รองรับน้ำอยู่ด้านตะวันออกจึงจะมีช่อง ทางและคลองระบายน้ำได้สะดวก การวางคันกั้นน้ำก็เพื่อบังคับน้ำให้วิ่งไปทางตะวันออกและมีการบริหารน้ำได้ ด้วยเครื่องสูบน้ำ

ถ้าพังคันกั้นน้ำน้ำก็จะหมุนวนอยู่ด้านเหนือลงใต้ และเมื่อโดยหลักแล้วย่อมไม่สามารถพังบิ๊กแบ๊กได้ตลอดแนว น้ำก็จะมาเอ่อคอยระบายลงล่างไม่ยอมไปทางด้านตะวันออก สูบก็ไม่ไป ที่ว่าน้ำจะลดก็เป็นไปไม่ได้

และถ้าคิดจะพังบิ๊กแบ๊กทั้งหมดเหตุการณ์ก็จะเป็นเหมือนช่วงแรกคือน้ำทะลัก เข้าด้านใน แต่ก็ติดสิ่งก่อสร้างจำนวนมาก น้ำก็จะยังเอ่อ ไหลช้า และก็ยังท่วมที่เดิมอยู่ดีไม่มีทางออก

หมายถึงการพังบิ๊กแบ๊ก ไม่ทำให้น้ำลดลงแต่กลับทำให้น้ำท่วมขังทั้งด้านบนและด้านล่างคันกั้นน้ำสม ความตั้งใจของฝ่ายอำมาตย์ก็เท่านั้นไม่มีอะไรอื่น

คนเสียคือประชาชนและรัฐบาลส่วนคนได้คือฝ่ายเผด็จการ สลิ่ม และพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ทำงานเรื่องนี้อย่างแข็งขันเท่านั้น

ก็ขอเรียนให้ นปช. หรือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลให้เห็นยุทธศาสตร์นี้ และโปรดเข้าไปทำความเข้าใจและนำความช่วยเหลือ อาหาร น้ำ เรือ การสัญจรต่างๆให้กับประชาชนในพื้นที่ รังสิต ดอนเมือง บางกรวย และฝั่งธนบุรีโดยเร็ว

ส่วนกระเป๋าของนักการเมืองนั้นให้หัดถือเองบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเป็นฝ่ายค้านเร็วกว่าที่คิด หรือว่าติดใจเพราะได้ชุมนุม ได้ปราศรัยเอามันกัน

เป็นรัฐบาลมันคงไม่สนุกละกระมัง
*************

Thursday, November 17, 2011

2011 11 17 นายกยิ่งลักษณ์ ประชุมสุดยอดอาเซียน ที่บาหลี

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

รองโฆษกรัฐแฉ ปชป.ต้านพรฎ.อภัยโทษ มีแผนปล้นอำนาจ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



รองโฆษกรัฐบาล แฉ ปชป.ต้าน พ.ร.ฎ.อภัยโทษ มีแผนปล้นอำนาจล้มรัฐบาล
ยืนยันไม่มีความจำเป็นอะไรที่รัฐบาลต้องปกปิด แจงไม่มีใครได้ประโยชน์พิเศษ​...


วันที่ 17 พ.ย. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง
กรณีการเปิดประเด็น พ.ร.ฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษ ว่า
ตนไม่ทราบว่ามีการดำเนินการเรื่องนี้จริงหรือไม่
เพราะเป็นการประชุมลับและก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
แต่หากมีแล้วยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เข้าใจว่าการดำเนินการอาจยังไม่แล้วเสร็จ
ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่าที่สุดแล้วคณะกรรมการกฤษฎีกา
จะแก้ไขร่างกฎหมาย หรือร่างจะเปลี่ยนแปลงไปจาก ครม.หรือไม่
แต่ยืนยันได้ว่าไม่มีความจำเป็นอะไร ที่รัฐบาลต้องปกปิด พ.ร.ฎ.ดังกล่าว
ปกติก็จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ไม่ได้กำหนดตัวบุคคล
หรือจะไปเจาะจงให้ใคร ผู้ใด ได้ประโยชน์เป็นพิเศษ ไม่มีอย่างแน่นอน
พี่น้องประชาชนสบายใจได้
คณะรัฐมนตรีชุดนี้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและระมัดระวังเป็นที่สุด
เพราะถ้าออกกฎหมายผิดก็ติดคุก



"อยากให้มองด้านที่เป็นคุณของ พ.ร.ฏ.ฉบับนี้
ที่จะมีคนได้ประโยชน์จำนวนถึง 26,000 คน
อย่าเผาป่าล่าหนู อย่าแค้นฝังหุ่นกับคนเพียงคนเดียว
เราดูซีเกมส์จะเห็นเลยว่า
นักวิ่งระยะสั้นที่ดี ต้องออกตัวพร้อมเสียงปืน ออกก่อนไม่ได้มันฟาล์ว
แต่ขบวนการวิ่งราวอำนาจกลางวันแสกๆ ที่พยายามทำกันอยู่
เห็นชัดเลยว่าขบวนการล้มรัฐบาลมีอยู่จริง
และพร้อมปฏิบัติการทุกเมื่อ" รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ขอทำความเข้าใจว่า
กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เซ็นชื่อให้ภรรยาไปซื้อที่ดิน ไม่ใช่เรื่องทุจริตคอรัปชัน
เพราะถ้าทุจริต ทำไมศาลไม่ยึดที่ดินรัชดาคืน
ตรงกันข้าม ศาลยังตัดสินว่าการซื้อขายถูกต้อง
ขนาด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ปฏิวัติเอง ฉีกรัฐธรรมนูญเอง นิรโทษกรรมให้ตัวเอง
ยังกลับมาบรรลุโสดาบันได้เองเลยว่า จะสร้างความปรองดองให้คนในชาติได้อย่างไร
ทำไมฝ่ายอื่นๆ ไม่คิดทำบ้าง
ความจริงอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมต้องติดตามมากๆ ในหมวดความปรองดอง คือ
ต้องไปช่วยกันให้กำลังใจ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด นายทหารอีกคนที่เกือบจะบรรลุ
ให้การกับตำรวจในคดีพฤษภาเลือด ซัดทอด คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ
ว่าเป็นผู้สั่งการให้กองทัพไปดำเนินการจัดการกับผู้ชุมนุม
สารภาพสิ้นเลยว่าทหารปฏิบัติตามคำสั่ง ปศอฉ.


http://www.thairath.co.th/content/pol/217325

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตอบกระทู้สดสาทิตย์ ประชุมสภา 17 11 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ




http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=623

สื่อตปท.ตีข่าวรบ.เพื่อไทยออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษ"ทักษิณ"ชี้จุดกระแสประท้วงต่อต้านรอบใหม่

ที่มา มติชน



สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ถึงกระแสข่าวที่มีการระบุว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้อดีตนายกรัฐมนตรีสามารถเดินทางกลับประเทศ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดกระแสโกรธแค้นจากกลุ่มต่อต้าน

โดยพ.ร.ฎ.ดังกล่าวได้รับการอนุมัติในช่วงที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะติดภารกิจไปตรวจสอบสถานการณ์อุทกภัย รวมทั้งยังต้องเข้าร่วมการประชุม สุดยอดผู้นำชาติอาเซียน นอกจากนั้น ความเคลื่อนไหวนี้ยังมีขึ้นในช่วงที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหวทางการเมือง จากการเผชิญถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุด ของเมืองไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ แสดงทัศนะว่า เหตุการณ์นี้จะบ่อนทำลายสถานภาพความเป็นนายกฯของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ได้เตรียมที่จะบีบให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก้าวลงจากตำแหน่งอยู่แล้ว โดยกล่าวหาว่า เธอเป็นตัวแทนของพ.ต.ท.ทักษิณ และกลายเป็นว่าวิกฤตน้ำท่วมนี้ได้กลายเป็นวิกฤตของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้ว โดยหากพ.ต.ท.ทักษิณ กลับเมืองไทย เขาเชื่อว่าจะเกิดกระแสประท้วงขึ้นมาอีกรอบ

เอเอฟพีระบุว่า ภายหลังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชนะการเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การเดินทางกลับบ้านเกิดของเมืองไทยไม่ใช่เรื่องหลัก แต่เขาก็แสดงความหวังอยากที่จะได้ร่วมงานวิวาห์ในน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2554 อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิ์รักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เขายังไม่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศ หากได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าไม่เอื้ออำนวยให้อดีตนายกฯ กลับเข้าประเทศ

รายงานระบุด้วยว่า พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ได้ถูกวิจารณ์ทันทีจากฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัจย์ โดยนายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การกระทำนี้จะทำให้เกิดสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดขึ้นในเมืองไทย และว่าทั้งที่วิกฤตน้ำท่วมยังไม่ยุติลง แต่รัฐบาลเพื่อไทยกลับผ่านพ.ร.ฎ.ดังกล่าวออกมา