WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 18, 2011

สามีนายกฯ แจกของช่วยน้ำท่วม ยัน ‘ปู’ ร้องไห้เพราะสงสารผู้ประสบภัย

ที่มา ข่าวสด





วันที่ 18 พ.ย. ที่วัดธัญญะผล ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวิตรี ดามาพงศ์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นางณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ นายกสมาคมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะแม่บ้านตำรวจ-ทหาร เดินทางไปมอบถุงยังชีพให้กับพระภิกษุ-ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมภายในศูนย์ อพยพของวัดธัญญะผล ที่ในพื้นที่ใกล้เคียงยังมีน้ำท่วมสูง ยากแก่การเข้าถึง

ทางคณะยังได้นำบริการแพทย์จากรพ.ตำรวจออกหน่วยเคลื่อนที่ไปบริการ พร้อมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ประสบภัยโดยนายอมรฉัตรได้ลงมือปรุงอาหารเป็น ผัดเปรี้ยวหวานภายในโรงครัวด้วยตัวเองอีกด้วย

นายอมรฉัตรกล่าวว่าตนขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ ไปได้ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ย้ำเสมอว่า ทางคู่สมรสที่เป็นหลังบ้านก็ต้องช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน การมาครั้งนี้ก็ดีใจที่เห็นว่าหลายคนยังยิ้มออกและขอให้มีกำลังใจแบบนี้ต่อ ไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั้น ตนก็ขอเป็นกำลังใจให้ เพราะถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการบรรเทาทุกข์ของประชาชน

นายอมรฉัตร กล่าวต่อว่า ส่วนกำลังใจของนายกรัฐมนตรีในการทำงานยังถือว่ามีเต็มเปี่ยม ตนก็ให้กำลังใจกันโดยตลอด เท่าที่คุยกัน เรื่องท้อจึงไม่เคยมีให้เห็น มีเพียงอารมณ์ร่วมกับพี่น้องประชาชน ที่เห็นว่าน้ำตาไหล เพราะนายกฯ ลงพื้นที่เห็นความเดือดร้อนของประชาชน ใครได้มาเห็นก็ย่อมมีอารมณ์ร่วม สงสารประชาชนทั้งนั้น ตนเห็นก็มีความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ส่วนเรื่องการเมืองหลังจากน้ำท่วมนั้น ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันฟื้นฟูประเทศ ให้เรื่องการเมืองกองไว้ข้างๆก่อน เน้นประชาชนเป็นสำคัญ

"สรรเสริญ"ย้ำไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ กรณีสลายม็อบเสื้อแดง แม้จะเปลี่ยน รบ.หวัง "มาร์ค-สุเทพ" เข้าใจ

ที่มา มติชน

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก (ทบ.) ในฐานะอดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ชี้แจงกรณีที่มีสื่ออ้างถึงคำให้การพาดพิง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการ ศอฉ. เป็นผู้สั่งการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพร้อมนายทหารพระธรรมนูญเพื่อให้การต่อกรณี 13 ศพ จากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งเรื่องมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สอบสวนเพิ่มเติม เรื่องที่ให้ปากคำ เป็นเรื่องเดิมทั้งหมดที่เคยแถลงข่าวตั้งแต่ ศอฉ. และเป็นเรื่องเดิมที่เคยให้ปากคำไปแล้ว

"ขอยืนยันตามคำให้การเดิม สรุปว่า ศอฉ.จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มีใครเป็นผู้บังคับบัญชา ทหารปฏิบัติภารกิจภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ การปฏิบัติงานก็เป็นไปตามมติ ศอฉ. การปฏิบัติยึดถือเรื่องความปลอดภัยของประชานเป็นไปตามหลักสากล มีมาตรการขั้นเบาไปหาหนัก 7 ขั้นตอน มีการแบ่งให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สถานการณ์จริงเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก แต่ละขั้นตอนอาจจะดำเนินการไปแบบต่อเนื่องตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระสุนจริงมีการนำมาใช้ แต่มีมาตรการควบคุมอย่างชัดเจนว่า กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญผู้ที่กระทำการผิดกฎหมาย และใช้กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจพบเป้าหมายบุคคลที่มีการถืออาวุธร้ายแรงที่กำลัง ทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนให้ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้" โฆษก ทบ.ระบุ


พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า สิ่งที่ได้ให้การไปคือสิ่งที่ได้ชี้แจงไว้แล้วสมัย ศอฉ. และให้การเช่นนี้มาตลอด ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตอนท้ายได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนหรือ ปฏิบัติการฝึก ทางผู้บังคับบัญชาฝึกเสมอว่าจะไม่ทำร้ายผู้ที่ไม่ถืออาวุธ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลซึ่งอยู่ตรงหน้าเป็นพี่น้องประชาชนคนไทยด้วย กัน ที่มีความคิดแตกต่างทางการเมืองจะนำอาวุธกระสุนจริงมาทำร้ายพี่น้องประชาชน โดยให้ปากคำไปทั้งหมด 13 กรณี


"ยืนยันว่าคำให้การไม่ได้ไปชี้นำหรือพุ่งเป้าไปที่ ใคร ส่วนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะเข้าใจหรือไม่นั้น ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร แต่คิดว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทหารก็ทำหน้าที่ของเรา ทุกคนยึดตามตัวบทกฎหมาย คิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ทุกคนต้องเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาซึ่งกันและกันในการทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ รัฐ คิดว่าท่านคงเข้าใจมั้ง" พ.อ.สรรเสริญกล่าว


เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลง แต่คำให้การไม่เปลี่ยนใช่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง เราไม่สามารถเปลี่ยนคำให้การได้ อีกทั้งตัวโฆษก ศอฉ.ไม่ใช่ประจักษ์พยาน ซึ่งประจักษ์พยานคือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เห็นและอธิบายความได้ โฆษก ศอฉ.ชี้แจงได้เฉพาะนโยบาย หลักการ ในภาพรวมกว้างๆ เป็นพยานบอกเล่า

“ปู” เผยญี่ปุ่นร่วมวางแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว

ที่มา ข่าวสด


เมื่อ 18 พ.ย. ที่ประเทศอินโดนีเซีย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือทวิภาคี กับนายโยชิฮิโกะ โนดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าได้ใช้โอกาสนี้เล่าถึงการแก้ไขปัญหาในการฟื้นฟูอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโดยรวมนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพึงพอใจ และพร้อมให้การสนับสนุนในการฟื้นฟู และป้องกันอุทกภัย ตนเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น และขอให้ญี่ปุ่นส่งผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่นมาทำงานร่วมกับไทย ในการวางแผนและป้องกันความปลอดภัยจากน้ำท่วม โดยไทยพร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า และการนำเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการฟื้นฟู และเกิดความมั่นใจโดยเร็ว

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าส่วนตัวเชื่อว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังมั่นใจในประเทศไทย เห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นให้ความร่วมมือตามที่ไทยได้ร้องขอไป และสำหรับการลงทุนในอนาคต ญี่ปุ่นจะยังมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย และในอาเซียน อาทิ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และยังต้องการเห็นความร่วมมือกันของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะเชื่อมโยงกัน และจะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ

และสุดท้ายจะเน้นย้ำในเรื่องที่ไทยก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้ จริง ซึ่งสหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญทางด้านความมั่นคงทางการเมือง และให้ความสำคัญในการเป็นประชาธิปไตยและใช้กฎหมายแบบหลักนิติธรรมอย่าง สมบูรณ์

"ชูวิทย์" หนุนพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ซัดแหลกประชาธิปัตย์ช่างติ-แค่ลิเกลาโรง

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 18 พ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงการออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงของสังคมขณะนี้ว่า ประเด็นนี้หลายคนเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ และมีนักการเมืองหลายคนออกมาให้สัมภาษณ์คัดค้าน ทั้งที่หลายคนต่างก็เคยได้ดีเติบโตมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ในอดีตเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่พอเวลาไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นชัดจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีบางพรรคที่พูดว่าน้ำดี ก็พิสูจน์มาแล้วว่า สุดท้ายได้ ส.ส.มากี่คน ที่พูดได้เพราะกระแส อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวเรื่องพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษนั้นเชื่อว่ามุ่งไปที่การช่วยเหลือคนเพียงคนเดียวตามที่มีการวิจารณ์กันแต่ก็ขอถามว่า แล้วมันมีคนอื่นได้รับอานิสงค์ด้วยหรือไม่ เพราะเขาปล่อยคนเป็นหมื่น

“ผมไม่อยากพูดมากไป เพราะวันหนึ่งหากผมติดคุก คนในคุกมันฝนแปรงสีฟันให้แหลมและรอเสียบพุงผมอยู่ มันมีอยู่หลายหมื่นคนที่พลอยจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ไปด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองแน่นอน และผมเชื่อว่าคนที่คิดเรื่องนี้มาก็ฉลาดล้ำลึก เพราะอ้างได้ถึงคนอีกสองสามหมื่นคนที่จะได้ประโยชน์พร้อมตัวเอง เราก็รู้กันอยู่ว่า เขาชอบยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว" นายชูวิทย์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ออกมาระบุพาดพิงถึงรัฐมนตรีในครม.ชุดนี้บางคนที่มาเผยแพร่ข่าว การออกมติครม.กรณี พ.ร.ฎ. อภัยโทษว่าเป็นหนอนบ่อนไส้นั้นมีใครบ้าง นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีใคร แต่ฟังผู้ใหญ่ในรัฐบาล บางคนเขาเอ่ยให้ฟังว่า มี 4 รัฐมนตรี คนที่ 1 เป็นรัฐมนตรีที่กำลังจะแต่งงาน คนที่ 2 เป็นรัฐมนตรีที่ชื่อสั้นๆ ไม่กี่พยางค์ แต่ความหมายยาว ตัวป้อมๆ คนที่ 3 เป็นรัฐมนตรีพรรคร่วมคุมกระทรวง อ. และคนที่ 4 เป็นรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเอง คุมกระทรวงใหญ่ แต่เพราะอยากเอาใจสื่อ บริหารงานก็งั้นๆ ไปได้เพราะมีผู้ใหญ่หนุน ประเภทน้ำเลี้ยงดี จึงเอาเรื่องนี้มาปูดจนกลายเป็นเรื่อง ส่วนจะเป็นใครนั้นตนก็ฟังเขามาอีกที จึงไม่รู้ว่าชื่อจริงชื่ออะไร

นายชูวิทย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏชัดว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ 265 และ 266 และบริหารราชการล้มเหลวจงใจให้เกิดการทุจริต ว่า เรื่องนี้พรรคประเชาธิปัตย์คุยว่าเป็นหมัดเด็ด เพราะเรื่องสำคัญไม่ใช่จะใช้กระแสส่งท้ายก่อนปิดสมัยการประชุมสภา เพราะสมัยการประชุมครั้งหน้า จะเป็นสมัยสภานิติบัญญัติ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หลายคนรู้ทันก็บอกว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เหมือนลิเกมาโหมเอาช่วงจะลาโรงใกล้ปิดฉาก มันมีอะไรหรือไม่ และที่ผ่านมาในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ไม่เคยเรียกตนเข้าร่วมประชุม แต่พอจะขอมติพรรคร่วมฝ่ายค้านกลับส่งคนมาขอลายเซ็นต์ให้ร่วมด้วย แม้กระทั่งในการอภิปรายเรื่องน้ำท่วมยังจัดให้ตนพูดเป็นคนท้ายๆ เขาไม่เคยให้เกียรติ เพราะเห็นพรรครักประเทศไทยมีแค่ 4 เสียง ก็ไม่เป็นไร ครั้งนี้ตนจึงไม่ได้เซ็นร่วมที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่เขาต้องการ ถ้าให้เกียรติกัน แค่ให้ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ โทรมาบอกกล่าว ก็โอเค แต่มันไม่มี

"ช่างกลึงยังต้องพึ่งช่างชัก ช่างสลักยังต้องพึ่งช่างเขียน ช่างรู้ยังต้องพึ่งช่างเรียน ช่างติเตียนไม่ต้องพึ่งใคร แล้วชูวิทย์ มีประโยชน์อะไรมีแค่ 4 เสียงเอง ผมมันประเภทใบตองถึงเวลาห่อขนมถึงจะใช้ผม พอไม่มีประโยชน์ก็ไม่คิดถึงมันน่าช้ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ผมไม่เคยได้ร่วมประชุมฝ่ายค้านเลยสักครั้งเดียว" นายชูวิทย์ กล่าว

"ยงยุทธ" สั่งเด้งปลัดคมนาคม ช่วยราชการสำนักนายกฯ-ปปง.ร่วมสอบเงินฉาว

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 17.00 วันที่ 18 พ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถปั๊มระบายน้ำในโครงการความช่วยเหลือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทย ที่ลานพระราชวังดุสิต

หลังพิธีเสร็จสิ้น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีแก๊งคนร้ายบุกปล้นเงินสดจากบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม และอ้างว่าในบ้านปลัดยังมีเงินอีกพันล้านบาท ว่า วันนี้ตนลงนามคำสั่งให้นายสุพจน์ มาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นที่ทราบว่าโครงการในการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท อย่างน้อยในวงเงินของกระทรวงคมนาคมก็คิดว่ามีสูงถึงประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น คนที่จะกลั่นกรองเรื่องพวกนี้ให้ตน เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีอีกครั้งก็มีความจำเป็นที่จะต้องดูคนที่เขาเข้าใจในเรื่องพวกนี้อยู่ จึงให้มาช่วยกลั่นกรองโครงการของกระทรวงคมนาคม โดยได้แจ้งเรื่องการขอตัวให้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ทราบแล้ว

เมื่อถามว่ามูลเหตุที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับการที่คณะกรรมการป.ป.ช.สั่งสอบ 3 ประเด็นเกี่ยวกับกรณีที่คนร้ายบุกปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม แล้วคนร้ายระบุมีการซุกเงินสดเป็นพันล้านบาทหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่ นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของนายสุพจน์ ไมได้เกี่ยวกับที่ตนออกคำสั่งให้มาช่วยราชการ ส่วนที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีการตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบสถานะการเงินของปลัดกระทรวงคมนาก็เป็นงานของป.ป.ช.

เมื่อถามว่า เหตุใดจังหวะถึงมาสอดรับพอดีกัน นายยงยุทธ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูฯ ตนต้องดูแลโครงการเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่ไหวคงดูไม่ทันก็ต้องมีคนมาช่วย เมื่อถามอีกว่า เรื่องนี้ดูแปร่ง ๆ ที่จังหวะมาเหมาะเจาะกันพอดี

"คิดให้แปร่ง มันก็แปร่งๆ ถ้าคิดไม่ให้แปร่ง มันก็ไม่แปร่ง ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อถามต่อว่าปกตินายสุพจน์สามารถช่วยกลั่นกรองโครงการฟื้นฟูภายหลังน้ำท่วม ในฐานะปลัดกระทรวงคมนาคมก็ได้ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสทางการเงิน นายยงยุทธ กล่าวว่า มันก็ไม่เหมือนกัน การทำในฐานะปลัดกระทรวง บางทีก็อยู่ในวงในของตัวเอง แต่เมื่อมาอยู่วงนอกแล้วก็อาจจะดูเรื่องราวได้ไม่เหมือนกัน คนที่อยู่ข้างในกับที่ออกมาอยู่ข้างนอกแล้วมองเรื่องเดียวกันจะมองไม่เหมือนกัน" นายยงยุทธ กล่าวกลั้วหัวเราะ

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าเป็นการขอตัวนายสุพจน์มาช่วยราชการ โดยที่ไม่ได้มีความผิดเกี่ยวเนื่องกับกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ รักษาการนายกรัฐมนตรี ตอบว่า ไม่มี ไม่เกี่ยวกัน ต่อข้อถามว่า มีการประสานงานจากกระทรวงคมนาคมมาหรือไม่ว่าตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องข้อครหาร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้ประสานและไม่ได้คุยกับใครเลย และทางป.ป.ช. ไม่ได้ประสานขอให้ทางรัฐบาลดำเนินการสอบสวนอะไรด้วย ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ อย่างเรื่องการจัดซื้อถุงยังชีพก็ไม่มีใครแจ้งไป แต่ท่านก็ดำเนินการของป.ป.ช.ไปได้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระดับปลัดกระทรวงมีข่าวว่ามีเงินสดซุกเป็นพันล้านบาท รัฐบาลมีนโยบายที่จะเอาจริงเอาจังในการสอบสวนเพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ นายยงยุทธ ระบุถ้าเป็นอย่างที่ข่าวลงจริง จะว่าไม่แปลกก็ไม่ได้ มันก็แปลกเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งเมื่อไหร่ที่เข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประพฤติมิชอบหรือการทุจริต นั่นก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดอย่างนั้น

วันเดียวกัน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กล่าวถึงกรณีคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ พร้อมให้การซัดทอดว่ามีเงินจำนวนหลายรอยล้านบาทที่ได้มาโดยมิชอบถูกซุกซ่อน ในบ้าน ว่า ขณะนี้ปปง.อยู่ระหว่างประสานข้อมูลกับตำรวจ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดในการเข้าไปตรวจสอบที่มาของเงินที่คนร้ายอ้างถึง

พ.ต.อ.สีหนาท ระบุว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งต้องการให้ปปง.ดำเนินการอายัดทรัพย์ ป้องกันการเคลื่อนย้าย แต่เนื่องจากปปง.ยังอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการธุรกรรมที่ทำหน้าที่พิจารณา ยึดอายัดทรัพย์ จึงคาดว่าต้องใช้เวลาสักระยะในการรวบวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เส้นทางการ เงินเพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคงยังไม่จำเป็นต้องเรียกปลัดกระทรวงคมนาคมเข้าให้ข้อมูล เพราะต้องใช้เวลาพิจารณาภาพรวมพฤติการณ์ของคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อน โดยในส่วนของป.ป.ง.มีอำนาจดำเนินการเรื่องการยึด อายัด เท่านั้น ขณะที่ป.ป.ช.มีอำนาจดำเนินการหากพว่ามีการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการ ทุจริต ส่วนการดำเนินคดีอาญาเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/11/54 มันจะมา..หลังน้ำลด

ที่มา blablabla

โดบ

ภาพถ่ายของฉัน



มันจะมา สร้างระยำ หลังน้ำลด
หวังโป้ปด คนไทย ให้ไขว้เขว
แล้วป้ายสี อวดโอ้ ให้โลเล
กี่ร้อยเล่ห์ ย้อนยอก เพื่อหลอกลวง....

มหกรรม สาดโคลน แล้วโยนผิด
แสร้งจริต มารยา ว่าแสนห่วง
ว่ารักชาติ ผองชน คนทั้งปวง
เลวทั้งยวง สร้างภาพ ตราบาปมาร....

รีบฟื้นฟู เยียวยา หน้าที่รัฐ
แม้นติดขัด ยังมุ่งมาด อย่างอาจหาญ
กี่เรื่องเลว ใครฉกฉวย ด้วยสันดาน
ดั่งอันธพาล มันยึดเขต ประเทศไทย....

ตั้งแก๊งค์ต้าน พ.ร.ฏ. แล้วก่อม๊อบ
ผิดหรือชอบ ควรชี้แจง แถลงไข
คนทุกข์ยาก จากน้ำท่วม อ่วมอรทัย
มีบ้างไหม ใคร?เล่าหนา มาดูแล....

คิดใส่ร้่าย ป้ายสี แล้วตีข่าว
สร้างเรื่องราว สับสน จากคน "แพ้"
ขอยืืนยัน ด้วยใจ ไม่เคยแคร์
พวกตอแหล..อันธพาล..สามานย์ชน....

๓ บลา / ๑๙ พ.ย.๔๔ (พรุ่งนี้ครับ)

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์: ว่าด้วยล่าม (On interpretation)

ที่มา ประชาไท


แถลงข่าวร่วมไทย-สหรัฐ - งานแถลงข่าวในวาระเยือนไทยของ รมว.กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ
ฮิลลารี คลินตัน เมื่อวันพุธ (15 พ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งลักษณ์ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ว่า
สำเนียงและการสื่อสารภาษาอังกฤษของเธอไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควรจะเป็น

ภาพจากเพจ US Embassy Bangkok

ด้านหนึ่งผมเห็นด้วยว่าไม่ควรโจมตีใคร รวมทั้งผู้นำประเทศ เพียงเพราะ “สำเนียง” การพูดอีกภาษาหนึ่ง และผมเลือกคนเป็นนายกฯ โดยไม่ได้สนใจหรอกว่าเขามีภาษาอังกฤษเลิศเลอแค่ไหน แต่อีกด้านหนึ่งผมเห็นว่า ในฐานะผู้นำประเทศ คุณยิ่งลักษณ์ควรตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อความในภาษาอื่นอย่างถูกต้อง ด้วย โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างเรื่องการเมือง ความจริงท่านอาจจะตระหนักเรื่องนี้ดีอยู่แล้วก็ได้

เท่าที่ผมติดตามคุณยิ่งลักษณ์ (ด้วยความสนใจส่วนตัวในฐานะคนแปลหนังสือและล่าม) ผมว่าท่านนายกฯ เข้าใจ (follow) ภาษาอังกฤษได้ดี เพียงแต่การแสดงออก (express) มันยังไม่เต็มที่ ก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่มีทักษะภาษาอังกฤษระดับกลาง ๆ จะเข้าใจแต่สื่อออกไปไม่ชัดเจน (บางทีคิดว่าสิ่งที่พูดออกไปชัดเจน แต่ความจริงไม่ชัดเจน) โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นเรื่องซึ่งสลับซับซ้อนกว่าบทสนทนาประจำวัน (colloquialism) บางครั้งทราบถึงคำที่จะใช้สื่อออกไป แต่ก็จนใจด้วยการออกเสียงคำต่าง ๆ ไม่คุ้นเคย การ stress คำผิดก็ทำให้ผู้รับสารเข้าใจความไม่ได้ทั้งหมดอยู่ดี การใช้ล่ามจึงยังเป็นสิ่งจำเป็น

อย่างท่านทะไลลามะ ประมุขทางจิตวิญญาณของทิเบต จะเห็นว่าท่านลี้ภัยไปตะวันตกเกินครึ่งศตวรรษแล้ว ความรู้พื้นฐานด้านภาษาอังกฤษของท่านคงไม่เป็นที่น่าสงสัย แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษจริงจัง อย่างเช่นที่ท่านสนทนาแลกเปลี่ยนกับนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องสมองและจิต ท่านต้องใช้ล่ามครับ หรือบางครั้งท่านเทศน์เป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องเหลือบกลับไปมองล่ามและปรึกษาการใช้คำบางคำ เช่นเดียวกับติชนัทฮันห์ พระภิกษุเวียดนามที่ดังพอ ๆ กัน และใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอกันก็ต้องพึ่งล่ามเหมือนกัน กรณีที่เป็นทางการ

การใช้ล่ามแปลภาษาไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ไม่ว่ากับผู้นำหรือคนทั่วไป บางครั้งเป็นเรื่องชาตินิยมด้วยซ้ำ เวลาเป็นล่าม ผมสังเกตว่าคนเกาหลี จีน และญี่ปุ่นที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองเหมือนเรา มักชอบพูดผ่านล่าม โดยเฉพาะเกาหลีอันดับหนึ่งเลย บางท่านเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ (และผมทราบว่าพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลย) ก็ยังเลือกใช้ล่ามสำหรับการประชุมอย่างเป็นทางการ การใช้ล่ามมันเป็นการแสดงออกถึงศักดิ์ศรีของประเทศเขาครับ เขากำลังบอกว่าภาษาอังกฤษไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนักหนา และถอยไปห่าง ๆ เลย พวกอดีตเจ้าอาณานิคมทั้งหลาย

มนุษย์เราเกิดมาย่อมเชี่ยวชาญในภาษาแม่ (ฝรั่งเรียกว่า mother tongue) นั่นแล โอกาสที่จะเป็น bilingual หรือ trilingual มันมี แต่มีไม่มากหรอกครับจากประสบการณ์ของผม โดยเฉพาะที่เป็น bilingual หรือ trilingual แท้ ๆ ไม่ใช่แบบพิกลพิการ

จงภูมิใจในภาษาที่ท่านพูดได้ครับ และพูดและเขียนให้ดีสุดในภาษาของท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็ขอให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรู้ภาษาอื่นด้วย การพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ ตะกุกตะกักไม่ใช่เรื่องน่าอายฉันใด การใช้ล่ามในกรณีที่จำเป็นก็ไม่ใช่การเสียหน้าฉันนั้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการน้ำในเขื่อนภูมิพล

ที่มา ประชาไท

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 11-12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงความผิดพลาดของการจัดการน้ำในเขื่อน แต่วิธีวิเคราะห์ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นการวิเคราะห์แบบหลักลอย ปราศจากบริบท ไม่มีการเปรียบเทียบปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและลดลงในแต่ละเดือน ไม่มีการกล่าวถึงว่าในอดีตเขื่อนมีวัฏจักรการปล่อยและกักเก็บน้ำอย่างไร

เป้าหมายของบทความนี้คือเพื่อแสดงให้เห็นความผิดปกติของการจัดการน้ำใน เขื่อนภูมิพลประจำปี 2554 อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยตลอดสิบปีที่ผ่านมา เพื่อชี้ให้เห็นว่าความผิดปกตินี้เกิดในช่วงเวลาใด อนึ่ง ผู้เขียนจงใจใช้คำว่าความผิดปกติ ไม่ใช่ความผิดพลาด เพราะสาเหตุของความผิดปกติอาจเป็นได้ตั้งแต่สาเหตุธรรมชาติ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความผิดพลาดโดยตั้งใจ และไม่ตั้งใจ

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับแผนภูมิด้านบนดี โดยเฉพาะเส้นสีแดง ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลประจำปี 2554 (จาก http://www.thaiwater.net/DATA/REPORT/php/egat_graph1.php เพื่อความสะดวกในการจัดการ ผู้เขียนดึงมาเฉพาะข้อมูลรายเดือน) ส่วนเส้นประสีน้ำเงินคือปริมาณน้ำในเขื่อนเฉลี่ยของรอบสิบปี (ตั้งแต่ 2545 จนถึง 2554)

เส้นประสีน้ำเงินแสดงให้เห็นธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในเขื่อน เราสามารถแบ่งธรรมชาติของการจัดการน้ำในเขื่อนได้เป็นสามช่วง 1) ฤดูหนาวและฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน น้ำที่เหลือตกค้างจากฤดูฝนปีก่อน ลดลงไปจนถึงสิ้นสุดฤดูร้อน 2) ช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกรกฎาคม แม้จะเริ่มมีฝนตกเหนือเขื่อน และมีน้ำไหลเข้า แต่ปริมาณน้ำยังจัดว่าน้อย เขื่อนในช่วงนี้จะพยายามรักษาระดับน้ำให้คงตัว ไม่เพิ่มหรือไม่ลดจากเดิม เพื่อเตรียมตัวไว้สำหรับฤดูฝนตอนปลาย 3) ฤดูฝนตอนปลาย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงพฤศจิกายน ฝนตกในปริมาณมาก ช่วงเวลานี้คือช่วงของการกักเก็บน้ำในเขื่อน เพื่อให้เหลือใช้ ผ่านฤดูหนาวและฤดูแล้งของปีถัดไปได้

จุดน่าสังเกตเกี่ยวกับเส้นสีแดงทึบ หรือปริมาณน้ำในปี 2554 คือ 


- ปี 2554 เริ่มต้นจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่น้อยเป็นประวัติการณ์ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2000 ล้านลบมม (และน้อยเกือบที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มากกว่าเพียงแค่ปี 2549 เท่านั้น) สาเหตุน่าจะเป็นเพราะความแห้งแล้งต่อเนื่องจากปี 2553 ในบริเวณพื้นภาคกลาง 


- แต่ภายหลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ปริมาณน้ำในเขื่อนเริ่มอยู่ในระดับเท่าค่าเฉลี่ยสิบปี (เส้นสีแดงตัดกับเส้นประสีน้ำเงิน) จากนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกินขีดจำกัดที่เขื่อนจะรับได้ (ประมาณ 13000 ล้านลบมม) และเป็นสาเหตุหนึ่งของอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่เราต้องเผชิญในปีนี้

กราฟที่ 2 คือความเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำในเขื่อน เฉพาะตั้งแต่เดือนเมษายน (ต้นฤดูฝน) จนถึงเดือนตุลาคม คำนวณจากนำปริมาณน้ำวันที่ 1 ของแต่ละเดือนลบปริมาณน้ำเดือนก่อน เช่น ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในเดือนมกราคมเท่ากับปริมาณน้ำในเขื่อน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ลบด้วยปริมาณน้ำ วันที่ 1 มกราคม เช่นเดิม กราฟแท่งสีแดงคือความเปลี่ยนแปลงในปี 2554 และสีน้ำเงินคือค่าเฉลี่ยสิบปี ตัวเลขที่เป็นลบ หมายความว่าเฉพาะในเดือนนั้น ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง

สำหรับคนที่ไม่ถนัดดูกราฟ สามารถดูตัวเลขในตารางข้างล่างได้ (หน่วย ล้านลบมม) ตัวเลขสีม่วงจงใจแสดงให้เห็นเดือนที่ระดับน้ำลดลง

จะเห็นได้ว่า ยกเว้นเดือนกันยายน กราฟแท่งสีแดงสูงกว่าสีน้ำเงินหมด (และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงสุดทุกเดือนในรอบสิบปีที่ผ่านมา) กราฟแท่งและตารางด้านบนแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของการจัดการน้ำในเขื่อน ภูมิพล ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือนสิงหาคม

กราฟที่ 3 คือปริมาณน้ำที่เปลี่ยนแปลงในปี 2554 ลบกับค่าเฉลี่ย แสดงให้เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน อะไรคือต้นเหตุที่มาของความผิดปกตินี้กันแน่ สมมติฐานหนึ่งคือสาเหตุทางธรรมชาติ ถ้าเราเอากราฟแสดงปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนมาเปรียบเทียบดู จะพบว่าปริมาณน้ำไหลเข้า (อันเป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน หรือธรรมชาติล้วนๆ ) ในปี 2554 สูงกว่าแทบทุกปี ตรงตามรายงานของกรมอุตุฯ ว่าปริมาณฝนในปี 2554 สูงกว่าปรกติ

นอกจากนี้ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว (ในกราฟที่ 1) ต้นปี 2554 ปริมาณน้ำหลงเหลือในเขื่อนน้อยเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับช่วงต้นปี มีสัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาหลายข้อที่บ่งชี้ว่าปีนี้ฝนจะแล้ง การจงใจกักเก็บน้ำตั้งแต่ต้นปี จึงอาจมาจากสาเหตุนี้ได้ แต่ปริมาณน้ำดังกล่าวปรับอยู่ในระดับเท่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ดัง นั้นนี่จึงไม่น่าใช่คำอธิบาย เหตุใดการเพิ่มขึ้นของน้ำในเขื่อนถึงยังสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน มิถุนายน กรกฎาคม จนถึงเดือนสิงหาค

ประเด็นหลักๆ ที่ผู้เขียนอยากนำเสนอในบทความนี้คือ

1. ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก่อนเดือนมิถุนายน แม้จะมีบทบาททำให้เกิดวิกฤติอุทกภัยปลายปี แต่เป็นความผิดพลาดที่เข้าใจได้ ภายใต้กรอบคำอธิบายว่า ต้นปี 2554 มีสัญญาณฝนแล้งจริง และปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลที่เหลือจากปี 2553 น้อยเป็นประวัติการณ์


2. เราไม่สามารถยกปริมาณน้ำในเขื่อนมาเปรียบเทียบอย่างไร้บริบท โดยไม่ดูว่าค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

จากตารางที่ 2 ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2554 และกรกฎาคมรวมกันประมาณ 1610 ล้านลบมม อาจจะน้อยกว่าปริมาณน้ำในเดือนสิงหาคม (1940 ล้านลบมม) แต่ต้องไม่ลืมว่า ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้ว ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลไม่เคยเพิ่มขึ้นเลยในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ -55 ล้านลบมม) ถ้าเทียบความผิดปกติจากค่าเฉลี่ย ความผิดปกติในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมรวมกันเท่ากับ 1610 ล้านลบมม มากกว่าค่าความผิดปกติในเดือนสิงหาคม (1150 ล้านลบมม)



ลองวิเคราะห์ให้ละเอียดลงไปว่าการที่ปริมาณการกักเก็บน้ำในเดือนมิถุนายน ถึงสิงหาคม มากกว่าค่าเฉลี่ย สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุธรรมชาติหรือไม่

ตารางสุดท้ายนี้เปรียบเทียบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน ระหว่างค่าเฉลี่ยสิบปี และในปี 2554 จะเห็นว่าตลอดทั้งสามเดือน ปริมาณน้ำไหลเข้าตามธรรมชาติมากกว่าค่าเฉลี่ยสองถึงสามเท่า ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมปริมาณน้ำไหลเข้ามากกว่าค่าเฉลี่ยรวมกัน 1040 ล้านลบมม ขณะที่ปริมาณการกักเก็บน้ำมากกว่าค่าปรกติอยู่ 1610 ล้านลบมม ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำไหลเข้าที่มากกว่าปรกติในเดือนสิงหาคมเท่ากับ 1650 ล้านลบมม ส่วนปริมาณการกักเก็บที่มากกว่าปรกติคือ 1150



ตัวเลขข้างบนนี้มาจากความแปรปรวนตามธรรมชาติ หรือความจงใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเอาศักยภาพการระบายน้ำในเขื่อนมาขบคิดวิเคราะห์ ซึ่งตัวเลขนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ถ้าฝนตกปลายเดือน ย่อมมีโอกาสน้อยกว่าที่จะระบายน้ำออกจากเขื่อน (ในบทความ http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_06112011_01 มีการกล่าวถึงอัตราการระบายน้ำในเขื่อนอย่างคร่าวๆ ) การวิเคราะห์ดังกล่าวอยู่นอกขอบเขตของบนความนี้ จึงขอทิ้งตารางที่ 2 และ 3 ไว้ในดุลพินิจของผู้อ่าน


3. ***แต่*** ผู้เขียนยังไม่เชื่อว่าความผิดปกติทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาอุทกภัย เรากำลังพูดถึงความผิดปกติระดับ 3000 ล้านลบมม เทียบกับปริมาณน้ำเหนือทั้งหมด 13000 ล้านลบมม ที่ทยอยท่วมทับกรุงเทพ และหลายจังหวัดในภาคกลาง นักการเมืองบางคนออกมาพูดว่า หากเขื่อนพร่องน้ำได้สักครึ่งหนึ่ง เราจะไม่ต้องประสบปัญหานี้ แต่คำพูดนั้นเป็นเพียงการกล่าวหาอย่างละเมอเพ้อพก ตราบใดที่เรายังไม่สามารถพยากรณ์อากาศล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็น ความรับผิดชอบของเขื่อนคือการปรับระดับน้ำให้พอดีค่าเฉลี่ย ไม่ใช่เตรียมพร้อมรับอนาคตที่เราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น

บทสรุป

ปริมาณน้ำของเขื่อนภูมิพลในปี 2554 มากผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ จริง และเป็นความผิดปกติที่เกิดตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงเดือนสิงหาคม การกักเก็บน้ำที่มากขึ้นนี้อาจเกิดจากมาตรการจัดการน้ำแล้งช่วงต้นปี 2554 กระนั้นก็ตาม ปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้นจนถึงค่าเฉลี่ยในเดือนมิถุนายน แต่ภายหลังจากนั้น ก็ยังไม่มีการปล่อยน้ำอย่างเพียงพอ การพิจารณาความผิดปรกติของการจัดการน้ำในเขื่อน ต้องกระทำไปพร้อมกับการพิจารณาบริบทอื่นๆ ได้แก่ การจัดการน้ำในอดีต และสภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศในปี 2554 ข้อสังเกตสุดท้ายคือปริมาณน้ำที่เขื่อนสามารถชะลอได้นั้นอยู่ในหลัก 3000 ล้านลบมม ซึ่งเทียบแล้วเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่วมทั้งหมด

หมายเหตุจากทีมแอดมิน :*

บทความข้างต้นนี้เป็นรายงานฉบับพิเศษที่เขียนขึ้นโดยหนึ่งในสมาชิกทีมแอดมิน ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลพร้อมเขียนบทวิเคราะห์ไว้น่าสนใจ

บทความนี้มีเป้าหมายพื่อแสดงให้ เห็นความผิดปกติของการจัดการน้ำในเขื่อน ภูมิพลประจำปี 2554 โดยอ้างอิงจาก “ตัวเลขค่าเฉลี่ย” ตลอดสิบปีที่ผ่านมา (เวลาเราจะบอกว่าสิ่งใดผิดปกติ เราต้องรู้ก่อนว่าระดับ “ปกติ” อยู่ตรงไหน) เพื่อชี้ให้เห็นในเชิงตัวเลขว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้น “มาก” หรือ “น้อย” แค่ไหน และเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลา “ยาวนาน” เท่าใด แต่ไม่ได้มีเป้าหมายในการสรุปว่า “อะไร” คือสาเหตุของความผิดปกติ (ธรรมชาติ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฯลฯ)

สำหรับท่านที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สามารถเข้าไปได้ที่ Facebook Page : ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการน้ำในเขื่อนภูมิพล หรือส่งอีเมล์มาได้ที่ admin (at) whereisthailand (dot) info

* หมายถึง ทีมแอดมินของ Where is Thailand dot info?

เปิด ‘6 งานวิจัยสื่อม.อ.ปัตตานี’ โทนสันติภาพ–สันติสุขมาแรง

ที่มา ประชาไท

นูรยา เก็บบุญเกิด โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

เปิด 6 งานวิจัยสื่อ วิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี พบเคเบิ้ลทีวีขยายตัวเพียบ ชายแดนใต้มีให้ชมถึง 80 ช่องผลิต อุปสรรคใหญ่ขาดแคลนบุคคลากรผลิตรายการท้องถิ่น พบรายการวิทยุโทนสันติภาพมาแรง รายการสุดฮิต “ใต้สันติสุข” นำลิ่ว
เมื่อเวลา 09.00 น.–12.00 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 ที่คณะวิทยาการสื่อสารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยาการสื่อสารได้จัดเสวนา “ก้าวย่างสู่วาระชุมชน” (STEP into the local Community) ภายใต้การสนับสนุนโดยโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในเขต ภาคใต้ของประเทศไทย (Southern Thailand Empowerment and Participation--STEP) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
ในการเสวนาครั้งนี้ มีการนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สื่อในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของอาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสารรวม 6 หัวข้อ ประกอบด้วย การสำรวจสถานภาพสื่อโทรทัศน์ท้องถิ่นและโทรทัศน์บอกรับสมาชิกใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยนายภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา, สถานภาพ บทบาทการดำเนินงาน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสื่อวิทยุเพื่อร่วมสร้างสันติภาพใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง: จังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดย ผศ.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว
สถานภาพ บทบาท และศักยภาพของสื่อพื้นบ้านในฐานะสื่อทางเลือกเพื่อการพัฒนาสังคมภาคใต้ โดยนางจารียา ออรถนุชิต, ขีดความสามารถของสื่อและการนำเสนอข่าวออนไลน์ในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาค ใต้ โดยน.ส.ฐิติมา เทพญา, การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับสตรีในจังหวัดช่ายแดนภาคใต้ โดยอาจารย์สากีเราะ แยนา เบ็ญฮารูน และสื่อมวลชนกับการสร้างเสริมสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้: บทบาทที่เป็นจริง บทบาทที่ควรจะเป็น และเส้นทางการสื่อสารเพื่อสันติภาพ โดยนายสมัชชา และนางบัณฑิกา นิลปัทม์
นายภีรกาญจน์ นำเสนอผลการวิจัยว่า ขณะนี้เคเบิลทีวีท้องถิ่นมีช่องให้ชมมากถึง 60–80 ช่องรายการ บางบริษัทมีการผลิตรายการตอบสนองความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนในท้อง ถิ่นด้วย ขณะที่สมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่นจะจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนอยู่ระหว่าง 200–350 บาท ต่อเดือน จากการสำรวจสถานภาพสื่อโทรทัศน์ท้องถิ่นและโทรทัศน์บอกรับสมาชิกใน 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) พบว่า จุดแข็งของเคเบิลท้องถิ่นในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างคือ ผู้ประกอบการมีพื้นฐานทางธุรกิจ มีรายได้ที่แน่นอนจากค่าสมาชิก สามารถนำมาวางแผนการประกอบการทางธุรกิจได้ สามารถขยายธุรกิจประเภท (Business Lines) ที่ใกล้เคียงกันได้ ยังสามารถขยายจำนวนสมาชิกในพื้นที่ใกล้เคียงเขตเมืองได้อีก
นายภีรกาญจน์ นำเสนอต่อไปว่า สำหรับจุดอ่อนอยู่ที่ขาดแคลนบุคลากร ในการผลิตเนื้อหาทั้งข่าวและรายการ บุคคลากรขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ทำให้มีการลาออกบ่อยครั้ง ขาดประสบการณ์ ขาดความเป็นมืออาชีพ ผู้ประกอบการขาดความรู้พื้นฐานทางด้านนิเทศศาสตร์ การบริหารองค์กรขาดหลักการ แต่มีความยืดหยุ่นสูง และรายการท้องถิ่นมีน้อย ส่วนโอกาสคือ การมีสื่อมวลชนท้องถิ่นที่สามารถเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และราคาถูกลง การมีสถาบันทางวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ในพื้นที่ ทำให้ประชาชนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาข่าวสารมากขึ้น และหน่วยงานรัฐเริ่มให้ความสำคัญในการเป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น คู่แข่งธุรกิจในลักษณะเดียวกันน้อย สามารถขยายตลาดได้อีก
“อุปสรรคของเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นคือ การแข่งขันทางธุรกิจกับโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งค่าใช้จ่ายของผู้รับบริการถูกกว่า จ่ายเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องจ่ายรายเดือน ธุรกิจเคเบิลระดับชาติเดินเกมรุกด้านการตลาดมากขึ้น ทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม โดยผูกกับโทรศัพท์มือถือ ทั้งกฎหมายยังขาดความชัดเจนในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ และประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคสื่ออื่นมากขึ้น” นายภีรกาญจน์ กล่าว
นางจารียา นำเสนอผลการวิจัยว่า การวิจัยสถานภาพ บทบาท และศักยภาพของสื่อพื้นบ้านในฐานะสื่อทางเลือกเพื่อการพัฒนาสังคมภาคใต้พบว่า ศิลปินพื้นบ้านภาคใต้ ทั้งหนังตะลุง หนังตะลุงคน และดิเกร์ฮูลู ไม่สามารถหารายได้จากการประกอบอาชีพการแสดงได้เพียงอย่างเดียว ต้องประกอบอาชีพอื่นควบคู่ไปด้วย แต่เนื่องจากสื่อพื้นบ้านเหล่านั้นมีใจรัก ผูกพัน และตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของสื่อพื้นบ้าน ทำให้ศิลปินพื้นบ้านมีภาระต้องสานต่อเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ เพื่อให้สื่อพื้นบ้านยังคงอยู่ แม้จะอยู่ในสภาพย่ำแย่ และต้องพึ่งพิงรายได้จากการประกอบอาชีพอื่นก็ตาม สื่อพื้นบ้านกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ ต้องการการหนุนช่วยทั้งด้านวัตถุ การเพิ่มช่องทาง และการเสริมความรู้ ความคิด และความเข้าใจ
นางจารียา นำเสนอต่อไปว่า จากรายงานการวิจัยศิลปินพื้นบ้านระบุว่า รายได้จากการแสดงมาจากหน่วยงานที่เชิญสื่อพื้นบ้านไปจัดแสดง ซึ่งมีตั้งแต่หน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล สภาวัฒนธรรมระดับท้องถิ่น วัด โรงเรียน กลุ่มประชาชน กลุ่มศิลปินพื้นบ้านเสนอแนะว่า หน่วยงานรับผิดชอบต้องตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของสื่อพื้นบ้านอย่างแท้ จริง และต้องสนับสนุนศิลปินพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไปอย่างจริงจัง ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมกับสถาบันการศึกษา เช่น โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ก็ยังเป็นอีกช่องทาง ที่ทำให้สื่อพื้นบ้านสามารถทำหน้าที่สืบทอดคุณค่าในฐานะของครูภูมิปัญญา ดังเช่นที่คณะดิเกร์ฮูลูมะยะหา และคณะแหลมทรายได้ดำเนินการไปแล้ว
“จากการศึกษาสื่อพื้นบ้านภาคใต้ยัง พบว่า ผู้ที่เป็นศิลปินจะเอาใจใส่ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของสังคม และนำเอามาสอดแทรกในเนื้อหาของสื่อ มีการแลกเปลี่ยนเคล็ดลับฝีมือการแสดง กับเครือข่ายเพื่อนศิลปินด้วยกัน โดยอาจจะถือโอกาสในช่วงของการประกวดประชันกัน เป็นต้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาความรู้ พบว่า ความรู้ที่ศิลปินพื้นบ้านภาคใต้ต้องการ จะเป็นความรู้ที่เป็นความสนใจหลักของศิลปิน เช่น การปรับปรุงศิลปะการแสดง และความรู้ทั่วไปในสังคม ที่ศิลปินต้องติดตามเพื่อคงสถานภาพความเป็นผู้นำทางความคิด หรือความเป็นปัญญาชนของชุมชนเอาไว้” นางจารียา กล่าว
นางสากีเราะ นำเสนอผลการวิจัยว่า จากการวิจัยเรื่องการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับสตรีในจังหวัดชายแดน ภาคใต้พบว่า สื่อมวลชนมักนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในช่วงแรกที่ได้รับผลกระทบ เช่น รัฐมีนโยบายอย่างไรที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ความช่วยเหลืออย่างไร แต่ไม่มีปรากฎงานข่าวเชิงลึกและการติดตามว่า หลังจากได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นจากหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบดำเนินชีวิตอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ
นางสากีเราะ นำเสนอต่อไปว่า นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ และถูกกระทำจากสถานการณ์ความไม่สงบมีจำนวนมาก ส่งผลให้หญิงหม้ายมีจำนวนเพิ่มขึ้น การสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะและบทบาทของตนเองมาเป็นผู้นำ ครอบครัวแทน โดยการออกหางานทำเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวและส่งเสียดูแลลูก ประคับประคองชีวิตของสมาชิกของครอบครัวที่เหลืออยู่ให้ดำเนินต่อไป
“นอกจากนี้นโยบายและการแก้ปัญหาของรัฐก็ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง และเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งสื่อมวลชนควรนำเสนอ แต่ประเด็นนี้กลับไม่ปรากฎและขาดหายไปจากการรายงานข่าวของสื่อมวลชน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาของรัฐ เป็นปัญหาเชิงนโยบายที่สร้างผลกระทบให้กับผู้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย” นางสากีเราะ กล่าว
อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว
ผ.ศ.อรุณีวรรณ นำเสนอผลการวิจัยว่า จากการวิจัย พบว่า รายการที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะของการผลิตสื่อสันติภาพคือ รายการใต้สันติสุขและยังมีรายการวิทยุอีกหลายรายการ ที่ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อสังคม สาเหตุที่ทำให้รายการใต้สันติสุขกล่าวถึงกันมาก เพราะนอกจากเนื้อหาจะเน้นการสื่อสารเรื่องสันติภาพโดยตรงแล้ว การออกอากาศยังเป็นลักษณะของเครือข่าย โดยการสลับกันเป็นแม่ข่าย และเปิดโอกาสให้สถานีวิทยุอื่นๆ รับสัญญาณไปถ่ายทอดต่อได้ง่าย
“จากการศึกษายังพบอีกว่า ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง มีสถานีวิทยุเพื่อการศึกษาเกิดขึ้นจำนวนมาก และสถานีเหล่านั้น ก็มีความพร้อมในด้านการจัดการข้อมูลข่าวสาร ซึ่งหากดึงสถานีวิทยุเหล่านั้นเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสม่ำ เสมอ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสถานีวิทยุเพื่อการศึกษา และสถานีวิทยุชุมชนอื่นๆ ด้วย” ผ.ศ.อรุณีวรรณ กล่าว

สุรชัยป่วย นัดพร้อมเลื่อนปีหน้า-สมยศขึ้นศาลสระแก้ว 21 พ.ย.-ลุง SMS ตัดสิน 23 พ.ย.

ที่มา ประชาไท

18 พ.ย.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดให้ญาติเยี่ยมผู้ต้องขังเป็นวันแรกแล้ว หลังจากประกาศปิดมาตั้งแต่ 3 พ.ย.54 เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยสภาพโดยรอบเรือนจำยังคงมีน้ำท่วมขังระดับเหนือเข่า แต่มีการต่อสะพานไม้ตั้งแต่ริมถนนจนถึงตัวอาคารเพื่อเป็นทางเดิน โดยในวันนี้ยังมีประชาชนมาใช้บริการไม่มากนัก ส่วนเรือนจำคลองเปรมซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันเปิดให้ญาติเยี่ยมผู้ต้องขัง ก่อนหน้านี้ 3 วัน โดยเรือนจำจัดเรือคอยให้บริการประชาชน

นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายสุรชัยมีอาการท้องร่วง และความดันโลหิตสูง จนต้องนำส่งโรงพยาบาลในเรือนจำ ขณะนี้อาการดีขึ้นแล้วแต่ยังอยู่ที่โรงพยาบาล โดยเพิ่งมีแพทย์เข้ามาตรวจอาการวันนี้ เนื่องจากแพทย์ลาพักร้อนและโรงพยาบาลค่อนข้างขาดแคลนแพทย์

ภรรยานายสุรชัยกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ศาลได้นัดพร้อมคดีนายสุรชัย กรณีการปราศรัยที่ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ศาลปิดทำการ และได้มีการนัดหมายใหม่เป็นวันที่ 30 ม.ค.55 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เธอและตัวแทนกลุ่มแดงสยามได้ยื่นหนังสือแก่คณะกรรมการอิสระตรวจ สอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมีนายสมชาย หอมลออ เป็นผู้รับจดหมาย ซึ่งได้เรียกร้องให้ คอป.ช่วยตรวจสอบว่ามี สน.ใดบ้างที่จะออกหมายจับหรือส่งฟ้องคดีของนายสุรชัย เพราะขณะนี้มีส่วนที่ส่งฟ้องแล้ว 3 คดี และได้ข่าวว่าตำรวจในพื้นที่จังหวัดราชบุรี อุดรธานี เชียงราย อาจจะดำเนินคดีกับนายสุรชัยเพิ่มอีก นอกจานี้ยังขอให้ คอป.ประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้รวมคดีต่างๆ เป็นคดีเดียวกัน เนื่องจากเป็นความผิดมาตราเดียวกัน และจำเลยมีปัญหาสุขภาพไม่สามารถที่จะเดินทางไปสืบพยานยังจังหวัดต่างๆ เป็นระยะเวลายาวนานได้

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัย (แฟ้มภาพ)

“แกมีโรคประจำตัวหลายโรค หัวใจ เบาหวาน ความดันสูง แล้วก็มีปัญหากับกระเพาะปัสสาวะที่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ถ้าต้องนั่งรถเดินทางไปเชียงใหม่ก็คงไม่ไหว แกเลยอยากให้รวมคดีแล้วจะแถลงต่อศาลยอมรับสารภาพ เพราะแกนั่งรถไม่ไหว นอนคุกยังดีกว่าต้องนั่งรถตะเวนไปขึ้นศาล” ปราณีกล่าว

ด้านนายสมชาย หอมลออ จาก คอป.กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือดังกล่าวให้กับนายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ คอป.ก็เคยเสนอรัฐบาลไปแล้วเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของนักโทษ โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ควรได้รับการประกันตัว หลังจากนั้นรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อดำเนินการตามข้อเสนอของ คอป. แต่เพิ่งตั้งและเจอสถานการณ์น้ำท่วมจึงยังไม่มีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ทางผู้ต้องหาสามารถเขียนคำร้องของประกันตัวต่อศาลได้ โดยจะอ้างถึงข้อเสนอ คอป.ก็ได้ ส่วนศาลจะพิจารณาอย่างไรเป็นดุลยพินิจของศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว จะมีการพิจารณาคดีของนายสมยศ โดยเป็นการสืบพยานโจทก์นัดแรก ก่อนจะถูกนำตัวไปสืบพยานโจทก์ต่อที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในวันที่ 19 ธ.ค. จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 16 ม.ค.55 และจังหวัดสงขลา วันที่ 13 ก.พ.55

ขณะที่คดีของนายโจ กอร์ดอน ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสัญชาติไทย-อเมริกัน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แปลหนังสือ The King Never Smiles และรับสารภาพไปเมื่อวันที่ 10 ต.ค.54 ศาลมีคำสั่งให้สืบเสาะพฤติกรรมก่อนนัดพิพากษาในวันที่ 9 พ.ย.54 อย่างไรก็ตาม กำหนดการดังกล่าวต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม นายอานนท์ นำภา ทนายจำเลยระบุว่า ในวันจันทร์ที่ 21 พ.ย.นี้ จะยื่นคำร้องขอให้ศาลอ่านคำพิพากษา ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลจะพิพากษาคดีในวันนั้นหรือไม่

ส่วนคดีของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ วัย 61 ปีที่ถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS เข้าข่ายหมิ่นให้เลขานุการอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนพ.ค.53 นั้นศาลนัดพิพากษาคดีในวันพุธที่ 23 พ.ย.นี้ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา