WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 19, 2011

คำุถามตัวโตๆที่รัฐบาลนี้ต้องตอบคนเสื้อแดงซะที

ที่มา Thai E-News



คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจบนซาก ศพ และความเสียสละอาจหาญของวีรชน 92 ศพ มีคนบาดเจ็บพิการ สูญเสียอิสรภาพอีกไม่นับ และยังคอยตามสนับสนุนปกป้องรัฐบาลนี้ราวผนังทองแดงกำแพงเหล็กก็คือว่า เมื่อไหร่ที่ฝ่ายถูกฆ่าจะได้ออกจากคุกสู่อิสรภาพ และเมื่อไหร่จะนำฝ่ายฆ่าเข้าไปอยู่ในคุกแทน เมื่อประจักษ์หลักฐานตำตาอยู่ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 พฤศจิกายน 2554

พันธมิตรฯยึดสนามบินเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2551 ผ่านมาจะครบรอบ 3 ปีในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ยังไม่มีใครต้องติดคุก

ทั้งที่มีข้อหาอุกฉกรรจ์ก่อการร้าย โทษถึงประหารชีวิต เพราะไปติดอยู่กับตำรวจ 2 ปีครึ่ง

เรื่องมาถึงมืออัยการเมื่อ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนบัดนี้ผ่านไปอีก 6 เดือน รวมจะครบ 3 ปี อัยการสั่งเลื่อนคดีครั้งแล้วหนเล่า เรื่องยังไม่ถึงศาล

คำถามตัวโตๆต่อกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือว่า เมื่อไหร่อัยการจะสั่งฟ้อง เมื่อไหร่ศาลจะได้พิจารณาคดี เมื่อไหร่คดีจะสิ้นสุด..เมื่อไหร่ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินจะติดคุก

คำถามตัวโตๆต่อมาก็คือว่า ทำไมคดีก่อการร้ายของเสื้อแดงไม่ต้องรออะไร ติดคุกไปนานแล้ว และไม่ยอมให้ประกันตัวสู้คดี

หากคำตอบมีอยู่ว่าโทษก่อการร้ายหนัก กลัวให้ประกันตัวแล้วจะหลบหนี

คำถามตัวโตๆมีว่า แล้วทำไมข้อหาก่อการร้ายของเสื้อเหลืองถึงไม่ต้องติดคุก ถึงไม่กลัวหลบหนี (อ่านรายงาน ครบรอบ3ปียึดสนามบินลอยนวล )

การสังหารประชาชนกรณี 10 เมษา-19 พฤษภา 2553 ผ่านมา 1 ปีครึ่ง ผู้สั่งการ ผู้ลงมือฆ่า ยังไม่มีใครต้องติดคุก
เรื่องไปค้างอยู่ที่DSI ปีเศษ รัฐบาลใหม่เข้ามาให้โอนคดี 16 ศพ


ซึ่งรวมทั้ง 3 ศพวัดปทุมฯที่มีหลักฐานทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าBTS

ซึ่งDSIชี้ว่า เกิดจากการฆ่าของเจ้าหน้าที่รัฐ(ทหาร)ไปให้ตำรวจนครสอบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม

ล่าสุดพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของศอฉ.เข้าให้การกับตำรวจเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระบุว่า "ศอฉ." ไม่ใช่องค์กรที่เกิดขึ้นเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น เป็นผอ.ศอฉ.

สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทหารจะไม่สามารถนำกำลังเข้าสลายม็อบแดงได้เลย

หากไม่มีคำสั่งพิเศษจาก "ศอฉ." ! หากไม่เพราะอภิสิทธิ์-สุเทพสั่ง (อ่านรายงานข่าว:ทหารออกตัวล้อฟรีไก่อูเปิดปากซัดทอดมาร์ค-เทือกเต็มๆ มัดคอเป็นผู้สั่งการสังหารเมษา-พฤษภาเลือด)

ไก่อูเปิดแถลงข่าวอีกครั้งเมื่อวานนี้สำทับว่า เขาเป็นพยานบอกเล่า
คำ ให้การไม่ได้ไปชี้นำหรือพุ่งเป้าไปที่ใคร ส่วนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะเข้าใจหรือไม่นั้น ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร แต่คิดว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทหารก็ทำหน้าที่ของเรา

คำถามตัวโตๆมีว่า เช่นนั้นเมื่อไหร่จะดำเนินคดีกับอภิสิทธิ์-สุเทพ?

พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี 16 ศพ บอกว่า พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ไต่สวนการเสียชีวิต ส่วนการดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้องนั้น เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ที่พิจารณาว่าจะดำเนินคดีกับใครบ้าง

คำถามตัวโตๆมีต่อไปว่าแล้วเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าDSIจะดำเนินคดีเอาอภิสิทธิ์-สุเทพ และผู้นำทหาร ผู้ลั่นไกสังหารเข้าคุก?


ในเมื่อ BBC เคยเปิดเผยในสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน) โดยอ้างรายงานการสัมภาษณ์เ้จ้าหน้าที่DSIว่า
"มีนโยบายให้กล่าว โทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง โดยอธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่ง"

"มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" (อ่านรายละเอียดข่าว: โลกตลึงDSIแฉผ่านBBCหมดเปลือกปกปิดทหารฆ่าประชาชนปี53 ธาริตใบสั่งโยนผิดเสื้อแดงฆ่ากันเอง)

คำถา่มตัวโตๆมีว่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ยังคงมีนโยบายเช่นนั้นต่อไปหรือไม่หลังเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว

คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลชุดนี้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของธาริตมีว่า หากธาริตเป็นอุปสรรคจะปล่อยไว้ทำติ่ง ให้เป็นปัญหาต่อไปทำไม

คนเสื้อแดงติดคุกจากกรณีั 19 พฤษภาคม 53 มาปีครึ่งแล้ว อย่างรวดเร็วฉับไว ไม่ให้ประกันตัว เร่งตัดสินคดี ทั้งที่ คอป.ชุดนายคณิต ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์แต่งตั้ง ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลไปอีกทางหนึ่ง

คอป.ยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 15 กันยายน 2554 (ดูรายละเอียดหนังสือ)ความชัดเจนว่า

คอป. เห็นว่าสภาพความขัดแย้งในทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นสาเหตุสาคัญ ที่นามาสู่ความรุนแรงและการกระทาความผิดกฎหมายอาญาของผู้ที่เกี่ยวข้องใน ความขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ความรุนแรงและการกระทาความผิดกฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้มิใช่พฤติกรรมที่ เกิดขึ้นในสังคมในภาวะปกติทั่วไปที่ไม่มีความขัดแย้งในทางการเมืองเช่นนี้

เพราะการกระทาความผิดมีมูลฐานเริ่มต้นจากความคิดเห็นในทางการเมือง ดังนั้น แม้พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่บุคคล และส่วนรวมเป็นเรื่องที่ผู้กระทาต้องมีความรับผิดชอบ (accountability) ในทางกฎหมายที่เหมาะสม แต่ในหลายกรณี ความรับผิดชอบในทางอาญาด้วยการฟ้องคดีและการลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่สอดคล้องต่อปรัชญาในการลงโทษ ไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรม และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งนี้ เพราะผู้กระทำความผิดที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองแตกต่างจากผู้กระทาความผิดอาญาทั่วไปที่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรโดยกมลสันดาน

การลงโทษพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นย่อมไม่สามารถส่งผลในการสร้างความ ยับยั้งหรือความหลาบจา (deterrence) ให้กับผู้กระทาความผิดเองและสังคมโดยรวมตามหลักทฤษฎีในการลงโทษทั่วไปได้ นอกจากนี้การดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองยังมี ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อจากัดของกระบวนการในการสืบสวนสอบสวน การตั้งข้อหา การรวบรวมพยานหลักฐานที่ถูกมองว่าไม่เป็นกลางและ โน้มเอียงไปในทางที่เป็นคุณต่อผู้กุมอานาจรัฐในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ คอป. จึงมีความเห็นว่าการดาเนินคดีอาญาในคดีความผิดตามพระราชกาหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปตามมาตรา ๒๑๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และคดีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งหลายทั้งก่อนและหลังการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ รวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลสมควรดาเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการดาเนินคดีในความผิดดังกล่าว ดังนี้

-เร่งรัดตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแจ้งข้อหาและการดาเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและจาเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำหรือไม่ และทบทวนว่า มีการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินสมควร หรือการดำเนินคดีที่พยานหลักฐานอ่อนไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดหรือไม่

-ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐาน ของผู้ต้องหาและจำเลย เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัวอันเกิดจากการถูกจากัดเสรีภาพ โดย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาและจำเลยว่ามีเหตุที่จะ หลบหนี เหตุที่จะทำลายพยานหลักฐาน หรือเหตุที่จะเป็นอันตรายต่อสังคม หากได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือไม่

หากไม่มีสาเหตุดังกล่าว ให้ยืนยันหลักกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิ ได้รับการปล่อยชั่วคราว และในการปล่อยชั่วคราวนั้น แม้ตามมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะไม่เรียกร้องหลักประกันก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมยังมีการกาหนดให้มีหลักประกัน อันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายเสมอมานั้น ทาให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก

ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวแต่กำหนดให้มีหลักประกันด้วยนั้น ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะจัดหาหลักประกันดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคนที่ไม่สามารถจัดหาหลักประกันได้ตามทางปฏิบัติที่ผ่านมา

อนึ่ง ต้องพึงตระหนักว่าการที่ผู้ต้องหาและจำเลยถูกตั้งข้อหาร้ายแรงนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวตามกฎหมาย

-เนื่องจากผู้ต้องหาและจาเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตามปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทาความผิดอันมีมูลเหตุเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางการเมือง หากผู้ต้องหาและจาเลยนั้นไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจาปกติเป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาและจาเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต

-เนื่องจากคดีอาญาเหล่านี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดาเนินอยู่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดย ผู้กระทาผิดมีมูลเหตุจูงใจในทางการเมือง และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีรากเหง้าที่สาคัญมาจากสภาพสังคมไทยอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

การนำเอาหลัก ความยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ที่มีเพียงมาตรการการฟ้องคดีอาญาในเชิงลงโทษมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา ดังนั้น จึงสมควรที่จะนาเอาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาศึกษาและปรับใช้ เพื่อนำหลักการและแนวทางของหลักวิชาการดังกล่าว ตลอดจนประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างที่มีการศึกษาถึงแนวทางในการนามาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทยมาใช้ สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดาเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณานาคดีขึ้นสู่ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อมูลในภาพรวมของสาเหตุของปัญหา ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในด้านวิชาการเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในกรอบของความ ยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อให้อัยการมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในการประเมินความเหมาะสมทางด้าน ประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งมาตรการทางอาญาที่เหมาะสมก่อนการสั่งคดี

สรุปก็คือ คอป.ให้ปล่อยตัวชั่วคราว อย่าเพิ่งให้ศาลตัดสินคดี ให้ชลอคดีไว้ก่อน เพราะเป็นเหตุทา่งการเมือง ไม่ใช่การก่ออาชญากรรมปกติ แต่ความเป็นจริงก็คือศาลได้ตัดสินจำคุก 6 เืดือนบ้าง 1-2 ปีบ้าง 20-30 ปีบ้างในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งที่อุดรธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร มหาสารคาม ฯลฯ ให้หลังจากที่คอป.เสนอรัฐบาลไปเพียงเดือนเดียว

โดยที่รัฐบาลก็เพียงแต่ตั้ง ปคอป.ที่มีรองนายกฯยงยุทธ วิชัยดิษฐ ขึ้นมาติดตามและจะดำเนินงานตามข้อเสนอของคอป. เพิ่งจัดประชุมไปหนเดียวเมื่อ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างประชุม ตั้งคณะทำงาน ศาลก็็ตัดสินจำคุกคนเสื้อแดงไปเรื่อยๆ คนละ10 ปี 20-30 ปี ทั้งที่คอป.ให้ชลอคดีไว้ก่อน

ทั้งที่รัฐบาลจะเร่งนำมติคอป.ไปเสนอนโยบายต่อกระวบการยุติธรรมโดยไม่ชัก ช้า และมีสิทธิธรรมอย่างเต็มที่ เพราะคอป.ชุดนี้รัฐบาลนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเองเลย แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งมาแท้ๆ และยังมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูญเสียอิสรภาพเพราะต่อสู้ทางการเมือง ให้มีรัฐบาลนี้ขึ้นมาแท้ๆ แล้วยังจะช้าไม่ทันการณ์ไปิอีกนานแค่ไหน

คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจบนซากศพ และความเสียสละอาจหาญ มีคนบาดเจ็บพิการสูญเสียอิสรภาพอีกไม่นับ และยังคอยตามสนับสนุนปกป้องรัฐบาลนี้ราวผนังทองแดงกำแพงเหล็กก็คือว่า เมื่อไหร่ฝ่ายถูกฆ่าจะได้ออกจากคุกสู่อิสรภาพ เมื่อไหร่จะนำฝ่ายฆ่าเข้าไปอยู่ในคุกแทน

หากคำตอบยังเป็นสูตรเดิมว่า ต้องปรองต้องสมานฉันท์ คนเสื้อแดงที่ติดคุกก็ต้องติดคุกต่อไป ผู้ลั่นไกสังหารรอด ผู้สั่งการลอยนวลรอนิรโทษกรรม ผู้บงการยังมีคนทั้งแผ่นดินกราบไหว้บูชาราวไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้สึกรู้สา

ตราบนั้นคำถามตัวโตๆก็ยังจะมีต่อไป

คำถามตัวโตๆนั้นมีอยู่ว่า เมื่อไหร่จะเกิดความยุติธรรม เพราะเมื่อไม่มีความยุติืธรรม ก็ไม่มีความสงบ ไม่มีสันติภาพ

No justice , No peace!

จังหวะ การเมือง การเมือง เรื่อง "อภัยโทษ" ในมือ สารวัตรเหลิม

ที่มา ข่าวสด

เหมือน กับมิได้เป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายที่พรรคเพื่อไทยเลือก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้เป็นกองหน้าในกรณีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ

เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เคยแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ มั่นคงมาแล้ว

นั่นก็คือ เจตจำนงที่จะอาศัยกระบวนการของการเลือกตั้งมาเป็นเครื่องมือในการนำเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน

แน่วแน่ถึงขั้นประกาศว่า "ขอเป็นนายกฯ สัก 6 เดือน" จะทำให้สำเร็จ

แม้ พรรคเพื่อไทยมิได้มอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ แต่จากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เดินหน้าในเรื่องนี้อย่างมั่นคง บนพื้นฐาน 265 เสียงของพรรคเพื่อไทย และ 15 ล้านกว่าเสียงของประชาชนที่เลือกมา

เป็นรากฐานของการตัดสินใจของประชาชน เป็นรากฐานอันแนบแน่นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร

การรับงานหนักเช่นนี้โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จึงน่าพิจารณา

บาง คนอาจตั้งข้อสังเกตว่า งานสำคัญอย่างนี้เหตุใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่เดินหน้าเล่นเอง หรือหากมิใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็น่าจะเป็น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ

ตอบได้เลยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใกล้กับปมแห่งปัญหาเกินไป

ขณะ เดียวกัน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ แม้จะมีผลงานจากการผลักดัน นายพระนาย สุวรรณรัฐ มาเป็นปลัดกระทรวงมหาด ไทย แต่การอันเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษมีความร้อนแรงมากกว่า

เรื่องนี้ท่วงทำนองและความจัดเจนแบบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เหมาะสมที่สุด

1 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นนักการเมืองเก่าเติบโตมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเดียวที่สามารถยืนซดหมัดกับขุนพลนักพูดแห่งพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่าง ไม่พรั่นพรึง

ขณะเดียวกัน 1 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมาก่อน

ถามว่าผนังทองแดง กำแพงเหล็กที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ใช้อิงในการขับเคลื่อนและต่อสู้ในกรณีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษคืออะไร

อย่างหนึ่ง คือ อาศัยกระบวนการทางกฎหมาย

เป็นกระบวนการทางกฎหมายและองค์ประกอบอันมีการกำหนดและจัดวางไว้ตั้งแต่ยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

อย่างหนึ่ง คือ อาศัยกระบวนการทางการเมือง

เป็นกระบวนการทางการเมืองอันอาศัยรากฐานเดิมจาก พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย อันสะท้อนเจตจำนงร่วมของประชาชน

วัดได้จาก 15 ล้านกว่าเสียงของประชาชน วัดได้จาก 265 ส.ส.ที่ได้รับเลือกมา

ยังไม่มีใครตอบได้ว่าการขับเคลื่อนนี้ของรัฐบาลจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ อย่างไร

กระแสคัดค้าน ต่อต้าน เริ่มปรากฏให้เห็นจากพรรคประชาธิปัตย์ จากแนวร่วมพรรคประชาธิปัตย์ และจากพันธมิตรประชา ชนเพื่อประชาธิปไตย

แต่ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะสามารถระดมประชาชนเข้าร่วมได้มากน้อยเพียงใด

"ยิ่งลักษณ์"ยันกทม.ชั้นในปลอดภัยแล้ว หลังตรึงน้ำไว้ได้คลองบางซื่อ มั่นใจไม่ท่วมถนนพระราม 2

ที่มา มติชน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันที่ 19 พ.ย. ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 โดยเป็นการโทรศัพท์มาจากบาหลี อินโดนีเซีย ระหว่างการปฏิบัติภารกิจประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 โดยนายก กล่าวว่า การประชุมวันเสาร์นี้เป็นการประชุมวันสุดท้ายซึ่งจะเข้าประชุมสำคัญ คือ การประชุมสุดยอดอาเซียนสหประชาชาติ การประชุมสุดยอดอาเซียนอินเดีย และ การประชุมสุดยอดภูมิภาคเอเซียตะวันออก โดยการประชุมจะเป็นปีแรกที่ผู้นำสหรัฐฯได้เดินทางเข้าประชุมด้วย


นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้นอกจากจะได้พูดคุยกับผู้นำอาเซียนแล้ว ยังได้คุยกับประเทศคู่เจรจาสำคัญ อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐฯ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ก็ได้ย้ำให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเมือง และความเป็นประชาธิปไตยของไทยพร้อมที่จะกลับมามีบทบาทสำคัญในอาเซียน และยังได้ใช้โอกาสนี้ในการเผยแพร่ข้อมูลมาตรการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลดเพื่อ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ


ทั้งนี้ นายกฯยังเผยว่า ไทยยังเสนอให้กลุ่มอาเซียนเพิ่มความร่วมมือ บริหาร จัดการภัยพิบัติ และการบริหารจัดการน้ำ เพราะ ทุกประเทศในภูมิภาคก็ต่างได้รับผลกระทบจากอุกทภัย ในที่ประชุมก็เห็นด้วยกับแถลงการณ์ผู้นำอาเซียน ว่าด้วยการป้องกันอุทกภัยและลดผลกระทบ การบรรเทา ฟื้นฟู และการบูรณะ ซึ่งทุกประเทศก็เห็นด้วยและชื่นชมประเทศไทยในการริเริ่มเรื่องนี้ และได้ออกแถลงการณ์ต่อเนื่องจากพื้นฐานความคิดนี้ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งศูนย์บริหารภัยพิบัติของอาเซียน หรือ ASA Center


นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินการเพื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน กลุ่มประเทศอาเซียนต้องเร่งรัดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคและ พัฒนาให้เท่าเทียมกัน

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศนั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า กรุงเทพชั้นในปลอดภัยแน่นอนแล้ว การดำเนินมาตรการต่างๆ ที่ผ่านมาสำหรับพื้นที่กทม.ชั้นในสามารถตรึงมวลน้ำไว้ได้ที่คลองบางซื่อ ทำให้น้ำไม่เข้าท่วมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปทุมวัน สีลม

กรณีที่กังวลว่าน้ำท่วมบริเวณถนนพระราม 2 จะมีปัญหาไม่สามารถเดินทางลงใต้ได้ ก็คงไม่เกิดขึ้นแล้ว

"โอละพ่อ" พรฏ.อภัยโทษ ร่างสมัย "อภิสิทธิ์" ไม่มีชื่อ "ทักษิณ" ในข่าย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon




แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า
สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ฉบับดังกล่าว
ได้ตัดมาตรา 4 พ.ร.ฎ.อภัยโทษ 2553 ที่ออกโดยสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์
ซึ่งมาตรา 4 ระบุว่า ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้
ต้องมีตัวตนอยู่ในความควบคุมของทางราชการ
หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนด
ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไป
จนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่ง ปล่อยหรือลดโทษ
หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราช กฤษฎีกานี้
และปรับแก้มาตรา 6 ที่ระบุให้นักโทษได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป
ต้องเป็นบุคคลที่ต้องโทษจำคุกเหลือโทษไม่เกิน 1 ปี
นักโทษพิการ ป่วยด้วยโรคเรื้่อน เป็นผู้หญิงถูกจำคุกครั้งแรก
เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ต้องโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 3 ปี
ต้องโทษครั้งแรกอายุไม่ครบยี่สิบปี
นักโทษชั้นเยี่ยมเหลือโทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี
หากเข้าหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งสามารถได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว
สำหรับคำที่ตัดออกไปคือ
คำว่าภายใต้บังคับมาตรา 8 ส่วนมาตรา 8 ในร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับใหม่
ยังคงเดิมตาม พ.ร.ฎ. ปี 2553 ที่ระบุว่า นักโทษเด็ดขาด
ตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกา
ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ เช่น
โทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น ลักษณะความผิดให้คงเดิม


แหล่งข่าวระบุอีกว่า
การปรับแก้ร่างพระราชกฤษฎีกาหากมองกันตามความเป็นจริงแล้ว
คงไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทั้งหมด พ.ต.ท. ทักษิณมีคดีความถึงที่สุดแล้วเพียง 1 คดี คือ
คดีซื้อที่ดินรัชดาฯ
หลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ส่วนอีก 4 คดี
อยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวนของศาลฎีกา ได้แก่
1.คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 4,000 ล้านบาท
2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป
3.คดีทุจริตการออกหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวโดยมิชอบ และ
4.คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือซุกหุ้น ที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง
หลังศาลฎีกาฯได้ตัดสินยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท
หาก พ.ต.ท. ทักษิณเข้าหลักเกณฑ์อภัยโทษปล่อยตัวตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับดังกล่าวจริง
ยังมีหมายจับอีก 3 คดีรออยู่ ดังนั้น คงไม่มีผลอะไร
เพราะถ้ากลับเมืองไทยต้องถูกจับกุมและอายัดตัว
จากนั้นต้องยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอประกันตัว
คาดว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะยื่นขอประกันอีก 3 คดี เชื่อว่า
พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่เลือกช่องทางนี้



"ผมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษินคงไม่กลับประเทศไทยตอนนี้อย่างแน่นอน
เพราะยังไงก็ต้องถูกจับติดคุก ต่อให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ครั้งนี้
ก็มีผลเพียงคดีที่ดินรัชดาฯเท่านั้น อีก 3 คดีมีหมายจับติดตัว
หากกลับมาประเทศไทย ต้องถูกจับกุม และยื่นเรื่องประกันตัว
ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
แต่ทางออกที่ดีที่สุดคือออกกฎหมายนิรโทษกรรมเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
หลังจากมีกระแสข่าวว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
ที่ออกในวาระมหามงคล 84 พรรษา
อาจจะมีการปรับข้อความเพื่อให้ครอบคลุมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ
คนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณได้เปิดเผยว่า
พ.ต.ท.ทักษิณมีความเห็นว่าแนวคิดหรือการปรับเนื้อหาดังกล่าว
ไม่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
และยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทย
เนื่องจากเห็นว่าการเมืองยังมีความขัดแย้งสูง



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านายกรัฐมนตรีจะแถลงเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า
พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่อยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังหรือผู้ต้องคดีอาญา
ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษในวาระ 84 พรรษา ซึ่งในปีนี้มีจำนวนประมาณ 3 หมื่นคน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์
ที่บ้านพักในดูไบ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า
ไม่ทราบ ไม่คิดอย่างนั้น ไม่มีใครรู้
เพราะเป็นความลับในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล
และทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถาบันสูงสุด



http://www.go6tv.com/2011/11/blog-post_8701.html

เปิดปูม สุพจน์ ทรัพย์ล้อม - Voice TV

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=631

Intelligence@Voice TV 18Nov2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=630

รู้เขารู้เรา สุนัย สุทิน 18-11-2011

ที่มา thaifreenews

bozo

กาแฟ





http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=628

ตรงไปตรงมา 18-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=632

บทสนทนาเรื่อง "พ.ร.ฎ.อภัยโทษ" ในเฟซบุ๊ก จาก "พรสันต์-พุฒิพงศ์" ถึง "ชาญวิทย์-พนัส"

ที่มา มติชน



หมายเหตุ ท่ามกลางกระแสข่าวรัฐบาลผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่เอื้อ ประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในที่ประชุมลับของครม. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีนักวิชาการ-นักศึกษาทางด้านนิติศาสตร์และสังคมศาสตร์ หลายรายอภิปรายสนทนากันถึงสถานะของกฎหมายดังกล่าว มติชนออนไลน์ขออนุญาตคัดลอกเนื้อหา "บางส่วน" ของบทสนทนาเหล่านั้น มานำเสนอดังต่อไปนี้


บทสนทนาแรกเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นในเฟซบุ๊กระหว่างพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง และพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.อัสสัมชัญ


พรสันต์


ยังไม่ได้กล่าวถึงกรณีการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษซึ่งมีการเชื่อมโยงกับทักษิณที่เป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน สิ่ง ที่น่าคิดในอีกมิติหนึ่งคือ การอภัยโทษ (อย่าเพิ่งคิดถึงกรณีที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข) ควรมีหรือไม่ มันขัดกับหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมไหม ถ้าหากบอกว่าไม่ควรมีก็จบ แต่หากเห็นว่าควรมี คำถามต่อไปก็คือ แล้วควรจะมีขอบเขตที่ประจักษ์ชัดเจนมากน้อยเพียงใดในการใช้อำนาจดังกล่าว หรือไม่?

พุฒิพงศ์


ผมว่ามันเป็นเครื่องมือระดับรุนแรงน้อยของ ฝ่ายบริหาร ในการระงับผลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม /หรืออาจถึงขนาดไม่ชอบธรรม (เกณฑ์วัดมันอัตวิสัย) , สำหรับเกณฑ์ชี้วัดที่ภาวะวิสัย อาจไม่ต้องดูเนื้อหาของคำพิพากษาก็ได้ เพียงดูองค์กรว่า ระหว่างองค์กรรัฐฝ่ายตุลาการ กับ องค์กรรัฐฝ่ายบริหาร องค์กรใดมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย มากกว่ากัน


การใช้อำนาจอภัยโทษ ในแง่นี้ก็เป็นการ "การตรวจสอบ และ ถ่วงดุล" ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นขาดไม่ได้เลยในนิติรัฐ ครอบคลุมทุกองค์กร (กรณีการกระทำของฝ่ายบริหาร ไม่ถูกต้อง การชี้วัดตัดสิน เขาจะต้องรับผิดชอบ ในช่วงเลือกตั้ง ผลัดอำนาจ -- มันมีเรื่อง "อำนาจ & ความรับผิดชอบ" รองรับอยู่)


ถ้าพิจารณาในแง่นี้ องค์กรตุลาการ ย่อมมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และการถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ น้อยยิ่งกว่า บรรดาองค์กรอิสระ หรือไปจนถึง พนักงานทะเบียนในสำนักงานอำเภอ ด้วยซ้ำ (เพราะอย่างน้อย องค์กรอิสระอาจถูกถอดถอนโดย ส.ว., หรือ พนักงานในอำเภอ อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา ตามสายงาน โดยรัฐมนตรี)

ในแง่ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม แม้พิสูจน์แน่แท้ว่า เขาเป็นฆาตกร แต่คงปฏิเสธตัวแปรในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ และมีมากด้วย เช่น ความเก่งกาจของทนายความ ความถูกต้องของพยานหลักฐาน ความผิดพลาดในการชั่งน้ำหนักพยาน ความบังเอิญ ความเป็นการเมืองในกระบวนการยุติธรรม หรือบิดเบือนตั้งแต่ชั้นสืบสวนสอบสวน หรือไปถึง "อคติของตุลาการ" เอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่มีมูลเหตุชักจูงใจทางการเมือง) - คดีตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊กทั่วไป หรือแบ่งที่ดินมรดก ปัญหาอคติของตุลาการอาจไม่มีนัก กล่าวคือ ทั้งกระบวนการยุติธรรมมันไม่เป็น สูตรคณิตศาสตร์ อย่างใน หนังสือหลักวิชาชีพนักกฎหมาย น่ะครับในโลกจริง

ความชอบธรรม หรือ ขอบเขต ในการปฏิเสธคำพิพากษา หรือลบล้างในระดับพระราชบัญญัติ มันน่าจะโยงไปยังเจตจำนงข้างมากของปวงชนน่ะครับ (ทุกวันนี้พูดแต่ ประชาชนๆ ซึ่งมันเล็กกว่า ปวงชน ด้วยซ้ำ) ซึ่งแสดงออกผ่าน อำนาจบริหารในนามปวงชน โดยฝ่ายบริหาร น่ะครับ

อันที่จริง งานเขียนเชิงสัจนิยม เช่น "มนุษย์สองหน้า - โดย อัลแบร์ กามู" (แปลจากฝรั่งเศส) , "คดีความ - โดย ฟรันซ์ คาฟคา" (แปลจากเยอรมัน) น่าอ่านมากในเรื่องศาลๆ.

พรสันต์


ที่พุฒิพงศ์พูดน่ะถูกแล้วครับ ผมเห็นด้วย อันที่จริง เจตนารมณ์ ของอำนาจในการอภัยโทษนี้เป็นอำนาจที่ถูกสถาปนาขึ้นให้กับฝ่ายบริหารก็เพื่อ ที่จะทำหน้าที่ในการ check and balance (ตรวจสอบและถ่วงดุล - มติชนออนไลน์) กับองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี (กรณีที่มีการตราตัวบทกฎหมายกำหนดโทษที่อาจจะหนักหนาสาหัสจนเกินไป ฯลฯ) หรือฝ่ายตุลาการเองก็ดี (วินิจฉัยคดีผิดพลาด ฯลฯ) ทั้งหมดเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม ดังนั้น ในความเห็นของผม การที่จะมาบอก ว่า "การใช้อำนาจอภัยโทษ" (ทุกกรณีอันรวมถึงกรณีทักษิณ) นั้นขัดกับหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมนั้นจึงไม่ถูกต้องนัก ผมไม่เห็นด้วย แต่ไอ้เรื่องประเด็นเรื่อง legitimacy (ความชอบธรรม - มติชนออนไลน์) ก็ว่ากันไป มันเถียงกันได้เยอะ แต่มันไม่ใช่เรื่องขัดหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมครับ


บทสนทนาที่สอง มติชนออนไลน์นำเนื้อหาบางส่วนมาจากบทความ "Q & A : 2 (From Senior to Senior) ถาม & ตอบ (จาก สว. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ถึง สว. พนัส ทัศนียานนท์)" โดยเป็นการถาม-ตอบระหว่างชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อดีต ส.ส.ร. และอดีต ส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กของชาญวิทย์


(จาก สว. ชาญวิทย์ ถึง สว. พนัส)


ถาม


ตามปกติ ในราชพิธีสำคัญๆ ก็มี "ราชอภัยโทษ" ใช่ไหม เช่น


-2520/1977 สมเด็จพระบรมฯ อภิเษกสมรส (พระราชทานอภัยโทษ 13,359 นักโทษ)


-2520/1977 ในหลวงครบ 50 พรรษา (17,539)


-2525/1982 รัตนโกสินทร์ 200 ปี (18,438)


-2530/1987 ในหลวงครบ 60 พรรษา 5 รอบ (37,400)


-2531/1988 ในหลวงครองราชย์ ยาวนานที่สุด ใน ปวศ. ไทย เกิน 42 ปี (22,922)


-2533/1990 สมเด็จพระศรีฯ ครบ 90 พรรษา (20,133)


-2535/1992 สมเด็จพระราชินีนาถ ครบ 60 พรรษา 5 รอบ (30,620)


-2539/1996 กาญจนาภิเษก ครองราชย์ครบ 50 ปี (24,751)


-2542/1999 ในหลวงครบ 72 พรรษา 6 รอบ (23,940)


ดังนั้น


ปีนี้ 2554/2011 ในหลวงครบรอบ 84 พรรษา 7 รอบ


ก็คงจะมี "ราชอภัยโทษ" ใช่ไหม


(ไม่ทราบว่า มีนักโทษชาย/หญิง รออยู่เท่าไร)


ตอบ


ใช่ โดยเฉพาะในวันเฉลิมฯ ของในหลวง


ต้องมีทุกปี ไม่มียกเว้น


ถาม

(พระ) ราช (ทาน) อภัยโทษ (royal pardon) กับ นิรโทษกรรม (amnesty) เหมือน และต่างกัน อย่างไร


ตอบ


ต่างกันที่ กรรมวิธี และผล


อภัยโทษ เป็นอำนาจของในหลวง


นิรโทษ เป็นอำนาจของรัฐสภา (ประชาชน)


ผลของอภัยโทษ คือ พ้นจากการถูกลงโทษ แต่ไม่พ้นผิด


ส่วน นิรโทษ เป็นการล้างให้หมด ทั้งความผิด และโทษ


ถือว่าไม่ได้กระทำผิดเลย

หักมุม! ทักษิณไม่อยู่ในข่าย 30,000 รายรับอภัยโทษ ต้องติดคุกก่อน ยังเหลืออีก 4 คดีสำคัญ ถอยดีกว่า

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ฉบับดังกล่าว ได้ตัดมาตรา 4 พ.ร.ฎ.อภัยโทษ 2553 ที่ออกโดยสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมาตรา 4 ระบุว่า ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องมีตัวตนอยู่ในความ ควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนด ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่ง ปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราช กฤษฎีกานี้ และปรับแก้มาตรา 6 ที่ระบุให้นักโทษได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ต้องเป็นบุคคลที่ต้องโทษจำคุกเหลือโทษไม่เกิน 1 ปี นักโทษพิการ ป่วยด้วยโรคเรื้่อน เป็นผู้หญิงถูกจำคุกครั้งแรก เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ต้องโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 3 ปี ต้องโทษครั้งแรกอายุไม่ครบยี่สิบปี นักโทษชั้นเยี่ยมเหลือโทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี หากเข้าหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งสามารถได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว สำหรับคำที่ตัดออกไปคือ คำว่าภายใต้บังคับมาตรา 8 ส่วนมาตรา 8 ในร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับใหม่ ยังคงเดิมตาม พ.ร.ฎ. ปี 2553 ที่ระบุว่า นักโทษเด็ดขาดตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาให้ได้รับพระราช ทานอภัยโทษลดโทษ เช่น โทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น ลักษณะความผิดให้คงเดิม

แหล่งข่าวระบุอีกว่า การปรับแก้ร่างพระราชกฤษฎีกาหากมองกันตามความเป็นจริงแล้วคงไม่ได้เอื้อ ประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด พ.ต.ท. ทักษิณมีคดีความถึงที่สุดแล้วเพียง 1 คดี คือคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ หลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ส่วนอีก 4 คดี อยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวนของศาลฎีกา ได้แก่ 1.คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 4,000 ล้านบาท 2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป 3.คดีทุจริตการออกหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวโดยมิชอบ และ 4.คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือซุกหุ้น ที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องหลังศาลฎีกาฯได้ตัดสินยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท หาก พ.ต.ท. ทักษิณเข้าหลักเกณฑ์อภัยโทษปล่อยตัวตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับดังกล่าวจริง ยังมีหมายจับอีก 3 คดีรออยู่ ดังนั้น คงไม่มีผลอะไร เพราะถ้ากลับเมืองไทยต้องถูกจับกุมและอายัดตัว จากนั้นต้องยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอประกันตัว คาดว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะยื่นขอประกันอีก 3 คดี เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่เลือกช่องทางนี้

"ผมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษินคงไม่กลับประเทศไทยตอนนี้อย่างแน่นอน เพราะยังไงก็ต้องถูกจับติดคุก ต่อให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ครั้งนี้ ก็มีผลเพียงคดีที่ดินรัชดาฯเท่านั้น อีก 3 คดีมีหมายจับติดตัว หากกลับมาประเทศไทย ต้องถูกจับกุม และยื่นเรื่องประกันตัวซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ทางออกที่ดีที่สุดคือออกกฎหมายนิรโทษกรรมเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าวว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่ออกในวาระมหามงคล 84 พรรษา อาจจะมีการปรับข้อความเพื่อให้ครอบคลุมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ คนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณได้เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความเห็นว่าแนวคิดหรือการปรับเนื้อหาดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ กับทุกฝ่าย และยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าการเมืองยังมีความขัดแย้งสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านายกรัฐมนตรีจะแถลงเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่อยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังหรือผู้ต้องคดีอาญาที่จะได้รับพระราช ทานอภัยโทษในวาระ 84 พรรษา ซึ่งในปีนี้มีจำนวนประมาณ 3 หมื่นคน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่บ้านพักในดูไบ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ทราบ ไม่คิดอย่างนั้น ไม่มีใครรู้ เพราะเป็นความลับในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล และทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสถาบันสูงสุด