WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 21, 2011

Conspiracy Theory-สมคบคิดป่วนประเทศไทย

ที่มา Thai E-News



โดย วิศวกรเจอน้ำท่วมซ้ำซ้อน

ปรากฏการณ์ทักษิณ: ความร้าวฉานของคนไทยแห่งทศวรรษ

ได้ติดตามข่าวสารเรื่องของคุณทักษิณ การมาของคุณสนธิ รัฐประหารปี ๒๕๔๙ การจับกลุ่มเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง และการวิพากษณ์สถาบัน จนมาถึงภัยน้ำท่วม กองเชียร์ฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายค้าน ก็ยังกระทบกระทั่งกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นเรื่องปรากฏการณ์ไม่ปกติธรรมดา

ผู้เขียนมีความคิดเห็นถึงสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งเริ่มสงสัยมาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณยังบริหารงานอยู่ ตอนนั้นคุณเจิมศักดิ์ออกหนังสือ"รู้ทันทักษิณ"มาวิพากษ์ จนกระทั่งมาชัดเจนในวันรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่ก็ยังไม่เห็นสื่อใดกล่าวถึงประเด็นนี้มาก่อน

จึงใคร่ขอนำเสนอแนวทางที่อาจจะเป็นไปได้ของสาเหตุแห่งเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งตอบปริศนาได้ค่อนข้างครบถ้วน ทั้งความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายภาคใต้ กลุ่มเสื้อเหลือง แดงหัวรุนแรง ตลอดจนการดึงสถาบันลงมาเล่นเกม

ผมกำลังกล่าวถึง ทฤษฎีสมคบคิด หรือ Conspiracy Theory ซึ่งทฤษฎีนี้ มีทั้งที่เป็นเรื่องจริง และเรื่องเท็จ เช่นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องสึนามิ

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเล่าถึงภูมิหลังบางประการ เนื่องจากเท่าที่ผู้เขียนประสบมา เวลาคุยกับเพื่อนชาวตะวันออกกลาง เขาเข้าใจทันทีในเรื่องทฤษฎีสมคบคิดที่ว่านี้

แต่เวลาคุยกับเพื่อนคนไทย แทบทุกคนจะสับสนแล้วก็ต่อต้านทฤษฎีนี้ เนื่องจากคนไทยยังขาดภูมิหลังในเรื่องนี้อยู่มาก ทั้งการเมืองระหว่างประเทศ, อาวุธทางจิต (Psychology Weapon), สงครามสมัยใหม่ ที่ต้องการเพียงเงิน ผลประโยชน์ แต่ไม่ต้องการรับภาระผู้คน ดินแดน

แต่สำหรับผู้ที่มีความรู้เหล่านี้อยู่แล้ว ท่านสามารถใช้ความรู้เหล่านี้ พิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าวันก่อรัฐประหารคือวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถ้าตอบได้ว่าทำไมต้องเป็นวันนี้ ท่านก็จะเข้าใจสาเหตุทั้งหมดทันที

บทความนี้ อยากให้ท่านผู้อ่านใช้ใจที่เป็นกลาง ค่อยๆพิจารณาประเด็นต่างๆที่ละเปลาะ อย่าพึ่งกล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ศัตรูของเราไม่ใช่คุณทักษิณ ไม่ใช่คุณสนธิ ไม่ใช่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่สถาบัน ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นองค์กรที่ใหญ่และมีอิทธิพลมหาศาล มีสมาชิกเป็นผู้นำ และอดีตผู้นำสูงสุด ในหลายๆประเทศ

วัตถุประสงค์คือให้เราเข้าใจข้อเท็จจริง แล้วหันหน้ามาสามัคคีกัน เพราะศัตรูเรานั้นยิ่งใหญ่มหาศาล ผู้เขียนไม่คิดว่ าเราจะไปเรียกร้องกล่าวโทษหรือต่อสู้ศัตรูผู้นี้ได้ แต่อย่างน้อยเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกร่วมกับศัตรูผู้นี้อย่างสันติ

รัฐประหารอิหร่าน ปี คศ. 1953

เรื่องสงครามจิตวิทยา หรือการใช้อาวุธทางจิต ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ สมัยโบราณตั้งแต่จีน กรีก โรมัน มีการใช้ได้ผลมานานแล้ว คนไทยทั่วไปเพียงแต่เข้าใจว่าเป็นนิยาย หรือภาพยนตร์ แต่ในสถานการณ์จริง มีการใช้มาตลอด

ในประเทศไทย มีปฏิบัติการมวลชนบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ถึงกับบริหารจัดการกลไกอย่างเป็นระบบ รวมทั้งประเทศไทยที่ผ่านมาโชคดีที่เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีผลประโยชน์ดึงดูดให้ต้องโดนสงครามแบบนี้

จึงขอยกตัวอย่างประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาลในช่วงกลางศตวรรษที่ ๒๐ คือ น้ำมัน ขอย้อนไปเมื่อเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว อ้างอิงถึงบทสัมภาษณ์ของนายสตีเวน คินเซอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์

http://www.democracynow.org/2004/3/5/how_to_overthrow_a_government_pt

ปี 1951 นายกรัฐมนตรี ดร. โมซาเดค ประกาศนโยบายขายตรงน้ำมันโดยไม่ผ่านบริษัทของอังกฤษ ซึ่งสหรัฐมีผลประโยชน์ร่วมด้วย ทาง CIA ได้ส่งนายเคอร์มิท รูสเวลล์ พร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่ง นายรูสเวลล์เพียงคนเดียว ใช้เวลาเพียงไม่ถึงปีดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้

-ติดสินบน สส. และผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล
-สร้างความแตกแยกในรัฐบาลผสมของโมซาเดค
-ติดสินบนนักข่าว บรรณาธิการ เจ้าของ หนังสือพิมพ์ 80% ของหนังสือพิมพ์ในเตหรานรับเงินจากรูสเวลล์
-ติดสินบนผู้นำศาสนา
-ติดสินบนตำรวจ และทหาร
-จ้างผู้นำกลุ่มนักเลงข้างถนน (Leaders of a bunch of street gangs) ออกก่อกวนขว้างปาเรือนชานร้านค้าทั่วนครหลวงเตหะราน ยิงปืนถล่มมัสยิด แล้วก็ตะโกนว่า"เรารักโมซาเดคและคอมมูนิสต์"
-จ้างม็อบชนม็อบ
- แทรกซึมยุยงพระเจ้าชาห์ให้เกลียดชังนายกฯโมซาเดค

ในวันรัฐประหาร ๑๕ สิงหาคม พศ. ๒๔๙๖ ทหารที่บุกเข้าบ้านพักโมซาเด็ค มีเอกสารลงพระปรมาภิไธยของพระเจ้าชาห์โดยตรงสั่งปลดนายกรัฐมนตรีโมซาเด็ค เมื่อไม่สามารถจับตัวโมซาเด็คได้ CIA รีบพาพระเจ้าชาห์หลบหนีไปโรมทันที

CIA สั่งให้รูสเวลล์ถอนตัว แต่เขายังไม่หยุด ๔ วันต่อมาเขาระดมทุนก่อการจลาจลขนาดใหญ่ จนสามารถบุกเข้าไปเผาบ้านนายกฯโมซาเด็คได้สำเร็จ และสามารถจับกุมตัวอดีตนายกฯได้ในเวลาต่อมา

พระเจ้าชาห์กลับคืนมาอิหร่าน แต่ตกอยู่ภายในอิทธิพลของสหรัฐฯ ตลอดมาจนกระทั่งการปฏิวัติอิสลามในเวลาต่อมาของโคไมนี

จะเห็นว่ามีการแทรกซึม และปฏิบัติการในหลายด้าน หลักๆ คือ ราชสำนัก ทหาร ตำรวจ นักการเมือง สื่อสารมวลชน นักเลงกลุ่มม็อบ

เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า หลายท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้ว และไม่คิดว่าจะนำมาหลอกคนในปัจจุบันได้อีก แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ ๖๐ ปี ที่แล้ว และมีการใช้สูตรนี้หากินมาตลอดไม่หยุดหย่อน

มีการพัฒนาให้แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ และมีการลอกเลียนแบบ โดยกลุ่มผู้หวังผลทางการเมืองอีกหลากหลายกลุ่มนอกเหนือไปจาก CIA เช่น กัวเตมาลา ปีคศ. 1954 ปานามา ปี 1981 เวเนซุเอลา ปี 2002 และอิรัก ในปี 2003

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยนั้น ให้สังเกตดูว่าสมัยรัฐบาลทักษิณสามารถชำระหนี้กองทุนระหว่างประเทศ(IMF)ของไทยหมดก่อนกำหนดในปลายปี ๒๕๔๖ ทำให้เริ่มมีการจับตาจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งใช้ IMF เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงนโยบายของประเทศลูกหนี้อีกหลายประเทศ

เริ่มต้น มีการซ่องสุมกำลังทางภาคใต้ เดือนมกราคม ๒๕๔๗ มีการปล้นปืนที่ อ.เจาะไอร้อง

เดือนมีนาคม ๒๕๔๗ อ. เจิมศักดิ์ ปิ่นทองออกหนังสือ "รู้ทันทักษิณ"

ปี ๒๕๔๘ คุณธีรยุทธปรากฏตัวเล่นงานรัฐบาล แต่ไม่ค่อยได้ผล

ปี ๒๕๔๙ เปลี่ยนเอาคุณสนธิ เริ่มใช้รายการเมืองไทยรายสัปดาห์อภิปรายโจมตรีคุณทักษิณอย่างหนัก

ส่วนวัตถุประสงค์ในการก่อรัฐประหารวันที่ ๑๙ เนื่องจากวันที่ ๒๐ จะเป็นการหยั่งผลเลือกตั้งเลขา UN ซึ่งผลการหยั่งเสียงถ้าคุณสุรเกียรติ์ได้คะแนนมาก จะมีผลทันที เพราะการลงมติเลือกเลขา UN ต้องใช้มติเอกฉันท์ของคณะมนตรีความมั่นคง ๑๕ ประเทศ

ที่จริงตำแหน่งนี้สำหรับคนไทยไม่ค่อยมีค่าเท่าไรนัก แต่ในแง่ของฝรั่งแล้วมีผลประโยชน์มากเสียยิ่งกว่าน้ำมันอิหร่านทั้งประเทศ อีกครับ ซึ่งเขาเตรียมคนของเขาไว้แล้วคือนายบันคีมูน (รมว. ต่างประเทศ เกาหลี ซึ่งส่งทหารไปช่วยรบในสงครามอิรัก)

ที่จริงนายบันจะหมดสมัยวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปีนี้ แต่ผลการลงคะแนนเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าลงแข่งเลยได้เป็นต่อไปถึงปี 2016

หลังจากเหตุการณ์นี้สร้างความสับสนให้กับประชาชนจำนวนมาก หลายฝ่ายมีความเชื่อผิดๆ และประพฤติปฏิบัติไปตามความเชื่อนั้น หลายฝ่ายไม่ได้เกี่ยวข้องแต่แรก แต่อาศัยสถานการณ์หากินไปตามน้ำ

ที่น่ากลัวคือผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ทางฝ่ายแดงบางท่าน ก็ยังมีความคิดว่า(เซ็นเซอร์)อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารปี ๔๙ ซึ่งมีผลมาจากการ(เซ็นเซอร์) งานศพฝ่ายพันธมิตร และมีหน่วยแทรกซึมไปยุยงคุณทักษิณโดยตรงผ่านทางที่ปรึกษาใกล้ชิดอีกทาง

คำถามใหญ่ยังมีอีก ๒ ข้อ คือพวกนี้เป็นใคร และมาทำอย่างนี้กับประเทศของเราทำไม หลายท่านอ่านมาถึงตรงนี้ คงจะตอบได้แล้วจากเงื่อนเวลาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

ก่อนหน้าวันที่จะเลือกเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติวันเดียว

‘แม้ว’ชี้แผนพธม.ปลุกม็อบล้มรัฐบาล อ้างพ.ร.ฏ.อภัยโทษ

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 21 พ.ย. นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานที่ปรึกษากลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ปรึกษารมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ติดต่อมายังตนและบอกว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เตรียมสร้างม็อบจากเล็กไปหาใหญ่ โดยมีการชุมนุมก่อนเบื้องต้น 100-200 คน จากนั้นก็จะชุมนุมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นัดเจอกันทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เพื่อล้มรัฐบาล เหมือนเคยทำกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งเป็นนายกฯญ ทั้งระบบจัดจ้างและโฆษณาชวนเชื่อ


นายเพชรวรรต เผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ย้ำกับตนว่าแผนการของพธม. จะใช้ระบบเดิมที่เคยล้มตัวเองมาแล้ว และครั้งนี้จะเอาเรื่อง พ.ร.ฏ.อภัยโทษ มาเป็นตัวตั้งและเริ่มก่อตั้งม็อบ พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าเขารู้ พวกนี้ต้องการล้มรัฐบาลแต่ตอนนี้กำลังมวลชนมีไม่มากจึงต้องใช้แผนเดิม สร้างจากเล็กไปหาใหญ่ หวังให้คนเสื้อแดงทั้งประเทศออกมาชนและจะใช้แผนเดิมๆ คือส่งคนมาแฝงและแอบอ้างเป็นคนเสื้อแดงเข้าป่วนเมือง ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในรัฐบาล หากพธม. หรือกลุ่มพวกนี้จะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรก็ช่าง กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 รวมทั้งคนเสื้อแดงเชียงใหม่พร้อมจะเดินทางไปให้กำลังใจนายกฯหญิงของไทย โดยไปแบบสันติ

ตรงไป ตรงมา 20-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=643

การฮึ่มของ พธม./สลิ่ม คือความโง่ของอำมาตย์ ส่งสัญญาณยังไม่ให้เสื้อแดงกลับบ้าน

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


การฮึ่มของ พธม./สลิ่ม ความโง่ของอำมาตย์ สัญญาณสงคราม เสื้อแดงยังเข็มแข็๋ง

ใคร อาจคิดว่าการออกมฮึ่มห่ำ ของ พธม. และพวกสลิ่มอย่างหมอตุลย์ นั้นคือยุทธวิธีตีปลาหน้าไซอันเลอเลิศของฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งมีผลทำให้ทักษิณต้องถอยในเกี่ยวกับ พรฎ. อภัยโทษ

ผมว่าหาก อำมาตย์มีแผนการแค่นี้ ถือว่าเป็นความโง่เขลาและสายตาสั้นในการมองสงครามการเมืองไทยในภาพรวม เพราะอย่างมากก็แค่ทำให้ทักษิณไม่ได้มางานแต่งงานลูกสาวเท่านั้น แต่ผลทางยุทธศาสตร์มันกระเทือนอย่างรุนแรง คือ ทำให้คนเสื้อแดง แทนที่จะคิดว่าสงครามจบแล้ว ก็เกิดความตื่นตัวระดมพลกันอย่างเต็มที่ และตอนนี้ผมเชื่อว่า ไม่มีเสื้อแดงคนใดมั่นใจว่าสงครามจะจบ ดังนั้น กลุ่มต่างๆ ของเสื้อแดงจึงไม่สลายตัวไป ภาวะความเป็นศัตรูและความเป็น ปรปักษ์ ก็ยังมีอยู่ ภาวะเลือกข้างก็ยังมีอย่างรุนแรง

ในภาวะเลือก ข้างแบบนี้ ต่อให้อำมาตย์ใหญ่โปรประกันดาแบบใด ก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจคนให้ย้ายข้างได้ ก็ในเมื่อพวกคุณยังไม่สลายกองทัพ แล้วคิดจะให้เสื้อแดงสลายกองทัพ นั้นอย่าหวัง

ผมคิดว่าได้ไม่คุ้ม เสีย เพราะสำหรับฝ่ายทักษิณแล้ว ผมเชื่อว่าต่อให้อภัยโทษ ก็คงอยู่ในเมืองไทยไม่ได้ เพราะมันอันตรายจากการลอบสังหารอย่างชัดเจน เข้ามาอาศัยในถ้ำเสือ ตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แต่หากอยู่อย่างนี้ แล้วให้ตัวแทนคื นายกฯปู บริหารประเทศและกระชับอำนาจไปเรื่อยๆ น่าจะดีกว่า

ส่วน อำมาตย์คิดว่าจะใช้วิธีการเดียวกับที่กำจัดสมัคร กับ สมชาย จัดการกับนายกฯปูอีก ผมไม่คิดว่าแผนการนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะภายใต้สภาพที่เสื้อแดงเข็มแข็ง ปกป้องนายกฯปู ยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ ขืนทำรัฐประหาร หรือตุลาการวิบัติอีกก็คงวุ่นวายคุมไม่ได้หนักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การโอบอุ้มของนานาชาติ ที่เราเห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็น "พันธมิตรดั้งเดิมของอำมาตย์" ก็ยังเปลี่ยนท่าทีไปค่อนข้างมาก เรียกว่า โอบอุ้มเลยก็ได้ ผมฟังการแถลงการณ์ของฮิลลารี่กับยิ่งลักษณ์ จะเห็นชัดเจนว่า ป้าฮิลฯ แทบจะเรียกได้ว่าปกป้องนายกฯปู เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ โอบาม่า ก็ส่งสัญญาณการโอบอุ้มที่ชัดเจนมาก

จากสภาพการปกป้องรัฐบาลของ ประชาชน ที่มาจากประชาชน ของทั้งในและต่างประเทศนี้ การเคลื่อนไหวของอำมาตย์คงไม่สำเร็จได้โดยง่าย ที่จะทำให้เกิดการยอมรับและไม่เกิดความวุ่นวายตามมา

ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่า ฝ่ายอำมาตย์ เหลือเครื่องมือทางการเมืองอีกไม่มากนัก เช่น

- การโปรประกันดา ยุคนี้ไม่ได้ผลแล้ว เพราะสื่อไม่ถูกผูกขาดอีกต่อไปเรียกว่า การโปรประกันดาของอำมาตย์ไร้ประสิทธิผลโดยสิ้นเชิน
- เครื่องมือทางอุดมการณ์ เช่น เรื่องเศรษฐกิจต่างๆ เรื่องแนวคิด เทวราชาต่างๆ หรือความเป็นไทย การเมืองแบบไทยๆ คำพวกนี้ไม่ได้ศักดิ์สิทธิอีกต่อไป ไม่เหมือนครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ที่แนวคิดและอุดมการณ์รูปแบบนี้ยังสามารถผูกมัดสังคมเอาไว้ได้ แต่วันนี้อุดมการณ์แบบนี้ พบกับคู่ต่อสู้คือ ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง อุดมการณ์ที่ลดทอนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เมื่อมาเจอกับอุดมการณ์ที่ส่งเสริมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เราก็เห็นชัดเจนว่า อุดมการณ์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญของอำมาตย์นั้น "ตายสนิท" แล้ว ก็เหมือนยุคที่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ พ่ายแพ้ต่ออุดมการณ์ทุนนิยมเสรี ในระดับโลกส่งผลให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายทั่วโลก ลัทธิอำมาตย์นิยม ก็เช่นกัน เมื่อพ่ายแพ้ทางอุมดมการณ์ การล่มสลายจะตามมา หากไม่ปรับตัวแบบจีน

- กองทัพ แม้ว่าวันนี้อำมาตย์จะกุมกองทัพไว้ได้ แต่ก็ง่อนแง่นเต็มที เพราะวิธีการยึดกุมกองทัพของอำมาตย์นั้น ใช้วิธีการ ส่งเสริมทหารกลุ่มหนึ่ง และกีดกันทหารกลุ่มอื่นๆ ดังนั้น ในที่สุดวิธีการเช่นนี้กองทัพก็จะล่มสลาย และอยู่ในสภาพเปราะบาง เพราะนายทหารฝ่ายที่ไม่ได้ถูกส่งเสริม มักเป็นพวกที่มีฝีมือ พวกเขาก็ต้องไปเข้ากับประชาชนในที่สุด
- ตุลาการ ตอนนี้ก็ทำลายศรัทธาของตนเองไปเยอะแล้ว สุดท้ายยิ่งบิดเบือน จะยิ่งถูกแก้ไข อำนาจตุลาการมาจากกฎหมาย กฎหมายมาจากสภา สภามาจากประชาชนส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่คือคนเสื้อแดง หากตุลาการบิดเบือนมาก การแก้ไขกฎหมายปฎิรูประบบตุลาการ ย่อมมีความชอบธรรมในที่สุด

- พธม./สลิ่ม ฐานมวลชนพวกนี้ มีแต่โครง แต่จำนวนประชาชนจริงๆ นั้นมีไม่มาก พวกนี้ก็แค่คนไม่ถึง 20 คน ออกเสียงให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อสายอำมาตย์แล้วตีขลุมเอาว่าเป็นคนส่วนใหญ่ ก่อนสงครามการเมือง 5 ปี ที่แล้ว อาจได้ผล แต่หลังจากที่สู้กันมาห้าปี กลยุทธ์พวกนี้ไม่มีความหมายมากมายอีกต่อไป (อาจทำให้ทักษิณชะงัก) แต่สงครามมวลชน ขนาดเสื้อแดงระดมพล 4-5 แสน ยึดราชประสงค์สองเดือน ยังไม่อาจล้มรัฐบาลได้ เพราะไม่มีกำลังทหารไปล้มรัฐบาล ส่วน พวก พธม. ก็เหมือนกัน ระดมมาหากกองทัพืทำรัฐประหารไม่ได้ (ด้วยเงื่อนไขภายในและภายนอก) ก็เสียกำลังเปล่า

เราจะเห็นว่า การระดมสลิ่ม/พธม. ออกมาเร็วเกินไปคือ การส่งสัญญาณให้การต่อสู้ การแบ่งฝักแบ่งสี ยังครุกรุ่นต่อไปอีก

พวกอำมาตย์ใหญ่ทั้งหลายคิดว่าจะออกมาโปรประกันดา ดึงประชาชนกลับ คงต้องเสียกำลังเปล่า
ภาวะ "สงครามเลือกข้างแบบนี้" หากไม่ทำให้มันเจือจางลงไปก่อน กวนน้ำให้ขุ่นตลอด ที่ออกมาสร้างภาพกันก็เสียเปล่าไปหมด เสียกำลังไปเปล่า หมอตุลย์ทำเสียเรื่องหมด ทำให้ผู้ใหญ่เสียแรงเปล่า

ผมแนะนำให้พวก อำมาตย์ เอาหมอตุลย์ไปเก็บให้มิดชิด เพราะหมอตุลย์ออกมาเมื่อไหร่ เท่ากับตีกลองเรียก เสื้อแดงอีกนับล้านออกศึก สลิ่มออกมาไม่เท่าไหร่ แต่เสิ้อแดงออกมามากกว่า

หมอตุลย์คือ คนตีกลองเรียกเสื้อแดงให้คึกคัก
ความเป็นปรปักษ์เช่นนี้ เดือนหน้าไม่ว่างานอะไรก็กร่อยแน่

วาทกรรม การเมือง สาดใส่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วาทกรรม อำพราง

ที่มา มติชน



(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 พ.ย. 2554)



การ ออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่อง "สำเนียง" การพูดภาษาอังกฤษของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าไม่สละสลวย ได้รสชาติ เมื่อเปรียบเทียบกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มส

ก่อให้เกิดนัยประหวัดไปถึงคอลัมน์ท้ายกรุงของ "ทองคำเปลว" ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

เป็นเรื่องของ 2 กระทาชายที่นั่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในเรื่องความฝัน คนหนึ่งเล่าว่าเมื่อคืนเขาฝันเห็นตัวเลข

"การคูณกันระหว่าง 8 กับ 9 ก็เลยเอาไปซื้อหวย"

เมื่อเพื่อนถามว่า "ซื้อเลขอะไร" คำตอบจากเจ้าของความฝัน คือ "ซื้อ 56"

ได้ยินดังนั้นเพื่อนจึงทักท้วงว่า "8 คูณ 9 น่าจะเป็น 72 ไม่ใช่ 56"

เพื่อนเจ้าของความฝันจึงตอบอย่างทื่อๆ ว่า "สูเป็นคนคูณเก่งจึงไม่ถูกหวย แต่ตูคูณไม่เก่งจึงเป็นคนถูกหวย"

อาจเป็นคนละเรื่อง แต่ก็น่าจะอนุโลมให้เป็นเรื่องเดียวกันได้

ที่หยิบยกมาก็เป็นการหยิบยกมาจากความทรงจำอันยาวนานอย่างยิ่ง เพราะหากดำเนินไปตามสำนวนของ "ทองคำเปลว" น่าจะได้อารมณ์ยิ่งกว่านี้

เพราะ "ทองคำเปลว" เป็นนามปากกาของ ประมูล อุณหธูป และประมูล อุณหธูป เป็นเจ้าของนามปากกา อุษณา เพลิงธรรม และ "เจ้าจำปี"

คำถามก็คือ แล้วยกเรื่องคนคูณเก่ง กับ คนซื้อหวยถูก มาทำไม

ที่ ยกเรื่องของคนคูณเก่งขึ้นมาเพราะนับแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรีได้เกิดปรากฏการณ์ต่อเนื่องอย่างมาก

ทั้งด้านที่นิยมยินดี ทั้งด้านที่รังเกียจเดียดฉันท์

ด้านนิยมยินดีจะไม่ขอกล่าว จะขอพุ่งเป้าไปยังด้านที่รังเกียจเดียดฉันท์มากกว่า เพราะให้สีสัน ให้ความรู้สึกในเชิงแตกแขนงเป็นอย่างสูง

ประเด็นหนึ่งที่ชมชอบกล่าวหา คือ กล่าวหาว่าโง่

โดยยกตัวอย่างจากเวลาแถลงต้องอ่านสคริปต์ อ่านสคริปต์แล้วยังอ่านผิดอีกด้วย กรณีสำเนียงพูดภาษาอังกฤษไม่สละสลวยก็เข้าข่ายนี้

เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เพียงจบจากมหาวิทยาลัยบ้านนอกในประเทศ หากไปเรียนต่อต่างประเทศก็ยังไปเรียนจากมหาวิทยาลัยบ้านนอกไกลปืนเที่ยง สำเนียงการพูดและอ่านภาษาอังกฤษจึงมีปัญหา

ประเด็นหนึ่งที่แตก แขนงออกไปอีกคือ การกล่าวหาอันอิงกับเรื่องทางเพศ นั่นคือเป็นผู้หญิง อ่อนแอ ปวกเปียก หนักข้อมากยิ่งขึ้นถึงกับยกเอากรณีหญิงเหนือและอุปทานคติต่อหญิงเหนือมาเน้น ในเชิงดูถูก ทำนองทำอะไรไม่เป็นนอกจากขายตัว

แปลกเป็นอย่างมากคือ ไม่ว่าจะถูกให้ร้ายหยาบคายอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่เคยตอบโต้

คนที่รังเกียจเดียดฉันท์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มองข้ามคุณสมบัติอันเป็นข้อเด่นเป็นอย่างมากที่ทุกฝ่ายเริ่มเห็นร่วมกัน

คือ ความอดทน ที่เป็นเลิศ

ไม่ ว่าปราชญ์ที่เคยเป็นนักเรียนเอเอฟเอส ไม่ว่าปราชญ์ที่เคยต้องโทษแชร์ลูกโซ่ ไม่ว่าปราชญ์ที่เป็นคอลัมนิสต์ มองข้ามคุณสมบัตินี้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเหมือนกับไม่มีความหมาย

ทั้งๆ ที่ ความอดทน เป็นคุณสมบัติสำคัญยิ่งของนักธุรกิจ นักการเมือง

มีคำ 2 คำที่มีความคล้ายแต่ก็แตกต่างอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือ ระหว่างคำว่า "ทรหด" กับคำว่า "อดทน"

ทรหด สัมพันธ์กับพละกำลังทางกาย

อดทน สัมพันธ์กับเรื่องทางใจ และที่สำคัญเป็นความต่อเนื่องจากทรหด เป็นพละกำลังอันเหลืออยู่หลังจากหมดเรี่ยวแรงทางกายแล้ว

ขณะที่เพศชายมากด้วยความทรหด เพศหญิงเปี่ยมด้วยความอดทน

ความอดทนนี่แหละคืออาวุธอันทรงพลัง ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีอยู่ในการสัประยุทธ์

ถามว่าแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างที่ปรปักษ์ทางการเมืองกล่าวหาหรือไม่

คน โง่คงไม่สามารถเรียนจนได้ปริญญา ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท คนที่ถนัดในการขายตัวคงไม่สามารถรับผิดชอบบริษัทอันมีธุรกิจนับหมื่นนับแสน ล้านบาทได้

ฉะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงต้องใช้ความอดทนในการเช็ดน้ำลายอันสาดกระเซ็นมาใส่

เกลือต้องเค็ม

ที่มา ข่าวสด

ทิ่งหมัดเข้ามุม



เหตุการณ์ จราจร-จลาจลในแถบกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะบนทางด่วนทุกสาย ตั้งแต่เจ้าของรถยนต์ รถแท็กซี่ รถบริษัท รถทัวร์ แม้กระทั่งรถเมล์ที่ต่างนำขึ้นไปจอดกันบนทางด่วนได้ฤกษ์งามยามดีที่ทั้งทาง ด่วนและตำรวจประกาศให้นำรถลงจากทางด่วนตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน แต่ยังให้รถวิ่งผ่านฟรีถึงเมื่อวานนี้

การจราจรจึงจลาจลอยู่สักสองสามวันก็เริ่มคลี่คลายลงบ้าง

ตั้งแต่วันนี้คงจะกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ คือการจราจรจะติดขัดเหมือนเดิมเช่นเมื่อก่อน

เมื่อน้ำเริ่มลดลงในถนนบางสาย นับแต่ห้าแยกลาดพร้าวน้ำแห้ง การจราจรก็เริ่มเข้าสู่ปกติสุขบ้าง

นับ แต่น้ำเริ่มท่วมขังจากพระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรม และปริมณฑลกรุงเทพ มหานคร นานนับเดือน ต้องเห็นใจและชมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่พลเรือน โดยเฉพาะอาสาสมัครทั้งหลายที่ต่างออกไปทำงานหามรุ่งหามค่ำ ยิ่งต้องเจอะเจอเหตุการณ์ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมในอาณาบริเวณน้ำ ท่วมขังต่างออกมา พัง"บิ๊ก แบ๊ก" ก็ยิ่งต้องให้ความเห็นใจทั้งสองฝ่าย

ใน ส่วนของตำรวจ และรัฐบาล ต้องขอบคุณที่ใช้สันติวิธีเข้าแก้ปัญหา เจรจาต่อรอง ในที่สุดก็ "พบกันครึ่งทาง" กระทั่งการพังทลายกลายเป็นฝายกั้นน้ำ

วันก่อนที่นำเสนอเรื่อง "ฟังความข้างเดียว" วันนี้เจ้าของพื้นที่ "โชคชัย" ตอบเอยตอบถ้อยมาแล้ว โดยมีหนังสือชี้แจงมาถึงบรรณาธิการหนังสือ พิมพ์ข่าวสด ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน แต่หนังสือเพิ่งถึงเมื่อวันที่ 14

ไม่เป็นไร ไม่ต้องลืมเสียเถิด

ข้อความในจดหมายไม่ได้ห่างไกลจากที่นำเสนอนัก เพียงวันเวลาของเหตุการณ์น่าจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 กันยายน

จะ ไม่ขอนำรายละเอียดในจดหมายมาเปิดเผย ณ ที่นี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคล เอาเป็นว่าเฉพาะในเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นอันว่าตำรวจ สน.โชคชัยไม่ได้กักตัวผู้ต้องสงสัยไว้ เพราะไม่มีความผิด ซึ่งถูกต้องแล้ว ส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดกวดขันจะด้วยวิธีใดก็ตามแล้วสามารถจับกุมผู้ ต้องหารายอื่นในข้อหายาเสพติดได้นั้นดีแล้ว

ต้องนับว่าตำรวจโชคชัยปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความอุ่นใจของพี่น้องในพื้นที่อย่างจริงจัง-ขอบคุณ

นายกฯ เข้าเฝ้า องค์จิกมีเสด็จเยือนไทย

ที่มา ข่าวสด

ภาพ : ภาพ-เอเอฟพี องค์จิกมีและราชินี ที่ญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. วอยซ์ ทีวี รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีหมายเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน และรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเสวยกับ กษัตริย์จิกมี วังชุก ที่โรงแรมเอ็มโพเรียม สวีต กรุงเทพฯ จากนั้นเวลา 13.00 จะเข้าปฏิบัติงานและติดตามราชการที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวาระงานส่วนนี้ไม่มีกำหนดในวาระงานของทำเนียบแต่อย่างใด

สำหรับองค์จิกมี พร้อมด้วยราชินีเจตซุน เพมา ทรงเพิ่งเสร็จสิ้นหมายเสด็จเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 วัน และก่อนหน้านั้น ทั้งสองเสด็จเยือนอินเดียเป็นประเทศแรก หลังการอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554

ชาวดอนเมืองบุกศปภ. จี้ระบายน้ำลดใน 3 วัน

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ตัวแทนชาวบ้านเขตดอนเมืองกว่า 10 คน นำโดยนายแทนคุณ จิตอิสระ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคประชาธิปัตย์ และนายพงษ์เทพ ศิริทรัพย์ ชาวบ้านในพื้นที่เขตดอนเมือง เดินทางยื่นหนังสือขอให้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ใต้คลองรังสิต หลักหก เขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมมากว่า 1 เดือน แต่ระดับน้ำยังสูงตั้งแต่ 1–2 เมตร บางพื้นที่น้ำเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น จึงขอให้ศปภ.เร่งดำเนินการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ออกโดยเร็ว


นายพงษ์เทพ กล่าวถึงข้อเสนอ ว่า1.ขอให้ศปภ.สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง ใช้สูบน้ำจากคลองเปรมประชากรลงคลองรังสิต และติดตั้งในบริเวณที่จำเป็นพร้อมกับสนับสนุนเรื่องน้ำมัน 2.เร่งระบายน้ำลงคลองเปรมประชากรเพื่อระบายลงไปตามระบบระบายน้ำของกทม.โดย เร่งแก้ปัญหาขยะ สิ่งกีดขวาง รวมทั้งเปิดประตูระบายน้ำให้มากที่สุด


3. แนวบิ๊กแบ๊กจากที่เคยตั้งอยู่บนถ.วิภาวดีรังสิตใกล้สนามบินดอนเมือง ทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำหากแนวบิ๊กแบ๊กกั้นคลองรังสิตใต้สะพานรังสิตเพื่อ เป็นแนวใหม่ในการกั้นน้ำที่จะไหลมาเติมในถ.วิภาวดีรังสิต หากดำเนินการแล้วเสร็จก็ให้รื้อแนวคันกั้นน้ำเดิมออกจากถ.วิภาวดีรังสิต เพื่อให้สะดวกต่อการสัญจร 4.การระบายน้ำออกจากคลองรังสิต ปัจจุบันน้ำลดลงมากแต่ยังคงมีปัญหาในเรื่องการระบายน้ำทางด้านตะวันออกจะ เร่งระบายให้มากขึ้นได้อย่างไร 5.สอบถามถึงขั้นตอนและหลักเกณฑ์การเยียวยา เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีระยะเวลาน้ำท่วมขังไม่เท่ากัน


6.ขอให้พิจารณาระบายน้ำออกทางคลองบ้านใหม่ โดยให้สร้างความเข้าใจในพื้นที่ปากเกร็ดและสนับสนุนเครื่องสูบน้ำพร้อมกำจัด ผักตบชวา ชาวบ้านต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3 วัน

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ปกป้องกรุงเทพชั้นในคือการปกป้องเกียรติภูมิแห่งความเหลื่อมล้ำ

ที่มา ประชาไท

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น ทวีตข้อคิดเห็นจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ "ประชาไท" ขออนุญาตรวบรวมนำเสนอ

00000


อ้อมน้อย11 พ.ย.54

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
@
supalakg_nt

บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์เฉยๆ ไม่ได้บ่น วันนี้หมู่บ้านคุณาลัย น้ำท่วมครบ 1 เดือนพอดี น้ำบางส่วนจากไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่

ตั้งแต่เกิดมาเป็นคน เคยประสบน้ำท่วมบ้านก็หลายครั้ง แต่ครั้งนี้ลึกและนานที่สุด

คาดว่าในระยะ 10-15 ปีข้างหน้า บ้านหลังนี้จะต้องโดนท่วมลึกและนานกว่านี้อีก

น้ำท่วมบ้านก็ได้เห็นอะไรดีๆ หลายอย่างในสังคมไทย เห็นแก่ตัว ขี้โกง ฉวยโอกาส เป็นคุณสมบัติที่คู่กับ เสียสละ และ เอื้อเฟื้อ ของคนไทย

พวกเราแสดงความเสียสละและเอื้อเฟื้อไม่ทอดทิ้งกันเมื่อภัยยังมาไม่ถึงตัว แต่ถ้ามันเข้ามาถึงเมื่อไหร่ เราจะเปลี่ยนเป็นเห็นแก่ตัวและขี้โกง

น้ำท่วมคราวนี้ก็ล้างภาพมายาต่างๆ ของสังคมไทยไปจนสิ้น เราได้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในบ้านมากมายที่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องหนีน้ำ ออกมาเผยโฉมเช่นกัน

ที่แน่ๆ เราเห็นคนแก่และป่วยนอนซมอยู่ในบ้านมากมาย พวกเขาเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขของรัฐหรืออีกนัยหนึ่งบริการของรัฐมองไม่เห็นพวกเขา

บางคนนั้นป่วยเกินกว่าจะนอนอยู่ในบ้าน แต่เหลือเชื่อ พวกเขานอนอยู่แบบนี้มานานแล้ว โดยที่สังคมที่อ้างว่าเอื้ออาทรนี้มองไม่เห็น

แต่น่าสนใจมากที่สุดคือน้ำท่วมทำให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นฝังลึกอยู่ในกระดูกสันหลังของสังคมเลยทีเดียว

มีคนจำนวนหนึ่งถูกเรียกร้องให้เสียสละเพื่อคนอีกจำนวนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนจะตลอดไป

พวกที่ต้องเสียสละนั้นคือพวกที่บังเอิญว่า ไม่มีเงินมากพอจะไปซื้อบ้านอยู่ในเขตชั้นใน

พูดให้ชัดเจนก็คือพวกบ้านนอกที่เข้ามาอยู่ในกรุงเมื่อสัก 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ตะเกียกตะกายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงได้ก็ยังอยู่ชั้นนอก

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยคงแก้ไขยาก แต่ถ้าคิดจะทำให้มันลดน้อยลงไปบ้างคงจะดี อย่างน้อยที่สุดทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ชาติเดียวกันบ้าง

การทำให้รู้สึกว่าเราเป็นชาติเดียวกันคือ ทำให้ทุกคนตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มหนึ่งต้องเสียสละปกป้องคนอีกกลุ่มหนึ่ง

วาทกรรมว่า ท่วมกรุงเทพชั้นในจะเสียหายใหญ่หลวงนั้นหลอนมากๆ เพราะฐานการผลิตสำคัญของประเทศ (จริงๆแล้วของโลกด้วยซ้ำ) อยู่รอบเมืองหลวง

แหล่งผลิตข้าวใหญ่สุดของประเทศคือที่ราบภาคกลางที่จมบาดาลอยู่ตอนนี้แหละ ที่สำคัญ แหล่งอุตสาหกรรมที่เป็น supply chain อยู่ชั้นนอกเช่นกัน

ความเสียหาย (อันอาจจะเกิดกับเขตชั้นใน) ที่พยายามปกป้องกันนั้นคืออะไร?

สนามบิน ศูนย์ราชการ แหล่งผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมจมน้ำหมดแล้ว และท่านกำลังปกป้องอะไรกันอยู่

สิ่งที่ท่านกำลังปกป้องคือ เกียรติภูมิแห่งความเหลื่อมล้ำทางสังคมและช่องว่างอันใหญ่โตของการพัฒนาที่ ล้มเหลวตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมาต่างหาก

ใต้เท้าขอรับ: ยิ่งลักษณ์พูด... “ใคร” ฟัง

ที่มา ประชาไท

การโจมตียิ่งลักษณ์ในฐานะที่เธอ “พูดไม่เป็น” ทั้งในพากย์ไทยและอังกฤษนั้น เป็นสิ่งที่ถูกนำมาเป็นประเด็นโจมตีนับตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่สนามการเมือง

นักสื่อสารย่อมเห็นตรงกันว่า การสื่อสารของยิ่งลักษณ์นั้นติดขัด แต่เธอ “ล้มเหลว” ในการสื่อสารหรือไม่ แนวทางที่วิเคราะห์วิจารณ์ที่ผ่านมามุ่งไปที่ตัวยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้พูด

แต่เมื่อประเด็นการโจมตียิ่งลักษณ์ “ขายไม่ออก” จึงน่าสนใจว่า ในการสื่อสารทางการเมือง คงไม่อาจมองที่ตัวผู้ส่งสารแต่เพียงอย่างเดียว

ในวันเดียวกับที่ยิ่งลักษณ์พูดภาษาอังกฤษในการแถลงข่าวร่วมกับฮิลลารี คลินตัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ บัน คีมุน ก็แถลงข่าวด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีซึ่งเชื่อได้ว่า สื่อไทยและคนไทยไม่คุ้นชิน แต่ก็ไม่มีใครพูดถึง ผู้นำในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกน้อยคนที่จะพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ดี มีผู้เสนอและยกตัวอย่างว่าผู้นำเหล่านี้ใช้ล่ามในงานพิธีการ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งลักษณ์ควรใช้ล่ามในงานพิธีการหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่สังคมไทย ถกเถียง และเป้าหมายหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ก็มิใช่เพื่อเสนอแนะทางเลือกให้ดีขึ้น หากแต่เพื่อดูถูกเหยียดหยาม ปรามาสเธอในฐานะผู้นำที่น่าอับอายต่างหาก

การชี้วัดคนจากสำเนียงภาษาเป็นเรื่องคร่ำครึ ยิ่งเมื่อโลกติดต่อกันบนพื้นฐานของการเคารพในความแตกต่างหลากหลายและความเท่าเทียม

และการเป็นผู้นำ มิใช่การมีคุณสมบัติเลิศลอยกว่าประชาชนของตัวเอง ผู้นำยิ่งมีคุณสมบัติวิเศษ ยิ่งอยู่ห่างจากประชาชนของตนเองมากเท่านั้น สื่ออังกฤษอย่างไทมส์ เคยวิพากษ์วิจารณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ในแง่มุมนี้ และวิพากษ์กระทั่งว่า ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่เขามี (จบการศึกษาจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ผลิตผู้นำให้กับหลายประเทศ ซ้ำยังเกิดที่อังกฤษอีกด้วย) เขาจึงเหมาะสมที่จะเป็นนักการเมืองอังกฤษเสียยิ่งกว่าจะเป็นนายกของไทย คำวิพากษ์วิจารณ์ทำนองนี้ ฟังดูเหมือนคำชมหรือคำเหน็บแนมกันแน่ ความรู้สึกบวกหรือลบที่ได้ คงช่วยตอบได้ว่าคุณคือกลุ่มเป้าหมายของผู้นำแบบไหน

ยิ่งลักษณ์คือภาพที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่จากพี่ชายหรือจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่จากประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการส่งเสียงยืนยันสิทธิทางการเมืองของตน โดยมิได้สนใจว่าผู้นำของตนคือ “ใคร” มากเท่ากับ ผู้นำคนนั้นเข้าสู่อำนาจ “อย่างไร” การมีเธออยู่นั้นเพียงพอแล้ว แต่เธอจะอยู่แล้วพูดอะไรอย่างไร เป็นเรื่องรองลงไป

มากไปกว่านั้น ประชากรกลุ่มใหญ่ที่ยิ่งลักษณ์สื่อสารได้สัมฤทธิ์ผล ก็อาจเป็นเช่นเดียวกับยิ่งลักษณ์หรือหนักข้อกว่า คือไม่ได้พูดภาษาไทยกลาง และไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ มิพักต้องไปหวังถึงสำบัดสำนวนสละสลวยแสดงไหวพริบปฏิภาณ ลำพังพูดให้รู้เรื่องยังยาก ซึ่งคือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ภาษาหรือสำเนียงที่ยิ่งลักษณ์ใช้จึงไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับผู้ฟังกลุ่มนี้

ผู้มีการศึกษาดี ภาษาดีแต่ไม่นิยมกติกาการเลือกตั้ง ถ้าไม่ยอมเข้าใจปรากฏการณ์นี้ ก็ย่อมไม่มีวันเข้าใจได้ว่าทำไมตนจึงเป็นผู้แพ้ทุกครั้งที่ออกไปลงคะแนน เสียง