WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 22, 2011

ควันหลง 'อภัยโทษ' สู่โจทย์ 'นิติราษฎร์'

ที่มา ประชาไท

พวกเราอย่ายอมให้คำแถลงของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่ยืนยันว่า “คุณทักษิณ” ไม่เข้าข่ายผู้ที่จะได้รับการอภัยโทษ (ตามร่างพระราชกฤษฎีกาที่เป็นข่าว) ทำให้พวกเราสบายใจแล้วกลับไปเครียดกับน้ำท่วมเอาเสียง่ายๆ

แต่ขอให้พวกเรากลับมาทบทวนแบบน้ำนิ่งไหลลึกว่า “กระแสข่าว” การอภัยโทษ และ “กระแสตอบรับ” ที่ผ่านมานั้นได้ทำให้เราเห็น “ควันหลงเรื้อรัง” อะไรในสังคมไทยที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่าปัญหาของคนที่รักหรือไม่รัก “คุณทักษิณ” เสียด้วยซ้ำ ?

1. ควันหลงถึงผู้ตื่นตระหนก: ท่านไว้ใจรัฐบาลนามสกุลชินวัตรได้นานแค่ไหน?
ในบทความนี้ ผู้เขียนไม่ติดใจจะตัดสินว่าคุณยิ่งลักษณ์มีเจตนาจะช่วยพี่ชายตนเองหรือไม่ อย่างไร แต่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารไปยังผู้ที่ตื่นตระหนกเพราะเชื่อว่าคุณยิ่ง ลักษณ์มีเจตนาจะช่วยพี่ชายตนเองโดยแน่ แล้วถามต่อว่า การะแสข่าว “การอภัยโทษ” เพียงไม่กี่วันก่อนได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและน่าตื่นตระหนกเพียงนี้ แล้วอะไรจะเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลหลังการปลดปล่อยบ้าน 111 ชุดหน้าจะไม่พยายามดำเนินการ ทำนองนี้อีก ?

อย่าลืมว่านอกจากกฎหมายจะเปิดช่องให้การ “อภัยโทษ” ทำตามวาระโอกาสได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องผ่านสภาแล้ว รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่น เช่น การ “นิรโทษกรรม” กล่าวคือ ไม่ใช่แค่ให้อภัยธรรมดา แต่ถึงกับลบล้างความผิดจนไร้โทษ หรือหากจะแยบยลกว่านั้น ก็อาจใช้วิธี “ชะลอการลงโทษ” (reprieve) หรือลด-เปลี่ยนโทษ (commute) เช่น แทนที่จะให้จำคุก ก็นำตัวมากักขังในบ้านแทน (house arrest/home confinement) ก็เป็นได้

คำถามคือ ประชาชนฝ่ายที่ตื่นตระหนกกับการช่วยเหลือคุณทักษิณนั้น จะเล่นบทบาทได้แต่เพียงผู้ตามเก็บหมากที่เดินโดยนักการเมืองและต้องมาทนลุ้น ระทึกกับกระแสข่าวเป็นระยะต่อไปเช่นนี้ หรือจะมีวิธีการรวมพลังกับฝ่ายที่ไม่ตื่นตระหนกเพื่อจัดการให้เหตุนี้คลี่ คลายไปได้ (นอกไปจากการชุมนุมที่ยืดเยื้อ หรือการอาศัยอำนาจนอกระบบ) หรือไม่ ?

หนึ่งในวิธีที่เป็นไปได้นั้น อาจต้องลองนึกย้อนไปถึงข้อเสนอนิติราษฎร์ หากเรานำข้อเสนอดังกล่าวมาปรับปรุงให้ประชาชนเป็น “ฝ่ายรุก” ผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองก่อนทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกระทำอย่างเปิดเผยและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมได้ เพื่อออกแบบวิธีล้างคำพิพากษาเก่า แล้วนำคุณทักษิณและผู้อื่นกลับเข้าสู่กระบวนการศาลใหม่ในยามปกติ โดยต้องมีขั้นตอนเชื่อมโยงที่รัดกุมชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย (ผู้เขียนไม่ได้เจาะจงไปที่ศาล แต่กำลังพูดถึงกระบวนการเชื่อมโยงจากการล้างคดีเก่าไปสู่การเริ่มต้นคดีใหม่ มิใช่ล้างแล้วปล่อยไว้ลอยๆ ถึงเวลา ป.ป.ช. ไม่ฟ้อง อัยการไม่ฟ้อง ทุกอย่างเงียบไป ความรุนแรงก็อาจกลับมาอีก)

หากทำได้เช่นนี้ จะเข้าท่ากว่าการปล่อยให้ประชาชนเป็น “ฝ่ายรับ” เก็บหมากการเมืองหรือไม่ ?

ผู้เขียนเคยเตือนไปแล้ว และก็จะเตือนอีกครั้งว่า หากท่านไม่พอใจกับข้อเสนอนิติราษฎร์ เพียงเพราะท่านไม่พอใจคุณทักษิณ ก็ขอท่านทบทวนให้ดีว่า “คุณทักษิณในแบบที่ท่านไม่พอใจ” มีเครื่องมืออื่นที่ดีและสะดวกทางยิ่งกว่าข้อเสนอนิติราษฎร์อีกมากจริงหรือ ไม่ ?

2. ควันหลงถึงขบวนการนิติราษฎร์: ท่านพร้อมจะสร้างพันธมิตรทางความคิดของท่านมากแค่ไหน?
ขบวนการนิติราษฎร์ก็เช่นกัน ผู้เขียนเคยเตือนไปแล้ว และก็จะเตือนอีกครั้งว่า ผู้ที่พร้อมจะร่วมอุดมการณ์ล้มล้างลัทธิรัฐประหารพร้อมกับท่านนั้นมีอยู่มาก แต่เขาเหล่านั้นอาจจะไม่อยากร่วมเป็นแรงสนับสนุนท่านเลย หากวิธีการนำเสนอและสื่อสารของท่านยังคงแข็งทื่อ และกวาดมองว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านในทันทีต้องเป็นผู้สมยอมลัทธิรัฐประหาร ในทันใด ในโลกนิติศาสตร์ปัจจุบันที่ก้าวพ้นยุคของหลักการทฤษฎีในหมู่ผู้ปกครองนี้ ท่านไม่อาจยึดมั่นแต่เพียง “กฎหมายที่ควรจะเป็น” เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจใน “มนุษย์ที่เป็นอยู่” เช่นกัน

ขบวนการนิติราษฎร์อาจเริ่มขยายพันธมิตรจากภายในสถาบันเก่าแก่ที่ภูมิใจใน เสรีภาพทางวิชาการของท่าน หากท่านทำให้เพื่อนผู้ทรงปัญญารู้สึกมีส่วนร่วมและได้รับอัธยาศัยทางวิชาการ ที่ตอบรับกับสภาพความคาดหวังของเขาหล่านั้นไม่ได้ สถาบันของท่านก็จะไม่ต่างอะไรไปกับสถาบันเก่าแก่อีกแห่งที่ภูมิใจในความเป็น น้องพี่ที่กลมเกลียว แต่เกรงใจกันจนไม่ค่อยได้พบเห็นนวัตกรรมทางความคิดอะไรได้สะดวกนัก

ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ขบวนการนิติราษฎร์ได้พัฒนาปรับปรุงข้อเสนอที่ ไม่เพียงสะท้อนหลักการทางกฎหมาย แต่ยังสอดคล้องกับจิตวิทยาทางการเมืองอย่างแหลมคมและแยบยล โดยเฉพาะในประเด็นจุดเชื่อมโยงระหว่างการล้มล้างคดีเก่าและการเริ่มต้น กระบวนการใหม่ให้มีการเชื่อมโยงที่รัดกุมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อรวมพลัง “ฝ่ายที่ไม่เอารัฐประหารตราบใดที่ทักษิณรับผิด” เข้ากับ “ฝ่ายที่ไม่เอารัฐประหารไม่ว่าทักษิณจะต้องรับผิดหรือไม่” และเชื้อเชิญ “ฝ่ายที่เชื่อว่ายังไงทักษิณก็ไม่ผิด” เพราะหากคุณทักษิณบริสุทธิ แล้วจะมีเหตุใดต้องกลัวศาลพิจารณาคดีใหม่

ไม่แน่ว่าขบวนการนิติราษฎร์ อาจนำไปสู่การรวมกลุ่มอำนาจในสังคมไทยเข้าด้วยกันอย่างไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนก็เป็นได้!

3. ควันหลงถึงครูบาอาจารย์สื่อสารมวลชน: จรรยาบรรณว่าด้วยแหล่งข่าวอยู่ที่ใด?
“การแสข่าวอภัยโทษ” เริ่มต้นมาจาก “แหล่งข่าว” ที่ไม่เปิดเผย เคราะห์ดีที่เหตุการณ์ดูจะคลี่คลายหลังมีการแถลงข้อแคลงใจจนมีการยุติการ เคลื่อนไหวชุมนุม ซึ่งหากรายละเอียดเป็นจริงมาแต่ต้น เหตุใดรัฐบาลจึงไม่อธิบายให้ชัดมาแต่แรก? และแหล่งข่าวที่ว่านี้คือใคร ? สำนักข่าวใดได้ข่าวนี้มาแต่แรก? มีการตรวจสอบและรายงานระดับความน่าเชื่อถืออย่างไร? แหล่งข่าวนี้สมควรจะได้สอบถามความจริงได้จาก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก แต่แรกหรือไม่ ? หากสุดท้ายรัฐบาลอธิบายไม่ทันจนเกิดการปะทะวุ่นวายในยามวิกฤตเช่นนี้ สื่อหรือผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ ?

หากสื่อมวลชนผู้มีจรรยาบรรณตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ประชาชนก็อย่าได้แต่รอ ขอให้ท่านได้ใช้ช่องทางที่กฎหมายให้อำนาจท่านไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขอข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม ครม. ลับที่เป็นข่าว โดยอาศัยช่องทางตาม “พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540” เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อีกวิธีคือการเรียกร้องกดดันให้ผู้แทนของท่านในสภาได้ใช้อำนาจตาม “พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554” เพื่อเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้ที่มาที่ไป เป็นอย่างไร หรือเป็นเพียงการสร้างกระแสผ่านสื่อมวลชนอันเป็นการซ้ำเติมความกังวลให้กับ พี่น้องประชาชนที่ลำบากในยามน้ำท่วมเช่นนี้?

หวังว่าเพดานทางปัญญาของสื่อมวลชนไทยจะไม่จบที่การ “ตีข่าวหักมุม” หรือ “วิเคราห์ทางที่หินถูกโยน” แต่เพียงนั้น

4. ควันหลงถึงพวกเราทุกคน: คนไทยมีปัญญาเพียงแค่ยกมวลชนตีกันเช่นนั้นหรือ?
อาการเรื้อรังของสังคมไทยที่ปรากฎชัดจาก “กระแสการอภัยโทษ” นั้น ไม่ได้ต่างไปจาก “กระแสประตูระบายน้ำ” ในภาวะวิกฤติอุทกภัย ทั้งสองเหตุการณ์พิสูจน์ว่า ในยามที่สังคมไทยมีปัญหานั้น ก็เป็นจริงดังที่ถูกสอนให้เชื่อว่าคนไทยสามัคคีกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวจริง แต่สามัคคีกลมเกลียวเฉพาะกับ “พวกเดียวกัน” เท่านั้น

แต่สังคมไทยยังไม่คุ้นชินกับการต่อสู้ตามกติกาที่ต้องรอ ผู้เขียนเป็นห่วงอย่างยิ่งกับตรรกะของฝ่ายที่กล่าวว่ารัฐบาลไม่ควรเสนอการ อภัยโทษตามข่าว เพราะจะทำให้ผู้คนแตกแยกออกมาตีราฆ่าฟันกันอีกรอบ ซึ่งเป็นตรรกะที่อันตรายไม่ต่างไปจากการยอมให้บ้านเมืองปกครองโดยกำลังมวลชน เป็นสำคัญ (might is right) หากคิดได้เช่นนี้ ต่อไปการกระทำใดจะถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ก็คงดูแต่เพียงว่าจะมีผู้เคลื่อนไหวปะทะกันหรือไม่ หากมีกำลังปะทะ ก็ไม่ควรทำ กระนั้นหรือ ?

ตรรกะที่ถูกต้อง คือการถามว่า การกระทำนั้นถูกกฎหมายหรือไม่ และหากเราเชื่อว่าการออกมาขออภัยโทษตามข่าวเป็นการใช้อำนาจที่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลยืนยันว่าตนมีอำนาจตามกฎหมาย เราก็ต้องใช้อำนาจทางปัญญาต่อสู้ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะคัดค้านโดยสันติ จะเข้าชื่อแก้กฎหมาย หรือสู้คดีในศาล ฯลฯ การชุมนุมกันไม่ควรถูกสันนิษฐานว่า จะต้องเป็นการยกมวลชนตีกัน ส่วนใครที่ใช้วิธีก่อความไม่สงบนอกวิถีแห่งกฎหมาย กฎหมายก็ต้องจัดการโดยเด็ดขาดให้ประจักษ์เป็นปกติ และหากรัฐใช้กำลังเกินควร ก็ต้องหาคนรับผิดชอบตามปกติ จะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ยากเกินปัญญาคนไทยนั้น กระนั้นหรือ ?

ตรงกันข้าม หากเรายอมเชื่อว่าการออกกฎหมายอภัยโทษตามข่าวเป็นการใช้อำนาจที่ “ผิดกฎตามใจฉัน” หรือ “ผิดเกณฑ์ศีลธรรมความดีงามบาปบุญคุณโทษอันเป็นสัจจะของฉัน” และในเมื่อจิตใจและความดีงามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีแก้ปัญหาก็คงวนเวียนอยู่กับวาทกรรมมักง่ายที่ว่า “อย่าทำมันเลย เดี๋ยวคนเขาตีกัน…แต่ถ้ามันยังทำ ฉันก็จะตีมัน”

แม้ผู้เขียนจะไม่อยากให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ทนายวิ่งไล่รถพยาบาล แต่ก็สงสัยเหลือเกินว่า คนไทยเรามีปัญญาเพียงพอที่จะไม่หลีกเลี่ยงปัญหาเพียงเพราะข้ออ้างมวลชนปะทะ กันได้หรือไม่หนอ ?

หมายเหตุ
บทความนี้ต่อเนื่องจากบทความของผู้เขียนเรื่อง “รัฐประหาร - ทักษิณ - นิติราษฎร์: ๓ คำเตือนที่คนไทยต้องรู้” ที่ http://on.fb.me/nd9GR1

บทสัมภาษณ์ความเห็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ชมได้ที่

- รายการคมชัดลึก: http://www.youtube.com/watch?v=Pp25gkDQG1Y
- รายการสถานี Bluesky Channel: http://livestre.am/18ynP
- รายการ ASEAN Newsroom (ภาษาอังกฤษ): http://www.youtube.com/watch?v=kxGQA4-s1hk

ปล่อยน้ำผ่าน กทม. ช่วยชาวนนทบุรีตะวันตกได้มาก

ที่มา ประชาไท

ไชยวัฒน์ ตระการรัตน์สันติ

ชาวนนทบุรีฝั่งตะวันตก กำลังมีความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความล่าช้าในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมอยู่ถึง 1 – 2 เมตร มีส่วนน้อยมากที่ท่วมสูงเพียง 20 - 30 ซม. และมีพื้นที่แห้งสนิทเพียง 1 ตร.กม. จากพื้นที่ประมาณ 500 ตร.กม. ปัญหาน้ำท่วมนี้ไม่ใช่แค่ความลำบากในการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่ในบางพื้นที่เป็นปัญหาการประกอบอาชีพและการอยู่รอด

ความหลากหลายของชุมชน
นนทบุรีตะวันตก ประกอบด้วยชุมนุมดั้งเดิม และชุมชนเกิดใหม่ ซึ่งมีการขยายตัวอย่างมากในยุคของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ในปี 2530 จนบางพื้นที่กลายเป็นย่านธุรกิจ เช่น บางใหญ่ซิตี้ จึงมีความหลากหลาย ชุมนุมดั้งเดิมจะเป็นชาวสวน กลุ่มที่มนุษย์เงินเดือนและกลุ่มผู้เกษียณใช้พื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัย และกลุ่มที่ประกอบอาชีพค้าขายและบริการรายย่อยที่ดำรงชีพด้วยการให้บริการ กับชุมชน ดังนั้น ในแต่ละพื้นที่และอาชีพจึงมีการตอบสนองต่อปัญหาน้ำท่วมที่แตกต่างกันไป
กลุ่มที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่ได้ย้ายไปเช่าบ้านหรืออพาร์ทเมนต์เพื่อไปทำงานปกติ กลุ่มนี้มีความกังวลต่อน้ำท่วมยาวนานจะมีผลกับทรัพย์สิน และจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ถึงแม้ว่ากลุ่มชุมชนดั้งเดิมอาจจะปรับตัวเข้ากับน้ำท่วมได้ดีกว่า เพราะส่วนใหญ่ยังไม่มีการโยกย้าย แต่ผลต่อการใช้ชีวิตเป็นไปด้วยความลำบาก และมีผลกระทบกับผลไม้ที่จะต้องมีการเริ่มต้นใหม่
กลุ่มที่ประกอบอาชีพค้าขายและบริการรายย่อย เช่น ขายอาหาร ร้านค้าย่อย รถตู้โดยสาร จักรยานยนต์รับจ้าง รับจ้างซักผ้า เป็นต้น เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะนอกจากจะได้รับผลต่อทรัพย์สินแล้ว ยังมีผลกับการหารายได้ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การให้บริการของพวกเขาเป็นการให้บริการภายในชุมชน เมื่อน้ำท่วมคนในชุมชนย้ายออกไปชั่วคราว จึงไม่สามารถประกอบอาชีพ กลุ่มนี้จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ในกลุ่มที่ไปชุมนุมที่ศาลากลางมาจากกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่
บางส่วน เช่น อาชีพรถตู้โดยสาร ที่อยู่หลายพันคัน ส่วนใหญ่เป็นรถใหม่ จึงมีภาระในการผ่อนชำระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รถจักรยายนตร์รับจ้างก็เช่นกัน ประมาณครึ่งหนึ่งมีภาระในการผ่อนรถ จึงทำให้มีระดับความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
กลุ่มนี้มีมากน้อยแค่ไหน ในหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ เช่น บ้านบัวทอง ประเมินได้ว่ามีประมาณร้อยละ 30 จากจำนวนครัวเรือน 7,500 หลังคาเรือน คิดเป็น 2,000 หลังคาเรือน แต่สัดส่วนน้อยลงกับบ้านจัดสรรราคาสูงกว่า 2 ล้านบาท หรือขนาดของชุมชนที่เล็กลง โดยเฉลี่ยควรจะอยู่ที่ร้อยละ 25 ของประชากรประมาณ 600,000 คนหรือประมาณ 150,000 คน
ปล่อยน้ำผ่าน กทม. ช่วยได้มาก
ในสถานการณ์การระบายน้ำของนนทบุรีตะวันตก จากรายงานของกรมชลประทานมีการไหลออกสุทธิประมาณวันละ 12 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีน้ำตกค้าง 480 ล้าน ลบ.ม. ถ้ากรุงเทพฯ สามารถผ่านน้ำไปได้ทั้งผ่านคลองทวีวัฒนา และผ่านคลองย่อยในบางพลัดไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา อีก 4 ล้าน ลบ.ม. จะเป็นร้อยละ 30 ของการไหลออกสุทธิของนนทบุรีตะวันตก จึงมีนัยยะสำคัญเช่นกัน
ถ้าใช้เลขนี้คำนวณอย่างง่ายๆ พื้นที่นี้น้ำท่วมจะลดลงใน 40 วัน แต่ถ้าเพิ่มการปล่อยผ่านกรุงเทพฯ จะเหลือ 30 วัน เท่ากับมีส่วนช่วยมากถึง 10 วัน
บางกรวยเป็นพื้นที่ติดต่อกับกรุงเทพฯ ตั้งแต่บางพลัด ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา มีความรู้สึกไม่เป็นธรรมกับกรุงเทพฯ ที่พื้นที่ติดต่อกันแต่ฝั่งหนึ่งแห้งสนิท จนทำกิจกรรม “บิ๊กคลินนิ่งเดย์” ได้ แต่อีกฝั่งยังสูงถึง 1.2-1.8 เมตร พวกเขาจึงมีความต้องการให้ฝั่งกรุงเทพฯ ช่วยระบายน้ำออกไปบ้างอย่างรุนแรง
ในขณะที่ บางใหญ่ บางบัวทอง อาจจะไม่มีความรู้สึกรุนแรงถึงความแตกต่างเรื่องแห้งและเปียกมากนัก แต่สิ่งที่เขาเห็นด้วยคือ จะทำให้น้ำลดลงเร็วที่สุดเท่าที่เป็นได้ เพราะต้องการให้การประกอบอาชีพได้รับการฟื้นฟู จากผลกระทบอันแสนสาหัสที่เกิดขึ้น
ต้องเป็นฝ่ายกระทำ
การรอให้น้ำลดลงด้วยการระบายตามธรรมชาตินั้น ถึงแม้จะเป็นหนทางหลัก แต่การรอเช่นนั้นย่อมทำเกิดความรู้สึกต่อเงินที่เสียภาษีเป็นอย่างยิ่ง เสียไปทำไมในเมื่อทุกอย่างเป็นไปเอง ดังนั้น หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องหาทางแก้ไขที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกได้ รับการให้บริการอย่างคุ่มค่า
หน่วยงานรัฐต้องพยายามทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้ทุมเททรัพยากรในการ แก้ไขปัญหานี้ รวมถึงการเจรจากับกับกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
ทั้งนี้ต้องตระหนักว่า การปล่อยน้ำผ่านกรุงเทพฯ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เป็นทางออกที่ช่วยลดเบาสถานการณ์น้ำท่วมได้มากเช่นกัน

ถอดประสบการณ์น้ำท่วม 2: มรภ.นครปฐม ที่พัก อาหาร สุขภาพ และจิตใจ คือหัวใจในการดูแลผู้ประสบภัย

ที่มา ประชาไท

ดูการจัดการศูนย์ดูแลผู้ประสบภัยของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐมที่ดูแลผู้ ประสบภัยครบวงจร ทั้งที่พัก อาหาร ข่าวสาร รวมไปถึงโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ประสบภัยสูงอายุและเจ็บป่วยเรื้อรัง

ประชาไทลงพื้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ซึ่งปรับตัวเป็นสถานที่ดูแลผู้ประสบภัยจำนวน 504 คน โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 52 คนเด็กแรกเกิด1 ปี 18 คน เด็ก 2-5 ปี 31 คน และเด็ก 6-10 ปี 22 คน ประชากรหลัก ราว 300 คนของศูนย์แห่งนี้ อพยพมาจากศูนย์อพยพ ที่ถูกน้ำท่วมไปก่อนหน้านี้





โดยใช้พื้นที่บริเวณอาคารกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครปฐม ความสูง 4 ชั้นเพื่อรองรับผู้ประสบภัยทั่วไปและผู้สูงอายุ ขณะที่สวนหย่อมที่อยู่ติดกันนั้นปรับเป็นพื้นที่สำหรับผู้ประสบภัยที่อพยพ สัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย โดยผู้สบภัยส่วนหลังนี้ โดยผู้ประสบภียกลุมหลังจะได้นอนพักในเต้ท์สนามขนาดย่อมๆ สำหรับหนึ่งครอบครัว

“ช่วงแรกเราเห็นความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยแถบภาคกลางตอนบนว่าจะ ช่วยเขาได้อย่างไร เราก็ใช้ของบริจาค และจัดเป็นถุงยังชีพ ขณะนั้นจังหวัดนครปฐมยังไม่เดือดร้อนพอ พอน้ำเริ่มท่วมที่ปทุมธานี ก็เริ่มกระทบมาถึง พุทธมณฑล เราก็ปรับแผนช่วยเรื่องกรอกทราย โดยใช้บุคลากร นักศึกษาของเราไปแจก สู้ไม่ไหว ก็ส่งบุคลากรนักศึกษาไปช่วยย้ายของ พอช่วยย้ายของเสร็จ เราก็คุยกับเพื่อนๆ หลายคน ก็มีความคิดว่าตั้งศูนย์ที่นี่ เราก็คิดว่าจะช่วยตามมีตามเกิด แต่พอศูนย์อพยพที่มหาวิทยาลัยสงฆ์แตกมีคนประมาณ 700 คน พอน้ำมากเข้าๆ คืนก่อนสิ้นเดือน อพยพถึงตีสี่ครึ่งยังไม่หมด รถยีเอ็มซีก็เข้ายาก คืนนั้นมีผู้อพยพมากัน 300 คน สิ่งที่เราเห็นแล้วยิ่งทำให้เรามีจิตใจมีกำลังมากขึ้น ก็คือ มีคนแก่ มีเด็ก และคนแก่ช่วยตัวเองไม่ได้ เราก็คิดว่า ทำไมย้ายคนแก่มาให้กับเรามากขนาดนี้ แต่ก็ต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไร”

ผศ.สมเดช นิลพันธุ์ อธิการบดี มรภ. นครปฐม เท้าความให้ฟังถึงเหตุการณ์วันแรกที่เปิดศูนย์ขึ้นในวันที่ 26 ต.ค. และนำมาสู่แนวคดหลักในการบริหารจัดการศูนย์แห่งนี้

“ขณะนั้น เราเตรียมอาหารไว้ทั้งคืน เด็กคนแก่มาถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองตีสามยังไม่ได้กินข้าว มาถึงก็ให้ลงทะเบียนก่อน เตรียมที่พัก จากนั้นต้องคิดเรื่องอาหาร และดูเรื่องสุขภาพ และเสต็ปสุดท้ายคือจะฟื้นฟูจิตใจเขาอย่างไร เราคิด 4 เสต็ปท์”

โจทย์เรื่องคนแก่ เด็ก และผู้เจ็บป่วยนำมาสู่การบริหารจัดการซึ่งพยายามทำให้ศูนย์แห่งนี้สามารถ ดูแลผู้อพยพอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนเพื่อคัดแยกผู้อพยพ เช่น ผ้อพยพที่มีสัตว์เลี้ยงมาด้วย มีพื้นที่อยู่ในสนามหน้าอาคาร โดยผู้อพยพส่วนนี้กางเต้นท์นอน ผู้อพยพสูงอายุเพศหญิงจากบ้านพักคนชรา นอนรวมกันในห้องขนาดใหญ่บนชั้นสองของอาคาร

ผู้อพยพทั่วไปที่ช่วยเหลือตัวเองได้ นอนในห้องรวมบนชั้นที่ 2 และ 3 ของอาคาร

ศูนย์แห่งนี้ยังมีโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยอยู่ 11 ราย ขณะที่คาดว่าโรงพยาบาลสนามแห่งนี้จะสามารถรองรับผู้ป่วยได้ทั้งหมด 30 เตียง

ห้องรองรับผู้อพยพสงอายุ ซึ่งมีผู้สูงอายุอยู่ราว 50 ราย โดยส่วนใหญ่มาจากบ้านพักคนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)

มุมอ่านหนังสือสำหรับเด็ก และห้องปฏิบัติการสื่อ “ศูนย์ข่าวน้ำท่วมนครปฐม” ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายสถานีวิทยุชุมชน 15 แห่งในพื้นที่ ทำหน้าที่ประมวลข่าว วิเคราะห์และรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งในภาพรวมทั้งประเทศและเจาะลึกเฉพาะในพื้นที่จ.นครปฐม เพื่อให้ประชาชนได้ประกอบการตัดสินใจในการอพยพ

เมื่อเดินเข้ามายังศูนย์อพยพแห่งนี้ สามารถพบเห็นกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยส่งเสริมสภาพจิตใจของผู้อพยพ เช่น กิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก กิจกรรมสำหรับเยาวชน การเปิดดนตรีเพื่อขับกล่อมผู้ป่วยตลอดทั้งวัน รวมไปถึงการเล่นดนตรีสดโดยน.ศ. ของมรภ. นครปฐม ในช่วงเย็น

ร.พ.สนาม และอาสาสมัครพยาบาล

จุดเด่นของศูนย์อพยพแห่งนี้ คือการมีสถานพยาบาลอยู่ในศูนย์ ทั้งในการดูแลผู้ป่วยนอก ที่จะมีแพทย์จาก ร.พ.นครปฐม แวะเวียนมาทำการตรวจในวันจันทร์และวันพฤหัสฯ อีกทั้งมีโรงพยาบาลสนาม สำหรับผู้ป่วยติดเตียงโดยปรับสถานที่ของห้องสมุด ในอาคารของ โรงเรียนสาธิต มรภ. นครปฐม ที่เพิ่งสร้างเสร็จ จนกลายเป็นโรงพยาบาลสนามที่สามารถรองรับคนไข้ได้ 30 คน ขณะนี้ดูแลคนไข้ติดเตียงอยู่ 11 ราย จากโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วมแล้ว รวมถึงการให้การดูแลรักษาเบื้องต้น และหากมีคนไข้หนักก็นำส่งต่อให้ร.พ.นครปฐม

การดำเนินการนั้น มีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขจังหวัด และจากร.พ.ที่ถูกน้ำท่วมไปแล้ว หมุนเวียนกันเข้ามาดูแลผู้ป่วย และมีทีมอาสาสมัคร นักศึกษา จากคณะพยาบาลศาสตร์ มรภ. นครปฐม จำนวน 57 คน ทำหน้าที่เป็นผู้พยาบาลผู้ป่วยติดเตียง โดยจัดเวรลงดูแลผู้ป่วยคราวละ 12 คน

“โชคดีที่เป็นบุญของเราที่เปิดคณะพยาบาลเป็นปีที่สอง คณาจารย์และนักศึกษาที่ไม่ได้กลับบ้านก็ม่ช่วย ก็ทำให้นักศึกษาได้ฝึกงานเต็มรูปแบบ”

ขณะเดียวกัน ก็ต้องประสานกับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ โดยหน่วยงานหลักคือ สาธารณสุขจังหวัด ซึ่งช่วยเหลือทั้งในแง่การประสานและการจัดหาอาสาสมัครด้านสาธารณสุขในส่วน ของโรงพยาบาลบสนาม นอกจากนี้ยังสนับสนุนเวชภัณฑ์และสิ่งของจำเป็นต่างๆ

ผู้บริหารพร้อมปรับตัว ความช่วยเหลือจากท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญ

อธิการกล่าวว่า งบประมาณที่ใช้ดูแลผู้ป่วยขณะนี้ เขาปรับจากงบประมาณที่จะใช้ในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในวันที่ 5 ธ.ค. ที่ตั้งไว้ 9 ล้านบาท โดยเขาบอกกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยว่า “เทหมดหน้าตัก” แต่ถ้าหมดจาก 9 ล้านบาทนี้แล้ว สิ่งที่เขากำลังคิดต่อไปคือ การระดมการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เพื่อช่วยสนับสนุนอาหารในแต่ละมื้อ โดยคาดการณ์ว่า จะต้องยืนหยัดดูแลผู้อพยพไปอีกราว 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน

“เราเดินหน้าดูแลท้องถิ่นอยู่แล้ว ผมชื่นชมคณาจารย์ บุคลากร เครือข่ายภาคประชาชน ช่วยกัน ผมอยากให้พลังแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาทั้งประเทศ เพราะเราไปคอยให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแกปัญหาคงไม่ได้ ที่นี่ สสจ. องค์กรท้องถิ่นและจังหวัดเข้ามาช่วยกัน”

‘สมยศ’ ขึ้นศาลสระแก้ว ฟังสืบพยานคดี 112 ทนายหวังประกันรอบ 7

ที่มา ประชาไท

21 พ.ย.54 ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว มีการสืบพยานโจทก์ปากแรกในคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และ บก.นิตยสาร Voice of Taksin ถูกกล่าวหามีความผิดตามมาตรา 112 โดยศาลได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำสระแก้วเพื่อฟังการสืบพยานซึ่งเป็นเจ้า หน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีประชาชนคนเสื้อแดงจากกลุ่มต่างๆ เดินทางจากกรุงเทพฯ และจังหวัดสระแก้วมาร่วมให้กำลังใจนายสมยศ และร่วมฟังการพิจารณาคดีประมาณ 40-50 คน รวมทั้งภรรยานายสมยศที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสระแก้ว และเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติจากสหภาพยุโรป (อียู)

ภายหลังการพิจารณาคดีที่เสร็จสิ้น นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายความของนายสมยศ ระบุว่า การสืบพยานในวันนี้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการยื่นประกันตัวนายสมยศอีก ครั้ง ซึ่งจะเป็นครั้งที่เจ็ด เนื่องจากแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่านายสมยศไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนีตามที่ดีเอส ไอระบุ ส่วนการสืบพยานในนัดหน้าจะมีขึ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สงขลา ตามลำดับ ซึ่งพยานจะเป็นลูกน้องเก่านายสมยศ และประชาชนทั่วไปที่ได้อ่านนิตยสาร Voice of Taksin ที่ผ่านมาทนายจำเลยได้ทำเรื่องคัดค้านการสืบพยานในต่างจังหวัดแล้วแต่ไม่ เป็นผล เนื่องจากเห็นว่าพยานบางปากไม่สำคัญ และเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่จำเลยระหว่างเดินทางโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความ ขัดแย้งทางการเมืองสูง

นายสุวิทย์ยังกล่าวอีกว่า ศาลสระมีคำสั่งส่งตัวนายสมยศต่อไปยังจังหวัดต่างๆ ที่จะมีการสืบพยานเลยโดยที่จะไม่ส่งตัวเข้าเรือนจำกรุงเทพฯ อีก ดังนั้นกว่านายสมยศจะได้กลับกรุงเทพฯ ก็หลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานในต่างจังหวัดราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555

ด้านนายสมยศซึ่งถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำในชุดนักโทษและถูกตีตรวน กล่าวว่า ความเป็นอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสระแก้วนั้นดีกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเรื่องอาหาร และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เรือนจำที่นี่ยังคงมีสภาพแออัด ผู้ต้องขังล้นเกิน จากปกติรองรับได้ 800 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นการย้ายหนีน้ำท่วมมาเกือบ 300 คน ทำให้ต้องนอนเบียดเสียดอย่างมาก

สมยศยังเล่าถึงการเดินทางมายังเรือนจำสระแก้วว่า ระหว่างที่มีการเคลื่อนเขาพร้อมผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่หนีน้ำท่วมมายังเรือนจำสระแก้ว เมื่อต้นเดือน พ.ย. นั้นรถแน่นมากและเขาต้องยืนตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงสระแก้ว

เมื่อถามถึงกรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีข่าวว่าอยากรวมคดีที่มีอยู่หลายจังหวัดเป็นคดีเดียวเพื่อรับสารภาพนั้น ส่งผลต่อการตัดสินใจต่อสู้คดีของสมยศหรือไม่ เขากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจสู้คดี เนื่องจากเขาเดินมาครึ่งทางแล้ว และเชื่อว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่อาจรับสารภาพได้ ส่วนกรณีของนายสุรชัยนั้นน่าเห็นใจว่าเพราะอายุมากและมีโรคประจำตัว หลายอย่าง

สำหรับการสืบพยานเริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 10.10 น. ด.ต.หญิง กนกรักษ์ ตันโลห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นพยานปากแรกของคดีนี้ เบิกความว่า ในวันจับกุมจำเลยคือวันที่ 30 เม.ย.54 เธอได้เข้าเวรตรวจหนังสือเดินทางอยู่อาคารขาออก เวลาประมาณ 13.00 น. นายสมยศได้มายื่นหนังสือเดินทางขอรับการตรวจเพื่อเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เมื่อนำชื่อ หมายเลขบัตรประชาชน เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พบว่าหน้าจอแสดงผล “บุคคลเป้าหมาย” พร้อมระบุว่ามีหมายจับของศาลอาญา จึงแจ้งหัวหน้าและให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ ตม.ประสานขอหมายจับจากดีเอสไอ

พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ด่านข้ามแดนไปกัมพูชานั้นมีด่านกาบเชิงที่จังหวัดสุรินทร์อีกแห่งหนึ่ง และอาจมีที่อื่นๆ อีกกี่แห่งไม่ทราบแต่ไม่เกิน 5 แห่ง ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันมีประชาชนชาวกัมพูชาลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศ ไทยจำนวนมาก และประชาชนไทยก็ลักลอบข้ามไปยังกัมพูชาจำนวนมากเช่นกัน เพราะพรมแดนระหว่างสองประเทศนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นท้องไร่ท้องนาสามารถเดิน ข้ามไปได้ เปรียบเทียบได้กับกรณีของนายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่ลักลอบเดินข้ามไปยังกัมพูชาโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งนายสมยศเดินเข้าแถวมาตรวนหนังสือเดินทางเหมือนบุคคลทั่วไป โดยเดินทางมาพร้อมคณะซึ่งเธอทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยเป็นผู้นำนักท่อง เที่ยวไปเที่ยวในประเทศแถบอินโดจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายจำเลยยังได้นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเป็นสำเนาหนังสือเดินทางของนายสมยศต่อ ศาล และนำมาสอบถามกับด.ต.หญิงกนกรักษ์ โดย ด.ต.หญิงกนกรักษ์ได้ยืนยันต่อศาลว่า หนังสือเดินทางนี้เป็นหนังสือเดินทางของนายสมยศที่เธอตรวจที่ด่านอรัญประเทศ เมื่อวันเกิดเหตุ และตามที่ปรากฏในหนังสือเดินทางของนายสมยศ มีการขอวีซ่ากับสถานทูตกัมพูชา 4 ครั้งระหว่างปี 2553-2554 โดยครั้งแรกขอวีซ่าระหว่างวันที่ 2 เม.ย.-2 ก.ค.53 เดินทางจริงวันที่ 3 เม.ย.53 ทางสนามบินสุวรรณภูมิ และกลับจากกัมพูชาวันที่ 5 เม.ย.53 ครั้งที่สอง ขอวีซ่าระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-29 ธ.ค.53 เดินทางจริงวันที่ 3 ต.ค.และกลับวันที่ 5 ต.ค. ทางด่านอรัญประเทศ ครั้งที่สาม ขอวีซ่าระหว่างวันที่ 4 ธ.ค.53-4 ม.ค.54 เดินทางจริงวันที่ 4-6 ธ.ค.53 ผ่านด่านอรัญประเทศ ครั้งที่สี่ไม่มีการตรวจลงตราเพราะจำเลยถูกจับเสียก่อน

พยานยังตอบทนายจำเลยโดยระบุว่า “ตามสัญชาตญาณหากคิดจะหลบหนี หรือรู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ ก็คงจะไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง”

'ประชาชาติ' สัมภาษณ์ 'วีระกานต์': คนเสื้อแดงยังเดินหน้าทวงฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ "ทักษิณ"

ที่มา ประชาไท

แนวการเคลื่อนไหวเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กลับประเทศ โดยวิธีการขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อมีกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกาขออภัยโทษ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มคนเสื้อแดงหรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) เคยรวบรวมรายชื่อถวายฎีกากว่า 3 ล้านชื่อ แล้วตั้งขบวนที่ท้องสนามหลวงนำโดย “วีระกานต์ มุสิกพงษ์” สมัยยังเป็นประธาน นปช. เป็นตัวแทนไปยื่นเอกสารยังสำนักพระราชวัง เมื่อ 17 สิงหาคม 2552 อันเป็นการรณรงค์เคลื่อนไหวต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ “โฟนอิน” ครั้งแรกของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อ 1 พ.ย.2551

แม้ว่าร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับของ “ครม.ยิ่งลักษณ์” จะยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่ารายชื่อนับหมื่นรายได้ระบุชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือไม่ แต่กระแสก็ถูก "หยุด" โดยจดหมายจากดูไบ ของ"ทักษิณ" เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และการประกาศของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถ้อยทำนองว่า ถ้ามีชื่อ "ทักษิณ" ในรายการขออภัยโทษก็จะไม่มีชื่อประชาเป็นรัฐมนตรี

ผ่านจากคำพูดและความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าถูกลดระดับเป็นการ "โยนหินถามทาง" แต่ในสายตาของ “วีระกานต์” ผู้เคลื่อนไหวในประเด็นเดียวกันมานานนับปี มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญและเป็นอำนาจพระมหากษัตริย์ โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องได้รับโทษจำคุก หรือต้องคำพิพากษาถึงที่สุด

“ประชาชาติออนไลน์” สัมภาษณ์อดีตประธาน นปช. และ อดีตหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (บ้านเลขที่ 111) ผู้กำลังจะได้รับสิทธิการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า ภายหลังถูกเพิกถอนสิทธิฯ ในคดียุบพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ปี 2550 “วีระกานต์” อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง พูดติดตลกถึงสิทธิการเลือกตั้งที่กำลังจะกลับมาในไม่ช้าว่า “...ผมคงจะได้ใช้สิทธินี้ ไปสมัคร กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” ....

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

การขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยคนเสื้อแดง เริ่มจากแนวคิดอะไร
การรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดง เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ ให้คุณทักษิณคนเดียวโดยเฉพาะ เป็นการทำตามสิทธิประชาชน และตามรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นอำนาจพระมหากษัตริย์ ไม่มีอำนาจอื่นที่จะมาแทรกแซงได้ ถ้าไม่ทรงพระราชทานก็ไม่มีใครแทรกแซงได้ ฉะนั้น ไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติตรงไหน และดูแล้วอำนาจประมุขแห่งรัฐทุกระบอบในโลก ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ผิดต่อหลักนิติรัฐนิติธรรมนั่นเอง

ฎีกาของคนเสื้อแดง อยู่ในขั้นตอนไหน
ผมทวงกระทรวงยุติธรรมอยู่ ไม่แน่ใจว่าจะผนวกกับร่างพระราชกฤษฎีกาหรือไม่ ผมก็ยังไม่เห็นร่างพระราชกฤษฎีกาของ ครม. หน้าตาเป็นยังไง เราไม่รู้ แต่ถ้ากระทรวงยุติธรรม คิดสาระตะแล้วเห็นว่าครอบคลุมประเด็นเดียวกัน เขาก็อาจจะยุติทางใดทางหนึ่งได้ แต่ถ้ายังไม่ครอบคลุมเรื่องของคนเสื้อแดงก็ต้องเดินหน้าต่อไป ถ้าไม่ติดน้ำท่วมป่านนี้ก็ทวงกันอึงคนึงอยู่แล้ว

คิดเห็นอย่างไรที่มีข่าว ครม. เตรียมเสนอพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ผมไม่สนใจ ด้วยเหตุผลอีกประการก็คือ การพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องขังจำนวนเยอะๆ พร้อมกันในคราวเดียว ทำกันจนเป็นพระเพณี ในวโรกาสสำคัญ ก็ทำกันเสมอมา เช่น เฉลิมพระชนพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หรือ เฉลมพระชนมพรรษาพระนางเจ้าฯ หรือ โอกาสวาระสำคัญ เช่น กาญจนาพิเษก รัชดาภิเษก หรือ ครองราชย์ 60 พรรษา ก็มีเสมอมา

มองอย่างไรข้อที่นายกรัฐมนตรีถูกตำหนิว่าช่วยพี่ชาย
ถ้าเป็นผม ก็ไม่กังวล ถ้าจะทำก็ต้องทำ แต่ถ้าจะช่วยคนอื่นทั้งหมด แต่ยกเว้นพี่ชายตัวเอง ก็คงเป็นเรื่องบ้า!

คุณทักษิณ ยังไม่เคยรับโทษจำคุก ทำให้ไม่เข้าองค์ประกอบที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
ไม่มีปัญหานั้น ไม่มีกฎหมายที่จำกัดไว้อย่างนั้น อย่าว่าแต่กรณีไม่เคยจำคุกเลย เคยมีกรณีที่บางคนคดีพิจารณาคดีอยู่ในศาล ยังไม่มีคำพิพากษา ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษมา หรือบางคนคดียังไม่ถึงศาล แต่อยู่ในขั้นตำรวจกำลังสอบสวน ก็เคยมี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ผมไม่อยากระบุตัวบุคคล เพราะเจ้าตัวเขาไม่เต็มใจ เราก็ไม่อยากล่วงล้ำ แต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเหตุการณ์ไม่กี่ปีมานี้แหละ

คือเราต้องเข้าใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ เขียนว่า เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ แล้วคนที่ไม่เห็นด้วยจะอ้างเงื่อนไขอื่นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขว่า ยังไม่ถูกจองจำ ยังไม่ถูกพิพากษา คุณคิดเอาเองกันทั้งนั้น เอามาอ้างเหลวไหล ไอ้คนอ้างก็รู้ เขาไม่พอใจทักษิณกัน เรื่องมันเท่านั้น

ขบวนการเสื้อแดงต้านอำมาตย์ แต่ขอพระราชทานอภัยโทษให้คุณทักษิณ แบบนี้จะขัดหลักการที่ต่อสู้หรือเปล่า
ขอพระราชทานอภัยโทษ เป็นเรื่องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และคนเสื้อแดงก็เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องแยกกัน ไม่เกี่ยวกับอำมาตย์ ซึ่งอำมาตย์ ก็มีทั้งดีและไม่ดี เราตำหนิอำมาตย์ที่ไม่ดี

ประเมินความเข้มข้นของฝ่ายตรงข้ามที่จะออกมาต่อต้านอย่างไร
คุณทักษิณ เขามีฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว ตั้งแต่คุณทักษิณ ยังไม่ออกนอกประเทศ แต่ฝ่ายตรงกันข้ามเขามีมากหรือมีน้อยล่ะ พวกอิจฉาตาร้อน เห็นคนอื่นรวยล้ำหน้าไม่ได้ สังคมไทยต้องเผชิญความจริงบ้าง คนเห็นต่างมีจำนวนนิดเดียว แต่ว่าใส่ลำโพงเข้า พูดไปก็เสียงดังมาก แต่คนไม่กี่คนหรอก ไม่งั้นการเลือกตั้งจะแพ้รูดมหาราชแบบนี้หรือ เสียงข้างมากอยู่ทางโน้นทีคนเขาเลือกทักษิณกัน พวกหน้าไหว้หลังหลอกไม่ยอมรับกติกา

รัฐบาลอาจจะพังเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า
ไม่สำคัญว่ารัฐบาลจะอยู่หรือจะไป เพราะรัฐบาลต้องทำสิ่งที่ถูกต้องและเห็นอะไรควรทำก็ทำไปเพื่อประโยชน์ของ ส่วนรวม จะมานั่งพะวง ขออยู่ยาวๆ แต่ไม่ทำอะไร แล้วจะอยู่ไปทำไม ถ้ารัฐบาลจะถูกโค่น ก็ไม่เห็นต้องกลัว รัฐบาลมาจากเสียงข้างมากประชาชน ถ้ารัฐบาลทำผิด คนก็เห็นก็ไม่เลือก กติกาก็มีอยู่ สภามีอยู่ ก็ใช้สภาไล่ ก็ได้ จะใช้กำลังอนาธิปไตยตลอดกาลก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้สักที ต้องกล้าหาญพอที่จะบริหารประเทศ และถ้าหากจะมีอันเป็นไป ก็ต้องกล้าหาญพอที่จะยอมรับความเป็นไป แต่อย่าอยู่กันหลอกๆ แบบนี้

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

3 อดีตผู้นำเขมรแดง ขึ้นศาลพิเศษข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแล้ววันนี้

ที่มา ประชาไท

อดีตผู้นำเขมรแดงที่มีบทบาทสังหารประชาชนชาวกัมพูชากว่า 2 ล้านคน เข้ารับการพิจารณาคดีต่อศาลพิเศษกัมพูชาในข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติและ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว โดยทั้งสามผู้นำยังคงปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ในขณะที่ศาลพิเศษถูกกังขาเรื่องความน่าเชื่อถือ

วันนี้ (21 พ.ย.) ศาลพิเศษกัมพูชา หรือ Extraordinary Chambers in the Courts of Cambodia (ECCC) ในกรุงพนมเปญ ซึ่งสหประชาชาติให้การสนับสนุน ได้เริ่มเปิดการพิจารณาคดีอดีตแกนนำเขมรแดง 3 คน ซึ่งได้แก่นายนวน เจีย อดีตผู้นำอันดับสองรองจากพล พต นายเขียว สัมพัน อดีตผู้นำหน้าฉาก และนายเอียง ซารี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ชาวกัมพูชากำลังชมนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ตวล เสลง (Toul Sleng Museum)
ที่บันทึกเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุในยุคสมัยเขมรแดง

การตั้งข้อหาดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการปกครองภายใต้ระบอบเขมรแดง (Khmer Rouge) ซึ่งนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกัมพูชาในช่วงปี 2518-2522 ที่มีนโยบายทางเศรษฐกิจบังคับให้ประชาชนออกไปทำงานในหมู่บ้านหรือ "คอมมูน" ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้คนชาวกัมพูชาเสียชีวิตจากความอดอยากแล้ว ยังสังหารและทรมานประชาชนจำนวนมากที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นผู้ทรยศหรือเห็น ต่างต่อระบอบดังกล่าว ทำให้มีคนเสียชีวิตราว 2 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดในขณะนั้น

นอกจาก 3 คนนี้ ยังมีจำเลยอีกหนึ่งคนที่เป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว คือนางเอียง ธิริธ อดีตรัฐมนตรีกิจการสังคม ภรรยาของนายเอียง ซารี แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนศาลเพิ่งตัดสินว่านางสุขภาพไม่แข็งแรงพอเพราะป่วยเป็น อัลไซเมอร์จึงไม่ต้องถูกนำตัวขึ้นศาล

คดีที่จะเริ่มเปิดการพิจารณาในวันนี้ เป็นคดีหมายเลข 002 มีจำเลยทั้งหมด 3 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้นำเขมรแดงในระดับนำที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีอายุ 80 ขึ้นไปทั้งสิ้น โดยก่อนหน้านี้ มีผู้นำเขมรแดงถูกตัดสินจำคุก 35 ปีแล้วหนึ่งคน คือ เค็ง เก็บ เอียบ หรือ "สหายดุช" อดีตผู้บัญชาการเรือนจำโตน สะแลง ผู้รับผิดชอบการเสียชีวิตของประชาชนกว่า 14,000 คน ซึ่งภายหลังศาลได้ตัดสินให้ลดโทษเหลือ 19 ปี

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า การพิจารณาคดีดังกล่าว เป็นคดีที่มีความสำคัญและความซับซ้อนทางกฎหมายมากที่สุดในประวัติศาสตร์นับ ตั้งแต่เหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิวที่นูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม ศาลพิเศษดังกล่าวที่ประกอบด้วยคณะผู้พิพากษานานาชาติ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นอิสระและความเป็นกลาง เนื่องจากถูกมองว่ามีการแทรกแซงจากการทำงานจากเจ้าหน้าที่รัฐกัมพูชา และมีการซื้อตำแหน่งผู้พิพากษารวมถึงการไม่ให้ความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยว ข้อง ทำให้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งในคณะผู้พิพากษาที่เป็นชาวเยอรมันยื่นจดหมายลาออก โดยให้เหตุผลว่าทางการกัมพูชาเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาที่ได้ลงชื่อเป็นพยานในการไต่สวน ได้ถอนตัวจากการมีส่วนร่วมแล้ว โดยชี้ว่า การดำเนินคดีโดยศาลพิเศษดังกล่าวเป็นเพียงแค่การตบตาเท่านั้น

บางส่วนชี้ว่า ข้อจำกัดในการพิจารณคดี มีสาเหตุมาจากการเล่นการเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ และการที่อดีตสมาชิกเขมรแดงหลายคนยังคงดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในระบบข้าราชการ ฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาล เช่น เฮง สัมริน ประธานรัฐสภา และนายกรัฐมนตรีฮุน เซ็น ทำให้การค้นหาความจริงในคดีดังกล่าวเป็นเรื่องยากกว่าเดิม

เนื้อหาบางส่วนจาก สำนักข่าวแห่งชาติ

เธอก้าวสองขากลับมาเยือน

ที่มา Thai E-News

สองหญิง สองรัฐบาลพลเรือน-คนหนึ่งพูดไทยไม่ได้ อีกคนพูดอังกฤษไม่แข็ง

ฮิลลารี่ตัดสินใจในนาฑีสุดท้าย เธอบอกว่า เอ้า ถ้าท่านนายกฯ มาไม่ได้ เราจะไปหาท่านเอง...หัวใจสำคัญในถ้อยคำแถลงร่วมอยู่ที่การสนับสนุนแก่รัฐบาล“พลเรือนนี้”ของ ไทย ซึ่งสื่อไทยละเลยที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นข่าว แต่นี่ก็ยังไม่ใช่การสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยในไทยอย่างเต็มที่ มันคือยุทธศาสตร์สองขาของสหรัฐฯ..

โดย Rayib Paomano ( คนไทยในอเมริกา )
ที่มา เว็บ Thais' Genuine Democracy Revival

การผ่านกลับมาเยือนประเทศไทย และออกแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ศกนี้ ของ นางฮิลลารี่ ร้อดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศอเมริกัน ไม่เพียงมีความสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐทางภูมิยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งเรียกว่า “ศตวรรษแปซิฟิค” เท่านั้น

หากแต่มีนัยยะทางการเมืองล้ำลึกต่อรัฐบาล “นี้” ของพรรคเพื่อไทย และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในสถานการณ์ที่ฝ่ายค้าน สื่อ และขบวนการต้านทักษิณในสังคมออนไลน์ ฉกฉวยเหตุพิบัติจากอุทกภัยสร้างแรงกดดันหมายจะให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไปจากชุดปัจจุบันในกลางคัน

นโยบายศตวรรษแปซิฟิค (Pacific Century)*(1) ของสหรัฐฯ เป็นผลพวงจากความล้มเหลวทางทหารของการพัวพันในอิรัก และอาฟกานิสถาน

โดยหันมาเน้นด้านยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และการทูตในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค ดังเช่นที่มีการประกาศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการอเมริกันในเมืองดาวิน ออสเตรเลีย โดยเลี่ยงไม่เรียกว่าฐานทัพ

แต่จะมีทหารนาวิกโยธิน ๒,๕๐๐ นายประจำการภายใน ๕ ปี (เริ่มต้นที่ ๒๕๐) และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นทางการทหารกับฟิลิปปินส์ อันจะมีการจัดส่งเรือรบประจัญบานลำที่สอง และเครื่องบินขับไล่อีกหลายลำำให้ใช้ปกป้องน่านน้ำด้านตะวันตก ที่ระยะหลังๆ เกิดการกระทบกระทั่งบ่อยๆ กับการขยายแสนยานุภาพของกองทัพเรือจีนในทะเลจีนตอนใต้

ทั้งนี้สหรัฐประกาศว่าเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทาง เสรีที่จะต้องปกป้อง พลเรือเอกรอเบิร์ต เอฟ. วิลลาร์ด ผู้บัญชาการทัพเรือสหรัฐภาคพื้นแปซิฟิคกล่าวว่า มูลค่าทางการค้าผ่านเส้นทางทะเลจีนตอนใต้นี้ตกปีละ ๕.๓ ล้านล้านดอลลาร์ อันเป็นของสหรัฐเอง ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์*(2)

ก่อนเสร็จสิ้นการประชุมมนตรีเศรษฐกิจเอเปคที่ฮาวาย เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิงของไทยของดการเดินทางไปร่วมเพราะสถานการณ์น้ำท่วมหนัก ถึงกรุงเทพฯ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นางฮิลลารี่พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมเห็นควรที่จะปลีก เวลาไปแวะเยือนประเทศไทยก่อนจะไปสมทบกับประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าในการร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำเอเซียตะวันออกที่บาหลี อินโดนีเซีย

ด้วยเหตุผลที่ว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุด และยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค อุทกภัยครั้งนี้หนักหนาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นเวลายาวนาน

การไปให้กำลังใจ และแสดงการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองป้องกันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสหรัฐฯเอง

ท่าทีของสหรัฐต่อภูมิภาคครั้งนี้ได้รับการวิจารณ์อย่างกว้างขวางในวงการเมืองระหว่างประเทศว่า เป็นการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน

ซึ่งนอกจากจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองแซงหน้าญี่ปุ่นแล้ว จีนยังกำลังขยายสมรรถนะในทางการทหารของตนอย่างรวดเร็ว

งบประมาณกลาโหมของจีนเพิ่มพรวดสามเท่าเป็น ๑๖๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว แต่ประธานาธิบดีโอบาม่ากล่าวในการแถลงอย่างทางการที่แคนเบอร่าว่า สหรัฐฯไม่ได้กลับมากระฉับกระเฉงในภูมิภาคอีกครั้ง เพราะกลัวอิทธิพลของจีนแต่อย่างใด และความคิดที่ว่าสหรัฐจะสกัดตัดจีนออกไปก็ไม่ถูกต้อง ศูนย์ปฏิบัติการที่จัดตั้งในดาวินไว้เพื่อช่วยในการฝึกฝน และซ้อมรบแก่พันธมิตรของสหรัฐเป็นหลักใหญ่เท่านั้น*(3)

ยิ่งในกรณีของไทยไม่มีการพูดถึงการร่วมมือใดๆ ทางการทหาร เว้นแต่ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์แจ้งว่า รัฐบาลไทยได้ตกลงใจมอบสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการกอบกู้ความ เสียหายจากภัยธรรมชาติสำหรับทั่วภูมิภาค

ส่วนนางฮิลลารี่กล่าวถึงความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมที่เรือรบหลวงแลสเส็น ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเข้าเทียบท่าในอ่าวไทย จะช่วยทางการไทยในเรื่องเฮลิค็อปเตอร์ขนส่งตลอดการฟื้นฟูอันยาวนานที่จะตาม มาหลังน้ำลด กับเข้าสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้โรงพักที่ได้รับความเสียหาย สามารถกลับมาเปิดทำการได้อย่างเต็มพิกัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยซ่อมแซมท่าอากาศยานดอนเมืองให้กลับมาใช้งาน และเปิดบริการได้โดยเร็วไว ขณะนี้ทีมประเมินสถานการณ์ของกองทัพสหรัฐฯได้ลงพื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับ ปฏิบัติการกู้สาธารณูปโภค สาธารณสุข และบริการสาธารณะต่างๆ ให้กลับคืนสู่ปรกติแล้ว

นางฮิลลารี่ยังอ้างถึงการประสานขอความช่วยเหลือจากบริษัทเอกชนอเมริกัน อาทิ โคคาโคล่า และเชฟร่อน บริจาคเงิน และให้ความร่วมมือโครงการฟื้นฟูต่างๆ

หัวใจสำคัญในถ้อยคำของนางฮิลลารี่ที่กล่าวระหว่างการแถลงร่วมกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่การสนับสนุนแก่รัฐบาล “พลเรือน” ของไทยในทางการเมือง

ซึ่งดูเหมือนสื่อมวลชนของไทยหลายแห่งละเลยที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นข่าว ดังที่ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการสถาบันคดีศึกษาเอเซียอาคเนย์ ในสิงคโปร์ ให้ข้อคิดไว้ในการให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์*(4)

ชวนให้คิดต่อไปว่า สื่อไทยหลายแห่งที่ยังเลือกข้างพรรคประชาธิปัตย์เหนียวแน่น หรือตั้งแง่ให้ร้ายทุกสิ่งทุกอย่างทีโยงใยไปถึงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสองอย่างรวมกัน ซึ่งเป็นสื่อสายหลัก ตั้งแต่ น.ส.พ.ไทยรัฐ เดลินิวส์ เครือเนชั่น ค่ายผู้จัดการ แก๊งแนวหน้า ก๊วนไทยโพสต์ สื่อทีวีที่เนชั่นได้สัมปทาน และนักจัดรายการที่อ้างว่ารู้ทันทักษิณ ล้วนแล้วแต่มีวาระซ่อนเร้น

โดยเชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จักต้องพับฐานภายใน ๖ เดือนเหมือนดั่งฟ้าลิขิต จึงยังไม่กล้าที่จะนำเสนอถ้อยวจีของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯอย่างเจาะลึก ต่างละไว้เพื่อรอท่าทีดูว่าจะมีเมฆฝนคะนองตามมาหรือไม่ เมื่อใดฟ้าเปิดแล้วจึงค่อยเลิกปิดหูปิดตา และปิดปาก

นางฮิลลารี่กล่าวอย่างตั้งใจถึงอุทกภัยร้ายแรงที่รัฐบาลใหม่ และประชาชนไทยได้รับว่า เป็นการท้าทายอย่างยิ่ง หลังจากที่ต้องต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสันติภาพโดยยากลำบากท่ามกลางความรุนแรงทาง การเมือง
สหรัฐอเมริกายืนหยัดอย่างเหนียวแน่นเบื้องหลังรัฐบาลพลเรือนของไทย และผลงานที่รัฐบาลกระทำให้สถาบันประชาธิปไตยเป็นปึกแผ่น มั่นคงในธรรมาภิบาล ประกันหลักนิติธรรม ปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพพื้นฐาน เราส่งเสริมให้รัฐบาลมุ่งหน้าต่อไปในกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคง และยืนยงของประเทศไทย”*(5)

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตีความคำปราศรัยของนางฮิลลารี่ในที่นี้ว่าเป็นเสมือนคำ ประกาศรับรองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ท่ามกลางการจัดระเบียบกระบวนความมั่นคงทางทหารของสหรัฐฯในภูมิภาค นำร่องไปสู่การประชุมสุดยอดผู้นำชาติเอเซียตะวันออก นั้นเกิดจากกระแสเคลื่อนไหวของการสื่อสารภายในแวดวงเจ้าหน้าที่ระดับสูงทาง ด้านความมั่นคง และต่างประเทศ ของสหรัฐก่อนหน้านี้ ๑-๒ วัน

ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ถกเถียงกันแล้วบนหน้าเว็บบล็อกของนิวแมนดาลา จากข้อเขียนของ Achara Ashayagachat เรื่อง “Big Sister in Town”*(6) โดยมีเนื้อหาชัดแจ้งอยู่ในบันทึกการให้รายละเอียดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ สหรัฐฯสามคน จากกระทรวงต่างประเทศสองคน และจากกระทรวงกลาโหมหนึ่งคน ดังที่ปรากฏในบันทึกการประชุมสรุปสถานการณ์ก่อนคณะของรัฐมนตรีต่างประเทศจะ เดินทางไปกรุงมะนิลา และกรุงเทพฯ

สืบเนื่องมาจากการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์บอกงดการเดินทางไปฮาวาย เจ้าหน้ากระทรวงต่างประเทศคนหนึ่งกล่าวว่า
“ท่านรัฐมนตรี (ฮิลลารี่) ตัดสินใจในนาฑีสุดท้าย เธอบอกว่า เอ้า ถ้าท่านนายกฯ มาไม่ได้ เราจะไปหาท่านเอง”
และเสริมโดยเจ้าหน้าที่กลาโหมว่า
“ครั้น เมื่อรัฐมนตรีกลาโหม ลีออน แพเน็ตต้า ทราบเข้า ท่านก็กระโดดเข้ามาขอร่วมด้วยทันที นี่รัฐบาล (สหรัฐ) ทั้งหมดเลยนะ ให้การสนับสนุนมาตรการช่วยแก้ไขน้ำท่วมของประเทศไทย”
แล้วต่อด้วยเจ้าหน้าที่ต่างประเทศอีกคน
“นี่ เป็นตัวอย่างการร่วมทีมระหว่างรัฐมนตรีคลินตันกับแพเน็ตต้าในการให้ความช่วย เหลือที่จำเป็น ดังเช่นที่ทำในลิเบีย ในโครงการนักรบผู้บาดเจ็บ ตอนนี้มาร่วมกันเรื่องน้ำท่วมประเทศไทย” *(7)

อีกเช่นกัน ประเด็นสำคัญในการสรุปรายละเอียดของสามเจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐบาลอเมริกัน อยู่ที่ข้อความจากปากของเจ้าหน้าที่ต่างประเทศคนที่หนึ่งว่า
“สาระ อันหนึ่งซึ่งท่านรัฐมนตรีต่างประเทศจะนำไปบอกประชาชนและรัฐบาลไทยก็คือ เราเชื่อแน่ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ และผลประโยชน์ทางการเมืองของสหรัฐที่จะให้รัฐบาลนี้ประสพความสำเร็จ เราจะทำเท่าที่ทำได้ในการสนับสนุนหลักการนี้ต่อไปข้างหน้า”

ข้อถกเถียงในนิวแมนดาลาต่อคำว่า “รัฐบาลนี้” ข้างต้น เป็นการยืนยันคำปราศรัยของนางฮิลลารี่ที่อ้างถึง “รัฐบาลพลเรือน” ว่าไม่ได้หมายถึงรัฐบาลพลเรือนอื่นที่ไม่ได้มาตามหลักประชาธิปไตยแท้จริง

ดูคล้ายกับว่านโยบายต่างประเทศต่อไทยของรัฐบาลโอบาม่าผ่านทางนางฮิลลารี่ เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย จากท่าทีที่เคยเมินเฉยต่อกรณีการสลายการชุมนุมของประชาชนเสื้อแดงด้วยกระสุน จริง และพลแม่นปืน โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่าร้อยคน รวมทั้งนักข่าวต่างประเทศ และอาสาสมัครช่วยผู้ประสพภัย

ตลอดถึงอาการเฉยชาของเอกอัคราชทูตคริสตี้ เค็นนี่ย์ ต่อประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอันเกี่ยวเนื่องกับประมวลกฏหมาย อาญามาตรา ๑๑๒ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในการจับกุมนายโจ กอร์ดอน บุคคลเชื้อชาติไทย สัญชาติอเมริกัน กับการงดแสดงความคิดเห็นของตัวแทนสหรัฐในที่ประชุมสำรวจผลการดำเนินงานของ สมัชชาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติที่กรุงเจนีวาเมื่อต้นเดือนตุลาคมศกนี้ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ประเทศไทยทบทวนการบังคับใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพพระมหากษัตริย์*(8)

หรือจะเป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯยึดธรรมเนียมปฏิบัติตามคำแนะนำของเอกอัคราชทูตแอริค จอห์น เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ว่า
“เรา ไม่แนะนำให้รัฐบาลสหรัฐกล่าวถึงการบังคับใช้กฏหมาย (หมิ่นฯ) ในทางสาธารณะ หรือเจาะจงคดีใดคดีหนึ่ง แต่จะยกขึ้นมาปรารภเป็นการเฉพาะในทางลับ และบรรจุเอกสารเกี่ยวเนื่องไว้ในรายงานด้านสิทธิมนุษยชน”*(9)
ก็ ตาม แต่การแถลงสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างโจ่งแจ้งโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ ครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้กับการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน และกดขี่ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นอย่างเสรี

ซึ่งทั้งสองกรณี ไม่ว่าเรื่อง Human Rights หรือ Freedom of Speech เป็นค่านิยมสูงส่งอยู่ในวัฒนธรรม และอุดมการณ์ทางการเมืองของอเมริกา

จึงเป็นไปได้ว่า น่าจะอยู่ในกรอบของการดำเนินนโยบายแบบคู่ขนาน (Dual) หรือสองก้าน (Two prongs) อันเทียบได้กับหลักการที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินเรียกว่า “ยุทธศาสตร์สองขา” คือสองแนวทางที่มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯใช้ยุทธวิธีเช่นนี้อยู่เสมอ เห็นได้ในความสัมพันธ์ที่สหรัฐมีต่อภูมิภาคตะวันออกกลางตลอดปรากฏการณ์ อาหรับเบ่งบาน (Arab Spring)
ไม่ว่าตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน ลิเบีย หรือซีเรีย

ตัวอย่างจะจะ ดูได้จากสถานการณ์หลังการปฏิวัติอียิปต์ซึ่งขบวนการประชาชนพยายามเปลี่ยน ผ่านไปสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดี และระบบประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว หากแต่สภาสูงสุดของกองทัพ (Supreme Council of the Armed Forces) ซึ่งเป็นรัฐบาลชั่วคราวตัวจริงเสียงจริงขณะนี้ พยายามเหนี่ยวรั้งไม่ให้มีการเลือกตั้งเร็วนัก

แทนที่จะมอบอำนาจคืนแก่พลเรือนในเดือนกันยายนตามสัญญา กลับเตะถ่วงจนเลยกำหนดมาแล้วยังออกประกาศมาใหม่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นไม่ ได้จนกว่าถึงปี ๒๕๕๖ แถมกำลังบรรจุเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจพิเศษแก่กองทัพ พร้อมทั้งบางบทที่ปกป้องฝ่ายทหารจากการตรวจสอบของพลเรือน สร้างความไม่พอใจแก่พลังประชาชนที่เป็นผู้ผลักดันการปฏิวัติจนสำเร็จ ถึงขั้นหวั่นกันว่าการประท้วง และความรุนแรงจะกลับมาอีก

สหรัฐฯที่เคยขุนกองทัพอียิปต์มาตลอด แม้ขณะนี้ยังคงมีเม็ดเงินช่วยเหลือทางทหารลงไปเกื้อหนุนปีละไม่ต่ำกว่า ๑,๓๐๐ ล้านดอลลาร์ จึงหนีไม่พ้นตกเป็นจำเลยร่วมไปด้วยว่า ไม่จริงใจต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของอียิปต์ ถ้าหากมันไม่อำนวยประโยชน์แก่สหรัฐฯอย่างเต็มที่

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯจึงหันมาใช้ยุทธศาสตร์สองขา ไม่กล้าแสดงตัวให้ท้ายฝ่ายทหารแจ้งชัด และเข้าหากลุ่มนักปฏิวัติ กลุ่มศาสนา-ภราดรภาพมุสลิม และอดีตพรรคการเมืองฝ่ายค้าน โดยที่นางฮิลลารี่แสดงปาฐกถายืนยันค่านิยมทางประชาธิปไตย และสิทธิในการเลือกรัฐบาลพลเรือน ซึ่งผู้ช่วยของเธอขยายความว่า นั่นเป็นการเตือนสภาสูงสุดของกองทัพอียิปต์ให้รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เรื่องกำหนดเลือกตั้ง*(10)

สำหรับประเทศไทยซึ่งนางฮิลลารี่ย้ำแล้วย้ำอีกว่า เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯมาเป็นเวลายาวนาน เพราะแน่นแฟ้นซี้ปึ้กเมื่อตอนสงครามเวียตนาม และสงครามเย็นสกัดกั้นการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเซีย รวมไปถึงการผลักดันให้ไทยกวาดล้างทำลายไร่ฝิ่นในถิ่นชาวเขาทั่วทั้งภาคเหนือ

ความช่วยเหลือด้วยเม็ดเงินอุดหนุนทางทหารที่ลงไปยังกองทัพไทยในรูปงบฯ ลับ ตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่อยมา ผ่านถนอม-ประภาส-ฉลาด-กฤษณ์-อาทิตย์-ป๋า ล้วนเป็นสายใยแก้วกระชับมิตรภาพระหว่างสหรัฐฯกับทหารไทยไม่ด้อยน้อยหน้า อียิปต์เท่าไรนัก

ดังนั้นการที่นางฮิลลารี่พูดถึงรัฐบาล “พลเรือน” และเจ้าหน้าที่ชั้นสูงกระทรวงต่างประเทศสหรัฐระบุชัดว่าเป็นรัฐบาล “นี้” ของไทย จึงมีนัยยะอันสำคัญมาก

“สำคัญ” ในกรณีที่ว่าถึงเวลาสหรัฐฯ (ผ่านทางนางฮิลลารี่) ปรามทหารไทยให้วกกลับมาเดินทางเดียวกับพลเรือนในแนวการเมืองประชาธิปไตย กระนั้นหรือ ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะพลิกผันได้ถึงขนาดนั้น

แต่ถ้าเป็นการพยักหน้าให้รู้กันว่าเดินขนานได้ แต่ต้องไปในทิศทางเดียวกันละก็พอเป็นไปได้ ในเมื่อการเลือกตั้งซึ่งเป็นทางเบี่ยงเลี่ยงการแตกหักถูกสร้างมาเสร็จเรียบ ร้อยแล้ว จะดันทุรังเหมือนดั่ง “กลกบเกิดในสระจ้อย” ชนชั้นกลางเก่ากลางใหม่ (สุกๆ ดิบๆ) ผู้ดีมีสกุลรุนชาติ ดัดจริตว่าฟังอังกฤษคล่องทั้งหลาย ที่ร้องแรกแหกกระเฌอกันอยู่ตามเว็บโซเชียลมีเดีย

มิหนำซ้ำสามหาวหยาบคายจะเอานายกฯ หน้าฮักของตนกลับมานั่งบนโพเดี้ยมอีกให้ได้ แต่หารู้ไม่ว่านายทหารไทยไม่บ้าจี้ รู้จักที่ทาง รู้วางท่าที ขิงไม่แก่ ข่าก็ไม่อ่อน รู้ดีว่าถึงสหรัฐฯจะไม่ใช่พี่ แต่สหรัฐก็แนบชิดกับเฮียมาแต่ไหนแต่ไร จะฝืนทำสามหาว เสียโอกาสทำกินเปล่าๆ

อย่างไรก็ดี คำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯระหว่างการสนทนาสรุป การเตรียมงานเดินทางเยือนไทยของรัฐมนตรีคลินตันที่ว่า
“ยังมี ความตึงเครียดอยู่มากในประเทศไทย และความตึงเครียดเหล่านั้นคงจะไม่ผ่อนคลายไปง่ายๆ หลังการเลือกตั้งครั้งเดียว หรือถึงสองสามครั้ง”
สะท้อนความ หวังที่จะเห็นการเมืองไทยเดินหน้าต่อไปในวิถีประชาธิปไตยอย่างสมานฉันท์ยิ่ง ขึ้น เมื่อช่องว่างทางความคิดระหว่างคนมีมากกว่า (The Have) กับคนมีน้อยกว่า (The Have Not) จะแคบเข้ามาอยู่ในระนาบเดียวกันถายในระยะเวลาไม่นานนัก

เพราะว่าเดี๋ยวนี้ฝ่ายที่มีมากกว่า (ราวสิบล้านเศษๆ ละมัง) ลดจิตสำนึกทางปัญญาอย่างต่อเนื่องลงไปหาระดับของฝ่ายที่เคยถูกตราหน้าว่า บ้านนอกคอกนา หรือผู้ที่มีน้อยกว่า (จำนวนเกือบสิบเจ็ดล้าน) ซึ่งในขณะเดียวกันพัฒนาทักษะวิสัยทัศน์ของตนอย่างรวดเร็วจนสวนทางกลับไปแทน ที่พวกสิบล้านแล้วก็มาก

วิเคราะห์อย่างคนที่รักสันติ และต้องมีน้ำอดน้ำทน หากการก้าวสองขามาหาไทยของสหรัฐฯสามารถทำให้มีการเลือกตั้งได้ตามวงจรของมัน อีกสักสองครั้ง ซึ่งปาเข้าไปแปดปี น่าจะพอหวังได้ว่าการเมืองไทยจะปรับตัวเองไปตามกระแสเสียงที่เคยเรียกร้อง โอกาสในมาตรฐานเดียวกัน

และการยอมรับมติแห่งเสียงข้างมากได้


*(1) http://www.foreignpolicy.com/americas_pacific_century
*(2) http://www.nytimes.com/china-everywhere
*(3) http://news.yahoo.com/us-does-not-fear-china
*(4) http://www.prachatai.com/journal/2011/11/37900
*(5) http://www.state.gov/secretary/rm/2011/11/177263.html
*(6) http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2011/11/16/big-sister-in-town/
*(7) http://www.state.gov/r/pa/prs/ps/2011/11/177158.htm
*(8) http://asiancorrespondent.com/pressure-against-thailands-lese-majeste-law
*(9) http://thaicables.wordpress.com/category/lesse-majesty/
*(10) http://www.nytimes.com/egypt-military-stalls-transition

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง


-โอบาม่า:ยินดีต่อชัยชนะที่เป็นแรงบันดาลใจของยิ่งลักษณ์

-Conspiracy Theory-สมคบคิดป่วนประเทศไทย

-ภาษาไทยอยู่ตรงไหน?

Monday, November 21, 2011

พวกเธอว์จงเสพย์ดราม่าแห่งปี:ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉัน'ลัก'ประชาชน!!

ที่มา Thai E-News

จขกท.แก้ ตัวว่า พอมีของบริจาคเป็นพวกเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับมาถึงศูนย์ธรรมศาสตร์รังสิต อาสาสมัครก็จะรุมทึ้งและ"ดอย"ของที่ตัวเองถูกใจใส่ห่อกลับบ้านทุกคน แต่ทำไมถึงมาโจมตีกรูอยู่คนเดียววะ!? พวกเว็บพันทิปที่เคยน้ำหูน้ำตาไหลกับจิตอาสาของจขกท.ก็มารุมด่ามันใหญ่ จขกท.เลยว่า แทนที่พวกมึงมัวแต่เล่นเน็ตแล้วด่ากรู ก็ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยดีกว่ามั้ย?

หรือไม่ก็ไปช่วยพวกกรูชุมนุมขับไล่ไม่ให้ทักษิณกลับเข้าประเทศก็ได้

ที่มา เว็บดราม่า

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เนื่้องจากเรื่องนี้พาดพิงชื่อเสียงเกียรติภูมิ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดอ่านคำชี้แจงประกอบ จาก ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในท้ายข่าวนี้
...........

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีอมยิ้มคนนึงชื่อ “ของเล่นเศรษฐี” มาตั้งกระทู้ในห้องศาลาประชาคม เว็บพันทิป เรื่อง ชีวิตอาสาสมัคร ณ ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ตอนที่1)

โดยเอารูปถ่ายชีวิตประจำวันของอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ศูนย์อพยพใน ม.ธรรมศาตร์ ศูนย์รังสิตมาเผยแพร่

จขกท. ก็โพสภาพไปพลาง เล่าชีวิตประจำวันของตัวเองในฐานะอาสาสมัครไปพลาง

รูปถ่ายในกระทุ้นี้มีเยอะมากๆ จนแอดมินยังสงสัยเลยว่ามันเอาเวลาที่ไหนไปถ่ายรูปเยอะขนาดนี้วะ?
หลังจากโพสภาพไปมากมาย นายของเล่นเศรษฐีก็ปิดท้ายว่าถึงตูจะไม่ใช่นักศึกษาของ มธ.

แต่ก็รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับชาว มธ. ทุกทั่น ถ้าตูอู้งานไปบ้างในบางครั้ง

เพราะแอบเอาเวลาไปถ่ายรูปเหล่านี้ ก็ต้องขออภัยอาสาสมัครทุกทั่นด้วยก็แล้วกันนะพวกเธอว์ บลาๆ

ชาวพันทิปพออ่านกระทุ้นี้จบก็พากันซาบซึ้งจนน้ำตาไหลนองหน้า
และพากันชื่นชมนายของเล่นเศรษฐีในฐานะอาสาสมัครว่าหัวใจมึงมันสุดยอดไปเลยว่ะ


ทีนี้มันเริ่มดราม่าเมื่อมีบัตรผ่านคนนึง ออกมาแฉนายของเล่นเศรษฐีว่าเมิงจะมาสร้างภาพอะไรแถวนี้ว้าาาา

วันๆเอาแต่ถือวอเดินไปเดินมา ไม่ก็ถ่ายรูปเพื่อเอามาตั้งกระทู้ในพันทิป

แทนที่มึงจะไปช่วยอาสาสมัครคนอื่นๆแพ็คข้าวของ แล้วไม่ทราบว่าตอนที่น้ำทะลักเข้ามาที่ศูนย์อพยพ

ชาวบ้านชาวช่องและอาสาสมัครคนอื่นๆต่างพากันช่วยยกกระสอบทรายจนมือแทบหัก

ไม่ทราบว่าตอนนั้นมึงไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะครับ? เอาเป็นว่ากรูก็ชื่นชมนะครับที่มึงเป็นอาสาสมัครถึงวันสุดท้าย

แต่มึงช่วยเลิกสร้างภาพว่าตัวเองเป็นฮีโร่อาสาสมัครผู้เสียสละโคตรพ่อโคตรแม่ซักทีเถอะว่ะ


ชาวพันทิปก็ด่านายบัตรผ่านคนนี้ว่าที่มึงออกมากล่าวหานายของเล่นเศรษฐี

เพราะมึงอิจฉาริษยาที่ชาวพันทิปชื่นชมในความเสียสละของเขาใช่มั้ย!?


อมยิ้มคนนึงชื่อ Avanyere ก็ถามนายของเล่นเศรษฐีว่าไม่ทราบว่าเอ็งทำงานเป็นอาสาสมัครอยู่ฝ่ายไหนคะ?

แบบว่าที่ฟังมาจากอาสาสมัครคนอื่นอีกทีนึง มันไม่เหมือนกับที่เอ็งเล่าในกระทู้นี้เลยอ่ะค่ะ!?


ซึ่งนายของเล่นเศรษฐีก็ตอบว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลอาสาสมัครหน้าใหม่ๆ

แต่ถ้ามีข้อสงสัยอะไรก็ไปดูในภาพข้างล่างนี่ละกัน เพราะมันสามารถอธิบายได้ทั้งหมด
ภาพที่ว่าก็คือภาพนี้ครับ สรุปว่านายของเล่นเศรษฐีจะบอกว่าตัวเองทำห่าอะไรก็โดนคนวิจารณ์อยู่ดีว่างั้นเหอะ

Avanyere ก็ถามนายของเล่นเศรษฐีว่าช่วยขยายความหน่อยได้มั้ยว่าไอ้การดูแลอาสาสมัครเนี่ยมันมีหน้าที่อะไรบ้าง

คือที่ได้ยินมาเขาว่าเอ็งทำหน้าที่เป็นพวกขนกระสอบทรายอ่ะค่ะ

และกรูไม่ได้มาจับผิดมึงนะคะ แต่มีคนเล่าให้ฟังว่าที่นายบัตรผ่านคนเมื่อตะกี้พูดมามันเป็นเรื่องจริง

และอาสาสมัครคนที่เล่าเรื่องนี้ให้ชั้นฟังเขาก็บอกว่าไม่เคยเห็นเอ็งทำงานเลย

ชั้นก็เลยมาถามไงว่าเอ็งทำงานอยู่ฝ่ายไหน เพราะการที่อาสาสมัครคนอื่นๆไม่เคยเห็นเอ็งทำงาน

อาจเป็นเพราะว่าเอ็งรับผิดชอบงานด้านอื่น ที่ไม่ต้องเจออาสาสมัครบ่อยๆยังไงล่ะคะ


ชาวพันทิปส่วนมากก็ด่าคนที่ออกมาจับผิดนายของเล่นเศรษฐีว่าไอ้ห่าพวกนี้มันดีแต่จับผิดชาวบ้านไปวันๆ

ไม่คิดจะสนับสนุนให้คนทำดีอย่างที่นายของเล่นเศรษฐีไปเป็นอาสาสมัครเล้ยยย เพราะแบบนี้ไงคนดีมันถึงได้น้อยลงทุกวันๆ

ส่วนนายของเล่นเศรษฐีก็ไม่ชี้แจงอะไรเพิ่มเติม แต่โบ้ยให้ไปดูภาพคนแก่และเด็กขี่ลาภาพนั้นแทน

Avanyere ก็ชักยั้วะและถามนายของเล่นเศรษฐีว่าใจคอเอ็งไม่คิดจะชี้แจงอะไรเลยซักคำเรอะ?


Avanyere ยังบอกอีกว่าเอ็งจะตั้งกระทู้เล่าชีวิตอาสาสมัครก็คงไม่มีใครว่าหรอกนะ

ต่อให้เอ็งไม่ช่วยงานอาสาสมัครคนอื่นเลยก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เอ็งช่วยเลิกเสนอหน้าหาความดีความชอบใส่ตัวซักทีเถอะ


นายของเล่นเศรษฐีก็ชี้แจงว่าที่ตูเอารูปมาโพสในกระทู้นี้ไม่ได้มีเจตนาจะอวดอ้างตนเป็นคนดี

หรือรับความดีความชอบแต่เพียงผู้เดียวจริงๆนะเว้ย!! ภาพที่กรูโพสมันก็เป็นภาพของอาสาสมัครทั้งหมด

ที่มีรูปของกรูปนมามั่งก็ไม่เห็นจะแปลก ก็มันเป็นภาพที่ถ่ายมาจากกล้องมือถือของกรูนี่หว่า

และถ้ามีคนชื่นชมกรูในกระทู้นี้ มันก็เหมือนกับชื่นชมอาสาสมัครคนอื่นๆในศูนย์รังสิตนั่นแหละ


แล้วเอ็งล่ะ? ชีวิตอาสาสมัครหลายวันที่ผ่านมามันสอนอะไรให้เอ็งบ้าง หรือว่ามึงไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยวะ?

ถ้ามึงได้เรียนรู้หรือผ่านประสบการณ์อะไรดีๆที่นั่นก็เอามาแบ่งปันให้ชาวบ้านเขาได้รับรู้เหมือนที่กรูทำมั่งเซ่!!


Avanyere ก็โวยใส่ของเล่นเศรษฐีว่ามึงพูดห่าอะไรของมึงวะ?

ทำไมถึงไม่ยอมตอบคำถามของกรูซักที แบบนี้มันแถจนซี่โครงแหกกันชัดๆเลยนี่หว่า

นายของเล่นเศรษฐีก็ยืนยันว่ากรูไม่ตอบคำถามของมึงว่ะ ส่วนมึงก็เชิญไสหัวไป หาอะไรจรรโลงใจอ่านซะมั่งนะ เผื่อว่ามันจะได้ยกระดับจิตใจต่ำๆของมึงให้สูงขึ้นมาบ้าง!!



และใครจะด่ากรูยังไงก็เชิญ แต่กรูขอยอมก้มหน้าก้มตาโดนด่าจากคนที่ไม่รู้4รู้8อะไรเลย โดยเอาเวลาที่จะใช้เถียงกับพวกเอ็งในกระทู้นี้ ไปบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมจะดีกว่าว่ะ!!

หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ต่อปากต่อคำกันประปารย และดูเหมือนว่ากระทู้นี้จะเงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง...

แต่ทว่า!! กลับมีอมยิ้มอีกคนที่ชื่อ Beamzter ออกมาตั้งกระทู้แฉนายของเล่นเศรษฐีมั่ง!!

โดยโพสต์กระทู้เรื่อง เรื่องเล่าอีกมุมหนึ่งจากอาสาสมัคร... ถึง พี่เปา,, ฝ่ายประสานงาน,, อาจารย์,, สยามพารากอน,,

นาย Beamzter ก็ออกตัวว่ากรูเห็นอาสาสมัครที่วันๆไม่ทำงานทำการ เอาแต่อู้ แต่เสือกมาตั้งกระทู้เอาหน้าในพันทิปแล้วกรูทนไม่ได้จริงๆว่ะ
ถ้ากรูไม่ออกมาแฉความจริงให้สังคมประจักษ์มั่ง กรูว่าอาสาสมัครที่เขาตั้งใจทำงานจริงๆคงเสียกำลังใจแย่เลย!!

จากนั้นนาย Beamzter ก็กล่าวหานายของเล่นเศรษฐีในหลายๆประเด็น เช่นมาขึ้นรถรับส่งอาสาสมัครก็สายโด่ง ไม่ค่อยช่วยงานอาสาสมัครคนอื่นๆเอาแต่ชอบอู้ไปวันๆ

คล้ายๆกับที่บัตรผ่านพูดเอาไว้ในกระทุ้แรกนั่นแหละ แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือนาย Beamzter กล่าวหานายของเล่นเศรษฐีว่าคัดของบริจาค เช่น พวกเสื้อผ้ารองเท้าที่ดูดีมีราคาแพ็คใส่ห่อกลับบ้าน!!

นาย Beamzter ก็บอกว่าที่กล่าวหานายของเล่นเศรษฐีว่าแอบหยิบของบริจาคกลับบ้านเนี่ย กรูไม่มีหลักฐานหรอกนะ นอกจากภาพถ่ายของมันกับถุงบรรจุของบริจาคที่มันกำลังจะหิ้วกลับบ้านภาพนี้ เท่านั้น!!
จาก นั้นนาย Beamzter ก็ฝากข้อความถึงนายของเล่นเศรษฐีว่าที่เอ็งเคยพูดเอาไว้ในกระทู้ก่อน ว่า..ยอมอดทนเวลาโดนคนต่อว่าเพื่อเอาเวลาไปบำเพ็ญประโยชน์ดีกว่ามาโต้ตอบกับ พวกกรูเนี่ย

ไม่ทราบว่ามึงจะเอาเวลาที่ไหนไปบำเพ็ญประโยชน์วะครับ? ในเมื่อมึงเอาแต่อู้งานกับเลือกแพ็คของกลับบ้านไปวันๆ


ฝ่ายนายของเล่นเศรษฐีที่โดนกล่าวหาว่าแฮ๊ปของบริจาคกลับบ้านก็ออกมาตอบโต้มั่ง

โดยแฉกลับว่าไอ้พวกอาสาสมัครธรรมศาสตร์คนอื่นๆที่ศูนย์รังสิต มันก็แฮ๊ปของบริจาคกลับบ้านเหมือนกันล่ะวะ!! โดยอาสาสมัครที่นั่นจะใช้ศัพท์น่ารักๆแทนการแฮ๊ปของว่า “ดอย” นายของเล่นเศรษฐีก็แฉว่า พอมีของบริจาคเป็นพวกเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับมาถึง อาสาสมัครก็จะรุมทึ้งและดอยของที่ตัวเองถูกใจใส่ห่อกลับบ้าน

และนายของเล่นเศรษฐีก็ยอมรับว่าเขาเองก็ดอยของบริจาคกลับบ้านเหมือนอาสา สมัครคนอื่นๆเหมือนกัน แต่ที่มีคนออกมาแฉว่ากรูทำแบบนั้น เป็นเพราะว่าไอ้คนแฉมันไม่พอใจที่เขาได้เก้าอี้ที่นอนสุดหรูกลับบ้านใช่มั้ย ล่ะ!!

นายของเล่นเศรษฐีก็แฉต่อว่าตอนแรกไอ้เก้าอี้นั่งเล่นตัวนี้ อาสาสมัครคนนึงในนั้นเขาจองไว้ แต่ไอ้อาสาสมัครคนนั้นมันไปขนของบริจาคชิ้นนึงที่ใหญ่มากกกกก ถึงขนาดต้องใช้คนสิบคนช่วยขนกลับบ้าน

และตูได้ยินอาสาสมัครคนนั้นพูดระหว่างทางว่าไม่เอาเก้าอี้ที่นอนตัวนั้นแล้ว ตูก็เลยไปไปหยิบมันกลับบ้าน จนชาวบ้านชาวช่องในศูนย์รังสิตเขาเอาไปลือกันให้แซ่ดว่ากรูแบกของบริจาคกลับ บ้านเป็นลังๆ
ทั้งๆที่ประเด็นก็คืออาสาสมัครของธรรมศาสตร์รังสิตมันหยิบของบริจาคกลับบ้านทุกคน แต่ทำไมถึงมาโจมตีกรูอยู่คนเดียววะ!?

แล้วนายของเล่นเศรษฐีก็ขู่กลับว่ามึงคิดให้ดีๆนะเว้ยว่าการที่มึงออกมาแฉกรูมันคุ้มมั้ย?

เพราะมึงกำลังเอาชื่อเสียงของมหาลัยธรรมศาสตร์ทั้งสถาบัน มาแลกกับชื่อเสียงของกรูแค่คนเดียวนะ!!


จากนั้นนายของเล่นเศรษฐีก็แก้ตัวเรื่องที่หยิบของบริจาคกลับบ้านว่าของทุก ชิ้นที่ตูหยิบกลับมา กรูเอาไปใช้งานจนคุ้มค่าจริงๆนะ ถ้ากรูเอาไปใช้แบบทิ้งขว้างกรูก็ขอสาปแช่งให้ตัวเองมีอันเป็นไป!!

และทุกวันนี้กรูก็ยังเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่เลย โดยกรูใช้เวลาว่างระหว่างรอรถมาตอบกระทู้นี้ ดังนั้นกรูว่าแทนที่จะมาดราม่ากันพวกมึงเอาเวลาไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแทนจะ ดีกว่ามั้ย!?

พอชาวพันทิปอ่านที่นายของเล่นเศรษฐีแฉกลับมั่งก็ถามไปว่ามึง หยิบของบริจาคกลับบ้านได้ไงวะ? แปลว่ามึงหยิบของบริจาคไปใช้แทนค่าเหนื่อยที่เอ็งควรได้จากการเสียเวลามา เป็นอาสาสมัครเรอะ!?

บางคนก็ด่านายของเล่นเศรษฐีว่าที่มึงพล่ามมาเสียยืดยาวเนี่ย คือมึงอยากจะบอกว่าอาสาสมัครคนอื่นๆ

ก็ขโมยของบริจาคเหมือนกัน แล้วทำไมต้องมาด่ามึงคนเดียวใช่มะ!? ถ้าเป็นงั้นจริงกรุขอถุยใส่มึงซักทีเถอะว่ะ

เพราะไม่ว่ามึงจะเอาคำหน่อมแน้มอย่าง “ดอย” มาใช้ แต่สุดท้ายพวกมึงมันก็เป็นแค่โจรในคราบนักบุญเท่านั้น!!


อมยิ้มคนนึงก็ปรามอาสาสมัครของธรรมศาสตร์ว่าถ้าพวกมึงคิดจะมาเป็นอาสาสมัคร เพื่อขโมยของบริจาคกลับบ้าน กรูว่าพวกมึงนอนชักว่าวอยู่ที่บ้านไปวันๆยังมีประโยชน์ต่อสังคมไทยมากกว่า เลยว่ะ

ส่วนไอ้ของเล่นเศรษฐีนี่ก็พอกัน อายุมึงก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วแทนที่มึงจะห้ามปรามอาสาสมัครพวกนั้น แต่มึงกลับไปเฮโลขโมยของบริจาคกลับบ้านกับเขาด้วยอีกคน ถ้าจิตใจของอาสาสมัครอย่างพวกมึงใฝ่ต่ำแบบนี้

กรูว่ามึงเลิกเป็นอาสาสมัครแล้วไปเป็นโจรเต็มตัวเลยเหอะ

นายของเล่นเศรษฐีก็แก้ตัวว่าของบริจาคที่ดอยกลับบ้านเนี่ย กรูก็เอาไปใส่เพื่อไปทำงานอาสาสมัครนะเฟ้ย!!

และที่กรูเลือกเอากลับบ้านก็มีแต่เสื้อผ้าเท่านั้น คนที่พวกมึงควรจะประณามว่าเป็นหัวขโมยน่ะไม่ใช่กรู แต่เป็นพวกอาสาสมัครของธรรมศาสตร์ที่ขโมยเสื้อผ้าแพงๆหอบกลับบ้านเป็นถุงๆซะ มากกว่า!!

ชาวพันทิปก็ยิ่งอึ้งกับคำแก้ตัวของนายของเล่นเศรษฐี อมยิ้มบางคนก็ถึงกับบ่นว่า ที่พวกมึงคัดแยกของบริจาคพวกเสื้อผ้าอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะจะได้เลือกขโมยกลับบ้านสะดวกใช่มั้ย!? แล้วมึงไม่ต้องหาข้ออ้างอะไรมาทำให้ตัวเองดูดีขึ้นหรอกว่ะ

เพราะไม่ว่าจะมึงหรืออาสาสมัครพวกนั้นมันก็สันดานโจรเหมือนกันทั้งนั้น!!


นายของเล่นเศรษฐีก็แจงต่อว่าคนที่คัดแยกเสื้อผ้าพวกนั้นก็คือแผนกคลังของธรรมศาสตร์ว่ะ

ซึ่งกรูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคัดแยกเสื้อผ้าที่มีราคาแพงเอาไว้ทำไม ซึ่งธรรมศาสตร์ต้องออกมาชี้แจงในประเด็นนี้

เพราะถ้าไม่ออกมาชี้แจงล่ะก็กรูเชื่อว่าน้ำท่วมครั้งหน้า อาสาสมัครธรรมศาสตร์จะ “ดอย” ของกลับบ้านอีกอย่างแน่นอน!!

แล้วนายของเล่นเศรษฐีก็บ่นกระปอดกระแปดว่าทำไมพวกเอ็งถึงด่ากรูที่เอาเสื้อผ้าบริจาคไปใช้วะ?

ก็กรูบอกแล้วไงว่าเอาไปใส่ทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัย มันเป็นเรื่องไม่ดีไม่เหมาะสมตรงไหนวะ?

ก่อนหน้านี้พวกเอ็งหลายๆคนก็เคยพูดทำนองว่าถ้าเอาของบริจาคกลับบ้านแล้วไปช่วยเหลือคนก็ถือว่าโอเค

กรูก็เอากลับไปใส่ที่บ้านแล้วไปช่วยเหลือผู้คนต่อไง แล้วทำไมพวกมึงถึงยังมาด่ากรูอีกวะเนี่ย?

กรูว่าพวกมึงเลิกพิมพ์ข้อความด่ากรูในกระทู้นี้แล้วไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยดีกว่ามั้ย?

หรือไม่ก็ไปช่วยพวกกรูชุมนุมขับไล่ไม่ให้ทักษิณกลับเข้าประเทศก็ได้ มันมีประโยชน์กว่าด่าชาวบ้านในเน็ทเป็นไหนๆนะเว้ย!!



ชาวพันทิปยิ่งอ่านคำแก้ตัวของนายของเล่นเศรษฐีก็ยิ่งสะอิดสะเอียนมากยิ่ง ขึ้น อมยิ้มชื่อ หมู4X ก็ด่านายของเล่นเศรษฐีว่ามึงขโมยของไปใช้ ต่อให้มึงใส่ของที่ขโมยมาไปช่วยเหลือคน

พวกมึงมันก็ยังเป็นหัวขโมยอยู่ดี ไม่มีทางที่คุณความดีมันจะไปหักลบกับกรรมชั่วที่มึงก่อขึ้นได้หรอกโว้ย!!

แล้วมึงเลิกหยุดด่าคนอื่นว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำได้แล้ว เพราะคนสันดานอย่างมึงน่ะ มันก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าทักษิณที่มึงคิดจะขับไล่เลยแม้แต่นิดเดียว!!


ดราม่านี้นายของเล่นเศรษฐีมีพาดพิงเว็บดราม่าด้วยว่ะ บอกว่าตั้งแต่ประเทศไทยมีอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เว็บดราม่าไม่เคยช่วยเหลือใครเลยแม้แต่คนเดียว สู้นายของเล่นเศรษฐีที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยมือตัวเองก็ไม่ได้

ประเด็นนี้แอดมินก็ขอชี้แจงหน่อยว่า แอดมินก็บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามกำลังทรัพย์ไปเป็นระยะๆว่ะ

แต่ขี้เกียจป่าวประกาศ เพราะกรูบริจาคเงินไปก็อยากให้คนที่เดือดร้อนอยู่ได้รับการช่วยเหลือ

ไม่ได้หวังว่าบริจาคไปแล้วต้องมีคนชื่นชมว่า อู๊ยยย มึงเป็นคนดีจังเลยอุตส่าห์บริจาคเงินให้ตั้งเยอะแยะ

แอดมินเชื่อว่าการทำความดีเพื่อเอาหน้ามันน่าสะอิดสะเอียนสิ้นดีเลยว่ะ

ตัวแอดมินเองก็อยู่ไกลจากกรุงเทพเกือบพันกิโล และมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำทุกวัน

คงจะลางานไปเป็นอาสาสมัครไม่ได้ ทำได้เต็มที่ก็แค่บริจาคเงินหรือข้าวของไปช่วยเหลือนี่แหละ

แต่ถ้าแอดมินต้องไปเป็นอาสาสมัคร แอดมินก็คงไม่หยิบของบริจาคกลับบ้านหรอกว่ะ

เพราะแอดมินมีศักดิ์ศรีพอ ที่จะไม่ลดตัวลงไปแดกเศษอาหารเหมือนหมาข้างถนนอย่างพวกมึง

และต่อให้แอดมินไม่ได้บริจาคเงินช่วยเหลือเลยแม้แต่บาทเดียว แต่กรูว่ากรูก็ยังดีกว่า

คนที่ขโมยของบริจาคแล้วลอยหน้าลอยตาบอกว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่โขเลยว่ะ!!

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? พวกมึงยากจนข้นแค้นถึงขั้นไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าใส่กันเลยหรือ?

พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้เหล่านี้โดยพลัน

ชีวิตอาสาสมัคร ณ ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ตอนที่1)
http://www.pantip.com/cafe/social/topic/U11245194/U11245194.html
เรื่องเล่าอีกมุมหนึ่งจากอาสาสมัคร… ถึง พี่เปา,, ฝ่ายประสานงาน,, อาจารย์,, สยามพารากอน,,
http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE11351864/NE11351864.html
จากพี่เปา ถึง ฝ่ายคลัง มธ. ประเด็น “ทำไมอาสาสมัคร มธ. ต้องแยกเสื้อผ้าแบรนด์เนมเก็บใว้ต่างหาก?”
http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE11357295/NE11357295.html

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

มติชนออนไลน์:รู้จักศัพท์ใหม่"ดอยของ" เกิดอะไรขึ้นที่ "ศูนย์พักพิงฯ มธ.?"และ "สงครามแฉ!" ในเว็บบอร์ด

"ทันใดนั้นเอง หลังจากผมส่องไฟไปบนเวทีที่ใช้เก็บเสื้อผ้า ผมได้ยิน อาสา มธ. คนนึงตะโกนด้วยความดีใจว่า ...

"เจอแล้ว กล่องเสื้อผ้า Dapper!!!" ผมก็มองๆไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เห็นเค้ารื้อของออกมาเช็คว่าในนั้นมีอะไรบ้าง และ ...

เหมือนเค้ากำลังจะเอาไป ไม่ทันขาดคำ ก็มีคนอื่นๆไปช่วยรื้อ พร้อมกับเรียกผมเข้าไปส่องไฟ เพื่อช่วยดูขนาดเสื้อผ้าที่ตัวเองจะเลือก

ผมก็เข้าไป จากนั้นคำว่า "ดอย" ก็เรื่อยได้ยืนบ่อยขึ้นเรื่อยๆ "ดอยของ", "เรามาขึ้นดอย" และอื่นๆ เป็นระยะ
(รวมถึงตัวผมเอง ถึงตอนนั้นก็ต้องพูดคำว่า "ดอย" ไปด้วยเช่นกัน เพราะคนส่วนใหญ่ทำกัน "ทั้งวัน" ไม่ว่าจะเสื้อ รองเท้า หมวก กระเป๋า ฯลฯ)

หลังจากนั้นทุกคน "เกิน10คน" จะมีกระเป๋าที่ไป "ดอย" มาเป็นของตัวเองใว้ใส่เสื้อผ้าและของต่างๆ
บางคนก็มีหมวกใส่กันแดดบนหัว (อันนี้ผมไม่ว่าอะไร ถือว่า "ดอย" มาแล้วยังได้ใช้ประโยชน์ทันที)

ส่วนผมยอมรับว่าเดินหา กระเป๋า ใส่ของนานอยู่เหมือนกัน ก็ประกฏว่าไม่เจอกระเป๋าเหลือแล้วเพราะ อาสา มธ. "ดอย" ไปหมดแล้ว

ผมก็เอาประเป๋าผ้าใบลายม้าลายขาวดำ ตามรูป ... ใส่ของที่ผม "ดอย" มาเหมือน อาสา มธ. คนอื่นๆ ลงในกระเป๋า

ปรากฏว่า เพื่อนผมหลายคน ที่ไปก็เอาของมาฝากเช่นกัน กระเป๋ามันเลยดูใหญ่กว่า อาสา มธ. คนอื่นๆ"

โดยท้ายกระทู้นายเปาได้ลงชื่อเต็มของตัวเอง ระบุว่า ขอบคุณทุกคนที่รับฟังครับ นิพิฐพนธ์ พิชัยเดชพงศ์ (ม.มหิดล) "

ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ จึงได้โทรศัพท์สอบถามข้อเท็จจริงกับ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงว่า โดยหลักการแล้ว ศูนย์พักพิงฯมธ. นั้น อนุญาตให้อาสาสมัครช่วยงาน สามารถนำเสื้อผ้า ที่ได้รับการบริจาคจากประชาชนไปใส่ได้ชั่คราว เนื่องจากอาสาสมัครหลายๆคนไม่ได้กลับบ้าน และบางคนก็บ้านถูกน้ำท่วม รวมถึงต้องมาช่วยงานทุกวัน ซึ่งเมื่อมีการนำไปใช้แล้ว ก็ให้มีการซักแล้วนำไปบริจาคต่อ ให้กับประชาชนที่เดือดร้อนขาดแคลนต่อก้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาลักหรือดอยตามที่มีการกล่าวหากันอย่างใด

ส่วนเรื่องที่มีการโต้ตอบกันไปมา เรื่องการลักของบริจาคภายในศูนย์ฯ บนเว็บบอร์ดของ เว็บไซต์พันทิบ นั้น ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงฯมธ. กล่าวว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้า และก็ได้ทำการหาเบอร์โทรศัพท์ไปพูดคุยกับทั้ง นายเปา ที่ใช้ชื่อ"ของเล่นเศรษฐี" กับ "Beamzter" ฝ่ายคลังมธ.ที่มาตอบโต้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสรุปได้ว่า ทั้งสองเข้าใจสื่อสารกันคลาดเคลื่อน ไม่เคยมีการพูดคุยกันซึ่งๆหน้า มีแต่ตอบโต้กันทางเว็บบอร์ดเท่านั้น โดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้ขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับกับตนว่า รู้สึกไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของคนที่ไปโพสต์วิจารณ์ตอบโต้กันไปมาเท่านั้น ด้านนายเปาก็ยอมรับว่า เขาได้นำเสื้อผ้าที่ได้รับการบริจาคมาไปใส่จริง แต่เพื่อการทำงาน เพราะเขามาช่วยงานทุกวันไม่ได้กลับบ้านเลย ส่วนข้าวของอื่นๆที่ปรากฎในรูปถ่ายที่มีนายเปายืนอยู่นั้นก็ระบุไม่ได้ว่า เป็นของที่นายเปาเอาไปทั้งหมด เพราะบางส่วนอาจเป็นของเจ้าตัวจริงๆและบางส่วนก็เป็นของอาสาสมัครคนอื่นๆ

ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า ในเรื่องที่นายเปามีการตอบโต้ว่า นักศึกษามธ.ที่เป็นอาสาสมัครก็มีการคัดเอาเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆไปใช้นั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับ อาสาสมัครบางคนเห็นของมียี่ห้อสวยงามก็อยากจะเอาไปใช้บ้าง แต่นั่นเป็นเพียงคนส่วนเล็กน้อย ซึ่งตามที่ตกลงเมื่อทุกคนได้กลับไปบ้านแล้วต้องนำเสื้อผ้าไปบริจาคต่อ ทั้งนี้ จากการสอบถามกับนักศึกษาฝ่ายคลังก็ได้รับการชี้แจงว่า มีการแยกพวกเสื้อผ้าแบรนด์เนมเอาไว้ต่างหาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซึ่งอาจจะมีการปะปนรวมๆ กันอยู่บ้าง และจะมีการนำไปบริจาคต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่า พวกเสื้อผ้าเป็นของบริจาคที่มีมากที่สุดในศูนย์ฯมธ. และขณะนี้ก็ยังไปบริจาคไม่หมด เพราะเยอะมากและคัดแยกลำบาก ทั้งๆที่เราพยายามกระจายสิ่งของออกตลอด ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆได้กระจายไปยังศูนย์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และเมื่อเสื้อผ้าไปบริจาคไม่หมด จากนี้ไปเมื่อน้ำลดทางมหาวิทยาลัยก็จะนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ประสบภัยหนาว ต่อไป

ขณะที่ กรณีกล่องเสื้อผ้า ยี่ห้อ Dapper ที่มีปัญหา ถูกระบุว่า อาสาสมัครมธ.มีการคัดเก็บไว้เป็นของตนเองนั้น ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงฯมธ. ก็ชี้แจงว่า ในส่วนนี้จากการสอบถามนักศึกษาก็ได้รับข้อมูลว่า ได้รับบริจาคมาที่หลัง หลังจากศูนย์พักพิงใน ยิมเนเซี่ยม 1 ของมธ.เต็ม ฝ่ายคลังเขาก็ได้ ขนเอาไปเก็บที่ บร.4 และเมื่อ มธ.ปิดศูนย์ฯ ไปแล้ว ต่อมาก็มีการนำไปไว้ที่ศูนย์รับบริจาค ห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน ทั้งหมดแล้ว

"เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจของคนทั้ง 2 ฝ่าย เอง ที่อาจมีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อน ไม่ชอบใจกัน จึงวิจารณ์ตอบโต้กันไปมา เป็นธรรมชาติของคนในเว็บบอร์ดที่ต้องขัดแย้ง เขียนข้อมูลฝ่ายเดียว สุดท้ายแล้ว นายเปาเองเขาก็ยอมรับว่าตัวเขาเองเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อน จึงได้เขียนกระทู้ตอบโต้รุนแรง และไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด เพียงแต่คิดและเข้าใจไปเอง รวมทั้งยอมรับว่าเอาเสื้อผ้าไปใส่จริง แต่จากนี้เขาก็จะนำไปบริจาคต่อ

ส่วนที่ว่าอาสาสมัครคัดเอาเสื้อผ้าแบรนด์เนมหรือเสื้อผ้าดีๆไปใส่ก็มีบ้าง แต่น้อยมาก อาจมีการหยิบเอาของที่ชอบไปใช้แต่ยืนยันไม่ใช่การลักอย่างแน่นอน คำว่าลัก หรือดอย ไม่ว่าคำไหนก็เป็นคำที่รุนแรงทั้งนั้น แต่พวกเขาไม่ได้เอามาเป็นสมบัติของตัวเอง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายเราก็ได้บอกแล้วว่า เมื่อนำไปใช้ให้ซักคืนแล้วนำไปบริจาคต่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กไม่ควรจะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นแค่เรื่องของคนบางคน ดังนั้นเราจึงขอย้ำว่า เสื้อผ้าที่อยู่ในศูนย์ฯเราอนุญาตให้อาสาสมัครนำไปใส่ได้และค่อยนำไปบริจาค ต่อ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ได้เคลียร์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีอะไรแต่อย่างใด เรื่องนี้ไม่มีอะไรแล้ว " ดร.ปริญญา ทิ้งท้าย

'จาตุรนต์' แนะนายกฯ รีบชี้แจงหลัง พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ได้ข้อยุติ

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554

“จาตุรนต์” เชื่อกรณีพ.ร.ฎ.อภัยโทษ จะไม่เป็นประเด็นให้รัฐบาลถูกโจมตีต่อไป เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีรายชื่อของตน อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องรีบออกมาชี้แจงอีกครั้งหลังได้ข้อยุติที่ชัดเจน

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ถึงการประชุมลับของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการพิจารณาการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เป็นประเด็นที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งมีกลุ่มที่คัดค้านออกมาเคลื่อนไหวเช่นกัน

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเสนอชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษนั้น เชื่อว่าจะไม่มีรายชื่อของพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ เพราะท่านได้ออกมายืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเชื่ออีกว่าจะไม่เป็นประเด็นให้รัฐบาลถูกวิพาษ์กวิจารณ์ต่อไป แม้จะมีกลุ่มคัดค้านบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ยังไงก็ตามรัฐบาลก็อาจจะถูกมองว่า ยังคงมีความพยายามที่จะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องรับทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

ทั้งนี้นายจาตุรนต์ เห็นว่า เมื่อพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ได้ข้อยุติแล้ว นายกรัฐมนตรี จะต้องออกมาชี้แจง ทำความเข้าใจ และสร้างความชัดเจนให้กับประชาชน

ส่วนกรณีของพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งนักการเมืองแทรกแซงการบริหารราชการ ของข้าราชการประจำ ถือเป็นเรื่องที่ล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงต่อนักการเมือง และตัว รัฐมนตรี เพราะมีกฎหมายกำหนดความผิดไว้ชัดเจน ส่วนการทุจริตถุงยังชีพ จะต้องแสดงหลักฐานและ ข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันให้ชัดเจน สำหรับการบริหารจัดการเรื่องอุกทภัยล้มเหลวนั้น เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ ยากที่จะชี้ชัดว่าผิดพลาด หรือล้มเหลวอย่างไร

November 21รับเสด็จฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก

ที่มา facebook











นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี เดินทางมายังโรงแรมเอ็มโพเรียม สวีต เพื่อเข้าเฝ้าและรับเสด็จฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน พร้อมด้วยพระชายา สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก เนื่องในโอกาสเสด็จฯ เยือนประเทศไทย พร้อมร่วมแสดงความยินดีในโอกาสอภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้จัดเลี้ยงถวายอาหารกลางวันแก่ทั้ง 2 พระองค์