WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 22, 2011

พระราชทานยศนายกองใหญ่เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา มติชน



ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนเป็นกรณีพิเศษ


ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศนายกองใหญ่เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจ หน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการเข้าร่วมกิจกรรม ในพิธีสำคัญของกองอาสารักษาดินแดน ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2554

ประกาศ ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี

เปิดดูประกาศที่นี่

กยน.ตั้งอนุ 2 ชุดวางระบบบริหารน้ำ

ที่มา Voice TV









กยน. ประชุมนัดแรกเพื่อหารือแนวทางการทำงาน โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมี 2 ชุด ซึ่งจะทำหน้าที่ศึกษาเส้นทางเดินของน้ำ การสร้างแนวป้องกัน และโครงสร้างผังเมือง คาดจะนำเสนอข้อศึกษาครั้งแรกต่อที่ประชุมใหญ่ กยน.ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้

คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ หรือ กยน.ประชุมนัดแรกในช่วงบ่ายวันนี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการชุดนี้ โดยภายหลังการประชุม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กยน.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ดังนี้

ชุดแรกคือ คณะกรรมการดำนเนินการระยะเร่งด่วน มีนายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน

ชุดที่ สองคือคณะกรรมการวางระบบอย่างยั่งยืน มีนายกิจจา ผลภาษี เป็นประธาน เพื่อให้ทำงานในเชิงลึกควบคู่ไปกับ กยน.และ กยอ.

สำหรับภารกิจของ กยน.และคณะอนุกรรมการนั้น ภายใน 3 เดือน จะต้องมีความชัดเจนเรื่องแผนรับมือน้ำในฤดูฝนปีหน้า โดยอาจจะสร้างพนังกั้นน้ำถาวร ประตูระบายน้ำ และวางเครื่องสูบน้ำให้เหมาะสม แทนการใช้กระสอบทรายเช่นเดียวกับการวางผังเมืองที่ต้องเสนอแนวทางภายใน 3 เดือน โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ในระยะยาว จะต้องวางแผนให้ครอบคลุมทั้ง 25 ลุ่มน้ำในประเทศ ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ทั้งฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง รวมถึงปรับโครงสร้างผังเมือง ไม่ให้มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ

นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความแม่นยำในการรายงานข้อมูลน้ำ เพื่อให้รัฐบาลนำ ข้อมูลไปใช้ในการวางแนวทาง สร้างประตูระบายน้ำ และขุดลอกคูคลองได้อย่างถูกต้อง โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติมาร่วมวิเคราะห์ข้อมูลส่วนความร่วมมือจาก ต่างชาตินั้น ที่ประชุม กยน.มีมติ ให้เชิญผู้เชี่ยวชาญจาก องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ ไจก้า มาเป็นที่ปรึกษา พร้อมเตรียมตอบรับความช่วยเหลือจากอีกหลายประเทศยื่นความจำนงเข้ามาโดยไม่ คิดค่าตอบแทน

สำหรับแผนการทำงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดที่ตั้งขึ้นในวันนี้ จะมีการประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ จะนำผลการศึกษาและแผนงาน เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ กยน.อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ซึ่งแผนงานดังกล่าว จะรวมถึงการนำกรอบการอนุมัติโครงสร้างผังเมืองใหม่เข้าสู่ที่ประชุมคณะ รัฐมนตรี

รอฟังคำตอบข้อ1พรุ่งนี้แกนนำนปช.พบรมต.ยุติธรรม เร่งปล่อยคนเสื้อแดง-คดี112พ้นคุกตามข้อเสนอคอป.

ที่มา Thai E-News

นพ.สลักธรรม โตจิราการ ลูกชายของอ.ธิดา โตจิราการ รักษาการประธาน นปช.แจ้งทางเฟซบุ๊คส่วนตัว ช่วง 17.00 น.วันนี้ ดังนี้

พรุ่งนี้นปช.จะไปยื่นหนังสือต่อรมต.ยุติธรรมให้ทำตามข้อเสนอ คอป.ให้ผู้ต้องขังคดีการเมืองทุกแบบ ทั้ง พรก.ฉุกเฉิน พรบ.คอม และคดี 112 ได้รับการประกันตัวเพื่อสู้คดีตามสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ หากถูกตัดสินเด็ดขาดคดีถึงที่สุดหรือออกจากคุกไม่ได้ด้วยเหตุอันใดก็ตาม นักโทษการเมืองต้องแยกขังและได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม

จริงๆคิดจะลุยมาพักใหญ่แล้วครับแต่เจอนำ้ท่วมเลยต้องออกไปช่วยพี่น้องที่นำ้ท่วมเสียก่อน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชนวันนี้เรื่องคอป.เสนอให้ใช้กฎหมาย นิรโทษกรรมให้กับคนทุกกลุ่ม นายกฯมองอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องไปว่า ในขั้นตอนของสภา ตนเองคงไม่ไปก้าวก่าย (หมายเหตุไทยอีนิวส์:ความจริงแล้วคอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม แต่เสนอให้ชลอคดี หรือเว้นวรรคนักโทษการเมืองทุกกลุ่ม ให้อ่านรายละเอียดในข่าวนี้)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 พฤศจิกายน 2554

ปชป.ขวางปรองดองไม่ให้ปล่อยเสื้อแดงทั้งที่ตั้งคอป.มากับมืิอ

วันนี้ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่ง ชาติ สภาผู้แทนราษฎร มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน โดยพล.อ.สนธิกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้เชิญคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มาชี้แจงถึงความคืบหน้าในการดำเนินการตามข้อเสนอแนะสร้างความปรองดอง 7 ข้อ ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ เพื่อช่วยให้การทำงานของคณะกรรมาธิการฯมีแนวทางชัดเจนในการเดินหน้าสร้าง ความปรองดอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศในการประชุมคณะกรรมาธิการฯนั้น ส.ส.เพื่อไทยหลายคน อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เร่งให้คณะกรรมาธิการฯสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะการหาแนวทางให้ประกันตัวกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยให้เชิญกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมราชทัณฑ์มาให้ข้อมูล เพื่อช่วยเพิ่มน้ำหนักในการขอประกันตัวในชั้นศาล

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวสนับสนุนแนวคิดของนายณัฐวุฒิ โดยเสนอให้ประสานงานไปยังสำนักงานเลขาธิการศาลยุติธรรมให้รับทราบถึงแนวทาง สร้างความปรองดองด้วย

แต่ปรากฎว่า ถูกคัดค้านจาก กรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ที่แย้งว่า หากเร่งพิจารณาเฉพาะการประกันตัวกลุ่มเสื้อแดงจะเป็นการมองข้ามกลุ่มอื่นที่ ได้รับความเสียหายจากการชุมนุม เช่น ผู้ประกอบการที่ถูกเผาห้าง ร้านต่างๆ ยิ่งหากนำศาลยุติธรรมมาเกี่ยวข้องกับการสร้างความปรองดอง เป็นเรื่องไม่สมควร จะถูกมองว่า เป็นการกดดันการใช้ดุลยพินิจของศาล ทำให้พล.อ.สนธิ ต้องตัดบทการประชุมหลายครั้ง จนกระทั่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯได้ข้อสรุปว่า ให้เชิญตัวแทนคอป.มาให้ข้อมูลในการพิจารณาก่อน

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์เป็นผู้แต่งตั้งคอป.โดยมีศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน เคยเสนอรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ปล่อยตัวนักโทษเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2554 แต่ได้รับการเพิกเฉย และเสนอข้อเสนอทำนองเดียวกันต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกครั้งเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

**********

ซีรีส์ชุดคำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้ คำถามที่1.เมื่อไรจะปล่อยฝ่ายถูกฆ่า เพราะคอป.ให้ปล่อยให้ชลอคดี แต่รัฐบาลนี้เพิกเฉยปล่อยให้ศาลเร่งตัดสินจำคุกหนักๆไม่เว้นวัน?

19 พฤษภาคม 2553 มีการจับกุมเหวี่ยงแหคนเสื้อแดงยัดข้อหาเผาบ้านเผาเมืองเผาศาลากลาง ตอนนี้ติดคุก 1 ปีครึ่งแล้ว
15 กันยายน 2554 คอป.ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แต่งตั้งเสนอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ถือว่าคดีนี้ รวมทั้งคดี112เป็นคดีการเมือง ให้ปล่อยตัว หรือชลอคดี
20 กันยายน 2554 รัฐบาลแต่งตั้งปคอป.ให้ดำเนินการตามข้อเสนอของคอป.
5 ตุลาคม 2554 ปคอป.ประชุมนัดแรก เบี้ยเลี้ยงประชุมครั้งละหมื่น
27 ตุลาคม 2554 ศา่ลมุกดาหารตัดสินจำคุกเสื้อแดงมุกดาหาร20ปี
29 ตุลาคม 2554 ศาลอุดรธานีตัดสินจำคุกเสื้อแดงอุดรธานี 22 ปี 6 เดือน
23 พฤศจิกายน 2554 ศาลนัดตัดสินคดีอากงส่งSMSหมิ่นฯ




"วันนี้อยากบอกว่าให้ใจเย็นๆสำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่ง อย่าเพิ่งอยากเป็นโน่นเป็นนี่กัน วางความอยากไว้ก่อน วันนี้ต้องมาคิดอันดับแรกว่า จะช่วยพี่น้องเราที่ติดคุกอย่างไร อัน ที่สองจะเยียวยาคนที่บาดเจ็บ คนที่ตายไปอย่างไร คนที่ติดคุกโดนคดีจะแก้ไขอย่างไร และอันที่สามจะช่วยประชาชนที่ลำบากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างไร"-ทักษิณพูด ตอนไปเยี่ยมเสื้อแดงเยอรมัน , 11 สิงหาคม 2554


เราได้เร่งรัดรัฐบาลนี้ให้ช่วยเหลืิอปลดปล่้อยคนเสื้อแดงที่ติดคุกมาปีครึ่งหรือไม่?-คำตอบคือ"ไม่"

เพราะคนเร่งรัดคือ คอป.ที่ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน
ความตลกร้ายที่สุดก็คือว่า คอป.ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้ง

นี่ก็ผ่านมานานกว่า 2 เดือนแล้วนับแต่วันทีั่ 15 กันยายนที่คอป.ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ทุกอย่างเป็นคลื่นกระทบฝั่ง

เราได้เสนออะไรที่จะเป็นประเด็นการเมืองคุกคามเสถียรภาพของรัฐบาลนี้หรือไม่?-คำตอบคือไม่!

เพราะข้อเสนอของคอป.นั้น ไม่ได้เสนอให้นิรโทษกรรม ไม่ได้เสนอให้พระราชทานอภัยโทษ ไม่ได้เสนอแบบไร้หลักเกณฑ์ แต่เสนอหลังจากศึกษามานานกว่าปีครึ่งหลัง 19 พฤษภาคม 2553

ความตลกร้่ายก็คือว่า แทนที่รัฐบาลนี้จะfollowข้อเสนอของคอป.ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แต่งตั้งมา กลับไปหาเรื่องอภัยโทษให้ทักษิณ และต้องถอยยะย่ายในเวลาต่อมา เมื่อเผชิญหน้าแรงต้านอย่างหนักหน่วง

อะไรคือข้อเสนอของคอป. รัฐบาลนี้จะเผชิญแรงต้านหรือไม่?-คำตอบคือไม่!

ข้อเสนอสั้นๆของคอป.คือให้ถือว่านักโทษเสื้อแดง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเรียกว่า"พวกเผาบ้านเผาเมือง เผาห้าง เผาศาลากลาง"จะทำผิดจริงหรือไม่ก็ตาม และนักโทษคดีหมิ่นฯ112นั้นมีแรงจูงใจจากการเมือง จะปล่อยให้ศาลเร่งรัดตัดสินแบบผู้ร้ายก่ออาชญากรรมทั่วไปไม่ได้ ต้องปล่อยตัว หรือเว้นวรรคชลอคดีไว้ก่อน

หากรัฐบาลนี้followข้อเสนอของคอป.ย่อมมีความชอบธรรมอย่างยิ่ง เพราะคอป.ไม่ใช่พรรคพวกของคนรัฐบาลนี้ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์แต่งตั้งมา

ความตลกร้ายก็คือว่า ระหว่างที่ข้อเสนอคอป.ไปซุกอยู่ในเก๊ะของนายกฯยิ่งลักษณ์ หรือลิ้นชักรองนายกฯยงยุทธมานาน 2 เดือนเศษ ศาลก็ตัดสินจำคุกคนเสื้อแดง 10-22 ปี รา่วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เกี่ยวกับว่าประเทศกำลังเผชิญหน้าน้ำท่วมหรือไม่ท่วม....

รัฐบาลนี้เพิกเฉยเกินไปไหม มีหัวใจหรือไม่?



คนเสื้อแดงติดคุกจากกรณีั 19 พฤษภาคม 53 มาปีครึ่งแล้ว อย่างรวดเร็วฉับไว ไม่ให้ประกันตัว เร่งตัดสินคดี ทั้งที่ คอป.ชุดนายคณิต ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์แต่งตั้ง ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลไปอีกทางหนึ่ง

คอป.ยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 15 กันยายน 2554 (ดูรายละเอียดหนังสือ)ความชัดเจนว่า

คอป. เห็นว่าสภาพความขัดแย้งในทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นสาเหตุสำคัญ ที่นำมาสู่ความรุนแรงและการกระทำความผิดกฎหมายอาญาของผู้ที่เกี่ยวข้องใน ความขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ความรุนแรงและการกระทำความผิดกฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้มิใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมในภาวะปกติทั่วไปที่ไม่มีความขัดแย้งในทางการเมืองเช่นนี้

เพราะการกระทำความผิดมีมูลฐานเริ่มต้นจากความคิดเห็นในทางการเมือง ดังนั้น แม้พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่บุคคล และส่วนรวมเป็นเรื่องที่ผู้กระทำต้องมีความรับผิดชอบ (accountability) ในทางกฎหมายที่เหมาะสม

แต่ในหลายกรณี ความรับผิดชอบในทางอาญาด้วยการฟ้องคดีและการลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่สอดคล้องต่อปรัชญาในการลงโทษ ไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรม และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ทั้งนี้ เพราะผู้กระทำความผิดที่มีเหตุจูงใจทางการเมืองแตกต่างจากผู้กระทำความผิดอาญาทั่วไปที่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรโดยกมลสันดาน

การลงโทษพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นย่อมไม่สามารถส่งผลในการสร้างความ ยับยั้งหรือความหลาบจำ (deterrence) ให้กับผู้กระทำความผิดเองและสังคมโดยรวมตามหลักทฤษฎีในการลงโทษทั่วไปได้

นอกจากนี้การดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองยังมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อจากัดของกระบวนการในการสืบสวนสอบสวน การตั้งข้อหา การรวบรวมพยานหลักฐานที่ถูกมองว่าไม่เป็นกลางและ โน้มเอียงไปในทางที่เป็นคุณต่อผู้กุมอำนาจรัฐในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ คอป. จึงมีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในคดีความผิดตามพระราชกาหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปตามมาตรา ๒๑๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และคดีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งหลายทั้งก่อนและหลังการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ รวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลสมควรดาเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีในความผิดดังกล่าว ดังนี้

-เร่งรัดตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแจ้งข้อหาและการดาเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและจาเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำหรือไม่ และทบทวนว่า มีการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินสมควร หรือการดำเนินคดีที่พยานหลักฐานอ่อนไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดหรือไม่

-ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐาน ของผู้ต้องหาและจำเลย เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัวอันเกิดจากการถูกจากัดเสรีภาพ โดย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาและจำเลยว่ามีเหตุที่จะ หลบหนี เหตุที่จะทำลายพยานหลักฐาน หรือเหตุที่จะเป็นอันตรายต่อสังคม หากได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือไม่

หากไม่มีสาเหตุดังกล่าว ให้ยืนยันหลักกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการปล่อยชั่วคราว และ ในการปล่อยชั่วคราวนั้น แม้ตามมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะไม่เรียกร้องหลักประกันก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมยังมีการกาหนดให้มีหลักประกัน อันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายเสมอมานั้น ทาให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก

ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวแต่กำหนดให้มีหลักประกันด้วยนั้น ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะจัดหาหลักประกันดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคนที่ไม่สามารถจัดหาหลักประกันได้ตามทางปฏิบัติที่ผ่านมา

อนึ่ง ต้องพึงตระหนักว่าการที่ผู้ต้องหาและจำเลยถูกตั้งข้อหาร้ายแรงนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวตามกฎหมาย

-เนื่องจากผู้ต้องหาและจาเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตามปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทางการเมือง หากผู้ต้องหาและจาเลยนั้นไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจาปกติเป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาและจาเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต

-เนื่องจากคดีอาญาเหล่านี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดาเนินอยู่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดย ผู้กระทำผิดมีมูลเหตุจูงใจในทางการเมือง และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีรากเหง้าที่สาคัญมาจากสภาพสังคมไทยอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

การนำเอาหลัก ความยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ที่มีเพียงมาตรการการฟ้องคดีอาญาในเชิงลงโทษมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา ดังนั้น จึงสมควรที่จะนาเอาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาศึกษาและปรับใช้ เพื่อนำหลักการและแนวทางของหลักวิชาการดังกล่าว ตลอดจนประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างที่มีการศึกษาถึงแนวทางในการนำมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทยมาใช้ สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณานำคดีขึ้นสู่ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อมูลในภาพรวมของสาเหตุของปัญหา ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในด้านวิชาการเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในกรอบของความ ยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

เพื่อให้อัยการมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในการประเมินความเหมาะสมทางด้าน ประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งมาตรการทางอาญาที่เหมาะสมก่อนการสั่งคดี

สรุปก็คือ คอป.ให้ปล่อยตัวชั่วคราว อย่าเพิ่งให้ศาลตัดสินคดี ให้ชลอคดี หรือเว้นวรรค ปล่อยตัวออกมาก่อน เพราะเป็นเหตุทา่งการเมือง ไม่ใช่การก่ออาชญากรรมปกติ แต่ความเป็นจริงก็คือศาลได้ตัดสินจำคุก 6 เืดือนบ้าง 1-2 ปีบ้าง 20-30 ปีบ้างในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้ง ที่อุดรธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร มหาสารคาม และจำเลยคดี 112 ก็ยังถูกตัดสินอย่างรวบรัด ฯลฯ ให้หลังจากที่คอป.เสนอรัฐบาลไปเพียงเดือนเดียว

โดยที่รัฐบาลก็เพียงแต่ตั้ง ปคอป.ที่มีรองนายกฯยงยุทธ วิชัยดิษฐ ขึ้นมาติดตามและจะดำเนินงานตามข้อเสนอของคอป. เพิ่งจัดประชุมไปหนเดียวเมื่อ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างประชุม ตั้งคณะทำงาน ศาลก็็ตัดสินจำคุกคนเสื้อแดง และคดี 112 ไปเรื่อยๆ คนละ10 ปี 20-30 ปี ทั้งที่คอป.ให้ชลอคดีไว้ก่อน

ทั้งที่รัฐบาลควรจะต้องจะเร่งนำมติคอป.ไปเสนอนโยบายต่อกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ชักช้า และมีสิทธิธรรมอย่างเต็มที่ เพราะคอป.ชุดนี้รัฐบาลนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเองเลย แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งมาแท้ๆ และยังมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สูญเสียอิสรภาพเพราะต่อสู้ทางการเมือง ให้มีรัฐบาลนี้ขึ้นมาแท้ๆ แล้วยังจะช้าไม่ทันการณ์ไปอีกนานแค่ไหน หากอ้างว่าต้องเร่้งแก้น้ำท่วมก่อน แล้วทำไมทีกรณีอภัยโทษให้ทักษิณ ถึงไม่ต้องรอหลังน้ำลด?

ฉะนั้น คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจบนซากศพ และความเสียสละอาจหาญ มีคนบาดเจ็บพิการสูญเสียอิสรภาพอีกไม่นับ และยังคอยตามสนับสนุนปกป้องรัฐบาลนี้ราวผนังทองแดงกำแพงเหล็กก็คือว่า เมื่อไหร่ฝ่ายถูกฆ่าจะได้ออกจากคุกสู่อิสรภาพ เมื่อไหร่จะนำฝ่ายฆ่าเข้าไปอยู่ในคุกแทน

หากคำตอบยังเป็นสูตรเดิมว่า ต้องปรองต้องสมานฉันท์ คนเสื้อแดงที่ติดคุกก็ต้องติดคุกต่อไป ผู้ลั่นไกสังหารรอด ผู้สั่งการลอยนวลรอนิรโทษกรรม ผู้บงการยังมีคนทั้งแผ่นดินกราบไหว้บูชาราวไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้สึกรู้สา

ตราบนั้นคำถามตัวโตๆก็ยังจะมีต่อไป

คำถามตัวโตๆนั้นมีอยู่ว่า เมื่อไหร่จะเกิดความยุติธรรม เพราะเมื่อไม่มีความยุติืธรรม ก็ไม่มีความสงบ ไม่มีสันติภาพ

No justice , No peace!

***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาล เมื่อไรจะปล่อยฝ่ายถูกฆ่า แล้วเอาคนฆ่า-ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินไปใส่คุกแทน

พม่าประกาศปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด - ในเมืองไทยยังมีจดหมายจากนักโทษการเมืองถึงทักษิณ ชินวัตร

ศูนย์เฝ้าระวังทักษิณแห่งชาติ (ศฝทช.)

ที่มา Voice TV



รายการ Wake Up Thailand ประจำวันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2554

นำเสนอประเด็น

- รมว.กลาโหม แจงมติ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ยุ่งเรื่อง "อภัยโทษ"
- สนธิ ย้ำจุดยืนพันธมิตร ต้านล้างผิดทักษิณ – เล็งยื่น นายกฯ ปราบแก๊งหมิ่นสถาบัน ภายใน 14 วัน
- เครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ยื่นหนังสือคัดค้าน พรฎ.อภัยโทษต่อคณะองคมนตรี
- ชุมนุมหนุนพ.ร.ฏ.อภัยโทษ ให้กำลังใจนายกฯ
- กรมอุตุฯ เตือนภัยฉบับที่ 2 ภาคใต้ระวังฝนตกหนัก
- กทม. กับการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ดอนเมือง นนทบุรี และ ปทุมธานี
- กทม.ผันงานวันพ่อ งบทุ่มสร้างพนังริมคลองมหาสวัสดิ์แทน
- ปกป้องกรุงเทพ ชั้นในคือการปกป้องเกียรติภูมิแห่งความเหลื่อมล้ำ
- ศาลอาชญากรรมสงครามเปิดการพิจารณาคดี 3 ผู้นำเขมรแดง
- พม่าปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด - เจรจาหยุดยิงกับกองทัพรัฐฉานชั่วคราว
- "ขวัญชัย"ยันเสื้อแดงชุมนุมต่อ แม้ พธม.ยกเลิก
- ชงครม.ถกเยียวยาพิเศษคนหลังบิ๊กแบ๊ก-ท่วมนาน
-“ปู”รับเสด็จฯพระราชาธิบดีภูฏาน
- "อานนท์"เชื่อน้ำท่วมกทม.ใกล้จบ คาดฟื้นฟูย่านศก.-ถนนสายหลักต้น ธ.ค.
- "วีระกานต์"ประกาศคนเสื้อแดงยังเดินหน้าทวงฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ"ทักษิณ"
- กทม.ผันงานวันพ่อ งบทุ่มสร้างพนังริมคลองมหาสวัสดิ์แทน
- สมาคมโลกร้อนแนะไม่พอใจห้าพันรับฟ้องรัฐ
-“มาร์ค” เสนอเยียวยาแบบขั้นบันได
- ยงยุทธเตรียมหารือกทม.ยุติปัญหาชาวเมืองนนท์
- กทม.ประสาน “ศปภ.”เปิดประตูคลองบางตลาดช่วยระบายบิ๊กแบ็กดอนเมือง

สิ้นธรรม.....ก็สิ้นโลก

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

สิ้นธรรม.....ก็สิ้นโลก

ธรรมะมีคุณค่ามหาศาล
ดุจสายธารเลี้ยงโลกสิ้นโศกเศร้า
เมื่อมีธรรมค้ำจุนหนุนเนื่องเนา
โลกบรรเทาทุกข์ทั่วทุกตัวตน

ธรรมมะเป็นผู้สร้างชี้ทางส่ง
ให้โลกคงสันติสุขสิ้นทุกข์ผล
มีธรรมมะนำจิตลิขิตตน
บันดาลดลให้สุขทุกชีวิน

เพราะธรรมะสร้างดีมีให้เห็น
ชีวิตเป็นสุขศรีไม่มีสิ้น
แสงสว่างแห่งธรรมนำชีวิน
ละมลทินแห่งทุกข์สร้างสุขมี

เมื่อจิตใจใฝ่ธรรมนำชีวิต
ทางลิขิตชีวิตตนผลสุขศรี
สังคมสุขทุกข์สลายผ่อนคลายมี
สร้างสุขศรีสังคมโลกสิ้นโศกไป

เกิดสันติสุขทุกแห่งเลิกแข่งขัน
เลิกด่ากันก่อการณ์สังหารไห้
เลิกสงครามฆ่ากันจนบรรลัย
เลิกแย่งใหญ่ช่วงชิ่งสิ่งต้องการ

ถ้าวันใดธรรมะละจากโลก
ความวิโยคโศกเศร้าเข้าเผาผลาญ
ทุกข์ระทมถมทอดตลอดกาล
คนขับขานแย่งชิงทุกสิ่งไป

สงครามเกิดกดขี่มีให้เห็น
คนลำเค็ญแก่งแย่งแข่งกันใหญ่
คนเบียดเบียนแย่งชิงทุกสิ่งไป
เกิดเพราะไฟตัณหานำพามี

ทุกหย่อมหญ้าเหลวแหลกไม่แตกต่าง
ทำทุกทางเพื่อตนบนวิถี
เพื่อตัวกูของกูทุกผู้มี
ถึงวันนั้นโลกนี้....ก็สิ้นกัน

วินิตยา
21/11/2554

รองโฆษกรัฐ เย้ย เครือข่ายต้านทักษิณ จั่วลมโค่นล้มรัฐบาล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกรัฐบาล
เย้ย เครือข่ายต้านทักษิณ ปล่อยไก่ ปม พรฎ.อภัยโทษ จั่วลมโค่นล้มรัฐบาล...


เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง
กรณีที่ฝ่ายคัดค้านร่างพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ...
กล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า
คนที่ออกมาคัดค้านยังไม่เห็นรายละเอียด ไม่รู้จริง
ออกมาปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ อวดรู้ ฮุบเบ็ดทันที
ทั้งที่ไม่มีใครยืนยันว่า เนื้อหาจริงๆเป็นเช่นไร พยายามปลุกม็อบ ปั่นกระแสตื่นตูม
สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง ออกมากันขนาดนี้
แล้วจะลงกันอย่างไร ภาษามวยเขาเรียก " จั่วลมซะหัวคะมำ"

การที่ ครม.พิจารณาวาระพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษนั้น
ไม่ว่ารัฐบาลไหนพิจารณาเรื่องนี้ ก็เป็นการประชุมลับ
เพราะในทุกวโรกาสสำคัญ
บรรดาผู้ต้องโทษในเรือนจำล้วนมีความหวังว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ทุกคนต้องเงี่ยหูคอยฟังเงื่อนไข จึงต้องทำอย่างเป็นความลับทุกครั้ง
เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ เช่น หากข่าวรั่วว่านักโทษบางประเภทถูกตัดออกจากบัญชี
ย่อมเกิดความไม่พอใจ นำมาสู่การก่อจลาจลในเรือนจำได้

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ความจริงก็ไม่ถือว่าเป็นการต้านแบบจัดหนักอะไร
เพราะล้วนมาจากขาประจำหน้าสลอนทั้งนั้น
นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ที่มอบหมายรองโฆษกพรรคไปยังพระบรมมหาราชวัง
ที่ตั้งสำนักราชเลขาธิการ เพื่อยื่นหนังสือค้าน
ตามติดด้วยเสียงคำรามจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กะจะเสียบปลั๊กที่จอดับให้ติดขึ้นมาใหม่ในคราวนี้

ส่วน นพ.ตุลย์ เสื้อหลากสี ก็ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้าน สยามสามัคคี
นายแก้วสรร โลกไซเบอร์ ตั้งเฟซบุ๊กต่อต้านกันใหญ่
ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า
กระบวนการฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน หวังจะโค่นล้มรัฐบาลมีอยู่จริง
วันนี้ไม่ต้องเหนียมกันแล้ว ยอมรับมาเสียเถอะว่ากะจะกินตามน้ำ
ออกมาตะโกนรับลูกกันเสียงหลง จากต้นซอยถึงท้ายซอย
อาการคล้ายๆกับอะไรสักอย่างตอนกลางคืน เวลาเห็นใบไม้ไหว
หรือมีอะไรผ่านมาแวบๆ ส่งเสียงกันขรม รับส่งต่อกันเป็นทอดๆ
ทั้งที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ครั้งนี้สังคมต้องลุกขึ้นมาไล่พวกนี้ซะบ้าง
ไม่ใช่จะส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายตามอำเภอใจ แล้วไม่ใช่เรื่องย่องเบาอะไร
แต่เป็นเรื่องของเจ้าทรัพย์ที่แท้จริง ที่เขาจะแวะมาล้างบ้านหลังน้ำท่วม
แต่น้ำยังสูง สิ่งปฏิกูลยังเยอะ ขวากหนามยังอีกมาก เลยเสียสละไม่เข้าไปดีกว่า นายอนุสรณ์กล่าว


http://www.thairath.co.th/content/pol/218286

พ.ร.ฎ.แค่เกมล่อ รุกฆาตด้วย พ.ร.บ. เกมวัดดวง ′ทักษิณ′

ที่มา มติชน


หากย้อนกลับไปดู "คำประกาศ" ช่วงหาเสียงของพรรคเพื่อไทยทุกๆ เวที ทุกๆ สนาม ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน

จะเห็นภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ "ขุนพล" พรรคเพื่อไทย ประกาศอยู่เสมอว่า

"จะนำทักษิณกลับบ้าน"

ซึ่งต่อมาคำประกาศดังกล่าว กลายเป็นหนึ่งใน "นโยบาย" ที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย

นับตั้งแต่เลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ และมหาสารคาม เรื่อยมาจนถึงเลือกตั้งใหญ่เมื่อ กลางปี 2554

โดยเฉพาะคนอีสานและคนภาคเหนือ

ถึงขนาดพรรคการเมืองคู่แข่งหรือนายทหารกล้าบางคนถึงขนาด ประกาศ "ถ้าอยากให้ทักษิณกลับบ้านให้เลือกพรรคเพื่อไทย ถ้าไม่อยากให้ทักษิณกลับบ้านให้เลือกพรรค..."

ดังนั้น เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ 2554 จึงเป็นเรื่องเล็กน้อย

หากตีโจทย์ด้วยการคิดแทน พรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เพราะต้องไม่ลืมว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ดังกล่าวเป็น ร่างที่จัดทำขึ้นทุกปี เป็นประเพณีปฏิบัติ

การที่มองว่า เกมนี้เพื่อต้องการเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

คงผิดถนัด

เพราะอย่าลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งถูกตัดสิน จำคุก 2 ปี ในคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ โดยที่เจ้าตัว ไม่ยื่นอุทธรณ์

นั่นหมายความว่า หากเป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.ฎ. พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมารับโทษก่อนถึงจะเข้าหลักเกณฑ์

จริงอยู่แม้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข อาจเปลี่ยน แปลงไปตาม "อำนาจ" ในมือนักการเมือง

แต่เมื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ยืนยันว่า "เนื้อหา" ในร่าง พ.ร.ฎ. ไม่ผิดเพี้ยนไปจากร่างที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ ทำไว้

ก็ยิ่งติดเงื่อนไข

ยิ่งไปกว่านั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังมีคดีติดตัว 4 คดี ที่รอวันถูกจับกุมคุมขัง ประกอบด้วย

1.คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ 4 พันล้านบาท เอื้อประโยชน์ให้กับเครือชินคอร์ป ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ถูกกล่าวหารายเดียว

2.คดีแปลงสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ถูกกล่าวหารายเดียว

3.คดีทุจริตการออกหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัวโดยมิชอบ ที่ศาลฎีกาฯยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายอื่นแล้ว มีเพียง พ.ต.ท.ทักษิณที่ยังไม่มาต่อสู้คดี

และ 4.คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือซุกหุ้น ที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องหลังศาลฎีกาฯได้ตัดสินยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน

ถามว่า "รอดตัว" คดีที่ดินรัชดาฯ แล้วจะมาเสี่ยงกับอีก 4 คดี จนทำให้น้องสาวในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องกระอักกระอ่วนใจหรือ

ด้วยเงื่อนไขที่ "ล็อก"

ทำให้เชื่อว่าเกมนี้เป็นการล่อเสือออกจากถ้ำ ประเมินกำลัง หยั่งเชิงดูท่าทีของ "ศัตรู" เท่านั้น

หากมองให้ลึก วิเคราะห์ให้ชัด พรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังรอจังหวะ "เล่นเกมเสี่ยง"

เพราะหากวิเคราะห์ในเนื้อหาจดหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณสื่อถึงคนไทย

"..ผมขอสนับสนุนมาตรการที่จะนำไปสู่ความปรองดองใน ชาติและไม่อยากเห็นความพยายามใดๆ ที่จะทำให้บรรยากาศนี้เสียหาย ผมพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัว ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมมากว่า 5 ปีแล้ว เพื่อพี่น้องประชาชนผมจะอดทน.."

เท่ากับว่า พ.ร.ฎ.ในสายตา พ.ต.ท.ทักษิณ ไร้ความหมาย

จึงเป็นไปได้อย่างสูงที่พรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ รอจังหวะ โอกาส ที่จะเปิดเกม "รุกฆาต" หมากเกมนี้ ด้วยการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่อาจใช้ชื่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม, พ.ร.บ.พระราชทานอภัยโทษ หรือ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ หรืออะไรก็ได้ในอนาคต

ภายใต้เงื่อนไข พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล น้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี และมีฐานประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก

หากเป็นเช่นนั้นจริง พรรคเพื่อไทย คงต้องอธิบายให้สังคมเกิดความเข้าใจ

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คนอย่าง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่เชี่ยวชาญทั้งเกมการเมืองในและนอกสภา มีความรู้ด้านข้อกฎหมาย และอธิบายกับสังคมผู้คนด้วยภาษาง่ายๆ มาเป็น "ขุนพล"

เพราะที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิมยืนยันเสมอว่า ทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเป็น "คดีการเมือง" ที่มีต้นธารมาจากการ "ปฏิวัติ" ทั้งสิ้น

และยืนยันมาตลอดว่า การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เท่ากับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะหลุดพ้นทุกคดี

เพื่อนำประเทศเดินสู่ถนนปรองดอง สามัคคี สร้างชาติ อย่างมั่นคง

การออกเป็น พ.ร.บ. เท่ากับว่าจะทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ "หลุดพันธนาการในทุกคดี" ที่มีรากเหง้ามาจากการปฏิวัติ

เช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตร ที่ติดคดียึดทำเนียบรัฐบาล คดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีคดีเผาราชประสงค์

แม้กระทั่งคดีสังหารกลุ่มคนเสื้อแดง ปี 2553 ที่ทหารหลายนายให้ปากคำว่า เป็นไปตามคำสั่งของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในขณะนั้น ก็อาจได้รับอานิสงส์จากเกมนี้ด้วย

ที่สำคัญ เท่ากับว่า ร.ต.อ.เฉลิม และพรรค เพื่อไทย ได้ทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชา ชนที่เลือกแล้วว่าจะ "เอาทักษิณกลับบ้าน"

งานนี้ถือว่าเป็น "เกมวัดดวง" อย่างแท้จริง

"ซุปเปอร์ เอ็กซ์เพรส ฟลัดเวย์" ทางด่วนผัน "มวลน้ำ" แก้ท่วม กทม.ถาวร

ที่มา มติชน



ดย ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ




ที่ราบลุ่มภาคกลางกับสถานการณ์ "น้ำท่วม" เป็นสิ่งที่ปกติ เกิดขึ้นมายาวนานตั้งแต่อดีต

ใน สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มมีการมีการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม โดยใช้คูคลองธรรมชาติและคลองขุด เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่เมืองหลวง นอกจากนี้ยังมีทุ่งน้ำ ไว้พักน้ำที่จะไหลบ่ามาจากทางภาคเหนือ ทำให้น้ำสามารถไหลลงทะเลได้อย่างเป็นระบบเป็นไปตามธรรมชาติ

ยุคสมัย ต่อมา มีการสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง แต่ทว่าก็เกิดปัญหาตามมาคือ เมื่อปริมาณน้ำสะสมไว้มาก เมื่อมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อน น้ำทั้งหมดของหลายๆ เขื่อนก็ได้ไหลรวมมาสมทบกับน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน รวมเป็นมวลก้อนใหญ่ รวมกันที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นเรื่องปกติ หากแต่ว่าก็เป็นน้ำที่ลงสู่ท้องทุ่งนา

แต่ ปัจจุบัน เมื่อเขตเมืองขยายใหญ่ขึ้น บ้านเรือนผู้คน นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรุกล้ำเข้าไปในท้องที่นา ได้เป็นอุปสรรคขวางทางน้ำเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้น้ำไหลลงสู่เส้นทางธรรมชาติ ไม่ได้ จนในปีนี้ เมื่อปริมาณน้ำมีมาก จึงเกิด "มหาอุทกภัย" อย่างที่ทุกคนทราบกันดี

รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล นักวิชาการหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ต้นน้ำ มีแม่น้ำสำคัญไหลลงมาถึง 4 เส้น ครึ่งประเทศเป็นพื้นที่รับน้ำฝน มีน้ำแสนกว่าตารางกิโลเมตร สุดท้ายไหลบ่าลงมาที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำท่าจีน ดังนั้นตามธรรมชาติน้ำต้องล้นเมื่อลงทะเลไม่ทัน ต้องพักอยู่ที่พื้นที่น้ำท่วมถึง คือทุ่งน้ำ

"ที่ ผ่านมาเราไม่เข้าใจธรรมชาติ ความหมายของทุ่งน้ำก็คือ ทุ่งรังสิต ทุ่งบางบัวทอง ทุ่งบางเขน ทุ่งมีนบุรี ทุ่งฉะเชิงเทรา ทุ่งน้ำเหล่านี้จะเชื่อมต่อเป็นสายเดียวกันโดยเฉพาะทางตะวันออก ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตกในอดีตไม่เคยผันน้ำออกอย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้ เพราะมีสันทราย เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูง เมื่อผันไปแล้วน้ำก็จะเอ่อล้นกลับมาที่เดิม เพราะไม่ใช่เส้นทางน้ำหลากตามธรรมชาติ ซึ่งในอดีต ฝั่งธนบุรีไม่เคยถูกน้ำท่วมขนาดนี้" รศ.ดร.ธนวัฒน์ตั้งข้อสังเกต

ภาพการศึกษาน้ำท่วมในแต่ละปี



นัก วิชาการจากรั้วจามจุรี เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ น้ำต้องท่วมเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ๆ ในอดีตปี พ.ศ.2485 ตนได้สรุปเรื่องของการพัฒนาที่จะมีผลกระทบอยู่สองส่วนคือ การพัฒนาทรัพยากรน้ำ กับการพัฒนาของเมือง

*แต่หลังปี 2500 มีการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น การขยายเมืองเพิ่มขึ้น รศ.ดร.ธนวัฒน์เริ่มศึกษาว่าจะมีวิธีในการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างไร?*

รศ.ดร.ธนวัฒน์ เสนอว่า ควรมีการควบคุมการเจริญเติบโตของเขตเมือง เพราะถ้าปล่อยอีกสัก 50 ปี เมืองก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก และจะได้รับผลกระทบจากน้ำเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จึงได้ร่วมกับคณะทำงาน โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สภาการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) คิดหาทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบหลายมิติ

และหนทางหนึ่งที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้น้ำไม่ท่วมเขตเมือง ก็คือ "ซุปเปอร์ เอ็กซ์เพลส ฟลัดเวย์ (Super Express Floodway)"

รศ.ดร.ธนวัฒ น์บอกว่า การจัดการเรื่องอุทกภัยจากน้ำจะต้องมององค์รวม ทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้ความรู้จัดการให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือต้องเข้าใจน้ำ เพราะน้ำท่วมเกิดจากธรรมชาติ แต่จัดการได้ดีพอน้ำท่วมลดลงได้ อย่าไปแกล้งธรรมชาติ และควรเรียนรู้การจัดการน้ำแบบบูรณาการ ไม่มองปัญหาแยกส่วนแบบปัจจุบัน

หลัก วิชาการก็คือการใช้หลักโครงสร้างทาง อาทิ ขุดลอกคลองปรับปรุงทางน้ำ การสร้างระบบการผันน้ำ พื้นที่ปิดล้อมแบบกำแพงกั้นน้ำเจ้าพระยาของ กทม. ใช้แก้มลิง ฯลฯ เหล่านี้คือการบูรณาการทุกอย่างอย่างเป็นระบบ

(บน)ต้นแบบของคลองพิเศษ (ล่าง) ในอดีตพื้นที่เกษตรกรรมเป็นทุ่งรับน้ำ



"น้ำ ท่วมในปีนี้ที่เกิดผลกระทบอย่างมหาศาล การแก้ปัญหาการระบายน้ำโดยใช้เส้นทาง ฟลัดเวย์ แบบเดิมที่มีอยู่ไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น เพราะมีชุมชน ถนน ขวางทางน้ำทั้งหมด โอกาสที่จะไปรื้อตัวที่ขวางน้ำทำได้ยาก ซึ่งในอนาคตจะทำอย่างไรต่อไปถ้าเกิดน้ำท่วมแบบปัจจุบันอีก ก็อยากจะเสนอการใช้คลองพิเศษ หรือเส้นทางด่วนพิเศษ ใช้คลองที่มีอยู่เดิม คือจากเขื่อนเจ้าพระยาใช้คลองชัยนาท-ป่าสัก ต่อด้วยคลองระพีพัฒน์ใต้ ต่อด้วยคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต

"ในหลักการคือ สร้างถนนมอเตอร์เวย์สายใหม่ แต่ต้องยกขึ้นระดับสูง 3 เมตร สามารถใช้เส้นทางไปทางเหนือ-อีสานได้ใช้เวลาไม่มาก ตรงกลางรระหว่างถนนจะเป็นที่ระบายน้ำท่วม ก็คือแนวคลองเดิมที่มีอยู่ แต่ต้องมีการขุดลอกให้น้ำไหลได้สะดวก น้ำจะไหลได้สะดวกตามธรรมชาติ ไม่ต้องสูบน้ำ ผันน้ำสู้เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ เพราะการสู้กับธรรมชาตินั้นไม่มีทางชนะ"
รศ.ดร.ธนวัฒน์เสนอ

ซึ่งหมายความว่า ในการลงทุนระบบโครงสร้างครั้งนี้ ต้องมีการเวนคืนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง

"ต้อง ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เรื่องการชดเชยต้องคุ้มค่า และก็มีข้อแม้หากใครเป็นเจ้าของก็ยังมีกรรมสิทธิ์ทำนาต่อได้ ช่วงน้ำมากๆ ทำนาได้สองครั้ง เก็บเกี่ยวเสร็จถึงฤดูน้ำหลากปล่อยน้ำไหลมาตามธรรมชาติ พื้นที่ตรงนี้จะเป็นที่นาที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต ถ้าตอนหน้าน้ำขึ้นตัวพื้นที่นี้จะทำหน้าที่สองแบบ คือ 1.เป็นแก้มลิงเก็บกักน้ำ และ 2.เป็นเส้นทางระบายน้ำจากชัยนาทไปถึงคลองด่าน จ.สมุทรปราการได้ รวมระยะทาง 200 กิโลเมตร สามารถจุน้ำได้ 1,600 ล้านลูกบาศก์เมตร

"นอกจากนั้นตัวคลองพิเศษนี้จะสามารถระบายน้ำด้วย ตัวมันเองได้ ไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีการเร่งสูบ สามารถระบายได้ 6,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เท่ากับวันละ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปลงทะเลที่คลองด่าน"

รศ.ดร.ธนวัฒน์ บอกถึงซุปเปอร์ เอ็กซ์เพลส ฟลัดเวย์ ว่าเป็นทั้งทางด่วนน้ำและทางด่วนของรถยนต์ ของคนที่ใช้ถนน สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนถาวรที่สุด

นอกจากมี "ทางด่วนผันน้ำ" แล้ว นักวิชาการจากรั้วจามจุรี เสนอว่า ควรมีการจัดระบบในการทำกั้นน้ำแบบเชื่อมโยงกันในทุกจังหวัดที่อาจได้รับผล กระทบจากน้ำท่วม ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะถ้าต่างคนต่างทำอย่างที่เป็นอยู่นั้น น้ำที่ไหลนอกคันกั้นของแต่ละเมืองจะไหลแรงมาก อาจทำให้น้ำไม่อยู่ในระบบที่จะได้ได้ตามธรรมชาติ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้

"เรา ต้องเริ่มคิดใหม่ทั้งหมด ต้องมีการขุดลอกคูคลองที่ระบบที่เป็นเส้นทางระบายน้ำ ทั้ง กทม.และจังหวัดที่อยู่ในเส้นทางน้ำ ปรับปรุงระบบเตือนภัย การปล่อยน้ำจากเขื่อนต้องประสานกันเป็นระบบเพื่อการเตือนภัยให้ประชาชนได้ ทราบข่าวน้ำก่อนล่วงหน้า ต้องมีแผนแม่บทระยะเวลาเพาะปลูกในลุ่มน้ำท่วม ปลูกให้เป็นเวลาเดียวกัน เก็บเกี่ยวเวลาเดียวกัน มีการจ่ายเงินชดเชยพื้นที่น้ำต้องขัง และต้องมีอนุรักษ์พื้นที่แก้มลิงด้วย"

รศ.ดร.ธนวัฒน์ ยังมีความเห็นต่อเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ และน่าสนใจเตรียมเป็นแนวทางแก้ปัญหาหากเกิดขึ้นอีกในอนาคต เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการแก้ปัญหาป้องกันทรัพย์สินเมื่อถูกน้ำท่วม

"รัฐบาล ต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติรุนแรง ห้ามเข้า-ออก ต้องอพยพผู้คนออกมาให้หมด เพื่อให้เป็นพื้นที่เฉพาะของเจ้าหน้าที่ หากมีคนเข้าไปก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ร้าย โดยในการอพยพในพื้นที่ภัยพิบัติรุนแรงนี้ ต้องมีกฎหมายรองรับ ใครไม่ออกมีความผิด" ศ.ดร.ธนวัฒน์กล่าว

สุดท้ายได้เสนอว่า ควรจะจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลวิบัติภัยทั้งระบบ ส่งเสริมงานวิจัยลดวิบัติภัยทั้งระบบ และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย

หน้า 16,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2554

"เหลิม"ยืนกรานช่วย"แม้ว"แค่รอเวลาเหมาะสม ลั่นออกเป็นพ.ร.บ.ทุกคนได้ประโยชน์ ฉลุยแน่

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน โดยยืนยันว่า ร่าง พ.ร.ฎ.อภัยโทษ เป็นไปตามหลักการเดิม ที่รัฐบาลชุดที่แล้วเสนอเอาไว้ ไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รองนายกรัฐมนตรี แต่ตนก็ยังยังยืนยันแนวคิดเดิมที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยปิดบังซ่อนเร้น ประกาศมาตั้งแต่ต้น และเชื่อว่าประชาชนเห็นด้วยจึงชนะการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น และเห็นว่าคนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจ เป็นเพราะเสียประโยชน์ และแพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมา

"ขณะนี้รอเพียงเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งจะรอดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความ จริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ แล้วจึงจะสรุปว่าจะเดินหน้าอย่างไร โดยถ้าจะทำต้องทำออกเป็น พ.ร.บ.และทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง เพราะมั่นใจว่าถ้าทำออกมาแล้วจะไม่มีเสียงคัดค้านอย่างแน่นอนพร้อมเผย ในสิ้นปีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยังคงไม่เดินทางกลับประเทศไทยอย่างแน่นอน"


ส่วนคดีที่มีผู้เสียชีวิต จำนวน 91 จากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2553 นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า มีความคืบหน้าไปมาก โดยส่งฟ้องชุดแรกไปแล้ว และเท่าที่ตนเห็นสำนวนที่ตำรวจสรุปมา เชื่อว่าคนที่เกี่ยวข้องถ้าได้เห็นคงนอนไม่หลับ

เจอทีเด็ดเงินปลัด มี"สายรัด" สอบย้อนที่มาได้ พบมีอยู่หลายปึก เบิกเมื่อ22/11/52 จาก"ธ.ทหารไทย"

ที่มา มติชน

จากเหตุการณ์ปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งเจ้าทุกข์ระบุว่าเงินที่หายไปเป็นเงินสด 5 ล้านบาท และเงินซองช่วยงานแต่งลูกสาวอีกจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามตำรวจติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ได้จำนวนมาก สอบพบว่าคดีนี้มีนายวีระศักดิ์ หรือนายโก้ เชื่อลี อายุ 36 ปี เป็นหัวหน้าทีมพาลูกน้องรวม 6 คนเข้าไปก่อเหตุ ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมทีมปล้นได้ 3 คน ประกอบด้วย นายสิงห์ทอง หรือไก่ ใจชื่นชม นายเสาร์แก้ว หรือแก้ว นามวงค์ และนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน ยึดเงินสดของกลางได้หลายล้านบาท โดยทีมปล้นอ้างว่าได้เงินจากบ้านนายสุพจน์ราว 200 ล้านบาท และมีเงินอีกจำนวนมากที่ขนออกมาไม่ได้

รวมทั้งมีบุคคลที่เกี่ยวข้องอาทิ นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน กับพวกที่รู้เห็นหรือรับฝากเงินคนร้าย เข้ามอบตัวพร้อมนำเงินสดมาคืนให้รวมเป็นเงินประมาณ 16 ล้านบาท ล่าสุดนายชยธัช หรือเอก จันนะชัย อายุ 33 ปี พร้อมด้วยนางชุติมา จันทร์ผ่อง มารดา ซึ่งเป็นอดีตเลขานุการส่วนตัวของนายสุพจน์ เข้ามอบตัวปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการปล้น ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 21 พ.ย. พล.ต.ท. วินัย ทองสอง ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 8 คน แบ่งเป็นผู้ที่ลงมือปล้น 3 คน ที่เหลือเป็นผู้ที่มีส่วนรู้เห็นรับฝากเงินไว้ และเข้ามามีส่วนในการช่วยกันคิดวางแผนปล้น ส่วนจำนวนเงินที่โดนปล้นขณะนี้ยังไม่ทราบแน่นอนเพราะผู้เสียหายบอกว่า 5 ล้านบาท แต่ชุดสืบสวนบช.น.ยึดเงินมาได้แล้วประมาณ 16 ล้านบาท ฉะนั้นเงินที่โดนปล้นไปจริงๆ จึงยังไม่ทราบเพราะว่าผู้เสียหายบอกไว้แค่นั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องเรียกนายสุพจน์ มาสอบปากคำหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่

พล.ต.ท. วินัย กล่าวว่า ยังก่อนเพราะขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามคนร้ายที่เหลือ และเงินที่ได้จากการปล้นไป ตอนนี้เหลือผู้ต้องหาอีก 4 คน คือคนที่เข้าไปปล้น 3 คนคือนายวีระศักดิ์ หรือโก้, นายพงษ์ศักดิ์ หรือเจี๊ยบ นามวงค์ และนายคำนวน หรือนวน เมฆน้อย อีกคนเป็นผู้รับฝากเงินจากนายโก้คือนายประพันธ์ เรืองเครือ ส่วนนายเอก เข้ามอบตัวให้การปฏิเสธ แต่รับว่านำเรื่องเงินในบ้านนายสุพจน์ มาพูดคุยให้นายบุญสืบ ฟัง จนนำไปสู่การปล้น ส่วนแม่ของนายเอก ยังไม่มีพยานและหลักฐานยืนยันว่าเข้ามามีส่วนร่วม

ถามว่าคนร้ายให้การว่าเงินที่ปล้นนำใส่กระเป๋าใบใหญ่บรรจุใส่กระสอบมี จำนวนเท่าใด พล.ต.ท.วินัย กล่าวว่า จากการสอบสวนได้ความว่า คนร้ายได้กรีดกระเป๋าเล็กแล้วนำเงินใส่ถุงกระสอบมีน้ำหนักมากคนเดียวยกไม่ ไหว แสดงว่ามีน้ำหนักมากคาดว่าต้องหนักเกิน 50 กิโลกรัม แต่ไม่ได้เชื่อคำให้การของคนร้ายที่ว่ามีเงินเป็นพันล้านอยู่ในบ้าน แต่หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เชื่อว่าในบ้านมีเงินเป็นจำนวนมากเกินกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป

ที่บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. เพื่อประสานข้อมูลกับตำรวจ มีพล.ต.ต.อิทธิพล ภิริยะภิญโญ พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รอง ผบช.น. เข้าร่วมหารือ โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง

พ.ต.อ.อิทธิพล กล่าวว่า วันนี้มาประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงทางคดี รวมทั้งดูจำนวนเงินของกลางที่ยึดคืนมาได้ว่าตรงหรือไม่ จากนั้นก็จะนำข้อมูลทั้งหมดไปเสนอผู้บังคับบัญชาต่อไป ทั้งนี้หากมีการจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกก็จะมีการประสานขอข้อมูลเพิ่ม เติมจากตำรวจอีกครั้ง

พล.ต.ต.รณศิลป์ เปิดเผยว่า สำหรับผู้ต้องหาคนล่าสุดที่เข้ามอบตัวคือนายชยธัช หรือเอก ยอมรับว่าเป็นคนบอกข้อมูลเกี่ยวกับบ้านของนายสุพจน์จริง แต่ไม่ได้เป็นคนสั่งการให้เข้าไปปล้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้ได้ยินแม่ซึ่งเป็นอดีตเลขาหน้าห้องของนายสุพจน์ พูดถึงบ้านของนายสุพจน์ให้ได้ยิน เลยทำให้รู้ว่านายสุพจน์ มีเงินจำนวนมาก พอแม่ถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่งจนต้องเออร์ลี่รีไทร์ออกจากงาน เลยรู้สึกอัดอั้นกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงไปพูดกับนายบุญสืบ เกี่ยวกับบ้านของนายสุพจน์ว่ามีเงินจำนวนมาก จนทำให้นายบุญสืบ และพรรคพวกวางแผนปล้น โดยนายเอก ปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด

"ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้รับการติดต่อจากนายประพันธ์ ผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ว่าจะขอเข้ามอบตัวด้วย โดยนายประพันธ์ ระบุว่าได้เงินไปจำนวน 9 ล้านบาท แต่ยังไม่ระบุแน่ชัดว่าจะเข้ามอบตัววันไหน ต้องรอให้นายประพันธ์ติดต่อกลับมาอีกครั้ง ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นๆ ขณะนี้ได้ส่งชุดติดตามไล่ล่าแล้ว โดยเฉพาะนายวีระศักดิ์ หรือโก้ หัวหน้าแก๊ง ที่หลบหนีไปประเทศลาว ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับนั้นมีการยืนยันแล้วว่านายวีระศักดิ์ได้หลบหนีข้ามไป ที่ประเทศลาวจริงในวันที่ 14 หรือ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา"

ต่อมาพ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.วัง ทองหลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.วัง ทองหลาง เดินทางมาที่ บก.สส.บช.น. เพื่อประสานขออายัดเงินของกลางในคดีดังกล่าวเป็นเงินสดกว่า 16 ล้านบาท นำไปเก็บรักษาไว้ที่ สน.วังทองหลาง จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด

รายงานข่าวแจ้งว่านอกจากการติดตามจับกุม คนร้ายและหาเงินของกลางที่คนร้ายได้ไปแล้ว ตำรวจประสานกับธนาคารเพื่อตรวจสอบข้อมูลของเงินจำนวนดังกล่าว เพราะพบว่าเงินของกลางที่ยึดคืนจากคนร้ายกว่า 16 ล้านบาทนั้น มีเงินหลายมัดที่มีสายมัดประทับตราธนาคารทหารไทย ลงวันที่ 22 พ.ย. 2552 เพื่อหาที่มาของเงินดังกล่าวว่าเบิกไปเมื่อใด และใครเป็นผู้เบิกเงินด้วย

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินของนายสุพจน์ ว่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันที่ 22 พ.ย.นี้ โดยมอบให้เลขาธิการป.ป.ช. ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เกี่ยวกับรายละเอียดของจำนวนทรัพย์สิน และหากมีมูลจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เรื่องนี้ยังเป็นเพียงข้อสงสัยซึ่งต้องให้นายสุพจน์ มาชี้แจงด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ร.ต.ท.ดุสิต ลาวัลย์ พนักงานสอบสวนสน.วังทองหลาง นำตัวนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน อายุ 40 ปี, นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน อายุ 43 ปี, นายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี อายุ 33 ปี และนายวณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันปล้นทรัพย์บ้านนายสุพจน์ มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.-2 ธ.ค. นี้ ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

วันเดียวกัน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งให้นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าดำรงตำแหน่ง รักษาการปลัดกระทรวงคมนาคม แทนนายสุพจน์ ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

(ข่าวสด 22 พ.ย.2554)