WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 25, 2011

ว่าด้วยความอยู่รอดของระบอบกษัตริย์ในโมร็อคโค

ที่มา Thai E-News


โดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
ที่มา เฟสบุค Pipob Udomittipong

ผล พวงจากการลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยในตะวันออกกลางและแอฟริกา หรือที่เรียกกันว่า Arab Spring เป็นเหตุให้โมร็อคโค ประเทศในแอฟริกาเหนือที่มีประชากรประมาณ 30 ล้านและมีกษัตริย์เหมือนไทย กำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งภายหลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถ่ายโอนอำนาจ จากกษัตริย์มาสู่ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 6 (King Mohamed VI) แห่งโมร็อคโคได้มีพระราชดำรัสเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของโมร็อคโค จากเดิมที่กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเหนือกิจการต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งในทางบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ให้มีการถ่ายโอนอำนาจและมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยขึ้น ข้อเสนอที่สำคัญมีห้าข้อได้แก่ (http://moroccansforchange.com/2011/03/09/king-mohamed-vi-speech-3911-full-text-feb20-khitab/)

ให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเสรีและเป็นธรรม และให้สส.มีบทบาทหน้าที่มากขึ้นในการทำงานด้านนิติบัญญัติและควบคุมกำกับการ บริหารรัฐกิจ

ให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กษัตริย์มีหน้าที่เพียงลงนามรับรองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้รับที่นั่งสูงสุด

กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจอย่างแท้จริงในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร

ให้ยึดเอาหลักการตามรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่

ใน เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีการลงประชามติและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปที่ มีการแก้ไขให้ตอบสนองเจตนารมณ์ข้างต้น และในวันนี้ (ศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2554) จะเป็นวันที่ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง 13.6 ล้านคนในโมร็อคโคจะออกมาเลือกตั้งสส.ซึ่งจะทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล

นับ เป็นครั้งแรกที่กษัตริย์ของโมร็อคโคต้องลงนามแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มาจาก พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลใดก็ได้อย่างในอดีต

นัก ประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยราบัดบอกว่า “เป็นครั้งแรกในโมร็อคโคที่มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์พระมหากษัตริย์อย่างเปิด เผย และพวกเขาไม่ยิงประชาชน”

ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างเช่นใน มาตรา 46 ระบุว่า กษัตริย์ไม่ได้เป็น “ผู้ศักดิ์สิทธิ์” อีกต่อไป แต่ก็มีบูรณภาพที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ (The king is no longer "sacred" but the "integrity of his person" is "inviolable") เดิมกษัตริย์โมร็อคโคเป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและศาสนา ประกาศตนเป็นตัวแทนของพระศาสดา และมีการใช้พิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อสถาปนาและหนุนเสริมสถานะแห่ง “สมมติเทวะ” ของตน

กษัตริย์องค์ ก่อนคือกษัตริย์ฮัสซันที่สอง (Hassan II) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบันได้เคยปกครองประเทศมุสลิมแห่งนี้ อย่างโหดร้ายตั้งแต่ปี 2504 จนถึงปี 2542 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการทรมานและปราบปรามผู้ประท้วงอย่างโหดร้าย ว่ากันว่าในสมัยนั้นถึงขั้นที่รัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งเป็นทหารขึ้นเฮลิคอปเตอร์ และยิงกราดใส่ฝูงชนด้วยตนเอง

มีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ ประชาธิปไตยในครั้งนี้ ซึ่งปรากฏในรูปของการถ่ายโอนอำนาจจากกษัตริย์ไปสู่ระบอบตัวแทนของประชาชน เป็นทางออกอย่างหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ในประเทศแห่งนี้ แต่คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะเป็นการผ่องถ่ายพระราชอำนาจอย่างแท้จริง หรือทำกันพอเป็นพิธีเพื่อความอยู่รอดของสถาบัน

ราละเอียดเพิ่มเติม อ่านได้จาก Why has Morocco’s king survived the Arab Spring? Aidan Lewis http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-15856989

ยาแรงเกิน!! คนให้ยาระวังด้วย

ที่มา Voice TV



รายการ Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2554

นำเสนอประเด็น

- ปฏิกิริยา หลังคำพิพากษาตัดสินจำคุก อากง 20 ปี คดี SMS หมิ่น
- สนนท. แถลงกรณี 'อากง' ชี้รัฐควรยกเลิกมาตรา 112
- วิเคราะห์คดี “อากง” คดี SMS หมิ่น

@PravitR: ทวีตนี้แด่อากง SMS

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (24 พ.ย. 54) ข่าวคราวเรื่องอากง SMS หรือ คุณอำพล ขอสงวนนามสกุล (ที่ผมไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อน) โดยตัดสินจำคุก 20 ปี ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ทำให้ผมรู้สึกสลดใจมาก แต่แทนที่ผมจะหลบไปดูหนังเพื่อให้ลืมสภาพสังคมไทยยุคสองพันห้าร้อยกว่าปี หลังพุทธกาล ผมกลับตัดสินใจลุกขึ้นมาสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านทางทวิตเตอร์ ต่อผู้ที่เห็นด้วย เห็นต่าง หรือมองไม่เห็นอะไรเลย จึงขอคัดมาบางส่วนเพื่อให้ผู้อ่านประชาไทลองพิจารณาดูว่า บ้านเมืองนี้สภาพเป็นจริงเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเป็นอย่างไร

1. คิดว่าลูกหลานอากง SMS คงตาสว่างเลิกซาบซึ้งไป 7 ชั่วโคตร
2. คุณไม่สามารถทำให้คนมารักและเคารพผู้อื่นโดยการขู่ขังเขาได้
3. Big Bag ก็ไม่ต่างจาก ม.112 เท่าไหร่ คุณจะรู้สึกดีและซาบซึ้ง หากคุณอยู่ฝั่งที่ได้ประโยชน์ อีกฝั่งเป็นไงไม่สน
4. จะอีเกีย (IKEA) หรืออากง พวกคลั่งเจ้าก็ยังคงคลั่งได้เสมอต้นเสมอปลาย
5. พวกคลั่งเจ้าเคยถามตนเองไหมว่า การโยนคนเข้าคุกจะทำให้คน ‘รัก’ ในหลวงมากขึ้นได้อย่างไร
6. จะสอนคิดวิเคราะห์ไปได้ไกลแค่ไหน ในเมื่อสังคมบอกคุณว่า การคิดวิเคราะห์บางเรื่องเป็นอาชญากรรม
7. ผมพบว่า การถกเถียงเรื่องสถาบันฯ บนทวิตเตอร์ สะท้อนความเป็นจริงหลากมุมมอง ต่างจากภาพที่ถูกควบคุมโดยสื่อกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง
8. หากคุณขอให้เขาเคารพสิทธิในความเป็นมนุษย์ของคนที่เห็นต่างไม่ได้ คุณจะขออะไรได้เล่า
9. เมื่อคุณห้ามไม่ให้คนคิดวิเคราะห์เรื่องอะไรบางอย่าง สังคมมันจะเติบโตด้วยสมองของตนเองได้อย่างไร
10. อากง SMS ติดคุก 20 ปี เป็นอีกสัญญาณที่บอกว่า คนไทยไม่ควรมีสิทธิแสดงความเห็นต่างเกี่ยวกับสถาบัน
11. ทุกคนในสังคมไทย ต้องรักและไม่ตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์หรือ?
12. ม.112 เป็นหัวข้อที่ “ละเอียดอ่อน” สำหรับผู้ที่ไม่มีความละเอียดอ่อนเรื่องความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงออก
13. ส่ง SMS หยาบๆ สี่ครั้ง โดนคุก 20 ปี ประเทศนี้เขาคำนวณความยุติธรรมกันอย่างไร
14. ผมไม่รู้จักอากง SMS แต่ไม่ว่า อากงหรือากู๋ ไม่มีใครสมควรต้องติดคุกเพราะการใช้โทรศัพท์มือถือ
15. ที่ต้องมาทวีตเรื่อง ม.112 เพราะสื่อกระแสหลักมักไม่กล้าวิเคราะห์ ลองถามอดีตอดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ @Prasong_Lert ดูสิครับ
16. จงมั่นใจว่า สุดท้าย ความเงียบที่ยัดเยียดให้ผู้เห็นต่าง จะนำมาซึ่งแสงสว่างทางปัญญาแก่ผู้อื่นอีกมากมาย
17. คุณทำให้เขาเงียบได้ แต่คุณทำให้เขาหยุดคิดไม่ได้
18. เรื่อง ม.112 คือการถกเถียง ต่อสู้ขั้นพื้นฐาน ว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะรวย จน ไพร่ หรือเจ้า ควรได้สิทธิแสดงออกอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมายไหม
19. ทุกหนึ่งเสียงที่ถูกทำให้เงียบ จะปลุกคนอีกร้อยพันให้ “ตาสว่าง”
20. ขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายที่ถกเถียงเรื่องเจ้ากับ ม.112 ละเว้นการใช้คำหยาบ เหยียดหยาม และหันมาใช้เหตุผลมากขึ้น
21. ผมขอร้องให้ royalist เปิดใจให้กว้าง และมองให้เห็นว่า คนคิดเท่าทันสถาบันฯ มีอยู่มากในสังคม และควรพูดคุยกันอย่างสันติและสุภาพ
22. ผมขอร้องให้ผู้เห็นต่างเรื่องสถาบันฯ ละเว้นการด่าทอ และการใช้ข้อมูลที่พิสูจน์ไม่ได้ แล้วพยายามพูดคุยกับ royalist ด้วยเหตุผล
23. พวกคลั่งเจ้า อำนาจลดลงเยอะในทวิตเตอร์ เพราะพวกเขาไม่สามารถตะโกนกลบเสียงที่เห็นต่างได้
24. พอพวกคลั่งเจ้าบางคนโกรธ เขาจะหยุดใช้เหตุผล แล้วด่าพ่อล่อแม่ ผมสงสัยว่า ปกติเขาใช้เหตุผลหรือไม่
25. คุณยิ่งขัง ประชาชนเขายิ่งคิด
26. จะอยู่กันอย่างไร? คนกลุ่มหนึ่งบอก ต้องการพื้นที่เพื่อพูดเท่าทันสถาบันฯ คนอีกกลุ่มบอก จงเข้าตารางไป
27. Royalist เลิกหลอกตัวเองว่า คนไทย “ทุกคน” รักในหลวงเถอะครับ หากจงยอมรับและกล้าพูดว่า หากใครไม่รักในหลวง ควรติดตาราง
28. การโยนคนเข้าตารางเพียงเพราะคนคิดเท่าทันสถาบันฯ รังแต่จะทำให้คนตาสว่างมากขึ้น
29. เมื่อคุณกักขังคนที่เห็นต่างได้ คุณก็คงไม่ได้มองเขาเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์กับการคิดแยกกันไม่ออก
30. เหตุผลของการทำให้คนเห็นต่างต้องเงียบและกลัวคือ การไม่ต้องการให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผล
31. มีอะไรไม่ชอบมาพากลในสังคมหรือ คุณถึงอยากให้ผู้เห็นต่างต้องเงียบ
32. คุณขังกายคนได้ แต่ขังใจเขาไม่ได้
33. ประชาชนไม่ได้โง่ พวกเขาคิดเองได้ ถึงแม้บางคนจะถูกจองจำเพราะข้อหาคิด “ตรง” เกินไป
34. ทักษิณไปเรียนรู้เรื่องการป้องกันน้ำท่วมที่เกาหลีใต้ พวกคลั่งเจ้าควรไปเรียนรู้อะไรที่เกาหลีเหนือ
35. ท่านผู้นำเกาหลีเหนือคงทึ่ง ที่เมืองไทยจัดการกับผู้เห็นต่างได้อย่างรวบรัดดี
36. คนไทยจะไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร หากมีข้อมูลโปร่งใส ถกในสาธารณะได้ โดยไม่ต้องติดตาราง
37. คุณอยากให้เด็กคิดเองเป็น แต่คุณบอกให้เขาจงเชื่อ และยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวให้ตลอดทุกๆ วัน
38. อย่าไปหวังว่า คนจำนวนมากจะคิดเป็น หากไม่สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลเรื่องสถาบันฯอย่างเปิดเผยได้
39. หรือเอาเข้าจริง เขาไม่ต้องการความรัก หากอยากสร้างความกลัว
40. ฝรั่งถาม: ทวีตเป็นชั่วโมงซ้ำๆ เรื่อง ม. 112 ได้อย่างไร?
ผมถามกลับ: คุณทนฟังข้อมูลด้านเดียวเรื่องสถาบันฯ ทุกๆ วันผ่านทุกสื่อได้อย่างไร?
41. ฝรั่งที่ถามผมเรื่องทวีตเยอะๆ เรื่องม.112 อึ้ง และตอบไม่ได้ เมื่อผมถามกลับว่า ทนฟังข้อมูลประจบเจ้าผ่านสื่อทุกวันได้ไง
42. อากงโดน 20 ปี หากใครจะพูดเรื่องปัญหา ม.112 ไปอีก 20 ปีก็ไม่เห็นแปลก

ปล. หลังจากที่ผมทวีตไปได้หลายชั่วโมง ก็มีผู้ใช้ทวิตเตอร์คนนึงบอกให้ผมไปกินยานอนหลับแล้วตายซะ (เขาใช้คำว่า “แดกยานอนหลับ แล้วไปตายซะ”) แถมบอกด้วยว่า จะคอยสาปแช่งให้พ่อผมซึ่งเขาเรียกว่าควายให้ตายเร็วๆ วันละสามเวลา ซึ่งผมก็ทวีตบอกอีกคนหนึ่งว่า นี่แหละครับ ผลของสังคมที่ถูกยัดเยียด ห้ามไม่ให้ใช้เหตุผล

พอตกเย็น ผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกคนหนึ่งชื่อ คำนูณ สิทธิสมาน ผู้เป็น ultra-royalist ตัวพ่อ ตัดสินใจมาติดตามบัญชีทวิตเตอร์ผม ผมจึงทวีตไปว่า ประตูมีหู ทวิตเตอร์มีตา
ส่วนตาใครจะสว่างหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

IMEI และอากงอำพล: หลักฐานที่ยืนยันความบริสุทธิ์ กลับถูกใช้ปรักปรำว่ามีความผิด

ที่มา ประชาไท

เห็นหลายคนเอาไปแชร์ต่อ [กรณีอำพล หรือ 'อากง' ต้องโทษ 20 ปี - ประชาไท] แล้วมีบางคนต่อว่าทนายฝ่ายจำเลย เลยขอมาแก้ต่างแทนทนายฝ่ายจำเลยหน่อย

1. เรื่อง Check Digit ทนายฝ่ายจำเลยมีการแจ้งต่อศาลแล้ว และศาลก็ยังลองไปคำนวน IMEI ของมือถือตัวเองด้วย (27 กันยายน 2554)

1.1 ทาง DTAC อ้างว่าตนใช้มาตรฐานการเก็บหมายเลข IMEI แบบก่อนปี 2003 คือ ส่ง Check digit เป็นค่า 0 แทนที่จะเป็นค่าจริง

1.2 ทาง TRUE พบว่า Check Digit ในระบบมีทั้งเลข 0 และ เลข 2 ซึ่งค่า Check Digit ควรจะเป็น 0 เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ไม่ทราบว่า TRUE ใช้มาตรฐานในการเก็บหมายเลข IMEI แบบไหนกันแน่

2. ประเด็นเรื่องที่ว่าการแก้ไข ปลอมแปลง IMEI ได้มีการแจ้งต่อศาลแล้ว ให้การโดย คุณ พูนสุข [ทนายจำเลย] วันที่ 30 กันยายน 2554 เวลา 10.10 น. อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ไขเลขอีมี่นี้ ศาลไม่ได้ทำการบันทึก เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

2.1 IMEI ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เนื่องจากหมายเลข IMEI นั้น ไม่ใช่ Unique Number มีมือถือหลายเครื่องที่มี IMEI ซ้ำกันได้ ทั้งซ้ำกันมาตั้งแต่โรงงาน และซ้ำกันเพราะมาแก้ไข IMEI เองในภายหลัง (http://www.techcular.com/checking-mobile-phone-imei-number-is-original-and-valid/)

========

พอดีได้อ่านใน prachathai (http://prachatai.com/journal/2011/11/37991)

มีตอนนึงพูดถึงเรื่อง IMEI ครับ เมื่อผมไปตรวจสอบแล้วพบว่า คดีนี้หลักฐานชี้ชัดว่าอากงถูกใส่ร้ายชัดๆ แต่ศาลก็ตัดสินว่า อากงเป็นคนผิด

"สำหรับประเด็น สำคัญในคดีที่จำเลยตั้งประเด็นว่า หมายเลขอีมี่ หรือรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์อาจถูกปลอมแปลงได้นั้น จำเลยไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ส่วนประเด็นที่ว่า เอกสาร ในสำนวนฟ้องที่หมายเลขอีมี่หลักที่ 15 ไม่ตรงกับหมายเลขอีมี่ในเครื่องโทรศัพท์ คือในเอกสารบางจุดแสดงว่าเป็นเลข 0 บางจุดแสดงว่าเป็นเลข 2 ขณะที่ในเครื่องโทรศัพท์จริงๆ เป็นเลข 6 ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตาม ที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เบิกความและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็น ในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 จะปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับโทรศัพท์ของกลาง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่น แต่จากการทดสอบในเว็บดังกล่าวกลับไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง"

เพราะเรื่องที่ พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา อ้างว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญนั้น ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้ทำให้รู้สึกว่า ถ้าไม่เป็นเพราะระบบตุลาการไทยตามเทคโนโลยีไม่ทัน ก็ใช้ช่องว่างเรื่องความไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีของจำเลยเพื่อปรักปรำผู้ บริสุทธิ์ แต่จะเป็นกรณีใดก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน

ทำไมนะเหรอครับ?

หมายเลข IMEI มี 2 แบบ นั่นก็คือ IMEI (14 หลัก) และ IMEI/SV (16 หลัก)

ใน เลข IMEI แบบ 14 หลัก จะมีหลักที่ 15 เป็น optional ซึ่งทำหน้าที่เป็น Checksum โดยใช้ Luhn algorithm กลไกมันก็ง่ายๆ คือ เอา 14 หลักแรกมาบวกกัน โดยหลักคู่จะนำไปคูณ 2 ก่อน บวกได้เท่าไร ให้หาจำนวนที่ไปรวมกับเลขนั้น แล้วทำให้ผลรวมหารด้วย 10 ลงตัว เช่น

ถ้า 14 หลักแรก รวมกันได้ 81 หลักที่ 15 ก็จะเป็นเลข 9

ถ้า 14 หลักแรก รวมกันได้ 45 หลักที่ 15 ก็จะเป็นเลข 5

เพราะ ฉะนั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่เลข 14 หลักแรกจะตรงกัน แต่หลักที่ 15 จะไม่ตรง ยกเว้นแต่ว่ามีการปลอม IMEI แล้วคนปลอมลืมแก้หลักที่ 15 ซึ่งเป็น Checksum ให้ตรงกับที่ควรจะเป็นด้วย

ว่าง่ายๆ คือ หลักฐานที่ทนายฝ่ายโจทย์อ้างขึ้นมาในชั้นศาล เรื่อง IMEI ตรงกันแค่ 14 หลักแรก ก็คือ หลักฐานที่บอกว่าอากงบริสุทธิ์นั่นเอง

การที่โทรศัพท์ของกลางมีเลขหลักสุดท้ายเป็น 6 นั่นก็แสดงว่าตัวเลข 14 หลักแรกรวมกันได้ x4 หรือ xx4 เมื่อเป็นอย่างนี้ การกรอกข้อมูลลงในเวปที่ตรวจสอบ IMEI เมื่อใส่เลขหลักสุดท้ายเป็น เลขใดๆ ที่ไม่ใช่เลข 6 นั้น ระบบย่อมต้องไม่สามารถระบุโทรศัพท์ได้ เนื่องจากเมื่อระบบตรวจ Checksum โดยใช้ Luhn algorithm แล้วพบว่าหมายเลข IMEI ผิด นั่นหมายความว่า อาจจะมีข้อมูลผิดพลาดที่จุดใดจุดนึง หรือมากกว่า 1 จุด หรือ อาจจะเป็นหมายเลข IMEI ที่ถูกปลอมขึ้นก็ได้ โดยคนปลอมลืมคำนวน Checksum ใหม่ ซึ่งตามหลักแล้ว คงไม่มีโจรคนไหนปลอม IMEI ให้ชี้มาที่มือถือที่ตัวเองใช้หรอกครับ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า คนที่ส่งข้อความจริงๆ แล้วเป็นคนอื่น แต่ว่าค่า IMEI ที่ระบบบันทึกนั้นผิดพลาด (Data Corrupt) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงการติดต่อสื่อสาร หรือ การบันทึกก็ได้

ตัวอย่างของ Luhn Algorithm นะครับ เช่น ถ้า IMEI เป็น

59115420323751

Luhn Algorithm จะ คูณ 2 เลขที่เป็นหลักคู่

5(18)1(2)5(8)2(0)3(4)3(14)5(2)

แล้วค่อยนำมารวมกันเป็น

5+1+8+1+2+5+8+2+0+3+4+3+1+4+5+2 = 54

เพื่อทำให้ 54 หารด้วย 10 ลงตัว ต้องเพิ่มไปอีก 6 เพื่อให้เป็น 54+6 = 60

เพราะฉะนั้น เลข IMEI 15 หลัก คือ 591154203237516

หากเลขหลักสุดท้ายเป็นเลขใดๆ ที่ไม่ใช่หมายเลข 6 นั่น เป็นเลข IMEI ที่ไม่ถูกต้อง เพราะค่า Checksum ผิดซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะเรื่อง Checksum เนี่ย ถือเป็นความรู้พื้นฐานในวงการ IT เลยครับ แทบจะสอนกันในวิชา Introduction to Information Technology ด้วยซ้ำ


อ้างอิงจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/International_Mobile_Equipment_Identity

http://en.wikipedia.org/wiki/Luhn_algorithm

http://en.wikipedia.org/wiki/Checksum

เดือนวาด พิมวนา: เขาถูกทำให้พิการในวัย 61 ปี

ที่มา ประชาไท

ตอนถือกำเนิดเขามีอาการครบ 32

มิได้พิกลพิการทั้งร่างกายและอารมณ์

เขามีความรักได้

เขามีความเกลียดได้

อย่างที่ปุถุชนคนหนึ่งพึงมีด้วยความเป็นมนุษย์

ในปีพุทธศักราช 2554

เขายังมีชีวิตอยู่จริง

ขณะเรื่องราวในโลกเกิดขึ้นและสูญสลายเหลือคณานับ

ในภาพขาวดำก่อนปี 2475

ผู้คนในภาพตกตายไปมากกว่ามีชีวิตอยู่

แต่จิตวิญญาณที่ไม่เป็นประชาธิปไตย,

ยังคงดำรงตนข้ามกาลเวลา

แสดงตนอย่างไม่อายในภาพสมจริงหลังปี 2475

อำมหิตเพียงพอต่อการตามบดขยี้ปุถุชนคนเล็กๆ

ผู้คนในภาพสมจริงตกตายไปมากแล้วด้วยสงคราม

ผู้คนตกตายไปมากแล้วด้วยภัยธรรมชาติ

ตายไปมากแล้วด้วยอาชญากร

ตายไปมากแล้วด้วยอุบัติเหตุเหลือวิสัย

โลกช่างอันตราย...สำหรับมนุษย์

กระนั้น ประเทศของข้าพเจ้ายิ่งอันตรายกว่า

ประชาชนชราอายุ 61 ปี

เขาถูกตัดสินแล้วว่าทำผิด

ผิดที่มีอาการครบ 32

ผิดที่มิได้พิกลพิการทั้งร่างกายและอารมณ์

ผิดที่แสดงออกได้ทั้งความรักและความเกลียด

เขาผิดมาแต่กำเนิด

ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง.

คณะกรรมการสิทธิฯเอเชียจี้ปล่อยตัว 'อากง' และนักโทษคดีหมิ่นฯ -พ.ร.บ. คอมพ์ฯ

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ออกแถลงการณ์จี้ปล่อยตัวอำพล หรือ 'อากง' ที่ถูกตัดสิน 20 ปีจากการถูกกล่าวหาว่าส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นหาเลขาฯ อภิสิทธิ์ ระบุศาลไทย "เป็นที่ที่ไม่อาจหาความยุติธรรม"

สืบเนื่องจากกรณีการตัดสินคดีจำคุก 20 ปี กรณีอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ 'อากง' ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูงหาเลขาอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 54 ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission) จึงได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวอำพล รวมถึงนักโทษที่ถูกตัดสินในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ .ร.บ. คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมองว่ากฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ละเมิดเสรีภาพในการ แสดงออกของประชาชนที่คิดเห็นต่าง ในนามของ 'ความมั่นคงของชาติ' ที่มีการนิยามอย่างคลุมเครือ

นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียชี้ว่า กรณีนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงวิกฤติด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างชัดเจน และระบุว่า จะคอยจับตาคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนที่ห่วงใยความยุติธรรมทำเช่นเดียวกัน

0000

แถลงการณ์โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

ประเทศไทย: โทษจำคุก 20 ปี สำหรับเอสเอ็มเอส 4 ข้อความ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ประสงค์แสดงความกังวลต่อกรณีล่าสุดที่ตัดสินลงโทษบุคคลด้วยอาชญากรรมด้าน เสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย เนื่องด้วยในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 คดีดำหมายเลข 311/2554 อำพล (สงวนนามสกุล) (หรือรู้จักกันในชื่อ ‘อากง’) ชายอายุ 61 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีสำหรับข้อความ 4 ข้อความที่ถูกตัดสินว่าละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2551

การกระทำที่อำพลถูกกล่าวหาคือการส่งข้อความทางโทรศัพท์ (SMS) 4 ข้อความไปยังสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ โดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) องค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่ทำงานด้านกฎหมายสิทธิรายงานว่า 4 ข้อความดังกล่าวถูกอ้างโดยเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีข้อความที่หยาบคาย หมิ่นประมาทราชินีและดูหมิ่นเหยียดหยามพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์

ข้อความตรงตัวของข้อความทางโทรศัพท์ดังกล่าวยังไม่ถูกเปิดเผยจากทางการ เนื่องจากการผลิตซ้ำของข้อความที่ถูกอ้างว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอาจเป็นการ ละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ ผู้สื่อข่าวจึงไม่สามารถรายงานข้อความดังกล่าวได้ตรงตัว เนื่องจากอาจเสียงต่อการถูกดำเนินคดี

นอกจากความอยุติธรรมที่เขาได้รับจากการถูกตัดสินดังกล่าวแล้ว อำพล (สงวนนามสกุล) ยังทรมานจากโรคมะเร็งที่ลิ้นและไม่สามารถเข้าถึงการ รักษาพยาบาลในระหว่างการคุมขังก่อนและหลังการไต่สวน ไม่มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าจะการตัดสินดังกล่าวจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก และที่จริง อาจมีข้อกังวลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของเขามากกว่าเดิมด้วย ขึ้นอยู่กับเรือนจำที่เขาจะถูกส่งไปจำคุก

และที่ชัดเจนเช่นเดียวกับในกรณีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ในขณะนี้อยู่ในเรือนจำเนื่องจากถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกขากรรไกร เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีข้ออ้างปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและ ละเมิดสิทธิของนักโทษการเมือง

ในวันที่ 3 สิงหาคม 2553 กลุ่มตำรวจจำนวน 15 นายเข้าบุกค้นบ้านพักของอำพล และจับกุมเขา จากนั้นเขาถูกควบคุมตัวในคุกเป็นเวลา 63 วันในชั้นสอบสวน ก่อนที่จะได้รับการประกันตัวในวันที่ 4 ตุลาคม 2553 และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 เขาถูกสั่งฟ้องโดยอัยการด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และถูกจำคุกตั้งแต่นั้นมา ศาลได้ปฏิเสธการให้ประกันตัวเนื่องด้วยความร้ายแรงของข้อหาและความเสี่ยงใน การหลบหนี

การไต่สวนเขาเริ่มขึ้นในวันที่ 23 และระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2554 ตั้งแต่เริ่ม อำพลยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยกล่าวว่าเขาไม่ทราบวิธีส่งข้อความทางมือถือ และเบอร์โทรศัพท์ที่ส่งหาสมเกียรติไม่ใช่เบอร์ของเขา แต่ท่าทีของอัยการคือไม่ยอมรับคำให้การดังกล่าว และระบุว่า หมายเลขประจำเครื่องโทรศัพท์ (อีมี่) ของมือถือที่ส่งข้อความดังกล่าวไปหาสมเกียรติ เป็นของอำพล ดังนั้นเขาจึงต้องรับผิดชอบ

ตั้งแต่มีการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยเฉพาะรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์สูงขึ้นกว่าเดิมมาก โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ชี้ว่า ในขณะที่อำพลถูกตัดสินจำคุกในข้อหาละเมิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่เขาถูกลงโทษภายใต้กฎหมายอาญา 112 ซึ่งมีโทษที่หนักกว่า นอกจากนี้ มาตราในพ.ร.บ คอมพิวเตอร์ ยังถูกใช้ร่วมกับกฎหมายหมิ่นฯ เพื่อปิดปากผู้ที่เห็นต่างในสังคม และใช้ข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางสังคมและพลเมืองอีกด้วย

กฎหมายอาญามาตรา 112 ระบุว่า “บุคคลใดที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกสามปีถึงสิบห้า ปี” ส่วนมาตราใน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับในกรณีนี้คือ มาตรา 14 วรรค 2 และ 3 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไปเกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ: (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน; (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา”

คำจำกัดความของ “ระบบคอมพิวเตอร์” ระบุไว้ในมาตรา 3 ซึ่งระบุว่า “อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดย อัตโนมัติ” วิธีเขียนกฎหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อาจถูกใช้เพื่อโจมตีการสื่อสารและคำพูดที่ผ่านการส่งต่อผ่านทางเทคโนโลยี หลายรูปแบบ ไม่เพียงแต่ทางคอมพิวเตอร์เท่านั้น

การตัดสินคดีนี้ ส่งข้อความที่ชัดเจนไปยังประชาชนในประเทศไทยว่า ให้ระวังตัวไว้ เพราะว่าข้อความทางโทรศัพท์มือถืออาจทำให้ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรม และคุณอาจจะเสี่ยงต่อการจำคุกเป็นเวลานานได้ การขาดการนิยามคำว่า "ความมั่นคง” ที่ชัดเจนในกฎหมาย หมายความว่ามันเปิดโอกาสให้มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิได้เนื่องจากเจ้า หน้าที่รัฐอาจชี้ที่ใครก็ได้ที่เห็นต่าง หรือข้อความที่ตีความเช่นใดก็ได้ ว่าเป็นการละเมิดความมั่นคงของชาติ

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่วานนี้โดยเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและสถาบัน กฎหมายราษฎรประสงค์ก่อนการตัดสินคดี มีข้อความในจดหมายจากลูกสาวของอำพลที่ส่งหานักโทษอีกคนในเรือนจำที่ดูแลพ่อ ของเธอว่า

"สิ่งที่เราเป็นห่วงเตี่ยมากที่สุดคือ จิตใจที่อ่อนล้าและท้อแท้ของเตี่ย ความเข็มแข็งคงแทบจะหมดไปแล้ว ครั้งนี้ขอประกันตัวอีกกี่ครั้งก็ถูกปฏิเสธตลอด... แต่ความทุกข์ของครอบครัวเราก็ยังเบาบางลงเพราะมีพี่หนุ่มคอยดูแล คอยให้กำลังใจ คอยกระตุ้นจิตใจของเตี่ย...เพราะรู้ว่าไม่ได้สู้เพียงลำพังยังมีคนอื่นอีก มากมายที่โดนแบบเรา พวกเขาก็สู้เพื่อขอความยุติธรรมและอิสระภาพให้กับคนที่ต้องโดนแบบเตี่ยพวก เราพี่น้องทุกคนก็ไม่ท้อแท้แล้วยังมีหนทางสู้เพื่อเตี่ยของเรา พวกเราอยู่ข้างนอกต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อคนข้างใน ครอบครัวของเราไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดกับพวกเราเพราะดูแล้วเป็น เรื่องที่ห่างไกลเหลือเกิน ในความเป็นคนไทยของเราครอบครัวเราทุกคน ให้รักความเทิดทูนเคารพบูชาสถาบันมากที่สุด และเสียใจมากที่สถาบันลูกนำมาใช้อ้างโดยที่สถาบันไม่รู้ไม่เห็น มันเป็นความสะเทือนใจสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคนเพราะคนไทยรักและเคารพสถาบัน มากกว่าสิ่งใด พวกเราต้องสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ เพราะคดีนี้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยที่มีมดปลวกอย่างพวกเราเป็นแพะคอยรับบาป"

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียประสงค์จะแสดงความกังวลต่อการตัดสินคดี และการจำคุกของบุคคลต่ออาชญากรรมของเสรีภาพในการแสดงออก อำพล (สงวนนามสกุล) ถูกตัดสินจำคุกเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดที่เคยปราก ฎสำหรับข้อหาการละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

จากหลักฐานที่อ่อนที่ใช้ตัดสินต่อจำเลย และสภาพขัดข้องของจำเลยเนื่องด้วยสุขภาพและอายุ กรณีนี้ได้แสดงให้เห็นชัดถึงศาลไทยที่เป็นที่ที่ไม่อาจหาความยุติธรรมหากแต่ ความอยุติธรรมกลับงอกเงย เมื่อฆาตกรสามารถเดินจากไปอย่างเสรี เช่นเดียวกับกรณีการหายตัวของสมชาย นีละไพจิตร กรณีการตัดสินจำคุกชายอายุ 61 ปีจำนวน 20 ปี สำหรับการกระทำที่อ้างว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ 4 ข้อความที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่าประเทศไทยมีวิกฤติการณ์ทางสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย เรียกร้องให้ทำการปล่อยตัวอำพลโดยทันที รวมถึงนักโทษคนอื่นๆ ที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียจะคอยจับตาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย หมิ่นฯ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องให้ประชาชนที่ห่วงใยสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในประเทศไทย ให้ทำเช่นนั้นด้วยเช่นกัน

ที่มา: แปลจาก THAILAND: Twenty years in prison for four SMS messages

เม้าท์มอย: ฟังอังกฤษสำเนียงไทย คน 3 แสนล้มรัฐบาล และบิ๊กบังกลัวอะไร ?

ที่มา ประชาไท

เม้าท์มอยกลับมาอีกครั้ง หลังจากหลิ่มหลีติดเกาะ และชามดองลี้ภัยน้ำท่วมไปเมืองเหนือ สัปดาห์นี้มาคุยกันด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ แบบคุ้นหู และข่าวแปลกเรื่องการปล่อยหรือไม่ปล่อย มีหรือไม่มีนักโทษการเมืองในพม่า และมาว่ากันต่อด้วยประโยคเด็ดของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา คน 3 แสนล้มรัฐบาลได้ ปิดท้ายด้วย กมธ.ปรองดองแห่งชาติ ที่บิ๊กบังเป็นประธานสดๆ ร้อนๆ มีคำถามให้ผู้ชมร่วมสนุกท้ายรายการว่า บิ๊กบัง กลัวอะไรหรือเปล่า ?

ช่วงที่ 1




ดาวน์โหลดไฟล์เสียง mp3 เม้าท์มอย ช่วงที่ 1

ช่วงที่ 2





ดาวน์โหลดไฟล์เสียง mp3 เม้าท์มอย ช่วงที่ 2

ช่วงที่ 3





ดาวน์โหลดไฟล์เสียง mp3 เม้าท์มอย ช่วงที่ 3

สนนท. แถลงกรณี 'อากง' ชี้รัฐควรยกเลิกมาตรา 112

ที่มา ประชาไท

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ออกแถลงการณ์เนื่องในกรณีการตัดสินคดี 'อากง' ส่ง SMS ชี้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นประชาธิปไตย แนะควรแก้ไขหรือยกเลิกการใช้กฎหมายดังกล่าว

สืบเนื่องจากกรณีการตัดสินคดีของอำพล (สงวนนามสกุล) ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเนื่องในข้อหาละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) จึงได้ออกแถลงการณ์ว่าด้วยกรณีดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินดังกล่าวมีปัญหา เนื่องจากมีความคลุมเครือในการใช้พยานหลักฐาน ประกอบกับความไม่เป็นประชาธิปไตยของตัวบทกฎหมายของกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีหลักพิจารณาและมีโทษสูงเกินความจำเป็น สนนท. จึงได้เรียกร้องให้ทำการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าวด้วย

แถลงการณ์การตัดสินคดี ลุง sms มีความผิดหมิ่นสถาบันฯ จำคุก 20 ปี

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 ศาลเทเลคอนเฟอร์เรนซ์อ่านคำพิพากษานายอำพล(สงวนนามสกุล) หรืออากงฐานส่งข้อความทางโทรศัพท์หรือ SMS อันอาจเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทั้งหมด 4 ครั้ง ผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ลงโทษกรรมละ 5 ปีรวมจำคุก 20 ปี

ซึ่งการตัดสินคดีดังกล่าวมีปัญหา 2 ประเด็น โดยในประเด็นแรกคือปัญหาในด้านการตัดสินของศาลและประเด็นสำคัญคือปัญหาของ ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 โดยจะอธิบายอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาในด้านการตัดสินของศาลที่มีความไม่ชัดเจนและยังคงคลุมเครือ ดั่งสำนวนส่วนหนึ่งในคำพิพากษาคดีที่ว่า "..แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของ ตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน.." จากส่วนสำนวนคำตัดสินคดีข้างต้นดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแม้แต่ศาลยังยอมรับเอง ว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งทุกคนล้วนรู้ดีว่าหลักพื้นฐานคดีอาญาคือการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย ถ้าทำไม่ได้ต้องยกให้เป็นประโยชน์ของจำเลย แต่สิ่งที่ศาลได้กระทำคือการตัดสินคดีที่ไร้หลักฐานที่เพียงพอ เพียงเพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการจับขังนายอำพล แม้วิธีการจะไร้ซึ่งความชอบธรรมก็ตาม
  2. ส่วนปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เป็นตัวบทกฎหมายที่ใช้อ้างอิงสาระสำคัญหลักในคดีนี้จะพบว่าผิดทั้งที่มา และความชอบธรรม ด้วยด้านที่มากฏหมายมาตราดังกล่าวมิได้มีความยึดโยงกับประชาชนของรัฐแม้แต่ น้อยซึ่งผิดตามหลักนิติรัฐ-นิติธรรมดั่งอารยประเทศที่มีที่มาจากความเห็นชอบ ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับมีฐานที่มาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการรัฐประหารทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ส่วนในด้านความชอบธรรมกฏหมายสองฉบับดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อปิดปากผู้ที่ คิดแตกต่างจากรัฐเท่านั้นซึ่งผิดตามหลักสิทธิเสรีภาพพลเมืองเท่าที่ควร

การวิจารณ์เป็นส่วนหนึ่งของหลักสิทธิเสรีภาพซึ่งตั้งอยู่บนหลักของ ประชาธิปไตย ซึ่งการวิจารณ์ดังกล่าวต้องตั้งอยู่โดยเจตนาสุจริต มิได้เป็นการโจมตีหรือใช้ความเท็จทำให้เสื่อมเสียย่อมไม่สมควรโดนตั้งข้อหา เหมือนอาชญากร แต่หากการวิจารณ์นั้นทำไปโดยการจงใจให้เสื่อมเสียโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จ ก็สมควรได้รับโทษตามแบบโทษหมิ่นประมาททั่วไปไม่ใช่โทษอาชญากรเช่นเดียวกับ โทษของประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ส่วนในด้านโทษของคดีดังกล่าวถือได้ว่าร้ายแรงเทียบเท่ากับคดีฆาตกรรมก็ว่า ได้ เนื่องด้วยโทษจำคุกมากถึง 20 ปี ถือกันว่าเอากันตายเลยทีเดียว และเพียงการส่งข้อความทางโทรศัพท์หรือ sms ดังกล่าว ใครอาจส่งก็ได้ เช่น เพื่อน พ่อแม่และคนอื่นๆ ดังนั้นแล้วความชัดเจนของการตัดสินที่ยังคงคลุมเครือ

จากการตัดสินคดีดังกล่าว เราในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ขอคัดค้านและขอประนามการกระทำดังกล่าวที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพและหลักนิติรัฐ-นิติธรรม และมีข้อเสนอต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนดังต่อไปนี้

  1. ควรมีการพิจารณาตัดสินคดีที่มีความชัดเจนและไร้คลุมเครือ เช่น หลักฐานที่ใช้ประกอบคำตัดสิน เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับคดีต่อไป เพราะจากคดีดังกล่าวที่มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครืออันจะนำไปสู่บรรทัดฐาน ที่ผิดในทางตุลาการไทย
  2. จากโทษที่ใช้ในการตัดสินดังกล่าวเปรียบเสมือนดคีฆาตกรรมซึ่งมีความร้าย แรง ปรากฎจากศาลสั่งจำคุก 20 ปี ซึ่งเปรียบได้กับอีกครึ่งชีวิตที่ควรอยู่ ดังนั้นควรพิจารณาตัวบทกฏหมายใหม่และลดโทษในกฏหมายอื่นๆเพื่อเป็นแบบอย่าง ของประเทศที่เจริญในด้านการตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความศิวิไลซ์ของรัฐ
  3. ควรยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะเป็นมาตราที่มีปัญหาทั้งด้านที่มา ความชอบธรรม และการนำไปใช้ เพราะสามารถถูกนำไปใช้ทุกสถานการณ์ สามารถนำไปใช้กับศัตรูได้และการอ้างที่สามารถฟ้องโดยใครก็ได้ ทั้งที่หลักฐานประจักษ์พยานไม่เพียงพอก็สามารถฟ้องได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้จากวงการตุลาการไทยเลยแม้แต่ น้อย

จากแถลงการณ์และข้อเสนอดังกล่าวจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้มีส่วนเกี่ยว ข้องคงตระหนักถึงความไม่สมบูรณ์ของวงการตุลาการซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบอบ ประชาธิปไตย และขอเป็นกำลังใจให้นายอำพลยืนหยัดสู้ต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
24 พฤศจิกายน 2554

'อนุดิษฐ์' โต้ 'มัลลิกา' ยัน 'ณัฐวุฒิ ด้วงนิล' ไม่มีตำแหน่งในกระทรวง

ที่มา ประชาไท

'อนุดิษฐ์' โต้ 'มัลลิกา' รองโฆษก ปชป. ยัน ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ชี้ 'ณัฐวุฒิ ด้วงนิล' ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯ ไม่มีตำแหน่งในกระทรวง แนะ 'อภิสิทธิ์' ปรามลูกพรรคอย่าหมิ่นเบื้องสูงเสียเอง

24 พ.ย. 54 - สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงาน ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ กระทรวงไอซีที กล่าวตอบโต้กรณีที่รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวหาว่า ตนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินคดีผู้หมิ่นสถาบันเว็บไซต์ว่า กรณีการกระทำผิดของ นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ได้เป็นการกระทำผิดที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2552-2553 แต่ขณะนั้นตนยังไม่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งหากจะมีการดำเนินการเอาผิดจริง คงจะต้องดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ดำรงตำแหน่งในสมัยนั้น แต่อย่างไรก็ตามยืนยันว่า นายณัฐวุฒิ นั้น ไม่ได้เข้ามารับทำงานในตำแหน่งใดๆ ของทางกระทรวงไอซีทีอย่างที่ถูกกล่าวหาซึ่งในเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ฝ่าย กฎหมายเร่งศึกษากรณีดังกล่าว หากเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็จะดำเนินการในทันที
นอกจากนี้ การออกมาแถลงข่าวของ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กลับมีข้อความที่ไม่บังควร นำมาเผยทางเว็บไซต์ของทางพรรค ในส่วนข้อความกล่าวถึงฉายาของ นายณัฐวุฒิ นั้น จึงอยากฝากไปยังหัวหน้าพรรค ให้เร่งตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และทางกระทรวงไอซีที หากตรวจสอบพบว่า มีความผิดที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
อนึ่งเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมาเว็บไซต์คมชัดลึกรายงาน ว่าน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาการเผยแพร่เว็บไซต์หมิ่นสถาบันในโซเชียลเน็ตเวิร์คในขณะนี้ว่า ในฐานะที่ตนเป็นอดีตที่ปรึกษารมว.ไอซีที ได้ตรวจสอบข้อมูลและติดตามเรื่องหมิ่นสถาบันมาตลอด 3 เดือนกว่าตั้งแต่ต้นเดือนส.ค.-พ.ย. พบว่ามีคลิปหมิ่นสถาบันโผล่ในยูทูปหรือเว็บไซต์ต่างๆ มากกว่า 400 คลิป เรียกว่าทำกันอย่างโจ่งแจ้ง เหิมเกริม แพร่พันธ์ขยายเผ่า ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เห็นแล้วต้องร้องไห้มากกว่าเหตุการณ์อื่น
เพราะวิธีการที่นายศิริโชค ระบุว่า เมื่อถูกไวรัสมัลแวร์ไปแล้ว คนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นก็จะถูกดึงไฟล์ของเพื่อน ที่มีในบัญชีทั้งหมดส่งต่อขยายไปในกลุ่มเพื่อนอีก ดังนั้น ลิ้งค์ต่าง ๆ ที่ได้จากการที่ตนเปิดรับข้อมูลเพียงแค่ 2 วันสามารถรวบรวมลิ้งค์ต่าง ๆ ได้มากกว่า 200 ลิ้งค์ ยังไม่นับรวมคลิปอีก 400 กว่าลิ้งค์ที่มีตั้งแต่เดือนส.ค.-พ.ย. สำหรับการรวบรวมลิ้งค์เว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น ตนจะมอบต่อให้นายกฯ และน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงาน เพื่อที่จะนำเรื่องดังกล่าวส่งฟ้องศาล
น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า ที่ผ่านมาในสมัยพรรคประชาธปัตย์เป็นรัฐบาล นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีทีขณะนั้น เคยประสานกับทางศาลและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยระบุว่ากรณีนี้ศาลจะรีบดำเนินการให้ทันที ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำการปราบปรามและเข้มงวดกับเว็บไซต์หมิ่น สถาบัน ซึ่งมีทั้งการจับกุม รวมทั้งบันทึกถ้อยคำ ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยุติการกระทำดังกล่าว
“แต่เมื่อถึงรัฐบาลนี้รมว.ไอซีทียังไม่เคยทำอะไรเลยแม้กระทั่งส่ง เรื่องถึงศาล ยิ่งคนที่เราเคยจับได้ปัจจุบันก็กลับมาฟื้นคืนชีพ กระทำการดังกล่าวใหม่ เช่น นายณัฐวุมิ ด้วงนิล หรือฉายาในโลกไซเบอร์คือ มหาบอดข้างซ้าย ซึ่งเป็นมือโพสต์ตัวหลักของเครือข่ายต่อต้านสถาบัน และเป็นนักเคลื่อนไหวในกลุ่มนปช. ที่เคยถูกเจ้าพนักงานคอมพิวเตอร์บุกจับกุมถึงที่พัก และได้ทำบันทึกปากคำไว้ โดยนายณัฐวุฒิรับปากจะยุติการกระทำดังกล่าว แต่กลับพบว่าได้กลับมาเคลื่อนไหวอีก” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงตรงนี้ ก็ได้นำภาพถ่ายคาดหน้าของนายณัฐวุฒิ ขณะที่ถูกจับกุมจากคดีถ่ายภาพในฐานะผู้ต้องหามาโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมกับระบุว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับคนที่ยืนข้างน.อ.อนุดิษฐ์จริงหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันทราบว่านายณัฐวุฒิสวมสูทผูกไท้มาดำรงตำแหน่ง เป็นที่ปรึกษารมว.ไอซีที ในฐานะคณะทำงานของรัฐมนตรี จนเป็นที่มึนงงของข้าราขการกระทรวงไอซีที
“ก็ไม่ต้องหาคำตอบที่ไหนในเมื่อตัวพ่อเดินตามหลังรัฐมนตรี จึงถึงบางอ้อว่าทำไมเว็บไซต์หมิ่น และคลิปหมิ่นสถาบันถึงออกมามากมายขนาดนี้ โดยที่กระทรวงไอซีทีไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ทั้งนี้ ได้หารือกับผู้ใหญ่ในพรรคแล้ว ว่าจะมีการทำงานคู่ขนานกับกระทรวงไอซีที เมื่อกระทรวงไม่สามารถเป็นที่พึ่งและไม่ทำหน้าที่ ในการต่อต้านหรือปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันได้ จึงได้มีการตั้งชมรมผู้รักสถาบันขึ้น ในนามชมรมนักรบไซเบอร์ โดยจะรวบรวมคนทุกสาขาอาชีพที่มีเวลานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำการติดตามไล่ล่าและรวบรวมเว็บไชต์ คลิปหมิ่นสถาบัน รวมทั้งเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับความมั่นคง ยาเสพติด การพนัน และลามก โดยจะรวบรวมยูแอลอาร์ทั้งหมดให้รมว.ไอซีที เพื่อลงนามส่งดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรมต่อไป” น.ส.มัลลิกา กล่าว
น.ส.มัลลิกา กล่าวอีกว่า ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่า หากเข้าเฟสบุ๊คหรือเข้าอินเตอร์เน็ตแล้วพบเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน ลิ้งค์ หรือคลิปต่าง ๆ ขอให้แจ้งไปได้ที่ www.mict.go.th หรือสายด่วน 1212 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทางกระทรวงไอซีทีจะมีเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ของกระทรวงทำการรวบรวมและจะตามต้นตอเพื่อทำการปิดเว็บไซต์ หรือหากแจ้งแล้วยังไม่ได้เรื่อง ก็ให้ส่งมาได้ที่ FifhtBadWeb@gmail.com ซึ่งเป็นชมรมนักรบไซเบอร์ เพื่อรวบรวมลิ้งค์ตาง ๆ ทั้งหมดโดยจะเก็บเป็นความลับรวบรวมส่งต่อให้กระทรวงไอซีทีดำเนินการต่อไป และขอเตือนประชาชนว่าหากได้รับลิ้งค์ หรือคลิปผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวอย่ากดแสดงความเห็นต่างๆ เพราะจะถูกแฮกเกอร์ ดูดข้อมูลและไฟล์รูปส่วนตัวเพื่อนำไปสร้างบัญชีใหม่และโพสต์ข้อความหมิ่นโดย ใช้รูปของท่าน

1911ครบ100ปีปฏิวัติสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ที่มา Thai E-News



ภาพยนตร์เรื่อง 1911 เล่าถึงเหตุการณ์ “การปฏิวัติชินไฮ่” ในปีค.ศ.1911 เมื่อกลุ่มนายทหารลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบราชวงศ์ ของราชวงศ์ชิงที่มีมานานกว่า 267 ปี และยุติการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีมากว่า 2,800 ปี พร้อมกับ สถาปนาการปกครองแบบ สาธารณรัฐ ขึ้น

เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าผ่านตัวละครที่มีบทบาทในการปฎิวัติอย่าง แม่ทัพหวงซิ่ง (เฉินหลง) และเขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และเป็นผู้นำคณะปฎิวัติของ ดร.ซุนยัดเซน (วินสตัน เชา) เขาได้ต่อสู้กับกองทัพของจักรพรรดิจนสามารถเอาชนะได้ โดยมี ซูจงฮั่น (หลี่ปิงปิง) ภรรยาเป็นที่ปรึกษาและคอยให้กำลังใจ









**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-218ปีบั่นศอมารีอองตัวเนตต์-100ปีที่โลกลืมซูสีไทเฮา


'เกิดขบถขึ้นรึ?' พระเจ้าหลุยส์ที่16ทรงมีพระราชดำรัสถาม...'หามิได้พระเจ้าค่ะ มันคือการปฏิวัติ' มหาดเล็กตอบ

-ปากคำ 100 ปีวีรชนปฏิวัติ รศ.130 :เพื่อนเอ๋ยขอฝากไชโยถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น


พวกเราให้"หมอเหล็ง"เป็นหัวหน้า เพราะเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว จะใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป