WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 27, 2011

ความรับผิดชอบทางการเมือง ทางแพ่ง และทางอาญาต้องปรากฎ อย่าปล่อยเลือนหายกับสายน้ำ

ที่มา Thai E-News

คน เสื้อแดงอุดรมาให้กำลังใจพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก สู้ศึกฝ่ายค้านซักฟอกที่หน้าสภา เกมหนนี้ประชาธิปัตย์หวังฉวยโอกาสกระทบตรงนายกฯยิ่งลักษณ์ ขณะที่ยั้งดาบไว้ไมตรีพรรคชาติไทยพัฒนาของบรรหาร ที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่า อาจมีส่วนรับผิดชอบสำคัญต่อมหาพิบัติน้ำท่วม2554 (ภาพ:มติชนออนไลน์)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 พฤศจิกายน 2554

บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ กับธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีเกษตรฯ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเก่าหรือรัฐบาลใหม่ต้องรับผิดชอบ เพราะนายธีระร่างเงาของนายบรรหารเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบต่อเนื่องมาจาก รัฐบาลเก่าถึงรัฐบาลใหม่ และกล่าวยอมรับผิดแล้ว คำถามตัวโตๆมีต่อไปว่า ทำไมประชาธิปัตย์ละเลยในการซักฟอกหนนี้ หากไม่ใช่ยั้งดาบไว้ไมตรี เผื่อขั้วการเมืองเปลี่ยนในวันหน้า

ขณะที่คำถามต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คือ ต้องมีการสืบสวนกรณีใครทำน้ำท่วมให้ความจริงปรากฎ ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมือง ทางแพ่ง และทางอาญา อย่าปล่อยเลือนหายกับสายน้ำ


ในวันนี้ (27 พฤศจิกายน )ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่้ไว้วางใจรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการ ศปภ. ผิดถูกชั่วดี หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร ใต้ร่มเงาพรรคประชาธิปัีตย์ อาจโดนจัดหนักคืนไม่แพ้กัน เดี๋ยวคงได้รู้

ประชาธิปัตย์ยังคงใช้แท็กติกเก่าๆคือทำเรื่องไม่เป็นเรื่องใ้ห้กลายเป็น เรื่อง อย่างเรื่องถุงยังชีพ และพยายามกระทบใส่นายกฯยิ่งลักษณ์โดยอาศัยลูกตุกติกที่ม่ีความช่ำชอง ขณะที่ไม่พยายามทำเรื่องใหญ่ๆที่อยู่ในความกระหายใคร่รู้ของผู้คนให้ปรากฎ นั่นคือคำถามว่าใครทำให้น้ำท่วม และต้องรับผิดชอบอย่างไร?

แต่มหาพิบัติภัยน้ำท่วม 2554 นี้ที่คนกังขากันมากคือ มันไม่ใช่น้ำท่วมธรรมชาติ ทว่ามนุษย์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง มีเสียงเรียกร้องให้เกิดกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง เพื่อสาวหาตัวคนผิดมาลงโทษ และเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เพราะเวลานี้ไม่มีใครมั่นใจอีกแล้วว่า

ปีหน้ายังจะท่วมอีกหรือไม่?

ในระยะแรกของการควานหาตัวผู้รับผิดชอบและทำให้เกิดน้ำท่วมนั้น ก็ขึ้นกับจุดยืนทางการเมืองและอคติของคน

ฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลนี้บอกว่า น้ำท่วมเพราะ

-ทักษิณเจ้าเก่าขาประจำ โดยปล่อยข่าวทางฟอร์เวิร์ดเมล์และเฟซบุ๊คสลิ่มว่า เพราะทักษิณพาแขกซา่อุฯมาทำนาที่สุพรรณฯ ทักษิณเลยไม่อยากให้น้ำไปท่วมนาแขกก็เลยปล่อยไปท่วมที่อื่น แต่เรื่องนี้บรรหาร ศิลปอาชา ปฏิเสธอย่างแข็งขัน หรือแม้แต่สื่อASTVผู้จัดการ ที่ต่อต้านทักษิณทุกท่า ก็มารายงานเมื่อวานนี้ในหัวข้อข่าว แม้วฉุนขาด “เสี่ยเติ้ง” !? โดยบอกว่าการที่กระทรวงเกษตรซึ่งมีเงาร่างบรรหารรับผิดชอบอยู่บริหารจัดการน้ำห่วยแตก ทำให้เสียชื่อมาถึงรัฐบาลน้องสาวของเขา


-รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ข้อกล่าวหานี้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโยนความรับผิดชอบว่า ยุครัฐบาลก่อนของปชป.จัดการบริหารดีเลยไม่ท่วม แต่พอยิ่งลักษณ์เข้ามาแย่ก็เลยท่วมหนัก พร้อมกับนำชาร์ตปริมาณน้ำในเขื่อนมาอธิบายประักอบขึงขัง แต่หมัดเด็ดที่ว่าย้อนศรมาน็อกลูกพี่มาร์คเสียเอง เพราะเรื่องวันเวลาที่อ้างว่าทำผิดพลาดจนน้ำท่วม ดันเป็นเวลาที่รัฐบาลรักษาการของนายอภิสิทธิ์คงยังรับผิดชอบบริหารประเทศ อยู่ (ดูข่าว:หมัดเด็ดลูกพรรคปชป.ย้อนศรน็อกมาร์คซะเอง )

ส่วนฝ่ายที่โปรรัฐบาลนี้บอกว่าคนทำน้ำท่วมคือ

-รัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะหลักฐานที่ลูกพรรคงัดหมัดเด็ด (หมัดเด็ดลูกพรรคปชป.ย้อนศรน็อกมาร์คซะเอง )เป็นหลักฐานโต้งๆ
-อำมาตย์เจ้าเก่าขาประจำ ฝ่ายที่โปรรัฐบาลนี้พากันชี้ไปทางอำมาตย์ว่าเป็นคนทำ ปล่อยน้ำจากเขื่อนท่วมบ้านท่วมเมือง เพื่อหวังใช้น้ำท่วมเป็นอุทกรัฐประหารคว่ำล้มรัฐบาล ซึ่งไทยอีนิวส์ได้พยายามสืบค้นข่าวนี้และนำเสนออย่างต่อเนื่องในทำนองว่า หลักฐานแวดล้อมยังคลุมเครือไม่ชัดเจนตามข้อกล่าวหา ยังต้องพิสูจน์หักล้างอีกมาก

(ดูข่าวสืบสวนในทิศทางนี้ในหัวข้อ -พิสูจน์ด้วยตาคุณเองข่าวปล่อยน้ำทำลายรัฐบาล?)

ถึงแม้การสืบสวนไปในทิศทางนี้ จะเจอตัวผู้รับผิดชอบลางๆว่าเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ผู้รับผิดชอบการปล่อยน้ำจากเขื่อน แต่ข้อมูลจากกฟผ.ได้ชี้แจงโดยอ้างว่า น้ำที่ลงมาท่วมกรุงเทพฯนี้มาจากขื่อนแค่ 16% ที่้เหลือราว84%เป็นน้ำธรรมชาติ

ดังนั้นท้ายที่สุดหากจบลงที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิด มารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ตามแนวทางสืบทิศทางนี้ ไทยอีนิวส์จึงสรุปแบบเสียดเย้ยว่า
"เชื่อได้ว่า"เราก็น่าจะได้ผู้ร้ายเจ้าประจำสังคมไทย คือหากไม่เป็น"ไอ้ปื๊ด" ก็คงไปหวยออกที่"ชายชุดดำ"

(ดูรายละเอียดในรายงานข่าว:สุดท้ายชายชุดดำผิดภัยพิบัติน้ำถล่มกรุง)

อย่างไรก็ดีจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้าใกล้ข้อสรุปมากขึ้นในรายงานข่าวเรื่อง นักการเมืองคนไหนทำน้ำท่วม กฟผ.ขว้างงูไม่พ้นคอแจงเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ไม่เกี่ยวกลายเป็นหลักฐานมัด

โดยสรุปก็คือว่า การตั้งธงของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายหนุนกับฝ่ายต้านรัฐบาลนั้นอาจผิดทางตั้งแต่ต้น เพราะมีจุดยืนมาแต่ต้นแล้ว เลยไปหลงทางกัน เนื่องจากมักวิจารณ์กันว่าใครต้องรับผิดชอบกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนมาท่วม บ้านเมือง รัฐบาลเก่าหรือรัฐบาลใหม่? เพื่อโยนผิดให้กัน

แต่ความจริงแล้วรับฟังได้ว่า ทั้ง 2 รัฐบาลต่างก็มีนายธีระ วงศ์สมุทร รมว. เกษตรฯคนเดียวกัน ซึ่งน่ากังขาว่าอาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องหาผลประโยชน์เข้าพรรคจากภัยพิบัติน้ำท่วม และยังอาจหวังผลทางการเมืองด้วย

อย่าลืมว่าปีกลายก็ท่วม จนกังขากันว่าวัตถุประสงค์ของการก่ออุทกภัยเพื่อจะประกาศเขตภัยพิบัติ ซึ่งมีผลต่อการปรับระเบียบการเบิกจ่ายงบกลาง และงบเงินสะสม มีการหักเปอร์เซ็นต์เงินช่วยเหลือ เพื่อระดมทุนก่อนการหาเสียงเลือกตั้งใหญ่หรือไม่?

และการสร้างผลงานว่า เห็นไหมจังหวัดอื่นท่วม ไม่ท่วมเฉพาะจังหวัดเรา เป็นการแสดงอาณาบารมีขนาดไหนของคนๆนี้(คนที่ชูวิทย์บอกว่า อย่าเพิ่งตาย)

ส่วนคำชี้แจงจากกฟผ.ที่บอกว่าเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ไม่เกี่ยวข้อง นั้น ผู้รู้ย่อมจะเห็นชัดเจนว่า ได้กลายเป็นหลักฐานมัดคอซะเอง นี่เป็นการ "จงใจ" ให้เกิดอุทกภัยอย่างแน่นอน ตรงไหน ให้อ่านในรายงานข่าวนักการเมืองคนไหนทำน้ำท่วม กฟผ.ขว้างงูไม่พ้นคอแจงเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ไม่เกี่ยวกลายเป็นหลักฐานมัด ชัดๆ..

บทสรุปของรายงานข่าวเชิงสืบสวนนี้มาจบลงเมื่อวัีนที่ 11 พฤศจิกายนในหัวข้อ แฉหลักฐานอัปยศป้องบรรหารบุรีปล่อยท่วมประเทศ

โดยรายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้

จากรายงานข่าวชิ้นนี้จะตอบคำถามที่คาใจคนเรื่องที่ว่า ทำไมน้ำไม่ท่วมสุพรรณบุรี หรือที่เรียกขานกันว่า"บรรหารบุรี"แล้วให้ไปท่วมจังหวัดอื่นแทน นั่นก็เพราะกรมชลประทาน ซึ่งอยู่ใต้สังกัดกระทรวงการเกษตรฯที่มีนายธีระ วงศ์สมุทร คนของพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ อาจจะ"รายงานเท็จ"ต่อหน่วยงานและสถาบัีนต่างๆ ว่ามีการระบายน้ำไปที่สุพรรณบุรีแล้ว ความจริงคือไม่

แต่จากหลักฐานคลิปข่าว และรายงานตัวเลขจากกรมชลประทานเองพบว่า ไม่มีการระบายน้ำไปทางบรรหารบุรีแต่อย่างใด จนคนของนายบรรหาร ศิลปอาชา ต้องมาบอกว่า นายบรรหารให้ระบายไปสุพรรณได้แล้วเพื่อคลี่คลายปัญหา แต่ตามตัวเลขในรายงานข่าวนี้พบว่า ไม่มีการระบายไปแต่อย่างใด

การที่แม่น้ำท่าจีน สุพรรณบุรี หรือบรรหารบุรี ไม่ได้ช่วยระบายน้ำนั้น ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาต้องระบายน้ำเพียงสายเดียว จึงเกิดการอั้นของน้ำ ทำให้ จังหวัดอื่นคือ อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ท่วมและน้ำกักขัง และเมื่อแม่น้ำเจ้าพระยาระบายเพ­ียงสายเดียว ทำให้ต้องรับภาระมาก และส่งผลให้น้ำท่วมจังหวัด สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระ­ยา รวมทั้งกรุงเทพ ฯ ด้วย

ที่เว็บบอร์ดของกรมชลประทาน ได้มีประชาชนไปตั้งกระทู้ถามหาความรับผิดชอบในหัวข้อเรื่อง สาเหตุที่แท้จริงของน้ำท่วมมาจากไหน และใครควรมีสำนึกรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ได้มีผู้ใช้นาม"สาวกรมชล"มาตอบว่า ถ้าบอกความจริงไปแล้ว จะไม่เชื่อตัวเองว่าเป็นไปได้ "เพราะมันเป็นความผิดมหันต์ ที่เกิดมาอีก สิบชาติ ก็ยังชดใช้ความเสียหายของประเทศนี้ไม่หมด" เป็นเพราะประมาท เหิมเกริม ดูถูกข้าราชการด้วยกัน ว่า ไม่มีใครกล้าคิด กล้าพูด ลองดูที่ youtube นี้ก่อนเถอะ แต่ขอให้ดูสัก 2 เที่ยว แล้วจดไว้ว่า ผอ.ชลประทานได้รับว่า ปิดประตูน้ำพลเทพไปกี่วัน และ ชาวบ้านผู้เลี้ยงปลากระชัง บอกว่า ประตูพลเทพ ปิดน้ำจนปลากระชังตาย ปิดกี่วัน

ปลากระชังน้ำนิ่งจนปลาตายนั้น น้ำต้องนิ่งอย่างน้อย 3 วัน คือปิดประตู น้ำไม่ไหล 3 วัน





ในคลิปนี้ผอ.ชลประทาน บอกว่า เหตุที่ไม่ได้ปล่อยน้ำไปทางแม่น้ำท่าจีนไปสุพรรณบุรีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนถึงกันยายน เพราะว่า ทุ่งสุพรรณบุรียังไม่ได้เกี่ยวข้าว ต้องรอให้ทางสุพรรณบุรีเกี่ยวข้าวก่อนจึงจะระบายไป และยอมรับว่าไม่ได้เปิดประตูระบายน้ำไปหลายวัน จนปลาตาย /เพราะน้ำขัง ขณะที่ชาวชัยนาทบอกว่าไำม่จริง คนสุพรรณฯเกี่ยวข้าวหมดแล้ว ขอว่าให้ปล่อยไปทางสุพรรณฯบ้่าง ไม่ใช่ปล่อยจังหวัดอื่น 12 จังหวัดจม แต่ผอ.ชลประทานก็บ่ายเบี่ยงว่าต้องรอชาวนาสุพรรณเก็บเกี่ยวข้าวก่อน

แต่แล้วนายประภัตร โพธสุธน คนสนิทของนายบรรหาร ก็โผล่มาพูดตอนท้ายคลิปข่าวที่ 2 ว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา สั่งมาให้ปล่อยระบายน้ำไปได้ ให้ปล่อยวันนี้เลย ปลาอยมากกว่าที่ชาวบ้านขอ ฯพณฯบรรหารสั่งมาแล้ว คนสุพรรณฯพร้อมเสียสละ

คลิปนี้ตอนท้ายๆคือคำตอบว่าใครมีอำนาจสั่งการเปิดปิดประตูน้ำให้ขังท่วม หรือระบายไปทางไหนชัดเจนที่สุด



จดกันไว้ได้ กี่วัน กี่ครั้ง ที่เขาปิดประตูระบาย พลเทพ.. ดิฉันจดได้ 6-8 วัน

แต่จากรายงานปริมาณน้ำไหลผ่าน ประตูระบายพลเทพ(ท่าจีน) ในเดือนกันยายน 2554 จาก เว็บไซต์แล้ว คลิ้กดู 6.สถานการณ์น้ำ/รายงาน คลิ้กต่อที่ สถานการณ์น้ำ ลุ่มเจ้าพระยา (สชป.12) และคลิ้กดูที่ แม่น้ำท่าจีน (ปตร.พลเทพ) - Thajeen River เดือนกันยายน 2554

ข้อมูลสถานการณ์น้ำ แม่น้ำท่าจีน (ปตร.พลเทพ)
ประจำเดือน กันยายน 2554


วันที่ ระดับน้ำเหนือ (ม.รทก.) ระดับน้ำท้าย (ม.รทก.) ปริมาณน้ำ(ม.3/วิ)
1 16.77 14.58 120.17
2 16.81 14.65 120.52
3 16.77 14.80 180.77
4 16.87 15.19 200.76
5 17.17 15.40 200.15
6 17.47 15.51 200.16
7 17.51 16.05 250.66
8 17.53 16.47 280.52
9 17.53 16.71 280.00
10 16.75 16.80 280.94
11 17.61 16.89 280.08
12 17.73 16.95 280.24
13 17.91 16.45 280.32
14 18.19 16.60 280.47
15 18.53 16.65 280.76
16 18.79 15.69 150.31
17 19.06 15.59 100.15
18 19.26 15.08 100.67
19 19.31 15.79 150.47
20 19.49 16.03 170.50
21 19.56 16.18 170.11
22 19.56 16.13 170.82
23 19.58 16.15 170.85
24 19.62 16.15 170.18
25 19.59 16.34 197.49
26 19.56 16.34 210.28
27 19.51 16.22 210.57
28 19.46 16.37 225.73
29 19.44 16.36 225.64
30 19.41 16.33 225.94

ดูกันซิว่า มีวันไหนในเดือนกันยายน 2554 ที่เขาปิดประตูระบายน้ำมั่ง คำตอบคือ ไม่ได้ปิดประตูเลย

แต่เขารายงานกรมชลฯ รายงานจังหวัด องค์การต่างๆ สถาบันหลักที่สำคัญต่างๆ และ ครม.ว่าเปิดประตูตลอด แต่ ผอ.ชป.บอก ว่าปิดประตูน้ำหลายๆครั้ง

ใครรับผิดชอบ.การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

"ไม่มีวันใดปิดประตูระบาย ประตูน้ำพลเทพ"
แสดงว่า รายงานการระบายน้ำที่รายงานว่า ระบายไปจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวันนี้ เป็นรายงานที่ไม่เป็นความจริง(เป็นเท็จ)


นี่หรือเปล่า ที่เป็นต้นเหตุให้แผนป้องกันน้ำท่วมประเทศขณะนี้ล้มเหลว เกิดความเสียหายหลายแสนล้าน
"เป็น เพราะว่า รายงานการระบายน้ำไปทางตะวันตก เป็นรายงานที่เป็นเท็จ รายงานไม่จริงไปให้คณะรัฐมนตรี ไปให้หน่วยงานต่างๆ ไปให้สถาบันสำคัญๆ หลักของชาตินั้นเป็นรายงานที่เป็นเท็จ"

ความเสียหายที่รายงานที่ไม่เป็นความจริงนี้ ก่อความเสียหายมหาศาล เนื่องจาก ช่วงปิดประตูระบาย ก็ยังรายงานว่าเป็นระบายไปทางแม่น้ำท่าจีน

แล้วประตูระบายตัวอื่นรายงานไม่จริงด้วยหรือไม่ ??

ผู้ใช้ชื่อ"คนกรมนี้"แสดงความเห็นว่า ตัวเลขเปิดปิดประตูจะต้องออนไลน์ ไปที่หน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยฯ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรฯ ครม.ฯลฯ ส่วนราชการอื่นๆ ถ้าตัวเลขเป็นเท็จ หน่วยงานอื่นก็จะได้ตัวเลขเท็จไป สำหรับเจ้าหน้าที่ อาจมีความผิด ข้อหากรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ แถมอาจโดนฟ้องแพ่งด้วยนะ

ขณะที่มีผู้ใช้ชื่อว่า "ชาวบ้านเฝ้ามอง"ตอบว่า อยากรู้จริงๆใช่ไหมครับ ว่าเป็นเพราะอะไร และกรมชลประทานต้องรับผิดชอบด้วยไหม??
ก็ลองไล่ดูดังนี้ครับ

ปลายเดือนมิถุนายน 2554 พายุไหหม่า ก่อตัวเป็นดีเปรสชั่นทำให้ฝนตกทั่วไปทางภาคเหนือ น้ำเริ่มท่วมจังหวัดน่าน อุดรดิตถ์

ปลายเดือนมิถุนายน 2554 เป็นช่วงฉลองวันเกิดกรมชลประทาน

ต้นเดือนกรกฎาคม 2554 ชาวบ้านนครสวรรค์และชุมแสงพยุหคีรี เดินขบวนปิดเขื่อนเจ้าพระยา เรียกร้องใหเขื่อนเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนเพื่อเร่งระบายน้ำที่ขังบริเวณ จังหวัดนครสวรรค์

กลางเดือนกรกฎาคม 2554 กรมชลประทานได้ประชุมการบริหารน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา โดยให้เร่งรัดระบายนำออกทางด้านตะวันตกและตกวันออก

30 กรกฎาคม 2554 พายุนกเต็นเข้าไทย ทำให้น้ำท่วมไปทั่วภาคเหนือและลามและสะสมมาที่จังหวัดนครสวรรค์ พยุหคีรีและชัยนาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2554-กรกฎาคม 2554 ไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์

สิงหาคม 2554 ข้าราชการระดับปฏิบัติงานควบคุมการส่งน้ำในพื้นที่ เดือนท่างไปท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกา หลายชุดหลายระลอก กรมชลประทานอนุมัติให้ ผอ.สำนัก ผอ.โครงการไปเที่ยวเมืองนอกยกสำนักฯ

กันยายน 2554 น้ำเริ่มท่วมชัยนาท สรรพยา สิงห์บุรี อ่างทอง ราษฎรวัดสิงห์ขอให้เปิดน้ำไปทางตะวันตกมากขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธ

13-14 กันยายน 2554 ประตูระบายบางโฉมศรีพังเสียหาย

13-15 กันยายน 2554 ข้าราชการกรมชลประทานเลี้ยงส่งเกษียณอายุ

ชูวิทย์อภิปรายสับ"คนตัวสั้นๆ"ทำน้ำท่วมเว้นวรรค บอกอย่าเพิ่งตาย



นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.พรรครักประเทศไทย กล่าวอภิปรายในสภาว่า อุทกภัยไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เกิดจาก"มนุษย์คนๆหนึ่ง ต้องโทษคนสั้นๆ เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะความโหดเหี้ยมหรือเปล่า น้ำทำไมมันท่วมเว้นวรรคบางจังหวัดได้ คนสั้นๆนี้อย่าเพิ่งตาย เพราะน้ำท่วมคราวนี้มีคนตาย500คน"

รัฐมนตรีเกษตรฯยอมรับกลางสภากักน้ำให้ชาวนาเกี่ยวข้าว

สุดท้ายความจริงก็ปรากฏออกมาเมื่อ "ธีระ วงศ์สมุทร " รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ยอมรับกลางสภาหลังจากถูกไล่บี้จากฝ่ายค้านว่า

"ผมยอมรับว่าพูดจริงที่สั่งชะลอน้ำเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้เกี่ยวข้าว ก่อนปล่อยน้ำเข้าทุ่ง"

นายธีระกล่าว ส่วนที่ฝ่ายค้านบอกว่า ผมให้สัมภาษณ์สั่งให้ชะลอการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลนั้นจริง เพราะตอนนั้นเราชะลอการโหลดน้ำลงเจ้าพระยา เพราะไม่ว่าที่ไหนหรือทุ่งไหนจะเกี่ยวข้าว เราก็ต้องทำแบบนี้ อยู่รัฐบาลที่แล้วผมก็ทำ เพราะประชาชนกำลังจะเกี่ยวข้าว(ที่มา:มติชนออนไลน์)

บรรหาร ตอบโจทย์น้ำก็ท่วมสุพรรณฯ



เพื่อความเป็นธรรมและรอบด้าน ลองฟังนายบรรหารตอบโจทย์เรื่องนี้ด้วย

........
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายสหรัฐ กุลศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ชาว อ.เดิมบางนางบวช และหลายอำเภอใน จ.สุพรรณบุรี ไม่มีน้ำทำนา และมีพรรคการเมืองบางพรรคใส่ร้ายว่าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมเปิดประตูน้ำให้คน สุพรรณบุรีทำนา ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายพรม บุญมาช่วย ประธานสหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี แฉว่า ขณะนี้ ชาวนา ในพื้นที่ อ.เดิมบางนางบวช, อ.สามชุก, อ.ดอนเจดีย์, อ.อู่ทอง และ อ.สองพี่น้อง ที่ใช้น้ำจาก คลองมะขามเฒ่า ในการทำนา กำลังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจาก ชลประทาน ไม่ยอมปล่อยน้ำเข้าคลอง

ชาวนาต่างตั้งข้อสงสัยกันว่า ที่ผ่านมา และ ในขณะนี้น้ำยังมีปริมาณอยู่จำนวนมาก เหตุใด ชลประทาน จะต้องจัดเวรการปล่อยน้ำด้วย ที่ผ่านมา การทำหน้าที่ของ ชลประทาน มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย มีส่วนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แล้วนี่ จู่ๆ น้ำยังมีอยู่มาก กลับไม่ปล่อยมาให้ ชาวนา ได้ทำนา น่าแปลกจริงๆ

นี่เป็นการตอกย้ำหลักฐานมัดแน่นขึ้นไปอีกว่า การป้องกันบรรหารบุรีให้เว้นวรรคไม่โดนน้ำท่วมจังหวัดเดียว จนแห้งขอดไม่พอทำนา แล้วปล่อยไปท่วมจังหวัดอื่น รวมทั้ง 12 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพฯนั้น ใคร?ต้องรับผิดชอบ

กระบวนการสืบสวนสอบสวนโดยคณะกรรมการที่เชื่อถือได้และเป็นอิสระต้องเกิดขึ้น โดยไว ในเมื่อพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมตรวจสอบ เพราะยังยั้งดาบไว้ไมตรี เลือกไปตีที่พล.ต.อ.ประชาอย่างชนิดที่ไม่รู้สี่รู้แปดอะไรเลย

และกล่าวสำหรับรัฐบาลนี้

คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้และฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีอยู่ว่า

ไหนหละความรับผิดชอบทางการเมือง พรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ยังสมควรได้รัีบความวางใจให้คุมกระทรวงเ้กษตรฯและการชลประทานต่อไปอีกหรือ?

ไหนหละความรับผิดชอบทางอาญา ในเมื่อหลักฐานโยงไปถึง นายธีระก็สารภาพกลา่งสภาแล้ว งานนี้ไม่ต้องมีใครติดคุกหรือ?

ไหนหละความรับผิดชอบทางแพ่ง เกิดความเสียหา่ยนับล้านล้านบาท GDPของประเทศหดวูบจากที่คาดว่าจะโต4%เหลือ1.5%ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่รู้จะลงทุนในไทยต่อไปหรือไม่หรือจะเผ่นหนี แล้วไม่ต้องมีใครจ่ายชดใช้ชดเชยความเสียหายมหาศาลนับล้านล้านบาทเหล่านี้ หรือ?

คำตอบต้องปรากฎโดยไว ก่อนจะเลือนหายไปกับสายน้ำ
*********

100บาทเอาขี้หมากองเดียวผู้ก่อการร้ายพันธมิตรไม่ติดคุก ปลงกับรัฐบาลนี้ได้แค่หวังว่าเวรกรรมจะมีจริง

ที่มา Thai E-News

แก้ไขไม่แก้แค้น-แต่ ผ่านไป 3 เดือนยังไร้สัญญาณการแก้ไขสิ่งผิดให้เป็นถูก กลไกกระบวนการยุติธรรมยังเกียร์ว่างเหมือนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ซึ่งมีพฤติการณ์ก่อการร้ายสากลยังไม่ถึงศาล หลังจากตำรวจดองเค็ม 2 ปีครึ่ง อัยการดองต่ออีกครึ่งปี ขณะที่เสื้อแดงจับปุ๊บขังปั๊บไม่ให้ประกันรวบรัดฉับไวได้มาตรฐาน 2 ระดับ แต่ไม่ประทับใจ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 พฤศจิกายน 2554

5 โมงเย็นวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีความสำคัญก็คือครบกำหนด 3 ปี หรือ 1,000 กับอีก 95 วัน ที่พันธมิตรฯยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2551 ยังไม่มีใครต้องติดคุก

ทั้งที่มีข้อหาอุกฉกรรจ์ก่อการร้าย โทษถึงประหารชีวิต เพราะไปโดนดองเค็มอยู่กับตำรวจ 2 ปีครึ่ง

เรื่องมาถึงมืออัยการเมื่อ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนบัดนี้ผ่านไปอีก 6 เดือน รวมครบ 3 ขวบปี อัยการสั่งเลื่อนคดีครั้งแล้วหนเล่า เรื่องยังไม่ถึงศาล

คำถามตัวโตๆต่อกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือว่า เมื่อไหร่อัยการจะสั่งฟ้อง เมื่อไหร่ศาลจะได้พิจารณาคดี เมื่อไหร่คดีจะสิ้นสุด..เมื่อไหร่ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินจะติดคุก

คำถามตัวโตๆต่อมาก็คือว่า ทำไมคดีก่อการร้ายของเสื้อแดงไม่ต้องรออะไร ติดคุกไปนานแล้ว และไม่ยอมให้ประกันตัวสู้คดี

หากคำตอบมีอยู่ว่าโทษก่อการร้ายหนัก กลัวให้ประกันตัวแล้วจะหลบหนี

คำถามตัวโตๆมีว่า แล้วทำไมข้อหาก่อการร้ายของเสื้อเหลืองถึงไม่ต้องติดคุก ถึงไม่กลัวหลบหนี

คำถามตัวโตๆที่ทิ่มเข้าไปใจกลางปัญหานี้คือ เพราะมีรัฐซ้อนรัฐคอยคุ้มกะลาหัวผู้ก่อการร้ายเส้นใหญ่แก๊งค์นี้อยู่หรือ? หากใช่ก็ต้องลากคอรัฐซ้อนรัฐนั้นมาเข้าคุกฐานสมคบคิดด้วย

หากไม่มีรัฐซ้อนรัฐคุ้มกะลาหัว คำถามตัวโตๆมีต่อไปว่า รัฐบาลนี้ทำไมเพิกเฉย ไม่ต่างอะไรเลยกับ 2 ปีครึ่งของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลนี้เป็นแค่รัฐบาลเป็ดง่อย ไร้น้ำยา ไม่มีอำนาจ ทั้งที่ประชาชนไทย 15.7 ล้านเสียงมอบอำนาจมาให้เต็มเปี่ยมแล้ว

รัฐบาลอภิสิทธิ์ดองคดีนี้ไว้ 2 ปีครึ่ง นี่คือโอกาสในการแก้ไขสิ่งผิดให้เป็นถูกโดยรัฐบาลนี้ มันไม่ใช่การแก้แค้น...

คำถามตัวโดๆมีอยู่ว่า จะเอาจริงซะทีหรือยัง? เมื่อไร?!!!
ครบ 3 ปีพันธมิตรยึดสนามบิน ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 คดียังไม่ถึงศาล แก๊งอันธพาลการเมือง แนวคิดทัศนะล้าหลังปฏิกริยาขวาจัดฟาสซิสม์ เริ่มออกมาป่วนเมืองขับไล่โค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกแล้ว

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง 25พ.ย.ครบ3ปีพธม.ยึดสนามบิน มีท่านผู้อ่านตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 2,277 ท่าน ผลสำรวจเป็นดังนี้


เส้นทางดองคดีมาราธอน 3 ปี


2551

-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 21.57 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืน โดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข”

-รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการให้ตำรวจและทหารเข้ายึดสนามบินคืน แต่ได้รับการเพิกเฉย และแม้ศาลจะสั่งให้ออกจากสนามบิน พันธมิตรก็เพิกเฉย เป็นที่รับรู้ว่ามีผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศหนุนหลังคุ้มครอง เพียงแต่พูดกันไม่ได้

มีผู้ตกค้างในสนามบินและได้รับความเดือดร้อนราว 600,000คน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายไม่น้อยกว่า 200,000ล้านบาท ไม่รวมเสียภาพพจน์

-3ธ.ค.51 หลังศาลยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลอีก2พรรคแบบฉุกละหุกในวันที่ 2 ธ.ค. มีผลให้รัฐบาลสมชายล่มสลายลง พันธมิตรประกาศชัยชนะ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทำพิธีส่งมอบสนามบินคืน โดยไม่ถูกดำเนินคดี หรือจับกุมใดๆ

2552

-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบเผยคดีคนแรกเผยคดีคืบหน้า 70 %

-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจที่คุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง

-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1 หัวหน้าคดีคนที่2เผยคดีคืบหน้า80%

-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต

-27 เมษายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีคนที่3 มาเป็นพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส

- 4 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิ ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับพันธมิตรและออกหมายเรียกครั้งแรก

-16 กรกฎาคม 2552 พันธมิตรนอกจากจะไม่ไปมอบตัวตามหมายเรียก ยังยกพวกไปชุมนุมที่สโมสรตำรวจ ไม่ขอรับข้อหา และให้เปลี่ยนข้อหา ซึ่งพล.ต.ท.วุฒิขึ้นเวทีบอกว่า พันธมิตรเป็นผู้ก่อการดี

- 9 กันยายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีอีกครั้งเป็นคนที่4 มาเป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็นคนสายเนวิน ชิดชอบ โดยระบุจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ก่อน ยังไม่ออกหมายจับ

2553

-26ส.ค.53 ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวคดียึดสนามบิน 69 ราย และได้ประกันตัวสู้คดี พร้อมขู่เอาเรื่องพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ส่วนอีก 45 รายไม่มามอบตัว ตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับ ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุมัติหมายจับ โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่ชัดเจน และผู้ต้องหาไม่มีพฤติกรรมหลบหนี

-3พ.ย.53 ผบ.ตร.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เผยภายใน 1 สัปดาห์จะส่งฟ้อง แล้วก็เงียบ

19พ.ย.53 เรื่องกลับไปตั้งต้นที่ พล.ต.ท.สมยศ ประชุมสรุปคดีเมื่อเวลา 10.00 น.มีความเห็นสรุปเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 114 คน ข้อหาก่อการร้าย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะทำความเห็นเสนอ ผบ.ตร. เพื่อให้ ผบ.ตร.ดำเนินการสั่งคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา

-25 พ.ย.2553 ครบ 2 ปียึดสนามบิน พันธมิตรจัดชุมนุมใหญ่หน้ารัฐสภา อ้างว่าเพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับพ.ศ.2550

2554

-26 มี.ค.54 ศาลแพ่งตัดสินคดี 13 แกนนํา และแนวร่วมพันธมิตรฯยึดสนามบิน สั่งให้ชดใช้เงิน 522 ล้านบาท

-3ก.ค.54 พันธมิตรรณรงค์ให้ประชาชนโหวตโนในการเลือกตั้ง มีผู้ลงคะแนนตามไม่ถึง 1 ล้านเสียง ขณะที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนน 15.7 ล้านเสียง

-11 พ.ค.54 ตำรวจส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องคดียึดสนามบินในข้อหาก่อการร้าย 15 คน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายนรัณยู หรือศรัณยู วงษ์กระจ่าง นายศิริชัย ไม้งาม นายสำราญ รอดเพชร นางมาลีรัตน์ แก้วก่า เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ นายชนะ ผาสุกสกุล นายสุรวิชช์ วีรวรรณ และนายรัชต์ชยุตม์ หรือ อมรเทพ หรืออมร ศิริโยธินภักดี หรืออมรรัตนานนท์

จากนั้นอัยการได้เลื่อนสั่งคดีมาเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยอ้างว่าสำนวนยังแล้วเสร็จ ล่าสุดนัดฟังคำสั่งเมื่อ 20 ตุลาคม 54 และข่าวเงียบหายไปเพราะโดนกระแสข่าวน้ำท่วมกลบ


-22 ก.ค.54 นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ เดินทางเข้ารายงานกองปราบฯ เพื่อนำตัวส่งอัยการ หลังจากพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรชุมนุมปิดสนามได้สรุปสำนวนมีความเห็น สั่งฟ้องนายกษิต แต่ไม่มีข้อหาก่อการร้าย

-15 ส.ค.54 องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรต์ว็อชท์ ส่งหนังสือถึงนายกฯยิ่งลักษณ์หลายประเด็น รวมทั้งตอนหนึ่งระบุว่า
จน ถึงขณะนี้ ยังไม่มีความสำเร็จในการสอบสวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการกระทำความผิดทางอาญาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อเหลือง” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2551 การดำเนินคดีกับแกนนำ และสมาชิกของ พธม. มีความล่าช้า โดยหลายคดียังไม่มีการไต่สวนในศาล

4 ก.ย.54 กองปราบฯจับนายไชยพร เกิดมงคล อายุ 59 ปี หรือ จุ๋ม ด่านเกวียน หางแถวพธม.ขังคุกเป็นรายแรก

7ก.ย.54 จับปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการพธม.แต่ไม่มีข้อหาก่อการร้าย และให้ประกันกลับบ้าน

21 พ.ย.54 พันธมิืตรชุมนุมที่บ้านนายสนธิ ลิ้ม โดยจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าแก๊งเบอร์2ประกาศจะขับไล่รัฐบาลนี้ รัฐบาลที่คนไทย15.7ล้านเสียงเลือกมา

สำหรับคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน หลังจากตำรวจสรุปสำนวนส่งอัยการเมื่อ 11 พ.ค.54แล้ว จากนั้นอัยการได้เลื่อนสั่งคดีมาเรื่อยๆไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยอ้างว่าสำนวนยังไม่แล้วเสร็จ ล่าสุดนัดฟังคำสั่งเมื่อ 20 ตุลาคม 54 ที่ผ่านมา และข่าวเงียบหายไปเพราะโดนกระแสข่าวน้ำท่วมกลบ

สรุปว่าผ่านไปครบ 3 ปีคดียังไม่ถึงศาล แหม!ทำเข้าไปได้ สวัสดีประเทศไทย!

*********
หลักแถVSหลักฐาน มัดคอโจรก่อการร้ายยึดสนามบินกุดหัวประหารชีวิต "เว่อร์VSไม่เวอร์"







โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรก 10 กรกฎาคม 2552


ไทยอีนิวส์ทำแบบถามvsตอบว่า คดีก่อการร้ายกรณียึดสนามบิน "เว่อร์เกินไป"ตามที่พันธมิตรยกขึ้นมาต่อสู้ จริงเท็จแค่ไหน? เพื่อให้สาธารชนได้พิจารณาอย่างถ่องแท้

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วย กฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดัง ต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท


เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?


Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับ สัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วน พระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์ กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิด เหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย

A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตาม มาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตร ได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อ ยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ซีรีส์ชุดคำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้:คำถามแรกพวกคุณมีหัวใจไหม?ทำไมเพิกเฉยกับคนเสื้อแดงที่่ติดคุก

คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้(2):เมื่อไรจะเอาคนสั่งฆ่าไปขังคุก มันลำบากตรงไหนกับการให้สัตยาบันICC?

-Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons

Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons

ที่มา Thai E-News


By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย ซีรีส์ชุดคำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้:คำถามแรกพวกคุณมีหัวใจไหม?ทำไมเพิกเฉยกับคนเสื้อแดงที่่ติดคุก

19 May 2010-- there were scores of Red Shirts arrests accused of Town hall arson. Those arrested were jailed one and a half year already.

15 September 2011—The Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT) appointed by the previous government of Mr. Abhisit Vejjajiva, opined that the political conflict in the past was a significant cause of violence and violation of criminal law by various parties. TRCT recommended that those charges, including 112, were to be treated, as ‘political cases’ under special circumstances generally not occurs in the society in a normal condition. TRCT also recommended granting those who were charged to be free on bail, and not to ‘rush’ bringing the cases to the court until the information was complete in every aspect.

20 September 2011—the current Yingluck government appointed a special Coordinating Committee, CCTRCT, to coordinate as well as monitor the implementation of the TRCT’s recommendations.

5 October 2011—CCTRCT had the first meeting. Meeting allowance was ten thousands baht per each member of the committee.

27 October 2011—Mookdaharn provincial court sentenced Red Shirt Mookdaharn to 20-years in prison.

29 October 2011—Udon Thani provincial court sentenced Red Shirt Udon to 22 years and 6 months in prison.

9 November 2011—the Secretary general of the Prime Minister sent a letter to the Deputy Justice Minister requesting the Justice Department to follow through with the TRCT recommendations.

23 November 2011—A Thai court sentenced a man nickname ‘Uncle sms’, to 20 years in prison for sending text message deemed insulting to the monarchy even though TRCT had requested all political cases be delay.



“Today I would like to tell those who did not receive any political positions to be patient. Do not eager to be this-or-that, put aside your want. Today---first, we have to think about ‘how can we help our jailed brothers and sisters’. Second, how can we heal, redress those who injured, die; how about those who were in jail? Third, how can we help people with economic hardship?

Thaksin’s speech during his visit German Red Shirts on 11 August 2011.


Did we pressure the government to accelerate the release of the Red Shirts jailed in the past year and a half? The answer is NO we did not.

The party that would like to see the acceleration of the prisoners was the TRCT which chaired by Professor Kanit na Nakorn. The irony is that the TRCT was appointed by Abhisit Vejjajiva government.

2 months had passed since 15 September, the day in which the TRCT presented the recommendations to the Yingluck government. None of the recommendations bears fruits, it passed in silence.

Did we propose any thing politically that could undermine the stability of this government? The answer is NO we did not.

The TRCT was the one that presented the government with recommendations that would help its stability. The recommendations had no provisions on ‘amnesty’ or pardon’. It took the TRCT more than one and a half year of studying and hearings the 19 May 2010 violence to come up with its recommendations.

Government action became a farce when, instead of implementing the proposal, it came out with ‘pardon plan’ for Thaksin instead. Faced with strong opposition, the government back down.

What is the crux of the TRCT’s proposal? Would the government face the pressure by following the proposal? The answer again is NO

No matter what name calling one would call the Red Shirt prisoners who burnt the houses, shopping malls, town halls etc.; or those charged with 112. In TRCT’s view, regardless of guilt or innocence, they were all ‘political cases’ influenced by political conflicts of the time. These charges should not be allowed to proceed normally like normal criminal cases. The TRCT’s proposal called for all accused be free on bail and cases be delay.

Should the government follow the TRCT’s advice, they would gain more legitimacy because the TRCT was not associated with the current government; in fact, it was appointed by the Abhisit government.

The irony is that while the proposal was put in the ‘back burner’ by Prime Minister Yingluck or Deputy Prime Minister Yongyuth for 2 months, the courts kept on handling sentences to the Red Shirts 10-20 years prison terms as if ‘business as usual’, having flooding problem or not.

Later it was learnt that on 9 November 2011, the Secretary general of the Prime Minister had sent a letter to the Deputy Justice Minister requesting it to follow through with the proposal. Nothing happened, courts continued to hand down harsh sentences 10 years, 10-20 years, and latest a man nickname ‘Uncle sms’ got 20 years.

The government was too ignoring, too laid back. Do you have a heart?
Red Shirt people had been in jail from 19 May 2010 crackdown over one and a half year already with no bail, speedy sentences were handed out even though the TRCT had recommended the government to do otherwise.

On 15 September 2011, the TRCT sent Yingluck government its second report outlining its work progress and recommendations. The full English report is here.

What follows is an extract of the report:

3. TRCT opines that the political conflict situation during the past time was a significant cause of the violence and the violation of criminal law by various involved parties. The violence and the violation of criminal law in this character are not considered as a behavior which generally occurs in the society in a normal condition without such political conflict because the violation is fundamentally based upon political perspectives.

Hence, even if the illegal behavior, which affects and results in damages to individuals and the public, requires perpetrators to have appropriate legal accountability, in many occasions the criminal responsibility derived from the prosecution and criminal punishment may not solely be in conformity with the punishment philosophy and unable to render justice and solve the conflict problem.

Because perpetrators who have political motivations are different from typical criminal perpetrators who are inherently villains and criminals, the punishment of a violent behavior in this respect could not result in the deterrence of perpetrators themselves and the entire public according to the common philosophy of punishment.

Moreover, the prosecution of criminal cases correlated with the political conflict could encounter the problem from the limitation of the investigation process, the accusation, and the evidence and witness gathering, viewed as being impartial and biased for the advantage of those control the state power in each period.

For this reason, TRCT conceives that the prosecution of criminal cases according to the Royal Decree on Public Administration in Emergency Situation B.E. 2548 (2005), the offence of unlawful assembly of ten or more persons under Section 215 of Criminal Code and other relevant cases during the incidents of political violence before and after the 19 September 2006 coup including the cases concerning the lèse majesté under Section 112 of Penal Code and Computer Related Crime Act B.E. 2550 (2007) are all correlated with the political conflict. The government should thus proceed with the prosecution of such offences as follows:

3.1 Expedite the examination to clarify whether the accusation and the prosecution against accused persons and defendants are consistent with the circumstances of the commission and review whether the accusation is unduly harsh or the evidence is too weak to prove the guilt.

3.2 Proceed in earnest with a temporary release which is a fundamental right of accused persons and defendants in order to enable accused persons and defendants to defend their cases to prove innocence and to reduce effects from the restriction of freedoms on themselves and families.

The relevant authorities, such as investigating officers and prosecutors, should file petitions to the court to provide information relating to accused persons and defendants whether or not there is a reason to abscond, a reason to destroy evidence or a reason to cause harm to the society if a temporary release is granted. If no such reasons exist, the legal principle in protecting the fundamental right to a temporary release of accused persons and defendants should be affirmed.

With regard to the temporary release, although Section 110 of the Criminal Procedure Code does not require a bail, the agencies of justice system have required the bail in practice. This practice has not been in accordance with the legal principle and caused substantial damage to the justice system as it opened channel to a “professional bailer”, which is illegal in the justice system, to grasp a chance to constantly take advantage over the rights and freedoms of individuals.

Likewise, an “insurance company” also takes advantage over the rights and freedoms of individuals. The permission to the “insurance company” to take advantage in this manner originated from the government policy in one era which lacked understanding of the legal principle. However, the solution to a root cause of the problem, which is a correct understanding of the legal principle, cannot be made at this moment because this problem involves the legal education, legal perspectives of those applying the law, and etc.

In the case the court allows the temporary release on bail, it is righteous that the government should provide such bail to all accused persons and defendants who cannot procure the bail according to the past practice. In this respect, it should be aware that the harsh accusation of accused persons and defendants is not a reason for not allowing the temporary release according to the law.

3.3 The accused persons and defendants are not villains or criminals as in a regular criminal case but they are accused of committing the offence for the fundamental reason of achieving political goals. Consequently, provided that the accused persons and defendants are not granted the temporary release, the government should arrange for an appropriate place of detention which is not a common prison to detain accused persons and defendants as used with political prisoners in the past.

3.4 These criminal cases correlates with the ongoing political conflict during the past years as the perpetrators have political motivations and the ongoing conflict problem has an important root cause from the situation of Thai society being in transition. Therefore, the principle of criminal justice which solely uses the criminal prosecution measure for the purpose of punishment to solve the conflict problem is not suitable with the problem situation. It is thus appropriate to study and apply the theories of transitional justice and restorative justice in order to properly apply their principles and methods as well as experiences of foreign countries encountering severe conflicts with the situation in Thailand.

As a consequence, while studying on how to properly apply various measures with the conflict situation in Thailand, there should be a request for the cooperation from prosecutors to delay the prosecution of these criminal cases by not bringing the cases to the court and waiting until the information is complete in every aspect – the correct and reliable information concerning circumstances of the case, the overall information regarding the causes of the problem, the information on academic principles pertaining to legal measures under the framework of transitional justice and restorative justice – to enable prosecutors to have full and complete information for public interest evaluation as well as appropriate criminal measures before ordering the cases.

……………….

In summary, TRCT wanted temporary release of the accused, do not allow sentencing, delays trials due to political cases in nature. However, the fact of the matter was the court still handed down sentencing: some 6 months, some 1-2 years, even 20-30 years prison term in October of this year. The accused in Udon Thani, Ubon Ratchathani, Mookdahan, Maha Sarakham, and 112 were sentenced rapidly one month after the TRCT presented its recommendations to the government.

In the mean time, the CCTRCT, the coordinating committee that supposed to monitor the implementation of the TTRC’s recommendations, met only once on past 5 October. While they were meeting, the sentencing kept coming to the Red Shirts and prisoners of 112, 10 years each, 20-30 years each.

It is the duty and responsibility of the government to see that the Justice Department accelerates the implementation as soon as possible. The TRCT is not associated with the current government, in fact, it is from previous Mr. Abhisit government. Its recommendations will benefit the government supporters who lost their freedom in the fight to bring about this government into being. What is the delay? To solve the flooding problem first? How about Thaksin’s pardon, why Thaksin does not have to wait until water decrease?

So, the ‘big question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government, is--- when will you release those on the side that got kill to freedom, and put those that kill in prison.

The old formulaic answer that calls for ‘for reconciliation’ that allows Red Shirts to continue to be in jail, killers allowed to be on the loose, the commanders scot-free awaiting amnesty, and ‘real Commander’ receives ‘worship’ as usual as if nothing had happened, then

The ‘Big question’ remains.

The big question is really this: When will there be justice. If there is no justice, there is no stability. If there is no stability, there is no peace.

So, No Justice, No Peace!

**********

Note from Thaienews: After we published the Thai version of the “Series of ‘Big Questions for this government”, Thaienews received correction from the Thai government. The government would like to set the record straight that it did not neglect nor ignore the issue. In fact, there was a cabinet meeting to deal with this issue on 25 October, 2011. The meeting came out with a consensus agreeing with the TRCT’s proposal, and had sent letters to government agencies involved.





Later on 23 November 2011, UDD acting chairwoman Thida Tawornseth met with Justice Minister Pol Gen Pracha Promnok. Both agreed in principle on protecting the rights of the accused. The Rights and Liberties Department of the Justice Minister will request bail for 101 political prisoners next week excluding 112.

The government will also have special jail for political prisoners to separate ‘political prisoners’ from general criminal prisoners. On the issue of delaying the trials and sentencing, there was no consensus.

"ภาษาอังกฤษ" ต้นทุนทางวัฒนธรรม ของชนชั้นนำในสังคมไทย

ที่มา Voice TV



จาก กรณีที่มี ผู้มีการศึกษา ออกมาให้ความเห็นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ถูกต้องของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนกลายเป็นกระแสที่หลายฝ่ายทั้งขั้วตรงข้ามและฝ่ายสนับสนุน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง ซึ่งถ้าหากจะมองเรื่องนี้ในเชิงวัฒนธรรม คอลัมนิสต์ฝีปากกล้าอย่างคำผกา มองว่าความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ เป็นเรื่องของต้นทุนทางวัฒนธรรม ที่แฝงนัยด้านชนชั้นทางสังคมไทย โดยผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาในอดีต มักเกิดในตระกูลผู้ดี เจ้าขุนมูลนาย ที่นิยมส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อแสดงความทัดเทียม และความเป็นพวกเดียวกันกับชาวผิวขาว ที่เป็นจ้าวอณานิคมอยู่ในสมัยนั้น (ประมาณ คริสตศตวรรษที่ 19)

ขณะเดียวกัน ชนชั้นล่าง เช่น พ่อค้า ชาวนา หรือไพร่ กลับได้รับการศึกษาต่ำ โดยเฉพาะความรู้ด้านภาษา แทบไม่มีเลย ซึ่งต่อมา ถึงแม้ว่า ระบบการศึกษาของสังคมไทย จะบรรจุภาษาอังกฤษไว้เป็นวิชาบังคับ แต่นักเรียน รร. รัฐบาลจะไม่ได้ เรียนภาษาอังกฤษ จนกว่าจะ ป. 5 วึ่งจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เราเห็นจากความสามารถด้านภาษาของเด็กไทย ทำให้เข้าใจได้เลยว่า การออกแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยก็จะเป็นการเรียนเพื่อให้พูด ไม่ได้ อ่านไม่ออก แต่เพื่อให้รู้ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ ให้รู้ภาษาอังกฤษแบบพูดออกมาปุ๊บก็ต้องรู้เลยว่า “ได้รับการศึกษามาแบบไพร่หรือผู้ดี” ทั้งนี้ เพื่อจะได้ใช้ “ทุน” ทางภาษาต่างชาติเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครเป็นใครในสังคม
นอกจากนั้นยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างสำนึก ชาตินิยมว่า “ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ ไม่ต้องเรียนก็ได้” หรือ “เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้น เราเลยพูดภาษาอังกฤาหรือฝรั่งเศสไมได้” – แต่เราไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมบรรดา Elite ถึวส่งลูกหลานไปเรียน “เมืองนอก” ตั้งแต่ยังเด็ก????? หรือ ทำไม คนมีสตังค์ จึงส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์? หรือว่า สำนึกชาตินิยมล้าหลังนั้นมีไว้สนตะพาย “ไพร่” เท่านั้น???
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากบนวิจารณ์อันเผ็ด ร้อน ในรายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกาตอนพิเศษกับแขกพิเศษ อ. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กับตอนที่มีชื่อว่า "ภาษาอังกฤษ" ต้นทุนทางวัฒนธรรม ของชนชั้นนำในสังคมไทย ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 26 พ.ย.นี้ เวลา 21.30 - 22.00 น.

บทความ: อากงตายเพราะตัวเลข

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
26 พ.ย.2554

ก่อน อื่นต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่หายหน้าหายตาไปห้วงระยะที่น้องน้ำมาเยี่ยม ก็อ่วมอรทัยเหมือนๆกับ กทม.ล่ะครับ แต่ทางใต้มันอ่วมอรทัยแบบซ้ำซากทุกๆปี ไม่เหมือนทางเมืองหลวง กทม.โดยเฉพาะเขตชั้นใน กทม.ที่โคตรจะดัดจริตเสียเหลือเกิน กับไอ้เรื่องของน้องน้ำที่หลงทาง ไม่รู้จะหลากไปที่ไหน ก็ขอเป็นกำลังใจแบ่งปันกันน่ะครับสำหรับพี่น้องที่ถูกน้องน้ำไปเยือนที่บ้าน ขอเพียงมีสตินิดเดียวทุกท่านที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วม ก็พอจะมีกำลังสู้ต่อ นั่นก็คือ ให้นึกถึงผู้คนที่เขาถูกน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีอย่างผม และพี่น้องทางจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงเงินเยียวยาข้ามปี เท่านี้พี่น้องทาง กทม.ที่ถูกน้ำท่วมก็น่าจะทำใจได้ในระดับหนึ่งน่ะครับ ไม่ต้องถึงกับไปปรึกษาหมอโรคจิตให้เสียเวลา เพราะแค่เจอเรื่องหมอตุลย์คนเดียวก็โคตรที่จะรำคาญอยู่แล้ว

จากที่ หายหน้าไปนาน วันนี้ก็เลยถือโอกาสนำเรื่อง “อากง” มาร่วมสนทนาเสียหน่อย แล้วหลังจากนี้ หากมีเวลาผมจะนำเรื่องปัญหาชายแดนใต้ มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่า อุทกภัย ก็ขอเริ่มเรื่องเลยน่ะครับ


หนังสือพิมพ์มติชนรายงานในบทความ - ปัญหาเรื่องหมายเลข "อีมี่" ในฐานะ "หลักฐานสำคัญ" ที่ใช้ฟ้องร้องคดี "อากง" - วันที่ 25 พ.ย. 54 ว่า

"ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล" ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟท์แวร์ FireOneOne ได้เขียนข้อความตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาในการใช้หมายอีมี่ในโทรศัพท์มือถือมา เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับนายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือ "อากง" ซึ่งเพิ่งถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 20 ปี ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ผ่านทางเฟซบุ๊ก Shakrit Chanrungsakul

มติชนออนไลน์เห็นว่าข้อสังเกตของชาคริตมี เนื้อหาน่าสนใจ และน่าจะกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงทางปัญญาอย่างสร้างสรรค์ในสังคมไทยได้ จึงขออนุญาตนำสาระสำคัญของข้อถกเถียงดังกล่าวมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ ดังนี้

โจทก์ แถลง : ข้อพิสูจน์ในคดีนี้คือ IMEI ประจำเครื่อง 14+1 หลักที่มีความสำคัญ โดยในคดีนี้ เลข 14 หลักแรก + หลักสุดท้ายที่เป็นเลข 6 สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นยี่ห้อ Motorolla ส่วนถ้าเปลี่ยนหลักสุดท้ายไปเป็นเลขอื่นจะพบว่าไม่ตรงกับยี่ห้อใดเลยในท้อง ตลาด (ใช้การพิสูจน์ด้วยการค้น IMEI ในเว็บแห่งหนึ่ง)

ผู้ รู้แถลง : เลข IMEI 15 หลักถูกก็อปปี้ขายกันเป็นล้านเครื่อง ตามมาบุญครองและเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือราคาถูก โดยเลข IMEI ที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยเลข 14+1 หลัก ซึ่งหลักสุดท้ายจะไม่มีเลขอื่นนอกจาก checksum ของ 14 หลักแรก

ดัง นั้นการที่มี IMEI 591154203237516 จะไม่มี 591154203237517 หรือลงท้ายด้วยเลข 8 หรือ 9 หรือ 0 หรือเลขอื่น ๆ นอกจากเลข 6 เนื่องจากมันเป็น checksum ของสิบสี่หลักแรก โดยคำนวนจาก Luhn Algorithm ดังนี้
เริ่มต้นจากเลขสิบสี่หลักแรกของ IMEI
59115420323751

ให้คูณ 2 เฉพาะตัวเลขที่เป็นหลักคู่
5(18)1(2)5(8)2(0)3(4)3(14)5(2)

แล้วค่อยนำมารวมกันเป็น
5+1+8+1+2+5+8+2+0+3+4+3+1+4+5+2 = 54

เพื่อทำให้ 54 หารด้วย 10 ลงตัว ต้องเพิ่มไปอีก 6 เพื่อให้เป็น 54+6 = 60

เอา 60 มาหาร 10 ตัวเลขสุดท้ายจึงต้องเท่ากับ 6

ดัง นั้น การที่โจทก์ไปเสิร์ชหา 591154203237516 จึงตรงกับโมโตโรลล่ารุ่นที่อากงใช้ (และตรงกันกับโมโตโรลล่ารุ่นเดียวกันอีกหลายแสนเครื่องที่ขายกันอยู่ทั่วไป)
591154203237517 จึงไม่มีผลลัพธ์ตรงกับยี่ห้อไหนรุ่นไหนเลย
591154203237519 จึงไม่มีผลลัพธ์ตรงกับยี่ห้อไหนรุ่นไหนเลย
591154203237510 จึงไม่มีผลลัพธ์ตรงกับยี่ห้อไหนรุ่นไหนเลย
591154203237512 จึงไม่มีผลลัพธ์ตรงกับยี่ห้อไหนรุ่นไหนเลย

สรุป จากข้อมูลนี้ได้ว่า : IMEI ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เนื่องจากหมายเลข IMEI นั้น ไม่ใช่ Unique Number มีมือถือหลายเครื่องที่มี IMEI ซ้ำกันได้ โดยมีทั้งการที่ซ้ำกันมาตั้งแต่โรงงานผู้ผลิต และซ้ำกันเพราะมาแก้ไข IMEI เองในภายหลัง (คนนำเข้าโทรศัพท์เถื่อน, คนประกอบโทรศัพท์ ต่างก็รู้กันแล้วว่ายี่ห้อไหนรุ่นไหนที่จะต้องใช้ IMEI อะไรจึงจะถูกต้อง)

สิ่งที่เราในฐานะประชาชนผู้อยู่ภายใต้กฎหมายควรที่จะรู้ และต้องการจะรู้ก็คือ "ประจักษ์พยานหรือหลักฐาน" ที่ชี้ชัดได้ว่า

1. SMS ดังกล่าวมาจากเครื่องของจำเลยจริง
2. จำเลยเป็นคนส่งข้อความด้วยตัวเองจริง
3. จำเลยมีสายสัมพันธ์หรือสามารถติดต่อโดยตรงกับเลขานุการนายกรัฐมนตรีทางโทรศัพท์มือถือได้จริง
ความยุติธรรมจะเกิด ถ้าหากโจทก์สามารถหาข้อพิสูจน์ดังกล่าวมาใช้เป็นหลักฐานปรักปรำได้จริง ซึ่งจำเลยต้องรับโทษตามกฎหมาย

แต่ ถ้าโจทก์ไม่สามารถหาหลักฐานอื่นมาได้นอกเหนือจาก IMEI ที่มีโทรศัพท์รุ่นเดียวกันอีกนับหมื่นนับแสนเครื่อง และยืนยันที่จะใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการปรักปรำจำเลยในคดีนี้ ...

โจทก์ จะต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ว่าต่อจากนี้ไปสังคมไทยจะยอมรับการใช้ IMEI เป็นบรรทัดฐานในการหาตัวผู้กระทำผิดทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือ ด้วยหรือไม่ ...

ถ้าคำตอบคือ "ใช่" ผมเชื่อว่าจะมีความวุ่นวายตามมาอีกหลายคดีอย่างแน่นอน -

อ้างอิง:
http://www.gsm-security.net/faq/imei-international-mobile-equipment-identity-gsm.shtml
http://en.wikipedia.org/wiki/International_Mobile_Equipment_Identity
http://en.wikipedia.org/wiki/Luhn_algorithm
http://propakistani.pk/2011/04/27/blocking-handsets-with-duplicate-imei-can-go-ugly/
http://news.bbc.co.uk/2/hi/8387727.stm
http://www.facebook.com /notes/tong-gallus-spadiceus/imei-และ-อากงอำพล-กับ-หลักฐานที่ยืนยันความ บริสุทธิ์-กลับถูกใช้ปรักปรำว่ามีความผิด/296278550404494

สรุปประเด็นสำคัญ ในประชาไท เรื่อง รายงาน: เปิดคำแถลงปิดคดี ‘อากง SMS’ ต่อจิ๊กซอว์จากเบอร์ต้นทางถึงชายแก่ปลายทาง

1. หมายเลขโทรศัพท์ซึ่งส่งข้อความ คือ xxxxx15 (ระบบเติมเงินของDTAC) และหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลย คือ xxxxx27 (ระบบเติมเงินของ TRUE) เป็นคนละหมายเลขกัน แต่โจทก์กล่าวอ้างว่ามีหลายเลขอีมี่ตรงกัน

2. หมายเลขอีมี่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นเลขหมายใดก็ได้ และเมื่อแก้ไขเแล้วก็จะไปปรากฏยังระบบของผู้ให้บริการ การตรวจสอบและเชื่อมโยงการกระทำความผิดจากหมายเลขอีมีจึงไม่มีความน่าเชื่อ ถือในการนำมาใช้ลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งว่ามีการกระทำความผิดได้ เพราะหมายเลขอีมี่ไม่เหมือนดีเอ็นเอที่สามารถระบุความเป็นตัวตนของเครื่อง โทรศัพท์ได้

>พยานโจทก์ เจ้าหน้าที่ TRUE ได้ให้การว่า “ข้าฯเคยได้ยินมาว่ามีการเปลี่ยนหมายเลขอีมี่กลางโดยการจ้างช่างโทรศัพท์ เป็นเลขอีมีอย่างอื่นได้” และ “อีมี่กลางนั้นสามารถใช้กับโทรศัพท์หลายๆ เครื่องได้”

>พยานโจทก์ เจ้าหน้าที่ ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ได้ให้การว่า “หมายเลขอีมี่สามารถให้ช่างเครื่องซ่อมโทรศัพท์มือถือที่เชี่ยวชาญเปลี่ยน ได้ ซึ่งจะทำให้หมายเลขอีมี่ที่ถูกเปลี่ยนนั้นไปปรากฏยังฐานข้อมูลของบริษัทผู้ ให้บริการเปลี่ยนแปลงด้วย”

>เอกสารที่ทนายจำเลยนำส่งศาลระบุว่า มีความแพร่หลายในวิธีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมายเลขอีมี่ทั้งจากข้อมูลใน อินเตอร์เน็ตและมีเปิดสอนหลักสูตรในโรงเรียนสอนซ่อมมือถือดังกล่าว “เลขหมายอีมี่สามารถเปลี่ยนใหม่สำหรับเครื่องที่ถูกขโมยมาได้ และ 10% ของหมายเลขอีมี่ก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะ”

3. โจทก์ก็ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานในการตรวจสอบอีมี่จากทั้ง 3 บริษัทของผู้ให้บริการโทรศัพท์ในประเทศไทย (ไม่ได้ตรวจของเอไอเอส) จึงไม่อาจอ้างได้ว่าอีมี่นี้มีผู้ใช้เพียงเบอร์เดียว

4. กระบวนการสืบสวนตามพยานเอกสารที่นำส่งศาลไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเริ่มต้นขอความร่วมมือจาก TRUE โดยนำเบอร์ xxxxx27 ของจำเลยมาตรวจสอบข้อมูลการโทร ทั้งที่ยังไม่ทันได้เลขอีมี่จากเบอร์ xxxxx15 ซึ่งเป็นเบอร์ใช้ก่อเหตุ แสดงให้เห็นว่าเป็นการเจาะจงขอข้อมูลจากหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยมาตั้งแต่ ต้น โดยที่ยังไม่มีความเชื่อมโยงจากหมายเลขอีมี่เป้าหมายแต่อย่างใด และหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยก็ไม่ใช่หมายเลขที่ใช้ในการกระทำความผิด

5. คดีนี้มีความผิดพลาดในการสอบสวน สืบสวน มีที่มาของพยานหลักฐานโดยมิชอบ เนื่องจากพยานหลักฐานส่วนใหญ่ในคดีเป็นพยานเอกสาร ซึ่งเอกสารที่ศาลจะสามารถรับฟังได้นั้นต้องมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ แต่พยานหลักฐานของโจทก์กลับขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานโจทก์อย่างชัดแจ้ง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่เบิกความ ซึ่งทำให้ไม่มีความสมเหตุสมผลในการเชื่อมโยง ติดตามหาตัวจำเลยว่าเป็นผู้กระทำผิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทราบหมายเลขอีมี่ของหมายเลขที่กระทำความผิดเป็นลำดับ ท้ายสุด

ในการสืบจำเป็นต้องทราบหมายเลขอีมี่ก่อนจึงจะทำการตรวจสอบได้ แต่เอกสารดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ามีการตรวจสอบจากหมายเลขของจำเล (xxxx27) ซึ่งไม่ใช่หมายเลขในการส่งข้อความโดยตรง พยานหลักฐานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการสืบสวนสอบสวนมุ่งโดยตรงมาที่จำเลย ตั้งแต่ต้นโดยไม่ได้ตรวจสอบมาจากอีมี่ตั้งแต่แรกตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
(รายละเอียดขั้นตอนที่ขัดแย้งกันระหว่างพยานเอกสารกับคำเบิกความ กรุณาดูผังด้านล่าง)

6. บันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำของบุตรสาวจำเลย ก่อนจะมีการจับกุมตัวจำเลยก็ไม่ปรากฏหมายเลขอีมี่

7. หนังสือแจ้งผลการตรวจข้อมูลโทรศัพท์จากดีแทคระบุวันที่ไม่ตรงกับวันเกิดเหตุ “ทางบริษัทได้แจ้งข้อมูลการโทรให้ทราบแล้ว แต่ยังมีประเด็นเรื่องรหัสประจำเครื่อง(IMEI)ที่ขณะนั้นยังไม่สามารถตรวจสอบ ได้ บริษัทได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าในช่วงวันที่ 10-15 มิถุนายน 2553 โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข xxxxx15 ใช้คู่กับโทรศัพท์(IMEI)หมายเลข xxxxxxxxxxxxxx 0” เจ้าหน้าที่บริษัทให้การว่าใส่วันที่ผิด แต่พบข้อพิรุธว่า มีการระบุว่า “ยังตรวจสอบไม่ได้” , ไม่มีการแนบข้อมูลการโทรมีเพียงการระบุอีมี่ อีกทั้งในการส่งเอกสารมาครั้งแรกไม่มีการเซ็นรับรองเอกสาร แต่เพิ่งมาเซ็นรับรองเอกสารในครั้งที่สอง จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ

8. โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะแสดงได้ว่าจำเลยเป็นคนกดข้อความ หรือส่งข้อความดังกล่าวไม่มีพยานเอกสารหรือพยานบุคคลใดยืนยันได้ว่าจำเลย ซึ่งอายุหกสิบเอ็ดปีแล้ว สามารถส่งข้อความได้ มีเพียงพยานเอกสารซึ่งพยายามเชื่อมโยงว่าเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความ ความและเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยเป็นเครื่องเดียวกัน

9. คำให้การพยานโจทก์จากทรู ยังให้การต่อศาลว่า “จากข้อมูลการใช้โทรศัพท์ [หมายเลข xxxxx27 ซึ่งเป็นของนายอำพล-ประชาไท] ไม่ปรากฏว่ามีการส่งข้อความ sms จากเครื่องโทรศัพท์ดังกล่าว”

10. โจทก์ยังไม่มีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นบุคคลที่ก้าวร้าว ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีมูลเหตจูงใจในการกระทำความผิด ในทางตรงกันข้ามจำเลยไม่เคยมีประวัติอาชญากร มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และแสดงออกโดยไปลงนามถวายพระพรอยู่ เสมอทุกครั้งที่มีโอกาส รวมทั้งได้ไปร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้า ฟ้ากัลยานิวัฒนาด้วย
ปัญหานี้ต้องพุ่งเป้าไปยังสามีแม่เลี้ยงติ๊กแห่งพรรคแมลงสาบที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ (พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู )

ขอ ส่งท้ายเรื่องที่เป็นประโยชน์สำหรับพี่น้องทุกท่าน เรามาตรวจสอบ “ตัวเลขหฤโหด อี...มี่” ในโทรศัพท์ของเรา ว่ามันมีเลขอะไรบ้าง แล้วจดเก็บไว้ เพื่อป้องกันบุคคล/กลุ่มบุคคล ที่โคตรจะเทอดทูนสถาบัน นำเลข อีมี่ ของเราไปสร้างเรื่อง แบบอากง ซึ่งนับเป็นแผนการณ์หนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลชุดปัจจุบันและมวลชนคน เสื้อแดง กำลังปฎิบัติการอยู่ในขณะนี้ เพราะมันไม่มีหนทางใดอีกแล้วที่จะโค่นล้มรัฐบาลชุดปัจจุบันและกลุ่มมวลชนคน เสื้อแดงให้พังพินาศย่อยยับได้ นอกจากเรื่อง 112 โปรดระวัง..!!??

การตรวจสอบเลข “อี...MEI” ในเครื่องโทรศัพท์ของเรา ด้วยตัวเราเอง โดยการกด *#06# เลขอีมี่เครื่องก็จะปรากฎขึ้น ซึ่งจะตรงกับด้านหลังเครื่องเมื่อถอดแบตเตอรี่ออกครับ

สวัสดีครับ โอกาสหน้าจะนำเรื่อง “ไฟใต้” มาเล่าสู่กันฟังครับ......

ตรงไป ตรงมา 26-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=680

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 26-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=678

แว่นขยาย cctv กล้องลวงหรือกล้องจริง 25 11 54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=677

รู้เขารู้เรา 25-11-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=676

Saturday, November 26, 2011

อาเซียนยังห่างไกลจากสหภาพยุโรปนัก

ที่มา ประชาไท

บทความจากบล็อก ‘Banyan’ ในเว็บไซต์ ‘ดิ อีโคโนมิสต์’ วิเคราะห์การประชุมอาเซียนและการประชุมสุดยอดผู้นำตะวันออกที่สิ้นสุดไป เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อย้อนมองสหภาพยุโรปและหันกลับมาดูอาเซียน ก็ฟันธงได้เลยว่าอาเซียนไม่มีทางจะเป็นได้อย่างอียู

000

บรรดาผู้นำประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้เดินทางไปร่วมประชุมประจำปีครั้งที่ 19 ที่บาหลีในอาทิตย์ที่ผ่านมา อาเซียนเองก็เริ่มกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมแห่งยุคสมัยไปแล้ว เนื่องจากไม่ว่าประเทศใดๆที่แม้จะอยู่ห่างไกลจากประโยชน์ในภูมิภาคเอเชีย-แป ซิฟิคก็ล้วนแต่อยากร่วมเป็นสมาชิกด้วยทั้งสิ้น หรืออย่างน้อยได้เข้ามานั่งประชุมด้วยก็ยังดี ในขณะที่การประชุมสุดและองค์การยอดครั้งแล้วครั้งเล่าแบบที่เรียกกันว่า “อาเซียน-เซนทริค” (อาเซียนเป็นศูนย์กลาง) ถูกตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับผู้มาใหม่เหล่านี้ - ตั้งแต่อินเดียยันนิวซีแลนด์ และตั้งแต่จีนยันรัสเซีย
ด้วยเหตุฉะนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียนในปัจจุบันจึงกลายเป็นมหกรรมการประชุมสุดยอดและการ ประชุมทวิภาคีต่างๆ ที่มีตารางประชุมติดกันเป็นชุดๆ ซึ่งไฮไลท์ของปีนี้จะเป็นการมาเยือนของประธานาธิบดี บารัก โอบาม่า เพื่อส่งสัญญาณการผงาดขึ้นสู่ที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกของสหรัฐอเมริกา อันเป็นการรวมตัวน้องใหม่อีกกลุ่มหนึ่งของอาเซียน ซึ่งมีสมาชิกดั้งเดิม 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอีก 8 ประเทศ นอกจากนี้ การมาเยือนนี้จะยิ่งเป็นการตอกย้ำความรู้สึกว่าศตวรรษนี้จะเป็น “ศตวรรษแห่งเอเชีย” ปธน. โอบาม่าก็เองย้ำแล้วย้ำอีกในประเด็นนี้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (หมายถึงพุธที่ 17 พ.ย. 54 – ประชาไท)

อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของอาเซียนปีนี้คงจะไม่สนใจในการสร้างเอเซียใหม่อันน่าภาคภูมิใจ มากนัก แต่ความสนใจจะไปอยู่กับยุโรปเก่าที่กำลังทรุดลงเรื่อยๆต่างหาก เช่นเดียวกับที่การประชุม G20 เมื่อเร็วๆนี้ที่ฝรั่งเศส ประเด็นเรื่องวิกฤติค่าเงินยูโรจะเป็นประเด็นหนึ่งที่พูดคุยกันในการประชุม สุดยอดครั้งนี้ของอาเซียนด้วยเช่นกัน หากจะมีเรื่องที่เกี่ยวกับอาเซียนจริงๆในการประชุมครั้งนี้ อย่างมากก็คงมีเพียงแค่ประเด็นคำถามที่ว่า เศรษฐกิจในแถบเอเชียแปซิฟิกนี้จะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อหลีกเลี่ยงโรคระบาด ทางการเงินครั้งนี้จากยุโรปที่นั่น

วิกฤติค่าเงินยูโรยังทำให้บรรดาขาประชุมทั้งหลายที่บาหลีหันมาครุ่นคิด เกี่ยวกับอนาคตของตัวอาเซียนเองอีกด้วย รวมถึงคำถามที่ว่ามีบทเรียนใดที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากประวัติศาสตร์การ เงินยุโรปพักหลังๆอันน่าอัปยศนี้ได้บ้างหรือไม่ แทบไม่มีใครหรอกที่จะไม่ลองเปรียบเทียบสถานการณ์ทั้งสองนี้ดู: ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาในปี 1967 (ซึ่งก็ถือว่าช้ากว่าคนอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) อาเซียนมีเป้าหมายว่าจะขึ้นเป็น “เขตเศรษฐกิจอาเซียน” ให้ได้ภายในปี 2015 หรือ อย่างที่เอกสารทางการของอาเซียนได้กล่าวไว้อย่างหอมหวานว่า “วิสัยทัศน์” ของอาเซียนนั้นคือจะสร้าง “ภูมิภาคเศรษฐกิจอาเซียนที่มั่นคง รุ่งเรือง และมีการแข่งขันสูง โดยจะมีทั้งการไหลเวียนสินค้า บริการ และการลงทุนที่ดี การหมุนเวียนของทุนที่เสรี การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างถาวรและช่องว่างในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศรวม ทั้งความยากจนต่างๆ จะลดน้อยลง”

ทั้งหมดนั้นฟังดูคล้ายเหลือเกินกับบทบัญญัติของเขตเศรษฐกิจยุโรป (อีอีซี) อันเป็นต้นตำหรับที่นำไปสู่สหภาพยุโรปในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับที่บิดาผู้ก่อตั้งอีอีซีทั้งหลายได้บรรลุความฝันนี้ในยุโรป เมื่อทศวรรษ 1980s แล้ว ก้าวต่อไปของยุโรปก็คือการใช้สกุลเงินเพียงหนึ่งเดียว หรือ ยูโร และก้าวต่อไปก็คือ... นั่นแหละ คงไม่งามหากจะมาพูดกันตอนนี้ เพราะเราต่างก็ทราบดีแล้วว่าสหภาพยุโรปลงเอยอย่างไร

ความคล้ายคลึงกันใน “วิสัยทัศน์” ของทั้งอีอีซีและอาเซียนนั้นมิใช่เป็นเรื่องบังเอิญแต่อย่างใด คงเป็นยากนักที่จะระลึกถึงความจริงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า สหภาพยุโรปเคยได้รับความหวังและการคาดการณ์ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างใหญ่ หลวง ว่าสหภาพยุโรปนั้นคือโมเดลของการที่บรรดาอริเก่าทั้งหลายสามารถเอาความขัด แย้งต่างๆ ฝังลงดินเพื่อหันมาสร้างตลาดและบรรลุความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจแทน โปรดลองหลับตาและรำลึกถึงวันวานของเยอรมนีในปี 1950 อิตาลีในปี 1960 หรือไอร์แลนด์ในปี 1990 แม้แต่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ก็ยังมีรูปแบบบางส่วนมาจากสหภาพยุโรป เป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวเอเชียเองก็มองหาตัวอย่างจากยุโรปด้วยเช่นกัน

เราจะเห็นว่า ปัญหาของโมเดลแบบยุโรปนี้คือเป้าหมายเศรษฐกิจที่จำกัดนี้สร้างโมเมนตัม บางอย่างขึ้นมาด้วย กล่าวคือ เมื่อเกิดปัญหาใดๆก็ตามในสหภาพยุโรป คำตอบก็มีแต่ “ต้องปรับตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับอียูให้ได้มากกว่านี้” จนคำตอบนี้กลายเป็นคำตอบปริยายไปแล้ว ประเทศต่างๆเข้าคิวรอเข้าอียูก็เพราะพวกนี้ต้องการที่จะเข้าร่วมขบวนการ “เป็นหนึ่งเดียว” กับสหภาพยุโรป ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาหวังว่าการเข้าเป็นหนึ่งเดียวนี้จะนำไปสู่ความมั่งคั่งสืบไปอีก สเต็ปหนึ่งต่างหาก ตามที่อีอีซีได้เคยทำไว้ใน 20 ปีแรกของการก่อตั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครฉุกคิดเลยว่า สมมติถ้ามีประเทศในแถบมิดิเตอเรเนียนหนึ่งอยากจะเข้าอียู ประเทศนี้จะต้องปรับตัวมโหฬารเพียงใดเพียงเพื่อจะได้เข้า “เป็นหนึ่งเดียว” กับเศรษฐกิจระดับเยอรมนี

เริ่มมีความกังวลในอาเซียนเองด้วยว่า สมาชิกทั้ง 10 ประเทศกำลังสร้างสภาวะที่อยากแต่จะ “เป็นหนึ่งเดียว” อย่างไม่ตั้งคำถามเลยเช่นกัน เอกสารว่าด้วย “วิสัยทัศน์” ที่กล่าวมาแล้วขององค์การนี้ก็ยิ่งตอกย้ำความกังวลนี้ อย่างไรก็ตาม ยังโชคช่วยอยู่บ้าง (สำหรับอาเซียน) ที่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

ประเด็นที่หนึ่ง อาเซียนชอบเติบโตในแนวกว้างมากกว่าในทางลึก ตามที่มหกรรมการประชุมในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็น อาเซียนชอบที่จะเอาเวลาและการลงแรงไปกว้านหาประเทศใหม่ๆ เข้ามาในภูมิภาค มากกว่าที่จะยอมเอาอธิปไตยของประเทศในอาเซียนมาเป็นต้นทุนกัน ตามจริงแล้ว ความจริงของอาเซียนนั้นตรงกันข้ามกับถ้อยคำบรรเจิดต่างๆ ที่อยู่ในเอกสารเมื่อครั้งตั้งอาเซียนเลย เพราะบรรดาประเทศสมาชิกต่างๆกลับต้องการหาทางจำกัดอำนาจและบทบาทของอาเซียน ที่ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ต้า มากกว่าจะเพิ่มให้มากขึ้น

ที่นี่ไม่ใช่กรุงบรัสเซลล์ ผู้เขียนเองทึ่งอย่างมากที่ได้เรียนรู้ในสัปดาห์นี้เองว่า ประเทศสมาชิกต่างๆของอาเซียนยอมเสียเงินเพียงแค่ 1.7 ล้านดอลลาร์เพื่อบำรุงอาเซียนเท่านั้น (ข้อมูลจากวิกิลีกส์) ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินที่น้อยมากสำหรับประเทศอย่างสิงคโปร์หรือ อินโดนีเซีย จริงแล้วๆ อเมริกาและญี่ปุ่นกลับจ่ายเงินให้แก่อาเซียนมากกว่าชาติใดๆในอาเซียนเองด้วย ซ้ำ เห็นได้ชัดว่าชาติอาเซียนไม่ยอมให้มีระบบราชการศูนย์กลางเติบโตขึ้นมาเพื่อ ท้าทายอธิปไตยในประเทศของตนเอง ช่างประเสริฐยิ่ง

ยิ่งไปกว่านี้ ต่อให้ชาติอาเซียนประสงค์จะเข้าสู่ “สหภาพอันใกล้ชิดกัน” มากกว่านี้ ก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่ดี ตามที่นักข่าวท่านหนึ่งของหนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์ชี้ให้ผู้เขียนเห็นว่า ในขณะที่สหภาพยุโรปสามารถวางข้อกำหนดในการเข้าร่วมได้ว่าต้องมีคุณสมบัติ อย่างไรบ้าง (ในกรณีนี้คือ ต้องเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมแบบตะวันตก เป็นต้น) เพื่อที่ว่าทุกประเทศในแถบผู้โชคดีบางแถบของยุโรปจะได้ตรงตามคุณสมบัตินี้ กันหมด) แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ความแตกต่างในระบอบการปกครองนั้นมีมากเกินไป อาเซียนมีทั้งหมด ตั้งแต่รัฐคอมมิวนิสต์พรรคเดียวในเวียตนามยันระบอบกษัตริย์แบบรัฐธรรมนูญใน ไทย หรือตั้งแต่เผด็จการกึ่งทหารในพม่ายันประชาธิปไตยลุ่มๆดอนๆของอินโดนีเซีย อาเซียนมีสติพอที่จะยอมรับความแตกต่างเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไปได้ และบรรดาประเทศเหล่านี้ก็กลับปฏิญาณด้วยว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในแต่ละประเทศสมาชิกอีกด้วย (นับว่าเป็นโชคดีอยู่มากสำหรับบรรดาผู้นำพม่า)

ในทำนองเดียวกัน ความแตกต่างทางเศรษฐกิจของ 10 ชาติอาเซียนนั้นใหญ่โตกว่ารอยแยกทางการเงินที่เป็นปัญหาในยุโรปตอนนี้ยิ่ง นัก ทางด้านหนึ่ง สิงคโปร์คือประเทศที่รวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (วัดจากค่า GDP ต่อหัว) แต่พม่ากลับเป็นประเทศที่จนที่สุดแห่งหนึ่ง บางประเทศมีระบบเศรษฐกิจอยู่บนฐานของตลาดเปิดแบบทุนนิยม อย่างในไทยและสิงคโปร์ แต่ประเทศอื่นกลับเป็นธุรกิจรัฐรวมศูนย์เสียส่วนใหญ่ เช่น กัมพูชาหรือเวียตนาม บรูไนตัวเล็ก แต่อินโดนีเซียกลับตัวใหญ่ คงเป็นเรื่องชวนหัวหากจะคาดหวังให้ความแตกต่างทางธรรมชาติของประเทศเหล่านี้ ลดน้อยได้บ้างผ่านกระบวนการรวมเป็นหนึ่งเดียว ส่วนเรื่องจะใช้สกุลเงินเดียวก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย โดยเฉพาะหลังจากประสบการณ์เลวร้ายของยูโร (แล้วเมื่อคิดว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดียิ่งน่าปวดหัวเข้าไปใหญ่)

ดังนั้น โปรดจงมองข้าม “วิสัยทัศน์” อะไรแบบนั้น และคาดหวังให้อาเซียนยังคงความหละหลวม กว้าง และพูดจาน้ำท่วมทุ่งแบบนี้ต่อไปดีกว่า การประชุมสุดยอดจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนก็ไม่ทำให้เกิดสหภาพอันใกล้ชิดกันมาก ขึ้นไปตลอดหรอก ขอบคุณสวรรค์!

ที่มา: แปลจาก No Brussels sprouts in Bali. The Economist. 18/11/54