WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 29, 2011

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: มัลลิกา บุญมีตระกูล ตัวอย่างนักการเมืองสวะแห่งศตวรรษที่ 21

ที่มา ประชาไท

น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกสาวจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอหน้าออกมาเก็บคะแนนการเมืองหลังจากที่คดีอากงเพิ่งสิ้นสุดลง โดยประกาศลั่นว่าจะทำหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ปราบปรามเว็ปไวต์ที่มี เนื้อหากระทบกระเทือนสถาบันกษัตริย์ หากเป็นเว็ปไซต์ที่มีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตนขอเสนอให้รัฐบาลประสานงานไปยังรัฐบาลในประเทศที่เว็ปไซต์นั้นตั้งอยู่ เพื่อขอให้ปิดเว็ปไซต์ดังกล่าว ในกรณีที่แรงที่สุด คือขอให้ปิดเว็ปไซต์ยูทูป เฟสบุคและทวิตเตอร์ไปเลย โดยอ้างว่า จีนเคยทำเช่นนี้มาก่อน ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดเฟสบุค Fight Bad Web พร้อมอีเมล์ fightbadweb@gmail.com เพื่อรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2551 ใน 4 ฐานความผิด ได้แก่ หมิ่นสถาบัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ลามกอนาจาร และยาเสพติด-การพนัน โดย น.ส.มัลลิกาได้กล่าวย้ำว่า "พฤติกรรมทำร้าย ทำลาย จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์เวลานี้ได้ลามจากโซเชียลมีเดีย ไปตามร้านเสริมสวย ร้านข้าวต้ม สภากาแฟฯ ในต่างจังหวัด หากผบ.ตร.ต้องการทราบว่ามีร้านไหนบ้าง ดิฉันจะพาไปดูทั้งใน จ.พะเยา ลำปาง และแพร่"

ผมแทบไม่เชื่อตัวเองว่า ข้อเสนอของ น.ส.มัลลิกาฯ จะเป็นเรื่องจริงและไม่ใช่เรื่องหลอกๆ แต่เมื่อดูประวัติของ น.ส.มัลลิกา และประวัติของพรรคประชาธิปัตย์ก็เชื่อได้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องจริง นี่คือพรรคการเมืองที่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้งในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นี่คือพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศที่รับใช้เจ้าขุนมูลนายมาหลาย สิบปี อุดมการณ์ หรือ “สันดาน” ของพรรคยังไม่เคยเปลี่ยน กล่าวคือ ไม่เคยมีจุดยืนในการส่งเสริมประชาธิปไตยเหมือนดังที่สะท้อนในชื่อของพรรค ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปเป็น “อประชาธิปัตย์” หรือถ้าจะให้สอดคล้องกับสิ่งที่มัลลิกาเสนอ ก็น่าจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ (ที่จริง การเปรียบเทียบเช่นนี้ ถือว่าเป็นการลดเกียรติของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างน้อย พรรคคอมมิวนิสต์ก็มีจุดยืน และเป็นระบอบการเมืองที่มักต่อต้านการมีอยู่ของ establishment)

สิ่งที่ น.ส.มัลลิกาเสนอนั้น นอกจากจะไม่ได้ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย (ในฐานะเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน) แต่ยังทำให้ประชาธิปไตยถดถอย เป็นตัวอย่างที่เลวของนักการเมืองที่มีปากก็สักแต่พูด ไม่มองภาพกว้างของการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ ไทยจะพัฒนาได้อย่างไรหากสังคมไม่เปิดกว้าง ยังคงปิดหู ปิดตาประชาชน โชคดีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เข้ามาอยู่ในฟากรัฐบาล มิฉะนั้น ไทยคงกลายเป็นเกาหลีเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้แต่เพื่อนบ้านไทยอย่างพม่าที่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารมาตลอดหลายปี ก็ได้เริ่มให้มีการเปิดกว้างขึ้น ผมไม่สามารถจินตนาการได้ว่า การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพของไทยจะด้อยไปกว่าพม่า มันเป็นไปได้อย่างไร

มัลลิกาควรมองย้อนหลังกลับไปว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เคยทำอะไรไว้ในอดีต ก่อนที่จะเสนอแนะความคิดที่สะท้อนความไร้เดียงสา (อย่างไม่ควรให้อภัย) ของตัวเอง ไทยในยุคประชาธิปัตย์เป็นหนึ่งในประเทศที่เห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะ กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของอาเซียน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) เพื่อเป็นกรอบในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งรวมถึงการแสดงออกซึ่งความเห็นทางการเมือง อาจจะเป็นเพราะมัลลิกาไม่เคยทำการบ้าน หรืออาจไม่เข้าใจการเมืองในภูมิภาค หรือจริงๆ แล้วไม่เข้าใจว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์คืออะไร จึงทำให้เสนอความคิดที่ทวนกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยที่ขณะนี้กำลังเกิดขึ้น อย่างกว้างขวางในโลก

ผมไม่เคยกล่าวหาใครว่า “โง่” โดยเฉพาะสตรี แต่คราวนี้คงต้องขอร่วมวาทกรรม “ความโง่เขลา” ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลใช้ในการลดความน่าเชื่อถือของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กล่าวคือ น.ส.มัลลิกาฯ มิได้มีความฉลาดไปกว่าชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่มีการศึกษา นี่คือบุคคลที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยรังสิต ผมไม่เชื่อว่า ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะผลิตบุคลากรที่ไร้คุณภาพได้อย่างมัลลิกา ที่แย่ไปกว่านั้น มัลลิกาคือบุคลากรที่ไร้สามัญสำนึกของการส่งเสริมประชาธิปไตย ถ้ามัลลิกาจะใช้มันสมองที่มีอยู่น้อยนิดให้มีประโยชน์ ก็น่าจะพิจารณาได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีการจาบจ้วงสถาบันนั้นมีรากลึก การปิดอินเตอร์เน็ททั้งระบบนอกจากจะไม่ใช้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการมองประเด็นที่ปลายเหตุ ภาพลักษณ์ของไทยในโลกจะเป็นอย่างไรถ้าไทยปิดตัวออกจากสังคมโลก เรากำลังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ที่มีสภาพโลกาภิวัฒน์มากขึ้น เราจะบอกกับลูกหลานของเราได้อย่างไรว่า สังคมไทยต้องปิดตัวลงเช่นนี้ เพียงเพราะเราต้องการปกป้องสถาบัน

ทำไมมัลลิกาไม่มองปัญหาที่ต้นเหตุหากต้องการทำตัวเป็นนักการเมืองที่มี คุณค่าสมราคาคุย ปัญหาของการจาบจัวงสถาบันที่ยังคงดำเนินอยู่มีต้นตอมาจากการใช้กฎหมายหมิ่น อย่างพร่ำเพรื่อและใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง (เหมือนที่พรรคประชาธิปตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ และกองทัพ ทำอยู่เป็นประจำ) หากจะทำให้มากกว่านั้น ซึ่งจะเป็นคุณูปการต่อการเมืองและสังคมไทย มัลลิกาควรจะเสนอให้มีการปฏิรูปกฏหมายหมิ่นฯ หรือให้ยกเลิกด้วยซ้ำ หากมัลลิกามีความรักและหวงแหนสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง การใช้กฏหมายหมิ่นฯ อย่างพร่ำเพรื่อกลายมาเป็นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ ข้อเสนอของมัลลิกามีส่วนโดยตรงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ ฉะนั้น ผมขอบอกให้คุณมัลลิกาอย่าออกตัวว่าเป็นผู้รักเจ้า เพราะคนที่เขารักเจ้าจริงๆ ย่อมจะไม่เสนอความคิดเช่นนั้น แต่สิ่งที่ผมอธิบายมานี้อาจจะเป็นเรื่องลึกซึ่งหรือซับซ้อนเกินไปกว่า คนอย่างคุณมัลลิกาจะเข้าใจได้

เอาอย่างนี้ พูดอย่างภาษาชาวบ้านแล้วกัน ทำไมมัลลิกาไม่ทำความเข้าใจว่า ความเห็นของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นราษฎรไทยหรือจากประเทศไหนๆ ก็มีความแตกต่างกัน ใครจะบังคับใจให้รักใครได้อย่างไร ทำไมมัลลิกาไม่ส่งเสริมการเคารพซึ่งความแตกต่าง หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เชื่อในความแตกต่างทางความคิด (เชื่ออย่างเดียวว่ามีความแตกต่างในชาติตระกูล) หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์รับใช้อำมาตย์มายาวนานจนมองไม่เห็นว่า มีคนอื่นๆ ที่คิดต่างไปจากตน

นอกจากนี้ การเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวและเคยทำงานในแวดวงสื่อมวลชน รวมถึงการเป็นอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร ชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ช่วยให้มัลลิกามีความเข้าใจกลไกของเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก ขึ้น ผู้ประกาศข่าวจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการเปิดกว้างทางด้านการสื่อสาร นักการเมืองจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการเปิดกว้างทางการเมือง สังคมจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการเปิดกว้างทางประชาธิปไตย แต่สิ่งที่มัลลิกาเสนอนั้น เป็นการตัดมือตัดเท้าของคนในหลายๆ อาชีพ รวมถึงในอาชีพใหม่ของมัลลิกาในฐานะนักการเมือง (จอมปลอม) ถ้าเกลียดเฟสบุกนัก ทำไมจึงใช้ประโยชน์จากมันในการรณรงค์เรื่อง Fight Bad Web (ถ้าจะมีเว็ปไซต์ที่ bad ก็คงเป็นเว็ปไซต์ของมัลลิกานี่เองแหละ) นี่แสดงให้เห็นความไม่มีวุฒิภาวะที่เสมอต้นเสมอปลาย

ท้ายที่สุด มัลลิกาชี้ให้เห็นถึงการเป็นนักการเมืองที่ขาด integrity (ไปแปลเอาเอง) ก่อนหน้านี้ มัลลิกาได้ออกมาตำหนินายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่าร้องไห้ไร้สาระ ทำให้ความขาดน่าเชื่อถือในกลุ่มสตรี และตนในฐานะเป็นสตรีที่ปกป้องความเป็นสตรีจะอยู่เฉยไม่ได้ แต่เมื่อครั้งนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ออกมากล่าวพาดพิงถึงสาวเหนือว่าทำได้ดีอย่างเดียวคือการเป็นโสเภณี น.ส.มัลลิกา ไม่ได้โผล่หัวออกมาปกป้องเกียรติภูมิความเป็นสตรี (ทั้งๆ ที่ตนเองก็เป็นคนพะเยา) ผมจึงขอส่งท้ายตรงนี้ว่า ผู้หญิงอย่างมัลลิกานี่แหละที่ทำให้ไทยเสียชื่อเสียง ไม่ใช่เรื่องน้ำตาหรือความโง่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะการขาดความสำนึกของความเป็นนักการเมืองที่ดี และความสำนึกในการปกป้องสถาบันประชาธิปไตย

'สันติประชาธรรม' วอนให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่น เตือน 'เพื่อไทย' ถลำสู่เกม 'คลั่งเจ้า'

ที่มา ประชาไท

28 พ.ย.54 เครือข่ายสันติประชาธรรมออกแถลงการณ์ เรื่อง ‘สิทธิและความยุติธรรมสำหรับนักโทษ 112 หายไปไหน?’ ชี้กรณี ‘อากง’ ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของไทย ในขณะที่บทบาทและอำนาจทางการเมืองของระบบตุลาการทรงพลังและกว้างขวางอย่าง ยิ่ง การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาล กลับไม่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

ในแถลงการณ์ยังเรียกร้องให้ปล่อยตัว หรืออย่างน้อยที่สุด อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน ทบทวนสถานะที่แตะต้องไม่ได้ของระบบตุลาการไทย ผลักดันให้มีการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลอย่าง จริงจัง และพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองทั้งหลายต้องยุติการใช้ข้อหาไม่จงรักภักดี ต่อสถาบันกษัตริย์เพื่อขจัดผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง โดยเตือนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องยุติการถลำตัวเข้าเล่นเกมคลั่งเจ้า แต่ต้องแสดงความกล้าหาญผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายต่าง ๆ และแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ยึดโยงกับประชาธิปไตย สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนโดยเร็ว ซึ่งมีรายละเอียดในแถลงการณ์ ดังนี้

0 0 0

แถลงการณ์
‘สิทธิและความยุติธรรมสำหรับนักโทษ 112 หายไปไหน?’

เครือข่ายสันติประชาธรรม
28 พฤศจิกายน 2554

กรณีนายอำพล (สงวนนามสกุล) หรืออากง ชายวัย 61 ปีต้องคำพิพากษาจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้ง คดีนี้ไม่เพียงก่อให้เกิดข้อถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยว กับหลักฐานและการใช้เหตุผลในการพิจารณาคดี แต่ยังเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของ ไทยดังต่อไปนี้

1. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ได้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความหวาดกลัวมากกว่าเพื่อสร้างความยุติธรรม ในสังคม ผู้ถูกกล่าวหามีแนวโน้มจะถูกลงโทษรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าพวกเขาเป็นฆาตกรอำมหิต บรรดาผู้มีส่วนร่วมในการใช้กลไกดังกล่าวเพื่อปราบปรามผู้ที่มีความคิดเห็น ต่างทางการเมืองโปรดตระหนักด้วยว่า การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงตอกลิ่มความแตกแยกและความเกลียดชังในสังคมให้รุนแรง มากขึ้น แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันกษัตริย์ได้เลย แท้ที่จริงแล้วพวกท่านกำลังช่วยกันทำลายสังคมในนามของสถาบันกษัตริย์

2. คดีนายอำพลได้ก่อให้เกิดการข้อกังขาเกี่ยวกับวิธีการพิจารณา คดีของกระบวนการยุติธรรมของไทย แต่สังคมก็ไม่สามารถวิจารณ์ระบบตุลาการของไทยได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา สังคมไม่สามารถวิจารณ์ข้อเท็จจริงที่ว่าหมายเลขโทรศัพท์ของนายอำพลเป็นคนละ หมายเลขที่ใช้ส่งข้อความ, หมายเลข IMEI อันเป็นหลักฐานหลักที่ศาลใช้ตัดสินว่านายอำพลมีความผิด เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดายและซ้ำซ้อนกันได้, นายอำพลยืนยันวาตนมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และไม่รู้วิธีส่งข้อความทางโทรศัพท์

เราไม่สามารถวิจารณ์ข้อวินิจฉัยของศาลที่ว่า “แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อ ความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าวไปยังโทรศัพท์ เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ” แต่ศาลกลับลงความเห็นได้ว่านายอำพลกระทำความผิดจริงและพยายามปกปิดความผิด ของตน เราไม่สามารถตั้งคำถามได้ว่า อะไรคือความสมเหตุสมผลของข้อวินิจฉัยดังกล่าว

เราไม่สามารถประท้วงการลงโทษนายอำพลและผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯคนอื่น ๆ ว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่เมื่อเปรียบเทียบกับคดีความอื่น ๆ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับอภิสิทธิ์ชนทางการเมือง

ประการสำคัญ เราไม่สามารถตั้งคำถามว่า ระบบตุลาการไทยกำลังบอกกับสังคมว่า เราควรปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมืองโดยไม่ต้องคำนึงถึงหลัก มนุษยธรรม เมตตาธรรม และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใช่หรือไม่

3. ในขณะที่บทบาทและอำนาจทางการเมืองของระบบตุลาการทรงพลังและ กว้างขวางอย่างยิ่ง การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาล กลับไม่สามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา เพราะมีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลเป็นเกราะป้องกันศาลให้ปลอดพ้นจาก การตรวจสอบของสังคม แต่คำถามที่สังคมไทยควรถามก็คือ ในขณะที่อำนาจบริหารและนิติบัญญัติถูกตรวจสอบและถ่วงดุลด้วยกลไกต่าง ๆ ได้ เรามีกลไกอะไรที่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และลงโทษผู้ที่ใช้อำนาจตุลาการในลักษณะที่ก่อให้เกิดปัญหาได้บ้าง? ศาลมีความกล้าหาญที่จะรับผิด (Accountability) ต่อการกระทำของตนเองหรือไม่ คำถามเช่นว่านี้เป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะในสังคมประชาธิปไตย อำนาจพึงถูกตรวจสอบและถ่วงดุลอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจนั้นบิดเบี้ยว (Corrupt) จนส่งผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรมของผู้คนในสังคม

จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นนี่เอง พวกเราในฐานะประชาชนผู้ต้องการเห็นกระบวนการตุลาการไทยคำนึงถึงหลักความ ยุติธรรม มนุษยธรรม ประชาธิปไตย และสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง จึงขอเรียกร้องสังคมได้ช่วยกันต่อสู้เพื่อผลักดันประเด็นต่อไปนี้

1.ให้ปล่อยตัว หรืออย่างน้อยที่สุด อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน

2.ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องทบทวนสถานะที่แตะต้องไม่ได้ของระบบ ตุลาการไทยอย่างแท้จริง และต้องผลักดันให้มีการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการลงโทษฐานละเมิดอำนาจ ศาลอย่างจริงจัง

3.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองทั้งหลายต้องยุติการใช้ข้อหาไม่จง รักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์เพื่อขจัดผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องยุติการถลำตัวเข้าเล่นเกมคลั่งเจ้าเช่นกัน แต่ต้องแสดงความกล้าหาญผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายต่าง ๆ และแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ยึดโยงกับประชาธิปไตย สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนโดยเร็ว

ท้ายนี้ พวกเราใคร่วิงวอนให้กลุ่มการเมืองทั้งหลายโปรดตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรงอย่างถอนรากถอนโคนในหลายสังคมมักมี สาเหตุสำคัญคือ 1. ผู้มีอำนาจปฏิเสธที่จะรับฟังเสียงประท้วงต่อความอยุติธรรมของประชาชน 2. ความเกลียดชังระหว่างประชาชนหยั่งรากลึกจนไม่ต้องการอยู่ร่วมกันอีกต่อไป ซึ่งนี่คือสภาวะที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่และมีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้นทุก ขณะ

เครือข่ายสันติประชาธรรม

1 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา
2 พนัส ทัศนียานนท์ อดีตวุฒิสมาชิกและคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
3 นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ
4 กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล
5 อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน
6 ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน
7 พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
8 เวียงรัฐ เนติโพธิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9 จักรกริช สังขมณี รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10 เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
11 ขวัญระวี วังอุดม สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
12 ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวประชาไท
13 ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการ วารสาร “อ่าน”
14 คำ ผกา นักเขียนและสื่อมวลชนอิสระ
15 มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียนอิสระ
16 ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
17 ประจักษ์ ก้องกีรติ รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
18 ยุกติ มุกดาวิจิตร สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
19 อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
20 ธนศักดิ์ สายจำปา นศ.ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
21 อรอนงค์ ทิพย์พิมล ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
22 จีรนุช เปรมชัยพร สำนักข่าวประชาไท
23 ภัควดี วีรภาสพงษ์ นักเขียนและนักแปล
24 ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการ
25 ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
26 Tyrell Haberkorn มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
27 พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
28 ศรายุธ ตั้งประเสริฐ สำนักข่าวประชาไท
29 วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
30 วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระ
31 ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
32 นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
33.เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
34.โกวิทย์ แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
35.ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
36.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
37.พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หมายเหตุ สามารถลงชื่อเพิ่มเติมได้ที่ facebook อากง เหยื่อ112:Ah Kong, Victim of Art.112

สืบพยานโจทย์นัดแรก คดีเสื้อแดงปิดถนนลำพูนเมื่อปี 52

ที่มา ประชาไท

28 พ.ย. 54 – เวลา 13.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี ศาลจังหวัดลำพูน มีการสืบพยานโจทก์ 4 ปากแรก ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ได้ส่งฟ้องตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1970/2554 โดยคำฟ้องระบุว่าจำเลยคือนายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือ ดีเจหนึ่ง อดีตนักจัดรายการวิทยุประจำคลื่นรักเชียงใหม่ 51 FM 92.5 MHz ได้กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา "ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 จนเกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร โดยที่ประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมไม่อาจสัญจรไปมาได้ตามปกติ และอาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะของประชาชนที่ใช้ทางหลวงดังกล่าว ทั้งนี้ โดยมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดง ความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต" ซึ่งความผิดตาม ม.116 นี้มีระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี (อ่านเพิ่มเติม: อัยการส่งฟ้องคดีเสื้อแดง "ดีเจหนึ่ง" ข้อหาปลุกปั่นฯ คดีเก่าปี 52)

โดยพยาน 4 ปากแรกเป็น เจ้าหน้าที่ขนส่ง, เจ้าหน้าที่การรถไฟ, อดีตกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ในท้องที่ จ.ลำพูน ได้ให้การว่าในวันที่ 12 – 13 เม.ย. 52 นั้นได้มีการปิดถนนตรงช่วงแยกดอยติจริง แต่พยานทั้งทั้ง 4 ปากก็ไม่ได้ระบุว่านายจักรพันธ์ มีส่วนร่วมอย่างไรกับการปิดถนนครั้งนั้น รวมถึงพยานทั้ง 4 ปากก็ไม่รู้จักและรู้ว่านายจักรพันธ์เป็นใครและทำอาชีพอะไรด้วย ทั้งนี้การสืบพยานโจทย์ในคดีนี้ยังเหลืออีก 11 ปากโดยศาลได้นัดอีกครั้งในวันที่ 14 พ.ค. 55

หลังจากการสืบพยานโจทย์ นายจักรพันธ์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าคดีนี้สืบเนื่องมาจากช่วงสงกรานต์เลือด เม.ย. 52 ที่มีการชุมนุม จ.เชียงใหม่ และได้ตั้งข้อสังเกตว่าตนเองเคยโดยคดีทำนองเดียวกันนี้คือเหตุการณ์เมื่อวัน ที่ 10 เม.ย. 52 ที่มีการรวมตัวกันปิดถนนที่บริเวณประตูท่าแพ และต่อมาถูกฟ้องร่วมกับคนอีกสิบกว่าคน แต่อัยการก็ยกคำฟ้อง เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ส่วนคดีปิดถนนที่ดอยตินี้ซึ่งเป็นคดีที่คล้ายๆ กัน แต่ตนกลับโดนฟ้องคนเดียวและหมายจับก็มาออกมาในปีต่อมา (พ.ศ.2553) หลังจากการสลายชุมนุมที่ราชประสงค์ และอัยการก็พึ่งมาส่งฟ้องเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ทีมวิจัยสิทธิบัตรยาเผย บริษัทยารักษามะเร็งเม็ดเลือดแอบผูกขาดยาว

ที่มา ประชาไท

28 พ.ย.54 ภญ.ดร.อุษาวดี มาลีวงศ์ ทีมวิจัย “สิทธิบัตรยาที่จัดเป็น evergreening patent ในประเทศไทย และการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” ได้เปิดเผยความคืบหน้าของการวิจัยพบว่า ยาตัวสำคัญๆ หลายตัวที่จำเป็นต่อการรักษาโรค มีคำขอสิทธิบัตรที่เข้าข่ายการ ขอรับสิทธิบัตรที่มีลักษณะ evergreening หรือเรียกว่า สิทธิบัตรที่มีลักษณะแบบไม่มีที่สิ้นสุด เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากได้รับสิทธิบัตรไป อุตสาหกรรมยาข้ามชาติจะได้สิทธิผูกขาดมากไปกว่าที่ควรได้ โดยในยาบางตัวพบว่าจะมีระยะเวลาการผูกขาดในตลาดยานานขึ้นถึง 10 ปี

“เราพบว่า ยา Imatinib หรือชื่อทางการค้าคือ ยา Glivec ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในกลุ่มการประกาศบังคับใช้สิทธิ (CL) มีคำขอรับสิทธิบัตรของยาตัวนี้ใน ประเทศไทยถึง 6 คำขอ ทั้งการใช้, การขอในรูป salt form และการขอในรูปของ polymorph ซึ่งอยู่ในข่ายที่ เป็นevergreening ชัดเจน หากเทียบกับสิทธิบัตรตัวตั้งต้นของสหรัฐอเมริกา ยาตัวนี้น่าจะหมดสิทธิบัตรในไทยในปี 2559 แต่หากคำขอสิทธิบัตรแบบevergreening เหล่านี้ได้รับการอนุมัติ ผู้ขอจะได้สิทธิผูกขาดทำให้ไม่มีใครสามารถผลิตยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งได้จนถึงปี 2569 ซึ่งมากกว่าสิทธิที่พึงจะได้ถึง 10 ปี อย่างไรก็ตาม คำขอเหล่านี้พ้นระยะเวลาที่จะนักวิจัยและภาคประชาชนจะสามารถทำคำคัดค้านได้ เพราะตามกฎหมายในบ้านเรานั้นกำหนดระยะเวลาในการคัดค้านก่อนการได้รับสิทธิบัตรไว้เพียง 90 วัน ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเปรียบเทียบกับกฎหมายสิทธิบัตรในต่างประเทศ เราจึงทำได้เพียงนำส่งข้อมูลให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาและแจ้งต่อสาธารณชน”

ทางด้าน นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ทีมวิจัยฯ กล่าวว่า ยากลีเวคกำลังกลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณะอีกครั้ง เพราะในวันพรุ่งนี้ (29) ศาลสูงสุดของอินเดียจะเริ่มการไต่สวนคดีที่ บ.โนวาร์ติสกล่าวหารัฐบาลอินเดียทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่แก้กฎหมายสิทธิบัตรให้เป็นไปตามองค์การการค้าโลก หลังจากที่สำนักงานสิทธิบัตรอินเดียปฏิเสธที่จะให้สิทธิบัตรกับคำขอที่เป็น evergreening ในยาตัวนี้ โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีนวัตกรรมที่สูงขึ้น

“คดีนี้มีความสำคัญต่อการเข้าถึงยาของประชาชนทั่วโลก เพราะการยอมให้จดสิทธิบัตรในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย จะส่งผลกระทบมหาศาล โดยไปขัดขวางยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาด และนำไปสู่การเข้าไม่ถึงยาของประชาชนในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ยังจำกัดการวิจัยเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าด้านเภสัชศาสตร์ซึ่งเป็นผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำด้วย ซึ่งนี้เป็นข้อสรุปที่สะท้อนในงานวิจัยเรื่องสิทธิบัตรที่ไม่ มีวันสิ้นสุดที่ทำใน 5 ประเทศคือ อาร์เจนติน่า บราซิล โคลอมเบีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ ของสถาบันเซาท์เซ็นเตอร์ สถาบันวิชาการด้านการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งเพิ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้”

ทีมวิจัยฯกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ได้มีการแถลงผลการวิจัยเบื้องต้นในคำขอสิทธิบัตรทางยาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเข้าข่าย evergreening ถึงร้อยละ 96 นั้น ทางเครือข่ายผู้ป่วยและทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เชิญทีมวิจัยไปให้ข้อมูลเพื่อทำความรู้ความเข้าใจกับเรื่องนี้มากขึ้น

“ทราบมาว่า ขณะนี้ทางสมาคมบริษัทยาข้ามชาติ หรือ พรีม่า ก็พยายามที่จะขอเข้าไปให้ข้อมูลกับกรมทรัพย์สินฯ ว่าสิ่งที่เขาขอนั้น เป็นนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่เดิม (Incremental Innovation) ซึ่งก็เป็นสิทธิของทางพรีม่าในการให้ข้อมูล แต่เราเชื่อว่าขณะนี้หน่วยราชการและผู้กำกับนโยบายมีความตระหนักถึงปัญหาการผูกขาดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินเลย ก็ต้องฝากทั้งผู้กำกับนโยบายและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เนื่องจากจะมีผลกระทบที่เกิดกับการเข้าไม่ถึงยาของประชาชนทั้งประเทศ”

งานวิจัยเผย นายจ้างออสซี่เลือกคนสัมภาษณ์จากเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์

ที่มา ประชาไท

งานวิจัยเปิดเผยว่านายจ้างชาวออสเตรเลียราว 12% เลือกปฏิเสธผู้สมัครงานจากข้อมูลในเฟซบุ๊ก ในขณะที่ 1 ใน 5 เป็น “เพื่อน” กับลูกจ้างเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานและข้อความที่ไม่เหมาะสมเกี่ยว กับบริษัท

บริษัทเทลสตราของออสเตรเลียเผยผลวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า นายจ้างราว 12% ได้ตัดสินใจปฏิเสธนัดสัมภาษณ์ผู้สมัครงานจากสิ่งที่พอเจอในโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์

เทลสตราเปิดเผยว่า มากกว่า 1 ใน 4 ของนายจ้างชาวออสเตรเลีย ได้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อกลั่นกรองผู้สมัครงาน และเกือบครึ่งของนายจ้างเหล่านี้ยอมรับว่าได้ปฏิเสธผู้สมัครจากสิ่งที่พบ เห็นในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของผู้สมัครเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน 1 ใน 3 ของนายจ้างออสเตรเลีย ก็ได้ตกลงจ้างงานผู้สมัคร จากสิ่งที่เป็นบวกที่พวกเขาเห็นในโซเชียลมีเดียวของผู้สมัครงานเช่นกัน

เทลสตรามิได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทำแบบสำรวจ ปริมาณ หรือวิธีการ

รายงานวิจัยของเทลสตรายังพบว่า 18% ของนายจ้างที่ได้ตอบคำถาม ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกจ้างจะไม่โพสต์ข้อความที่มี เนื้อหาเสื่อมเสียเกี่ยวกับตนเองหรือบริษัท และอีก 15% ได้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อจับตาผลิตผลการทำงาน จากการวิจัยพบว่า 1 ใน 5 ของนายจ้างเป็น “เพื่อน” กับพนักงานของพวกเขาในเฟซบุ๊ก

เทลสตราพบว่า เฟซบุ๊กเป็นโซเชียลมีเดียที่นายจ้างใช้กลั่นกรองผู้สมัครมากที่สุด โดยคิดเป็น 41% ส่วนอีก 31% เป็นของโปรไฟล์ LinkedIn ซึ่งเป็นเครือข่ายด้านอาชีพการงาน และรองลงมาเป็นทวิตเตอร์ คิดเป็น 14%

ACT4DEMเชิญลงชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก112 ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554


กลุ่มแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตย (ACT4DEM) ได้เปิดรณรงค์ให้ลงชื่อข้อเรียกร้อง "ให้รัฐบาลยกกเลิกมาตรา 112 ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และนักโทษการเมืองทุกคนที่ เฟสบุ๊ค เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นวันยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีและวันครบรอบ 3 ปี การยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทั้งคนยึดและคนสั่งยังลอยนวล

ผ่านไปสามวันยอดผู้ลงชื่อกว่า 40 องค์กรนานาชาติ และกว่า 900 บุคคล และขณะนี้ ACT4DEM ได้เปิดให้การลงชื่อทำได้ง่ายขึ้นด้วยการจัดทำให้ลงชื่อออนไลน์

ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยช่วยกันลงชื่อเพื่อเรียกร้องรัฐบาลที่ประชาชน เลือกให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 และปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ

ข้อเสนอถึงรัฐบาลของประเทศไทย และองค์กรอาเซียน เรียกร้องให้ยกกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 ของประมวลกฏหมายอาญา) และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน


ข้อเสนอแนะฉบับนี้ จัดทำโดยประชาชนและองค์กรที่รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับอนาคตแห่งประชาธิปไตยของประเทศไทยและของกลุ่มประเทศอาเซียน

ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศถูกองค์กรสากลหลายสำนักจัดระดับเป็น “ไม่มีสิทธิและเสรีภาพด้านสื่อและอินเตอร์เน็ต” นักข่าวไร้พรมแดนได้ลดอันดับความมีสิทธิ เสรีภาพในการรับข่าวสารของประเทศไทย จากลำดับที่ 59 ไปอยู่ที่ลำดับ 153

หลังจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 มีผู้คนที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จากไม่เกิน 10 คนต่อปีเป็น 100 คนต่อปี และในปี 2553 จำนวนผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ ได้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 500 คน

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่ามีคนที่ต้องติดคุกด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกี่ ร้อยคน หรือถูกดำเนินคดีกี่คนขนาดนักกฏหมายก็ไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ แต่ที่แน่ๆ นักโทษคดีหมิ่นฯ ถูกละเมิดสิทธิ คุกคามทำร้ายและบีบคั้นทางจิตใจในทุกด้านทั้งในและนอกห้องขัง

หลังจากเหตุการณ์การที่กองกำลังของกองทัพไทยเคลื่อนเข้าปราบปรามและสังหาร หมู่ประชาชนเมื่อเดือนเมษายน และพฤษภาคม พ.ศ.2553 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 93 คน และ บาดเจ็บ 2,000 คน กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ถูกนำมาใช้รุนแรงมากขึ้น เพื่อทำให้ผู้คนที่รู้สึกสุดทนมากขึ้นเรื่อยๆกับความไม่มียุติธรรมในประเทศ ไทยเกิดความกลัวและไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ

ข้อเรียกร้องฉบับนี้ พุ่งเป้าถึงต้นตอของวิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบัน นั่นก็คือผลกระทบที่เกิดจากความน่าสะพรึงกลัวของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่มีต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย

ข้อเรียกร้องฉบับนี้ เปิดให้ทั้งองค์กร และประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อ และจะเปิดให้มีการลงชื่อต่อไปจนกว่านักโทษและผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพทุกคน จะได้รับการปล่อยตัวและมีการยกเลิกกฏหมายมาตรา 112 นี้

เพื่อทันกิจกรรมยื่นข้อเรียกร้องนี้เป็นครั้งแรกต่อรัฐบาลไทยในวันที่ 10 ธันวาคม 2554 คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภายในวันที่ 9 ธันวาคม จะมีผู้ร่วมลงชื่อ จำนวน 11,135 รายชื่อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งตัวเลขผู้เสียชีวิตเพราะการเมืองไทยตลอด60 ปี แห่งการกดขี่และคุกคามสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย

นับตั้งแต่เปิดให้ลงชื่อในเฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 จนถึงขณะนี้ มีผู้ร่วมลงชื่อในนามองค์กร 40 กลุ่ม และในนามส่วนบุคคลมากกว่า 900 คน

อำนาจอธิปไตยของประเทศไทยนั้นอยู่ในอุ้งมือของประชาชน การต่อสู้ของภาคประชาชน เพื่อขจัดพลังอำนาจที่ฉ้อฉล ที่จำกัดศักยภาพของพวกเขาในการตระหนักถึงสิทธิตามครรลองประชาธิปไตยในประเทศ ไทย จำต้องได้รับพลังสมานฉันท์จากคนไทยและจากนานาชาติ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องฉบับนี้

ขอขอบพระคุณอย่างสูง

กลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย
(ACT4DEM)


* * * * * * * * * *



นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

-คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้สื่อข่าวที่ออกมาร่วมประท้วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 เธอถูกจับขังคุกตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 และกำลังมีปัญหาด้านสุชภาพ แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่กระนั้นเธอก็ยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

- ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล พ่อหม้ายและนักออกแบบเว็บไซด์เสื้อแดง ถูกตำรวจกลุ่มหนึ่งบุกจับที่บ้านและถูกขังคุกทันที ตำรวจกล่าวหาว่าเว็บไซด์ นปช.ยูเอสเอ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ เขาเขียนจดหมายจากคุกถึงลูกชายวัย 10 ขวบของเขาว่า … สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ป๊าหวังมากที่สุดนั่นคือการได้ออกไปอยู่กับน้องเว็บอีก ครั้งโดยเร็ว“น้องเว็บต้องรู้ไว้เสมอนะว่าป๊าไม่ได้ฆ่าคนตาย ป๊าไม่ได้คดโกงใคร ไม่ได้ขายยาเสพติด หรือหลอกลวงใคร ป๊าก็แค่ทำงานช่วยเหลือเพื่อนๆในสิ่งที่ป๊าสามารถทำได้เท่านั้น แล้วก็ถูกจับ”

-คุณสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำเสื้อแดงวัย 68 ปี ป่วยเป็นโรคต่างๆ มากมาย และกำลังอดอาหารประท้วงในคุก เขาถูกจับเข้าคุกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เขาเขียนข้อความส่งออกมาจากคุกถึงคนเสื้อแดงว่า อย่ายอมแพ้ จงสู้ต่อไป

- คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร เรดพาวเวอร์ และนักสิทธิแรงงาน ถูกจับที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 เขาส่งจดหมายจากคุกในชื่อหัวจัดหมาย "เหยี่ออธรรม" โดยระบุว่า "ผมจะสู้ให้ได้รับเสรีภาพตราบจนลมหายใจสุดท้าย ผมยอมเสียอิสระภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน" คุณสมยศถูกกลั่นแกล้งและบีบบังคับมากมายเพื่อให้สารภาพผิด รวมทั้งถูกบังคับให้ยืนในรถผู้ต้องขังย้ายไปขึ้นศาลยังเรือนจำจังหวัดต่างๆ ทั้งสระแก้ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์และสงขลา

-คุณเลอพงศ์ วิชัยคำมาศ (โจ กอร์ดอน) ชาวอเมริกาเชื้อชาติไทย กลับเมืองไทยเพื่อรับการรักษาโรค เขาถูกล้อมจับด้วยตำรวจดีเอสไอร่วม 20 คน ด้วยข้อหาโพสลิ้งค์ของหนังสือ "กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม" ในเว็บบอร์ดในปี พ.ศ. 2551-2552 และถูกโยนเข้าห้องขังทันทีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม

- อำพล ตั้งนพคุณ อากง อายุ 61 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 สำหรับข้อกล่าวหาว่าส่ง SMS ที่มาดร้ายต่อองค์สมเด็จพระนางเจ้า ไปยังมือถือของสมเกียรติ คล่องวัฒนาสุข เลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อำพล ที่ทุกข์ทรมานจากโรงมะเร็งที่ลิ้น และไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้องได้ในระหว่างที่อยู่ในคุก ปฏิเสธอย่างจริงจังว่าไม่ได้เป็นคนส่งข้อความเหล่านี้

และอีกหลายร้อยชีวิตที่ไม่ทราบชะตากรรม

ร่วมลงชื่อได้ ที่นี่
หรือที่ เฟสบุ๊ค

* * * * * * * * * *

ข้อมูลเพิ่มเติม

การณรงค์รวบรวมรายชื่อ เพื่อยื่นรัฐบาลไทยให้ปล่อยนักโทษการเมือง นักโทษคดีหมิ่นฯ และยกเลิกมาตรา 112

60 ปีแห่งการกดขี่สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย
นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รายงานความคืบหน้า 26 พฤศจิกายน 2554

รายงานความคืบหน้า 27 พฤศจิกายน 2554
จดหมายจากทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา ของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด)
บทกวีจากเรือนจำ: สมยศ พฤกษาเกษมสุข

เอาจริงซะที!เพื่อไทยยื่นฟ้องICCฟันฆาตกร91ศพ

ที่มา Thai E-News



********
"สุนัย" และ 3 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย เตรียมยื่นฟ้องศาลโลก คดี "91 ศพ"

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่รัฐสภา นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมส.ส.บัญชีรายชื่อประกอบด้วย น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ แถลงข่าวการยื่นเรื่องฟ้องคดี 91 ศพ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

นายสุนัย กล่าวว่า ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค.เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจำนวน 91 ศพ คดีนี้ดำเนินมาปีกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ผู้รับผิดชอบทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ทำหน้าที่ผอ.ศอฉ. จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

นายสุนัย กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่ายจึงจะเสนอคดีดังกล่าวไปยังศาลอาญาระหว่าง ประเทศ เพื่อให้ดำเนินคดีและไม่เกิดข้อครหาว่ารัฐบาลได้ดำเนินคดีกับใครคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนจะเดินทางไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ในวันที่ 9 ธ.ค.เพื่อเยี่ยมและหารือโดยมีพี่น้องคนไทยที่อยู่ในยุโรปเตรียมการให้ตนไว้ หมดแล้ว การเดินทางไปครั้งนี้ไปด้วยงบประมาณส่วนตัว

ด้านน.ส.จารุพรรณ กล่าวว่า คดีดังกล่าวถึงเปรียบกับคดีฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ที่เคยนำเข้าสู่ศาลโลกในสนธิสัญญา ณ กรุงโรม เพราะมีการสังหารคนจำนวนมาก เป็นการสังหารที่อำมหิต มีการใช้ยุทโธปกรณ์ฆ่าคนด้วยมือเปล่า 91 ศพ มีคนบาดเจ็บ 2 พันคน ต้องกระทบต่อครอบครัวไม่น้อยกว่า 5 พันคน เนื่องจากประเทศไทยได้ลงสัตยาบันลงนามธรรมนูญกรุงโรม 2543 โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2552 ตามสัญญาศาลโลกเรียบร้อยแล้ว ถือว่าประเทศไทยเป็นภาคีที่สมบูรณ์แบบ โดยจะนำตัวผู้กระทำความผิดขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ และค้นหาความจริงในระดับสากล

ตำรวจเรียกเทือก-มาร์คให้การคดีสังหาร16ศพ2ธค.นี้

ทาง ด้านสำนักข่าวไทย อสมท.รายงานว่า พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น.เผยพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง 16 ศพให้พนักอัยการพิจารณาให้ความเห็นทางคดีแล้ว 2 สำนวน อีก 14 สำนวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ทหาร คาดทั้ง 14 สำนวน จะเสร็จภายในกลางเดือนหน้า พร้อมประสาน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ" มาให้ปากคำวันที่ 2 ธ.ค. ในประเด็นสั่งการให้กระชับพื้นที่

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ขณะนี้สำนวนคดี 16 ศพ มีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 90 แล้ว และสรุปสำนวนคดีไปแล้ว 2 สำนวน เชื่อว่าจะสามารถสรุปสำนวนคดีทั้งหมด เพื่อส่งความเห็นให้อัยการได้ตามกำหนดกรอบเวลา ไม่เกินกลางเดือนหน้า โดยไม่จำเป็นต้องขอขยายเวลาการสืบสวนอีกครั้ง

เนื่องจากพยานหลักฐานเพียงพอที่จะระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตของทั้งหมด ว่ามาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ได้ประสานไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการ ศอฉ. เข้าให้ข้อมูลในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในประเด็นสั่งการสลายการชุมนุม

ด้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เรื่องนี้คงอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมมากกว่า และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ

Monday, November 28, 2011

Big Questions for this government (2): When will you bring those responsible for ordering the killing to justice? What is the difficulty in acceding t

ที่มา Thai E-News



Yingluck: If we have evidence that the soldiers killed the people, they would have to face jail as determined by the judicial process.

BBC commented that if Yingluck were to be able to do as said, it would be the first time in Thailand history, but BBC expressed doubt.

ฺิBy Thai E-news
อ่านพากษ์ภาษาไทย คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้(2):เมื่อไรจะเอาคนสั่งฆ่าไปขังคุก มันลำบากตรงไหนกับการให้สัตยาบันICC?


The ‘Big Question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost their lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government is--- when will you release those on the side that got killed to freedom, and when will you put those that kill in prison.



Question No. 2: When will you bring the killers to justice? When will you accede to the Rome Statute of the ICC?


The cases still pending in DSI, the new government had transferred the 16-death case which including 3-death case in Wat Prathum to the DSI. At Wat Prathum, there was evident that soldiers fired from BTS rail. The DSI also indicated that the deaths resulted from the military, and wanted the police to continue its investigation.

Latest, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson for the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said CRES came into existence through the Executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Tueksuban, deputy prime minister, was CRES Chairman.

It can simply state that the military will not be able to act in dispersing the Red Shirts without having special order from CRES, which in turn got its from Abhisit and Suthep.

Col Sansern, again, stated in the press conference yesterday (22 November 2011) that he witnessed this.

…………

“My testimony did not intend to direct or point finger at anyone. As to how Mr. Abhisit and Mr. Suthep would take this, I am not sure how they feel, but all of us had duties to do. They had theirs; military had its own”.
………………………

The Big Question is when will the government bring Abhisit, Suthep to justice?

Police Major Gen Anuchai Lekbamrung, deputy metropolitan commissioner, who is head of police investigation unit on the 16-death stated that the investigation was under his control, but filing charge was under DSI control. It is the responsibility of the DSI to bring whomever to justice.

The Big Question following the previous question is how much confidence or trust should we have on the DSI bringing charge to Abhisit, Suthep, and military leaders who ordered the firing to kill?

When the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported conversation with anonymous DSI official that said:

……………….
“(DSI) has policy to blame the Red Shirts in every case as much as possible. If you could not find the perpetrator, blame the Red Shirts. This is the order from the chief of DSI”.

“If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it”.

………………..

The Big Question is, will Tharit Pendit, chief of the DSI, continue to have this same policy in the new government?

The Big Question for the government who is boss of DSI is, if he obstructs, why keep him?

Another Big Question is, when Chalerm made comment that Abhisit and Suthep would ‘shaking all over’ and would ‘lost some sleep’ when they learnt about the finding of 92-death case. Is this real or just ‘talk’? Up until now, Mark-Tuek still around. Even ‘ThepTuek’ had admitted at Rachaprasong before July 3 elections that he issued the order firing to kill.





I ordered everything I am responsible , Suthep

So, what is the wait? After one and half year had passed, why justice cannot even touch ‘Mark-Tuek little pinky fingers’?

The problem is in the ‘double standard’ of Thai justice system in the past 5-6 years. Thai people and the international community all lost faith. Should Mr. Tharit had a change of heart, and prosecuted the 92-death case faithfully and straightforwardly; how much trust can we have on the other elements within the judicial process such as attorney- general, judge, prison administration, etc.?

This was why the International community trying to persuade the Thai government to fight against impunity by acceding to the Rome Statute of the International Criminal Court (ICC).

On 3 October 2011, the Coalition for the International Criminal Court – CICC sent a letter to Yingluck government pledging with Thailand to join the ICC. The letter read in part:

---the Coalition—a global network of more than 2,500 civil society organizations in 150 countries advocating for a fair, effective and independent ICC—urged the government of Thailand to move forward with the accession process of the Rome Statute.

Thailand’s accession to the Rome Statute would provide an important example to other ASEAN member states. “Thailand, as a leading country in the ASEAN, has been in the forefront of promoting human rights in the region,” noted Evelyn Balais-Serrano, the Coalition’s regional coordinator for Asia-Pacific. “With a new government, it is time to consider ratification of the Rome treaty in its efforts to forge unity among its people and its neighbouring countries. Its commitment to ending impunity and pursuing justice for victims of past conflicts are in line with the goals and spirit of the Rome Statute and the ICC,” she stated.

The Coalition also recalled Thailand’s participation in the Rome Conference and its subsequent steps toward accession. In recognition of some legal challenges that have surfaced with regards to compatibility between the Rome Statute and Thai domestic legislation, the Coalition called on Thailand to draw examples from states parties that have successfully addressed similar compatibility issues. By addressing these issues, the new government would demonstrate its commitment to the protection and promotion of human rights.

“As it undergoes major reforms, the new administration would benefit from accession to the Rome Statute, as it would show the Thai people’s concern for and solidarity with the sufferings of victims of conflicts in Asia and around the world,” stated Dr. Taejing Siripanich, commissioner of the Thai Human Rights Commission and head of the ICC Working Group in Thailand.

……………

The attempt to have Thailand joined the ICC in October failed, because maybe in part due to massive flooding problem that took all the government attention.

A Big Question for this government is, should the flooding problem subsided, is it time for the government to join Rome Statute as a way to bring heinous criminal to justice through the ICC?

In the Rome Statute Part 2, Article12 Section 3, there is a provision that allows the criminal to be prosecuted by the ICC even though the country is not the signatory to the ICC. It requires only country’s acceptance of the ICC jurisdiction.

So why waits?


It’s obvious, the ‘big question’ for this government which came from great sacrifice of many of their supporters who lost their lives, limbs, and still continue to be ‘iron wall’ for the government is--- when will you release those on the side that got killed to freedom, and when will you put those that kill in prison.

The old formulaic answer that calls for ‘for reconciliation’ that allows Red Shirts to continue to be in jail, killers allowed to be on the loose, the commanders scot-free awaiting amnesty, and ‘real Commander’ receives ‘worship’ as usual as if nothing had happened, then

The ‘Big question’ remains.

The big question is really this: When will there be justice. If there is no justice, there is no stability. If there is no stability, there is no peace.

So, No Justice, No Peace!

**************
Related Topics:

-Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons

-Bangkok Post:2010 crackdown complaint to ICC
Pheu Thai party list MP Sunai Julapongsathorn

A complaint will be filed with the International Criminal Court (ICC) in the Netherlands asking it consider last year's crackdown on the red-shirt protesters as a special case, Pheu Thai party list MP Sunai Julapongsathorn said on Monday.

Mr Sunai, in his capacity as chairman of the House committee on foreign affairs, announced this at a press conference in the presence of Pheu Thai list MPs Charuphan Kuldilok, Khattiyaa Sawasdipol and Pol Col Nitiphum Navarat.

The committe chairman said a complaint filed on behalf of Thailand regarding the deaths of 91 people in the crackdown between April 10 and May 19 last year had made little progress, causing pain for the relatives of the dead, who included Ms Khattiyaa, daughter of Maj-Gen Khattiya Sawasdipol or Seh Daeng.

Those who should be held responsible for the deaths were then-prime minister Abhisit Vejjajiva and then-deputy PM security affairs Suthep Thaugsuban, who was director of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), he said.

To ensure justice for all, Mr Sunai said he would leave for The Hague in the Netherlands on Dec 9 to file a complaint with the ICC, asking that is treat this as a special case.

Ms Charuphan said since the cabinet had ratified the ICC Rome Convention of 2000 in 2009, Thailand is a full member of the ICC and can file a complaint.

Ms Khattiyaa said she had asked the Abhisit government if any progress had been made in the investigation of her father's death but to no avail.

So, the case should instead be in the hands of the ICC to deter criticism which might be made against Prime Minister Yingluck Shinawatra.

Pol Capt Nitiphum said that the decision to send Mr Sunai, as chairman of the House committee on foreign affairs, to The Hague to ask the ICC to accept the case for consideration was intended to ensure justice to all concerned, including Mr Abhisit and Mr Suthep.

บันทึกเส้นทางสีแดงแรลลี่ให้กำลังใจนายกฯ

ที่มา Thai E-News


โดย FORD กลุ่มเส้นทางสีแดง
28 พฤศจิกายน 2554

บันทึกิจกรรมเส้นทางสีแดงให้กำลังใจนายกฯ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พย.2554 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีได้บริหารประเทศท่ามกลางวิกฤตมหา อุทกภัยที่รุมเร้า รูปแบบการจัดกิจกรรมคือการแรลลี่ทั่วกรุงเทพมหานครและชุมนุมปราศัยในช่วง เย็นที่ศาลาแดง

พวกเราเดินทางมาถึงราชประสงค์ในเวลา 9.00 น.พบว่ามีคนเสื้อแดงมาส่วนมารออยู่แล้ว 9.30 น.มีครอบครัวของวีรชนที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมมาตั้งโต๊ะเพื่อให้คน เสื้อแดงได้จุดธุปและทำบุญบริจาค

10.00 น.ได้รับแจ้งจากพี่น้องเสื้อแดงที่เดินทางมาจากอุดรว่าคุณขวัญชัย ไพรพนและอีกหลายองค์กรได้นำพี่น้องเสื้อแดงจากอุดรเดินทางมาถึงรัฐสภา ตั้งแต่เช้าหลายร้อยคน รถบัส 5 คันและรถ10 ล้อสองคัน คนเสื้อแดงทยอยนำรถทุกชนิดมาร่วมขบวนแรลลี่ เจ้าหน้าที่ตำรวจมาประสานงานเส้นทางที่จะเคลื่อนขบวน ในเวลาประมาณ

11.00 น.คนเสื้อแดงมาทยอยมาชุมนุมหลายร้อยคน มีผู้นำรถโมบายเปิดเพลงคนเสื้อแดงเต้นรำหน้าเวิลด์เทรดเป็นที่สนุกสนาน ก่อนออกขบวนผมได้รับการประสานจากพรรคเพื่อไทยให้นำขบวนแรลลี่ไปมอบดอกไม้ให้ กำลังใจนายกได้ที่รัฐสภา

เที่ยงตรงขบวนแรลลี่เส้นทางสีแดงได้เคลื่อนขบวนจากราชประสงค์ ไปตามเส้นทางกำหนดไว้ ผ่านถ.เพชรบุรี คลองตัน รามคำแหง บางกะปิ ลาดพร้าว และจอดตั้งขบวนที่ใต้ทางด่วนอิมพีเรียลลาดพร้าวในเวลา

13.00 น.เนื่องจากมีคนเสื้อแดงนำรถมาร่วมขบวนแรลลี่จำนวนมาก บางส่วนเกิดการพลัดหลงไปที่ทำการพรรคบ้าง อนุเสาวรีย์ชัยบ้าง ศาลาแดงบ้าง ทำให้ต้องตั้งขบวนใหม่อีกครั้ง ระหว่างที่รอตั้งขบวนใหม่ผู้เข้าร่วมแรลลี่ได้เปิดเพลงคนเสื้อแดงและจับ กลุ่มเต้นรำอยู่ใต้ทางด่วนเป็นที่สนุกสนาน

ขบวนเคลื่อนที่อีกครั้งในเวลา 13.30 น.มุ่งหน้าที่ทำการอาคารรัฐสภา ถึงอาคารัฐสภาในเวลาประมาณ

15.00 น.ทันทีที่ขบวนแรลลี่เดินทางมาถึงหน้าอาคารรัฐสภาได้รับเสียงปรบมือให้กำลัง ใจจากคนเสือแดงที่ชุมนุมที่หน้าสภา ระหว่างรอการประสานงานกับรัฐบาลผมได้ขึ้นเวทีของสถานีวิทยุเรือนไทยวีดีโอ กล่าวคำทักทายพี่น้องเสื้อแดงชาวอุดรและกรุงเทพที่มารอร่วมกิจกรรมในครั้ง นี้ พร้อมได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงให้ร่วมกันปกป้องรัฐบาลของประชาชน จากนั้นได้กล่าวที่กิจกรรมเส้นทางสีแดงที่ผ่านมา สิ่งที่เส้นทางสีแดงได้ทำเพื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและผู้ประสพ อุทกภัย และได้กล่าวถึงกิจกรรมเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (Red Path for Peace)

ผมกล่าวว่ากิจกรรมเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพจะเดินทางไปกัมพูชาในเดือน มค.2555 โดยจะเดินทางผ่านอีสานทุกจังหวัดแวะเยี่ยมเยียนพี่น้องเสื้อแดงและครอบครัว ผู้ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะครอบครัววีรชน จากนั้นจะเข้ากัมพูชาผ่านทางเขาพระวิหารซึ่งเป็นจุดที่เปราะบางทางการเมือง และจะไปจับมือกับทหารกัมพูชาในบริเวณเขาพระวิหาร เพื่อส่งสัญญาณถึงคนไทยและชาวโลกว่าในขณะที่คนเสื้อเหลืองคลั่งชาติและก่อ สงคราม แต่คนเสื้อแดงเป็นคนที่รักประชาธิปไตยและรักสันติภาพ ฯลฯ สร้างความพอใจและเรียกเสียงปรบมือให้กำลังใจจากพี่น้องเสื้อแดงอย่างมาก

เลขาธิการ นายักรัฐมนตรีได้เป็นตัวแทนออกมารับมอบช่อดอกไม้ในเวลาประมาณ 15.30 น. ผมและรอ.ปรีชา นักปั่นอาวุโสได้ร่วมกันมอบช่อดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นายกรัฐมนตรีและ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และได้กล่าวให้กำลังใจสั้นๆว่า “พวกเราเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงที่เดินทางมาจากทั่วประเทศเพื่อมาให้กำลังใจ นายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศและให้กำลังใจพล.ต.อ.ประชาเพื่อสู้ศึกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ประชาชนพร้อมที่จะออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ในขณะที่มอบช่อดอกไม้นั้นบรรยากาศเป็นไปอย่างน่ากระทับใจที่สุด คนเสื้อแดงเบียดเสียดกันอย่างเนื่องแน่นเพื่อที่จะร่วมมอบดอกไม้ สื่อมวลชนได้ถ่ายรูปเพื่อนำไปลงข่าว มีพี่น้องเสื้อแดงเข้ามาถ่ายรูปกับกระเช้าดอกไม้และตัวแทนนายกรัฐมนตรีเป็น จำนวนมาก

พวกเราเคลื่อนขบวนแรลลี่อีกครั้งในเวลา 16.00 น.โดยไปตั้งขบวนใหม่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และเคลื่อนขบวนไปวงเวียนใหญ่ผ่านถ.จรัลสนิทวงศ์มุ่งหน้าอนุเสาวรีย์พระเจ้า ตากสินมหาราช ขบวนแรลลี่วนซ้ายทำทักษินาวัตรสามรอบ และมุ่งหน้าไปสะพานปิ่นเกล้า และถึงลานอนุเสาวรีย์ร.6 ในเวลาประมาณ 17.30 น.มีคนเสื้อแดงนับร้อยคนมารอร่วมทำกิจกรรมอยู่ก่อนแล้ว

เกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อยเนื่องจากคุณพลต เฉลิมแสนไม่สามารถมาร่วมปราศัยได้เนื่องจากที่รังสิตมีการปิดถนนของประชาชน ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมเพื่อที่จะรื้อบิ้กแบ็คทำให้การจราจรติดขัดมาก ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำรถโมบายมาตั้งเป็นเวทีปราศัย และได้รับเกียรติจากอ.หวาน และอ.ตุ้ม นักวิชาการหัวใจประชาธิปไตยจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์มาเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องกฏหมายแก่พี่น้องเสื้อแดง โดยมุ่งไปที่ประเด็นคำพิพากษาคดีของอากง sms ที่ถูกจำคุก 20 ปี

ในเวลาประมาณ 19.00 น.ผมได้ขึ้นเวทีและกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมกับได้บอกเล่าถึงผู้ ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่พวกเราไปเยี่ยมเยียนมา และได้เล่าเรื่องของคุณเกียรติศักดิ์ที่ถูกแก๊สน้ำตาจนตาบอดในวันที่ 10 เมย.เรื่องของเด็กกำพร้าที่บิดาถูกทหารยิงเสียชีวิตที่เราปั่นจักรยานไปถึง เวียงจันทร์เพื่อนำเงินบริจาคมาให้ที่จังหวัดหนองคายในวันเดียวกัน พร้อมกับบอกเล่าถึงความสูญเสียของบุคคลเหล่านี้ พร้อมกันนี้ได้ถือโอกาสชี้แจงข้อข้องใจกรณีที่มีข่าวปล่อยเกี่ยวกับกิจกรรม เส้นทางสีแดงมาอย่างต่อเนื่อง

ในเวลา 20.00 น.พวกเราได้ร่วมกันจุดเทียนเพื่อรำลึกถึงวีรชนที่เสียชิวิตในเหตุการณ์ 10 เมย.และ 13-19 พย.2553 ในจุดที่เสธแดงถูกยิงเสียชิวิต พวกเราได้ร่วมกันร้องเพลงนักสู้ธุลีดินและยืนไว้อาลัยอย่างสงบนิ่ง คำพูดทิ้งท้ายของกิจกรรมนี้คือ ..
ขอให้อุดมการณ์ ความเข้มแข็ง และความเสียสละจงอยู่กับพี่น้องเสื้อแดงตลอดไป
*******
รายงานเกี่ยวเนื่อง

-เส้นทางสีแดงระดม2แสนให้ศปภ.สู้ภัยน้ำท่วม

-No Coup, Fair Election:ปั่นต้านรัฐประหาร-การเลือกตั้งที่ยุติธรรม การค้นหาความจริงระหว่าง2ข้างทาง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/11/54 ผลพวงอำนาจ + ตำแหน่ง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ผลพวง..จากอำนาจ วาสนา
คือเงินตรา มากล้น คนสงสัย
มีร้อยล้าน พันล้าน บานตะไท
เรืองวิไล ทั้งชีวิต สิทธิ์เสรี....

ทั้งอำนาจ และตำแหน่ง แบ่งสุขสม
ล้านอารมณ์ หลากหลาย ขายศักดิ์ศรี
อำนาจรัฐ เลิศหรู ช่างดูดี
ที่แท้มี..แต่สร้างภาพ ตราบาปมาร....

ผลพวง..จากตำแหน่ง แห่งคนชั่ว
หลงเมามัว บ้าอำนาจ ทำอาจหาญ
ออกคำสั่ง ฆ่าคน จนแหลกราน
ประหัตประหาร เฉือนเชือด อย่างเลือดเย็น....

91 ศพ มันตัวการ มันสั่งฆ่า
ยังมีหน้า ถ่มถุย คุยให้เห็น
ใช้วาจา สำราก สมกากเดน
สัตว์หน้าเป็น ในคราบมนุษย์์ สุดแสนเลว....

ผลพวง..จากอำนาจ พวกชาติสถุน
ล้วนเกื้อกูล สร้างระยำ ซ้ำดิ่งเหว
ยังหน้าด้าน ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
สุดแหลกเหลว..พวกอันธพาล สามานย์ชน....

๓ บลา / ๒๙ พ.ย.๕๔