WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 30, 2011

อดีตผู้นำไอวอรีโคสต์ถูกจับและดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 อดีตประธานาธิบดีไอวอรีโคสต์ นายโลรองต์ บากโบ (Laurent Gbagbo) กลายเป็นอดีตผู้นำประเทศคนแรกที่ถูกจับตัวส่งไปดำเนินคดีที่ศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ณ กรุงเฮก เขาถูกจับตัวและกักบริเวณไว้ในบ้านตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้ว่าไอวอรีโคสต์จะยังไม่ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม

ข้อกล่าวหาต่อเขาประกอบด้วยเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงคราม โดยพนักงานอัยการของศาลระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 3,000 คนเสียชีวิต 72 คนหายตัวไป และอีก 520 คนที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 ที่มีการเลือกตั้งทั่วไป

แม้ว่านายบากโบจะแพ้การเลือกตั้งดังกล่าว แต่เขากลับไม่ยอมลงจากอำนาจ เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงที่ทำให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งสูญหายจำนวนมาก

นายบากโบนับเป็นอดีตผู้นำประเทศคนแรกที่ถูกหมายจับของศาลอาญาระหว่าง ประเทศที่ถูกจับกุมตัวเพื่อมาดำเนินคดี ก่อนหน้านี้ศาลก็เคยออกหมายจับประธานาธิบดีโอมาร์ อัล บาเชียร์ (Omar al-Bashir) ประธานาธิบดีของซูดาน และนายโมฮัมมา กัดดาฟี (Moammar Gadhafi) อดีตผู้นำประเทศลิเบียในข้อหาที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่คนแรกยังจับตัวไม่ได้ ส่วนคนที่สองเสียชีวิตไปก่อนจะถูกนำตัวขึ้นสู่ศาล

ที่น่าสนใจก็คือ เช่นเดียวกับประเทศไทย ไอวอรีโคสต์ได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศในปี 2541 (Rome Statute of the International Criminal Court) แต่ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศยังไม่ได้ให้สัตยาบันรับรองธรรมนูญดังกล่าว

แต่ที่ต่างจากประเทศไทยคือ ในปี 2546 รัฐบาลไอวอรีโคสต์ได้ประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้งนี้โดยเป็นไปตามมาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรม* ทำให้เกิดความหวังในขณะนั้นว่าจะมีการให้สัตยาบัน แต่รัฐบาลไอวอรีโคสต์ก็ยังไม่ให้สัตยาบันเสียที

แต่ผลจากการประกาศรับรองเขตอำนาจศาลของไอวอรีโคสต์ เป็นเหตุให้มีการฟ้องคดีต่ออดีตประธานาธิบดีกาโบในครั้งนี้ และเป็นเหตุนำไปสู่การออกหมายจับและมีการส่งตัวเพื่อเข้ารับการไต่สวนที่ กรุงเฮก ทั้ง ๆ ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้านี้เอง

ในกรณีของประเทศไทย หากต้องการให้ผู้นำซึ่งรับผิดชอบต่อการสังหารประชาชนในการปราบปรามการชุมนุม เมื่อปี 2553 ไปดำเนินคดีที่ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่ให้สัตยาบันรับรองธรรมนูญกรุงโรม แต่ถ้ารัฐบาลไทยประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลตามมาตรา 12(3) ของกรุงโรม ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะใช้กลไกศาลอาญาระหว่างประเทศจับกุมตัวและดำเนินคดีต่อ อดีตผู้นำประเทศที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวได้

*มาตรา 12 ของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ระบุถึงเงื่อนไขเบื้องต้นในการใช้เขตอำนาจศาลดังนี้

ข้อ 3 ในกรณีที่รัฐใด ๆ ไม่ได้เป็นภาคีต่อธรรมนูญกรุงโรมตามข้อกำหนดในย่อหน้า 2 รัฐดังกล่าวก็อาจยอมรับการปฏิบัติตามเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศตาม ความผิดที่มีขึ้นได้ ทั้งนี้โดยการแจ้งความจำนงต่อนายทะเบียนของศาล...

‘อานันท์’ รับ กฎหมายหมิ่นฯ รุนแรงไป เสนอแก้กระบวนการฟ้องร้องและบทลงโทษ

ที่มา ประชาไท

เปิดตัวหนังสือ“King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work” ที่สมาคมนักข่าวตปท. อานันท์ ปันยารชุน ยอมรับ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีปัญหาการใช้ที่รุนแรงเกินไป แนะควรแก้ไขที่กระบวนการฟ้องร้องและบทลงโทษให้เหมาะสม

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2554 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีการเปิดตัวหนังสือชีวประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉบับภาษาอังกฤษ โดยสำนักพิมพ์ Editions Didier Millet ชื่อ “King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work” โดยมีอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการ ซึ่งในงานดังกล่าวได้รับความสนใจแก่ชาวต่างชาติและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เป็นอย่างมาก

อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า งานเขียนซึ่งมีความยาวกว่า 500 หน้านี้ เป็นการรวบรวมบทความและข้อเท็จจริงที่ผ่านการถกเถียงระหว่างผู้เขียนที่หลาก หลายโดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ โดยเขาหวังว่าจะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นอิสระ เป็นกลางและรอบด้านแก่ผู้อ่านมากที่สุด

หนังสือดังกล่าวยังได้รวบรวมประเด็นอันเป็นที่ถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการสืบรัชทายาทด้วย

ธีรวัต ณ ป้อมเพชร อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษากองบรรณาธิการ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมในช่วงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 9 โดยตั้งใจให้เป็นคล้ายหนังสืออ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์นิพนธ์ของรัชกาลที่ 9 ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าใจประเทศไทยดีขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า อานันท์เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สอดคล้อง กับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เนื่องจากหนังสือดังกล่าวได้ระบุถึงปัญหาของกฎหมายอาญาม. 112 ด้วย ซึ่งอดีตนายกฯ ได้ตอบว่า แท้จริงแล้วกฎหมายนี้ต้องพิจารณาในบริบทของประเทศไทย ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ไทยกับประชาชนเป็นเอกลักษณ์จากที่ อื่นๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า การบังคับใช้ของกฎหมายนี้รุนแรงเกินไปโดยเฉพาะในแง่ของการฟ้องร้องที่เปิด โอกาสให้ใครก็ได้สามารถกล่าวโทษ ทั้งนี้ เขาเสนอแนะว่า อาจมีการตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่สั่งฟ้องโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง รวมถึงพิจารณาลดบทลงโทษให้ผ่อนคลายลงกว่าเดิมด้วย

ผู้สื่อข่าวจากนิตยสารฟอร์บส์ ได้ถามอานันท์ว่า คิดว่ากรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่น คดี ’อากง’ หรือคดี ‘โจ กอร์ดอน’ จะทำให้ความรับรู้ของต่างชาติเกี่ยวกับสถาบันไปในทางลบ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ได้พยายามนำเสนอหรือไม่ ซึ่งเขาได้ตอบว่าไม่ได้สนใจมากนักว่าสื่อต่างชาติจะมองอย่างไร เขาเพียงต้องการให้หนังสือเล่มนี้นำเสนอข้อมูลที่เป็นกลาง และให้คนอ่านได้ตัดสินด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้ตั้งคำถามในงานแถลงข่าวว่า จริงหรือไม่ที่หนังสือเล่มนี้ตั้งใจพิมพ์ออกมาเพื่อต้านกับหนังสือต้องห้าม “The King Never Smiles” ของพอล แฮนด์ลีย์ ซึ่งเป็นชีวประวัติของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งอานันท์ได้ตอบว่า หนังสือเล่มนี้มิได้มีวาระแอบแฝงใดๆ เพียงแต่เป็นการผลิตเนื้อหาที่น่าสนใจและรอบด้านเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เพิ่มขึ้นให้กับสาธารณะเท่านั้น

เฟซบุ๊กเผย ภาพดาวเทียม ญี่ปุ่นก่อน-หลังสึนามิ เป็นข่าวที่ถูกแชร์มากที่สุดในรอบปี

ที่มา ประชาไท

30 พ.ย. เฟซบุ๊กเผย รายชื่อ 40 ข่าวที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กแชร์มากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา อันดับแรกคือภาพข่าวจากนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเปรียบเทียบพื้นที่ก่อนและหลังประสบภัยสึนามิในญี่ปุ่น ขณะที่อันดับสุดท้ายคือ รายงานเรื่องสิทธิบัตรของสตีฟ จ็อบส์ จากนิวยอร์กไทมส์เช่นกัน

สำหรับ 40 อันดับข่าวที่ผู้เล่นเฟซบุ๊กแชร์มากที่สุดมีดังนี้

1. Satellite Photos of Japan, Before and After the Quake and Tsunami (New York Times)

2. What teachers really want to tell parents (CNN)

3.No, your zodiac sign hasn't changed (CNN)

4. Parents, don't dress your girls like tramps (CNN)

5. (video) - Father Daughter Dance Medley (Yahoo)

6. At funeral, dog mourns the death of Navy SEAL killed in Afghanistan (Yahoo)

7. You'll freak when you see the new Facebook (CNN)

8. Dog in Japan stays by the side of ailing friend in the rubble (Yahoo)

9. Giant crocodile captured alive in Philippines (Yahoo)

10. New Zodiac Sign Dates: Ophiuchus The 13th Sign? (The Huffington Post)

11. Parents keep child’s gender under wraps (Yahoo)

12. How to Talk to Little Girls (The Huffington Post)

13. Stop Coddling the Super-Rich (New York Times)

14.Why Chinese Mothers Are Superior (Wall Street Journal)

15. (video) - Twin Baby Boys Have A Conversation! (Yahoo)

16. Man robs bank to get medical care in jail (Yahoo)

17. Why You're Not Married (The Huffington Post)

18. A Sister’s Eulogy for Steve Jobs (New York Times)

19. Ryan Dunn Dead: 'Jackass' Star Dies In Car Crash (The Huffington Post)

20. Scientists warn California could be struck by winter ‘superstorm’ (Yahoo)

21. Notes From a Dragon Mom (New York Times)

22. A Message to Women From a Man: You Are Not "Crazy" (The Huffington Post)

23. Obama’s and Bush’s effects on the deficit in one graph (Washington Post)

24. Penn State, my final loss of faith (Washington Post)

25. Golden-Voiced Homeless Man Captivates Internet (Yahoo)

26. The most typical face on the planet (Yahoo)

27. Widespread destruction from Japan earthquake, tsunamis (CNN)

28. Permissive parents: Curb your brats (CNN)

29. A father's day wish: Dads, wake the hell up! (CNN)

30. (video) - Laughing Baby Loves Ripping Paper! (Yahoo)

31. Epic Cover Letter: How To Get Hired For Your Dream Job (PICTURE) (The Huffington Post)

32. New Zodiac sign dates: Don't switch horoscopes yet (Washington Post)

33. Things Babies Born in 2011 Will Never Know (Yahoo)

34. The Psychology of Revenge: Why We Should Stop Celebrating Osama Bin Laden's Death (The Huffington Post)

35. (photo gallery) - ‘Where Children Sleep’ (New York Times)

36. Quake moved Japan coast 8 feet, shifted Earth's axis (CNN)

37. Steve Jobs, Apple founder, dies (CNN)

38. China's latest craze: dyeing pets to look like other wild animals (CNN)

39. Grant Hill’s Response to Jalen Rose (New York Times)

40. Steve Jobs’s Patents (New York Times)

มติกกต.4-1ฟันจตุพรพ้นส.ส.เหตุไม่ไปเลือกตั้งในวันติดคุก

ที่มา ประชาไท

กกต.ลงมติ 4 ต่อ 1 ชี้จตุพรขาดคุณสมบัติเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ส่งผลให้ขาดสมาชิกภาพ ส.ส. เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 3 ก.ค. เนื่องจากถูกขังในเรือนจำ
มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (29 พ.ย.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากรณีคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่า การขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 20(3) จะส่งผลให้สมาชิกภาพของความเป็น ส.ส. สิ้นสุดลงตามมาตรา 106 หรือไม่จากกรณีที่นายจตุพรไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากอยู่ในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำนั้น

นายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีมติ 4 ต่อ 1 เห็นว่า นายจตุพรขาดจากสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ตามมาตรา 106(4) และ (5) จึงสมควรที่ส่งเรื่องไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยความสิ้นสุดลงของสมาชิกภาพต่อไป

ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.เปิดเผยว่า เป็น กกต.เสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่ต้องส่งศาล เพราะเห็นว่านายจตุพรจะเข้าลักษณะตามมาตรา 106 ถ้าจะนำเอากฎหมายของ พ.ร.บ.มาใช้ประกอบการพิจารณาก็เห็นว่า ยังมีความขัดกันของกฎหมายอยู่

กสท.ต่อเวลาทดลองออกอากาศวิทยุชุมชน อีก 300 วัน

ที่มา ประชาไท

บอร์ดกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ใน กสทช. มีมติขยายระยะเวลาการทดลองออกอากาศในลักษณะชั่วคราวของสถานีวิทยุ จำนวน 6,601 สถานี ต่อไปอีก 300 วัน รอออกหลักเกณฑ์ใบอนุญาต

วันนี้ (29 พ.ย.54) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะโฆษก กสทช.กล่าวว่า คณะกรรมการกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.ใน กสทช.มีการประชุมครั้งที่ 7/2554 เมื่อวันจันทร์ที่ 28 พ.ย.54 ณ สำนักงาน กสทช. และมีมติให้ขยายระยะเวลาการทดลองออกอากาศ ในลักษณะชั่วคราวสำหรับกลุ่มผู้แจ้งความประสงค์จะประกอบกิจการกระจายเสียง และได้รับสิทธิทดลองออกอากาศในลักษณะชั่วคราวที่ผ่านมา จำนวน 6,601 สถานี ให้สามารถทดลองออกอากาศ ในลักษณะชั่วคราวต่อไปอีก 300 วัน นับตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.55 หรือจนกว่า กสทช. จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ทั้งนี้ การขยายระยะเวลาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการให้กลุ่มผู้ทดลองออก อากาศในลักษณะชั่วคราวดำเนินการตามกรอบ กติกา หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้ประกอบกิจการภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 โดย กสท.จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยเร็วต่อไป
การเปิดให้ทดลองออกอากาศในลักษณะชั่วคราวข้างต้น สืบเนื่องจากประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการประกอบ กิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) ซึ่งประกาศตามความในบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติการประกอบ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ที่กำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชนรับใบอนุญาตเป็นการ ชั่วคราว ในระหว่างที่การจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ยังไม่แล้วเสร็จ
ที่ผ่านมา กทช.ได้ขยายเวลาการทดลองออกอากาศไปแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 21 พ.ค.53 และครั้งที่สองเมื่อ 17 มี.ค.54 ซึ่งจะสิ้นสุดการคุ้มครองการทดลองออกอากาศในลักษณะชั่วคราวในวันที่ 10 ม.ค.55 ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามการขยายระยะเวลาทดลองออกอากาศข้างต้นถือว่าเป็นครั้งแรกนับแต่ กสทช.เข้ามารับตำแหน่ง เมื่อ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กสท.เตรียมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อยระดับภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อผู้ประกอบกิจการกระจาย เสียงและกิจการโทรทัศน์ เกี่ยวกับเรื่องการเรียกคืนคลื่นความถี่ โดยกำหนดระยะเวลา 5 ปี สำหรับวิทยุ 10 ปี สำหรับโทรทัศน์ และ 15 ปี สำหรับโทรคมนาคม โดยจะเริ่มที่ตรังเป็นจังหวัดแรกในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ จากนั้นวันที่ 22 ธ.ค.54 ที่ จ.เชียงใหม่ 12 ม.ค.55 ที่ จ.ขอนแก่น และ 24 ม.ค.55 ที่ จ.กรุงเทพ
ส่วนคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. เตรียมจัดเสวนาร่างหลักเกณฑ์การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบ งำกิจการ โดยคนต่างด้าว พ.ศ.2554 ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้

มาเลเซียประท้วงกม.ควบคุมการชุมนุม

ที่มา ประชาไท

ทนายความมาเลเซียและผู้สนับสนุนนับพันเดินขบวนอยู่นอกรัฐสภามาเลเซียเพื่อ ต่อต้านการออกกฎหมายควบคุมการชุมนุมฉบับใหม่ แต่รัฐสภามาเลเซียยังลงมติคลอดกฎหมายฉบับดังกล่าว ท่ามกลางการวอล์คเอาท์ของฝ่ายค้าน





ที่มา: Malaysiakini.tv/youtube.com

วานนี้ (29 พ.ย.) สมาชิกสภาทนายความมาเลเซีย (Malaysian Bar Council) พร้อมผู้สนับสนุนนับพันคน รวมกันเดินขบวนจากเดอะรอยัลเลคคลับมายังรัฐสภามาเลเซีย เพื่อประท้วงร่างกฎหมายควบคุมการชุมนุมฉบับใหม่ "กฎหมายว่าด้วยการสมาคมโดยสันติ" หรือ "Peaceful Assembly Bill" ที่เตรียมลงมติในสภาในวันนี้

สำหรับกฎหมายว่าด้วยการสมาคมโดยสันติของมาเลเซีย กำหนดว่าการชุมนุมจะต้องแจ้งตำรวจมาเลเซียอย่างน้อย 30 วันล่วงหน้า และมีข้อห้ามไม่ให้ประท้วงบนถนน ห้ามชุมนุมใกล้ที่ทำการของรัฐบาล ศาสนสถาน และปั๊มน้ำมันด้วย

โดยก่อนหน้านี้ นายลิมกิตเสียง นักการเมืองฝ่ายค้านของมาเลเซียเคยให้สัมภาษณ์ประชดให้รัฐมนตรีมหาดไทย มาเลเซียไปดูงานที่พม่า เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมการชุมนุมที่มีมาตรการใกล้เคียงกับที่มาเลเซีย เตรียมใช้ (อ่านข่าวก่อนหน้านี้ [1])

ทั้งนี้นายนาจิป ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พยายามปกป้องกฎหมายควบคุมการชุมนุมฉบับใหม่ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นการ “ปฏิวัติ” และเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล และยืนยันด้วยว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวพยายามควบคุมเสียยิ่งกว่ากฎหมายที่ใช้ใน ปัจจุบัน และเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจากสภา

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวจะถูกนำมาแทนที่มาตรา 27 ใน กฎหมายว่าด้วยตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการปฏิรูปที่นายนาจีปสัญญาไว้กับประชาชนในสุนทรพจน์ที่ เขากล่าวในวันมาเลเซีย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา (อ่านข่าวก่อนหน้านี้ [2], [3])

ทั้งนี้ มาเลเซียกินี รายงานว่า ก่อนหน้าการลงมติกฎหมายดังกล่าวมีการอภิปรายในสภาโดย ส.ส. 6 คน เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง และต่อมามีความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อมีการวอล์คเอาท์โดย ส.ส. ฝ่ายค้านที่ไม่เห็นด้วยกับการผ่านกฎหมายดังกล่าว

อย่างไรก็ตามการวอล์คเอาท์ไม่เป็นผล โดยเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ตามเวลามาเลเซีย รัฐสภามาเลเซียได้ลงมติผ่านกฎหมายดังกล่าวแล้ว

คุณยายคาลิฟอร์เนีย:กรณีอากงทำให้เสียแรงศรัทธา

ที่มา Thai E-News





คลิปเสวนาแสวงหาความยุติธรรมจากฝ่ายตุลาการในระบอบประชาธิปไตย" โดยวิทยากรร่วมเสวนา คุณประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด และคุณอานนท์ นำภา ทนายความของอากงSMS ดำเนินรายการโดยคุณเบญจมินทร์ เมื่อวันอังคารที่ 29 พ.ย. เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา อัพโหลดโดย fazhi2006

หรือ MP3 http://www.4shared.com/audio/B_5VCwUy/_14_29-11-2011.html

นอกจากนั้นเครือข่ายประชาธิปไตยจะจัดงานเสวนาคดีหมิ่นฯของอากง เพื่อตีฆ้องร้องป่าวปัญหาของคดีนี้ในวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2554 ตามกำหนดการ

กำหนดการ 3 ธ.ค.54 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (ห้องใต้ดิน) ถ.ราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว

12.00-12.30 น. ลงทะเบียน
12.30-12.45 น. เปิดการเสวนาโดยภรรยาอากง
12.45-14.00 น. วิทยากรนำเสนอปัญหากระบวนการยุติธรรมไทยกับก.ม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : กรณีคดีของอากง
1. ทนายอานนท์ นำภา ทนายความคดีอากง
2. อดีตผู้พิพากษา (กำลังติดต่อ)
3. ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวเนชั่น

14.00-15.30 น. แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
15.30-16.00 น. แถลงข่าืวโดยเครือข่ายประชาธิปไตย เพื่อประกาศจุดยืนต่อกรณีคดีอากงและกิจกรรมรณรงค์ต่อไปปิดการเสวนา
..........

โดย คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย
พากษ์ไทย ไทยอีนิวส์


เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ยายยังมีความหวังอันสดใสต่ออนาคตที่รุ่งเรืองของประเทศไทย..เมื่อพรรคเพื่อ ไทยนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ยายคิดนะแน่นอนเลย..ก็ตอนนี้พวกเราชนะการเลือกตั้ง หนทางข้างหน้า่ย่อมอยู่ในกำมือของพวกเรา พวกเราจะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์ และปลอดภัยภายใต้ระบบยุติธรรมที่จะปกป้องพลเมืองไทยทุกคนจากทรราชย์...แต่ แล้วอนิจจากรณีตัดสินจำคุกอากง 20 ปี ก็ทำลายความหวังและความฝันของยายลงย่อยยับ

มันเป็นความจริงที่น่าเจ็บปวดที่อากงตกเป็นเหยื่ออยุติธรรมที่ยังไม่มีใคร สามารถช่วยอะไรอากงได้ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเองก็ตามที รัฐบาลนี้ดูอ่อนแอราวลูกแกะเกิดใหม่ ทุกความเคลื่อนไหวของเธอล้วนถูกต่อต้านโดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเปรียบเสมือนสุนัขจิ้งจอกแก่เจ้าเล่ห์ ไม่น่าแปลกหรอกที่ประชาธิปัตย์ปรามาสว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะอยู่ได้ไม่พ้น 6 เดือน

สิ่งที่จะช่้วยรักษารัฐบาลนี้เอาไว้ได้คงต้องเป็น"ปาฎิหาริย์" และยายก็ได้แต้่สวดภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ด้วย หากทุกคนช่วยกับยายภาวนา ก็อาจกลา่ยเป็นความจริงขึ้นมา

อย่างไรก็ดีอยากบอกว่ายายเองก็ชักสิ้นศรัทธาต่อคุณยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรี ของเธอ ยายรู้ดีว่าเธอพยายามแล้ว แต่ผู้สนับสนุนจำนวนหลายล้านคนต่อรัฐบาลนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงคนเสื้อแดงเท่า นั้น ดังนั้นจึงต้องต่อสู้ขับเคี่ยวกับระบอบอันฉ้อฉลเดิมๆที่ดำรงอยู่...กรณีของ อากงนับเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังของพลเมืองไทย...คนไทยนั้นกลัวกับการ"ขาย หน้า"หรือเสียหน้า แต่กรณีอากงนั้นทำให้ประเทศไทยได้หวนไปสู่ยุคมืด พวกเขายังภาคภูมิใจได้ยังไงกันกับการกระทำเลวๆเช่นนี้ หรือไม่รู้สึกละอายบ้างเลย?

นับแต่วันที่อากงถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ยายก็ยังรู้สึกเศร้าทุกครั้ง แต่ค่อยรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะเมื่อได้อ่านรายงานข่าวในไทยอีนิวส์พบว่า มีประชาชนจำนวนมากเหลือเกินที่ก็รู้สึกไม่ต่างไปจากยาย ไม่ว่าเป็นองค์กรต่างประเทศ องค์กรด้านสิทธิมนุษชน ประชาชนทั่วไปที่ต่างพากันประณามคำตัดสินจำคุก 20 ปี ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากจะให้ตายอยู่ในคุก ที่ประเทศสหรัฐนั้น คุณยังไม่ผิด ตราบที่คุณยังพิสูจน์ตัวได้ว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ที่เมืองไทยคนละเรื่อง ยังไงซะคุณก็ผิดวันยังค่ำ แม้ได้พิสูจน์ตัวแล้วว่าคุณบริสุทธิ์..!!

ยายหละกลัวว่าการอยู่อาศัยในเมืองไทยนั้นจะไม่ต่างไปจากเขตสงคราม ที่คนไทยต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว เพราะไม่รู้จะไปเหยียบทุ่นระเบิดที่ใครวางกับดักเอาไว้เข้าเมื่อไหร่ เหมือนกรณีของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับอากงแล้วจบลงด้วยคำตัดสินของผู้พิพากษาหนักหนาสาหัส อย่างนี้ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าอากงได้ก่ออาชญากรรมจริงหรือไม่

ยายหละนึกประหลาดๆว่าหากนายสมเกียรติกับผู้พิพากษาเข้านอนแล้วหลับไปโดย ปราศจากความสำนึกผิด และเป็นคนจำพวกเกิดมาโดยไร้สำนึก ผู้ที่ไม่รู้ความแตกต่างระหว่างผิดชอบชั่วดี หากพวกนี้ได้อ่านเรื่องไดอารีของแอนน์ แฟรงค์ เด็กสาวชาวยิวและครอบครัวของเธอที่ได้ซ่อนตัวจากการพยายามเข่นฆ่าของพวกนาซี ในยุคสมัยฮิตเลอร์เรืองอำนาจ บางทีคงได้รับรู้ว่าในเมืองไทยเวลานี้ช่างเหมือนกันเหลือเกินของขบวนการล่า แม่มด

ยายหวังว่าหลานๆในเมืองไทยจะโชคดีและต้องระแวดระวังตัวเวลาจะพูดหรือทำอะไร เพราะพวกหลานๆไม่มีทางรู้หรอกว่า ใครจะทรยศพวกคุณแล้วก็ออกล่่าแม่มด ให้กลายเป็นเหยื่ออยุติธรรมแบบกรณีของอากง

(ภาคภาษาอังกฤษ)

For a few months I was elated with hope for a bright future of Thailand..with Puathai party led by MS.Yinglick as PM, I thought ..surely now that we have won the election, the path to the future is in our hands, we will lead the country to prosperity, and security under the justice system that will protect every Thai citizen from tyranny...But alas, the recent case of Argong dashed my hopes and dreams completely. The sad truth is that Ar Gong is the victim of injustice, yet nobody can do anything to help him, not even the Prime Minister herself.This government is as weak as a new born lamb, every move she makes is thwarted by the democrat party who is like an old fox. No wonder the democrats said Yingluck will not last more than six months.The only thing that will save this government is a MIRACLE...and I am praying for one.If everybody prays with me, may be it will come true.


I have lost faith and hope in Yingluck and her cabinet.I know her hands are tied but surely with millions of people not just the redshirts supporting her,there must be ways and means to fight the old corrupted system..The case of Ar Gong is the last straw on the back of Thai citizen. Thai people are afraid of..."kai na" or losing face, but now the case of Ar Gong has made Thailand looks like it has gone backward to the dark age. Are they pround of being infamous or are they ashame of their action?


I am still heartsick every time I think about Ar Gong, but today I feel better because I could see on Thaienews that there are a lot of people who feel the same way as I do.To comdemn an old, frail man to jail for twenty years is nothging but a death sentence. In US of America, you are innocent until you proved guilty..but in Thailand it is the opposit..you are guilty until you proved innocent..!!! I am afraid that living in Thailand is like living in a war zone..you have to watch every step you take because you might unknowingly step on a landmineAs for Nai Somkiat who reported Ar Gong to the authority and the judge who comdemn Ar Gong without enough evidence of his crime, I wonder if both of them could go bed and sleep without quilty conseience. but again there are people who were born without conseince, who do not know the differnce between right and wrong, good and evil. If you have read Diary of Ann Frank , a Jewish young girl and her family who had to hide from the Nazi who tried to kill off the Jews during Hitler regime, you can see the similarity of the witch-hunt this country. I wish you, all Thai citizen, good luck ka and be careful of what you say and do from now on because you never know who will and can betray you. Sawasdee ka.

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากคุณยายคาลิฟอร์เนียถึงหลานสลิ่มเมืองกรุง

Big Question for this government (3): When will the terrorists seizing the airports going to jail? This is ‘Solving Problem, Not Revenge’

ที่มา Thai E-News

Solving Problem, Not Seeking Revenge: 3 months had passed since Yingluck became Prime Minister. No sign from the government that the injustice problems were being corrected. The Judicial process related to People’s Alliance for Democracy, PAD, seizure of airports stalled. In the past 3 years, the PAD airport seizure case never reached any criminal court. The Judicial process that related to terrorism act of airport seizure by PAD got stuck in neutral after two and a half years of police investigation and half a year in the prosecutor’s office while the Red Shirts got ‘short end of the stick’--- arrests made, jail term handed out rapidly and bails hardly came by, it was a true ‘Double standard’.

By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย คำถามตัวโตๆต่อรัฐบาลนี้(3):เมื่อไรผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินจะติดคุกซะที นี่คือ"การแก้ไขไม่ใช่แก้แค้น"
Today at 5 PM (25 November 2011), marked the third anniversary, or one thousand and ninety five days, had passed since the PAD’s seizure of the Suvarnnabhumi International airport. None of them served any jail term, all still free.

Their serious crime could constitute ‘terrorism’ act, which punishable by death. However, the charge had never been filed and was withheld by the police investigators for two and a half years.

Once reached the prosecutor office on 11 May 2011, the prosecutor kept it for another half a year. In all, 3 years had passed; no charge filed.

The Big Questions for the Thai Judicial system are--- when will the prosecutor office file charge against the PAD? When will the criminal court proceed with the case? How long would the court take to render verdict? And when or whether the terrorists who seized and blockaded the airports will ever face jail term?

Another Big Question is why the Red Shirts were treated differently comparing to Yellow Shirt PAD? Their ‘terrorism’ charge went to court right away. No bail allowed. They had been in jail since.

If the answer for not granting Red Shirts bails because it was too serious of a crime, a capital charges, afraid of escape, and so on, then why the Yellow Shirts PAD did not face the same thing.

Is it because there's a ‘State within a State’ in Thai society where the ‘Hidden hands’ of the ‘Hidden state’ helped protect this gang? If it is then those ‘Hidden hands’ ought to be brought to justice too as ‘Partner in Crime’.

And if there is no ‘State within State’, then the question is why the government did not pay attention to this issue? The government behaves just like two-and-a-half-years of Abhisit Vejjajiva government. Is this government crippled, weak; felt powerless even though 15.7 million Thais gave them mandate to run the government in a landslide victory?

The Abhisit government kept this case for two and a half years. The Yingluck government promised to people that it would ‘fix the problem, not seek revenge’. This is the opportune time for this government to ‘Fix the Problem’. This is not a Revenge!

When will the government going to be serious?


The third anniversary of the PAD seizure of the airport falls on 25 November 2011. The case is still pending, and has not reached any criminal court. This ‘political gang’ has reactionary idea with right-wing-fascist-like ideology. They are going to cause trouble again to the elected government.

3 Years of PAD Case



2008

On the evening of 25 November 2008, the People’s Alliance for Democracy (PAD) seized the airport. The PAD issued a statement stating the reason:
“In order to force Somchai Wongsawat and his cabinet to resign, PAD needs to escalate our protest and our civil disobedience by taking the airports. We issued this statement to the people in hope that it reaches the People’s Power Party (PPP) government”.

Government declared state of emergency around the two occupied airports and ordered police, with assistance from the military, to clear out the PAD forces. The order had been approved by the court but the military refused to help; PAD ignored the order. It was well known that PAD had ‘High level’ backing, no one dared saying.

Read more:People's Alliance for Democracy Announcement 26/2008

It was estimated that 600,000 people stranded. Virtually all of Thailand’s international air connections stopped. Farmer Bank Research Center estimated that the damage was in the ball park of 200 billion baht, not to mention damaging to Thailand image.

3 December 2008, court ordered the dissolution of the PPP and two other coalition parties from election irregularity which resulted in the dissolution of the Somchai government. PAD declared victory, and Major Gen Chamlong Srimuang held ‘Returning the Airport to Authority’ Ceremony. No arrests were made to any PAD.

2009

13 January 2009, Pol Gen Jongrak Chutanont, Deputy Director-General of Police, who was responsible for investigation the PAD incident, said the case had 70% progress.

18 February 2009, the government of Abhisit Vejjajiva transferred Pol Gen Jongrak from the investigation unit. Suthep Thaugsuban assumed responsibility.

20 February 2009, Pol Gen Chalong Sonchai, the 2nd Head of the investigators, stated that the case progressed at 80%

21 April 2009, Pol Gen Chalong stated the progress was at 95%. He gave the reason for taking so long because it was a case of terrorism which punishable by death.

27 April 2009, there was a change to the head of the Investigation unit again; this time was Pol Gen Voot Puavate.

4 July 2009, Pol Gen Voot charged PAD with Terrorism and issued summons for the first time.

16 July 2009, not only PAD said they would not report to the authority, they held protest in front of the Police club declaring that they would not accept the charge and demanded change to charge. Pol Gen Voot joined the PAD stage and declared PAD were ‘Do Good-ers’.

9 September 2009, there was another change to the head of the investigation unit. This was the fourth time. Pol Gen Somyote Phumpanmuang, Assistance Director General of the Police, who was close to Newin Chidchop, said he would issue another subpoena but would not issue arrest warrants.

2010

26 August 2010, 69 PAD who were charged with the airport seizure, reported to the authority. All were out on bails. Threats were made to Pol Gen Somyote, while another 45 PAD did not show up. The Police requested court approval to issue arrest warrants, the request was denied on the ground that it lacked ‘clear’ evidence, and the court did not believe the accused would flee.

3 November 2010, Director-General of Police, Pol Gen Wichian Pojphosri said he would file charge in one week, then silence.

19 November 2010, the case went back to Pol General Somyote. Meeting was held at 10 am to finalize the case. The consensus was to file terrorism charge against those 114 people. The recommendation would be made to the Director-General of Police.

25 November 2010, the 2nd anniversary of PAD’ seizure of airports, PAD demonstrated in front of the Parliament to voice against 2007-Constitution Amendments plan. The 2007 Constitution came from the military coup.

2011

26 March 2011, the Civil Court ordered 13 leaders of PAD to pay 522 million baht in damage to Airport Authority of Thailand.

3 July 2011, the PAD campaigned for a ‘No Vote’ failed miserably, one million ‘No Vote', while Pheu Thai Party received 15.7 million votes, a landslide victory.

Back to 11 May 2011, Police sent the case to Prosecutor’s office requesting them to file terrorism charge against 15 PAD leaders. The names of 15 PAD leaders follow:

Major Gen Chamlong Srimuang, Sondhi Limthongkul, Pipop Thongchai, Somsak Kosaisuuk, Suriyasai Katasila, Somkiat Pongpaiboon, Naranyo or Saranyu Wongkrachang, Sirichai Maingarm, Samran Rodpet, Maneerat Kaewka, Sub lieutenant Royal Navy Samdin Lertbuud, Police Lt Col Santana Prayoonrat, Chana Parsooksakul, Surawit Weerawan, Rachayut or Amornthep or Amorn Siriyothinpakdi or Amornrattananon.

The Prosecutor’s office kept postponing no less than 10 times. Latest, on 20 October 2011, there supposed to be a hearing but nothing happened. Massive Flooding problem faced the government, and it took over the news. PAD’s case ‘drowned’ in flooding news.

22 July 2011, former Foreign Minister Kasit Piromya reported to authority. Kasit was charged but not on terrorism.

15 August 2011, Human Right Watch sent a letter to Prime Minister Yingluck expressing concerned about the progress of human rights situation in Thailand. The letter read in part:

“To date, there has been no independent and impartial investigation into the politically motivated violence that the PAD committed during its 2008 protests, including unlawful use of force, violence in street battles after the march to Parliament on October 7, and forcible occupation of Government House and Bangkok’s airports. Prosecutions of PAD leaders and members have stalled, as have efforts to seek financial compensation for damages caused by their protest, amid a growing public perception that the PAD is immune from legal accountability”.

4 September 2011, police made the first PAD arrest, Chaiporn Kerdmongkol, 59, or Jume Dankian.

7 September 2011, Pramote Nakornsup arrested, later free on bail. He did not face terrorism charge.

21 November 2011, PAD met at Sondhi Limthongkul’s residence. Chamlong, the number 2 PAD, declared intention to oust the current government which won elections in a landslide.

In summary, since 11 May 2011, the day in which the police sent the case to prosecutor’s office, no charge had been filed against PAD. No less than 10 times, the prosecutors kept delaying. Ever since 20 October 2011 the case disappeared in the flooding news.

3 years had passed no case for court. How did they do it?

G O O D B Y E Thailand!

…..

‘Talk VS. Evidence’, is the Death penalty too harsh for PAD Terrorism Act?


The Thai version of this article first published on 10 July 2009

The Thaienews developed question-and-answer for our readers to judge for themselves in respond to PAD’s complaint that ‘Terrorism’ charge against them was too extreme.

Q- Was it too extreme to place the core leaders of PAD with ‘Terrorism’ charge for seizing the airports?

A- The issue was not whether the charge was extreme or not, but had to do with what crime committed and what the laws said.

First, please be clear that there were two charges, one for Donmuang airport seizure and another for Suvarnnabhumi airport seizure. On Donmuang, there was no terrorism charge against the PAD because Donmuang is not an International airport. So, the charge for Donmuang was related to ‘trespassing’, while Suvarnnabhumi was a different story. Suvannabhumi is an international airport protected by Thai laws and the International Agreement.


On 14 May 1996, Thailand agreed to sign as part of signatories to the ‘Montreal Convention’, which designed to suppress unlawful acts against the safety of Civil Aviation. It requires parties to the Convention to make offences punishable by ‘sever penalties’; and requires parties that have custody of offenders to either extradite the offenders or submit the case for prosecution.

Thailand also has laws that related to Aviation Protection. Criminal law Article 135/1 violators can be punishable by death.

So the PAD’s accusation that the charge was ‘extreme’ not warranted. It was the matter of laws and the International Agreement.

Q- Well--- it still excessive

A- Remember--- PAD occupied the airport--- PAD’s action disrupted air travelling. Over four hundred thousands, including Crown Prince of Denmark visited Thailand at the time as guest of His Majesty the King, all stranded for weeks.

PAD also stopped all flights. In all, about 88 planes affected. The U.S. Government and the European Union asked the Thai government to end the seize and asked not to let this happen again.

Hundreds of thousPAD also attacked peopleands of visitors and Thais would like to visit Thailand could not. The Bank of Thailand estimated the damage to Thailand directly or indirectly amounted to 270 billion baht.

Related Aviation agencies and companies such as Airport authority, Thai Airline, Foreign Airlines, asked the Thai government to pay them 19 billion baht for damages.

PAD attacked people. They also prevent the airport security from doing their jobs.

So, if this is not excessive, what is? Please explain.

Q- Kasit Piromya just stood up on stage, why was he charged with terrorism?

A- According to the Thai law that related to Aviation Protection of 1978, amended in 1995, stated that any person who supported the criminal offense under Section 5, Section 6, shall be liable as the offender.

Was it not, the reason Kasit joined the PAD on stage was to provide moral support? Airport during the time of PAD seizure was not the place, nor the time of ‘enjoying free food’ or for ‘music appreciation’ as claimed by Kasit.

Q- PAD did not close the airport, Airport director did

A- Well, let us look at PAD statement after the seizure.

On the evening of 25 November 2008, PAD issued a statement number 26/2551 explaining reason why they had to escalate their action. In part, it said:

“PAD needs to escalate our protest and our civil disobedience by closing the Suvarnnabhumi airport. We issued this message to the people around the country and around the world in hope that it reaches Somchai Wongsawat and his government. This is the ultimatum; they have to resign immediately and with no conditions”.

Through their action, the court was pressured to come out with verdict on election irregularity. The PPP and three other coalition parties were dissolved on 2 December 2008. That spelled the end of Somchai government. The following day at 09.20 am, Major Gen Chamlong Srimuang held ‘Giving Back Airport’ Ceremony to Vutipat Vichairat, Chairman of the Board of Airport authority in front of His Majesty the King Portrait.

It’s a ‘No-brainer’. Any person with common sense would know that, if the PAD did not take over the Suvarnnabhumi airport, why would they issue the statement they would close it? If they did not occupy and control it, why would they give it back to the authority?

**********
Related Topics:

-Series of ‘Big Questions’ for this Government: First question, Do you have any heart? Why you ignoring the Red Shirts still in Prisons

-Big Questions for this government (2): When will you bring those responsible for ordering the killing to justice? What is the difficulty in acceding to International Criminal Court (ICC)?

โลกทัศน์สลิ่ม:ด้วยเหตุนี้น้ำจึงไม่ท่วมกรุง-เอ้า!กราบ

ที่มา Thai E-News


จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ได้พระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ขี่ม้าทรงยื่นขวางลำน้ำอยู่ ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯถูกน้ำท่วม แต่ตอนนี้ม้าตัวผอมเซียว ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง พูดจบ น้ำตาท่านก็ไหลออกมา ท่านบอกว่า เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า ให้กราบไหว้โดยนำหญ้าที่ม้ากิน เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไป..จะเชื่อหรือไม่ก็ได้...แต่กรุณาอย่าลบ หลู่...!เพราะมันสำคัญต่อชีวิตเราและลูกหลานในอนาคต

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ฟอร์เวิร์ดเมล์นี้มีต้นกำเนิดจากย่านสีลม ซึ่งรัฐบาลพยายามปกป้องจากน้ำท่วมอย่างที่สุด เรื่องนี้ยังได้สะท้อนโลกทัศน์ของชนชั้นกลางกรุงเทพฯที่มีนิยามว่าสลิ่ม ประการที่สำคัญคือ พวกเขารังเกียจพวกนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และฝากความหวังไว้กับศรัทธาบารมีของระบอบราชาธิปไตยอย่างไรด้วย หากจะหวนไปนึกถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์"พายุนาร์กีส"ในอดีต ซึ่งเรื่องราวคล้ายๆกัน (ได้คงตัวสะกดตามต้นฉบับFWM)

หรืออีกบางทีชนชาวสลิ่มกรุงเทพฯอาจต้องการหลุดโลก หลีกหนีไปจากความจริงที่ว่า่ ที่พวกเขาไม่เจอน้ำท่วมเลยนั้น ก็เพราะมีคนเขตกรุงเทพฯรอบนอกต้องรับบทผู้เสียสละไว้แทน...



FW: ทำไม ??กรุงเทพถึงไม่ถูกน้ำท่วม อ่านแล้วขนลุก!! จะเชื่อหรือไม่ก็ได้...แต่กรุณาอย่าลบหลู่...!ขอร้องว่าจะต้องอ่านให้จบ เพราะมันสำคัญต่อชีวิตเราและลูกหลานในอนาคต

พอดีเมื่อวานไปถวายเทียนพรรษาที่วัดหลวงพ่อโอภาษีครับ

คิดว่าเพื่อนๆที่อยู่แถวพระราม2 คงรู้จักกันทุกคน เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมก็ไปกับที่บ้านรวม 5 คน เข้าไปถึงกุฎิที่พ่อผมบอกว่า เป็นพี่ชายของเจ้าอาวาส เป็นหลวงพ่อ อายุราวๆ 70 ตาซ้ายเสียอ่ะครับ

เห็นบอกว่าองค์นี้เก่งมากก็เข้าไปถวายเทียนพรรษา พร้อมๆกับอีกหลายๆคน ที่มาหาหลวงพ่อเช่นกัน พอถวายเทียนเสร็จหลวงพ่อท่านก็เล่าว่าท่านนิมิต(ฝัน)ว่า ท่านได้ไปนรกครับไปเจอเท้าเทพสุวรรณ(ยมฑูต)

ท่านก็เล่าว่า ท่านถามสุวรรณว่าท่านตายแล้วเหรอ? สุวรรณบอกว่าท่านยังไม่ตายแต่จะพาไปเที่ยว

แล้วเค้าก็พาหลวงพ่อเดินไป เดินไปเรื่อยๆ จนถึงระยะหนึ่ง หลวงพ่อหยุดเดิน สุวรรณที่เดินนำ ก็เดินกลับมาครับ แล้วถามว่า หยุดทำไม?
ท่านก็ตอบว่า เดินตั้งนานแล้วในนรกไม่เห็นมีอะไรเลย

ระหว่างนั้นท่านก็บรรยายบรรยกาศของนรกว่า นรกมีไฟเพลิงสีส้มแดง แต่ไม่มีควัน แล้วก็ไม่ร้อน ที่ท่านไม่ร้อนเพราะท่านมีบุญดีอยู่ แล้วสุวรรณก็ถามต่อครับว่า อยากเห็นอะไรละ? ท่านตอบว่า อยากเห็นต้นงิ้ว และกะทะทองแดง

สุวรรณบอกว่าไม่มีหรอก มนุษย์อุปโลกข์ขึ้นมาเองทั้งนั้น ในนี้มีแต่ไฟโลกัณฑ์ เดินไปอีกหน่อยแล้วจะรู้เอง ท่านก็ได้เดินต่อไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ เหวที่มีไฟแดงฉาน อยู่ข้างล่าง สุวรรณบอกว่า ใครทำกรรมชั่วมากก็จะอยู่ข้างล่างสุด ทำกรรมชั่วน้อยก็จะอยู่ข้างบน ซึ่งข้างล่างจะร้อนกว่าข้างบน

คราวนี้เดินต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เห็นทางสามแพร่ง มีน้ำกันอยู่ จึงได้ถามสุวรรณว่านี้คืออะไร สุวรรณตอบว่านี่คือทางไปนรก สวรรค์ โลกมนุษย์ ซึ่งมีคนยืนในช่องทางไปโลกเยอะมากๆ มีบางคนแอบซุกเพื่อหลบน้ำที่จะต้องผ่าน ท่านจึงถามว่าน้ำนี่คืออะไร สุวรรณตอบว่าน้ำนี่ใช้ชะล้างจิตใจ ให้ลืมอดีต แล้วไปเกิดใหม่ คนที่หลบหลีกน้ำนี้ไปได้จะต้องเป็นทุกข์ (ที่เข้าใจคือระลึกชาติได้)

แล้วท่านก็เล่าว่า พวก สส.ที่มันได้ดีเพราะมันกินบุญเก่า เหมือนปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้ ตัวเองปลูกตัวเองก็ได้กิน เมื่อต้นแอปเปิ้ลหมดก็อดกิน ก็เหมือนกับพวก สส. ที่กินบุญเก่าอยู่ เราไม่สามารถไปทำอะไรเค้าได้ ต้องรอ ให้เค้าหมดบุญไปเอง

หลวงพ่อท่านก็ถามสุวรรณต่อว่าวิญญาณมนุษย์ ไปเกิดก็เยอะ แล้ววิญญาณที่ยังอยู่ที่โลกก็เยอะ ทำไมไม่จับมาให้หมด สุวรรณก็ตอบว่า
จับมาไม่ได้เพราะเค้ายังไม่หมดอายุขัย ร่างกายคนเรา มี สังขาร (ร่างกาย) และจิตวิญญาณ เมื่อละสังขารแล้ว แต่ยังไม่ละจิตวิญญาณ คือยังไม่ถึงที่ตาย เช่นพวก ฆ่าตัวตาย หรือถูกรถชนตาย วิญญานก็จะต้องวนเวียนอยู่ ในโลกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่ละวิญญาณแล้ว ถึงจะไปรับมาได้
ท่านจึงถามต่อว่า พ่อหลวงจะมีอายุยืนยาวไหม? สุวรรณตอบว่า ท่านสิ้นอายุขัยแล้วแต่มีคนต่ออายุขัยให้ท่าน ซึ่งก็คือพี่สาวของท่านเอง

แล้วประเทศไทยละจะเป็นอย่างไรต่อไป? สุวรรณตอบว่า บอกไม่ได้ แล้วหลวงพ่อก็เดินต่อไปอีก
คราวนี้ไปเจอแอ่งน้ำลักษณะเหมือนเขื่อน ซึ่งมองไปที่กำแพงกั้นน้ำ สิ่งที่ท่านเห็นคือ ม้าตัวผอมเซียว ซึ่งมีพระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ยื่นขวางลำน้ำอยู่ ท่านบอกว่า ที่เห็นอยู่คือกษัตริย์เก่าๆ ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง จากความหนาวของน้ำ และการอดอาหารมานาน หลวงพ่อท่านพูดจบ น้ำตาท่านก็ไหลออกมา

แล้วบอกให้ทุกคนที่ได้รับฟัง เรื่องราวของท่านว่า เป็นนิมิตของท่าน จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ เพราะท่านก็ยังคิดว่า เป็นความฝันของท่าน...
แต่ท่านก็กำชับกับทุกๆคนเอาไว้ว่า เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า หรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่มี พระบรมรูป ให้กราบไหว้โดยนำ หญ้าที่ม้ากิน ล้างให้สะอาดไปถวายด้วย เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไปได้

ผมก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปจริงๆ เพราะคนส่วนมากเวลาไปไหว้ ก็จะนำแต่ดอกไม้ไปไหว้เท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือมันแปลกมากที่อยู่ๆ เข้าไปถวายเทียนแล้วท่านก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ในเมื่อมีโอกาสได้รับรู้ก็ควรเผยแพร่ แก่ทุกๆคนครับ

ก็อยากจะฝากเพื่อนๆ แต่อันนี้ สุดแล้วแต่ความเชื่อครับ ขอบคุณครับ

ส่งต่อให้คนที่คุณ รัก /ห่ว ง ส่งต่อเพื่อน และครอบครัว!!

fw ต่อให้อีก 30 คนแล้วชีวิตคุนจะมีแต่ความสุข !!!!!!

แซ่ซร้องพระปรีชาญาณยาวไกล
อีกเรื่องที่มีการนำไปกล่าวถึงกันมากคือพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 หรือเมื่อปีที่แล้ว ที่พาดหัวข่าวว่า
ในหลวงห่วงพสกนิกร ถึง"สุบิน" ว่าน้ำท่วมกรงเทพฯ
ในฝัน-ยังทรงห้าม พยาบาลปิดหน้าต่าง นายกฯเผยทรงแนะ วิธีแก้ปัญหาอุทกภัย

โดยข่าวสดนำเสนอข่าวว่า เผย ′ในหลวง′ ทรงห่วงใยราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างมาก ถึงกับทรงพระสุบินว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ หนึ่งในคณะผู้จัดทำโครงการเพลงพระราชนิพนธ์นิวออร์ลีนส์แจ๊ซถวายในหลวง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เปิดเผยว่า เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน (ในปี2553) พระองค์ท่านก็ทรงเป็นห่วงจนถึงกับทรงพระสุบินว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้วมีนางพยาบาลในพระสุบินมาปิดหน้าต่าง ก็รับสั่งว่าปิดทำไม พระองค์ท่านเป็นห่วงประชาชน

มีผู้นำข่าวนี้มาตั้งเป็นกระทู้ในเว็บบอร์ดพลังจิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 พร้อมแสดงความเห็นว่า

พระสุบินของท่านมักเป็นจริงค่ะ แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน เลยทำให้มหันตภัยทั้งหลายผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ
___________

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:มาอีกแร๊ะ-FWMเรื่องฮาสาดของชาวสลิ่มล่าสุด

มายาคติและข้อสงสัยในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

ที่มา Thai E-News


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิการยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯฉบับประชาชน เมื่อเดือนมกราคม๒๕๕๔ ที่ผ่านมา

โดยจะเสนอเข้าสู่สภาประมาณกลางปีหน้า ซึ่งเสนอให้เชียงใหม่มีการบริหารราชการเฉพาะราชการส่วนกลางกับราชการส่วน ท้องถิ่นเท่านั้น โดยยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเสีย

กอปรกับอดีตคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานฯได้เสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้เสนอให้มีการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นกัน แต่มิได้กำหนดระยะเวลาของการดำเนินการไว้

ปฏิกิริยาที่มีต่อปรากฏการณ์ครั้งนี้มีทั้งการตอบรับและการต่อต้าน

ปรากฏการณ์ตอบรับมีการกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนจังหวัดต่างๆถึง ๔๕ จังหวัดประกาศตัวเป็นแนวร่วมโดยให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่นำร่องไปก่อน บางจังหวัดถึงกับทำป้าย ทำเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ตหรือแม้กระทั่งการขึ้นป้ายขอจัดการตัวเอง โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เองมีการรณรงค์จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พรบ.ฯในพื้นที่ทั้ง ๒๕ อำเภอกันอย่างคึกคัก

แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ๆเช่นนี้ ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพราะความเข้าใจว่าอาจจะกระทบต่อ สถานภาพของตนเองหรือกังวลในผลที่จะตามมาเพราะความไม่ไว้วางใจในคุณภาพของคน ไทยกันเอง

ซึ่งในเรื่องของความเห็นนั้นเป็นธรรมดาที่อาจะเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันแล้ว หากไม่มีอคติจนเกินไปนักก็ย่อมที่จะเห็นด้วยต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

มายาคติและข้อสงสัย

๑)เป็นการแบ่งแยกรัฐ

ไม่จริง เพราะแม้จะไม่มีราชการส่วนภูมิภาค รัฐก็ยังคงเป็นรัฐเดี่ยวเหมือน เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น อีกทั้งยังมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกันกับไทย และท้องถิ่นจะไม่ทำอยู่ ๔ เรื่อง คือ การทหาร การต่างประเทศ ระบบเงินตรา และ ศาล

๒)กระทบต่อความมั่นคง

ไม่จริง เพราะแม้แต่เกาหลีใต้ซึ่งไม่มีราชการส่วนภูมิภาคและยังอยู่ในสภาวะประกาศ สงครามกับเกาหลีเหนืออยู่เลย ก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างใด

๓)รายได้ท้องถิ่นยังไม่เพียงพอ

ก็แน่นอนสิครับ เพราะปัจจุบันเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเก็บภาษีได้จิ๊บจ๊อย เช่น ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ภาษีล้อเลื่อน ฯลฯ แล้วจะเอารายได้ที่ไหนมาเพียงพอ แต่ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นทั้งหมดจะถูกจัดเก็บโดยท้อง ถิ่น แล้วจัดส่งไปส่วนกลาง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไว้ใช้ในท้องถิ่น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็จะไปช่วยเหลือที่อื่นที่ยากจน เช่น ญี่ปุ่นก็ส่งไปให้ฮอกไกโดหรือโอกินาวา เป็นต้น

๔)อบจ./อบต./เทศบาลจะมีอยู่หรือไม่

ในร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดไว้ให้มีการปกครองท้องใน ๒ ระดับ คือ ระดับเป็นชียงใหม่มหานคร ส่วนระดับล่างเป็นเทศบาล ซึ่งแตกต่างจากกรุงเทพมหานครเป็นการปกครองท้องถิ่นระดับเดียวโดยรวมศูนย์ อยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่เดียว แต่ในรูปแบบใหม่นี้ อบจ.หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะหายไปกรณีของเชียงใหม่ก็จะมีเชียงใหม่ มหานครเข้ามาแทน ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่นในระดับบน ส่วนในระดับล่างก็เป็นเทศบาลเหมือนกันหมดไม่มีการแยกเป็นเทศบาลหรือ อบต.เพราะปัจจุบันบางตำบลมีทั้งเทศบาลและอบต.อยู่ในตำบลเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างระบนกับระดับล่างเป็นไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ มิใช่การบังคับบัญชา

๕)จะเอาข้าราชส่วนภูมิภาคไปไว้ไหน/นายอำเภอยังมีอยู่หรือไม่

ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งมีวาระ ๔ ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมและข้าราชการส่วนภูมิภาคก็มีทางเลือกว่าจะกลับไป สังกัดกระทรวง ทบวง กรมที่ส่วนกลางก็ได้ หรือเลือกจะอยู่ในพื้นที่ก็สังกัดเชียงใหม่มหานคร เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ส่วนนายอำเภอที่มาจากการแต่งตั้งจากกรมการปกครองก็จะหมดไป มีผู้อำนวยการเขตซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเชียงใหม่มหานครทำหน้าที่เป็นผู้ ประสานงาน มิใช่เป็นเช่นผู้อำนวยการเขตแบบ กทม.ที่มีอำนาจล้นเหลือเช่นในปัจจุบัน

๖)เขตพื้นที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จะหายไป

ไม่จริง เขตการปกครองยังเหมือนเดิม แต่จะเรียกเป็น เขต แขวง แทน

๗)กำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงมีอยู่หรือไม่ หากยังคงมีอยู่จะมีบทบาทอะไร

ยังคงมีอยู่ดังเช่นกรุงเทพมหานคร แต่บทบาทในด้านการพัฒนาจะหมดไปเพราะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณ เป็นของตนเอง แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยใน ฐานะหัวหน้าฝ่ายรักษาความสงบเรียบของตำบลและหมู่บ้านตามกรณี มีอำนาจจับกุมคุมขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

๘)ประชาชนยังไม่พร้อม ยังไม่มีการศึกษาที่ดีพอ

ไม่จริง เพราะคำกล่าวที่ว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนเป็นอย่างนั้น” จะเห็นได้จากผู้แทนของคนกรุงเทพยังชกต่อยกันในสภาแต่ผู้แทนของคนจังหวัดอื่น ยังไม่ปรากฏ และในตำบลหมู่บ้าน ตลาดสด เดี๋ยวนี้ชาวบ้านร้านค้าเขาไม่คุยกันแล้วเรื่องละครน้ำเน่า ถึงคุยก็คุยน้อย แต่คุยเรื่องการเมืองกันทั้งนั้น ที่สำคัญเป็นการเมืองนอกสื่อกระแสหลักเสียด้วยสิ

๙)นักเลงครองเมือง

ไม่จริง ตัวอย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่ละคนก็ไม่เห็นขี้เหร่สักคน(ถึงแม้ว่า จะมีคนขี้เหร่สมัครแต่ก็ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง) ที่สำคัญก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบันแต่ละคนล้วนแล้วมาจากการแต่ง ตั้งซึ่งในบางยุคถึงกับมี “แก๊งแต่งตั้ง”ซึ่งเข้าใจง่ายก็คือถูกแต่งตั้งมาจากนักเลงนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ผู้ว่าฯเป็นนักเลง อย่างน้อยก็ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาด้วยมือของเขาเอง ไม่ได้ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้เช่นในปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบแล้วผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้งย่อมพบง่ายเข้าใจง่ายและต้อง เอาใจประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา มิใช่คอยเอาใจเจ้านายที่ส่วนกลางที่เป็นคนแต่งตั้งเขา

๑๐)ซื้อเสียงขายเสียง

อาจจะจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันนี้จะดีกว่า และก็มิใช่ว่าใครมีเงินมากกว่าแต่มิได้ทำคุณงามความดีอะไรเลย หิ้วกระเป๋าบรรจุเงินไปแล้วจะได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เขาจะต้องกุมชะตาชีวิตประจำวันเขาอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญจะซื้อคนทั้งจังหวัดไหวหรือ

๑๑)ทุจริตคอรัปชัน/เปลี่ยนโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก

ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้มีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมือง(Civil Juries)คอยถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วชี้มูลหรือส่งฟ้องศาล ซึ่ง กทม.ไม่มีเช่นนี้ ฉะนั้น จึงมิใช่การถ่ายโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก

เพราะปัจจุบันนี้ท้องถิ่นต่างๆก็ทำตัวเป็นอำมาตย์เล็กอยู่แล้วดังจะเห็นได้ จากการขออนุมัติ อนุญาตต่าง ต้องเสียเบี้ยไบ้รายทางตลอด แต่เมื่อเรามีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมืองคอยตรวจสอบแล้ว สภาพเช่นนี้จะดีขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน อีกทั้ง สตง., ปปช., ฯลฯ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม

๑๒)ผิดกฎหมาย

ไม่จริง เพราะเป็นการใช้สิทธิที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๐ รองรับไว้

โลกหมุนไปข้างหน้า นานาอารยประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค หากใครยังฝืนทวนกระแสโลก ก็ย่อมจะถูกกระแสแห่งโลกาภิวัตน์กวาดตกเวทีไปอย่างช่วยไม่ได้

----------------