WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 2, 2011

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน:เรื่องความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา Thai E-News

แบ๊วเพื่ออากง-มีการรณรงค์ช่วยเหลืออากงหลายรูปแบบ นี่ก็เป็นอีกแนวหนึ่งในโลกไซเบอร์(ที่มา:facebook)



แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน:เรื่อง ความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในการเมืองไทยมีความรุนแรงมากขึ้น กฎหมายมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีบรรดาผู้คนที่ยืนอยู่ในฝ่ายตรง กันข้าม ซึ่งนำไปสู่การลงโทษอย่างรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง อันมีผลทำให้ความขัดแย้งยิ่งบานปลายออกไปมากขึ้น

โดยที่กฎหมายนี้มีปัญหาและข้อบกพร่องปรากฏอยู่อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะทั้งในด้านของเนื้อหาสาระของกฎหมายและกระบวนการในการดำเนินคดีดัง กล่าวนี้

ในด้านของเนื้อหา จะพบว่าในแง่ของการริเริ่มคดีที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้สามารถที่จะริ เริ่มคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันนำมาซึ่งการกล่าวโทษกันอย่างง่ายดายและกว้างขวาง บทลงโทษของการกระทำความผิดฐานนี้ซึ่งเป็นการแสดงออกประเภทหนึ่งแต่มีโทษจำ คุกรุนแรงถึง 15 ปี

ในด้านของกระบวนการ จะพบว่านับตั้งแต่ขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหาจะพบกับความยุ่งยากในการประกันตัว และชั้นพิจารณาคดีก็จะต้องเผชิญกับความยุ่งยากในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่มักถูกให้เหตุผลก็คือเป็นคดีที่มีโทษ รุนแรงหรือเป็นคดีที่กระทบต่อสถาบัน และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงมักจะทำให้การวินิจฉัยคดีอยู่ภายใต้แรงกดดัน หรือความเชื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่ละเลยหรือตีความที่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพขั้น พื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

ด้วยปัญหาที่กล่าวมาจึงทำให้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ใช่เพียงเครื่อง มือใส่ร้ายป้ายสีระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ ในทางการเมืองเท่านั้น หากยังขยายรวมออกไปถึงประชาชนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องได้รับโทษจากกฎหมาย นี้อย่างไม่เป็นธรรม

กรณีคำวินิจฉัยใน “คดีอากง” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพที่กระทำต่อประชาชนได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดการใช้กฎหมายนี้อย่างฟุ่มเฟือยโดยมีวาระทางการเมืองแอบแฝง

และหากเปรียบเทียบกับการลงโทษที่เกิดขึ้นในหลายคดีที่แม้เป็นการฆาตกรรมต่อ ชีวิตของบุคคลอื่นก็ยังไม่ได้รับโทษเทียบเท่ากับกรณีนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นบทลงโทษที่รุนแรงและไม่สอดคล้องกับการกระทำที่ได้บังเกิด ขึ้น

การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับกรณี “ อากง” ส่งผลให้คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกอึดอัดและไม่พอใจ เพราะผลการวินิจฉัยนั้นขัดแย้งกับสามัญสำนึกแห่งความยุติธรรม ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อเนื่องไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่ไม่ ควรจะเกิดขึ้น

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นว่า หากไม่ต้องการที่จะเปิดโอกาสให้การใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือในการทำร้าย ผู้คนดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นมา จำเป็นที่จะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงการป้องกันผู้บริสุทธิ์จากการรังแกของกฎหมายเพียงอย่าง เดียว หากจะเป็นการปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็นในสังคมประชาธิปไตยให้มีความ เข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

1 ธันวาคม 2554

Thursday, December 1, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/12/54 ต้องเชือดไก่ให้หมดทั้งโลก........

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เกมเชือดไก่ ให้ลิงดู ต่างรู้ชัด
ตัวชี้วัด ความเสื่อมทราม ตามที่เห็น
แม้นจับคอ เฉือนเชือด เลือดกระเซ็น
คนก็เห็น..นั่นคือ ฝีมือใคร?....

จะกี่ยุค ผ่านมา น่าสมเพช
พวกทุเรศ ร้อยเล่ห์ เพียงเฉไฉ
สืบอำนาจ คนมันชั่ว มั่วเรื่อยไป
สร้างจัญไร ทั่วบ้าน สะท้านเมือง....

พวกกาลี ยึดครอง สนองกิเลส
เริ่มจากเปรต อัปรีย์ นามสีเหลือง
จึงก่อเกิด รอยบาดหมาง สร้างขุ่นเคือง
มันสร้างเรื่อง เพียงหวัง ชาติพังทลาย....

เหล่านักโทษ การเมือง เื่รื่องจับยัด
คนใจสัตว์ หวังสร้าง ทางฉิบหาย
เป็นเงื่อนงำ ให้คุกรุ่น เพื่อวุ่นวาย
หลอกพวกฟาย ใจบัดซบ ประจบมัน....

เกมเชือดไก่ ให้ลิงดู จึงรู้แจ้ง
พวกแสดง เลี่ยงหลบ น่าขบขัน
โน่นก็ผิด นี่ก็หมิ่น ดิ้นพัลวัน
จะรอวัน ถึงจุดเดือด..เชือดมันคืน....

๓ บลา / ๒ ธ.ค.๕๔

6เสื้อแดงพ้นมลทินคดีปล้นCTWยัดคุกฟรีปีครึ่ง วอลล์เปเปอร์ซี้มาร์คใจบอดบิดเบือนเจอคุกคดีเผาห้าง

ที่มา Thai E-News

พ้นมลทินจากศาลแต่ไม่พ้นพวกใจบอด-ศาล ยกฟ้องคนเสื้อแดงคดีปล้นCTW ผิดเพียงข้อหาขัดพรก.ฉุกเฉินตัดสินจำคุกครึ่งปี แต่เนื่องจากติดคุกมาปีครึ่งห้ามประกันเลยปล่อยตัว ขณะที่วอลล์เปเปอร์ คนใกล้ชิดอภิสิทธิ์นำไปบิดเบือนในเฟซบุ๊คว่า "ศาลพิพากษาจำคุก 6 นปช.เผา ปล้น เซ็นทรัลเวิล์ดคนละ 6 เดือน หัวโจก 3 ปี 6 เดือน ไหนแกนนำแดง บอกว่าไม่เคยจับคนเผาได้ บอกทหารเป็นคนเผา คำตัดสินออกมาอย่างนี้จะว่างัยครับ"(ดูเฟซบุ๊ค Sirichok Sopha )


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ธันวาคม 2554


วันนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ตัดสินยกฟ้อง 6 จำเลยคดีปล้นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) แต่ได้ตัดสินลงโทษ 1 ใน 7 จำเลยข้อหาลักทรัพย์ จำุคุก 3 ปี 6 เดือน ที่เหลืออีก 6 รายยกฟ้อง แต่ลงโทษคดีชุมนุมขัดพรก.ฉุกเฉินให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษเหลือ 6 เดือน และเนื่องจากถูกจำคุกไปแล้ว 1 ปีครึ่ง ให้ปล่อยตัว

เย็นนี้ขอเชิญคนเสื้อแดง โดยเฉพาะแกนนำทั้งหลายกรุณาทำตัวให้ว่างไปรับเพื่อนสู่อิสรภาพในเวลาราว 19.00 น.ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพราะตอนแกนนำติดคุกอยู่นั้นคนเสื้อแดงเขาทำตัวว่างได้เสมอสำหรับพวกคุณ ส่วนอีกรายอาจต้องประกันสู้คดีกันต่อไป

"ประทานโทษ จำเลยติดมาปีกว่าแล้ว ไม่ได้ประกัน ฮาสัสสสสสส ! ผมเคยได้คุยกับจำเลยคนหนึ่ง แกบอกว่าวิ่งหนีทหารที่ไล่ยิงไปหลบในCTWแล้วตำรวจก็มาจับ"ทนายอานนท์ นำภา เปิดเผยทางเฟซบุ๊ค โดยระบุว่าตัวเขาไม่ได้เป็นทนายความคดีนี้ "ปรบมือดังๆ ให้กับทีมทนายอาสา พี่อาคม รัตนพจนารถ(ทนายเสื้อแดงตัวจริง )"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.และส.ส.เพื่อไทยกล่าวในเฟซบุ๊คว่า วันนี้ศาลตัดสินคดีปล้นห้าง 7 คนยกฟ้องทั้งหมดแต่ลงโทษจำคุก3ปี1คนคดีลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ ค่ำนี้จะปล่อยตัว 5 คนจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนอีก 2 คนคือที่ถูกจำคุกกับถูกอายัดคดีอื่นจะใช้ตำแหน่ง ส.ส.ยื่นประกันพรุ่งนี้ อภิสิทธิ์กับพวกจะรู้สึกอะไรบ้างไหมที่เอาคนไปขังไว้ปีครึ่งแล้วศาลยกฟ้อง


ดร.สุดา รังกุพันธ์ รายงานจากหน้าเรือนจำว่านายณัฐวุฒิได้ไปร่วมรอต้อนรับคนเสื้อแดงที่ออกจากคุกวันนี้ด้วย

คดีนี้อัยการเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายพินิจ จันทร์ณรงค์ และพวกรวม 7 คน ในข้อหาร่วมกันปล้นทรัยพ์โดยมีและใช้อาวุธปืนร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปขัด ขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำกำลัง ประทุษร้ายโดยมีและใช้อาวุธปืน ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริการ ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม

ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 7 ถูกจับกุมตัวในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หลังแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศสลายการชุมนุมในช่วงบ่าย และทั้งหมดถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ไม่ได้รับการประกันตัวเลย หนึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง ขณะนี้จำเลยที่ 1 คือ นายพินิจ จันทร์ณรงค์ ยังเป็นจำเลยในคดีเผา CTW ร่วมกับนายสายชล แพบัว ซึ่งจะมีการนัดสืบพยานกันต่อในปีหน้า นอกจากนี้ยังมีเยาวชนชายอายุ 17 ปีอีก 2 คนที่ถูกฟ้องในคดีปล้นทรัพย์ และเผา CTW เช่นกัน แต่แยกพิจารณาที่ศาลเยาวชน และมีการนัดสืบพยานต่อในปีหน้า

ประชาไท รายงานรายละเอียดว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีหมายเลขดำที่ 2235/2553 ที่พนักงานอัยการฟ้องนายพินิจ จันทร์ณรงค์ กับพวกรวม 7 คน ในฐานความผิด ร่วมกันปล้นทรัยพ์โดยมีและใช้อาวุธปืนร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปขัดขวางเจ้า พนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำกำลังประทุษร้ายโดยมี และใช้อาวุธปืน ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริการ ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม

โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 7 มีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้คนละ 6 เดือน

ส่วนข้อหาใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ ขัดขวางเจ้าหน้าที่นั้น ศาลยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน เนื่องจากแม้จะสามารถตรวจยึดกระสุนได้ภายในห้าง แต่ไม่พบอาวุธที่ตัวจำเลย และเจ้าพนักงานก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของจำเลย อีกทั้งไม่มีการนำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการทำงานของเจ้า พนักงาน

ส่วนข้อหาปล้นทรัพย์ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันลักเอาทรัพย์สินต่างๆ รวม 18 รายการ มูลค่า 95,430 บาทนั้น ยังไม่มีทรัพย์สินของกลางที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำความผิด คงมีเพียงนายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม จำเลยที่ 3 ที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ( รปภ.) ประจำห้างสรรพสินค้า สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ และ แบตเตอร์รี่ จากร้านขายโทรศัพท์มือถือได้ จึงยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน เว้นแต่จำเลยที่ 3 ให้ลงโทษ 3 ปี

จำเลยทั้ง 7 คนประกอบไปด้วย จำเลยที่1 นายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 28 ปี ชาวจ.ชัยภูมิ อาชีพรับจ้าง, จำเลยที่ 2 นายวิศิษฏ์ แกล้วกล้า อายุ 33 ปี ชาวจ.อ่างทอง อาชีพรับจ้าง, จำเลยที่ 3 นายคมสัน สุดจันทร์ฮาม อายุ 42 ปี ชาวจ.ขอนแก่น อาชีพรับจ้าง, จำเลยที่ 4 นายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ อายุ 29 ปี ชาวจ.สมุทรปราการ อาชีพรับจ้าง, จำเลยที่ 5 นายพรชัย โลหิตดี อายุ 36 ปี ชาวจ.อุดรธานี อาชีพรับจ้าง, จำเลยที่ 6 นายยุทธชัย สีน้อย อายุ 23 ปี ชาวจ.สระบุรี อาชีพรับจ้าง และจำเลยที่ 7 นางเจียม ทองมาก อายุ 45 ปี ชาวจ.บุรีรัมย์ อาชีพรับจ้าง

อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำมาตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.53 ซึ่งเกินระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ทั้งหมดจึงจะได้รับการปล่อยตัวในเย็นนี้ ยกเว้นนายคมสันต์ จำเลยที่ 3 ที่ถูกตัดสินจำคุกรวม 3 ปี 6 เดือน และนายพินิจ จันทร์ ณรงค์ ที่เป็นจำเลยในคดีวางเพลิง CTW อีกคดีหนึ่งซึ่งจะสืบพยานต่อในปีหน้า ทั้งนี้ นักกิจกรรมและคนเสื้อแดงมีการนัดหมายไปรับผู้ต้องขังที่จะได้รับการปล่อยตัว ในเย็นวันนี้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง

เจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ซึ่งติดตามคดีดังกล่าวตั้งแต่ชั้นสืบพยาน ตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้เป็นคดีเดียวที่เจ้าหน้าที่รัฐฟ้องประชาชนว่าต่อสู้หรือขัดขวางเจ้า พนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อาวุธปืน ทั้งที่รัฐบาลที่แล้วบอกเสมอว่าคนเสื้อแดงมีอาวุธ แต่ไม่เคยจับใครได้ มีเพียงกลุ่มนี้เท่านั้น แต่ในที่สุดศาลก็พิพากษายกฟ้องเพราะพยานหลักฐานอ่อนมาก ขณะที่จำเลยทั้งหมดถูกขังในเรือนจำเกือบสองปีโดยประกันไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาหนักมากว่ามร่วมกันปล้น ซึ่งไม่ได้ดูพฤติการณ์เลยว่าจำเลยทั้งหมดมาจากคนละจังหวัด ไม่รู้จักกันมาก่อน นอกจากนี้จากการสอบถามกับจำเลยบางคนยังยืนยันด้วยว่าเจ้าหน้าที่ที่จับกุมมี การซ้อมผู้ต้องหา และใช้ไฟฟ้าช็อตจนหมดสติ เพื่อบังคับให้รับสารภาพด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังทราบคำตัดสินของศาล ญาติๆ ของจำเลยพากันดีใจ และมีการเข้าไปพูดคุยกับจำเลยทุกคน ยกเว้นนายคมสันต์ ซึ่งถูกพิพากษาว่ากระทำความผิด ไม่ยอมออกมาพบปะพูดคุยกับญาติ

นางเจียม ทองมาก จำเลยในคดีนี้ซึ่งถูกขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางมาปีครึ่งกล่าวทั้งน้ำตาว่า รู้สึกดีใจมากที่ศาลชั้นต้นให้ความยุติธรรม หลังจากรอวันนี้มาตลอดปีครึ่งเนื่องจากไม่สามารถประกันตัวสู้คดีได้ พร้อมทั้งยืนยันว่าในวันเกิดเหตุตนเองได้วิ่งหนีตายเข้าไปในเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะมีเสียงกระสุนปืนไล่หลังมาตลอด และจำเลยทั้งหมดไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเพียงแต่โดนจับภายในห้างแล้วนำมารวม กัน

“เหตุการณ์มันสับสนไปหมด มันแรงมาก มันน่ากลัวมาก” เจียมซึ่งมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายขนมถ้วยเล่า เธออาศัยอยู่ย่านบางแคเหนือ และเริ่มไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2551 โดยระบุเหตุผลที่เข้าร่วมว่าต้องการประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง

“ประชาชนอยากรู้ อยากเห็น เขามากันทั่วสารทิศ เราขายขนมเลิกเย็น ก็ไปชุมนุม ไปช่วยเขาทำกับข้าวแจก กลับบ้านเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เป็นอย่างนี้ประจำ” เจียมกล่าว

ขณะที่นางหนูพิศ จันทร์ณรงค์ แม่ของนายพินิจ ซึ่งเดินทางมากับสามีจากจังหวัดชัยภูมิ กล่าวพร้อมน้ำตาว่า ดีใจที่ศาลยกฟ้อง และได้เห็นลูกอีกครั้งในวันนี้ แม้จะยังรับไม่ได้กับภาพลูกใส่โซ่ตรวนเดินขึ้นศาล

เมื่อถามว่าอยากจะเรียกร้องความช่วยเหลือใดจากรัฐบาลหรือไม่ นางหนูพิศตอบว่า เข้าใจรัฐบาลว่ามีปัญหาใหญ่ให้จัดการหลายอย่าง แม้ตนจะเดือดร้อนแต่ยังเอาใจช่วยรัฐบาลจากการเลือกตั้ง หากเป็นไปได้อยากให้ช่วยดูแลเรื่องงานของลูกชายหลังจากออกจากเรือนจำ เพราะเกรงว่าลูกจะหางานทำไม่ได้ และครอบครัวมีก็มีฐานะยากจน โดยทั้งสามีและเธอมีอาชีพทำไร่อ้อย

รายละเอียดของคดีและคำตัดสินจากมติชนออนไลน์

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณา 604 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซอยเจริญกรุง 63 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีปล้นทรัพย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ คดีหมายเลขดำที่ ด.2235/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี, นายวิศิษฐ์ แก้วหล้า อายุ 33 ปี, นายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม อายุ 42 ปี, นายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ อายุ 29 ปี, นายพรชัย โลหิตดี อายุ 36 ปี, นายยุทธชัย สีน้อย อายุ 23 ปี และนางเจียม ทองมา อายุ 45 ปี ทั้งหมดเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดต่อเจ้าพนักงาน, ปล้นทรัพย์ และฝ่าฝืนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

ตามคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 7 กับนายภาสกร ไชยสีทา, นายอัตพล วรรณโต ซึ่งเป็นเยาวชน และถูกแยกตัวดำเนินคดีต่างหาก และพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ถูกจับกุม ได้ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมกันที่แยกราชประสงค์ โดยใช้กำลังทำลายบานกระจก ผนังอาคาร บานกระจกประตู อาคารสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จนแตกเสียหาย แล้วได้ร่วมกันลักเอาทรัพย์สินต่างๆ ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวม 18 รายการไป

โดยจำเลยทั้ง 7 กับพวกมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิดขนาดและจำนวนพร้อมเครื่องกระสุนปืนจำนวนหลายนัด ซึ่งใช้ข่มขู่และขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจ สน.ยานนาวา ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณนั้น ได้พบเห็นการกระทำของจำเลยทั้ง 7 กับพวกซึ่งเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้า จึงได้แสดงตนเข้าจับกุม แต่จำเลยทั้ง 7 กับพวกได้ใช้อาวุธปืนยิงในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวนหลายนัด เหตุเกิดที่แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 140, 340, 340 ทวิ 340 ตรี ขอให้ศาลได้สั่งให้พวกจำเลยคืนของกลาง ทั้ง 18 รายการ ให้แก่ บริษัทซิตี้เซน (ประเทศไทย) จำกัด และผู้มีชื่อเจ้าของทรัพย์ ที่เป็นผู้เสียหายด้วย

โดยคดีนี้จำเลยทั้ง 7 ให้การรับสารภาพ ข้อหาฝ่าฝืนประกาศ ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แต่ให้การปฏิเสธข้อหาอื่นๆ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้เจ้าพนักงานจะสามารถจับกุมจำเลยทั้ง 7 คน ได้ในที่เกิดเหตุ ขณะก่อความวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้ง7 เป็นผู้ใช้อาวุธปล้นทรัพย์ หรือต่อสู้ขัดขวางการทำงานของเจ้าพนักงาน อีกทั้งยังไม่มีทรัพย์สินของกลางที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำความ ผิด คงมีเพียงนายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม จำเลยที่ 3 ที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ประจำห้างสรรพสินค้า สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและแบตเตอรี่ ที่ขโมยมาจากร้านขายโทรศัพท์มือถือได้ ดังนั้นลำพังที่เจ้าพนักงานสามารถจับกุมจำเลยได้ในที่เกิดเหตุ ยังไม่สามารถสันนิษฐานให้เป็นโทษกับจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1, 2, 4, 5, 6 และ 7 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์และใช้อาวุธต่อสู้เจ้าพนักงาน แม้จะสามารถตรวจยึดกระสุนปืนเอ็ม 60 จำนวน 100 นัดได้ภายในห้าง แต่เจ้าพนักงานก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของจำเลย

จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1-7 มีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 7 เป็นเวลาคนละ 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้ง 7 ไว้เป็นเวลาคนละ 6 เดือน นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังมีความผิดฐานลักทรัพย์อีกกระทง ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ทั้งสิ้นเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนของกลางคืนแก่ผู้เสียหายด้วย ส่วนข้อหาพิพากษายกฟ้อง


******


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เช็กบัญชีมือฆ่าหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครเป็นมือสไนเปอร์ ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

ที่นี่คือบ้านของพี่ แผ่นดินของพี่ ถ้าไม่รักพี่แล้วก็จง..

ที่มา Thai E-News

เพื่อให้ได้อารมณ์โคตรสะเทือนใจ ให้ทำเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอขณะอ่าน และหาหน้าม้ามาคอยปรบมือจำนวนหนึ่ง

ผลสำรวจไทยอีนิวส์โพลล์:กรณีติ่ง-ปชป.ถีบเก่ง-การุณ!

ตู่จ๋า "เสื้อแดง" รออยู่..

ที่มา Voice TV



รายการ Wake Up Thailand ประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ "ยิ่งลักษณ์-อนุสรณ์"
- นายกฯเยือนเวียดนามทันที หลังเดินทางออกจาก รพ.
- 1 ธันวาคม วันเอดส์โลก
- เล็งปรับครม.สัปดาห์หน้านายกฯนัดส่งการบ้าน
- จตุพรประกาศทวงคืนความยุติธรรมนอกสภา ขอฟังการพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญทุกนัด
- เด็ดจตุพร สะเทือนถึงเพื่อไทย
- สุนัย หารือ กมธ. คดี 91 ศพวันนี้
- ทูตญี่ปุ่นตามคดีช่างภาพรอยเตอร์ส
- จดหมายเปิดผนึกจากใจ อึ้งภากรณ์ ข้อเสนอเพื่อสร้างจุดยืนร่วมของ "แดงก้าวหน้า"
- ตัดสินคดี จำเลยเสื้อแดงปล้น เซ็นทรัลเวิลด์
- รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯเยือนพม่าครั้งแรกในรอบ 50 ปี
- ประธานาธิบดีไอเวอรีโคสท์ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ
- อังกฤษชุมนุมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ค้านปฎิรูปบำนาญ

แถลงการณ์สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม ฉบับที่1ที่มา แถลงการณ์สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม ฉบับที่1thaifreenews

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

แถลงการณ์สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม ฉบับที่1

เป็นคลิปวีดีโอที่คุณ LAWTHAI222 ได้นำเรียนเสนอ ลองคลิ๊กเข้าไปฟังดู
แถลงการณ์นั้นเอ่ยถึงอำนาจอะไรบ้างที่ประเทศชาติไม่เจริญก้าวหน้า ล้าหลัง
มากกว่าประเทศใดใดในภูมิภาคนี้ และยังกล่าวถึง มีกลุ่มคนในสภาทนายความ
ควรเป็นกลางทางการเมืองและไม่ควรให้ประชาชนสับสนทางกฎหมาย ไม่ควร
นำเอาสภาทนายความไปสร้างฐานการเมืองให้กับตนเองและพวกพ้อง

จึงได้ออกมาเรียกร้องและออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 นี้ขึ้นมาถึง 5 ข้อด้วยกันตามรายละเอียด

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=BHB0YjMocz4&feature=player_embedded# !

แถลงการณ์สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม ฉบับที่1


ชมภาพ..นายกฯปู ไปเวียตนาม 30 พ.ย.54 (ฉบับสมบูรณ์)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

วันที่ 30 พ.ย. เวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากโรงพยาบาลพระราม 9 หลังเข้าพักรักษาตัวจากอาการอาหารเป็นพิษ และขึ้นเครื่องบินเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม








Re:

สำนัก ข่าวเอเอฟพีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย ในกำหนดการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางต่อไปยังทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่รัฐบาลเวียดนามจัดขึ้น โดยมีนายเหวียน เตินสุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ต้อนรับ จากนั้นนายกฯทั้ง 2 ประเทศตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และหารือข้อราชการร่วมกัน ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยินดีที่ได้เดินทางเยือนประเทศเวียดนามเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ต้องขออภัยที่ไม่สามารถร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำได้ เนื่องจากป่วยอาหารเป็นพิษ และขอขอบคุณรัฐบาลเวียดนาม และสภากาชาดเวียดนาม ที่ให้การช่วยเหลือไทยที่ประเทศประสบปัญหาอุทกภัย















Re:





Re:

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯไทย หารือทวิภาคีกับนายกฯเวียดนาม ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันของแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทำงานร่วมกันในเรื่องข้าว และยังหารือถึงการเชื่อมโยงการคมนาคมในภูมิภาค ซึ่งไทยให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุ ภูมิภาค และการใช้ประโยชน์จากเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ขณะที่เวียดนามพร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม เช่นกัน









Re:



นายก รัฐมนตรี ได้ออกเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 13:00 น. เพื่อส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับเวียดนามให้มีความแน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือบนผลประโยชน์ร่วมกันในเชิง “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ เป็นปีที่ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามครบรอบ 35 ปี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องแม่น้ำโขง และจะใช้โอกาสนี้ ขยายการค้าการลงทุนด้านการก่อสร้าง พลังงาน ความร่วมมือเรื่องข้าว และการท่องเที่ยว ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเชิญชวนให้เวียดนามเข้าร่วมโครงการนำร่อง ACMECS Single Visa เพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง2ประเทศ

Re:

โดย แม่ปังคุง

จากเฟซบุ๊คนายกนะคะ








อยากด่าศาลไคฟง กรณีคดีอากง

ที่มา thaifreenews

โดย RED DRAGON

อยากด่าศาลไคฟง คดีอากง

-อยากด่าศาลไคฟง อากงคดี ที่ตัดสิน
แต่คิดสิ้น เสร็จสม อารมณ์หมาย
ไม่กล่าด่า เพราะคุกกลัว จนตัวตาย
เพราะกฏหมาย หมิ่นศาลมี คดีความ

-แค่ข้อความ sms ก็เสร็จแล้ว
ประสาแผ้ว ฆ่าคนตาย ขอไต่ถาม
มันใหญ่กว่า คนฆ่า อาญาความ
ถึงรุกราม ติดคุกฉิบ 20ปี

-ถ้าอย่างนั้น ฉันขอฆ่า ดีกว่าไหม
ความบัลลัย คงจะด้อย น้อยกว่านี้
ฆ่าให้ตาย แล้วรับไซ้ ไม่กี่ปี่
มันไม่ดี กว่าข้อความส่ง อากงกู

-เรื่องแค่นี้ จะเป็นตาย เสียให้ได้
เรื่องฉิบหาย มากมายนัก ไม่ยักรู้
ยึดทำเนียบ เหยียบหนามบินนั้น มันเพื่อนกู
อย่าสู้รู้ จงเงียบไว้ พวกไพร่เอย.................ขอไว้อาลัยแด่ศาลไคฟง

ห้องเรียนประชาธิปไตย 1-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse







http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=701

ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็น “พ่อ” ของประชาชน

ที่มา ประชาไท

“วันนี้ลูกทุกคนอยากบอกพ่อว่า ‘ลูกรักและขอเดินตามรอยพ่อตลอดไป’ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” นิตยสารแพรว ฉบับที่ 775 ประจำวันที่ 25 พ.ย. 2554 หน้า 202

“ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ” พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, นักแสดง, 16 พฤษภาคม 2553 ในงานประกาศผลและมอบรางวัลนาฏราช ณ หอประชุมกองทัพเรือ
“พระมหากษัตริย์เป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ มหาพรหมของเรา เราก็รัก เราก็ทนุถนอม” หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จาก นิตยสารน่านฟ้า (The Tiger Temple Magazine) ฉบับที่ 32 เดือนธันวาคม 2552 หน้า 9
“It gradually became apparent that this was a religion. To North Koreans, Kim Il-sung was more than just a leader. He showered his people with fatherly love.”
คำแปล: “มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่านี่คือศาสนา สำหรับชาวเกาหลีเหนือ คิม อิล ซุง เป็นมากกว่าผู้นำ เขามอบความรักดั่งบิดาให้แก่ประชาชนของเขา” จากหนังสือ Under the Loving Care of the Fatherly Leader โดย Bradley K. Martin, 2006 หน้า 1
หากมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ต้องกลายเป็นอาชญากรรมแล้ว การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชนย่อมทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า การวิพากษ์กษัตริย์เป็นสิ่งเลวร้าย และผิดจารีตความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก
ประชาชนผู้เชื่อว่า กษัตริย์คือพ่อหลวงของพวกเขา มองความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชน ผ่านแว่นตาของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก เกิดความผูกพันพึ่งพิงทางความคิดและจิตใจ และเสริมสร้างความรู้สึกในหมู่ประชาชน (ลูกๆ) ว่าการคิดเท่าทัน วิจารณ์ หรือไม่รักกษัตริย์ (พ่อ) นั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ เป็นการกระทำที่เลว อกตัญญู เช่นนี้แล้ว มาตรา 112 จึงกลายเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง “พ่อ-แม่” ไปโดยปริยาย
การใช้กลไกทางวัฒนธรรมเช่นนี้ เอาเข้าจริงอาจมีอานุภาพมากกว่าการใช้กฎหมายอันไม่เป็นประชาธิปไตยและป่าเถื่อนอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียอีก เพราะการตอกย้ำเปรียบเทียบแบบนี้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้งถึง ระดับอารมณ์และจิตใจ และโกรธหากใครจะมาวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับพ่อของพวกเขา แถมมันยังช่วยตอกย้ำ (reinforce) ว่า มาตรา 112 นั้นชอบธรรมแล้ว และทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า มี “ลูก” จำนวนหนึ่งที่ต้องการวิจารณ์พ่อ (กษัตริย์)
กฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความรู้สึกแบบพ่อลูกนั้น หยั่งรากลึกถึงก้นบึ้งของจิตใจ และเมื่อประชาชนเชื่อว่าเป็นจริงแล้ว มันเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้ ดั่งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของพ่อ-ลูกที่แท้จริงทางสายเลือด
สื่อกระแสหลักและกระแสรองส่วนใหญ่ บริษัทห้างร้านต่างๆ สถาบันการศึกษา หน่วยราชการ องค์กรเอ็นจีโอ มักมีบทบาทสำคัญในการตอกย้ำความเป็นพ่อของกษัตริย์ต่อสังคมจนเห็นเป็นเรื่อง “ปกติ” “เป็นจริง” อย่างมิควรต้องสงสัยใดๆ หากคุณเชื่อว่ากษัตริย์คือพ่อ คุณจะไม่รู้สึกอยากตั้งคำถามกับพ่อ แถมหน้าที่ของลูกที่ดีก็คือ การเชื่อฟังพ่อ (พระราชา) และแม่ (พระราชินี) และหากลูกคนใดไม่เชื่อฟัง ก็ดูผิดธรรมชาติ พวกเขาควรถูกประณาม ลงโทษ จองจำ หรือตัดออกจากการนับญาติอย่างถาวร โดยอาจถูกกล่าวหาว่า พวกเขาไม่ใช่คนไทย และเป็นคนที่ต้องการทำลายหรือล้มล้างพ่อแม่ (ดูกรณี 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553 เป็นตัวอย่าง) เพราะคนเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้อกตัญญู หรือทรพี เพราะไม่ว่าพ่อจะดีหรือไม่ ลูกก็ควรเชื่อฟังและเคารพรัก และในด้านตรงกันข้าม การทำอะไรเพื่อกษัตริย์ (พ่อหลวง) จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้นและสนิทใจขึ้น เหมือนกับการบูชาคุณของบิดาแท้
นอกจากนี้ การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชน ยังทำให้ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ซึ่งมีมิติของความไม่เท่าเทียมและมีความตึงเครียดทางชนชั้น ถูกกลบเกลื่อน ลบเลือนให้มองเห็นได้ยากยิ่งขึ้น และพร่ามัว และเปลี่ยนกลายมาเป็นความสัมพันธ์เชิงครอบครัวแบบสมมติ ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่นและความห่วงใยระหว่างพ่อ-ลูกแทน โดยที่ไม่จำเป็นต้องสงสัยในเรื่องชนชั้น หรือความไม่เท่าเทียม แล้วยังไม่จำเป็นต้องคิดเท่าทันหรือเรียกร้องความโปร่งใสเพื่อการตรวจสอบใดๆ เพราะแว่นตาของการมองแบบพ่อ-ลูก ไม่เอื้อให้ประชาชนรู้สึกหรือคิดเป็นอื่น ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ประชาชนอีกมากยากจน แต่กษัตริย์ (พ่อหลวง) ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน หรือผู้คนมักไม่สงสัยว่า ในความสัมพันธ์แบบนี้ ทำไมสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงยังคงเก็บค่าเช่าที่จากประชาชนอยู่
นี่ยังไม่รวมถึงการพึ่งพาทางสติปัญญาของประชาชน (ลูกๆ) ต่อ กษัตริย์ (พ่อ) โดยเห็นได้จากการนำคำพูดของพ่อ (พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส) มาเป็นเผยแพร่ซ้ำๆ และเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือของผู้คนจำนวนมากในสังคม ความเห็นของกษัตริย์จึงกลายเป็นคำสอนของพ่อไปโดยปริยาย ลูกๆ ไม่ต้องคิดอะไรเองมากมาย เพราะยึดถือคำสั่งสอนของพ่อที่พวกตนยกย่องว่า เป็นอัจฉริยะในสารพัดด้านก็เพียงพอ
หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า การถ่ายโอน (transplant) ลักษณะความสัมพันธ์พ่อ-ลูก สู่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน ถูกตอกย้ำเป็นพิเศษในทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของปี ซึ่งวันเกิดของกษัตริย์กลายเป็น “วันพ่อ” เพื่อตอกย้ำความเป็นพ่อของกษัตริย์ คนไทยไม่น้อยถือว่า 5 ธันวา เป็นวันที่พวกเขาจะใช้เวลากับพ่อบังเกิดเกล้าของพวกเขา รวมถึงอาจให้ของขวัญกับพ่อหรือกินอาหารมื้อพิเศษเพื่อทดแทนบุญคุณและเฉลิมฉลอง “วันพ่อ” จนมีผลให้ แม้กระทั่งบางคนที่คิดว่าตนคิดเท่าทันสถาบันฯก็ยังถือว่า วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันพ่อไปโดยไม่รู้ตัวและ โดยปริยาย ถึงแม้พวกเขาจะยืนยันว่า “พ่อ” ของเขามีเพียงคนเดียว ซึ่งได้แก่บิดาโดยสายเลือด ที่พวกเขาจะไปกราบใน “วันพ่อ” วันที่ 5 ธันวาคมอยู่ดี