ที่มา Voice TV
รายการ Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554
นำเสนอประเด็น
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
รายการ Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554
นำเสนอประเด็น
ที่มา Thai E-News
ภาย หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม19 พฤษภาคม 2553 เขาได้นัดเสิ้อแดงรวมตัวขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดปทุมวนารามในวันที่ 19 มิถุนายน 2553 เพื่อทำบุญอุทิศให้แก่วีรชน และรวมรวมชาวเสื้อแดงให้กลับมามีขวัญกำลังใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีก ครั้ง
ที่มา ประชาไท
เม้าท์มอย สัปดาห์แรกของเดือนส่งท้ายปี พบกับหลิ่มหลีและชามดองเช่นเคย สัปดาห์นี้เม้าท์กันเรื่องของอากง sms ต่อกันด้วยเรื่องของ โลรองต์ บากโบ อดีตผู้นำไอวอรีโคสต์ ถูกส่งตัวดำเนินคดีสังหารหมู่ประชาชนที่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้โดยยังไม่ลง สัตยาบัน และปิดท้ายด้วยข่าวเม้าท์มันส์ๆ ถึงสาวๆ ประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับข้อเสนอปิดเฟซบุ๊คและยูทูบ วิเคราะห์วาทะเด็ดของ Philosopher ที่ว่าคนทั่วโลกรู้จักอะไรมากกว่ากันระหว่าง Bastille day, Hermes และ Chanel
ช่วงที่ 1
ช่วงที่ 2
ช่วงที่ 3
ที่มา ประชาไท
คำพิพากษาออกมาตรงข้ามกับพัฒนาการทางกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ในอิตาลี ที่มีแนวโน้มจะลิดรอนเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ต
(30 พ.ย.54) ศาลสูงอิตาลีมีคำตัดสินว่า บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ออนไลน์ไม่สามารถรับผิดชอบทางกฎหมายต่อข้อความหมิ่น ประมาทที่โพสต์โดยผู้อ่าน
ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ศาลแห่ง Cassation ยกฟ้อง ดาเนียลา อามาวี อดีตบรรณาธิการออนไลน์ของนิตยสาร L'Espresso ในความผิดฐานล้มเหลวในการป้องกันการหมิ่นประมาทซึ่งเกิดจากผู้อ่านของเธอได้
ศาลกลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในโบโลญญา ที่ตัดสินให้อามาวี มีความผิดฐานบกพร่องในการลบความเห็นที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท
ศาลระบุว่า สิ่งพิมพ์ออนไลน์ไม่ควรถูกปฏิบัติในลักษณะเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิม และไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะใช้อำนาจกลั่นกรองของบรรณาธิการเพื่อควบคุมความ เห็นของผู้อ่าน
ศาลระบุว่า ตามกฎหมายอิตาลี สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิม คือการทำสำเนาต้นฉบับเดิมทางกายภาพ แล้วจึงเผยแพร่ไปยังสาธารณะ ขณะที่สิ่งพิมพ์บนอินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ใช่การเผยแพร่ต่อสาธารณะทางกายภาพ แม้ว่าโดยทฤษฎีแล้วเป็นไปได้ที่ต้นฉบับออนไลน์จะถูกพิมพ์ออกมาและเผยแพร่ทาง กายภายไปยังบุคคลที่สาม
ศาลระบุว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะปรับใช้มาตรการลงโทษที่ใช้กับบรรณาธิการ สื่อดั้งเดิมที่บกพร่องในการป้องกันการหมิ่นประมาทในสิ่งพิมพ์ กับบรรณาธิการออนไลน์ ผู้บกพร่องในการนำข้อความหมิ่นประมาทออกหลังจากผู้อ่านโพสต์
ศาลยกฟ้องอามาวี เนื่องจากความล้มเหลวในการป้องกันการหมิ่นประมาท "ไม่ถูกกำหนดโดยกฎหมายว่าเป็นอาชญากรรม"
มาร์โก ปราเตลเลซี เขียนบล็อกบนเว็บ www.vanityfair.it ขึ้น ต้นการรายงานคำตัดสินด้วยคำว่า "นี่เป็นข่าวดี" ขณะที่นักวิเคราะห์รายอื่นๆ ขนานนามการตัดสินครั้งนี้ว่าเป็นคำตัดสิน "ประวัติศาสตร์"
อย่างไรก็ตาม ผลจากการเปิดกว้างของคำตัดสินของศาล เป็นไปในทางตรงข้ามกับพัฒนาการทางกฎหมายก่อนหน้านี้ ที่มีแนวโน้มที่จะลิดรอนเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตในอิตาลี
กุมภาพันธ์ 2553 สามผู้บริหารของกูเกิลถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือนแต่ให้รอลงอาญา ด้วยความผิดฐานปล่อยให้มีวิดีโอแสดงการกลั่นแกล้งเด็กพิการ โพสต์ลงในเว็บไซต์ของกูเกิลวิดีโอ
เดือนกันยายน นักกิจกรรมทำการประท้วงในกรุงโรม เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายที่จะบังคับให้สิ่งพิมพ์ออนไลน์แก้ไขเนื้อหาให้ถูก ต้องภายใน 48 ชั่วโมง มิเช่นนั้น อาจเสี่ยงต่อการถูกปรับเป็นเงิน 12,000 ยูโร (เกือบ 500,000 บาท) กฎหมายนี้ถูกแก้ไขในภายหลังโดยรัฐสภา แต่นักวิเคราะห์หลายรายกล่าวโทษ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกฯ ว่าพยายามริเริ่มระบบอินเทอร์เน็ตที่จำกัดสิทธิในอิตาลี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจของตัวเอง
ที่มา: แปลจาก Italian court: Online editors not responsible for reader comments
http://www.itworld.com/it-managementstrategy/229303/italian-court-online-editors-not-responsible-reader-comments
ที่มา ประชาไท
เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ทักษิณด้วย ยันทำตามระเบียบกระทรวงทุกอย่าง ไม่ได้ทำผิดข้อกฎหมาย
มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (2 ธ.ค.) ว่านายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ว่า ได้เตรียมทำเรื่องคืนหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในเบื้องต้นจะเป็นพาสปอร์ตธรรมดาก่อน อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะมีกลุ่มมวลชนออกมาขัดขวาง แต่เนื่องจากไม่ได้ทำผิดข้อกฎหมาย ทำตามระเบียบของกฎกระทรวงทุกอย่าง และจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย
ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกหวั่นไหวหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะตลอดระยะเวลามีผลงานในหลายเรื่อง อีกทั้งตนเป็นคนไม่ยึดติดกับตำแหน่ง
ที่มา ประชาไท
ประวิตร โรจนพฤกษ์ สัมภาษณ์ "ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์" ถึงที่มาและวัตถุประสงค์แคมเปญ "อากง" บนเฟซบุ๊ก เจ้าตัวชี้ระบบยุติธรรมไทยมาถึงปลายทางแล้ว หวังกระตุกรอยัลลิสต์สุดโต่งที่ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือ แต่อาจทำให้สถาบันเสื่อมถอย
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักรัฐศาสตร์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ เริ่มต้นรณรงค์ออนไลน์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อากง" ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ส่งเอสเอ็มเอส 4 ข้อความ ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขาฯ ส่วนตัวของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะนั้น ประวิตร โรจนพฤกษ์ สัมภาษณ์ ปวิน ทางอินเทอร์เน็ตถึงเหตุผลของการรณรงค์และความคาดหวัง
1) ทำไมจึงมีการรณรงค์นี้
เรามาจนถึงปลายทางแล้วเมื่อพูดถึงความยุติธรรมในประเทศไทย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝั่ง ตรงข้ามมากขึ้น น่าเศร้าที่ตุลาการไม่อยู่ข้างประชาชน แคมเปญนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ "ความไม่กลัว" ของพม่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนางอองซาน ซูจี เพื่อสนับสนุนความกล้าหาญให้แก่นักโทษทางการเมืองจำนวนมากในพม่า นี่เป็นการรณรงค์อย่างสงบสันติ เราต้องการส่งสาร โดยการเขียนชื่อ "อากง" บนฝ่ามือ เพื่อสนับสนุนและรณรงค์เพื่ออิสรภาพของเขา
2) ทำไมจึงเป็นอำพล ไม่ใช่นักโทษทางมโนสำนึกรายอื่นๆ
อำพลได้ตกเป็นเหยื่ออย่างแท้จริงในเกมการเมืองนี้ เขาเป็นเหยื่ออย่างสมบูรณ์แบบ ในแง่ที่ว่า นี่คือชายชราเชื้อไทย-จีน ผู้ซึ่งอาจไม่เคยรู้จักกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย ผู้ซึ่งอาจจะไม่ได้พูดภาษาไทยได้อย่างดี ผู้ซึ่งอาจจะไม่ได้ชำนาญทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือและการส่งข้อความทางมือถือ ดีนัก ผู้ซึ่งไม่ได้แอคทีฟทางการเมือง แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ป้องกันเขาจากการถูกกล่าวหาและจับกุม สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือระยะเวลาของการตัดสินโทษ 4 เอสเอ็มเอส เท่ากับ 20 ปี นี่คือประเทศไทยหรือ นี่คือประเทศที่คนส่วนใหญ่อ้างว่ากษัตริย์เป็นที่รักและเคารพของคนไทยทุกคน และนี่ก็เป็นประเทศที่มีโทษรุนแรงที่สุดด้วย
3) คุณคาดหวังอะไรจากแคมเปญนี้
หวังว่านี่จะเป็นการส่งสัญญาณที่เข้มข้นไปยังรอยัลลิสต์ เพื่อให้เห็นเหตุผลเบื้องหลังคำตัดสินอากง ได้เห็นว่าพวกเขาหาประโยชน์จากกฎหมายหมิ่นฯ และที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาอาจทำให้สถาบันอันเป็นที่รักเสื่อมถอยลงได้จริงๆ ข้อโต้แย้งของผมคือ ยิ่งกฎหมายนี้ถูกใช้มากเท่าไหร่ กลับจะยิ่งทำให้สถาบันฯ อยู่ในสถานะที่ลำบากขึ้น
4) ใครเป็นคนเริ่มความคิดนี้
ผมเป็นคนเริ่มความคิดนี้ อย่างที่บอก ผมได้แรงบันดาลใจจากแคมเปญ "ความไม่กลัว" ของพม่า ชาวพม่ามีความกล้าหาญในการต่อสู้กับความอยุติธรรมและสนับสนุนนักโทษทางการ เมือง ทำไมคนไทยจึงไม่สามารถทำคล้ายๆ กันได้
5) ตอนนี้มีผู้ร่วมรณรงค์แล้วเท่าไหร่ (เช้าวันพฤหัส 1 ธ.ค.)
มี 150 คนบนเฟซบุ๊กที่แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมแคมเปญ ก็ไม่เลว คิดดูว่ามันเพิ่งเริ่มเมื่อวาน ... หลายสิบคนส่งรูปของพวกเขาที่มีคำว่า "อากง" บนฝ่ามือมาร่วมแคมเปญ
ที่มา ประชาไท
รวยริน เพ็ชรสลับแก้ว
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนใต้
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มีเนื้อหาว่า
ตามที่ได้มีประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราช อาณาจักร ในเขตพื้นที่อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการนั้น เพื่อให้สามารถป้องกัน ควบคุม และแก้ไขเหตุการณ์ในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราช อาณาจักรดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ บุคคล ซึ่งมาตรา 29 และมาตรา 31 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 จึงออกข้อกำหนดดังนี้
1.ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการ หรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการดำเนินการในอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการมีคำสั่ง หรือเป็นการปฏิบัติตามแผนการดำเนินการเพื่อป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร
2. ห้ามบุคคลใดเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่น คงภายในราชอาณาจักร และภายในระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราช อาณาจักร
ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลที่มีประกาศของบุคคลดังกล่าวว่า เป็นบุคคลที่ได้รับยกเว้น
3. ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลที่มีประกาศของบุคคลดังกล่าวว่า เป็นบุคคลที่ได้รับยกเว้น
4. ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน
5. ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ
ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด
6. ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเกี่ยวกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตามชนิด ประเภท ลักษณะการใช้ หรือภายในเขตบริเวณพื้นที่ที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน
ในการนี้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เห็นสมควร เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่ เหตุได้
ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555ที่มา Thai E-News
ที่มา Thai E-News
พลิ้วหลบหมายเรียก:ในตอนแรกมาร์ค-เทือกบอกว่าจะไม่ไปพบตำรวจในวันที่2ธันวาคม อ้างไม่ได้รับหมายเรียก ต่อมานายศิริโชค โสภา วอลล์เปเปอร์ของอภิสิทธิ์ชี้แจงแทนนายผ่านเฟซบุ๊คว่า มาร์ค เลื่อนชี้แจงนครบาลคดีเสื้อแดงเป็นกลางเดือนนี้ อ้างเพิ่งได้รับหนังสือเมื่อคืน
โดยระบุว่า นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า นายอภิสิทธิ์ เพิ่งได้รับหนังสือจากตำรวจนครบา เมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.54) เนื่องจากมีเรื่องของเอกสารที่ต้องเตรียมประกอบการให้ปากคำ ประกอบกับในวันนี้นายอภิสิทธิ์มีภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในการลงพื้นที่ทำ กิจกรรมฟื้นฟูหลังน้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยไว้ก่อนแล้ว จึงทำหนังสือตอบกลับไปว่า ขอเลื่อนการชี้แจงออกไปเป็นช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งคงเป็นช่วงใกล้กับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะไปชี้แจงในวันที่ 15 ธันวาคม โดยให้ทางเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่าจะสะดวกในวันไหน
ที่มา Thai E-News
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51