WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 2, 2011

Cyber Scout ! ลูกเสือชาวบ้านยุคใหม่

ที่มา Voice TV



รายการ Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- ข่าวยกฟ้องเสื้อแดงปล้น CTW หายไปจากหน้าสื่อหลัก
- คืบหน้าคดีปล้นเผา เซ็นทรัลเวิลด์
- กรณีตั้งเรือนจำพิเศษ
- มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแถลงการณ์กรณี "อากง" ย้ำแก้ ม.112 ปกป้องผู้บริสุทธิ์จากกฏหมาย
- รณรงค์เขียนชื่ออากงที่มือ
- รีวิวนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์
- Cyber Scout
- ไอซีที เปิดศูนย์ความมั่นคงไซเบอร์ เข้าปราบเว็บหมิ่นฯสถาบัน
- รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ชมเชยการปฎิรูปทางการเมืองในพม่า เข้าพบซูจี

หากคุณพร้อม?ฉันก็พร้อม!

ที่มา Thai E-News


โดย อ้น ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ
2 ธันวาคม 2554
.
นปช หรือแกนนำต่างๆ ผมยังเ็ป็นเเนวร่วมกับคุณ ตราบใดที่คุณไม่อาจหาญที่จะกล่าวถึง ในเรื่องปัญหาซุปเปอร์มหาวิกฤตในเชิงโครงสร้างสถาบัน(เซ็นเซอร์) ต่อสังคมและการเมืองไทย

ซึ่งปัญหา มิติทางกฎหมายอาญา มาตรา112และกฎหมายในรัฐธรรมนูญ แต่ผมจะไม่ออกไปชุมนุมร่วมกับคุณจนกว่าคุณจะพร้อมที่กล่าวถึงในเรื่องเหล่า นี้และเรียนให้รู้ว่า

ผมออกมาต้านรัฐประหารตั้งแต่หลังการรัฐประหาร19 กันยา2549เพียงสองวัน ที่หน้าสยามดิสคอฟเวอรี่ ร่วมกับเพื่อนๆประมาณ 30 คน ไม่เห็นต้องรอสังคมพร้อม ไม่เห็นต้องรอจังหวะ

ผมออกมาต่อสู้เพื่อให้ ทุกอย่างที่ถูกยึดอำนาจกลับไปสู่ที่เดิมแม้กระทั่งตัว ท่านทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รอจัวหวะ เงื่อนเวลาว่าสังคมไทยจะพร้อมหรือไม่?

แม้กระทั่งพรรคไทยรักไทยจะออกมาร่วม ต่อสู้หรือไม่?

ผมออกมาเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนก็เพื่อปลุกระดมมวลชนให้ออกมาสู้เพื่อให้ พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ไม่มี ใครบอกผมให้ผมทำ ไม่ได้ดูจังหวะความพร้อม

ถึงเเม้ว่าหัวหน้าพรรคในขณะนั้นคือท่านสมัคร สุนทรเวช ในส่วนตัวผมมีรายละเอียดในความเป็นนักประชาธิปไตยของท่านสมัครก็ตามแต่ผมก็ เอาหลักการความเป็นธรรมในภาพรวมมากกว่าตัวบุคคลที่ผมติดใจ

ผมหารายชื่อป่าวประกาศให้ทุกคนมาร่วงลงชื่อ(ตอนท่าน วีระ มุกสิกพงษ์เคลื่อนไหว) ถวายฏีกาให้ท่านทักษิณ กลับเมืองไทย แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยในวิธีการ แต่เห็นว่าสามารถปลุกกระแสมวลชนให้ร่วมต่อสู้ ได้

ผมออกมาร่วมปราศรัยกับอ.สุรชัย แดงสยามในวันปีใหม่ปีที่เเล้ว ตอนที่พวกท่านติดคุก แม้ว่าดูเหมือนว่ามวลชนและกระแสการต่อสู้จะตกไปปี52

ปี 53 ผมออกมาร่วมชุมนุมต่อสู้กับพวกท่านจนนาทีสุดท้าย

และ ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมาผมและเพื่อนมิตรได้พยายามร่วมเป็นส่วนเล็กๆส่วน หนึ่งในการร่วมสร้างเส้นทาง( อาทิ ปราศรัยในเวทีต่างๆ ดำเนินรายการบนทีวีออนไลน์ฯลฯ) ให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ

จนกระทั่วิกฤตน้ำท่วมผมก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ในการชี้แจงต่อคนรอบข้างต่อ ผู้คนที่รู้จักและไม่รู้จักว่า พรรคเพื่อไทยเต็มที่กับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม .....

และขณะนี้ผมยังคิดว่าเราเป็นมิตรเพื่อนยากในทางประชาธิปไตยในทางต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรม


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เกี่ยวกับชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ

ขณะ เกิดเหตุเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2551 ดีเจอ้น-ชัยนรินทร์ ทำหน้าที่เป็นดีเจวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ มีที่ตั้งอยู่ที่ปากซอยวิภาวดีซอย 3 วันดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรเคลื่อนขบวนจะไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และได้แวะโจมตีที่ทำการวิทยุแท็กซี่ โดยการใช้ปืนยิง และเผาทำลายรถจักรยานยนต์ เจอ้นเป็นคนหนึ่งที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และถูกส่งโรงพยาบาลพร้อมผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ

คดีนี้พันธมิตรเข้ามอบตัวจำนวนหนึ่งและได้รับประกันตัวออกไป อ้น-ชัยนรินทร์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายทางอาญา และมาถึงขั้นอุทธรณ์ที่จะตัดสินในวันพรุ่งนี้

นอกจากจะเคยเป็นดีเจจัดรายการวิทยุแท็กซี่แล้ว อ้น-ชัยนรินทร์ ถือว่าเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยมาอย่างต่อ เนื่อง นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยได้เข้าร่วมกับ"เครือข่าย19 กันยา ต้านรัฐประหาร" เป็นกลุ่มที่ไปต่อต้านรัฐประหารที่หน้าห้างสยามพารากอนในวันรุ่งขึ้นหลัง เหตุการณ์ 19 กันยาฯ ต่อมาในช่วงปลายปี2549 ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ที่บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญ คมช ซึ่งกลุ่มนี้เป็นต้นแบบ ของการใส่เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในปัจจุบัน
เขา มาดำเนินรายการวิทยุแท็กซี่ ซึ่งมีจุดยืนต่อต้านเผด็จการ สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยในปี 2551 วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ได้กลายเป็นวิทยุชุมชนต้นแบบของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ

หลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน 2552 ได้เป็นผู้ประสานงานตามหาคนหายจากเหตุการณ์ร่วมกับนักศึกษา และต่อมาได้เป็นผู้ประสานงานกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า

ในช่วงต้นปี 2553 เป็นพิธีกรร่วมกับคุณโด่ง-อรรถชัย อนันตเมฆ ดาราเสื้อแดง และคุณเต้-มดแดงในการจัดรายการ อรรถชาย วาไรตี้ ทางช่องพีเพิลชาแนล และกลางปี2553 ได้ทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเป็นผู้ประสานงานแดงสยาม
ภาย หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม19 พฤษภาคม 2553 เขาได้นัดเสิ้อแดงรวมตัวขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดปทุมวนารามในวันที่ 19 มิถุนายน 2553 เพื่อทำบุญอุทิศให้แก่วีรชน และรวมรวมชาวเสื้อแดงให้กลับมามีขวัญกำลังใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีก ครั้ง

ปัจจุบันเป็นนักจัดรายการทีวีออนไลน์ ในนาม "4 อ. จ้อการเมือง"ทางเวปไซต์ในรายการ อ.อ้น คนจริง ทุกวันพุธ เวลา 18.00 น. ทางเวป democraticfour.blogspot.com

เม้าท์มอย: อากงSMS บักโบ้ไอวอรี่ โคสต์ไปศาลโลกแล้ว และสาวๆ ปชป.

ที่มา ประชาไท

เม้าท์มอย สัปดาห์แรกของเดือนส่งท้ายปี พบกับหลิ่มหลีและชามดองเช่นเคย สัปดาห์นี้เม้าท์กันเรื่องของอากง sms ต่อกันด้วยเรื่องของ โลรองต์ บากโบ อดีตผู้นำไอวอรีโคสต์ ถูกส่งตัวดำเนินคดีสังหารหมู่ประชาชนที่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้โดยยังไม่ลง สัตยาบัน และปิดท้ายด้วยข่าวเม้าท์มันส์ๆ ถึงสาวๆ ประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับข้อเสนอปิดเฟซบุ๊คและยูทูบ วิเคราะห์วาทะเด็ดของ Philosopher ที่ว่าคนทั่วโลกรู้จักอะไรมากกว่ากันระหว่าง Bastille day, Hermes และ Chanel



ช่วงที่ 1



ช่วงที่ 2



ช่วงที่ 3

ศาลอิตาลียกฟ้อง บก.ออนไลน์ไม่ต้องรับผิดทางกม.ต่อความเห็นคนอ่าน

ที่มา ประชาไท

คำพิพากษาออกมาตรงข้ามกับพัฒนาการทางกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ในอิตาลี ที่มีแนวโน้มจะลิดรอนเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ต

(30 พ.ย.54) ศาลสูงอิตาลีมีคำตัดสินว่า บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ออนไลน์ไม่สามารถรับผิดชอบทางกฎหมายต่อข้อความหมิ่น ประมาทที่โพสต์โดยผู้อ่าน

ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ศาลแห่ง Cassation ยกฟ้อง ดาเนียลา อามาวี อดีตบรรณาธิการออนไลน์ของนิตยสาร L'Espresso ในความผิดฐานล้มเหลวในการป้องกันการหมิ่นประมาทซึ่งเกิดจากผู้อ่านของเธอได้

ศาลกลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในโบโลญญา ที่ตัดสินให้อามาวี มีความผิดฐานบกพร่องในการลบความเห็นที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท

ศาลระบุว่า สิ่งพิมพ์ออนไลน์ไม่ควรถูกปฏิบัติในลักษณะเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิม และไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะใช้อำนาจกลั่นกรองของบรรณาธิการเพื่อควบคุมความ เห็นของผู้อ่าน

ศาลระบุว่า ตามกฎหมายอิตาลี สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิม คือการทำสำเนาต้นฉบับเดิมทางกายภาพ แล้วจึงเผยแพร่ไปยังสาธารณะ ขณะที่สิ่งพิมพ์บนอินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ใช่การเผยแพร่ต่อสาธารณะทางกายภาพ แม้ว่าโดยทฤษฎีแล้วเป็นไปได้ที่ต้นฉบับออนไลน์จะถูกพิมพ์ออกมาและเผยแพร่ทาง กายภายไปยังบุคคลที่สาม

ศาลระบุว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะปรับใช้มาตรการลงโทษที่ใช้กับบรรณาธิการ สื่อดั้งเดิมที่บกพร่องในการป้องกันการหมิ่นประมาทในสิ่งพิมพ์ กับบรรณาธิการออนไลน์ ผู้บกพร่องในการนำข้อความหมิ่นประมาทออกหลังจากผู้อ่านโพสต์

ศาลยกฟ้องอามาวี เนื่องจากความล้มเหลวในการป้องกันการหมิ่นประมาท "ไม่ถูกกำหนดโดยกฎหมายว่าเป็นอาชญากรรม"

มาร์โก ปราเตลเลซี เขียนบล็อกบนเว็บ www.vanityfair.it ขึ้น ต้นการรายงานคำตัดสินด้วยคำว่า "นี่เป็นข่าวดี" ขณะที่นักวิเคราะห์รายอื่นๆ ขนานนามการตัดสินครั้งนี้ว่าเป็นคำตัดสิน "ประวัติศาสตร์"

อย่างไรก็ตาม ผลจากการเปิดกว้างของคำตัดสินของศาล เป็นไปในทางตรงข้ามกับพัฒนาการทางกฎหมายก่อนหน้านี้ ที่มีแนวโน้มที่จะลิดรอนเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตในอิตาลี

กุมภาพันธ์ 2553 สามผู้บริหารของกูเกิลถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือนแต่ให้รอลงอาญา ด้วยความผิดฐานปล่อยให้มีวิดีโอแสดงการกลั่นแกล้งเด็กพิการ โพสต์ลงในเว็บไซต์ของกูเกิลวิดีโอ

เดือนกันยายน นักกิจกรรมทำการประท้วงในกรุงโรม เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายที่จะบังคับให้สิ่งพิมพ์ออนไลน์แก้ไขเนื้อหาให้ถูก ต้องภายใน 48 ชั่วโมง มิเช่นนั้น อาจเสี่ยงต่อการถูกปรับเป็นเงิน 12,000 ยูโร (เกือบ 500,000 บาท) กฎหมายนี้ถูกแก้ไขในภายหลังโดยรัฐสภา แต่นักวิเคราะห์หลายรายกล่าวโทษ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกฯ ว่าพยายามริเริ่มระบบอินเทอร์เน็ตที่จำกัดสิทธิในอิตาลี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจของตัวเอง

ที่มา: แปลจาก Italian court: Online editors not responsible for reader comments
http://www.itworld.com/it-managementstrategy/229303/italian-court-online-editors-not-responsible-reader-comments

"สุรพงษ์" เตรียมชงเรื่องคืนหนังสือเดินทาง "ทักษิณ"

ที่มา ประชาไท

เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ทักษิณด้วย ยันทำตามระเบียบกระทรวงทุกอย่าง ไม่ได้ทำผิดข้อกฎหมาย

มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (2 ธ.ค.) ว่านายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ว่า ได้เตรียมทำเรื่องคืนหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในเบื้องต้นจะเป็นพาสปอร์ตธรรมดาก่อน อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะมีกลุ่มมวลชนออกมาขัดขวาง แต่เนื่องจากไม่ได้ทำผิดข้อกฎหมาย ทำตามระเบียบของกฎกระทรวงทุกอย่าง และจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกหวั่นไหวหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะตลอดระยะเวลามีผลงานในหลายเรื่อง อีกทั้งตนเป็นคนไม่ยึดติดกับตำแหน่ง

คุยกับคนเริ่มแคมเปญ "ฝ่ามืออากง"

ที่มา ประชาไท

ประวิตร โรจนพฤกษ์ สัมภาษณ์ "ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์" ถึงที่มาและวัตถุประสงค์แคมเปญ "อากง" บนเฟซบุ๊ก เจ้าตัวชี้ระบบยุติธรรมไทยมาถึงปลายทางแล้ว หวังกระตุกรอยัลลิสต์สุดโต่งที่ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือ แต่อาจทำให้สถาบันเสื่อมถอย

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักรัฐศาสตร์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ เริ่มต้นรณรงค์ออนไลน์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อากง" ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ส่งเอสเอ็มเอส 4 ข้อความ ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขาฯ ส่วนตัวของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะนั้น ประวิตร โรจนพฤกษ์ สัมภาษณ์ ปวิน ทางอินเทอร์เน็ตถึงเหตุผลของการรณรงค์และความคาดหวัง


1) ทำไมจึงมีการรณรงค์นี้

เรามาจนถึงปลายทางแล้วเมื่อพูดถึงความยุติธรรมในประเทศไทย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝั่ง ตรงข้ามมากขึ้น น่าเศร้าที่ตุลาการไม่อยู่ข้างประชาชน แคมเปญนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ "ความไม่กลัว" ของพม่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนางอองซาน ซูจี เพื่อสนับสนุนความกล้าหาญให้แก่นักโทษทางการเมืองจำนวนมากในพม่า นี่เป็นการรณรงค์อย่างสงบสันติ เราต้องการส่งสาร โดยการเขียนชื่อ "อากง" บนฝ่ามือ เพื่อสนับสนุนและรณรงค์เพื่ออิสรภาพของเขา

2) ทำไมจึงเป็นอำพล ไม่ใช่นักโทษทางมโนสำนึกรายอื่นๆ
อำพลได้ตกเป็นเหยื่ออย่างแท้จริงในเกมการเมืองนี้ เขาเป็นเหยื่ออย่างสมบูรณ์แบบ ในแง่ที่ว่า นี่คือชายชราเชื้อไทย-จีน ผู้ซึ่งอาจไม่เคยรู้จักกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย ผู้ซึ่งอาจจะไม่ได้พูดภาษาไทยได้อย่างดี ผู้ซึ่งอาจจะไม่ได้ชำนาญทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือและการส่งข้อความทางมือถือ ดีนัก ผู้ซึ่งไม่ได้แอคทีฟทางการเมือง แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ป้องกันเขาจากการถูกกล่าวหาและจับกุม สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือระยะเวลาของการตัดสินโทษ 4 เอสเอ็มเอส เท่ากับ 20 ปี นี่คือประเทศไทยหรือ นี่คือประเทศที่คนส่วนใหญ่อ้างว่ากษัตริย์เป็นที่รักและเคารพของคนไทยทุกคน และนี่ก็เป็นประเทศที่มีโทษรุนแรงที่สุดด้วย

3) คุณคาดหวังอะไรจากแคมเปญนี้

หวังว่านี่จะเป็นการส่งสัญญาณที่เข้มข้นไปยังรอยัลลิสต์ เพื่อให้เห็นเหตุผลเบื้องหลังคำตัดสินอากง ได้เห็นว่าพวกเขาหาประโยชน์จากกฎหมายหมิ่นฯ และที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาอาจทำให้สถาบันอันเป็นที่รักเสื่อมถอยลงได้จริงๆ ข้อโต้แย้งของผมคือ ยิ่งกฎหมายนี้ถูกใช้มากเท่าไหร่ กลับจะยิ่งทำให้สถาบันฯ อยู่ในสถานะที่ลำบากขึ้น

4) ใครเป็นคนเริ่มความคิดนี้
ผมเป็นคนเริ่มความคิดนี้ อย่างที่บอก ผมได้แรงบันดาลใจจากแคมเปญ "ความไม่กลัว" ของพม่า ชาวพม่ามีความกล้าหาญในการต่อสู้กับความอยุติธรรมและสนับสนุนนักโทษทางการ เมือง ทำไมคนไทยจึงไม่สามารถทำคล้ายๆ กันได้

5) ตอนนี้มีผู้ร่วมรณรงค์แล้วเท่าไหร่ (เช้าวันพฤหัส 1 ธ.ค.)
มี 150 คนบนเฟซบุ๊กที่แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมแคมเปญ ก็ไม่เลว คิดดูว่ามันเพิ่งเริ่มเมื่อวาน ... หลายสิบคนส่งรูปของพวกเขาที่มีคำว่า "อากง" บนฝ่ามือมาร่วมแคมเปญ

ยิ่งลักษณ์ใช้อำนาจ พ.ร.บ.ความมั่นคง ออกข้อกำหนดคุมเข้ม 4 อำเภอสงขลา

ที่มา ประชาไท

รวยริน เพ็ชรสลับแก้ว
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนใต้

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มีเนื้อหาว่า

ตามที่ได้มีประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราช อาณาจักร ในเขตพื้นที่อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการนั้น เพื่อให้สามารถป้องกัน ควบคุม และแก้ไขเหตุการณ์ในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราช อาณาจักรดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดประสิทธิภาพ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ บุคคล ซึ่งมาตรา 29 และมาตรา 31 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 จึงออกข้อกำหนดดังนี้

1.ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการ หรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการดำเนินการในอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการมีคำสั่ง หรือเป็นการปฏิบัติตามแผนการดำเนินการเพื่อป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข หรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร

2. ห้ามบุคคลใดเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่น คงภายในราชอาณาจักร และภายในระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราช อาณาจักร

ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลที่มีประกาศของบุคคลดังกล่าวว่า เป็นบุคคลที่ได้รับยกเว้น

3. ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลที่มีประกาศของบุคคลดังกล่าวว่า เป็นบุคคลที่ได้รับยกเว้น

4. ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน

5. ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

ทั้งนี้ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด

6. ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเกี่ยวกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตามชนิด ประเภท ลักษณะการใช้ หรือภายในเขตบริเวณพื้นที่ที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการประกาศกำหนด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน

ในการนี้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เห็นสมควร เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่ เหตุได้

ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เฉย

ที่มา Thai E-News

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสุรชัยไปเข้าคุก
ฉันนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่คอมมิวนิสต์เก่าแบบสุรชัย

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสมยศไปเข้าคุก
ฉันก็ยังนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่นัีกสหภาพแรงงานที่ซ่าล่าชื่อเลิกกฎหมายหมิ่นแบบสมยศ

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากอากงไปยัดคุก20ปี
ฉันก็ไม่เกี่ยว ฉันเล่นเน็ตอย่างเดียว
เพราะฉันไม่เคยส่งSMSแบบอากง

เมื่อพวกคลั่งเจ้ามาลากฉันไป..
มันไม่ควรเลย ฉันก็แค่กดlike facebookเฉยๆ
มันไม่ถูกเลย ทำไมใครต่อใครยังนั่งเล่นเน็ตกันเฉย


ปีกซ้าย

ศาลอาญาระหว่างประเทศหมดโอกาสตัดสินคดีสังหารหมู่จริงหรือ? ให้ไวโจรพลิ้วหนีหมายเรียกแล้ว

ที่มา Thai E-News


พลิ้วหลบหมายเรียก:ในตอนแรกมาร์ค-เทือกบอกว่าจะไม่ไปพบตำรวจในวันที่2ธันวาคม อ้างไม่ได้รับหมายเรียก ต่อมานายศิริโชค โสภา วอลล์เปเปอร์ของอภิสิทธิ์ชี้แจงแทนนายผ่านเฟซบุ๊คว่า มาร์ค เลื่อนชี้แจงนครบาลคดีเสื้อแดงเป็นกลางเดือนนี้ อ้างเพิ่งได้รับหนังสือเมื่อคืน

โดยระบุว่า นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า นายอภิสิทธิ์ เพิ่งได้รับหนังสือจากตำรวจนครบา เมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.54) เนื่องจากมีเรื่องของเอกสารที่ต้องเตรียมประกอบการให้ปากคำ ประกอบกับในวันนี้นายอภิสิทธิ์มีภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในการลงพื้นที่ทำ กิจกรรมฟื้นฟูหลังน้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยไว้ก่อนแล้ว จึงทำหนังสือตอบกลับไปว่า ขอเลื่อนการชี้แจงออกไปเป็นช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งคงเป็นช่วงใกล้กับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะไปชี้แจงในวันที่ 15 ธันวาคม โดยให้ทางเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่าจะสะดวกในวันไหน

ส่วนนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดของหนังสือจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงยังไม่ทราบว่าจะต้องเดินทางไปให้ปากคำพร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่

ขณะที่พ.ต.อ.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 กล่าวว่า จะต้องขอความร่วมมือให้ทั้งสองเข้าให้ปากคำก่อนสรุปสำนวนทั้งหมด ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ แน่นอน


โดย Pegasus

มีบทความจากอาจารย์คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ได้แก่คุณ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงในไทยอีนิวส์โดยลิงค์มาจากเว็บไซต์นิติราษฎร์

ในประเด็นที่สอง ซึ่งกล่าวถึงการไม่มีการพิจารณาคดีย้อนหลัง (retroactivity) หมายถึงศาลอาญาระหว่างประเทศจะพิจารณาคดีก็ต่อเมื่อมีเขตอำนาจศาลก่อนแล้ว จากนั้นมีอาชญากรรมนั้นเกิดขึ้น และเขตอำนาจศาลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการให้สัตยาบันหรือประกาศยอมรับศาล อาญาระหว่างประเทศเป็นการชั่วคราวก็ได้ รายละเอียดโปรดติดตามอ่านบทความนั้นได้(อ่าน:ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศด้วยคำพูดที่ว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

คำว่า “ละเอียดอ่อน” ในที่นี้หมายถึงความเกรงกลัวว่า ประมุขของประเทศได้แก่ (เซ็นเซอร์) หรือ (เซ็นเซอร์)แล้วแต่กรณีจะต้องขึ้นศาลในฐานะ(เซ็นเซอร์)ของประเทศ หากได้กระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

และในบทบัญญัติของธรรมนูญกรุงโรมระบุไว้ว่า ผู้กระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติไม่ว่าจะมีฐานะใดมาก่อนก็ตาม จะได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นคนสามัญ จึงทำให้มีการผัดผ่อนเรื่อยมา

กรณีเช่นนี้ผู้เขียนเห็นว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใด เพราะ(เซ็นเซอร์)ของประเทศ กรณีของไทยซึ่งอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น องค์พระประมุขจะไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ต้องทรงรักษาพระราชอำนาจทางการปกครองใดๆเหมือนเช่นในสมัยราชาธิปไตยอัน โหดร้าย ทารุณ และตามอำเภอพระทัยเหมือนในยุโรป อินเดียและจีนไม่

หากแต่เป็นเรื่องของหัวหน้ารัฐบาล ดังนั้นโอกาสที่(เซ็นเซอร์)ของไทยจะต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศนั้นคงไม่ มี การรีบรับศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีอำนาจศาลนั้น กลับจะเป็นผลดีต่อระบบศาลไทยให้เกิดความยุติธรรมยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะจะได้เห็นหลักการทำงานอย่างสากล และความมีมาตรฐานนั้นมีลักษณะอย่างไรอย่างใกล้ชิด

สำหรับบทความนั้นได้กล่าวอีกว่าถ้ามีการแก้ไขกฎหมายให้อนุวัตรตามธรรมนูญ กรุงโรมทำให้ต้องนำเข้าสภานั้น ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เนื่องจากมาตรา 190 เขียนไว้ชัดว่า เป็นเรื่องเงื่อนไขก่อนทำสัญญากับต่างประเทศ ดังปรากฏในวรรคหนึ่งและวรรคสองของมาตรานี้ ซึ่งจะเป็นกรณีก่อนมีการลงนามในสัญญา

และจากนั้นในมาตราเดียวกันวรรคสามขึ้นต้นว่า “เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว” ซึ่งประเทศไทยก็ได้ลงนามแล้วเป็นประเทศแรกๆด้วย จึงหมายถึงขั้นตอนในขณะนี้อยู่ในการบังคับของวรรคสามตามมาตรานี้

ที่บอกให้รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดของสัญญานั้น และหากมีผลกระทบให้จัดการเยียวยาแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงจะสามารถแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันได้

กรณีในต่างประเทศก็มักมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ แถลง สำหรับกรณีประเทศไทยก็เพียงเผยแพร่ธรรมนูญกรุงโรมเป็นภาษาไทย แล้วคณะรัฐมนตรีก็มีมติมอบหมายให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แถลง

ซึ่งกลายเป็นคำถามตัวโตๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ว่าการกระทำง่ายดายเช่นนี้ทำไมรัฐบาลไม่ทำต่างหาก ที่ควรตั้งข้อสงสัย

ในกรณีกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ถ้ายังไม่เป็นเขตอำนาจศาล กรณีนี้ได้ข้อยุติไปแล้วว่าถูกต้อง

และที่ว่าถูกต้องคือสามารถดำเนินคดีได้ คำถามอาจมีว่า ถ้าไม่ใช่เขตอำนาจศาลแล้ว ทำไมจะดำเนินคดีได้ กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังไม่ใช่หรือ

คำตอบคือใช่กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษซึ่งได้เป็นภาคีกับธรรมนูญกรุงโรมแล้ว จึงมีเขตอำนาจศาลครอบคลุมคนสัญชาติอังกฤษเช่นนายอภิสิทธิ์ฯ

และเมื่อมีการสอบสวนคดี ก็สามารถที่จะเชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ด้วย ดังเช่นกรณีถ้าคนจีน หรือคนอเมริกันไปทำผิดในประเทศที่เป็นเขตอำนาจศาล ก็เป็นจำเลยได้ ทั้งๆที่ประเทศของตนเองไม่ได้เป็นภาคี

ประเด็นนี้ก็กลับกันแม้ว่าจะเป็นการกระทำในอีกประเทศหนึ่ง แต่ด้วยตนเองเป็นคนในบังคับอังกฤษจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลได้

ปัญหาคือประเทศไทยเองโดยรัฐบาลนี้ ไม่ยอมดำเนินการเผยแพร่ธรรมนูญกรุงโรมและแถลงรับเขตอำนาจศาลเพื่อให้เกิดการ เชื่อมโยงกลับไปในกรณีเกิดการกระทำอาชญากรรมได้ เมื่อประเทศไทยไม่ทำอะไรการขับเคลื่อนก็ไม่เกิดขึ้น

นี่คือคำถามตัวโตๆ ที่ต้องถามรัฐบาลนี้มากกว่า

การแถลงให้มีเขตอำนาจศาลเมื่อไม่เป็นการยากอะไรดังกล่าวแล้ว และไม่ต้องนำเข้าสภาด้วยจะเกิดผลดีอย่างไร

ประการแรก แน่นอนคือการนำคนสั่งการมาลงโทษและจะเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นที่ลงมือได้ด้วย

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับมีบุคคลภายนอกเข้ามากำกับและตรวจสอบระบบศาลไทย ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าไม่ได้มีที่มาจากประชาชน อันนี้เป็นความจริงตามรัฐธรรมนูญ ขัดต่อระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

ในต่างประเทศนั้นประชาชนจะเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษาเสมอ ไม่มากก็น้อย เช่นกรณีญี่ปุ่นรัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนเป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาระดับ สูง และประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ มีผลให้ปลดจากการทำหน้าที่ได้

ในยุโรปใช้การจัดสัดส่วนจากรัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งตั้งมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ประเทศไป

แต่สรุปได้ว่า ระบบตุลาการที่เป็นอำนาจอธิปไตยที่สามของทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องขึ้นอยู่กับประชาชน

ต่างจากประเทศไทยซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่าไม่เหมือนชาวบ้านเขา ดังนั้นความเห็นอก เห็นใจ ความเข้าใจประชาชนจึงน้อยอย่างยิ่ง ทั้งมีวิธีการตัดสินคดีที่แปลกประหลาด ขัดต่อความเห็นของนักวิชาการด้านกฎหมายในต่างประเทศมากมาย

ตั้งแต่การเปิดพจนานุกรม การตัดสินเรื่องคุณจตุพรฯโดยไม่ตรงกับข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ อย่างแปลกประหลาด มหัศจรรย์

แต่ก็พอรู้ได้ว่าเกิดจากการไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

หากรัฐบาลตั้งใจที่จะให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริงตรงตามมาตรฐานสากลแล้ว การแถลงให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนอันดับแรกๆของ รัฐบาลนี้

ไม่ใช่การออกทีวีหรือการโชว์ตัวแต่ประการใด
***********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช:ประเทศไทยกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

-เอาจริงซะที!เพื่อไทยยื่นฟ้องICCฟันฆาตกร91ศพ

-"สุนัย"กลับลำไม่ส่ง91ศพร้องศาลระหว่างประเทศ

-Big Questions for this government (2): When will you bring those responsible for ordering the killing to justice? What is the difficulty in acceding to International Criminal Court (ICC)?

พลังไทยUSAเยียวยาเหยื่อโทษการเมือง จม.ทุกข์คุก33ปีถามศาลช่วยดับไฟทำไมตัดสินเผาจวน?!

ที่มา Thai E-News

Forgive & Forget?-น.ส.ปัท มา มูลมิล อายุ 24 ปี ซึ่งศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิพากษาให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน หากต้องรับโทษตามคำตัดสิน เธอจะได้รับอิสรภาพตอนอายุ 57 ปี แม่วอนให้นปช.-ส.ส.เพื่อไทย กระบวนการปรองดองช่วยปลดปล่อยสู่อิสรภาพ (อ่านรายละเอียด)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ธันวาคม 2554


จดหมายบรรยายทุกข์คุก33ปี4เดือน ช่วยดับไฟแต่โดนศาลตัดสินเผาศาลากลาง

ศาลอุบลราชธานีได้ตัดสินจำคุกคนเสื้อแดงอุบลราชธานี 4 คน ให้จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน คือ น.ส.ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นายสนอง เกตุสุวรรณ นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา (ดูรายละเอียด)

ต่อไปนี้เป็นจดหมายที่นายสนอง เกตุสุวรรณ เขียนขึ้น และกลุ่มเพื่อนนักโทษการเมือง "Friends of Political Prisoners (FoPP)" ได้นำเผยแพร่ทางเฟซบุ๊คของกลุ่ม
ผมนายสนอง คดีร่วมกันวางเพลิงศาลากลางอุบลราชธานี

เหตุการณ์ในวันนั้นผมไม่ได้เป็นผู้กระทำ และผมก็ไม่คิดว่าผมจะได้มาติดคุกแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมกับผมเลย

วันนั้นผมได้ไปร่วมชุมนุมจริงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องให้ยุบสภา เรียกร้องความยุติธรรมให้กับท่าน ทักษิณ ที่ถูกยึดอำนาจ และถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม

และสุดท้ายก็มาโดนกับผม และพวกเพื่อนของผมอีกจนได้

วันนั้นผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะรุนแรงแบบนี้ วันเกิดเหตุผมได้ไปยืนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่มารักษาความสงบบริเวณศาลากลางอุบลฯ

ตอนเกิดเหตุการณ์ตำรวจและทหารได้บอกให้ผมเข้าไปห้ามผู้ชุมนุมให้ออก จากบริเวณศาลากลาง ผมก็เชื่อตำรวจจึงเข้าไปบอกผู้ชุมนุมให้ออกมา มีคนเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง คนที่เชื่อก็ออกมา คนที่ไม่เชื่อเพราะเขาจะเข้าไปเอาคนที่ยิงประชาชน เพราะวันนั้นมีการยิงประชาชนที่ศาลากลางอุบลฯด้วย

เขาไม่ได้คิดที่จะเข้าไปเผาศาลากลางหรอกครับ ขณะที่ผมเข้าไปห้าม ได้มีตำรวจนายหนึ่งได้ถ่ายรูปผมไว้ เมื่อผมได้บอกผู้ชุมนุมเสร็จ ผมได้มายืนกับตำรวจและทหารที่บอกผม

ยืนอยู่ได้ประมาณ30นาทีก็มีควันไฟเกิดขึ้นที่อาคารธนารักษ์ซึ่งติดอยู่กับ ศาลากลาง มีผมตำรวจและทหาร 3 คนเท่านั้นที่ช่วยกันดับไฟอาคารธนารักษ์ได้

วันขึ้นศาล พยานฝ่ายโจทย์ที่เป็นทหารชื่อ จสอ.ภัสกร อุ่นตา ที่อยู่ในเหตุการณ์กับผม ยังให้การกับศาลเลยว่า ได้บอกให้ผมเข้าไปห้ามผู้ชุมนุม และให้การอีกว่า ผมได้ช่วยเจ้าหน้าที่ดับไฟ แต่ทำไมศาลไม่เอาสำนวนของพยานโจทย์ คนนั้นมาพิจารณา

และการตัดสินพวกผมได้มีการตัดสินไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธ์โน่น

ผมว่าศาลอุบลฯเล่นการเมือง เล่นฝ่ายไม่มีความเที่ยงตรง และยุติธรรมเลย ยิ่งตำรวจอุบลฯด้วยแล้ว ชุดที่สอบสวนผมขู่ให้รับโน้นรับนี่ ผมจะรับได้อย่างไรในเมือผมไม่ได้เป็นผู้กระทำนี่ครับ และผมก้ไม่รู้จักใครในการชุมนุม แล้วยังเอารูปคนเสื้อแดงมาให้ผมเขียนชื่อพวกเขา โดยตำรวจเป็นคนอ่านให้ผมเขียนชื่อพวกเขา แล้วให้ผมลงชื่อเป็นผู้รับรองรูป

พอสอบสวนเสร็จพวกตำรวจได้บอกเพื่อนๆว่า ใครอยากได้ตำแหน่ง และเงินเดือนให้มาเซ็นชื่อเร็ว นี่หรือตำรวจของประชาชน ถ้ามีตำรวจแบบนี้ผมว่าประเทศไทยไม่เจริญหหอกครับ อย่างไรผมอยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยพวกผมด้วย พวกผมไม่ผิดนี่ครับ

เรือนจำกลางอุบล


พลังไทยUSAบินมาไทยเยียวยาเหยื่อซับน้ำตานักโทษการเมือง
สมาชิก ของกลุ่มพลังไทยใน USA ได้นำเงินบริจาคจากลุ่มฯ เดินทางไปยังเมืองไทย และได้ร่วมมือกับเว็บไซต์เสรีชน และ กลุ่มพิราบแดง นำเงินบริจาคไปแบ่งสรรปันส่วนบริจาคให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่เดือดร้อนจาก การถูกจับกุมทั้งคดีการเมือง19 พฤษภา 2553 และคดีหมิ่นฯ 112 และครอบครัวเบื้องหลังของพวกเขาตกระกำลำบาก

โดยได้เเงินบริจาคจากพลังไทยในอเมริกาจำนวน 12 ทุน โดยการซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินตามที่ญาตินักโทษการเมืองได้ระบุ ความต้องการมา บางคนขอจักรเย็บผ้า บางคนขอเปิดร้านทำน้ำแข็งใส มีอยู่ 2 ท่านที่ให้เป็นเงินไว้ให้ใช้จ่ายในคุก คนละ 3000 บาท

*******
เรื่ืองเกี่ยวเนื่อง:

-6เสื้อแดงพ้นมลทินคดีปล้นWTCยัดคุกฟรีปีครึ่ง วอลล์เปเปอร์ซี้มาร์คใจบอดบิดเบือนเจอคุกคดีเผาห้าง

-เปิดหลักฐานกระบวนการอยุติธรรมไทยไม่ปรองดอง ฟันอีกคดีหมิ่น-ถ่วงคดีก่อการร้ายยึดสนามบินครบ3ปี