WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 5, 2011

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์: 'ไชยันต์ ไชยพร' กับปัญหาประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ในบทความเรื่อง “ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?” ไชยันต์ ไชยพรได้เสนอความคิดว่า การเข้ามาสู่อำนาจของอดอสฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวเยอรมันอย่างท่วมท้น และได้เชื่อมโยงกรณีนี้กับการยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ในเมื่อการอ้างเสียงสนับสนุนของมหาชนเป็นจำนวนมากของฮิตเลอร์ไม่ใช่สิ่งถูก ต้อง การอ้างเสียสนับสนุนของ พ.ต.ท. ทักษิณในการให้มหาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการยุบสภา ก็ย่อมไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เราจะมาพิจารณากันว่า การอ้างเหตุผลและการเปรียบเทียบของไชยันต์นี้ถูกต้องหรือไม่

ประเด็น แรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ไชยันต์พยายามอ้างเหตุผลให้ผู้อ่านเชื่อว่า การที่ฮิตเลอร์เข้ามาสู่อำนาจได้นั้นเป็นเพราะกระบวนการประชาธิปไตย กล่าวคือไชยันต์พยายามทำให้คนอ่านเห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่กระบวนการที่ถูก ต้องเสมอไป เพราะปล่อยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้ แต่สิ่งที่ไชยันต์ไม่ได้พูดถึงคือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของเยอรมันด้วยการยุบตำแหน่งประธานาธิบดี และตั้งตำแหน่งใหม่ขึ้นมาให้ตัวเองมีอำนาจสุงสุดแต่เพียงผู้เดียว ไชยันต์ไม่ได้บอกในบทความของเขาว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการสวนทางกับกระบวนประชาธิปไตยที่ถูกต้องชอบธรรมเป็น อย่างยิ่ง เพราะประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การปกครองด้วยมติมหาชนแต่เพียงอย่าง เดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายด้วย จริงอยู่ฮิตเลอร์ใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐ ธรรมนูญนั้นเอง แต่การทำตามกฎหมายนั้นไม่ได้หมายถึงการทำตามตัวบทของกฎหมายแต่เพียงอย่าง เดียวเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หรือความถูกต้องชอบธรรมอันเป็นสากล ซึ่งอยู่เหนือกว่าบทบัญญัติของกฎหมายด้วย การทำการให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมนี้เป็นหัวใจของการ “ปกครองด้วยกฎหมาย” หรือ rule of law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้อำนาจได้รับอำนาจมาอย่างถูกต้อง และใช้อำนาจนั้นโดยเป็นไปตามหลักของความถูกต้องนั้น เหตุผลที่สนับสนุนประเด็นนี้ก็คือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมจำนวนมาก เช่นกฎหมายปราบปรามชาวเยอรมันเชื้อสายยิว มีการริดรอนสิทธิ และกดขี่ข่มเหงชาวยิวด้วยวิธีการทารุณต่างๆ กฎหมายเหล่านี้ออกโดยขัดกับหลักการของความยุติธรรม และทำนองคลองธรรมอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นแม้ว่าฮิตเลอร์จะใช้กลไกของรัฐสภาและระบบเสียงข้างมากในการออกกฎหมาย เหล่านั้น กระบวนการเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายแต่ประการใด เพราะทำไปเพียงเพราะโอนอ่อนไปตามอำเภอใจของฮิตเลอร์ในฐานะผู้ใช้อำนาจเผด็จ การสูงสุดเท่านั้น ไชยันต์ไม่อาจเรียกกระบวนการนี้ว่า “ประชาธิปไตย” ได้ เพราะประชาธิปไตยต้องประกอบด้วย “การปกครองด้วยกฎหมาย” ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การที่ไชยันต์ละเลยไม่พูดถึงประเด็นเรื่องการปกครองด้วยกฎหมาย หรือเรื่องความยุติธรรมที่อยู่เหนือขึ้นไปจากตัวบทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์ อักษร จึงเป็นการเปิดช่องให้นำไปสู่ข้อสรุปที่พยายามจะให้คนอ่านเชื่อ คือประเด็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ถูกต้องเสมอไป อันที่จริงการปกครองตามอำเภอใจโดยรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ใช้อำนาจนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันและเป็นหลัก เกณฑ์ที่คงเส้นคงวาต่างหาก ที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ไชยันต์กลับไม่ได้เน้นเรื่องนี้ เนื่องจากประชาธิปไตยแบบที่สากลโลกยึดถือ จะต้องประกอบไปด้วยการปกครองด้วยกฎหมาย หรือให้ถูกจริงๆต้องบอกว่า การปกครองตามหลักทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องเสมอไป การใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ในบทความของไชยันต์จึงต่างออกไป ซึ่งทำให้คนอ่านอาจเห็นคล้อยไปได้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ถูกต้องชอบ ธรรม หากไม่ได้พิจารณาวิธีการอ้างเหตุผลของไชยันต์อย่างละเอียด

อีก ประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไชยันต์อ้างว่าฮิตเลอร์มีมติมหาชนสนับสนุน แต่กลับไม่ได้เสนอความจริงอีกด้านหนึ่งว่า “มติมหาชน” ที่ว่านี้ได้มาด้วยการบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยกลวิธีอันฉ้อฉลต่างๆกัน พรรคนาซีของฮิตเลอร์นั้นไม่ได้มีแต่นักการเมืองที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีเท่า นั้น แต่ตั้งแต่ฮิตเลอร์เข้าร่วมพรรคนี้เป็นต้นมา พรรคนี้ก็มีอีกปีกหนึ่งที่เป็นฝ่ายรุนแรง พร้อมที่จะใช้กำลังได้ทุกเมื่อ ตอนที่ฮิตเลอร์ถูกจับขังคุกในราวต้นทศวรรษ ๑๙๒๐ นั้นก็เพราะว่าเขาพยายามใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยฝ่ายรุนแรงของพรรคนาซี (เรียกว่า “เสื้อน้ำตาล”) ก่อการวุ่นวายโดยมุ่งจะโค่นล้มอำนาจรัฐบาลในขณะนั้น และเมื่อฮิตเลอร์ออกจากคุกมาก็ยังดำเนินการวิธีทางการเมืองที่รวมเอากระบวน การปกติกับกระบวนการรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อข่มขวัญประชาชนเยอรมันให้เชื่อว่า มีแต่พรรคนาซีเท่านั้นที่เป็นทางเลือกเดียวของเยอรมัน เมื่อฮิตเลอร์เริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระบวนรุนแรงเหล่านี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อในแนวทางต่างๆมากมายพร้อมกับความรุนแรง วิธีการที่เป็นที่รับรู้กันมากที่สุดคือการเผาอาคารรัฐสภา โดยวันหนึ่งเกิดไฟไหม้ขึ้นที่อาคารรัฐสภาของเยอรมัน แทนที่ฮิตเลอร์จะเปิดให้มีการสอบสวน กลับประกาศทันทีว่าเป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์ (ทั้งๆที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าพรรคนาซีของฮิตเลอร์เองเป็นผู้ เผา แล้วป้ายความผิดให้พรรคคอมมิวนิสต์) แล้วทันใดนั้นก็ออกจับทุกๆคนที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์ และกระบวนการฝ่ายซ็าย การกระทำเช่นนี้รวมกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างปูพรมทุกลมหายใจ ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันส่วนหนึ่งเกิดความกลัวไม่กล้าแม้กระทั่งจะเลือกพรรค อื่น โดยคิดว่าถ้าไม่เลือกพรรคนาซีจะเกิดความวุ่นวายในประเทศอย่างไม่สิ้นสุด และข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ พรรคนาซีไม่เคยได้รับเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ในการเลือกตั้งเลย ดังนั้นที่ไชยันต์บอกว่าฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจเพราะมติมหาชนล้วนๆ จึงเป็นการเดินตามคำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีอย่างไม่รู้ตัว (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถดูได้ทางอินเทอร์เน็ตได้ที่นี่ – How Hitler Became a Dictator)

ประเด็น ต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบกับประเทศไทย ไชยันต์บอกว่า การยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก พ.ต.ท. ทักษิณต้องการเสียงสนับสนุนของประชาชนในการหลีกหนีกระบวนการตรวจสอบกรณีขาย หุ้นบริษัทชินคอร์ป โดยนัยยะก็ได้แก่ประเด็นที่ว่า ลำพังมติมหาชนนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความชอบธรรมขึ้นมาได้ ดังนั้นถึงแม้ยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งกลับมาใหม่พรรคไทยรักไทยชนะอีก ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีความชอบธรรม ความจริงถ้าไชยันต์เน้นประเด็นเรื่องความถูกต้องชอบธรรมและการปกครองด้วย กฎหมายในการวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศเยอรมันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็จะทำให้การอ้างเหตุผลของเขามีน้ำหนักขึ้นมามาก แต่เหตุผลของไชยันต์กลับกลายเป็นว่า ฮิตเลอร์อ้างมติมหาชน แต่ฮิตเลอร์ทำผิดมหันต์ ดังนั้นการปกครองโดยอ้างมติมหาชน (ซึ่งไชยันต์เข้าใจไปว่าคือ “ประชาธิปไตย”) จึงเป็นการปกครองที่ไม่ถูกต้องเสมอไป ในทำนองเดียวกัน ทักษิณก็อ้างมติมหาชน แต่ทักษิณทำผิดมหันต์ ดังนั้นการปกครองโดยอ้างมติมหาชน (ในกรณีของประเทศไทย) ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การอ้างเหตุผลนี้มีข้อบกพร่องอยู่หลายจุดดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนี้การเปรียบเทียบก็ยังไม่ถูกต้องอีก เนื่องจากเมื่อฮิตเลอร์ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็น “ผู้นำ” (Fuehrer) ของประเทศเยอรมนีนั้น แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีฝ่ายค้านเหลือในประเทศอีกแล้ว พรรคฝ่ายค้านใหญ่ๆ เช่นพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democrat) ล้วนถูกกวาดไปอยู่ในค่ายกักกันจนหมดสิ้น และเมื่อประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กถึงแก้อสัญญกรรม หลังจากที่ฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียงปีกว่า ฮิตเลอร์ก็รวบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถมีการใช้สองตำแหน่งนี้คานกันได้อีกต่อไป รัฐสภา Reichstag ก็ไม่มีพรรคฝ่ายค้านเหลือ กลายเป็นว่าสมาชิกรัฐสภามีแต่สมาชิกพรรคนาซีเท่านั้น แต่สถานการณ์ในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ถึงแม้ว่าจะมองกันว่าพรรคไทยรักไทยมีอำนาจมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงในสภากว่าร้อยเสียงในขณะนั้น และนอกจากนั้นก็ยังมีเสียงนอกสภา เช่นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับเสียงของข้าราชการประจำต่างๆ นำโดยกองทัพบก ฝ่ายค้านเหล่านี้ทำให้การเปรียบเทียบทักษิณกับฮิตเลอร์ของไชยันต์ไม่สามารถ จินตนาการออกไปได้ไม่ว่าจะทำอย่างไร

จุด ใหญ่ที่ไชยันต์ต้องการเสนอ คือทำให้ประชาชนคนไทยหมดความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย คิดว่าอาจมีทางเลือกอื่นนอกจากประชาธิปไตยก็ได้ แต่ไชยันต์ทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยผิดไป ประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยการปกครองด้วยกฎหมายอันเป็นไปตามทำนองคลองธรรมที่ ถูกต้องเสมอ และเนื่องจากการอ้างเหตุผลขอไชยันต์มีข้อบกพร่องมากมาย ความพยายามในการบิดเบือนประชาธิปไตยของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ

น้ำตาสลิ่ม#1: นักวิจัยหมูหลุมเสนอเลิกใช้คำว่า “สลิ่ม”

ที่มา ประชาไท

เสวนาเรื่องวาทกรรม “สลิ่ม” ที่ร้าน 9 บรรทัด นักวิจัยหมูหลุมเสนอคนเสื้อแดงเลิกถือตัวเป็นคนจน ไม่เช่นนั้นจะถูกแช่แข็งในวาทกรรมจน-โง่-ซื้อเสียง ชี้วาทกรรม “อยู่ข้างคนจน” เป็นของตกค้างจากวรรณกรรมเดือนตุลาแต่สมัยนี้เริ่มนิยามความจนไม่ได้ เพราะคนมีรายได้เกินเส้นยากจนหมดแล้ว พร้อมเสนอให้เลิกใช้คำว่า “สลิ่ม” เลิกตีขลุม-เหมารวม และอย่าผลักคนกลางๆ ไปเป็นศัตรู

บรรยากาศการเสวนาที่ร้าน 9 บรรทัด เมื่อ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา (ที่มา: ประชาไท)

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ร้าน 9 บรรทัด จ.เชียงใหม่ มีการจัดเสวนา: น้ำตาสลิ่ม: ชนชั้นกลางเป็นภัยต่อความก้าวหน้าของประชาธิปไตยจริงหรือ? วิทยากรประกอบด้วย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ จากกลุ่มประกายไฟ เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร จากกลุ่มทุนนิยาม และวิทยากร บุญเรือง นักวิจัยจากศูนย์วิจัยหมูหลุม (Mooloom Intelligence Unit - MIU) ดำเนินรายการโดย น.ส.ยุภาวดี ทีฆะ กลุ่มนักศึกษาไร้สังกัด

โดยเริ่มแรกนักวิจัยจากศูนย์วิจัยหมูหลุม (Mooloom Intelligence Unit - MIU) ได้อภิปรายในหัวข้อ “ทำไม “คนชั้นกลาง-คนกรุงเทพ-สลิ่ม” จึงเป็น “แพะ” อันโอชะ เมนูยอดฮิตแห่งยุคสมัยสำหรับปัญญาชนทวนกระแส” โดยมีรายละเอียดดังนี้





000

การประณาม ใครต่อใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่า "สลิ่ม" ศูนย์วิจัยหมูหลุมขอเสนอให้ยกเลิกคำนี้ไป และมาอธิบายว่าคนที่คุณกำลังเถียงคือใคร คุณกำลังเถียงกับมวลชนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องนิยามแบบนั้น คุณกำลังเถียงกับพันธมิตรฯ ก็ต้องเถียงแบบนั้น คุณอย่ามาตีขลุมว่าคนชั้นกลาง คนเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นฝ่ายตรงข้ามคุณ ประโยชน์ไม่เกิด … ประโยชน์ที่จะเกิดจริงๆ คือ เราอย่าไปผลักคนที่อยู่กลางๆ คนที่ไม่แสดงทัศนคติทางการเมือง เราอย่าผลักเขาเป็นศัตรู เราทำให้เขามาเป็นพวกก็ได้

วิทยากร บุญเรือง

ชี้การที่เสื้อแดงถือว่าตัวเป็นคนจน จะถูกแช่แข็งในวาทกรรมจน-โง่-ซื้อเสียง

สิ่งที่จะนำเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัยที่ทำอยู่คือ “แผนธุรกิจ: เราจะหากินกับกลุ่มคนที่มีทัศนคติทางการเมืองต่างๆ ในสังคมไทยได้อย่างไร” (อ่านบทสรุปของงานวิจัยได้ที่ล้อมกรอบ)

ขอออกตัวก่อนว่าในสังคมไทยมีปัญหาอย่างหนึ่งโดยเฉพาะฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งคนเสื้อแดง คือมีคำอธิบายอย่างหนึ่งที่กีดกันคนส่วนหนึ่งออกจากขบวนการ ซึ่งคนกลุ่มนี้เราจะเรียกว่าชนชั้นกลาง

ความเป็นคนเสื้อแดง ภาพที่โดนฉาย ภาพติดคือเป็นพวกรากหญ้า เป็นพวกคนจน แต่ผมขออธิบายว่าก็ถูกที่ว่าในขบวนการมีคนจน มีรากหญ้า แต่อยากถามว่ามากกว่านั้นคือคนที่ร่วมขบวนการมีลักษณะทางฐานะที่มากกว่าคนจน ไหม ถามเลยว่าที่มาฟังเสวนานี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนเสื้อแดง ถามจริงๆ เถอะว่าเป็นคนจน (มีคนตอบ: จนไม่จริง) คือถ้าบอกว่าเราเป็นคนจนปุ๊บ จะเข้าทางคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามบอกว่าคนเสื้อแดงเป็นคนจน คนโง่ คนที่ซื้อเสียง คือจะเข้าทางคนที่ Stuff ให้เราเป็นคนจน คนที่อยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง

แต่สิ่งที่อยู่ในงานวิจัยของผมคือ คน เสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวว่าเราจนหรือไม่ แต่มีจุดร่วมกันคือความคิดประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เรื่องฐานะทางสังคมแล้ว แต่คนที่ออกมาเคลื่อนในขบวนมีจุดร่วมกันด้านความคิดประชาธิปไตย ซึ่งไม่สามารถอธิบายว่ามีแต่คนจนเท่านั้นที่มีความคิดเรื่องประชาธิปไตย ชนชั้นกลางนะครับ เอารถมาฟังเสวนากันทั้งนั้น

ชี้การนิยามคำว่า สลิ่ม” มีปัญหา ผลักคนกลางๆ ออกจากกลุ่ม

นักวิจัยหมูหลุม อภิปรายที่มาของคำว่า “สลิ่ม” ว่า มีคนส่วนหนึ่งที่มาเห็นใจคนเสื้อแดงหลังการล้อมปราบเดือนพฤษภาคมปี 2553 พวกเราได้แนวร่วมที่มากกว่าคนที่เคยเป็นฐานเสียงไทยรักไทย คนที่ชอบทักษิณมาก่อน คนพวกนี้เมื่อก่อนเขาอาจเป็นเสื้อเหลืองเหลือง บางทีเขาไม่ยอมรับว่าเขาเป็นเหลือง เขายอมรับว่าเขาเป็นกลางหน่อย แต่ตอนนี้เราได้คนแบบนี้มามาก ที่เห็นใจเพราะพวกเสื้อแดงโดนฆ่า เพราะเรื่องมนุษยธรรม

พวกนี้จะแบ่งเฉดเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเขาคิดว่าเป็นปัญญาชน ที่พยายามบอกอะไรกับสังคมว่าคนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร และพยายามผลักคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่แสดงทัศนคติออกไป ผู้ร่วมเสวนาเคยได้ยินคำว่า "สลิ่ม" ไหมครับ

คำนี้โคตรมีปัญหามากที่สุด ซึ่งผมจะพยายามอธิบายในวันนี้ คือเราได้ยินคำว่าสลิ่ม เราโคตรเกลียดเลยนะ สลิ่มที่ผมจะอธิบายวันนี้ ถูกนิยามแบบ 3 อย่างด้วยกัน หนึ่ง พยายามบอกว่า คนที่ไม่ยอมแสดงทัศนคติทางการเมืองว่าเป็นเหลืองหรือเป็นแดง จะถูกปัญญาชนทวนกระแสประณามว่าเป็นสลิ่ม อีกกลุ่มคือคนที่เกลียดเสื้อแดงจริงๆ ที่แสดงออกมาว่าเกลียดคนเสื้อแดง ก็ถูกถือว่าเป็นสลิ่ม อีกกลุ่มคือคนที่กั๊กๆ เหลืองก็ได้ แดงก็ได้ ก็ถูกหาว่าเป็นสลิ่ม

แต่ผมแคร์คนกลุ่มแรกมากที่ สุด คือคนที่ไม่ได้แสดงออกทางการเมืองว่าเขาเป็นคนกลุ่มไหน ถ้าเป็นเมืองนอกจะเรียกว่าเป็นกลุ่มสวิงโหวต ที่สามารถไปทางเหลืองก็ได้แดงก็ได้ แต่ต้องทำอะไรสักอย่างให้เขาเป็นพวก จู่ๆ เราไปผลักให้คนพวกนี้ออกไป ก็จะไปเข้าทางสนธิ ลิ้มทองกุล เขาก็ไม่มาร่วมกับเรา กระแสที่มีปัญหาตอนนี้คือเราประณามสลิ่ม และเราละเลยที่จะทำงานการเมือง พวกปัญญาชนทวนกระแสพยายามชูตัวเอง และผลักคนกลุ่มหนึ่งออกไป นี่เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่ง

วาทกรรม อยู่ข้างคนจน” เป็นของตกค้างจากเดือนตุลา
แต่สมัยนี้เริ่มนิยาม คนจน” ไม่ค่อยได้ เพราะรายได้เกินมาตรฐานยูเอ็นแล้ว

ความคิดที่เกลียดสลิ่ม เกลียดชนชั้นกลาง เป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตสมัยเดือนตุลา เมื่อ 30 ปีก่อน ที่มีคำเรียกว่า "แนวร่วมนักศึกษา ชาวนา กรรมกร" พยายามอธิบายว่าตัวเองอยู่ข้างคนจน แต่ในสังคมไทยอีก 30 ปีต่อมา คำว่าคนจน เริ่มนิยามไม่ค่อยได้ว่าคืออะไร ถ้าจะเอามาตรฐานสหประชาชาติคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,200 บาทต่อเดือน ตอนนี้พวกเราที่มาฟังมีใครรายได้ต่ำกว่า 1,200 บาทต่อเดือนไหม ก็ไม่มีนะ

ผมอยากอธิบายว่ามีคนกลุ่ม หนึ่งที่ผมเรียกว่า ปัญญาชนทวนกระแส เกิดมาจากหลังการล้อมปราบ อยากมาเข้าข้างคนเสื้อแดง แต่อยากมีจุดร่วมอย่างหนึ่งว่าเขารักและเอ็นดูคนจน แต่เขาได้สร้างศัตรูขึ้นมาอีกกลุ่มคือ ชนชั้นกลาง

ยันเหมารวมไม่ได้ว่าคนกรุงเทพฯ ไม่เอาเสื้อแดง

อีกการอธิบายหนึ่งที่ว่าคนกรุงเทพฯ แม่งเหี้ย แม่งเลว ไม่ใช่คนเสื้อแดง ซึ่งเอาอะไรมาวัดก็ไม่รู้ก็ แต่มีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่าในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เราพยายามประณามว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่ฝั่งคนเสื้อแดง อันนี้ผมไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะ แต่มีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่าตอนที่คนเสื้อแดงรณรงค์ล้อมกรุงเทพฯ (การเคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ ของ นปช. เมื่อเดือนมีนาคมปี 2553) ก็คนกรุงเทพฯ ออกมาต้อนรับจำนวนมาก

และอีกอันหนึ่งคือ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทยได้ 10 คนจาก 33 เขต และในแต่ละเขตไม่ได้แพ้การเลือกตั้งขาดแบบภาคใต้ และคะแนนบัญชีรายชื่อใน กทม. ประชาธิปัตย์ 1,277,669 คน เพื่อไทยได้ 1,209,508 คน คือแพ้แค่ 60,000 คะแนน คือเราจะตีขลุมว่าคนกรุงเทพฯ ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยไม่ได้

อีกด้านหนึ่งคือ ประเด็นเรื่องน้ำท่วม ตอนแรกการพูดถึงเรื่องน้ำท่วมคือมีการพยายามบล็อก มีการพยายามบิวด์ที่มาจากฝั่งเสื้อแดงเราไม่ยอมสูญเสียพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งก็ถูกในเรื่องการจัดการของผู้ว่าฯ กทม. และรัฐบาล แต่เราถามว่า เราจะเอาเรื่องของความเป็นกรุงเทพ กับความเป็นคนกรุงเทพฯ มาชี้วัดตรงนี้ไม่ได้ เราพยายามบอกว่าคนกรุงเทพฯ เห็นแก่ตัว แต่พอน้ำเข้าดอนเมืองปุ๊บ ดอนเมืองกลุ่มฮาร์ดคอร์จะไปรื้อบิ๊กแบ๊ก ดอนเมืองเป็นคนกรุงเทพฯ นะครับ คือเป็นเรื่องปัญหาเฉพาะหน้า เอย่าไปประณามว่าคนกรุงเทพฯ เห็นแก่ตัว มันเป็นเรื่องระบบการเมืองตรงนั้น และเขาไปอยู่ในพื้นที่ๆ มีความสำคัญ จึงไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ จะไม่ทุกข์ร้อนกับน้ำท่วม ถ้าเจอเข้าจริงก็เดือดร้อน

พวกเราที่มาฟังเสวนาก็มาเพราะเฟซบุคใช่ไหมครับ ประเด็นที่สามที่ผมจะพูดคือ ความเดือดดาลของปัญญาชนที่เล่นเฟซบุคและสร้างคำว่า "สลิ่ม" ขึ้นมา จะมีปัญหาก็คือ หนึ่ง พวกเราไปเห็นความคิดของคนเล่นเฟซบุคที่เขาอยู่ฝั่งพันธมิตรฯ หรือฝั่งต่อต้านเสื้อแดง แล้วเราไปอธิบายว่านี่คือความเห็นของคนเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ซึ่งใช่ ไม่ใช่ ไม่รู้ แต่ตัวเลขที่ผมนำมาแสดงคือ คนเล่นเฟซบุคชอบประชาธิปัตย์มากกว่าเพื่อไทยจริง แต่จำนวนแพ้กันไม่เยอะ แฟนเพจอภิสิทธิ์มีประมาณ 8 แสนคน ยิ่งลักษณ์ก็มีแฟนเพจ 5 แสนคนทั้งซึ่งเขาเพิ่งมีบทบาทมาไม่ถึงปี ได้ 5 แสนเสียง ขณะที่อภิสิทธิ์กุมมาสองปีก่อนหน้านั้น

ในส่วนของแฟนเพจนักกิจกรรม แฟนเพจหนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอน) อาจน้อยกว่าหมอตุลย์ (นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ กลุ่มเสื้อหลากสี) แต่กิจกรรมที่ทำในทางรูปธรรมก็มีคนมาร่วมมากกว่าหมอตุลย์

เสนอเลิกคำว่า สลิ่ม” เลิกตีขลุม-เหมารวม
อย่าผลักคนกลางๆ ไปเป็นศัตรู

ข้อสรุปที่ผมจะเสนอคือ สิ่งหนึ่ง การประณามใครต่อใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามว่า "สลิ่ม" ศูนย์วิจัยหมูหลุมขอเสนอให้ยกเลิกคำนี้ไป และมาอธิบายว่าคนที่คุณกำลังเถียงคือใคร คุณ กำลังเถียงกับมวลชนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องนิยามแบบนั้น คุณกำลังเถียงกับพันธมิตรฯ ก็ต้องเถียงแบบนั้น คุณอย่ามาตีขลุมว่าคนชั้นกลาง คนเล่นอินเตอร์เน็ตเป็นฝ่ายตรงข้ามคุณ ประโยชน์ไม่เกิด

ประโยชน์ที่จะเกิดจริงๆ คือ เราอย่าไปผลักคนที่อยู่กลางๆ คนที่ไม่แสดงทัศนคติทางการเมือง เราอย่าผลักเขาเป็นศัตรู เราทำให้เขามาเป็นพวกก็ได้

ในวงการวิชาการ อย่านำเสนอเรื่องที่เป็นเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ เชิงโพสต์โมเดิร์น หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจอันซับซ้อน แล้วเอามาอธิบายคนกลุ่มหนึ่ง คือเราต้องทำโพลล์สำรวจที่หลากหลาย เพื่ออธิบายคนกลุ่มหนึ่งๆ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยจะชอบเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง คนภาคอีสานจะชอบเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง คือต้องมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากกว่านี้ มากกว่าที่บอกว่าชนชั้นกลางทั้งหมดเลว คนกรุงเทพฯ เห็นแก่ตัว ในวงการวิชาการน่าจะพอแล้ว และไปลงรายละเอียดมากกว่านี้

000

เอกสารประกอบการนำเสนอโดยศูนย์วิจัยหมูหลุม

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

ทำไม “คนชั้นกลาง-คนกรุงเทพ-สลิ่ม” จึงเป็น “แพะ” อันโอชะ เมนูยอดฮิตแห่งยุคสมัยสำหรับปัญญาชนทวนกระแส

หมายเหตุ: บทสรุปสำหรับผู้บริหารประกอบการนำเสนอนี้ตัดทอนและดัดแปลงมาจากส่วนหนึ่งของ “แผนธุรกิจ: เราจะหากินกับกลุ่มคนที่มีทัศนคติทางการเมืองต่างๆ ในสังคมไทยได้อย่างไร” จึงยังไม่ใช่ฉบับที่สมบูรณ์

ศูนย์วิจัยหมูหลุม (Mooloom Intelligence Unit - MIU)
พฤศจิกายน 2554

"ว่ากันว่านัก เศรษฐศาสตร์รุ่นเดอะคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ทำนองว่า “ความรวย (หรือคนรวย) ในประเทศที่ยากจน ยังไงก็เป็นสิ่งที่ผิด” แต่ประเทศไทยแปลกกว่านั้น เพราะดันมาคิดกันว่าการเป็น “ชนชั้นกลาง” เป็นสิ่งที่ผิด"

ศูนย์วิจัยหมูหลุม (Mooloom Intelligence Unit - MIU) พฤศจิกายน 2554

บทสรุปผู้บริหาร
นิยามสั้นๆ “สลิ่ม” ตามความเข้าใจของหมูหลุม

คำว่า “สลิ่ม” น่าจะเริ่มถูกใช้อย่างจริงจัง มาจากการชุมนุมในเดือน พ.ค. 53 ในความเข้าใจของ MIU น่าจะนำมาอธิบายกลุ่มที่ออกมาแสดงพลังสีขาวหรือแสร้งว่าตนเองเป็นกลางหรือ กลุ่มที่ออกตัวว่าไม่สนใจเรื่องก่อน จากนั้นคำนี้ถูกนำมาใช้อย่างติดปากเรียกฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามเสื้อแดงรวมถึงฝ่ายที่ไม่แสดงตัวว่าสนับสนุนเสื้อแดงเกือบทั้งหมด

หมายเหตุ: ส่วนสมัชชาคนจน กลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ เป็นข้อยกเว้นในการไม่นำคำว่าสลิ่มมาใช้ทั้งๆ ที่แนวคิดและการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มเหล่านี้อาจเข้าทางกับคำว่า “สลิ่ม” (ในเรื่องของการกั๊ก วางตัวเป็นกลางทางการเมือง) แต่ด้วยมารยาททางสังคมบางประการทำให้ปัญญาชนทวนกระแสไม่สามารถไปกล่าวถึง กลุ่มเหล่านี้ในแง่ลบได้

ทำไมสลิ่ม ชนชั้นกลาง คนกรุงเทพ จึงเป็นเหยื่ออันโอชะของปัญญาชนทวนกระแส คาดว่าเกิดจากอิทธิพลดังนี้

ปัญญาชนทวนกระแสยังติดแนวคิดวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคตุลาที่ปัญญาชนมี หน้าที่โอบอุ้มคนยากจน และผลักชนชั้นกลางออกเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่ละเลยคนจน

สำหรับการประณามคนกรุงเทพนั้น ปัญญาชนทวนกระแสได้ผนวกเอาแนวคิดที่ว่ากรุงเทพเป็นศูนย์กลางที่รุกรานและสูบ ทรัพยากรจากภูมิภาค (เช่นตัวอย่างเรื่องน้ำท่วม ในระยะแรกมีการประณามคนกรุงว่าเห็นแก่ตัว ไว้ก่อน แต่ในช่วงหลังหันมาพูดเรื่องการบริหารจัดการ) ส่วนในเรื่องการเมืองนั้นก็ผลักให้คนกรุงอันเป็นตัวแทนของคนเมือง อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายเสื้อแดงอันเป็นตัวแทนของคนชนบท

จุดพีคของการใช้คำว่า “สลิ่ม” ช่วงหลังเลือกตั้ง 2554ปัญหาสาเหตุต่อความเดือดดาลประการสำคัญประการหนึ่งก็คือ การที่ปัญญาชนทวนกระแสไปเจอทัศนะคติที่แย่ๆ ของคนเล่นเฟซบุกจำนวนหนึ่งที่เกลียดคนเสื้อแดง แล้วมีการตีขลุมว่านั่นคือความคิดของชนชั้นกลางทั้งหมด

ข้อแนะนำของ MIU

สำหรับบุคคลทั่วไปและปัญญาชนทวนกระแส ในการจะประณามใครก็ตามในสังคมไทยในเรื่องการเมือง นิยามกลุ่มทางการเมืองให้เจาะจงลักษณะให้ชัดเจนกว่าเดิม เช่น พวกอนุรักษ์นิยม พวกประชาธิปัตย์ พวกพันธมิตร เป็นต้น คนอ่านหรือคนฟังเราจะได้รู้ว่าเราด่าหรือประณามใครอย่างชัดเจน

ในวงการวิชาการ ต้องมีการพยายามหาตัวชี้วัดในมิติต่างๆ ให้มากกว่าเดิม ในการอธิบายเรื่องรสนิยมทางการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย

พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงต้องนำชนชั้นกลางมาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด แล้วแต่วิธีการใดๆ ก็ตาม แต่อย่าผลักชนชั้นกลางไปเป็นฝ่ายตรงข้าม

ข้อมูลเศษเสี้ยวว่าด้วยเรื่องนานาจิตตัง เกี่ยวกับ ชนชั้นกลาง

สมรภูมิเฟซบุก

ที่มา: http://www.checkfacebook.com/ (เข้าดูเมื่อ 22 พ.ย. 2554)

ผู้ใช้ทั้งหมด
12,881,800 คน
หญิง
6,64,9240 คน (51.9%)
ชาย
6,166,160 (48.1%)
ช่วงอายุ
13-15 ปี 1,475,840 คน (11.5%)
16-17 ปี 1,271,500 คน (9.9%)
18-24 ปี 4,374,680 คน (34.0%)
25-34 ปี 3,687,160 คน (28.6%)
55-64 ปี 138,100 คน (1.1%)
ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 146,600 คน (1.1%)

ที่มา: http://www.checkfacebook.com/ (เข้าดูเมื่อ 22 พ.ย. 2554)

เพจ กลุ่ม และอื่นๆ เกี่ยวกับนักการเมือง, พรรคการเมือง, นักกิจกรรม และกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองที่น่าสนใจบนเฟซบุก (จากการเข้าดูเมื่อ 29 พ.ย. 54)

คนกรุงเทพฯ กับการเลือกตั้ง

คนกรุงเทพฯ เลือกปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ 1,277,669 คน เลือกพรรคเพื่อไทย 1,209,508 คน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,260,951 คน
มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 3,059,472 คน (71.80%)*
บัตรเสีย 59,402 (1.94%)
ไม่ประสงค์ลงคะแนน 138,099 (4.51%)

*สัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ต่ำกว่ากรุงเทพฯ

ศรีสะเกษ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.62% | บึงกาฬ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.56% | พิจิตร ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.29% | บุรีรัมย์ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 71.23% | สุรินทร์ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 70.77% | ร้อยเอ็ด ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 70.28% | นครพนม ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 69.86% | สกลนคร ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 69.28% | อุดรธานี ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 69.21% | หนองบัวลำภู ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 69.07% | หนองคาย ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 68.59%

ตารางแสดงผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 3 กรกฎาคม 2554

หมายเลข
พรรค
กรุงเทพมหานคร
1
เพื่อไทย
1,209,508
2
ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
7,173
3
ประชาธิปไตยใหม่
5,805
4
ประชากรไทย
1,858
5
รักประเทศไทย
214,246
6
พลังชล
2,454
7
ประชาธรรม
346
8
ดำรงไทย
164
9
พลังมวลชน
1,676
10
ประชาธิปัตย์
1,277,669
11
ไทยพอเพียง
1,678
12
รักษ์สันติ
83,892
13
ไทยเป็นสุข
380
14
กิจสังคม
8,497
15
ไทยเป็นไท
346
16
ภูมิใจไทย
8,191
17
แทนคุณแผ่นดิน
1,008
18
เพื่อฟ้าดิน
611
19
เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
631
20
การเมืองใหม่
1,322
21
ชาติไทยพัฒนา
10,864
22
เสรีนิยม
347
23
ชาติสามัคคี
287
24
บำรุงเมือง
294
25
กสิกรไทย
415
26
มาตุภูมิ
12,589
27
ชีวิตที่ดีกว่า
203
28
พลังสังคมไทย
110
29
เพื่อประชาชนไทย
376
30
มหาชน
2,986
31
ประชาชนชาวไทย
188
32
รักแผ่นดิน
337
33
ประชาสันติ
2,013
34
ความหวังใหม่
875
35
อาสามาตุภูมิ
305
36
พลังคนกีฬา
992
37
พลังชาวนาไทย
359
38
ไทยสร้างสรรค์
96
39
เพื่อนเกษตรไทย
535
40
มหารัฐพัฒนา
345
รวมทั้งหมด
2,861,971
สถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สถิติเกี่ยวกับแรงงาน

จำนวนผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) ปี 2545 – 2554

2545
2546
2547
2548
2549
2550
2551
2552
2553
2554*
6,900,223
7,434,237
7,831,463
8,225,477
8,537,801
8,781,262
8,779,131
8,680,359
8,955,744
9,057,785

ที่มา: สำนักงานประกันสังคม
*ข้อมูลสิ้นสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2554

ผู้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เปิดเผยในปี พ.ศ. 2553 พบว่าจำนวนผู้เสียภาษีของประเทศ โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากที่ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9-10 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องจ่ายเงินภาษีจริงเพียง 2.3 ล้านคนเท่านั้น (เพราะเมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ทำให้คนส่วนหนึ่งมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี จึงไม่ต้องมีภาระเสียภาษี)

ปี
ผู้ยื่นเสียภาษี (คน)
ปีภาษี 2542
5,352,077
ปีภาษี 2543
5,349,126
ปีภาษี 2544
6,046,823
ปีภาษี 2545
6,224,629
ปีภาษี 2546
6,652,069
การประมาณการที่เปิดเผยในปี 2553
9-10 ล้านคน

ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กับ กรมสรรพากร

จำนวนกรมจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิต

เมื่อสิ้นปี
จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีผลบังคับ (ประเภทสามัญ)
ตลอดชีพ
สะสมทรัพย์
เฉพาะกาล
2550
3,678,913
6,383,131
630,664
2551
4,018,992
7,011,790
756,088
2552
4,421,405
7,630,975
861,199

ที่มา: สมาคมประกันชีวิตไทย

000