WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 6, 2011

ห้าธันวามหาราช : ข้อกังวลของมุสลิมที่เคร่งครัดต่อการเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์

ที่มา ประชาไท

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปราณีเสมอ ขอความสันติมีแด่ศาสนฑูตมูฮัมหมัด และสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี หน่วยงานราชการ จะมีกิจกรรมวันพ่อมหาราชมากมาย เช่น ในภาคเช้า ตั้งแต่เวลา 07.00น.ทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง จากนั้นเวลา 08.00น.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และมอบเกียรติบัตรพ่อตัวอย่างดีเด่นของจังหวัด

ส่วนภาคค่ำประกอบพิธีถวายราชสักการะ ถวายพานพุ่มเงิน พุ่มทอง และร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ในขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ การเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ การแข่งกีฬาเฉลิมพระเกียรติ การอนุรักษ์สืบสานประเพณีและศิลปวัฒนธรรม ส่วนการลด ละ เลิกอบายมุข ขอให้งดเว้นการอนุญาตเล่นการพนัน การอนุญาตให้ฆ่าสัตว์ หรือกิจกรรมอื่นใดอันเป็นการทรมานสัตว์ การงดเว้นเปิดสถานบริการ หรือแหล่งอันเป็นอบายมุข

สำหรับกิจกรรมหลายประการที่เป็นพิธีกรรมนั้นทำให้มุสลิมทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการที่เคร่งครัดศาสนาอิสลามมีความกังวลเป็นอย่าง มากว่าจะนำไปสู่ชิริก (ตั้งภาคีต่อพระเจ้า) หากไม่ไปเข้าร่วมก็จะทำให้ถูกมองว่าไม่เคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์

ตามหลักศาสนาอิสลาม ถือว่าการเคารพและนับถือ เป็นคุณธรรมที่ดีของมนุษย์ทุกคน อันพึงมีต่อผู้มีพระคุณ เช่น ต่อพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นประมุขของประเทศ ต่อพ่อแม่ ในฐานะผู้ให้กำเนิด ต่อคุณครู ในฐานะผู้ให้ความรู้ และอื่นๆ มิใช่ในฐานะพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในอิสลามถือว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเอกองค์อัลลอฮฺ (อัลกุรอาน 2 : 255)

ซึ่งหลักการเคารพนับถือต่อพระเจ้านั้น จะต้องผนวกไปกับการกราบนมัสการต่อพระองค์ด้วย ซึ่งการแสดงความเคารพของมุสลิมต่อสิ่งอื่น หรือบุคคลด้วยการกราบ ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

คำตอบจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับการเคารพภักดีต่อพระบรมฉายาลักษณ์ พระมหากษัตริย์ของมุสลิมน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการใช้เป็นบรรทัดฐานในการ ปฏิบัติในวันที่ห้าธันวามหาราช

คำตอบจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในด้านศาสนาอิสลามถือเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะข้าราชการนำเป็นคู่มือในการปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความเข้าใจ (โปรดดูคำตอบจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในด้านศาสนาอิสลามจากการรวบรวมโดย ศอ.บต).

เช่น ปัญหา ที่ ๑๙ ปัญหาเรื่องการทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ การแสดงความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพิธีการต่างๆ จะขัดต่อหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ ใคร่ขอทราบข้อเท็จจริงและความเห็น

ท่านอดีตจุฬาราชมนตรี ประเสริฐ มะหะหมัดได้ตอบไว้ดังนี้

- การยืนตรงต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ขัดต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม
- การก้มศีรษะไม่ถึงขั้นรุกัวะ ถือเป็นการกระทำที่ไม่บังควร (มักรูฮ)
- การก้มศีรษะถึงขั้นรุกัวะ บางทัศนะว่าต้องห้าม (หะรอม) บางทัศนะว่าไม่บังควร (มักรูฮ)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงทราบถึงหลักการของศาสนาอิสลามในข้อนี้ดี เพราะพระองค์ทรงศึกษาหลักการศาสนาอิสลามอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขระเบียบที่ขัดกับหลักการอิสลาม สำหรับพสกนิกรมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับ (2540) โดยทรงมีรับสั่งให้ประธานรัฐสภาปฏิบัติตนให้ตรงตามหลักการศาสนา อันใดที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลามก็ไม่ต้องปฏิบัติ

จากตัวอย่างข้างต้น ทำให้เราได้ทราบว่า ในจิตใจของมุสลิม ถึงแม้ว่า การเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์แบบกราบไม่ได้ แต่ความจงรักภักดีในพระองค์ท่านก็มีอย่างครบสมบูรณ์ ไม่ได้แตกต่างไปจากคนศาสนาอื่น วัฒนธรรมอื่น ที่แสดงความจงรักภักดีด้วยการกราบ ดังนั้น หน่วยราชการต่างๆ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เชิญข้าราชการมุสลิม บรรดาโต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม และประชาชนมุสลิม ในพระราชพิธีต่างๆ ควรคำนึงถึงข้อนี้ เพื่อขจัดปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะแก่นแท้สาระของการเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์ มิได้อยู่ที่การกราบ แต่อยู่ที่การประพฤติดีต่างหาก

ในพจนานุกรมไทย หน้า 285 ได้ให้ความหมายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไว้ว่า "ผูกใจรักด้วยความเคารพนับถือหรือรู้คุณอย่างยิ่ง" จากประโยคดังกล่าว เราสามารถให้ความหมายได้ดังนี้

กล่าวคือ รัก หมายถึง มีจิตใจผูกพันด้วยความห่วงใย (พจนานุกรมหน้า 939)
เคารพ หมายถึง แสดงอาการนับถือ (พจนานุกรม หน้า 264)
นับถือ หมายถึง เชื่อถือยึดมั่น (พจนานุกรม หน้า 571)

ดังนั้น ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จุดเริ่มต้นคือ การเริ่มด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ และแสดงเป็นภาคผลของการกระทำที่ตรงกับจิตใจ การแสดงความจงรักภักดีทางพิธีกรรมในวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่มีทั่วประเทศ การปฏิญาณตนของคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งต่อหน้าพระมหากษัตริย์ จะไม่มีค่าใดๆ เลย หากการแสดงออกของบุคคลเหล่านั้นไม่ตรงกับใจ

การให้สัมภาษณ์ทางวาจาของรัฐบาลและข้าราชการว่า จะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสแต่ละครั้ง จะไม่มีผลเช่นกัน หากนโยบายและการกระทำยังคงสวนทางกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง การแก้ปัญหาภาคใต้โดยสันติวิธี การไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง และอื่น ๆ

นี่แหละ คือแก่นแท้ของการเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นขอบเขตที่มุสลิมจะทำ ได้และหน่วยงานของรัฐไม่ควรบังคับประชาชนหรือข้าราชการในพื้นที่กระทำการที่ เลยขอบเขตนี้

งานเปิดตัวหนังสือ Revolution Interrupted โดยไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ที่ ANU

ที่มา ประชาไท

“จริงอยู่ที่ว่าไม่มีการปฏิวัติ คอมมิวนิสต์ ในประเทศไทย
แต่ถ้าการ “ปฏิวัติ” [ของไทย] ในศตวรรษที่ 20 แยกออกต่างหากจาก คอมมิวนิสต์ ล่ะ?”

“ช่วงก่อนหน้า 6 ตุลาฯ 2519
มีการลอบสังหารชาวนาผู้นำสหพันธ์ [ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย] เป็นจำนวนมาก
และทำให้การรวมตัวขึ้นเป็นองค์กรครั้งนั้นเป็นเพียงระยะสั้น และจบลงอย่างโหดร้าย

หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกประวัติศาสตร์ของความรุนแรงนี้เอาไว้”

0 0 0

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม (Department of Political & Social Change) วิทยาลัยเอเชียและแปซิฟิก (College of Asia & the Pacific) มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือใหม่ของไทเรลล์ ฮาเบอร์คอร์น อาจารย์ประจำภาควิชา โดยงานชิ้นนี้ปรับปรุงขึ้นจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล งานนี้จัดอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศสบายๆระหว่างอาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจ

“Revolution Interrupted” (2011)

ใน Revolution Interrupted: Farmers, Students, Law, and Violence in Northern Thailand อาจารย์ย้อนไปดูการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิที่ดินของชาวนาในภาคเหนือช่วง พ.ศ.2517-18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีบรรยากาศทางการเมืองอันเปิดกว้าง โดยเน้นศึกษาที่การเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย และตั้งคำถามสำคัญกับคำจำกัดความของคำว่า “ปฏิวัติ” ว่า

....การที่เหล่าผู้ต่อต้าน คอมมิวนิสต์ประกาศชัยชนะในการที่สามารถปกป้องประเทศไทยจากการปฏิวัติของ คอมมิวนิสต์ [ในช่วงทศวรรษที่ 1970] ได้นั้นก็ไม่ผิด หากแต่ไม่ถูกทั้งหมด จริงอยู่ที่ว่าไม่มีการปฏิวัติ คอมมิวนิสต์ ในประเทศไทย แต่ถ้าการ “ปฏิวัติ” [ของไทย] ในศตวรรษที่ 20 แยกออกต่างหากจาก คอมมิวนิสต์ ล่ะ?... (น.4)

หลังจากมีการแนะนำหนังสือเล็กน้อยอาจารย์เครก เรย์โนล์ดส์ก็ได้กล่าวนำถึงความสำคัญของหนังสือ โดยเริ่มต้นว่า หนังสือเล่มนี้ได้เล่า “เรื่องที่อยู่ในเรื่องอีกทีหนึ่ง” เหมือนกับว่าเป็น “ละครที่อยู่ในบทละคร” ของเชคสเปียร์ – หากแต่ในบรรณานุกรมไม่ได้มีหนังสือของเชคสเปียร์อยู่ในนั้น มีแต่ชื่อของเลนิน ลุงคาร์ล [มาร์กซ์] กรัมชี่ อัลทูแซร์ มีงานศึกษาการเมืองร่วมสมัยและสังคมวิทยาของละตินอเมริกาและอาฟริกาใต้ มีงานสตรีนิยมอย่างซินเธีย เอ็นโล กริปสัน-เกรแฮม จูดิธ บัทเลอร์ มีงานเกี่ยวกับเทววิทยาเกี่ยวกับการปลดปล่อย ฯลฯ

เหตุการณ์เดือนตุลาฯ (พ.ศ.2516-2519) เป็น “เรื่อง” ที่คนที่รู้จักประเทศไทยค่อนข้างคุ้นเคยกัน แต่หนังสือเล่มนี้ได้เล่า “เรื่อง” ที่อยู่ระหว่างนั้นอีกทีหนึ่ง โดยอาจารย์เครกบอกถึงลักษณะความเป็น “กระแสทวน” (revisionist) อันสำคัญของมันสามอย่าง

อย่างแรก หนังสือเล่มนี้ได้พูดถึงเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นประเด็นที่หายไปในประวัติศาสตร์ไทย เพราะการควบคุม “คน” เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการควบคุม “ที่ดิน” หากแต่ในภาคเหนือดูจะต่างออกไปจากบริเวณอื่นของประเทศ กฏหมายที่ดินที่ออกมาในปี 2517 เปิดโอกาสให้เกิดการร่วมมือระหว่างนักศึกษาและชาวนาภายใต้ชื่อ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามเติมเข้าไปในภาพประวัติศาสตร์ใหญ่

อย่างที่สอง ความเป็น “กระแสทวน” ของหนังสือเล่มนี้คือการชี้ชวนให้เห็นว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 นั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดๆ แต่เป็นการสะสมรวมตัวของหลายๆเหตุการณ์ ช่วงก่อนหน้า 6 ตุลาฯ มีการลอบสังหารชาวนาผู้นำสหพันธ์ฯเป็นจำนวนมาก และทำให้การรวมตัวขึ้นเป็นองค์กรครั้งนั้นเป็นเพียงระยะสั้น และจบลงอย่างโหดร้าย หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกประวัติศาสตร์ของความรุนแรงนี้เอาไว้

อย่างสุดท้าย การที่หนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อว่าการปฏิวัติ “ถูกขัดขวาง” (interrupted) ก็หมายถึงการปฏิวัติ “ถูกตีความใหม่” (re-interpreted) นั่นเอง โดยมันได้ตั้งคำถามกับคำจำกัดความของคำว่า “ปฏิวัติ” และตีความใหม่เพื่อนำเรื่องราวของเสียงเล็กๆ เข้าไปอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ไทย ว่าพวกเขาได้ “ปฏิวัติ” ด้วยการต่อสู้ผ่านกฏหมายอย่างไร

อาจารย์เครกทิ้งท้ายเอาไว้ว่า น่าประหลาดใจที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยได้ถูกบรรจุเข้าไปในงานศึกษาประวัติ ศาสตร์ไทย ถึงจะมีบ้างก็มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย หนังสือเล่มนี้อาจเรียกได้ว่าทำการบันทึกเรื่องราวของชาวนาภาคเหนือในช่วง เวลาดังกล่าวได้ใกล้เคียงความสมบูรณ์ที่สุด ทั้งนี้เพราะหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องก็แก่ตัวลงและเสียชีวิตไป พลวัตรของการต่อสู้ในชนบทได้เปลี่ยนแปลงไป และการเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่มีผู้บันทึก ”เรื่อง” เหล่านี้เอาไว้อย่างละเอียดและลงลึก

“อาจารย์เครก” กล่าวนำ

อ.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เขียนในคำนิยมว่า

[ไทเรล] ได้เขียนงานเพื่อปกป้องเรื่องราวของชีวิตอันเลือนรางลงเรื่อยๆ เพื่อกู้เอาชีวิตที่กำลังจะถูกลืมให้กลับมาอีกครั้ง...หนทางที่ดีที่สุดที่ จะทำเช่นนี้ได้ คือผ่านการศึกษาวิจัยอย่างระมัดระวังและตีความอย่างรอบด้านเพื่ออธิบายว่า ได้เกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิต กับวิญญาณ และกับเรื่องราวของพวกเขาอย่างที่หนังสือเล่มนี้ได้ทำเท่านั้น มันไม่ใช่การประกาศข่าวมรณกรรม (obituary) แต่คือการมองเข้าไปในสังคมไทย อย่างซื่อสัตย์ อย่างเปิดเผย เพื่อจะเข้าใจอีกด้านหนึ่งของรอยยิ้มสยามเหล่านั้น [ไทเรล] ฮาเบอร์คอร์น ได้แสดงให้เห็นว่า เหตุใดชาวนาและนักเรียนลุกขึ้นต่อสู้ ทำไมพวกเขาถูกปิดปาก ทำไมพวกเขาถูกสังหารและถูกคุมขังโดยพลการ หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ให้เสียงกับผู้ที่ถูกทำให้เงียบงัน แต่มันได้ตั้งคำถามอันสำคัญต่อสังคมและประวัติศาสตร์ของไทยด้วย...(น.IX – X)

นี่เป็นอีกงานคุณภาพหนึ่งที่ควรมีผู้อ่านอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงวิชาการหรือไม่ เพราะคำถามที่หนังสือเล่มนี้ตั้งเอาไว้นั้นคือคำถามสากล – เป็นคำถามที่สังคมไทยยังหาคำตอบให้แก่มันไม่ได้แม้ในปัจจุบันก็ตาม

อ.เครก เรย์โนล์ดส์ (ซ้าย) อ.แอนโทนี รีด (ขวา)

บรรยากาศของงาน

ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ : http://uwpress.wisc.edu/books/4798.htm

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/12/54 ของยังชีพ..พวกต้านทักษิณ....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน





เห็นพวกมัน กระดี๊กระด๊า ช่างน่าขำ
เวรหรือกรรม กันแน่ แค่สงสัย
โรคทักษิณ ขึ้นหัว ทั้งตัวใจ
งับอย่างไว เหยื่อล่อ หวังก่อเพลิง....


สื่อขี้ข้า ใจสามานย์ ก็ขานรับ
เตรียมขยับ เชือดเฉือน เหมือนมันเหลิง
ส่วนพรรคเปรต มันเตลิด จนเปิดเปิง
ทำร่าเริง หวังเชือด อย่างเดือดดาล....


กี่แก๊งชั่ว มั่วส่ง จนงงมาก
คำสำราก โสมม สมกล่าวขาน
เผยตัวตน จัญไร ใจอันธพาล
สืบสันดาน โคตรชั่ว มั่วทั้งปี....


พวกสลิ่ม ยิ้มเยาะ หัวเราะร่าน
มันยืนกราน ไล่งับ จับบดขยี้
นักวิชาเกิน ชาติชั่ว นั่นตัวดี
ไร้ศักดิ์ศรี แถมโง่งม ผสมโรง....


ของยังชีพ ชิ้นใหม่ ได้ทั่วหน้า
เต้นจนบ้า วุ่นวาย แทบตายโหง
พวกโง่ๆ ก็ย้อนยอก บอกโกงๆ
เห่าโฮ่งๆ แทนหมา..หน้าไม่อาย....


๓ บลา / ๖ ธ.ค.๕๔


ช่วงนี้มาพักผ่อนริมแม่น้ำ ภูเขาสวย ๓ – ๗ ธ.ค. ครับ
ขอสวัสดีตรงนี้ และทักทายทุกๆ ท่านครับ
ขอบคุณครับ

ซีรีส์ชุดเปิดข้อมูลใหม่กรณีร.8สวรรคต

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ วานนี้(5ธ.ค.)คุณดวงจำปา ได้แปลบันทึกลับนี้เผยแพร่ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เป็นการสนทนาระหว่างเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย นายอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491

พลเรือตรีหลวงธำรงฯ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเครือข่ายของนายปรีดี พนมยงค์ เพิ่งถูกคณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณ ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 หรือ เพียง 3 เดือนก่อนหน้าการสนทนาในครั้งนี้ และทูตสหรัฐฯได้ส่งเป็นโทรเลขไปยังกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯในวันที่ 31 มีนาคม 2490

ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวพันกับปมสำคัญ ในการรัฐประหาร 2490 นั่้นคือกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 จากบทสนทนาครั้งนี้ แต่มีความจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ชื่อบุคคลที่ถูกอ้างถึงบางรายชื่อออกไป และบันทึกหน้าที่สองที่ถูกแปลเราไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงหรือเผยแพร่ได้

เนื่อง จากเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจกันมาก เราจึงขอแนะนำให้อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลายรอบด้านในลิ้งค์ท้าย รายงานข่าวนี้ประกอบ

หัวข้อเรื่อง: สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ใน การสนทนาเกี่ยวกับคำถามถึงเรื่องการสวรรคตของพระมหากษัตริย์องค์ที่แล้ว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล - ผู้แปล) หลวงธำรง กล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้นจะสามารถได้รับการสะสางขึ้นมาได้หรือ ไม่

เขาพูดประหนึ่งว่าเป็นความลับสุดยอดเลยทีเดียวว่า หลักฐานต่างๆที่มีการสะสมกันมาในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะพัวพันกับ(เซ็นเซอร์) แต่เขาไม่กล้าที่จะบอกเป็นนัยๆ ให้กับทางการทราบเลยว่า กรณีมันเป็นอย่างนี้

หลวงธำรง ยืนยันต่อด้วยว่านายปรีดี (พนมยงค์ – ผู้แปล) ได้พบว่าตัวเขาเองอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน และหลวงธำรง ยังเย้ยหยันต่อความคิดที่ว่า นายปรีดีเองได้มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ผมได้ถามหลวงธำรง ว่า เขาคิดว่าผลพวงที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีการเปิดเผยขึ้นมาว่า (เซ็นเซอร์)เองนั่นแหละ เป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เขากล่าวต่อว่า เขาสันนิษฐานว่า (เซ็นเซอร์)จะต้อง(เซ็นเซอร์) และคิดว่าสิ่งที่จะขยายตัวตามมาต่อจากเรื่องนี้คือ จะมีช่วงเวลาของการสับสนอลหม่านและมีการวางแผนอย่างอุบาทว์ชั่วร้าย

หลวง ธำรง กล่าวว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏฯ (พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต – ผู้แปล) จะเป็นผู้มีสิทธิที่จะสืบราชสมบัติพระองค์ต่อไป แต่เพราะว่า พระองค์เจ้าจุมภฏฯ และพระชายาของพระองค์นั้น ไม่ได้รับความนิยม มันจึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาว่า พระองค์จะสามารถสืบราชบัลลังก์ต่อมาได้จริงๆหรือ

หลวงธำรง เพิ่มเติมว่า ถัดจากพระองค์เจ้าจุมภฎ ผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ต่อไปคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์(ยุคล – ผู้แปล) นั้น พระองค์ก็ทรงไม่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

หลวงธำรง กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะนั้น เป็นสถานะที่สลับซับซ้อน และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างที่สุด เนื่องจากเขารู้สึกว่า ประเทศสยาม ไม่สามารถจัดการเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีต่อความมั่นคงได้

**********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

ซีรีส์ชุด:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?

- มติชนสุดสัปดาห์:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?
- ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตใน หนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หนังสือเล่มใหม่ของวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย
- เปิดบันทึกหลักฐานว่าเจ้านายชั้นสูงเห็นด้วยกับการออกประกาศว่ากรณีสวรรคตเป็นอุบัติเหตุเพื่อรักษาพระเกียรติ ร.8
- วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
- วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง
- วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ไขปมปริศนากรณีสวรรคต
- เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านปรีดีฯ และกรณีสวรรคต

อดีตนายกฯไทยเผยความลับให้ทูตสหรัฐฯฟังว่าใคร?เป็นผู้เกี่ยวข้องที่แท้จริงกรณีรัชกาลที่8สวรรคต

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณ ดวงจำปา ได้แปลบันทึกลับนี้เผยแพร่ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เป็นการสนทนาระหว่างเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย นายอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491

พลเรือตรีหลวงธำรงฯ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเครือข่ายของนายปรีดี พนมยงค์ เพิ่งถูกคณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณ ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 หรือ เพียง 3 เดือนก่อนหน้าการสนทนาในครั้งนี้ และทูตสหรัฐฯได้ส่งเป็นโทรเลขไปยังกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯในวันที่ 31 มีนาคม 2490

ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวพันกับปมสำคัญ ในการรัฐประหาร 2490 นั่้นคือกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 จากบทสนทนาครั้งนี้ แต่มีความจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ชื่อบุคคลที่ถูกอ้างถึงบางรายชื่อออกไป และบันทึกหน้าที่สองที่ถูกแปลเราไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงหรือเผยแพร่ได้

หัวข้อเรื่อง: สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ใน การสนทนาเกี่ยวกับคำถามถึงเรื่องการสวรรคตของพระมหากษัตริย์องค์ที่แล้ว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล - ผู้แปล) หลวงธำรง กล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้นจะสามารถได้รับการสะสางขึ้นมาได้หรือ ไม่

เขาพูดประหนึ่งว่าเป็นความลับสุดยอดเลยทีเดียวว่า หลักฐานต่างๆที่มีการสะสมกันมาในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะพัวพันกับ(เซ็นเซอร์) แต่เขาไม่กล้าที่จะบอกเป็นนัยๆ ให้กับทางการทราบเลยว่า กรณีมันเป็นอย่างนี้

หลวงธำรง ยืนยันต่อด้วยว่านายปรีดี (พนมยงค์ – ผู้แปล) ได้พบว่าตัวเขาเองอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน และหลวงธำรง ยังเย้ยหยันต่อความคิดที่ว่า นายปรีดีเองได้มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ผมได้ถามหลวงธำรง ว่า เขาคิดว่าผลพวงที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีการเปิดเผยขึ้นมาว่า (เซ็นเซอร์)เองนั่นแหละ เป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เขากล่าวต่อว่า เขาสันนิษฐานว่า (เซ็นเซอร์)จะต้อง(เซ็นเซอร์) และคิดว่าสิ่งที่จะขยายตัวตามมาต่อจากเรื่องนี้คือ จะมีช่วงเวลาของการสับสนอลหม่านและมีการวางแผนอย่างอุบาทว์ชั่วร้าย

หลวง ธำรง กล่าวว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏฯ (พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต – ผู้แปล) จะเป็นผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติพระองค์ต่อไป แต่เพราะว่า พระองค์เจ้าจุมภฏฯ และพระชายาของพระองค์นั้น ไม่ได้รับความนิยม มันจึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาว่า พระองค์จะสามารถสืบราชบัลลังก์ต่อมาได้จริงๆหรือ

หลวงธำรง เพิ่มเติมว่า ถัดจากพระองค์เจ้าจุมภฎ ผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ต่อไปคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์(ยุคล – ผู้แปล) นั้น พระองค์ก็ทรงไม่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

หลวงธำรง กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะนั้น เป็นสถานะที่สลับซับซ้อน และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างที่สุด เนื่องจากเขารู้สึกว่า ประเทศสยาม ไม่สามารถจัดการเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีต่อความมั่นคงได้

Monday, December 5, 2011

สำนักข่าวต่างประเทศเทิดพระเกียรติในหลวงทรงเป็นกษัตริย์รวยที่สุดในโลก เว็บลิ้มเสกหายวับกับตา

ที่มา Thai E-News

รายงานข่าวที่หายไปอย่างลึกลับ-เว็บ ไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานข่าวว่า CNN ออกรายงานพิเศษ “Eye on Thailand” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 ปี โดยท้ายรายงานข่าวระบุว่า นอกจากจะ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010 อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาASTVผู้จัดการได้ตัดรายงานท่อนนี้ออกไป โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้อ่านทราบว่าด้วยเหตุผลใด..?

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ธันวาคม 2554


วันนี้เว็บไซต์ASTVผู้จัดกา่รได้นำเสนอข่าวในหัวข้อเรื่อง CNN ออกรายงานพิเศษ “Eye on Thailand” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 ปี โดยในท้ายรายงานข่าวเสนอว่า
ไต้หวัน นิวส์ รายงานบรรยากาศรอบท้องสนามหลวงว่าเป็นดั่ง “เทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย

นอกจากจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาASTVผู้จัดการ ตัดรายงานข่าวออกไปบางตอน เหลือเพียงว่า
ไต้หวัน นิวส์ รายงานบรรยากาศรอบท้องสนามหลวง ว่า เป็นดั่ง “เทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่” ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย

ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก

แต่ก็มีผู้นำรายงานข่าวของASTVผู้จัดการในท่อนที่ว่า
นอกจากจะ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010
ไปรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย เช่น รายการข่าวเด่นประเด็นร้อนทางวิทยุอสมท.FM 96.5 MHzในช่วงค่ำวันนี้

นอกจากนั้นมีผู้นำรายงานข่าวตามต้นฉบับเดิมซึ่งมี่ข้อความ
นอก จากจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010
ไปเผยแพร่ต่อตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น ในbloggangตามลิ้งค์ ซึ่งได้ลงท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณข่าวจาก ASTVผู้จัดการว่า
ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

เมื่อเสิร์ซหาหัวข้อข่าวดั้งเดิมของASTVผู้จัดการ ตามลิ้งค์จะพบเนื้อหาข่าวดั้งเดิมที่มีข้อความครบถ้วน แต่หากดูข่าวนี้ในเว็บไซต์ผู้จัดการASTVในเวลาต่อมา ไม่พบรายงานข่าวท่อนนี้แล้ว

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการไม่ได้ชี้แจงเหตุผลใดๆว่าเพราะเหตุใดจึงได้ตัดรายงานข่าวท่อนสุดท้ายนั้นทิ้งไป

********
รายงานข่าวเกี่ยวเนื่อง:ASTVผู้จัดการรายงานภาพข่าว:ประชาชนหลั่งไหลชื่นชมงาน5ธันวาฯสุดคึกคักเนืองแน่นสนามหลวง

ตรงไป ตรงมา 5-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse








http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=722

ทางออกประเทศไทย จอม เพชรประดับ 3-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=721

ชูธง 4-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse




http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=720

ยุวชนแดง : Red Guards หรือ หงเว้ยปิง

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira



ยุวชนแดง Red Guards หรือ หงเว้ยปิง 紅衛兵; พ.ศ. 2509-2519

สมัยที่ประเทศจีนปกครองโดยคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ นั้น ได้มีการใช้ ระบบคอมมูน (แนวคิดว่าทรัพย์สินทุก
อย่างเป็นของรัฐ) โดยคอมมูนนี้เป็นจุดเริ่มของ การปฏิวัติวัฒนธรรม เพราะวิธีการแบ่งปันผลผลิตของ
คอมมูน ได้ปลูกฝังแนวคิดสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ ให้แก่ เยาวชนรุ่นใหม่ของจีน เป็นผลให้ระบบ
เครือญาติ(ความสัมพันธุ์ในครอบครัว) ที่เคยเข้มแข็งอ่อนแอลง

เหมา เจ๋อ ตุง วางแนวทาง ลัทธิเหมา(Maoism)โดยต่อมาการเผยแพร่ลัทธิเป็นไปอย่างรีบเร่งแพร่หลาย
ผู้นำสังคมในยุคนั้น ปลูกฝังประชาชนให้ให้ยึดมั่นอย่างเคร่งครัด หากใครไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษอย่าง
รุนแรง โดยมีหน่วยปฏิบัติการสนับสนุนที่สำคัญ กองกำลังพิทักษ์แดง (เรดการ์ด-Red Guard) ก็คือ
เยาวชนหัวรุนแรงคลั่งลัทธิเหมาอิสซ์ ที่เป็นผลผลิตจากการโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองโดยคอมมูน
นั่นเอง

เมื่อมีการจัดตั้งหน่วย "เรดการ์ด" แล้ว ก็ดำเนินแผนการ ปฏิวัติวัฒนธรรม(Culture Revolution) เพื่อ
ยกเลิกวัฒนธรรมความเชื่อแบบเก่าเช่น การไว้ผมเปียของผู้ชาย ฯลฯ จนเกิดเหตุการณ์รุนแรง มีการตัดเศียร
พระพุทธรูปสำคัญ ใครที่ลบหลู่ ไม่แสดงความเคารพเชื่อฟัง ท่านผู้นำเหมา ก็จะถูก กลุ่มเรดการ์ด ประจาน
และประหารชีวิต มีการทำลายสถานทูตประเทศตะวันตกเสียหายยับเยิน มีการสาบแช่งกลุ่มไม่นิยมเหมา


ภาพหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง บรรยายรูปการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรม คือ หนังสือเก่าแก่ สิ่งก่อสร้างต่างๆ วัดวาอาราม รูปปั้น งานศิลปะ โบราณ
วัตถุ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของจีน ต้องถูกทำลายลง และก่อให้ให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันระหว่าง
คนในครอบครัว,เพื่อนบ้าน,ชุมชน เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าใครจะเป็นสายลับ ผู้แจ้งความผิดให้ทางการรู้


กลุ่มที่นิยมลัทธิเหมา จะนำรูปภาพเหมา มาติดที่บ้านโดยเฉพาะที่ห้องรับแขก
เพื่อแสดงความเคารพ และรำลึกถึงการที่เหมา รวบรวมจีนใหม่


ในยุคนั้น สังคมจีนแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ 1. กลุ่มนิยมลัทธิเหมา 2.กลุ่มไม่นิยมลัทธิเหมา
ซึ่งมีการปะทะกันเสมอ ประชาชนจีน,นักเรียน,นักศึกษา มักจะพกปืนติดตัวเสมอ ทำให้มีเหตุการยิงกันทันทีที่พบเจอกัน

เมื่อผลกระทบจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของกลุ่ม เรดการ์ด ส่งผลความแตกร้าวในวงกว้างของ
ประเทศ เหมา เจ๋อ ตุง ก็ให้ยุติบทบาทและสลาย เรดการ์ด โดยการส่งไปเรียนรู้ วิถีชีวิตชาวบ้านความยาก
ลำบากของชาวนาชาวไร่ และศึกษาการทำเกษตรกรรม,เลี้ยงสัตว์ในท้องถิ่นชนบททุรกันดาร นั่นคือการสิ้น
สลาย อิทธิพลบทบาทของ กลุ่มเรดการ์ด

Propaganda poster showing Jiang Qing, saying:
"Let the new socialist performing arts occupy every stage.", 1967.


หลังจากที่เหมา เจ๋อ ตุง ถึงแก่กรรม ภริยาภริยาคนที่ 3 คือ นางเจียงชิง ผู้มีบทบาทสำคัญในการหนุนหลัง
ขบวนการยุวชนแดง ก็ถูกจับกุมดำเนินคดีในชั้นศาล ข้อหาที่นางและพวก(Gang of Four)
1. เจียง ชิง ภริยาคนที่ 3 ของประธานเหมา เจ๋อตุง
2. จาง ชุนเฉียว นักการเมืองเซี่ยงไฮ้
3. หวัง หงเหวิน
4. เหยา เหวินหยวน อดีตนักหนังสือพิมพ์

เป็นผู้ออกคำสั่งอันก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในประเทศในช่วงยุค ปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-ค.ศ.1976)
โดยโทษจำคุก หลังจากนั้นนางก็ฆ่าตัวตายในคุก เมื่อปีค.ศ.1999



http://th.wikipedia.org/การปฏิวัติทางวัฒนธรรม
http://th.wikipedia.org/เหมา เจ๋อ ตุง
http://th.wikipedia.org/จีน