WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 6, 2011

คำถามที่มีเพียงหนึ่งคำตอบ..!

ที่มา ประชาไท

การที่พวกนิยมเจ้าไทย ชอบตั้ง "คำถาม" ที่มีกฎหมาย และความรุนแรง จ่อหัวบังคับให้ คนอื่น "ตอบไม่ได้-จนในคำตอบ" หรือ "ตอบ" อย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก แบบที่ตัวเองพอใจ

แล้วก็มา ดีอกดีใจกับตัวเองว่า คำถามของตัวเอง "เจ๋ง" เต็มที ทำให้คนอื่น "จนในคำตอบ" ..... สะท้อนอาการทางจิต ที่รู้สึก ขาดความมันใจในตัวเอง (insecure) อย่างหนัก

....................

เมื่อคราวที่ ภิญโญ ทำ "เท่ห์" ยิงคำถามใส่ ดร.วรเจตน์ ว่า "ตกลง นิติราษฎร์ เอาเจ้า หรือไม่" ผมเสียดายอยู่ว่า อ.วรเจตน์ เป็นสุภาพบุรุษไปหน่อย ถ้าเป็นผม ผมจะตอกภิญโญกลับว่า

"ทำไมคุณชอบถามคำถามปัญญาอ่อนแบบนี้ แล้วดัดจริต ทำขึงขัง ราวกับเป็นคำถามที่น่าสนใจเสียเต็มประดา? คือ ถ้าคุณมีปัญญาสักนิดเดียว ก็ทราบว่า คำถามแบบนี้ ในปริบทประเทศไทย ทั้ง รธน. และ 112 ไม่มีใครตอบเป็นอย่างอื่นได้ อันนี้ ไม่เกียวกับว่า คนนั้น เขาจะ "เอา" หรือ "ไม่เอา" เจ้า คือ ถ้าจริงๆ ต่อให้ผม "เอา" เจ้า ผมก็ไม่ตอบให้เสียเวลา เพราะเป็นการตอบภายใต้กรอบที่ "ตอบเป็นอย่างอื่นไม่ได้" อยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความหมายอะไร ในทางกลับกัน ยิ่งถ้าผม "ไม่เอา" เจ้า ผมก็ยิ่งตอบไม่ได้ใหญ่เลย ....

ทีสำคัญ คนทำงานสื่อ แล้วชอบทำมาดจริงๆจังๆแบบคุณ ควรตระหนักว่า ลำพัง ภาวะที่ คำถามแบบนี้ ไม่มีความหมายอะไร สะท้อนให้เห็นลักษณะ วิปริต ไม่เป็นประชาธิปไตย ของประเทศไทยขนาดไหน ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆนั้น เขาถือว่า แต่ละคน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เท่าๆกัน ทุกคน มีสิทธิ ทีจะมีความเห็นว่า ต้องการรูปแบบรัฐแบบไหน มีสิทธิ ที่จะนำเสนอ รูปแบบรัฐทีตัวเองเห็นว่าเหมาะสม ต่อสาธารณะ ให้อภิปรายกัน (เช่น กษัตริย์เป็นประมุข, ประธานาธิบดี, ฯลฯ) ..."

(ว่าแต่ว่า, เมื่อไหร่ที่ ภิญโญ หรือ TPBS จะกล้าเชิญผมไป "ตอบโจ่ทย์" เรื่อง สถาบันฯ บ้างครับ? อย่างถ้าเทียบกับ อ.สุลักษณ์ ที่ภิญโญว่า "พูดถึงเรื่องเจ้า ต้องถาม อ.สุลักษณ์" - ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกรณีอานันท์ - ผมว่า ผมพูดเรื่องสถาบันฯ มากกว่า สุลักษณ์ ในสิบกว่าปีทีผ่านมาเยอะ - ไมใช่อยากออกทีวี จริงๆ ไม่ชอบเลย ทีวี น่ะ แต่รำคาญฉิบหาย ที่ ภิญโญ กับ TPBS ชอบดัดจริต ราวกับว่า รายการตัวเอง "รอบด้าน" "หลายแง่มุม" จริงๆ)

...........................

เมื่อวานนี้ จินตนาถ ลิ้มทองกุล ทำ "เท่ห์" อีกคน เขียนบทความ ตั้งชื่อขึงขัง "พระองค์ท่านไปทำอะไรให้พวกมึง?"

ผมเห็นเข้า หัวเราะก๊าก ไปหลายสิบนาที

แน่นอน ใครที่อ่านพวก fb หรือออนไลน์ต่างๆ คงรู้ว่า นี่ไมใช่ "คำถาม" ที่จิตตนาถ คิดเอง ความจริง เป็นหนึง ใน "คำถาม" ยอดนิยม ของบรรดาคนนิยมเจ้าบ้านเรา ทีเวลา เจอการวิจารณ์เรื่องสถานะของสถาบันฯ หรือ เรื่อง 112 แล้ว ไมมีปัญญาจะตอบ ก็ใช้วิธี "ยิง" "คำถาม" แบบนี้

แล้วก็ รู้สึก "อิ่มอกอิ่มใจ" กับตัวเองว่า "ไอ้พวกล้มเจ้า แม่งตอบคำถามไม่ได้"

55555555 (อันนี้ ผมหัวเราะพวกนิยมเจ้า)

คือ จะไม่ให้หัวเราะ ได้ไง

มันเหมือนกับว่า เราสมมุติว่ามีมาเฟียใหญ่คนหนึ่ง ที่บังเอิญมีลักษณะอย่างหนึง คือ "หลงตัวเอง" จัด นึกว่า ตัวเอง หล่อเสียเต็มประดา วันดีคืนดี ก็ชอบ บีบคอลูกน้อง หรือชาวบ้าน สักคน เอาปืนจ่อหัว แล้วถามว่า "มึงคิดว่า กูหล่อ มั้ยวะ?" แล้วถ้าใครขืน ตอบ ไม่ถูกใจ ("ผมว่า หน้าตาลูกพี่ ก็งั้นๆนะ ไม่ถึงกับหล่ออะไร")

แน่นอน ลูกน้อง หรือชาวบ้าน ที่ยังสติดีอยู่ ก็ย่อมตอบว่า "โหย หล่อมากลูกพี่ ไม่เคยเห็นเจ้าพ่อที่ไหน หล่อเท่าลูกพี่เลย" อะไรแบบนั้น

แล้วมาเฟียทีว่านี้ ก็มาอิ่มอกอิ่มใจกับตัวเองว่า กูนี้ ช่างหล่อจริงๆ ถามใครๆ ทุกคน ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ....

ตัวอย่าง สมมุติ ทีว่านี้ ความจริง สะท้อนลักษณะอาการทางจิตอย่างหนึงด้วย ที่ภาษาทางจิตวิทยา เขาเรียกว่า insecure คือ ภาวะความรู้สึก ที่ไม่มั่นใจตัวเอง ... ดังนัี้น เวลา "ถาม" อะไร จะต้อง ถาม เฉพาะในสภาพที่ "บังคับ" หรือ "ควบคุม" คำตอบได้ ให้ "คำตอบ" ต้องออกมาอย่างที่ตัวเองพอใจเท่านั้น

คือไม่กล้า (ไม่รู้สึก secure พอ) ที่จะ "เผชิญหน้า" กับการที่ใครอาจจะตอบ แบบอื่น

สิ่งที่ผมว่า น่าสนใจ กับการที่คำถามประเภท "พระองค์ท่านไปทำอะไรให้พวกมึง?" เป็นทีนิยมของพวกนิยมเจ้า ซึงความจริง ส่วนใหญ่ที่ถามแบบนี้ เป็นพวกมีการศึกษาทั้งนั้น (ระดับปริญญาตรี ขึ้นไปด้วยซ้ำ แน่นอน พวก มัธยมนิยมเจ้า "เกรียนๆ" ก็ชอบ "ถาม" แบบนี้กัน)

ก็คือ การที่ จริงๆแล้ว ถ้าใช้สติคิดหน่อย ก็ย่อมรู้ว่า นี่ไมใช่ "คำถาม" จริงๆ แต่เป็นเพียง การ "ถาม" เพื่อ "สร้างความอิ่มอกอิ่มใจกับตัวเอง" ว่า คนถูกถาม "จนในคำตอบ" "ตอบไม่ได้" ...

คือเป็น "คำถาม" ประเภท เพื่อชดเชยกับภาวะทางจิตที่ insecure ของตัวเอง มากกว่า

พวกนิยมเจ้าไทย อย่างจินตนาถ ก็เหมือนกับมาเฟียในตัวอย่างสมมุติข้างต้น คือ จริงๆแล้ว รู้สึก insecure กับความเชื่อนิยมเจ้าของพวกตน ที่ล้วนแต่วางอยู่ฐานของการที่ "ข้อมูล" เกียวกับสถาบันกษัตริย์ เป็น "ข้อมูล" ที่ได้มาจากการโปรแกรมยัดเยียดใส่สมองตั้งแต่อนุบาล โดยไม่อนุญาตให้มีการตั้งคำถาม ประเมิน โต้แย้ง หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้

ความเชื่อที่เกิดขึ้นจากฐานที่ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มั่นคงเช่นนี้ ลึกๆ ก็ทำให้เกิดภาวะไม่มั่นคงทางจิตใจขึ้น

พอมีใครมาตั้งคำถาม หรือท้าทาย ความเชื่่อแบบนี้ขึ้นมา ก็เลยต้อง "สร้างความมั่นใจ" ให้กับตัวเอง ด้วยวิธีการ "ตั้งคำถาม" แบบนี้บ่อยๆ

..................

จริงๆแล้ว คำถามประเภท สถาบันกษัตริย์ ได้ "ทำอะไร" มาบ้าง ในอดีต ที่ทำให้คนจำนวนมากขึ้นๆ ทั้งในประเทศและทั่วโลก รู้สึก "มีปัญหา" หรือ ไม่เห็นด้วย นั้น

ไมใช่คำถามที่ยากในการตอบเลย ถ้าเปิดให้สังคมมีเสรีภาพในการตอบโดยแท้จริง

แต่พวกนิยมเจ้าของไทยนั้น รู้สึก insecure เกินกว่า จะยอมให้มีเสรีภาพ ที่จะตอบ หรือมีเสรีภาพที่จะตั้งคำถามกลับ กับ "ข้อมูล" ที่บังคับ โปรแกรมยัดเยียดใส่หัวตั้งแต่อนุบาล

ก็เลยต้องรักษาภาวะที่ ห้ามตั้งคำถาม, ห้ามประเมิน, ห้ามตรวจสอบ, ห้ามวิพากษ์ "ข้อมูล" นิยมเจ้า

อย่างที่บอกว่า พวกนิยมเจ้า อย่างจิตตนาถ นั้น เหมือนกับพวกมาเฟีย ที่ไม่กล้า ไม่มั่นคงทางจิตใจพอ จะปล่อยให้ลูกน้อง หรือชาวบ้าน ประเมินอย่างเสรีจริงๆว่า ตัวเอง "หล่อ" จริง ตามที่ตัวเองเชื่อหรือไม่

ก็เลยต้องคอยใช้วิธีเอาปืนมาจี้หัว แล้วบังคับให้คน "ตอบ" อย่างที่ตัวเองต้องการ หรือ บังคับให้เกิดภาวะที่เหมือนว่า คนอื่น "ตอบไม่ได้" "จนในคำตอบ" แบบนี้ แล้วก็ "อิ่มอกอิ่มใจ" จากสภาวะที่คนอืน "ตอบไม่ได้" แบบนี้

คนที่ insecure ขนาดนี้ ความจริง ต้องนับว่า น่าสงสาร น่าสมเพช มากๆ

[เมื่อตอนต้นปี ผมเขียนบทความหนึ่ง ซึ่งความจริง มีเนื้อหา ที่เป็นการตอบ บทความของจินตนาภ ล่วงหน้า ใครสนใจ ดู "ท้าให้ คน "รักในหลวง" ทุกคน ตอบประเด็นเรื่อง "สถาบันกษัตริย์ดีเยี่ยม - นักการเมืองเลวสุด" นี้ครับ พนันได้เลยว่าตอบไม่ได้"
ที่นี่ (อาจจะต้องใช้ proxy ในการเข้า) http://prachatai.com/journal/2011/04/33847 ]

.......................

ปล. มีประเด็นเชิง "ทฤษฎีสังคม" หนึ่ง ที่ผมคิดมานาน คือ ทำไม อุดมการณ์กษัตริย์นิยม ของไทย จึงได้ขึ้นสู่ภาวะ "สุดยอด" พร้อมๆไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจสังคมของชนชั้นกระฏุมพีไทย นับแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา?

คือ ถ้าเราคิดแบบ "โมเดล" ประวัติศาสตร์ตะวันตก การเติบโตของกระฎุมพี ควรจะมาควบคู่กับการเติบโตของอุดมการณ์ (ideology) อย่าง enlightenment หรือ liberalism ... แต่ทำไม ในกรณีของไทย การเติบโตทางเศรษฐกิจสังคมของกระฎุมพี ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จึงกลับมาพร้อมกับการเติบโตอย่างล้นเกินของอุมการณ์ (ideology) แบบกษัตริย์นิยม?

คำตอบแบบคร่าวๆของผม (ที่ยังพยายามเรียบเรียงให้เป็นระบบอยู่) คือ กระฎุมพีไทย มีภาวะ "ไม่มั่นคงรวมหมู่" (collective insecurity) เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนี้กับชนชั้นอื่นๆในสังคม โดยเฉพาะทีอยู่ล่างๆลงไป ......

..............................................................

หมายเหตุ: บทความข้างต้นเผยแพร่ใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทางกองบรรณาธิการเห็นว่าเป็นประเด็นโต้เถียงที่อยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนจึงนำมาเผยแร่ใน"ประชาไท"อีกครั้ง

ม.112 ขัดต่อ 'อุดมการณ์ธรรมราชา'

ที่มา ประชาไท

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผมตระหนักดีว่าการเขียนบทความเชิงตั้งคำถามต่อแนวคิด หรืออุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในบริบทสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่อง ที่ “เสี่ยง” พอสมควร แต่ในฐานะนักวิชาการด้านพุทธศาสนาที่ “กระจอก” คนหนึ่ง ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อเป็นส่วนเล็กๆ ของการร่วมต่อสู้ทางความคิดเพื่อให้สังคมเรามีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

คำว่า “อุดมการณ์ธรรมราชา” ในบทความนี้ ผมใช้ในความหมายตามทัศนะของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (early Buddhism) ที่ถือว่า กษัตริย์เป็น “สมมติราช” ไม่ใช่ “เทวราช” สมมติราชได้อำนาจมาจากฉันทานุมัติของประชาชน ไม่ใช่ได้อำนาจมาจากพระเจ้าเหมือนเทวราช นี่คือแนวคิดของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม แต่กระนั้นก็ตาม กษัตริย์ที่นับถือพุทธศาสนาในอดีตล้วนแต่เป็นกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อุดมการณ์สมมติราชหรือธรรมราชาแบบพุทธจึงแทบจะไม่ได้ถูกทำให้เป็นจริง

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบระบอบราชาธิปไตย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ กับระบอบประชาธิปไตยที่สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามอุดมการณ์ ประชาธิปไตย 2475 ต้องถือว่า ระบอบหลังมีส่วนเอื้อต่ออุดมการณ์ธรรมราชาแบบกษัตริย์เป็นสมมติราชมากกว่า เพราะสถานะของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือสถานะที่ได้มาจากฉันทานุมัติของประชาชน

อุดมการณ์ธรรมราชานั้น ถือว่าพระราชาต้องมีทศพิธราชธรรม จึงจะเป็นพระราชาที่ดี หรือพระราชาผู้ทำหน้าที่ให้ราษฎรมีความยินดี (“ราชา” แปลว่า “ผู้ยังราษฎรให้มีความยินดี”) จะเห็นว่า เงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่างพระราชากับราษฎรไม่ใช่ “สถานะศักดิ์สิทธิ์-ความรัก” แต่เป็น “หน้าที่-ความยินดี” หรือ ความพึงพอใจ

ความยินดี (หรือนิยมยินดี) หรือความพึงพอใจกับ “ความรัก” มีระดับความสัมพันธ์กับ “ความมีเหตุผล” ต่างกันอยู่ กล่าวคือ ความมีเหตุผลของราษฎรที่มีความยินดี หรือความพึงพอใจต่อพระราชาย่อมขึ้นอยู่กับการพอใจใน “การทำหน้าที่” ของพระราชาที่ราษฎรสามารถตรวจสอบได้ สามารถที่จะไม่ยินดีหรือไม่พึงพอใจก็ได้ แต่ “ความรัก” ที่สัมพันธ์กับ “สถานะศักดิ์สิทธิ์” มีระดับความเข้มข้นของอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า อาจมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ได้ แม้กระทั้งว่าภายใต้รูปแบบความสัมพันธ์ในนามของ “ความรัก” ระหว่างราษฎรกับพระมหากษัตริย์ ราษฎรอาจไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกว่า “ไม่รัก” เป็นต้น

หัวใจสำคัญของอุดมการณ์ธรรมราชาอยู่ที่ “ทศพิธราชธรรม” แปลว่า ธรรมของราชา หรือหน้าที่ทางศีลธรรมที่พระราชาพึงยึดถือปฏิบัติ ได้แก่

  1. ทาน (ทานํ) หมายถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย
  2. ศีล (สีลํ) คือความประพฤติที่ดีงาม ทั้ง กาย วาจา และใจ ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมาย และนิติราชประเพณี และในทางศาสนา
  3. บริจาค (ปริจาคํ) คือ การเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อความสุขส่วนรวม
  4. ความซื่อตรง (อาชชวํ) คือ ความซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต
  5. ความอ่อนโยน (มทฺทวํ) คือ การมีความอ่อนโยน มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่เสมอกันและต่ำกว่า
  6. ความเพียร (ตปํ) คือ มีความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน โดยปราศจากความเกียจคร้าน
  7. ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) คือ ความไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏเห็นเช่นทำร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้ทำผิดก็ทำตามเหตุผล
  8. ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) คือ การไม่เบียดเบียน หรือบีบคั้น ไม่ก่อทุกข์หรือเบียดเบียนผู้อื่น
  9. ความอดทน (ขันติ) คือ การมีความอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาอาการ กาย วาจา ใจให้เรียบร้อย
  10. ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) คือ ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก ไม่เอนเอียงหวั่นไหวด้วยคำพูด อารมณ์ หรือลาภสักการะใด

บางคนอาจมองว่าทศพิราชธรรมคือคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นคน ดีพร้อม บริสุทธิ์ สูงส่งเหนือมนุษย์ หรือเป็นคุณธรรมเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะทำตามได้ แต่ที่จริงคือคุณธรรมพื้นฐานของผู้ปกครอง หรือผู้ขันอาสามารับใช้ประชาชนจำเป็นต้องมี หากต้องการเป็นผู้ปกครองที่ประชาชนพึงพอใจหรือให้ความนิยมยินดี ซึ่งคุณสมบัติที่จำเป็นตามทศพิธราชธรรม ก็คือคุณสมบัติพื้นๆ ธรรมดาๆ นี่เอง เช่น มีความเสียสละ ปฏิบัติตามกฎหมาย (อาจตีคความได้ว่า ตามทศพิธราชธรรมข้อ “สีลํ” พระราชาต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย) ซื่อสัตย์ อ่อนน้อม ขยัน ไม่ใช้อารมณ์โกรธในการตัดสินใจ ไม่ใช้อำนาจเบียดเบียนกดขี่ มีความอดทนและมี “ความเที่ยงธรรม” (fairness) เป็นนิสัยจึงจะสามารถอำนวย “ความยุติธรรม” (justice) ตามกฎหมายแก่ราษฎรได้ ซึ่งคุณสมบัติเช่นนี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ปกครอง หรือผู้ขันอาสามารับใช้ประชาชน ไม่ว่าจะเรียกตำแหน่งของผู้ปกครองหรือผู้นำนั้นๆ ว่า ราชา นายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี เป็นต้นก็ตาม

จากเนื้อหาของทศพิธราชธรรมดังกล่าว จะเห็นว่าขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญกับกฎหมายหมิ่นฯ ม.112 โดยเฉพาะ ม.112 ขัดต่อทศพิธราชธรรมข้อ 7-10 กล่าวคือ

ข้อ 7 “อกฺโกธํ” พระราชาไม่โกรธ แต่ ม.112 ได้สถาปนา “ความโกรธเชิงโครงสร้าง” ทั้งทางกฎหมายและทางวัฒนธรรมขึ้นมา ในทางกฎหมายกำหนดโทษอย่างหนักต่อการกระทำความผิดด้วย “คำพูด” หรือ “ข้อความ” ที่อาจจำคุกตั้ง 10-20 ปี การลงโทษหนักแบบนี้โดยสามัญสำนึกปกติเราจะเรียกว่า “ความยุติธรรม” ไม่ได้ มันคือการลงโทษเพื่อสร้างความกลัวซึ่งมาจากความโกรธ ที่สำคัญแม้พระราชชาอาจไม่ทราบการหมิ่นเอง ไม่ได้โกรธเอง แต่โดยกฎหมายนี้กำหนดให้ใครๆ ก็แจ้งความเอาผิดได้ มันจึงสร้าง “วัฒนธรรมการโกรธแทน” ขึ้นมา จนเกิดปรากฏการณ์ “ล่าแม่มด” และเมื่อลงโทษอย่างหนักแล้วก็ต้องขอพระราชทานอภัยโทษซึ่งเป็นเรื่องที่ย้อน แย้งในตัวเอง (เพราะโทษที่หนักอย่างมากแต่อภัยได้ ฉะนั้น การลงโทษและการอภัยจึงไม่มีความสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับ “เหตุผลเรื่องความยุติธรรม”)

ข้อ 8 “อวิหิงสา” ข้อนี้ยิ่งชัดว่า ม.112 เป็นกฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเบียนเบียนกันในทางการเมือง เป็นข้ออ้างที่นำไปสู่การทำรัฐประหาร การไล่ล่าคนที่คิดต่างเห็นต่างเกี่ยวกับการปกป้องสถาบัน การละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ เบียดเบียนแม้กระทั่งสิทธิมนุษยชนนั้นพื้นฐาน เช่นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “บุคคลสาธารณะ” ด้วยเหตุผล เบียดเบียนสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวของผู้ต้องหา การตั้งค่าประกันตัวสูง การที่ใครจะแจ้งความก็ได้ แจ้งที่ไหนก็ได้ ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งกันได้ง่ายๆ ฉะนั้น ม.112 จึงเป็นเครื่องมือสร้างการเบียดเบียน สร้างความหวาดกลัว ปิดกั้นการใช้เหตุผลของประชาชน ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับทศพิธราชธรรมข้อ “อวิหิงสา”

ข้อ 9 “ขันติ” ม.112 กำหนดโทษจำคุก 3-15 ปี โทษดังกล่าวเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครอง แผ่นดินฉบับที่ 41 ลงวันที่ 23 ตุลาคม 2519 (หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19) การกำหนดโทษที่หนักมากต่อการกระทำความผิดด้วยคำพูดหรือข้อความเช่นนี้ ย่อมขัดแย้งกับความมีขันติธรรมของพระราชา และเป็นการไม่ส่งเสริม “วัฒนธรรมการมีขันติธรรม” ระหว่างประชาชนด้วยกัน เนื่องจาก ม.112 อาจถูกคนที่เห็นต่าง คิดต่างกันในทางการเมืองใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพของฝ่ายตรงข้ามได้ อย่างง่ายดาย

ข้อ 10 “อวิโรธนํ” ถ้าสามารถใช้เหตุผล ใช้มโนธรรม ใช้ความมีมนุษยธรรมอธิบายได้ในกรณีตัดสินจำคุก “อากง” 20 ปี เพราะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินี ด้วยการส่งข้อความ 4 ข้อความ ทาง SMS ไปยังโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเลขานายอภิสิทธิ์ว่า “มีความยุติธรรมอย่างไร” จึงสรุปได้ว่า ม.112 ไม่ขัดกับหลัก “ความเที่ยงธรรม” ข้อนี้

เราต้องตระหนักตามเป็นจริงว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” เมื่อเป็นเช่นนี้ อุดมการณ์หลักของสถาบันกษัตริย์ต้องเป็นอุดมการณ์ “ธรรมราชา” ที่สถานะของพระมหากษัตริย์เป็น “สมมติราช” ไม่ใช่ “เทวราช” สังคมเราจะยอมให้มีกฎหมายที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับหลักทศพิธราชธรรมอัน เป็นหัวใจของอุดมการณ์ธรรมราชาได้อย่างไร หากเราต้องการ “ปกป้องสถาบัน” อย่างจริงใจ เราควรแก้ไขกฎหมาย หรือสร้างกติกาที่สนับสนุนทศพิธราชธรรมของพระมหากษัตริย์มิใช่หรือ

ฉะนั้น ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่อุดมการณ์ธรรมราชาของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็น พุทธมามกะ หรือพิจารณาในแง่หลักเสรีภาพ และความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย ม.112 สมควรต้องถูกยกเลิก หรือควรปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องอุดมการณ์ธรรมราชาและอุดมการณ์สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามเจตนารมณ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย 2475 ให้เป็นจริง!

ห้าธันวามหาราช : ข้อกังวลของมุสลิมที่เคร่งครัดต่อการเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์

ที่มา ประชาไท

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปราณีเสมอ ขอความสันติมีแด่ศาสนฑูตมูฮัมหมัด และสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี หน่วยงานราชการ จะมีกิจกรรมวันพ่อมหาราชมากมาย เช่น ในภาคเช้า ตั้งแต่เวลา 07.00น.ทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง จากนั้นเวลา 08.00น.จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และมอบเกียรติบัตรพ่อตัวอย่างดีเด่นของจังหวัด

ส่วนภาคค่ำประกอบพิธีถวายราชสักการะ ถวายพานพุ่มเงิน พุ่มทอง และร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ในขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ การเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ การแข่งกีฬาเฉลิมพระเกียรติ การอนุรักษ์สืบสานประเพณีและศิลปวัฒนธรรม ส่วนการลด ละ เลิกอบายมุข ขอให้งดเว้นการอนุญาตเล่นการพนัน การอนุญาตให้ฆ่าสัตว์ หรือกิจกรรมอื่นใดอันเป็นการทรมานสัตว์ การงดเว้นเปิดสถานบริการ หรือแหล่งอันเป็นอบายมุข

สำหรับกิจกรรมหลายประการที่เป็นพิธีกรรมนั้นทำให้มุสลิมทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการที่เคร่งครัดศาสนาอิสลามมีความกังวลเป็นอย่าง มากว่าจะนำไปสู่ชิริก (ตั้งภาคีต่อพระเจ้า) หากไม่ไปเข้าร่วมก็จะทำให้ถูกมองว่าไม่เคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์

ตามหลักศาสนาอิสลาม ถือว่าการเคารพและนับถือ เป็นคุณธรรมที่ดีของมนุษย์ทุกคน อันพึงมีต่อผู้มีพระคุณ เช่น ต่อพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นประมุขของประเทศ ต่อพ่อแม่ ในฐานะผู้ให้กำเนิด ต่อคุณครู ในฐานะผู้ให้ความรู้ และอื่นๆ มิใช่ในฐานะพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในอิสลามถือว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเอกองค์อัลลอฮฺ (อัลกุรอาน 2 : 255)

ซึ่งหลักการเคารพนับถือต่อพระเจ้านั้น จะต้องผนวกไปกับการกราบนมัสการต่อพระองค์ด้วย ซึ่งการแสดงความเคารพของมุสลิมต่อสิ่งอื่น หรือบุคคลด้วยการกราบ ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

คำตอบจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับการเคารพภักดีต่อพระบรมฉายาลักษณ์ พระมหากษัตริย์ของมุสลิมน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการใช้เป็นบรรทัดฐานในการ ปฏิบัติในวันที่ห้าธันวามหาราช

คำตอบจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในด้านศาสนาอิสลามถือเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะข้าราชการนำเป็นคู่มือในการปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความเข้าใจ (โปรดดูคำตอบจุฬาราชมนตรี เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในด้านศาสนาอิสลามจากการรวบรวมโดย ศอ.บต).

เช่น ปัญหา ที่ ๑๙ ปัญหาเรื่องการทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ การแสดงความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพิธีการต่างๆ จะขัดต่อหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ ใคร่ขอทราบข้อเท็จจริงและความเห็น

ท่านอดีตจุฬาราชมนตรี ประเสริฐ มะหะหมัดได้ตอบไว้ดังนี้

- การยืนตรงต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ขัดต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม
- การก้มศีรษะไม่ถึงขั้นรุกัวะ ถือเป็นการกระทำที่ไม่บังควร (มักรูฮ)
- การก้มศีรษะถึงขั้นรุกัวะ บางทัศนะว่าต้องห้าม (หะรอม) บางทัศนะว่าไม่บังควร (มักรูฮ)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงทราบถึงหลักการของศาสนาอิสลามในข้อนี้ดี เพราะพระองค์ทรงศึกษาหลักการศาสนาอิสลามอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง ทรงมีรับสั่งให้แก้ไขระเบียบที่ขัดกับหลักการอิสลาม สำหรับพสกนิกรมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับ (2540) โดยทรงมีรับสั่งให้ประธานรัฐสภาปฏิบัติตนให้ตรงตามหลักการศาสนา อันใดที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลามก็ไม่ต้องปฏิบัติ

จากตัวอย่างข้างต้น ทำให้เราได้ทราบว่า ในจิตใจของมุสลิม ถึงแม้ว่า การเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์แบบกราบไม่ได้ แต่ความจงรักภักดีในพระองค์ท่านก็มีอย่างครบสมบูรณ์ ไม่ได้แตกต่างไปจากคนศาสนาอื่น วัฒนธรรมอื่น ที่แสดงความจงรักภักดีด้วยการกราบ ดังนั้น หน่วยราชการต่างๆ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เชิญข้าราชการมุสลิม บรรดาโต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม และประชาชนมุสลิม ในพระราชพิธีต่างๆ ควรคำนึงถึงข้อนี้ เพื่อขจัดปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะแก่นแท้สาระของการเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์ มิได้อยู่ที่การกราบ แต่อยู่ที่การประพฤติดีต่างหาก

ในพจนานุกรมไทย หน้า 285 ได้ให้ความหมายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไว้ว่า "ผูกใจรักด้วยความเคารพนับถือหรือรู้คุณอย่างยิ่ง" จากประโยคดังกล่าว เราสามารถให้ความหมายได้ดังนี้

กล่าวคือ รัก หมายถึง มีจิตใจผูกพันด้วยความห่วงใย (พจนานุกรมหน้า 939)
เคารพ หมายถึง แสดงอาการนับถือ (พจนานุกรม หน้า 264)
นับถือ หมายถึง เชื่อถือยึดมั่น (พจนานุกรม หน้า 571)

ดังนั้น ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จุดเริ่มต้นคือ การเริ่มด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ และแสดงเป็นภาคผลของการกระทำที่ตรงกับจิตใจ การแสดงความจงรักภักดีทางพิธีกรรมในวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่มีทั่วประเทศ การปฏิญาณตนของคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งต่อหน้าพระมหากษัตริย์ จะไม่มีค่าใดๆ เลย หากการแสดงออกของบุคคลเหล่านั้นไม่ตรงกับใจ

การให้สัมภาษณ์ทางวาจาของรัฐบาลและข้าราชการว่า จะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสแต่ละครั้ง จะไม่มีผลเช่นกัน หากนโยบายและการกระทำยังคงสวนทางกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง การแก้ปัญหาภาคใต้โดยสันติวิธี การไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง และอื่น ๆ

นี่แหละ คือแก่นแท้ของการเคารพภักดีต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นขอบเขตที่มุสลิมจะทำ ได้และหน่วยงานของรัฐไม่ควรบังคับประชาชนหรือข้าราชการในพื้นที่กระทำการที่ เลยขอบเขตนี้

งานเปิดตัวหนังสือ Revolution Interrupted โดยไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ที่ ANU

ที่มา ประชาไท

“จริงอยู่ที่ว่าไม่มีการปฏิวัติ คอมมิวนิสต์ ในประเทศไทย
แต่ถ้าการ “ปฏิวัติ” [ของไทย] ในศตวรรษที่ 20 แยกออกต่างหากจาก คอมมิวนิสต์ ล่ะ?”

“ช่วงก่อนหน้า 6 ตุลาฯ 2519
มีการลอบสังหารชาวนาผู้นำสหพันธ์ [ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย] เป็นจำนวนมาก
และทำให้การรวมตัวขึ้นเป็นองค์กรครั้งนั้นเป็นเพียงระยะสั้น และจบลงอย่างโหดร้าย

หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกประวัติศาสตร์ของความรุนแรงนี้เอาไว้”

0 0 0

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม (Department of Political & Social Change) วิทยาลัยเอเชียและแปซิฟิก (College of Asia & the Pacific) มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือใหม่ของไทเรลล์ ฮาเบอร์คอร์น อาจารย์ประจำภาควิชา โดยงานชิ้นนี้ปรับปรุงขึ้นจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล งานนี้จัดอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศสบายๆระหว่างอาจารย์ นักเรียน และผู้ที่สนใจ

“Revolution Interrupted” (2011)

ใน Revolution Interrupted: Farmers, Students, Law, and Violence in Northern Thailand อาจารย์ย้อนไปดูการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิที่ดินของชาวนาในภาคเหนือช่วง พ.ศ.2517-18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีบรรยากาศทางการเมืองอันเปิดกว้าง โดยเน้นศึกษาที่การเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย และตั้งคำถามสำคัญกับคำจำกัดความของคำว่า “ปฏิวัติ” ว่า

....การที่เหล่าผู้ต่อต้าน คอมมิวนิสต์ประกาศชัยชนะในการที่สามารถปกป้องประเทศไทยจากการปฏิวัติของ คอมมิวนิสต์ [ในช่วงทศวรรษที่ 1970] ได้นั้นก็ไม่ผิด หากแต่ไม่ถูกทั้งหมด จริงอยู่ที่ว่าไม่มีการปฏิวัติ คอมมิวนิสต์ ในประเทศไทย แต่ถ้าการ “ปฏิวัติ” [ของไทย] ในศตวรรษที่ 20 แยกออกต่างหากจาก คอมมิวนิสต์ ล่ะ?... (น.4)

หลังจากมีการแนะนำหนังสือเล็กน้อยอาจารย์เครก เรย์โนล์ดส์ก็ได้กล่าวนำถึงความสำคัญของหนังสือ โดยเริ่มต้นว่า หนังสือเล่มนี้ได้เล่า “เรื่องที่อยู่ในเรื่องอีกทีหนึ่ง” เหมือนกับว่าเป็น “ละครที่อยู่ในบทละคร” ของเชคสเปียร์ – หากแต่ในบรรณานุกรมไม่ได้มีหนังสือของเชคสเปียร์อยู่ในนั้น มีแต่ชื่อของเลนิน ลุงคาร์ล [มาร์กซ์] กรัมชี่ อัลทูแซร์ มีงานศึกษาการเมืองร่วมสมัยและสังคมวิทยาของละตินอเมริกาและอาฟริกาใต้ มีงานสตรีนิยมอย่างซินเธีย เอ็นโล กริปสัน-เกรแฮม จูดิธ บัทเลอร์ มีงานเกี่ยวกับเทววิทยาเกี่ยวกับการปลดปล่อย ฯลฯ

เหตุการณ์เดือนตุลาฯ (พ.ศ.2516-2519) เป็น “เรื่อง” ที่คนที่รู้จักประเทศไทยค่อนข้างคุ้นเคยกัน แต่หนังสือเล่มนี้ได้เล่า “เรื่อง” ที่อยู่ระหว่างนั้นอีกทีหนึ่ง โดยอาจารย์เครกบอกถึงลักษณะความเป็น “กระแสทวน” (revisionist) อันสำคัญของมันสามอย่าง

อย่างแรก หนังสือเล่มนี้ได้พูดถึงเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นประเด็นที่หายไปในประวัติศาสตร์ไทย เพราะการควบคุม “คน” เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการควบคุม “ที่ดิน” หากแต่ในภาคเหนือดูจะต่างออกไปจากบริเวณอื่นของประเทศ กฏหมายที่ดินที่ออกมาในปี 2517 เปิดโอกาสให้เกิดการร่วมมือระหว่างนักศึกษาและชาวนาภายใต้ชื่อ สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามเติมเข้าไปในภาพประวัติศาสตร์ใหญ่

อย่างที่สอง ความเป็น “กระแสทวน” ของหนังสือเล่มนี้คือการชี้ชวนให้เห็นว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 นั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดๆ แต่เป็นการสะสมรวมตัวของหลายๆเหตุการณ์ ช่วงก่อนหน้า 6 ตุลาฯ มีการลอบสังหารชาวนาผู้นำสหพันธ์ฯเป็นจำนวนมาก และทำให้การรวมตัวขึ้นเป็นองค์กรครั้งนั้นเป็นเพียงระยะสั้น และจบลงอย่างโหดร้าย หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกประวัติศาสตร์ของความรุนแรงนี้เอาไว้

อย่างสุดท้าย การที่หนังสือเล่มนี้ตั้งชื่อว่าการปฏิวัติ “ถูกขัดขวาง” (interrupted) ก็หมายถึงการปฏิวัติ “ถูกตีความใหม่” (re-interpreted) นั่นเอง โดยมันได้ตั้งคำถามกับคำจำกัดความของคำว่า “ปฏิวัติ” และตีความใหม่เพื่อนำเรื่องราวของเสียงเล็กๆ เข้าไปอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ไทย ว่าพวกเขาได้ “ปฏิวัติ” ด้วยการต่อสู้ผ่านกฏหมายอย่างไร

อาจารย์เครกทิ้งท้ายเอาไว้ว่า น่าประหลาดใจที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยได้ถูกบรรจุเข้าไปในงานศึกษาประวัติ ศาสตร์ไทย ถึงจะมีบ้างก็มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย หนังสือเล่มนี้อาจเรียกได้ว่าทำการบันทึกเรื่องราวของชาวนาภาคเหนือในช่วง เวลาดังกล่าวได้ใกล้เคียงความสมบูรณ์ที่สุด ทั้งนี้เพราะหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องก็แก่ตัวลงและเสียชีวิตไป พลวัตรของการต่อสู้ในชนบทได้เปลี่ยนแปลงไป และการเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่มีผู้บันทึก ”เรื่อง” เหล่านี้เอาไว้อย่างละเอียดและลงลึก

“อาจารย์เครก” กล่าวนำ

อ.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เขียนในคำนิยมว่า

[ไทเรล] ได้เขียนงานเพื่อปกป้องเรื่องราวของชีวิตอันเลือนรางลงเรื่อยๆ เพื่อกู้เอาชีวิตที่กำลังจะถูกลืมให้กลับมาอีกครั้ง...หนทางที่ดีที่สุดที่ จะทำเช่นนี้ได้ คือผ่านการศึกษาวิจัยอย่างระมัดระวังและตีความอย่างรอบด้านเพื่ออธิบายว่า ได้เกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิต กับวิญญาณ และกับเรื่องราวของพวกเขาอย่างที่หนังสือเล่มนี้ได้ทำเท่านั้น มันไม่ใช่การประกาศข่าวมรณกรรม (obituary) แต่คือการมองเข้าไปในสังคมไทย อย่างซื่อสัตย์ อย่างเปิดเผย เพื่อจะเข้าใจอีกด้านหนึ่งของรอยยิ้มสยามเหล่านั้น [ไทเรล] ฮาเบอร์คอร์น ได้แสดงให้เห็นว่า เหตุใดชาวนาและนักเรียนลุกขึ้นต่อสู้ ทำไมพวกเขาถูกปิดปาก ทำไมพวกเขาถูกสังหารและถูกคุมขังโดยพลการ หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่ให้เสียงกับผู้ที่ถูกทำให้เงียบงัน แต่มันได้ตั้งคำถามอันสำคัญต่อสังคมและประวัติศาสตร์ของไทยด้วย...(น.IX – X)

นี่เป็นอีกงานคุณภาพหนึ่งที่ควรมีผู้อ่านอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงวิชาการหรือไม่ เพราะคำถามที่หนังสือเล่มนี้ตั้งเอาไว้นั้นคือคำถามสากล – เป็นคำถามที่สังคมไทยยังหาคำตอบให้แก่มันไม่ได้แม้ในปัจจุบันก็ตาม

อ.เครก เรย์โนล์ดส์ (ซ้าย) อ.แอนโทนี รีด (ขวา)

บรรยากาศของงาน

ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ : http://uwpress.wisc.edu/books/4798.htm

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/12/54 ของยังชีพ..พวกต้านทักษิณ....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน





เห็นพวกมัน กระดี๊กระด๊า ช่างน่าขำ
เวรหรือกรรม กันแน่ แค่สงสัย
โรคทักษิณ ขึ้นหัว ทั้งตัวใจ
งับอย่างไว เหยื่อล่อ หวังก่อเพลิง....


สื่อขี้ข้า ใจสามานย์ ก็ขานรับ
เตรียมขยับ เชือดเฉือน เหมือนมันเหลิง
ส่วนพรรคเปรต มันเตลิด จนเปิดเปิง
ทำร่าเริง หวังเชือด อย่างเดือดดาล....


กี่แก๊งชั่ว มั่วส่ง จนงงมาก
คำสำราก โสมม สมกล่าวขาน
เผยตัวตน จัญไร ใจอันธพาล
สืบสันดาน โคตรชั่ว มั่วทั้งปี....


พวกสลิ่ม ยิ้มเยาะ หัวเราะร่าน
มันยืนกราน ไล่งับ จับบดขยี้
นักวิชาเกิน ชาติชั่ว นั่นตัวดี
ไร้ศักดิ์ศรี แถมโง่งม ผสมโรง....


ของยังชีพ ชิ้นใหม่ ได้ทั่วหน้า
เต้นจนบ้า วุ่นวาย แทบตายโหง
พวกโง่ๆ ก็ย้อนยอก บอกโกงๆ
เห่าโฮ่งๆ แทนหมา..หน้าไม่อาย....


๓ บลา / ๖ ธ.ค.๕๔


ช่วงนี้มาพักผ่อนริมแม่น้ำ ภูเขาสวย ๓ – ๗ ธ.ค. ครับ
ขอสวัสดีตรงนี้ และทักทายทุกๆ ท่านครับ
ขอบคุณครับ

ซีรีส์ชุดเปิดข้อมูลใหม่กรณีร.8สวรรคต

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ วานนี้(5ธ.ค.)คุณดวงจำปา ได้แปลบันทึกลับนี้เผยแพร่ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เป็นการสนทนาระหว่างเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย นายอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491

พลเรือตรีหลวงธำรงฯ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเครือข่ายของนายปรีดี พนมยงค์ เพิ่งถูกคณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณ ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 หรือ เพียง 3 เดือนก่อนหน้าการสนทนาในครั้งนี้ และทูตสหรัฐฯได้ส่งเป็นโทรเลขไปยังกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯในวันที่ 31 มีนาคม 2490

ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวพันกับปมสำคัญ ในการรัฐประหาร 2490 นั่้นคือกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 จากบทสนทนาครั้งนี้ แต่มีความจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ชื่อบุคคลที่ถูกอ้างถึงบางรายชื่อออกไป และบันทึกหน้าที่สองที่ถูกแปลเราไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงหรือเผยแพร่ได้

เนื่อง จากเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจกันมาก เราจึงขอแนะนำให้อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลายรอบด้านในลิ้งค์ท้าย รายงานข่าวนี้ประกอบ

หัวข้อเรื่อง: สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ใน การสนทนาเกี่ยวกับคำถามถึงเรื่องการสวรรคตของพระมหากษัตริย์องค์ที่แล้ว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล - ผู้แปล) หลวงธำรง กล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้นจะสามารถได้รับการสะสางขึ้นมาได้หรือ ไม่

เขาพูดประหนึ่งว่าเป็นความลับสุดยอดเลยทีเดียวว่า หลักฐานต่างๆที่มีการสะสมกันมาในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะพัวพันกับ(เซ็นเซอร์) แต่เขาไม่กล้าที่จะบอกเป็นนัยๆ ให้กับทางการทราบเลยว่า กรณีมันเป็นอย่างนี้

หลวงธำรง ยืนยันต่อด้วยว่านายปรีดี (พนมยงค์ – ผู้แปล) ได้พบว่าตัวเขาเองอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน และหลวงธำรง ยังเย้ยหยันต่อความคิดที่ว่า นายปรีดีเองได้มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ผมได้ถามหลวงธำรง ว่า เขาคิดว่าผลพวงที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีการเปิดเผยขึ้นมาว่า (เซ็นเซอร์)เองนั่นแหละ เป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เขากล่าวต่อว่า เขาสันนิษฐานว่า (เซ็นเซอร์)จะต้อง(เซ็นเซอร์) และคิดว่าสิ่งที่จะขยายตัวตามมาต่อจากเรื่องนี้คือ จะมีช่วงเวลาของการสับสนอลหม่านและมีการวางแผนอย่างอุบาทว์ชั่วร้าย

หลวง ธำรง กล่าวว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏฯ (พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต – ผู้แปล) จะเป็นผู้มีสิทธิที่จะสืบราชสมบัติพระองค์ต่อไป แต่เพราะว่า พระองค์เจ้าจุมภฏฯ และพระชายาของพระองค์นั้น ไม่ได้รับความนิยม มันจึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาว่า พระองค์จะสามารถสืบราชบัลลังก์ต่อมาได้จริงๆหรือ

หลวงธำรง เพิ่มเติมว่า ถัดจากพระองค์เจ้าจุมภฎ ผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ต่อไปคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์(ยุคล – ผู้แปล) นั้น พระองค์ก็ทรงไม่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

หลวงธำรง กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะนั้น เป็นสถานะที่สลับซับซ้อน และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างที่สุด เนื่องจากเขารู้สึกว่า ประเทศสยาม ไม่สามารถจัดการเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีต่อความมั่นคงได้

**********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

ซีรีส์ชุด:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?

- มติชนสุดสัปดาห์:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?
- ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตใน หนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หนังสือเล่มใหม่ของวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย
- เปิดบันทึกหลักฐานว่าเจ้านายชั้นสูงเห็นด้วยกับการออกประกาศว่ากรณีสวรรคตเป็นอุบัติเหตุเพื่อรักษาพระเกียรติ ร.8
- วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
- วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง
- วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ไขปมปริศนากรณีสวรรคต
- เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"
- ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านปรีดีฯ และกรณีสวรรคต

อดีตนายกฯไทยเผยความลับให้ทูตสหรัฐฯฟังว่าใคร?เป็นผู้เกี่ยวข้องที่แท้จริงกรณีรัชกาลที่8สวรรคต

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณ ดวงจำปา ได้แปลบันทึกลับนี้เผยแพร่ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เป็นการสนทนาระหว่างเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย นายอ๊ดวิน เอฟ. แสตนตั้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พลเรือตรี หลวงธำรง นาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2491

พลเรือตรีหลวงธำรงฯ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเครือข่ายของนายปรีดี พนมยงค์ เพิ่งถูกคณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณ ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 หรือ เพียง 3 เดือนก่อนหน้าการสนทนาในครั้งนี้ และทูตสหรัฐฯได้ส่งเป็นโทรเลขไปยังกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯในวันที่ 31 มีนาคม 2490

ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวพันกับปมสำคัญ ในการรัฐประหาร 2490 นั่้นคือกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 จากบทสนทนาครั้งนี้ แต่มีความจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ชื่อบุคคลที่ถูกอ้างถึงบางรายชื่อออกไป และบันทึกหน้าที่สองที่ถูกแปลเราไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงหรือเผยแพร่ได้

หัวข้อเรื่อง: สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ใน การสนทนาเกี่ยวกับคำถามถึงเรื่องการสวรรคตของพระมหากษัตริย์องค์ที่แล้ว (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล - ผู้แปล) หลวงธำรง กล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้นจะสามารถได้รับการสะสางขึ้นมาได้หรือ ไม่

เขาพูดประหนึ่งว่าเป็นความลับสุดยอดเลยทีเดียวว่า หลักฐานต่างๆที่มีการสะสมกันมาในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะพัวพันกับ(เซ็นเซอร์) แต่เขาไม่กล้าที่จะบอกเป็นนัยๆ ให้กับทางการทราบเลยว่า กรณีมันเป็นอย่างนี้

หลวงธำรง ยืนยันต่อด้วยว่านายปรีดี (พนมยงค์ – ผู้แปล) ได้พบว่าตัวเขาเองอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน และหลวงธำรง ยังเย้ยหยันต่อความคิดที่ว่า นายปรีดีเองได้มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ผมได้ถามหลวงธำรง ว่า เขาคิดว่าผลพวงที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดว่ามีการเปิดเผยขึ้นมาว่า (เซ็นเซอร์)เองนั่นแหละ เป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เขากล่าวต่อว่า เขาสันนิษฐานว่า (เซ็นเซอร์)จะต้อง(เซ็นเซอร์) และคิดว่าสิ่งที่จะขยายตัวตามมาต่อจากเรื่องนี้คือ จะมีช่วงเวลาของการสับสนอลหม่านและมีการวางแผนอย่างอุบาทว์ชั่วร้าย

หลวง ธำรง กล่าวว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏฯ (พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต – ผู้แปล) จะเป็นผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติพระองค์ต่อไป แต่เพราะว่า พระองค์เจ้าจุมภฏฯ และพระชายาของพระองค์นั้น ไม่ได้รับความนิยม มันจึงเป็นเรื่องที่น่ากังขาว่า พระองค์จะสามารถสืบราชบัลลังก์ต่อมาได้จริงๆหรือ

หลวงธำรง เพิ่มเติมว่า ถัดจากพระองค์เจ้าจุมภฎ ผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ต่อไปคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์(ยุคล – ผู้แปล) นั้น พระองค์ก็ทรงไม่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

หลวงธำรง กล่าวว่า คำถามเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะนั้น เป็นสถานะที่สลับซับซ้อน และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างที่สุด เนื่องจากเขารู้สึกว่า ประเทศสยาม ไม่สามารถจัดการเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่มีต่อความมั่นคงได้

Monday, December 5, 2011

สำนักข่าวต่างประเทศเทิดพระเกียรติในหลวงทรงเป็นกษัตริย์รวยที่สุดในโลก เว็บลิ้มเสกหายวับกับตา

ที่มา Thai E-News

รายงานข่าวที่หายไปอย่างลึกลับ-เว็บ ไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานข่าวว่า CNN ออกรายงานพิเศษ “Eye on Thailand” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 ปี โดยท้ายรายงานข่าวระบุว่า นอกจากจะ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010 อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาASTVผู้จัดการได้ตัดรายงานท่อนนี้ออกไป โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้อ่านทราบว่าด้วยเหตุผลใด..?

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ธันวาคม 2554


วันนี้เว็บไซต์ASTVผู้จัดกา่รได้นำเสนอข่าวในหัวข้อเรื่อง CNN ออกรายงานพิเศษ “Eye on Thailand” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 ปี โดยในท้ายรายงานข่าวเสนอว่า
ไต้หวัน นิวส์ รายงานบรรยากาศรอบท้องสนามหลวงว่าเป็นดั่ง “เทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย

นอกจากจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาASTVผู้จัดการ ตัดรายงานข่าวออกไปบางตอน เหลือเพียงว่า
ไต้หวัน นิวส์ รายงานบรรยากาศรอบท้องสนามหลวง ว่า เป็นดั่ง “เทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่” ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย

ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก

แต่ก็มีผู้นำรายงานข่าวของASTVผู้จัดการในท่อนที่ว่า
นอกจากจะ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010
ไปรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย เช่น รายการข่าวเด่นประเด็นร้อนทางวิทยุอสมท.FM 96.5 MHzในช่วงค่ำวันนี้

นอกจากนั้นมีผู้นำรายงานข่าวตามต้นฉบับเดิมซึ่งมี่ข้อความ
นอก จากจะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว ยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคาดว่าทรงมีพระราชทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2010
ไปเผยแพร่ต่อตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น ในbloggangตามลิ้งค์ ซึ่งได้ลงท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณข่าวจาก ASTVผู้จัดการว่า
ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

เมื่อเสิร์ซหาหัวข้อข่าวดั้งเดิมของASTVผู้จัดการ ตามลิ้งค์จะพบเนื้อหาข่าวดั้งเดิมที่มีข้อความครบถ้วน แต่หากดูข่าวนี้ในเว็บไซต์ผู้จัดการASTVในเวลาต่อมา ไม่พบรายงานข่าวท่อนนี้แล้ว

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการไม่ได้ชี้แจงเหตุผลใดๆว่าเพราะเหตุใดจึงได้ตัดรายงานข่าวท่อนสุดท้ายนั้นทิ้งไป

********
รายงานข่าวเกี่ยวเนื่อง:ASTVผู้จัดการรายงานภาพข่าว:ประชาชนหลั่งไหลชื่นชมงาน5ธันวาฯสุดคึกคักเนืองแน่นสนามหลวง

ตรงไป ตรงมา 5-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse








http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=722

ทางออกประเทศไทย จอม เพชรประดับ 3-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=721