WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 8, 2011

Dream impossible dream:ศาลพิจารณาเห็นว่้่าผู้ต้องหามีอัตราโทษหนัก เป็นผู้บงการสังหารหมู่ประชาชน หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานพยาน และเ

ที่มา Thai E-News


Dream impossible dream:ศาลพิจารณาเห็นว่้่าผู้ต้องหามีอัตราโทษหนัก เป็นผู้บงการสังหารประชาชน หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานพยาน และเกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่ให้ประกันตัวและให้ตีตรวนส่งไปเข้าเรือนจำอยู่แดนเดียวกับอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

8 ธันวาคม 2554



ในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้อภิสิทธิ์กับสุเทพจะเข้าให้การต่อตำรวจนครบาลคดี 16 ศพวีรชนเสื้อแดงที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ตายเพราะเจ้าหน้าที่ทหาร โดยที่ทั้งสองยังไม่มีทีท่าจะสำนึกผิด นอกจากการปัดไปว่า"เป็นเรื่องการเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันตามเช็กบิล

ไทยอีนิวส์จึงขอนำเอกสารหลักฐานมัดแน่นต่างๆมาให้พิจารณากันว่า นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คืออาชญากรรมสังหารหมู่ที่อภิสิทธิ์-สุเทพหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความรับผิดชอบ



เป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ




1.เอกสารที่สุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด สารภาพว่าเป็นของจริง



สาระสำคัญของเอกสารคือ:นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุได้สั่งการ นายสุเทพรับมอบหมาย นายทหารตั้งแต่ผบ.ทบ.รับงานไปสังหารผู้ชุมนุม ผลคือตาย 92 ศพ เจ็บกว่า2,000 สุดท้ายจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมไปขังคุกไว้400คนเศษ



2.เอกสารที่ทหารยอมรับว่ามีการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมองผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อออกใบอนุญาตฆ่า โดยคนในสังคมเห็นคล้อยตามไม่คัดค้าน

AW-SP-69-81

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทำไมการสลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)




คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และทหารได้ผลมีประสิทธิภาพในการล้างสมองให้คนในสังคมคล้อยตาม



3.เอกสารแผนการรบเต็มอัตราศึกต่อผู้ชุมนุม และรายงานผลชัยชนะของฝ่ายทหาร



Lesson 7

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทหารยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้



ยุทธการกระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง ที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์




4.เอกสารระบุชื่อนายทหารระดับบังคับบัญชาต่อกรณีสังหารผู้ชุมนุม10เมษา-19พฤษภาคม53















สาระสำคัญของเอกสารคือ:เป็นการเปิดเผยรายชื่อนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการสังหาร และรายชื่อเหยื่อผู้ถูกสังหาร ซึ่งทำให้รู้ชัดเจนว่านายทหารคนใดต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางแพ่ง



เพิ่มเติม:

-โฉมหน้าและรายชื่อทีมสังหารโหดเหยื่อวัดปทุมฯ






-เปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง



5.เอกสารคอป.ชุดอภิสิทธิ์ตั้งชี้ชัดทหารฆ่าอย่างน้อย 13 ศพ ต้องเอาผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่ทหารขึ้นศาล แต่DSIถูกแทรก ขณะที่ศาลไม่เข้าใจทำให้ไม่ให้ประกันนักโทษเสื้อแดง



รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

สาระสำคัญของเอกสารคือ:พบว่าอย่างน้อยผู้เสียชีวิต ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 แต่การทำงานของตำรวจและDSIถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะไม่มีการดำเนินคดีต่อทหารและฝ่ายการเมือง ขณะที่ศาลไม่เข้าใจเหตุการณ์กลับดำเนินคดีต่อนักโทษเสื้อแดงเหมือนคดีอาญาทั่วไป ไม่ยอมให้ประกันตัว แต่คอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโษกรรม




6.คำให้สัมภาษณ์วงศ์ศักดิ์เรื่องสุเทพขอปืน3,000กระบอกไปปราบเสื้อแดง เมื่อไม่ร่วมมือก็ถูกเด้ง

สาระสำคัญ-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้ นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครอง) สนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. แต่นายวงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าฯ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ ผอ.ศอฉ. ประสานงานมายังกระทรวงมหาดไทยให้มีการสั่งย้ายนายวงศ์สวัสดิ์



นายวงศ์ศีักดิ์ให้สัมภาษณ์ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐ ตอนหนึ่งว่า การที่จะใช้ปืนลูกซองยาวไปปราบพี่น้องคนไทยนั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเสื้อสีใดก็แล้วแต่ ควรจะคุยกันรู้เรื่อง แก้ไขทางการเมือง ไม่ใช่มาแก้ไขด้วยอำนาจ ด้วยกระบอกปืน ทำให้ทางโน้นไม่พอใจว่า เราไม่ให้ความร่วมมือ แล้วเขาก็วางสายเลย



ฝากสื่อมวลชนไปติดตามดูหน่อยว่า ปืนที่ทางจังหวัดส่งไปให้ ศอฉ. ช่วงที่ผมถูกย้าย ยังได้คืนไม่ครบ ๓,๐๐๐ กระบอก เป็นความรับผิดชอบของใคร ปืนของหลวง เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ต้องเอากลับมาที่เดิม



7.คอป.แฉใบสั่งDSI ตำรวจ อัยการเหวี่ยงแหยัดคุกเสื้อแดงแรงเกินเหตุ



สาระสำคัญ-นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานอนุกรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในงานด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกคุมขังนั้น ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งมีมากถึง 53 คน ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และวางเพลิง ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษถึงประหารชีวิต




ทั้งนี้จากการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน คือตำรวจ-DSI และพนักงานอัยการพบว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวนั้นเกิดจากแรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย อีกทั้งการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหายังเป็นในลักษณะของการเหวี่ยงแห ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการยังไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐาน



8.DSIแฉนโยบายเบื้องบนหากหาหลักฐานใครลั่นกระสุนไม่ได้ให้โยนบาปคนเสื้อแดง



สาระสำคัญ- BBC เปิดเผยในสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน) โดยอ้างรายงานการสัมภาษณ์เ้จ้าหน้าที่DSIว่า
"มีนโยบายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง โดยอธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่ง"



"มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" (อ่านรายละเอียดข่าว: โลกตลึงDSIแฉผ่านBBCหมดเปลือกปกปิดทหารฆ่าประชาชนปี53 ธาริตใบสั่งโยนผิดเสื้อแดงฆ่ากันเอง)



9.ไก่อูสารภาพซัดทอดมาร์ค-เทือกบงการ



สาระสำคัญ-พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของศอฉ.เข้าให้การกับตำรวจเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระบุว่า "ศอฉ." ไม่ใช่องค์กรที่เกิดขึ้นเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น เป็นผอ.ศอฉ.



สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทหารจะไม่สามารถนำกำลังเข้าสลายม็อบแดงได้เลย



หากไม่มีคำสั่งพิเศษจาก "ศอฉ." ! หากไม่เพราะอภิสิทธิ์-สุเทพสั่ง (อ่านรายงานข่าว:ทหารออกตัวล้อฟรีไก่อูเปิดปากซัดทอดมาร์ค-เทือกเต็มๆ มัดคอเป็นผู้สั่งการสังหารเมษา-พฤษภาเลือด)



10.สุเทพยอมรับกลางแยกราชประสงค์เป็นคนสั่งการเอง




สาระสำคัญ-เทือกยอมรับหน้าชื่นตาบานที่แยกราชประสงค์ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาฯว่าเป็นคนออกคำสั่งเอง มาร์คไม่เกี่ยว




ผมเป็นผู้สั่งการทุกอย่าง แล้วผมเป็นคนรับผิดชอบ


จากหลักฐานเอกสาร การตรวจสอบ และพยานต่างๆนี้เพียงพอหรือยังที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของมาร์ค-เทือกว่า พวกตนกำลังตกเป็นเหยื่อล้างแค้นทารเมือง ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบใดๆ...? ประการสำคัญงานนี้ตำรวจจะแค่เรียกมาให้ปากคำในฐานะเป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ



และขอฝันใฝ่ในฝัันอันเหลือเชื่อ-Dream impossible dream:เมื่อคดีนี้ไปถึงชั้นการพิจารณาของศาล ศาลจะได้พิจารณาอย่างเที่ยงธรรมตามพยานหลักฐานข้างต้นโดยเห็นว่้่าผู้ต้องหามีอัตราโทษหนัก เป็นผู้บงการสังหารหมู่ประชาชน หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานพยาน และเกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่ให้ประกันตัวและให้ตีตรวนส่งไปเข้าเรือนจำอยู่แดนเดียวกับอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง



ขอฝันใฝ่ในฝัันอันเหลือเชื่อ-Dream impossible dream!!!




สุรพศ ทวีศักดิ์ 'นักปรัชญาชายขอบ’ เหยื่อ ม.112 คนล่าสุด

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 ธันวาคม 2554


ประชาไท รายงานว่า
"ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดออกหมาย เรียกนายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน ผู้เขียนบทความประจำเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเว็บไซต์ประชาไท และบทความการเมืองโดยใช้นามแฝงว่า “นักปรัชญาชายขอบ” โดยหมายเรียกดังกล่าวลงวันที่ 22 พ.ย.2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

"อย่างไรก็ตาม นายสุรพศ เปิดเผยถึงการเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกว่า เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระชั้นเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการ ประกอบกับมีภารกิจจำเป็น จึงได้ขอเลื่อนนัดตามหมายเรียก โดยขอไปพบพนักงานสอบสวนภายในเดือนมกราคม 2555 รายงานข่าวแจ้งว่า การตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาครั้งนี้มาจากการแจ้งความของผู้ใช้นามแฝงว่า ‘ไอแพด’ ซึ่งแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้ถูกกล่าวหาในการแสดงความคิดเห็นท้ายบทความ อย่างไรก็ตามในการแจ้งความ ปรากฏชื่อของนายวิพุธ สุขประเสริฐ เป็นผู้แจ้งความ"

ทีมข่าวไทยอีนิวส์ ร่วมเป็นกำลังใจให้อาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ และชื่นชมในความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับคดีความภายใต้มาตรา 112 ด้วยสติและปัญญา

การถูกฟ้องร้องว่าหมิ่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเป็นเป็นคดีความที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทย

ล่าสุดกรณี อากง โดนตัดสินจำคุก 20 ปี กับข้อกล่าวหาส่ง 4 SMS ที่อากง ปฏิเสธจนบัดนี้ว่าไม่ได้ส่ง

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดขานุภาพ (มาตรา 112)
จึงเป็นกฎหมายที่เปิดโหว่มากมายให้ . . .


- ใครก็ได้

- ฟ้องร้องกล่าวหาใครก็ได้
- จริงหรือไม่จริงก็ได้
- กี่คดีก็ได้
- ที่สถานีตำรวจไหนก็ได้
- ในข้อกล่าวหาว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

- ตำรวจต้องรับฟ้อง
- อัยการต้องส่งฟ้อง

- เกือบทุกคดี ห้ามประกันตัว ด้วยข้ออ้างว่า "เป็นคดีความร้ายแรง กระทบกระเทือนจิตใจผู้จงรักภักดี และ/หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ" ฯลฯ
- ฯลฯ



น่ากลัวอะไรเช่นนี้
0 0 0 0 0 0


คำแถลงกรณี 'การถูกคุกคามเสรีภาพทางวิชาการด้วย
เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 เวลา 12.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบมาขอพบผม ณ ที่ทำงาน เพื่อแจ้งหมายเรียกผู้ต้องหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกโดยตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ลงวันที่ 22 พ.ย.2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ” โดยให้ผู้ต้องหาไป ณ ที่ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พบ พ.ต.อ.ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร หัวหน้าพนักงานสอบสวน ในวันที่ 7 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00 น.แต่เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการ ประกอบกับมีภารกิจจำเป็น ผมจึงขอเลื่อนนัดตามหมายเรียกโดยขอไปพบพนักงานสอบสวนภายในเดือนมกราคม 2555

ข้อเท็จจริงคือ ผมเองเขียนบทความลงประชาไทอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด ปี 2552” โดยใช้ชื่อจริงในการเขียนบทความทางพุทธศาสนาและสังคม และใช้นามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” ในการเขียนบทความทางการเมือง และเป็นธรรมดาของการเขียนบทความในประชาไทที่จะมีการโพสต์แสดงความคิดเห็น หรือถกเถียงโต้ตอบกันอย่างเสรีท้ายบทความ ระหว่างคนอ่านด้วยกันเอง หรือระหว่างคนอ่านกับเจ้าของบทความ ซึ่งผมเองก็ได้โพสต์แสดงความเห็น และถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ทั้งในชื่อจริงและนามปากกาดังกล่าวอยู่บ่อยๆ

ในกรณีที่ถูกแจ้งความ เท่าที่ผมทราบเบื้องต้นจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อความที่ถูกแจ้งหมิ่นฯ คือข้อความที่โพสต์ในชื่อ ‘นักปรัชญาชายขอบ’ ซึ่งโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความชื่อ “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?” ของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เผยแพร่ในประชาไท เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 และเรื่องนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อขอข้อมูลมาทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วัน ที่ 6 ตุลาคม 2553 และผมเองก็ทำหนังสือชี้แจงไปแล้วตั้งแต่นั้น แล้วเรื่องก็เงียบไป แต่อยู่ๆ ก็มาดำเนินคดีกับผมเอาตอนนี้ ตอนที่เราได้รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งด้วยการต่อสู้ที่ชู “ธงประชาธิปไตย” และ “ธงความยุติธรรม”

ซึ่งมีทั้งนักวิชาการและประชาชนจำนวนมากที่เสี่ยงมากบ้างน้อยบ้าง “ร่วมต่อสู้” ตามกำลังของตนเองภายใต้ “ธง” ดังกล่าว และในกรณีของผมเอง ตำรวจจากส่วนกลางมาขอข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัย ผมจึงแปลกใจว่า เหตุใดจึงมาดำเนินคดีเอาตอนนี้ ตอนที่เราเชื่อว่าได้ “รัฐบาลประชาธิปไตย” และทำไมไม่ดำเนินคดีที่สวนกลาง แต่กลับโยนเรื่องกลับไปดำเนินคดีที่ร้อยเอ็ด ส่วนข้อความที่ถูกแจ้ง ผมคงพูดในรายรายละเอียดไม่ได้

คงพูดเพียงกว้างๆ ได้ว่า เนื้อหาสำคัญของข้อความนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงทางวิชาการที่ เป็นสาธารณะอยู่แล้ว แม้สื่อกระแสหลักจะยังไม่ถกเถียงเรื่องนี้แพร่หลาย แต่ก็มีแพร่หลายใน social media อยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้มีความหมายหรือแสดงถึงเจตนาหมิ่นเบื้องสูง แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นข้อเสนอในการแลกเปลี่ยนท้ายบทความเชิงวิชาการว่า “กติกา” เกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตควรเป็นอย่างไร โดยไม่มีคำกล่าวหา หรือคำไม่สุภาพใดๆ ที่พาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะ “ตัวบุคคล”

ผมขอพูดในเชิงอุปมาอุปไมยว่า สมมติว่าผมรู้ว่าในทางพุทธศาสนามีศีลห้ามพระสงฆ์รับเงิน แม้ผมจะยอมรับได้ว่า การที่พระสงฆ์ต้องรับเงินในสมัยปัจจุบันเพราะมีความจำเป็นเนื่องจากอยู่ใน โลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้เงิน แต่ด้วยความห่วงใยพุทธศาสนาผมจึงเสนอให้องค์กรปกครองสงฆ์ออกกฎของสงฆ์ “ห้ามพระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว” ต่อมามีผู้ไปแจ้งความว่าผมหมิ่นประมาทพระสงฆ์ว่ามีบัญชีเงินฝากส่วนตัวด้วย “ข้อความอันเป็นเท็จ” และสมมติอีกว่าความผิดตามกฎหมายมาตราที่เขาไปแจ้งความนั้น ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาแสดงข้อเท็จจริงหักล้างว่า ข้อความที่เขากล่าวหาว่าเป็นเท็จนั้น “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ตามตัวอย่างนี้ แค่คิดด้วยสามัญสำนึกธรรมดา เราก็รู้ว่ากฎหมายแบบนี้มันไม่ยุติธรรม หรือไม่แฟร์กับผู้ถูกกล่าวหา

ผมคิดว่ากฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ว่าข้อความของเขา “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ก็เป็นกฎหมายที่ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยพื้นฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดอัตราโทษไว้สูงเกินไป

กรณี “อากง” ที่ส่งข้อความ 4 ข้อความไปที่โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของคนอื่นต้องถูกจำคุกถึง 20 ปี ผมคิดว่ามันอธิบายไม่ได้ว่ายุติธรรมอย่างไร อีกอย่างการที่ให้ใครแจ้งความก็ได้ เราก็พบปัญหานี้มาตลอดมาว่า มันมีการกลั่นแล้งกัน มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง และคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ

โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวทางของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มนักเขียน นักวิชาการอิสระ และคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่แลกเปลี่ยนกันทาง social media เช่น เฟซบุ๊ค สื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ยืนยันเหมือนกันว่า สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้ปล่อยอากง ปล่อยนักโทษการเมือง และให้แก้ไข ม.112 ให้สอดคล้องกับหลักเสรีภา
และหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย

แนวทางนี้คือแนวทางปกป้องสถาบันที่ดีที่สุด เพราะเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านสังคมเราให้เป็นประชาธิปไตย คือ “ต้องไม่ให้มีการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้อีก ไม่มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง ไล่ล่าคนเห็นต่างในทางการเมือง หรือคุกคามเสรีภาพทางวิชาการได้อีก

ผมคิดว่า สิ่งที่ผมโดนตอนนี้คือ “การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง มันมีคนที่คิดต่างเห็นต่างในเรื่อง “การปกป้องสถาบัน” ไปแจ้งความไว้ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี

อันนี้เห็นได้จากที่เขาตามโพสต์ด่าท้ายบทความของผมมาตลอด แล้วก็โพสต์เอกสารแจ้งความขึ้นเว็บประชาไท และเยาะเย้ยทำนองว่า“มึงเตรียมกระเป๋า เตรียมค่ารถเดินทางมาพบตำรวจที่ร้อยเอ็ดหรือยัง” อะไรประมาณนี้

เท่าที่ทราบมา คนเดียวกันนี้ไปแจ้งคดีหมิ่นฯ กับคนอื่นๆ อีกถึง 6 คดี นี่คือปัญหาของ ม.112 ที่ใครจะไปแจ้งความไว้ที่ไหนก็ได้ เขาต้องการให้เรากลัว และหยุดคิด หยุดเขียน หยุดพูด หยุดอภิปรายถกเถียงตามแนวทางที่ผมว่ามา

และสำหรับสังคมไทย ก็มักจะมองว่าผู้ต้องหาในคดีหมิ่นฯ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ถูกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็น “ความผิดบาป” ที่ทำให้ครอบครัว คนรอบข้าง ญาติมิตรต่างหวาดกลัวและเครียดไปตามๆ กัน ผู้ต้องหาก็อาจถูกเพื่อนร่วมงาน ถูกสังคมที่เขาสังกัดพิพากษาไม่ต่างอะไรกับ “ไอ้ฟัก” ในนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ อันนี้คือข้อเท็จจริงไม่ใช่ “ดราม่า” หรือถ้ามันจะเป็น “ดราม่า” มันก็คือ “ดราม่า” ที่เป็นความจริงเฉพาะของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า สังคมเราจำเป็นต้องเรียนรู้จาก “บทเรียน” ที่ผ่านมาว่า 14 ตุลา 6 ตุลา และ พฤษภา 53 นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าตายมามากเกินไปแล้วด้วย “ข้อกล่าวหาล้มเจ้า” แล้วผลของการต่อสู้นั้น เราก็ได้แกนนำฮีโร่ในยุคต่างๆ ได้การเลือกตั้ง และการเกี้ยเชี้ยของชนชั้นนำเพียงไม่กี่กลุ่ม สุดท้ายก็ไม่มีหลักประกันว่า จะเกิดรัฐประหารและการนองเลือดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเราไปไม่ถึง “การสร้างกติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพและความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง

บางคนบอกว่า ถ้าจะพูดหรือเขียนอะไรในเชิงตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ หรือกติกาเกี่ยวกับเรื่องสถาบันต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าปลอดภัยหรือไม่ อันนี้ผมเองก็เคารพความรู้สึกของแต่ละคน

เพราะระบบกฎหมายและวัฒนธรรมทางความเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมนี้ มันทำให้เราต้องหวาดกลัวที่จะใช้เสรีภาพและเหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถกเถียงปัญหาระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ

แต่อยากให้ช่วยกันมองอีกมุมว่า ถ้ามันปลอดภัยแล้วก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ผมคิดว่าที่ใครๆ เขาเสี่ยงพูดเรื่องสถาบันในเวลานี้เขาเสี่ยงเพื่อให้สังคมนี้มีกติกาที่ ประชาชนมีเสรีภาพสามารถพูดถึงสถาบันในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “บุคคลสาธารณะ” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” ได้อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็น แม้จะต้องเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อยืนยันความมั่นคงของสถาบันที่ ต้องสอดคล้องกับความมั่นคงของประชาธิปไตย

ผมคิดว่าเราต้องไม่ปล่อยให้มันสายเกินไป ต้องช่วยกันปลดล็อกเงื่อนของความความรุนแรงนองเลือดที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่สังคมเราควรเลิกหลอกตนเอง ยอมรับความจริงเสียทีว่า เวลานี้สังคมเราเดินมาถุงจุดที่ต้องร่วมกันสร้าง “กติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นกติกาที่สามารถ “หยุดการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้ตลอดไป




Wednesday, December 7, 2011

ทักษิณกับรายการพิเศษราชันย์องค์ภูมิพล และบทความเมื่อไม่นานนักของท่านรัฐมนตรีวิสา:ถึงเวลาทำ “วัฒนธรรมแห่งชาติ” ให้เป็น “วัฒนธรรมของประชาชน”

ที่มา thaifreenews











บทความพิเศษ:ถึงเวลาทำ “วัฒนธรรมแห่งชาติ” ให้เป็น “วัฒนธรรมของประชาชน”

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง จำเป็นต้องปฏิรูปวัฒนธรรมแห่งชาติเสียใหม่ ให้เป็นวัฒนธรรมประชาชน

โดย วิสา คัญทัพ
เผยแพร่ครั้งแรกใน ไทยอีนิวส์ 7 กรกฎาคม 2554


“แดงคือชาติประชาชน บนไตรรงค์ธงชาติไทย หยัดยืนไม่ยอมให้ผู้ใด

ประชาธิปไตยธำรงมั่น รัฐประหารเจอกันในทันที”

ผมเคยเขียนเพลงอธิบายสีแดงบนธงชาติ ตามความหมายที่เคยร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กว่า แตงคือชาติ ขาวคือศาสนา และน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์

เพียงแต่ผมขยายความคำว่า “ชาติ” ซึ่งฟังดูเป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน ให้มีตัวตน มีจิตวิญญาณขึ้น โดยชี้ชัดว่า “ชาติคือประชาชน” ถ้าไม่มีมีประชาชนก็ไม่มีชาติ

เรื่องนี้เป็นเรื่องรูปการจิตสำนึก เป็นวัฒนธรรม ที่คนไทยทุกคนได้รับการบ่มเพาะ ปลูกฝังมาแต่เยาว์วัยไม่รู้ความ ไม่ว่าผู้ที่คิดให้ความหมายของ “ธงชาติ” ในอดีตจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาที่จะอธิบายว่าสีแดงคือ “ชาติ” บัดนี้ผมคิดว่าไม่ถูก เพราะเมื่อชาติคือประชาชน และประชาชนคือชาติ

การไม่ใช้คำว่า “ประชาชน” ตรงๆ ก็เหมือนกับความพยายามเลี่ยงบาลี

หากเราจะอธิบายเสียใหม่ว่า แดงคือประชาชน ขาวคือศาสนา และน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์ ย่อมจะได้จิตวิญญาณอันมีตัวตน ดูเป็นรูปธรรม และเพิ่มน้ำหนักแห่งความรู้สึกเชิงจิตสำนึกได้มากกว่า คำปฏิญาณต่างๆก็จะเปลี่ยนไปเป็น

“ข้าฯจะจงรักภักดีต่อประชาชน ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

การเปล่งคำขวัญดังกล่าวย่อมเตือนให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่รัฐฯอื่นๆรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้บ้างในยามที่กระทำการไม่ดีใดๆ ต่อประชาชน ประชาชนที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ชาติที่เป็นนามธรรม

วัฒนธรรมเป็นเรื่องลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน เมื่อฝังอยู่ในจิตใจ ตกผลึกเป็นความเชื่อความศรัทธาแล้วย่อมยากจากการรื้อถอน กว่าจะได้ข้อมูลใหม่ กว่าจะผ่านการถกเถียงทางวิชาการอย่างกว้างขวาง กว่าจะเปลี่ยนความเชื่อจึงต้องใช้เวลา

การบริหารจัดการรัฐกิจของสังคมไทยที่ผ่านมา ข้างที่ให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อประชาชน หากเป็นนักการเมืองในระบอบศักดินาอำมาตย์ที่ครอบงำความคิด กระทำต่อเนื่องยาวนานมาตลอด

เมื่อเรามีกระทรวงวัฒนธรรม รัฐบาลก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกระทรวงนี้สักเท่าไร ปล่อยให้ข้าราชการประจำในระบบความคิดแบบเก่า แผ่อิทธิพลครอบงำดำเนินงาน

กระทรวงนี้จึงขาดกลิ่นไอของวัฒนธรรมประชาชน ไม่มีบรรยากาศแห่งวัฒนธรรมประชาธิปไตย กระแสทั่วไปที่ครอบคลุมวัฒนธรรมของชาติจึงเป็น พาณิชย์วัฒนธรรม กับอำมาตย์วัฒนธรรม

พื้นที่ของสังคมไทยวันนี้จึงปกคลุมไปด้วยกระแสของสองวัฒนธรรมดังกล่าว

สถาบันการศึกษา ตลอดจนสื่อสารมวลชนทุกสาขาทั้งประเทศ เกิน 70 % สนองงานเผยแพร่วัฒนธรรมเช่นที่ว่ามายาวนานต่อเนื่อง ครอบงำรูปการจิตสำนึกของคนไทยโดยทั่วไป

มอมเมาให้หลงเชื่อเรื่องกรรมเรื่องเวร บุญทำกรรมแต่ง ยอมรับความต่ำต้อยด้อยค่า กระทั่งบิดเบือนสาระสำคัญต่างๆทางประวัติศาสตร์ กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ มากมายหลายเรื่อง

ผ่านสีสันรูปแบบการนำเสนอต่างๆอันหลายหลาย เพราะฉะนั้นจึงควรมีการทบทวน สำรวจตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องสอดคล้องกับความจริง

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง จำเป็นต้องปฏิรูปวัฒนธรรมแห่งชาติเสียใหม่ ให้เป็นวัฒนธรรมประชาชน

วัฒนธรรมประชาธิปไตย ด้านหนึ่ง สนับสนุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนให้มีพื้นที่แสดงออกเพิ่มขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง ต้องถอดรื้อความคิดผิดๆ ทัศนะคติอันไม่ชอบต่างๆที่มีต่อประชาชนในกระบวนการแห่งวัฒนธรรมของชาติ

เนื่องจากความเป็นนามธรรมของชาติ หรือชาติที่ให้ความรู้สึกไม่มีตัวตนดังที่กล่าวเกริ่นนำมาแต่ต้นบทความ ทำให้โครงการยกย่อง สดุดี สรรเสริญ “ศิลปิน” ว่ามีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง กลายเป็นเรื่องเลื่อนลอยห่างไกลจากรากเหง้าประชาชนไปไกล

คำว่า “ศิลปินแห่งชาติ” แม้แลดูยิ่งใหญ่ ทว่าก็โน้มเอียงไปในทางพาณิชย์ศิลปิน และอำมาตย์ศิลปินมากไป สมควรได้รับการปรับแก้กระบวนการ และเหตุผลของการมอบตำแหน่งเสียใหม่ให้สมบูรณ์ และกินความไปหมายรวมเอาศิลปินที่สร้างสรรค์เพื่อประชาชนด้วย

ที่สำคัญ การแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวก็ควรคัดสรรให้มีที่มาอันหลากหลาย ได้กรรมการที่มีความเป็นธรรม เป็นนักประชาธิปไตย ไม่เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อให้นโยบายไปแล้ว กรรรมการจึงสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างดี

กล่าวโดยสรุป งานสำคัญเร่งด่วนที่สุดคือ การปฏิรูปวัฒนธรรมเสียใหม่ ปรับให้ทันสมัย ก้าวทันสังคมประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่เร่อร่า ล้าหลัง ออกมาหยิบจับประเด็นเล็กประเด็นน้อยไปขยายความแล้วควบคุมห้ามปรามโดยไม่เข้า ใจรากเหง้าอันแท้จริง

กระทรวงวัฒนธรรมต้องทำงานคู่ขนานไปกับกระทรวงศึกษาธิการ สร้างงานในเชิงรุก ถอดรื้อลักษณะโบราณแบบอำมาตย์ศักดินาที่ยึดกุมครอบงำหลักคิดของกระทรวงนี้มา ยาวนานให้หลุดพ้น

ถึงเวลาต้องเอาคนที่รู้เรื่องเข้าไปกำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อวางรากฐานและคุมทิศทางในการสร้างรูปการจิตสำนึกใหม่ เพื่อประโยชน์ของมวลประชาอย่างแท้จริง.

ตรงไปตรงมา 7-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorsespeedhorse











MP3
http://www.mediafire.com/?4ykhy2kyaggc7vp


http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=743

นปช.แถลงข่าว 07-12-54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=742

"กี้ร์" ปรากฏตัว DSI เปิดใจ "มอบตัวเพราะฟังในหลวงตรัส"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon













ภาพจากทวิตเตอร์ @Kamonnate_NBC Kamonnate Nualchan
https://twitter.com/#!/Kamonnate_NBC


เมื่อเวลา ๙.๔๕ น. กี้ อริสมันต์ พงษ์เรืองรองแกนนำ นปช.
ที่ได้หลบหนีการสังหารหมู่เมื่อเดือนพฤษภาคม ๕๓ ได้เข้ามอบตัวสู้คดีที่ DSI แล้ว
โดยมีผู้สื่อข่าวและมวลชนเสื้อแดงให้กำลังคับคั่ง

นายอริสมันต์ได้เปิดใจสั้นๆก่อนช่วงลงจากรถว่า
ตนได้ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน หลังจากที่ฟังพระราชดำรัสในหลวง
ที่ต้องการเห็นประเทศชาติสงบสุข และทุกคนต้องรู้จัก "ให้อภัย" กัน
ตนจึงขอเข้ามอบตัวสู้คดีตามขั้นตอนของกฏหมาย
และตนสัญญาว่าจะปรับลุ๊ค (บุคคลิก) จากที่แข็งกร้าวให้สุภาพเรียบร้อยมากขึ้น

ช่วงหลังการสลายการชุมนุม นายอริสมันต์ก็ได้หายหน้าไปจากสังคม
แต่มีข่าวการปรากฏตัวครั้งแรกช่วง แกนนำเสื้อแดงเตะบอลกระชับมิตรกับสมเด็จฮุนเซน
เมื่อราวเดือนกันยายนก่อนหน้าเข้ามอบตัวในวันนี้


http://www.go6tv.com/2011/12/dsi_07.html

สภาที่ปรึกษาฯงานเข้า กลอนทำพิษ "ถวายชัยแซ่ซ้องก้องโลกันต์"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon





หนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2554
หน้า 26 ลงโฆษณาถวายพระพรขนาดครึ่งหน้าให้กับหน่วยงานชื่อ
"สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ"
มีคำประพันธ์ถวายพระพรเป็นร้อยกรองกลอนแปด 2 บท
ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งเกิดผิดพลาดอาจจะด้วยความเข้าใจผิด
รู้เท่าไม่ทันหรือโดยอื่นใดในวรรคที่เขียนว่า


"ถวายชัยแซ่ซ้องก้องโลกันต์"

คำว่า "โลกันต์" หรือ "โลกันตร์" หมายถึง "นรกขุมที่ลงโทษแรงสุด"
ซึ่งทำให้ความหมายของบทร้องกรองในวรรคดังกล่าวและโดยรวมผิดเพี้ยนไป

ล่าสุด สภาที่ปรึกษาฯ ได้ทำหนังสือผ่านยังสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง
เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว

ขอขอบคุณ

http://bunnaroth.posterous.com/84034501


http://www.go6tv.com/2011/12/blog-post_6476.html

บาป7ประการมัดคอมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

7 ธันวาคม 2554



ในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้อภิสิทธิ์กับสุเทพจะเข้าให้การต่อตำรวจนครบาลคดี 16 ศพวีรชนเสื้อแดงที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ตายเพราะเจ้าหน้าที่ทหาร โดยที่ทั้งสองยังไม่มีทีท่าจะสำนึกผิด นอกจากการปัดไปว่า"เป็นเรื่องการเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันตามเช็กบิล

ไทยอีนิวส์จึงขอนำเอกสารหลักฐานมัดแน่นต่างๆมาให้พิจารณากันว่า นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คืออาชญากรรมสังหารหมู่ที่อภิสิทธิ์-สุเทพหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความรับผิดชอบ



เป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ



1.เอกสารที่สุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด สารภาพว่าเป็นของจริง




สาระสำคัญของเอกสารคือ:นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุได้สั่งการ นายสุเทพรับมอบหมาย นายทหารตั้งแต่ผบ.ทบ.รับงานไปสังหารผู้ชุมนุม ผลคือตาย 92 ศพ เจ็บกว่า2,000 สุดท้ายจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมไปขังคุกไว้400คนเศษ



2.เอกสารที่ทหารยอมรับว่ามีการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมองผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อออกใบอนุญาตฆ่า โดยคนในสังคมเห็นคล้อยตามไม่คัดค้าน

AW-SP-69-81

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทำไมการสลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)




คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และทหารได้ผลมีประสิทธิภาพในการล้างสมองให้คนในสังคมคล้อยตาม



3.เอกสารแผนการรบเต็มอัตราศึกต่อผู้ชุมนุม และรายงานผลชัยชนะของฝ่ายทหาร



Lesson 7

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทหารยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้



ยุทธการกระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง ที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์




4.เอกสารระบุชื่อนายทหารระดับบังคับบัญชาต่อกรณีสังหารผู้ชุมนุม10เมษา-19พฤษภาคม53















สาระสำคัญของเอกสารคือ:เป็นการเปิดเผยรายชื่อนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการสังหาร และรายชื่อเหยื่อผู้ถูกสังหาร ซึ่งทำให้รู้ชัดเจนว่านายทหารคนใดต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางแพ่ง



เพิ่มเติม:

-โฉมหน้าและรายชื่อทีมสังหารโหดเหยื่อวัดปทุมฯ






-เปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง



5.เอกสารคอป.ชุดอภิสิทธิ์ตั้งชี้ชัดทหารฆ่าอย่างน้อย 13 ศพ ต้องเอาผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่ทหารขึ้นศาล แต่DSIถูกแทรก ขณะที่ศาลไม่เข้าใจทำให้ไม่ให้ประกันนักโทษเสื้อแดง



รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

สาระสำคัญของเอกสารคือ:พบว่าอย่างน้อยผู้เสียชีวิต ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 แต่การทำงานของตำรวจและDSIถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะไม่มีการดำเนินคดีต่อทหารและฝ่ายการเมือง ขณะที่ศาลไม่เข้าใจเหตุการณ์กลับดำเนินคดีต่อนักโทษเสื้อแดงเหมือนคดีอาญาทั่วไป ไม่ยอมให้ประกันตัว แต่คอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโษกรรม




6.คำให้สัมภาษณ์วงศ์ศักดิ์เรื่องสุเทพขอปืน3,000กระบอกไปปราบเสื้อแดง เมื่อไม่ร่วมมือก็ถูกเด้ง

สาระสำคัญ-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้ นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครอง) สนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. แต่นายวงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าฯ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ ผอ.ศอฉ. ประสานงานมายังกระทรวงมหาดไทยให้มีการสั่งย้ายนายวงศ์สวัสดิ์



นายวงศ์ศีักดิ์ให้สัมภาษณ์ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐ ตอนหนึ่งว่า การที่จะใช้ปืนลูกซองยาวไปปราบพี่น้องคนไทยนั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเสื้อสีใดก็แล้วแต่ ควรจะคุยกันรู้เรื่อง แก้ไขทางการเมือง ไม่ใช่มาแก้ไขด้วยอำนาจ ด้วยกระบอกปืน ทำให้ทางโน้นไม่พอใจว่า เราไม่ให้ความร่วมมือ แล้วเขาก็วางสายเลย



ฝากสื่อมวลชนไปติดตามดูหน่อยว่า ปืนที่ทางจังหวัดส่งไปให้ ศอฉ. ช่วงที่ผมถูกย้าย ยังได้คืนไม่ครบ ๓,๐๐๐ กระบอก เป็นความรับผิดชอบของใคร ปืนของหลวง เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ต้องเอากลับมาที่เดิม



7.คอป.แฉใบสั่งDSI ตำรวจ อัยการเหวี่ยงแหยัดคุกเสื้อแดงแรงเกินเหตุ



สาระสำคัญ-นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานอนุกรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในงานด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกคุมขังนั้น ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งมีมากถึง 53 คน ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และวางเพลิง ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษถึงประหารชีวิต




ทั้งนี้จากการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน คือตำรวจ-DSI และพนักงานอัยการพบว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวนั้นเกิดจากแรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย อีกทั้งการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหายังเป็นในลักษณะของการเหวี่ยงแห ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการยังไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐาน



จากหลักฐานเอกสาร การตรวจสอบ และพยานต่างๆนี้เพียงพอหรือยังที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของมาร์ค-เทือกว่า พวกตนกำลังตกเป็นเหยื่อล้างแค้นทารเมือง ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบใดๆ...? ประการสำคัญงานนี้ตำรวจจะแค่เรียกมาให้ปากคำในฐานะเป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ

ฝรั่งตื่นแพร่ข่าวกดlikeเฟซบุ๊คติดคุกคดีหมิ่นหากเดินทางเข้าไทย ซ้ำท่องเที่ยวทรุดหลังวูบหนักน้ำท่วม

ที่มา Thai E-News

ภาพ ประกอบรายงานข่าวจากเว็บไซต์ Thai Travel News ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับชาวต่างประเทศ โดยอ้างคำกล่าวรัฐมนตรีICTของไทยว่า การกดShareหรือlikeเฟซบุ๊คข้อความหรือภาพที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อาจเอาผิดชาวต่างชารติไม่ได้เพราะอยู่นอกอำนาจศาลไทย แต่หากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทยเมื่อไหร่ก็จะถูกดำเนินคดี
พระราชทานอภัยโทษซ้ำรอยนายกฯ-สภา ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลงโฆษณาในนสพ.มติชนถวายพระพรเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยบทอาเศียรวาทตอนหนึ่งว่า"ถวายชัยแซ่ซ้องก้องโลกันต์"ซึ่งต่อมาถูกท้วงติง จากปัณรส บัวคลี่ นักเขียนค่ายผู้จัดการว่า คำว่า "โลกันต์" หรือ "โลกันตร์" หมายถึง "นรกขุมที่ลงโทษแรงสุด" ซึ่งทำให้ความหมายของบทร้อยกรองในวรรคดังกล่าวและโดยรวมผิดเพี้ยนไป

ช่วงบ่ายวันนี้ปัณรสแจ้งว่า สภาที่ปรึกษาฯ ได้ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว นับเป็นเหตุซ้ำรอยนายกรัฐมนตรีที่ทีมงานนำเสนอพระบรมฉายาลักษณ์ ร.8 ในการเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยถวายพระพรในหลวง 5 ธันวา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 ธันวาคม 2554


Richard Barrow เขียนรายงานข่าวในเว็บไซต์ Thai Travel News เว็บไซต์ แนะนำการท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับชาวต่างประเทศว่า ชาวต่างชา่ติได้รับคำเตือนว่าพวกเขาอาจถูกจับกุมด้วยข้่อหาหมิื่นพระบรมเด ชานุภาพ

ทั้งนี้ผู้ใช้เฟซบุ๊คที่กดshare หรือ likeข้อความที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพราชวงศ์ไทยจะถูกพิจารณาว่าเป็นการประกอบ อาชญากรรม จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีกระทรวงICT อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้รวมทั้งการคัดลอกข้อความดังกล่าวเผยแพร่ด้วย หลังจากเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊คถูกมองจากทางการไทยว่าเป็น สื่อกลางในการเผยแพร่ข้อความหรือรูปภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่ีงขัดต่อกฎหมายอาญา และกฎหมายเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์แพร่ระบาดทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ศาลอาญาจะพิจารณาตัดสินคดีที่นายโจ กอร์ด้อน ชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศไทย หลังจากมีการจับกุมคุมขังเขาไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โทษฐานแปลหนังสือที่ทางการไทยสั่งไม่ให้นำ้เข้าไปเผยแำพร่ในราชอาณาจักร โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯภูมิ พลอดุลยเดช และได้เผยแพร่ยข้อความแปลทางออนไลน์ ต่อมานายกอร์ด้อนได้สารภาพต่อข้อกล่าวหา ทั้งนี้กอร์ด้อนไปใช้ชีวิตเป็นพลเมืองอเมริกันนานหลายปีที่โคโลราโด้ ทำให้เพิ่มความกังวลว่าจะมีการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาบังคับใช้ต่อ ทั้งบุคคลสัญชาติไทยและชาวต่างชาติ

"ใครก็ตามที่กระทำขัดต่อกฎหมาย แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยูู่นอกประเทศไทย หากมีการกดlikeหรือshareในเรื่องที่กฎหมายไทยห้ามไว้ แม้ขอบเขตกฎหมายไทยไม่อาจลงโทษคุณได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อการพักผ่อนวันหยุดยาว คุณก็จะถูกดำเนินคดี"น.อ.อนุดิษฐ์ระบุ

ข้อพิจารณาคือผู้ใช้เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คอาจไม่ทราบข้อกฎหมายนี้"คุณ พึงต้องทราบว่าเมื่อใดที่คุณกดLikeในหน้าwallมันก็จะไปโชว์ให้เพื่อนในเฟซ บุ๊คคุณทราบไปด้วย ก็็จะกลายเ็ป็นการเผยแพร่ข้อความผิดกฎหมายในทางอ้อม นี่เป็นข้อพิจารณาจากทางการไทย"จีรนุช เปรมชัยพร ซึ่งถูกดำเนินคดีในกฎหมายนี้เพราะผู้อ่านข้อความในเว็บไซต์ที่เธอเป็นแอดมิ นอยู่เขียนข้อความที่ทางการเห็นว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพลงในท้ายข่าวใน เว็บไซต์ของเธอ

การจับกุมดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุ่งสูงขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้ เป็นเหตุให้เจ้าของเว็บไซต์และผู้ใช้เฟซบุ๊คต้องปฏิบััติการเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะความกลัวว่าจะตกเป็นผู้ถูกดำเนินคดีฐานต่อต้านราชวงศ์ โดยเมื่อไวๆนี้ศาลอาญาของไทยเพิ่งตัดสินคดีนายอำพล หรือ อากง วัย 61 ปีให้จำคุก 20 ปีฐานส่งข้อความ 4 ข้อความที่ศาลตัดสินว่าเป็ฺนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยังโทรศัพท์มือถือของ เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยเมื่อกลางปีที่แล้วระหว่างมีการประท้วงใหญ่ รัฐบาล แต่อากงได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าเขาไม่ได้กระทำผิดตามคำตัดสินของศาล

ซ้ำเติมท่องเที่ยวหลังจากน้ำท่วมฉุดวูบ

มติชนออนไลน์รายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยความเสียหายที่เกิดกับการบินไทยหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หลายประเทศออก ประกาศเตือนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ลูกค้าหลัก ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 40-50

ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบินของการบินไทยปรับลดลงในช่วงไตร มาส 4 จากปกติถือเป็นช่วงไฮซีซัน โดยปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบินเดือนพฤศจิกาจน 2553 เคยมีระดับสูงถึงร้อยละ 72 ลดลงเหลือร้อยละ 61 ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสสุดท้ายต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตลอดปี 2554 คงลำบากที่จะทำให้มีกำไรในปีนี้

โฆษกต่างประเทศสหรัฐว่ากังวลต่อคดีอากง แต่ไทยโบ้ยเป็นแค่ความเห็นส่วนตัว




APรายงาน วานนี้ว่า โฆษกหญิง กระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ Darragh Paradiso กล่าวว่า สหรัฐฯมีความเทิดทูนต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างสูง ทว่าก็เป็นกังวลอย่างยิ่งในการดำเนินคดีและตัดสินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพล่าสุดของไทยที่ไม่ได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะที่อธิบดีสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศของไทยบอกว่าเป็นเพียง"ความเห็นส่วนตัว"ของโฆษกหญิงคนนี้เท่านั้น

คนไทยในอเมริกานัดสวมหน้ากากอากงประท้วงในLA

ชาวไทยในLA ได้นัดหมายกันสำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับคามเป็นธรรมในการใช้ ม.112 ต่อ อากง และคนอื่นๆที่ต้องคดีมารวมพลังแสดงออกโดยการชูป้ายที่หน้า Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd, LA วัน อาทิตย์ที่ 11 ธ.ค.นี้ เริ่มเวลา บ่าย 3 โมงครึ่ง เป็นต้นไป โดยนัดกัีนสวมหน้ากากอากงในการประท้วงครั้งนี้ด้วย

สอบถามรายละเอียดได้ที่
คุณ รำไพ(เจหน่อย) 619-549-2515
คุณ สมบูรณ์(แป๊ง) 909-786-2506
คุณ ประเสริฐ 818-433-0091
คุณ เบญจะ 310-516-7671

*********

รายงานเกี่ยวเนื่อง

-ประชาไทรายงานเหยื่อ112รายล่าสุดเป็นนักวิชาการเขียนคอมเม้นต์ท้ายบทความสมศักดิ์ เจียมฯในเว็บประชาไท

ไม่ให้ประกันตัวส่งกี้ร์เข้าคุกแม้ปรับลุคใหม่แล้ว

ที่มา Thai E-News


ปรับลุคใหม่แต่ยังไม่รอด-อริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้เข้ามอบตัวสู้คดีที่ DSI กับธาริต เพ็งดิษฐ์ แล้ว โดยกล่าวว่าตัดสินใจเข้ามอบตัวหลังจากที่ฟังพระราชดำรัสในหลวง ที่ต้องการเห็นประเทศชาติสงบสุข และทุกคนต้องรู้จัก "ให้อภัย" กัน พร้อมให้สัญญาว่าจะปรับลุคใหม่ จากที่แข็งกร้าวให้สุภาพเรียบร้อยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดศาลไม่ให้นายอริสมันต์ประกันตัวและส่งขังคุกเรือน จำพิเศษกรุงเทพ อ้างว่าแม้เข้ามอบตัว แต่ก็หนีหมายจับไปนาน อัตราโทษหนักเกรงจะหลบหนี

ก่อนหน้านี้นายอริสมันต์กล่าวว่า เหตุผลในการหลบหนีคดีเเละไม่มามอบตัวก่อนหน้านี้ เพราะการจับกุมทำให้ไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม เเละใช้วิธีที่รุนเเรงเกินไป เช่น การไล่ล่าจับตน การซุ่มทำร้าย ความพยายามอุ้มตนในสถานที่ตางๆ จึงคิดว่าควรหลบออกนอกประเทศไปก่อน เเละยังมีการตามไล่ล่าจับตนเเบบฉิวเฉียดหลายครั้ง เมื่อถามว่าการไล่ล่านั้นจะเอาชีวิตหรือไม่ นายอริสมันต์ กล่าวว่า น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญของคนที่รับภารกิจที่จะดำเนินการกับตนคือจับตาย เเละตอนนี้เมื่อตนคิดว่ากระบวนการยุติธรรมเปิดเเละให้ความปลอดภัยกับตน เวลานี้จึงเหมาะสมที่จะกลับเข้ามา

เมื่อถามว่าเเสดงว่าตอนนี้เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมเเล้ว เเละคงไม่โดนสั่งเก็บ นายอริสมันต์ กล่าวว่า ต้องดูเเลตัวเองให้มากขึ้น ส่วนความยุติธรรมนั้น มั่นใจมากในตอนนี้เพราะบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเเล้ว

ก่อนหน้าผลจะออกมาว่าศาลไม่ให้ประกันตัว เขาแสดงความมั่นใจว่าจะได้รับการประกันไปต่อสู้คดี เเต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่ดุลยพินิจในข้อมูลของอัยการ ดีเอสไอน่าจะส่งข้อมูลไปพอควร ส่วนข้อกล่าวหาก่อการร้ายนั้น ดีเอสไอมีการทบทวนเเละลดข้อกล่าวหา รวมทั้งตั้งข้อกล่าวหาใหม่ หมายความว่า ข้อกล่าวหาขบวนการคนเสื้อเเดงว่าก่อการร้ายไม่น่าจะเป็นความจริง หากเป็นจริงข้อกล่าวหานี้ต้องเเข็งเเรง มีการดำเนินการต่อเเละไม่น่าจะมีการทบาลทวนข้อกล่าวหากันใหม่

อย่างไรก็ตามในที่สุดนายอริสมันต์ไม่ได้ประกันตัวและถูกส่งเข้าเรือนจำพิเศษ กรุงเทพ ทนายความเผยจะไปยื่นประกันพรุ่งนี้และเพิ่มวงเงินประกันเป็น 2 ล้านบาท

ศาลได้อ้างว่าแม้นายอริสมันต์จะเช้ามอบตัวเอง แต่ก็ได้หนีหมายจับไปเป็นเวลานาน ประกอบกับมีโทษหนักเกรงจะหลบหนี จึงไม่ให้ประกันตัว




โรยตัวมาแล้ว-นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และคดีอื่นๆรวม 5 คดีได้เข้ามอบตัวกับDSI เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ในเวลา 10.00 น.วันนี้ โดยได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา(ภาพและคลิปจากแฟ้ม ขณะที่อริสมันต์โรยตัวหนีตำรวจที่โรงแรมSC PARK หลังเหตุการณ์ 10 เมษา 53)

ส่วนรายงานต่อไปนี้ไทยอีนิวส์เคยนำเสนอไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2553


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบไซต์คนไทยยูเค

หมายเหตุไทยอีนิวส์ในการเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 4 ตุลาคม 2553:นายอริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง 1 ในแกนนำเสื้อแดงนปช. และถูกเพ่งเล็งเป็นแกนนำสายฮาร์ดคอร์ ซึ่งหลบหนีไปนับแต่การปราบปรามสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวลือว่าเขาตายไปแล้ว ได้ปรากฎตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เมื่อค่ำวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยโทรศัพท์มาให้ เว็บไซต์คนไทยยูเค โดย DJ.Shanamy & DJ.Pitt สัมภาษณ์เปิดใจ ในรายการวิทยุผ่านอินเตอร์เน็ต"คุยข้ามฟ้ากับShanamy"

การโทรศัพท์มาให้สัมภาษณ์จากสถานที่ที่ไม่ได้เปิดเผยครั้งนี้ นายอริสมันต์ได้เล่าถึงการตัดสินใจไม่เข้ามอบตัวพร้อมกับแกนนำคนอื่นในวัน ที่ 19 พฤษภาคม,ฉากการหลบหนีที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าฉากในภาพยนตร์,ข้อกล่าวหาเรื่องเขา เป็นฮาร์ดคอร์และจัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาล,แนวทางการปรองดองของรัฐบาล และเสธ.หนั่น,ข่าวเรื่องมี"แม่ยก"ของรัฐบาลต้องการหมายหัวเอาชีวิตเขา และข้อเสนอทางออกของประเทศในมุมมองของเขา ซึ่งได้ระบุว่าได้จัดทำธรรมนูญคนเสื้อแดงไว้ 10 ข้อ พร้อมแผนการเร่งด่วน 6 เดือนเพื่อนำไปสู่การปรองดองที่แท้จริง

รายละเอียดการเปิดใจท่านสามารถรับฟังได้ด้วยตนเองที่ player ด้านล่างนี้ (บางช่วงเสียงขาดหายไป เนื่องจากปัญหาการติดต่อ ท่านต้องรอซักครู่ จะฟังต่อได้)




เปิดใจนาทีณัฐวุฒิหลั่งน้ำตาลา ก่อนเปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง

นายอริสมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์หลบหนีออกจากที่ชุมนุมราชประสงค์เมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ผมคิดไม่เหมือนเพื่อน เพื่อนยอม แต่ผมไม่ยอม คุณจับผมขึ้นฮ.ผมก็สู้ คุณยิงผมที่เอสซีปาร์คผมก็สู้ คุณมาจัดการผมที่ราชประสงค์ ผมก็บอกณัฐวุฒิ ใสยเกื้อว่าผมขอกำลัง2,000คนออกไปจากราชประสงค์ หลายคนก็บอกว่าไม่ได้จะเกิดการสูญเสียมาก แต่ผมว่าไม่สู้ก็สูญเสียเพราะตอนนั้นเช้าวันที่19ก็เสียชีวิตไป10กว่าศพ เราน่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่จตุพรกับณัฐวุฒิว่าเราคงต้องใช้กฎหมายใช้เวทีโลกจัดการกับรัฐบาล ส่วนณัฐวุฒิก็กังวลว่าจะมีคนเสียชีวิตมาก แต่ผมเชื่อว่าเขาจะฆ่าผมแน่ ผมก็เลยตัดสินใจว่า ณัฐวุฒิ-จตุพรก็สู้ในแนวทางของคุณ ผมก็ในแนวทางผม

ทั้งคู่ก็ขึ้นไปเวทีพูดสลายนการชุมนุม ผมก็ออกจากที่ชุมนุมมาท่ามกลางเสียงกระสุนปืน จนเกิดข่าวลือว่าผมถูกจับถูกฆ่าที่นั่นที่นี่ แล้วคนก็มาบอกว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์ ที่ผมรอดชีวิตจากการยิงขนาดนั้นไม่ใช่ผมเก่ง แต่ผมมีคนช่วยเหลือ

ความจริงผมไม่น่ารอด ณัฐวุฒิพูดกับผมก่อนจากกันว่า"พี่ผมเสียพี่ไม่ได้นะ ผมกลัวว่าพี่เดินออกไปหากพี่ไม่รอดผมจะเสียใจ" เขาพูดไปน้ำตาไหล ให้มอบตัวด้วยกัน ผมก็บอกผมยอมไม่ได้ ผมไม่ยอมจำนน ผมก็ใส่เสื้อใหม่ ใส่แว่นตา ใส่วิกผม ผมเดินไปแถวหน้าพระพรหมฯบอกท่านว่าหากผมทำผิดให้ทหารฆ่าผมให้ตาย หากผมไม่ผิดให้ผมรอดไปได้ แล้วเดินออกไปบอกคนขายเสื้อแถวนั้นให้เขาพาไป เพราะเขารู้จักพื้นที่ดี หากผมตายก็จะมีพยาน

ผมเลือกจุดหนีที่อันตรายที่สุด เพราะที่อันตรายที่สุดย่อมเป็นที่ปบอดภัยที่สุด เพราะทหารจะได้ไม่สงสัยว่าผมจะไปตรงนั้น ตอนหลังมีข่าวว่าจับผมได้ในรถYARISสีขาวบ้าง ศาลาแดงบ้าง บนBTSบ้าง ซึ่งนั่นเป็นอริสมันต์ตัวปลอม

แต่ผมหลบออกมามีเสียงปืนดังมาก คนขายเสื้อที่มากับผมบอกผมก้าวขาไม่ออกเพราะมีการยิงปืนเสียงดังมาก ผมเลยเดินไปต่อให้เขากลับไปขายเสื้อ แต่เขาขอไปด้วยบอกว่า อย่างน้อยประวัติศาสตร์หน้านี้มีเขาอยู่ด้วย เขาชื่อสมภพจะไปส่งอัศวินของเขาให้ปลอดภัย พาไปถนนเพชรบุรีและประตูน้ำคอมเพล็กซ์ ลูกน้องผมขับมอเตอร์ไซค์มาเรียกผม"นายๆ"ผมบอกเอ็งไปก่อน เสียแผนหมด

ผมก็ไปกับคนขายเสื้อที่ประตูน้ำคอมเพล็กซ์ นอนลงไปมองขึ้นไปเจอสไนเปอร์เป็นร้อย พอเขาหมอบลงผมก็เดินไปเจอศาลเจ้า มีทหารตำรวจมาก ลูกน้องก็เอามอเตอร์ไซค์มารับแล้วออกไป ก็ไปเจอ 2 ด่านที่มักกะสันกับรัชดาฯ แต่เหมือนมีสิ่วงศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ รถคันอื่นโดนเรียก คันผมผ่านได้ ไปถึงรัชดามีรถYARISตามมา แต่ผมนั่งนิ่งไม่เป็นพิรุธ ก็หลบไปได้

จากนั้นมีเสธ.ทหารนำรถเบ๊นซ์มารับ แล้วมีรถตู้มารับต่อ

ตอนนี้เหมือนในหนังมาก เคว้งคว้างก็หลบๆใช้วิธีการ ใช้สามัญสำนึกออกนอกประเทศได้ เดินทางรอบๆประเทศไทย และล่องเรือไปประเทศอื่นๆอีก ใช้เวลาเป็นเดือน แล้วก็มีคนไทยโครงข่ายของเราช่วย ก็ไปอยู่ในที่ปลอดภัย และจากนั้นก็ติดต่อกลับมายังมวลชนว่าผมปลอดภัย และยังยืนหยัดต่อสู้ จะปรับเปลี่ยนการต่อสู้อย่างไร มีธรรมนูญของคนเสื้อแดงอย่างไร

เผยได้พระดีช่วยคุ้มครอง

ที่ผมหลบมาได้นั้นผมอยากกราบขอบพระคุณหลายท่าน เรื่องหนึ่งที่อยากเล่าคือ มีคนนำพระมาให้ ตอนหนึ่งผมรอดจากเอสซีปาร์คมีคนนำพระ3องค์ให้พร้อมสายสร้อยสแตนเลส แต่ผมไม่ค่อยเชื่อถือ วางพระไว้เกะกะ ก็มีวันหนึ่งก่อนเสธ.แดงโดนสังหาร พระท่านมาเข้าฝันว่าทำไมมึงไม่แขวนกูไว้ ตั้งแต่วันนั้นก็แขวนพระองค์นี้ ก็ปลอดภัยมาถึงวันนี้ ก็เลยแขวนมาตลอด

เผยทหารฝ่ายประชาธิปไตยช่วยพาออกนอกประเทศ

ทหารก็ไม่ได้เลวหมดนะครับ อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็มี วันนั้นมีทหารมารอรับผม 20 คนวันที่ผมหนีออกมาได้ ผมบอกจะกลับไปสู้ ทหารห้ามผมไว้ เขาบอกว่าอย่าเลย กลับไปสู้แล้วตายเป็นแสนก็ไม่มีทาง เพราะตายเขาก็ใส่ร้ายเป็นผู้ก่อการร้าย ให้ท่านหนีเถอะ วันหน้ายังมีโอกาสกลับมาอธิบายว่าความจริงเกิดอะไรขึ้น

ทหารตำรวจที่เคียงข้างเราก็บอกว่าหากท่านตายไปอีกคน จะสูญเสียกำลังใจมาก วันที่ท่านกลับมาเรายังร่วมต่อสู้กับประชาชนได้ เขาก็จับผมขึ้นรถ ส่งผมออกไป ก็ขอบคุณในน้ำใจที่เวลานาทีนั้นเขายังเลือกที่จะอยู่ข้างเรา แทนที่เขาจะกลับลำพาผมไปส่งรัฐบาลก็จะเป็นผลงานโบว์แดงของเขา

เผยแรมโบ้อีสานปลอดภัย แต่ยังหลบหนีถูกไล่ล่า

แรมโบ้ยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัย แต่คนอื่นๆผมก็ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นไงบ้าง แต่ผมก็แจ้งไปว่าผมสบายดี และพยายามติดต่อทุกคน และผมยังยึดมั่นอุดมการณ์ เพราะเราไม่ได้ผิด แต่จะไปสู้ตอนนี้ก็คงไม่ไปขึ้นศาล เพราะเขาคุมไว้หมดแล้ว ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เราจะกลับไปต่อสู้ เราไม่ใช่คนผิด หรือคิดล้มสถาบัน เราเพียงต้องการประชาธิปไตย

ที่มีการสร้างภาพว่า รัฐบาลถูกกดดันลงมาให้สั่งฆ่าประชาชน แต่ผมว่าปัญหาอยู่ที่คุณเอง หากคุณยุบสภามันก็ไม่เกิดปัญหาตามมา ไม่มีการเข่นฆ่าประชาชน

ท้ายที่สุดคุณแรมโบ้ก็ฝากมาว่า เราคงต้องรักษาตัวให้รอด ให้หลบเลี่ยงการพบปะกัน เพราะเขายังไม่ปลอดภัยนัก เพราะเข้าไปประเทศหนึ่ง รัฐบาลประเทศนั้นก็บอกว่าไม่ปลอดภัย ให้หลบไปประเทศอื่นก่อน สรุปว่าเรายังเดินสายหนีการไบ่ล่าอยู่

รัฐบาลต้องหยุดการไล่ล่า ปล่อยคนที่ติดคุกออกมา

เผยการต่อสู้กับรัฐบาลฆาตกรต้องทำทุกวิธี แต่ปฏิเสธข่าวจัดตั้งกองกำลัง เผยทหารจะจัดการกันเองเมื่อถึงเวลาสุกงอม

การต่อสู้กับรัฐบาลฆาตกรนั้นทุกแนวทางเหมาะสม ไม่ว่าเป็นแนวทางสันติอหิงสา แนวทางการต่อสู้คดีระหว่างประเทศ หรือแนวทางอื่นๆ เพราะประชาชนรู้แล้วว่าคุณเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน และประชาชนจำเป็นต้องตอบโต้รัฐบาล เพราะตอนนี้มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ยกเว้นว่าเขาจะยอมรับธรรมนูญ 10 ข้อของคนเสื้อแดง

ก็เป็นสัญชาตญาณปกติที่เมื่อถูกไล่ล่าไล่ฆ่า ก็ต้องใกล้เวลาที่ต้องตอบโต้ ผมว่าหากรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนก็ต้องใช้ทุกแนวทางในการต่อสู้ จะนุ่มนวลต่อไปผก็ไม่ได้แล้วหละ

ในการเคลื่อนไหวของเรานั้น เราจะทำให้เห็นว่าเสื้อแดงเรายังเคลื่อนไหวได้อยู่ แม้คุณจะมีคณะกรรมการระเบิดแห่งชาติ ห้ามไม่ให้คนไปเขียนอะไรในห้องน้ำตามปั๊มน้ำมัน มันก็คงทำอะไรไปห้ามกันไม่ได้ เพราะมันแนวทางการต่อสู้แนวทางหนึ่ง เรายังต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเราต้องไปต่อสู้เพื่อเอาชีวิตใคร แต่จะให้ผมไปรบทัพจับศึก ผมคงทำไม่ได้ เราไม่มีทุนรอนจะทำอย่างนั้น

แต่ผมขอบอกถึงทหารว่าคุณต้องเข้าใจประชาธิปไตย ไม่ใช่เขาสั่งให้ฆ่าประชาชนก็ทำ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ภาวะสงคราม เป็นสภาวะประชาธิปไตย เขาตะโกนเรียกร้องยุบสภา คุณไปฆ่าเขา คุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า

ผมจะพามวลชนสู้ในแบบของเรา อาจมีตำรวจทหารที่มีอยู่ในปัจจุบันนี่แหละเป็นกองกำลังคุ้มกัน และเมื่อถึงเวลาสุกงอมเราอาจได้เห็นทหารประชาธิปไตยจับปืนสู้กับทหารอำมาตย์ หากทหารฝ่ายประชาธิปไตยเพลี่ยงพล้ำ พี่น้องประชาชนก็มีสิทธิชอบธรรมที่จะหนุนช่วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่หากเกิดขึ้นก็คงจะรุนแรง

ไม่เชื่อกระแสข่าวว่าแม่ยกของรัฐบาลจะหมายหัวเอาชีวิต แต่หากอยากเอาขีวิตให้ขอมา

เราก็อย่าไปปักใจเชื่ออย่างนั้น รัฐบาลอาจสร้างเรื่องให้คนเชื่อไปทางนั้นเพื่อหาเหตุปราบปรามประชาชน ผมไม่เชื่อ เพราะทำไปแบบนั้นจะได้อะไร มีการกล่าวหากระทั่งว่า ผมจัดตั้งกองกำลัง ทั้งที่ผมกำลังจัดตั้งDD CLUBหรือDemocracy Development Club เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารรณรงค์ประชาธิปไตย ซึ่งผมมีแฟนคลับตรงนี้600,000คน ก็มาหาว่าผมจะไปตั้งกองกำลัง

ผมจะไปตั้งทำไม ไม่ได้อะไร ได้แค่ความมัน และหากฆ่าผมตายก็ไม่ได้อะไร พี่น้องเสื้อแดงเขาก็สู้เขาต่อไป เพราะเขาไม่ได้ผูกติดกับผม หรือกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อซักหน่อย

แต่ถ้าแม่ยกคนนั้นต้องการชีวิตผมจริงๆ ขอให้กล้าพูดออกมา ขอชีวิตผมมา ผมจะตายให้เขา แต่เขาต้องพูดต่อพี่น้องประชาชน แต่ตราบที่ไม่กล้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นศพผม ผมอาจจะได้เห็นศพแม่ยกก่อน

พูดเป็นนัยเวลานี้อยู่ในไทยเข้าๆออกๆตำรวจไม่จับเอง

วันนี้ผมก็ไม่ได้อยู่ไหน อยู่ในประเทศไทยนี่เอง ใกล้กรุงเทพฯด้วย บางทีก็เข้ากรุงเทพฯ ตำรวจก็เห็นแต่เขาไม่จับ บอกว่าให้ออกไปก่อน ยังไม่สงบ ผมไปเชียงใหม่เขาก็บอกว่าให้หลบไปทางอื่นก่อน ผมก็เดินทางเข้าออกประเทศสบายๆ


แจงเรื่องถูกกล่าวหาเป็นฮาร์ดคอร์ขู่เผากรุง

ต้องมาดูความจริงว่าผมโดนอะไรบ้าง

1.เหตุการณ์แรกผมโดนไปจับตัวที่บ้าน ในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน 2552 จับผมแล้วเปลี่ยนรถ3คัน พาไปขึ้นฮ.จะพาไปไหนไม่รู้ พอฮ.ขึ้นไป คุณคิดจะเอาผมไปถีบที่ไหนก็ได้ ผมก็เลยบอกว่าหากตายก็ต้องตายกันทั้งหมด เขาถึงเอาฮ.ลงมา แล้วมาบอกว่ามีหมายจับอะไร จะพาไปที่ไหน แล้วทำไมไม่ยอมบอกสิทธิผมตั้งแต่ต้น ให้ทนายความรับรู้ ให้ครอบครัวผมทราบ

2.เหตุการณ์ที่พัทยา ตอนเมษายน 2552 ผมไปยื่นหนังสือที่ประชุมAPECตามปกติ แต่ส.ส.ประชาธิปัตย์พาคนมาทำร้ายพวกเรา ผมก็เลยจะไปยื่นหนังสือฟ้องผู้นำโลก ก็มีชายฉกรรจ์ใส่เสื้อสีน้ำเงินยิงคนของเราบาดเจ็บสาหัส ต้องปั๊มหัวใจ เกือบเสียชีวิต คนก็บุกเข้าไปในโรงแรม ผมผู้นำก็ตามไปด้วยเพื่อห้ามการทำร้าย ห้ามการเผา แถลงข่าวว่าไม่มีประสงค์จะทำลายการประชุม เพราะทราบว่าเลิกไปแล้ว รัฐบาลเสียหน้าจึงสั่งคนมาทำร้ายเสื้อแดงที่ไปชุมนุม

3.เหตุการณ์ที่3 แล้วก็มีสำนักข่าวกรองขึ้นรถไล่ผมกลางวัน แสกๆที่ถนนรัชดา ผมเลยหลบเข้าเส้นทางลัด มีมอเตอร์ไซค์ตามมาคันเดียว ผมเลยลงมาล็อกคอคนนั้นแล้วจับไว้ เขาสารภาพว่านายสุเทพให้มาล็อกตัวผมไป ผมก็มีบอดี้การ์ดเขาก็เลยเอาปืนจ่อค้นตัว คนๆนี้ก็สารภาพหมดเลยว่าสุเทพสั่งมา

4.เหตุการณ์เขาส่งคนไปชาร์จตัวผมที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เอา ระเบิดไปโยนใส่ห้องพักผม ทีนี้ที่ผมรอดตอนนั้นเพราะตำรวจที่มาเป็นการ์ดให้ผมเขาสอนผมว่า เขาต้องการหมายชีวิตผม หากมันบุกเข้ามาให้จับตาดูตรงประตู ก็จริงๆเลยมันถีบประตูเข้ามาแล้วโยนระเบิดเข้ามา ลูกน้องผมบอกว่าหากเขาโยนระเบิดมาให้ไปที่ประตูก่อน อย่าไปสนใจระเบิด เพราะเป็นระเบิดเสียง ผมก็ไปล็อกประตู ก็ทำให้ผมรอดเพราะเขายิงปืนตามมา30กว่านัด ประตูพรุน ผมก็หลบออกทางหน้าต่างแล้ววิ่งหนี แล้วโรยตัวลงมา

ผมไม่ได้เป็นฮาร์ดคอร์เพราะผมอยากเป็น แต่ผมถูกไล่ล่า ผมไม่ยอมแพ้กับความไม่ถูกต้อง ผมไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมถูกจับ ผมไม่มีทางยอมจำนนกับคนเหล่านี้ เรายังต้องมีเสรีภาพต่อไป เพราะเราเป็นคนดีไม่ช่คนเลว เราควรได้รับการชื่นชม ไม่ใช่ป้ายสี ผมก็น้อยใจเหมือนกันที่สื่อว่าผมฮาร์ดคอร์

ที่บอกว่าผมพูดปราศรัยเรื่องเผากรุงเทพฯ มันก็เป็นเพียงเรื่องของวาทะที่ผมบอกว่า ให้เอาน้ำมันมาคนละ1ลิตร กรุงเทพฯจะเป็นทะเลเพลิงหากมี การปฏิวัติยึดอำนาจ มันเป็นเงื่อนไข แต่ความจริงทหารเป็นคนทำเป็นคนวางแผนหมด ความจริงเรามาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้มีใครเตรียมมาเผาอย่างที่ให้ร้ายกล่าวหาผม

ประณามวาทะรัฐบาลฆาตกร ไม่มีหนทางปรองดองได้

รัฐบาลได้ประดิดประดอยถ้อยคำวาทะฆาตกรขึ้นมา เป็นวาทะน่ารังเกียจ อย่างการสลายฝูงชน เขาก็บอกว่าขอพื้นที่คืน แต่ที่เขาไม่ใช้คำว่าสลายฝูงชนก็เพราะเขาไม่ได้ทำตามหลักสากล เช่น แยกคนชราสตรีออก จากเบาไปหาหนัก เขาเลยใช้คำว่าขอพื้นที่คืน เพื่ออ้างว่าเป็นการยึดพื้นที่ถนนสาธารณะคืนมา

พื้นที่ถนนใช่ของคนกรุงเทพฯก็ใช่ แต่ไม่ใช่เฉพาะของคนกรุง ชาวไร่ชาวนาจ่ายภาษีก็มาทำถนนกรุงเทพฯ เขาก็มาใช้สิทธิใช้พื้นที่ แต่กลับให้ทหารใช้กองกำลัง ใช้อาวุธร้ายแรงสังหาร แล้วโยนมาว่าคนเสื้อแดงสังหารเข่นฆ่ากันเอง ซึ่งไม่ใช่วิธีการสุภาพบุรุษ

ผมไปปราศรัยทั่วประเทศมาหลายร้อยครั้ง ทุกที่ทั่วประเทศไม่เคยเกิดเหตุ เพราะเราไม่มีอาวุธ แต่ที่มีเหตุเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลให้ทหารออกมา มีอาวุธหนัก

เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีทหารถูกสังหารในวันที่ 10 เมษายนด้วย

ส่วนเรื่องการปรองดอง เราไม่คิดปรองดองกับฆาตกร คุณไม่อายหรือฆ่าคนแล้วมาบอกว่าเรามาปรองดองกัน ความจริงแล้วคนเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องการสันติภาพ แต่หากปรองดองกับฆาตกรแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่ได้ เสรีภาพก็ไม่ได้ สันติภาพก็ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ แต่หากคุณยอมให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีสันติภาพ มีเสรีภาพ และยอมรับ10ทันสมัยของธรรมนูญคนเสื้อแดงก็ปรองดองกันได้

ผมเชื่อมั่นว่าวีรชนที่เขาเสียชีวิตไป แล้วได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามธรรมนูญทั้ง10ข้อนี้ วีรชนคงนอนตายตาหลับที่บรรลุสมเจตนารมณ์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยใต้อุ้งมือทหาร นายทุน คุณต้องเห็นคุณค่าของสิทธิเสรีภาพประชาชน

เตือนอภิสิทธิ์หนีไม่พ้น ยกเว้นไปเจอยมบาล

คุณอภิสิทธิ์คุณเป็นนายกฯได้ไง เป็นคนได้อย่างไร ตอนนี้ไปที่ไหนก็ถูกขับไล่ ออกมากินข้าวปากซอยก็ไม่ได้ คุณได้สร้างรอยแค้นให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน หากคุณไม่ได้เป็นนายกฯในวันหน้า คุณจะอยู่ได้ไง ในเมื่อคุณไม่ได้เป็นนายกฯไปตลอดกาล วันนั้นคุณอภิสิทธิ์และศอฉ.จะอยู่ยังไง เพราะถูกคนเขาจองกฐินอยู่ คนเสื้อแดงทั่วประเทศทั่วโลกเวลานี้ไม่ต้องมีผู้นำ เขาสามารถต่อต้านได้ทุกที่ทัวโลก ทุกที่และบ่อยขึ้น รวมทั้งการเดินทางไปอเมริกา หรือไปยุโรปก็จะเจอกับการต่อต้านไปทุกที่

อภิสิทธิ์จึงต้องรอการพิพากษาทั้งทางคดี และการพิพากษาจากประชาชน หนีไปไหนก็หนีไม่พ้น ยกเว้นต้องไปพบยมบาล ถึงคุณจะใหญ่เท่าไหร่ แต่ยังไงก็เล็กกว่าโลง

วิพากษ์การเดินสายปรองดองของเสธ.หนั่น

คุณก็มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเข่นฆ่าประชาชน แล้วคุณมาเรียกร้องปรองดอง มันก็คงยากที่จะปรองดองกันได้ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่ได้ส่อเจตนาว่าจะแก้ไขปัญหา เช่น ให้นิรโทษกรรมกับผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ไม่ได้ขึ้นเวที หรืออยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่นิรโทษกรรมให้คนที่โดนข้อหาก่อการร้าย และล้มเจ้า

คุณกล่าวหาเราโดยไม่มีหลักฐาน จับแกนนำเราไปขังไว้80กว่าวัน ไล่ล่าผม แล้วแบบนี้จะปรองดองกันยังไง แต่หากจะเอาอย่างนั้นแล้วสามารถกลับสู่สภาวะปกติผมก็ยอมได้ แต่มันไม่เกิดการปรองดองจริง ไม่มีอะไรดีขึ้น

ปรองดองแล้วรัฐบาลจะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนไหม คนที่เสียชีวิต ที่บาดเจ็บคุณจะเยียวยาอย่างไร คนที่บริสุทธิ์แต่ถูกจับกุมคุมขัง คนที่ถูกไล่ล่า เสียโอกาสในชีวิต ใครรับผิดชอบ

การปรองดองไม่ใช่แค่คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำ หากจะปรองดองต้อง

1.หยุดไล่ล่า
2.หยุดองค์กรอิสระ ทหาร ตำรวจ คุกคามประชาชน
3.จากนั้นกำหนดว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และกลับไปเรื่องธรรมนูญ 10 ข้อที่ผมว่าไปแล้ว
4.ส่วนการสังหารประชาชน ต้องไปถามญาติวีรชนว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาอยากให้เป็นแบบไหน หากเขาเห็นว่าคุณปรองดองจริงๆ เขาอาจมีความเมตตาคุณก็ได้ เสธ.หนั่นคงต้องไปถามเจ้าทุกข์ตัวจริงเหล่านั้น ไม่ใช่ถามแค่นักการเมือง


เปิดข้อเสนอปรองดองให้ยอมรับธรรมนูญ10ข้อของเสื้อแดง

จะปรองดองได้จริง ทำไม่ยากหรอก

1.อภิสิทธิ์ยุบสภา 2.นำธรรมนูญเสื้อแดง10ข้อไปปฏิบัติ

รูปธรรมก็เช่น สอบสวนการกระทำของเสื้อแดงกับรัฐบาลคนละชุด ให้เวลา 6 เดือน หากสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่มีความผิดก็ต้องปลดปล่อยนักโทษ เยียวยา หากผิดก็ขึ้นศาลยุติธรรม และหากสอบสวนว่ารัฐบาลผิดไม่ผิดก็นำขึ้นศาลว่ากันไปเต็มที่

คณะกรรมการนี้ต้องเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง มีการเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน

หากคณะกรรมการชี้ไปทางไหนก็ว่าไปตามนั้น ให้คณะกรรมการ 2 ชุดสอบสวนชี้มูล ไม่ใช่พูดปรองดองแต่พวกผมยังถูกขังคุก ถูกตามไล่ล่าอย่างตอนนี้ มันจะปรองดองได้อย่างไร

ที่สำคัญสถาบันกษัตริย์ของเราตอนนี้มีคนนำมาเป็นเครื่องมือการเมือง ทำร้ายคนอื่นๆหาว่าคนนั้นคนนี้หมิ่น จะล้มล้าง ผมถามว่ามันเพียงพอหรือยัง น่าจะเหนื่อยกันมากพอแล้ว เราก็รู้ตื้นลึกหนาบางมาก แต่ตอนนี้ออกอากาศผมก็ขอพูดแค่นี้

ตอนนี้ต้องมีธรรมนูญของคนเสื้อแดง ประเทศเราต้องยุติปัญหาทั้งหมด รัฐบาลต้องหยุดการใส่ร้ายป้ายสี หยุดการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลต้องหาคนสั่งการฆ่าประชาชนตั้งแต่10เมษายนมาถึง19พฤษภาคม พวกเราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แม้ในประเทศทำไม่ได้ แต่ระดับนานาชาติคงช่วยได้

ธรรมนูญ 10 ข้อ ก็เช่น

1.อธิปไตยอำนาจต้องเป็นของประชาชน ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจให้ชัดเจน

2.ขบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต้องเป็นธรรมและทันสมัย ต้องแฟร์ องค์กรอิสระต้องมีมาตรฐาน ไม่ซ้ายไม่ขวา

3.การพัฒนาคนพัฒนาชาติ เยาวชนต้องมีการศึกษาสูง เพื่อพัฒนาประเทศได้ดี รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ เรียนรู้วัฒนธรรมมาพัฒนาประเทศ

4.การพัฒนาด้านการเกษตรให้ทันสม้ย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการตลาด เทคโนโลยี การเก็บรักษาพืชผลที่ไม่มช่วิธีโบราณแบบเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ทำอยู่

5.การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเศรษฐกิจการค้า การเงินการคลังต้องทันสมัย

6.ในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หมดสมัยที่จะใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาหมดกับเพื่อนบ้านรอบด้าน พม่า ลาว กัมพูชา

7.ในเรื่องการจัดการทรัพยากร ที่มีนายทุนหนุนหลังให้เกษตรกรบุกรุกป่า ต้องจัดการให้ถูกต้อง

8.เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องให้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ไม่ใช่อย่างที่เป็นมา เรามาเรียกร้องประชาธิปไตยกลับเข่นฆ่า ตายไปที่รวบรวมได้ 96 ศพ ไม่นับรวมที่สูญหาย บาดเจ็บ

นี่เป็นประเด็นหลักๆที่เราต่อสู้อยู่ เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า


คนเสื้อแดงพร้อมให้อภัย หากมีการสำนึกผิดและขอโทษ

คนเสื้อแดงมีหัวใจที่ดีงาม ไม่ประสงค์ร้ายกับใครอยู่แล้ว อาวุธเขาคือการให้อภัย หากความสุข โอกาส สิทธิเสรีภาพกลับคืนมา พวกเขาพร้อมให้อภัย ส่วนโลกแห่งความยุติธรรมจะให้อภัยหรือเปล่า ผมไม่ทราบ

ที่เขายัดเยียดให้ผมเป็นฮาร์ดคอร์ ผมเองไม่เคยจะทำอะไรใครเลย มีแต่โดนไล่ล่าไล่ฆ่า แต่มีคนช่วยเหลือ กับอาศัยความสามารถของตัวเอง และพระคุ้มครองหนีมาได้ เราไม่จำนนกับคนชั่ว คนที่เข่นฆ่าประชาชน

วิถีคนพลัดบ้านพลัดครอบครัว

ก็เป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ของผม ผมมีเพลงหนึ่งคือเพลง"ปาป้า" ผมเป็นพ่อที่ปกติกลับบ้านก็หอมแก้มลูก3คน ตอนนี้ผมไม่ได้ทำหน้าที่นั้น ไม่กล้าติดต่อไป เพราะกลัวเจอดักฟัง 2เดือนแรกเขายังไม่รู้ผมไปไหนก็ไปแจ้งความว่าผมหายตัวไป แต่ต่อมาก็รู้

ผมอยู่กับครอบครัวมา10กว่าปีไม่เคยห่างกัน ก็กังวลเป็นห่วงลูกๆ แต่ภรรยาผมเป็นคนเข้มแข็งก็คงจัดการปัญหาต่างๆได้ดี แต่ผมก็ยังไม่บอกว่าผมอยู่ไหน เพราะก็อยู่ไม่เป็นที่อยู่แล้ว

ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะเจอแบบนี้ ไม่คิดว่าเขาจะเข่นฆ่าประชาชน แล้วเขาก็กล้าก้าวข้ามกองเลือดประชาชนเป็นนายกฯได้ ทั้งที่ควรรู้ว่าถึงมีตำแหน่งแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

ตอนนี้เป็นยุคมืดมนของประเทศ และไม่รู้เมื่อไหร่จะสว่าง แต่เมื่อสว่างก็จะเห็นปฏิกูลที่คนเหล่านี้ทำไว้ และวันนั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว

ตอนนี้หากถามว่าสบายดีไหม ก็ต้องพูดว่า ไม่ค่อยมีความสุข เพราะมีชีวิตอยู่อย่างได้รับการคุกคามตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็มีคนของทางการตามมาคุกคามตลอด แต่ผมก็มีคนไทยคอยดูแลผมตลอด เพราะเขารู้ว่ารัฐบาลกำลังคุกคามผม

เพลงตะโกนบอกฟ้า ที่ไปที่มา



'ตะโกนบอกฟ้า'เพลงใหม่ล่าสุดโดยพี่กี้ร์-อริสมันต์

วันที่เสธ.แดงเสียชีวิต ผมอยากตะโกนบอกฟ้าว่าทำไมมันไร้ความปรานี ยิงไล่ฆ่าทำไม เขาก็คน เขาก็ไทยที่ความคิดเห็นต่างกัน ถ้าหากฟ้าออกมาพูดมันจะจบ ผมเลยตะโกนบอกฟ้าว่าเห็นไหมมันไร้ความเมตตาปรานี และมีอีกหลายเพลงที่แต่งไว้ช่วงนี้

เสธ.แดงโดนสังหาร เป็นเรื่องสะเทือนใจที่สุด

การเสียชีวิตของเสธ.แดง และพี่น้องเสื้อแดงทุกคน แล้วเขาวาทกรรมฆาตกรว่า"กระชับวงล้อม,กระชับพื้นที่,ขอพื้นที่คืน"ทั้งที่ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ แต่กลับใช้วาทกรรมฆาตกรมาบอกว่าปิดวงล้อมเพื่อสังหารแกนนำ สังหารประชาชน คุณต้องไปแก้ตัวกับศาลว่าการขอพื้นที่คืน คุณต้องฆ่าคนเลยเหรอ

ที่สะเทือนใจที่สุดคือคุณยิงคนในเขตอภัยทาน ในเขตวัด พยาบาลคนหนึ่งที่ผมรู้จักดีคือน้องเกด ให้คุณไปฟังเพลงตะโกนบอกฟ้าที่ผมร้องไว้"ออกจากบ้านมาแค่เพียงมือเปล่า ..."ศพที่ตายนั้นตายด้วยอาวุธสงคราม ตายเพราะทหารที่ถูกสั่งมา คนที่เสียชีวิตในวัดคุณทำได้อย่างไร

สถานการณ์ที่ยังมีเหตุระเบิดในกรุงเทพฯเวลานี้

อภิสิทธิ์ก็ไปโยนผิดให้เสธ.แดงว่าทำ แล้วทำไมวันนี้ไม่มีเสธ.แดง ทำไมยังเกิดระเบิด มันเป็นเรื่องคนไม่พอใจในกองทัพ ความขัดแย้งในกองทัพ หรือรัฐบาลอาจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองก็ได้

เขาใช้หลักการ 8 M คือ

*M-manใช้คนมาจัดการกับเรา กับแกนนำ
*M-material ใช้อาวุธใช้ระเบิด
*M-moneyไปซื้อข้อมูลข่าวสาร ให้มืออาชีพมาป้ายสี
*M-marketing ใช้การตลาดว่าเราเป็นคนเลวเป็นผู้ก่อการร้าย
*M-methodology จัดการกับเราอย่างมีแบบแผน
*M-monitor คอยเฝ้าสังเกตติดตาม
*M-mature ใช้องค์กรอิสระ องค์กรรัฐ องค์กรข่าวกรอง หน่วยรบพิเศษ
*M-management คอยจัดการทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นต้น


แต่มันสมศักดิ์ศรีที่ไหนหละ เอามาจัดการกับนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ผมจะเอาอะไรไปสู้ได้ เพราะที่ผมสู้คือความไม่เป็นประชาธิปไตย สู้กับนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์ แต่ตอนนี้ทหาร ตำรวจ องค์กรอิสระต่างๆเป็นเครื่องมือทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน ซักวันหนึ่งเรื่องนี้ต้องไปขึ้นศาลโลก

อนาคตพร้อมจะลงเลือกตั้งกับพรรคที่มีแนวนโยบายเพื่อคนเสื้อแดง

อนาคตก็จะไปเลือกตั้งครับ หากบ้านเมืองไม่ปลอดภัยก็จะหาเสียงจากต่างประเทศ และเมื่อเราได้เป็นรัฐบาล เราจะไม่ลืมวีรชน ไม่ลืมญาติวีรชน ไม่ลืมคนที่สูญหาย คนที่บาดเจ็บ ต้องเยียวยา จะ5ล้าน10ล้านบาทก็ต้องหาให้ เรื่องนี้ต้องกำหนดเป็นนโยบาย รวมไปถึงธรรมนูญ 10 ข้อของคนเสื้อแดง

รวมทั้งต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทุกวันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยหลายอย่าง รวมทั้งการให้อิสระส.ส.ไปเลือกคนที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคของตนเองเป็นนายกฯ ถือว่าผิดหลักการ ทำให้ฟอนเฟะ ไม่มีระบบพรรค ทรยศประชาชนที่เลือกมา เพราะประชาชนเลือกมาในนามพรรคของคุณ

เราจะนำนโยบายนี้ไปเสนอพรรคการเมือง หากพรรคใดยอมรับ คนเสื้อแดงก็พร้อมให้การสนับสนุน หากเกิดการรัฐประหารขึ้นมา คนเสื้อแดงมีความชอบธรรมจะนำอาวุธออกมาต่อสู้ และถ้าวันนั้นประชาชนชนะ สถาบันทหารจะเสียหายมาก และเราจะสอนวิชาการเมือง วิชาประชาธิปไตย วิชามนุษยธรรมเมาตตาธรรมให้ทหาร เพราะทหารไม่ใช่สัตว์ ต้องมีเมตตาธรรม คิดถึงใจคนอื่นว่าเป็นคนเหมือนกัน

ผมอยากฝากว่า ครั้งนี้เราน้อยใจในความเป็นคนไทยน้อยที่สุด เราจะภูมิใจได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลไล่ฆ่าเรา รัฐบาลต้องคิดให้ได้

ท้ายนี้ทุกกำลังใจ ทุกความปรารถนาดี ผมพูดจากหัวใจว่าผมอบอุ่น แม้ผมต้องสูญเสียเงินทองทรัพย์สินที่ผมมีมา ต้องพลัดลูกพลัดเมีย แต่ผมมีเสิ่งชดเชย ผมจะมีความสุข มีความภาคภูมิใจ หากสามารถร่วมมือกับพี่น้องนำประชาธิปไตยมาสู่แผ่นดินไทยได้ตลอดกาล

(ปิดท้าย คุณอริสมันต์ได้ร้องเพลง ตะโกนบอกฟ้า ปิดท้ายรายการ)

**********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-อริสมันต์โชว์รูปถ่ายล่าสุดเผื่อให้ธาริตไว้ดูต่างหน้า ตัวเป็นๆค่อยมาปลายปีอธิบดีDSIคงเป็นคนใหม่แล้ว


-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:ในโอกาสรำลึก6เดือน19พฤษภา กับฟางเส้นสุดท้ายของคนเสื้อแดง


-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:สู้ทุกวิถีทาง

-ปูขอบคุณแฟนคลับแพร่ความจริงโต้เวบลิ้มเล่นสกปรก-กี้ร์เผยที่มาภาพ ตุลย์ขู่ตบยิ่งลักษณ์คว่ำ