WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 8, 2011

ตรงไปตรงมา 8 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo


speedhorse


<a href="http://www.youtube.com/v/HTSGqxwJRJY?version=3&amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/HTSGqxwJRJY?version=3&amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/y8lzxLGoKVU?version=3&amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/y8lzxLGoKVU?version=3&amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/nkjYyG2LjNE?version=3&amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/nkjYyG2LjNE?version=3&amp</a>


<a href="http://www.youtube.com/v/yYzUhVOpjKw?version=3&amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/yYzUhVOpjKw?version=3&amp</a>

http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=748

14 องค์กร คปต.แถลงข่าว 08-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



<a href="http://www.youtube.com/v/Z25qIm8-JiM?version=3&amp" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Z25qIm8-JiM?version=3&amp</a>



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=749

โทษก่อนความผิดของจตุพร

ที่มา ประชาไท

ข้อถกเถียงประการสำคัญในกรณีของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ก็คือว่าสถานะของการเป็น ส.ส. จะสิ้นสุดหรือไม่ภายหลังที่คุณจตุพรไม่ได้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากอยู่ระหว่างถูกคุมขังอยู่ภายใต้คำสั่งของศาล

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีความเห็นว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของคุณจตุพรควรจะต้องสิ้นสุด เพราะเมื่อไม่ได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งก็ย่อมมีผลต่อเนื่อง ทำให้สถานะของการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยยุติลง เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองก็ย่อมทำให้บุคคลดังกล่าวไม่มี คุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นไปตาม พ.ร.บ. พรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2550

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ กกต. มีความเห็นว่าการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณจตุพรไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนา ของตนเอง หากเป็นเพราะต้องอยู่ภายใต้การคุมขังโดยหมายศาล ซึ่งคุณจตุพรก็ได้ขออนุญาตจากศาลเพื่อไปลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งแล้วหาก แต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงทำให้ไม่สามารถไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งจึงควรต้องนับว่าเป็นเหตุที่เกิด ขึ้นจากความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งการไม่ไปลงคะแนนเสียงโดยมีเหตุจำเป็นนี้ทาง กกต. ก็ได้เคยยอมรับให้เป็นการกระทำที่ไม่นำไปสู่การเสียสิทธิทางการเมืองได้ใน หลายกรณี

อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยของ กกต. ในกรณีคุณจตุพรแต่อย่างใด แต่ต้องการตั้งคำถามถึง “หลักการ” หรือความชอบธรรมของกฎหมายในการลงโทษต่อคุณจตุพรว่าเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับ หลักการพื้นฐานทางกฎหมายหรือไม่

หลักการทางกฎหมายที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปใน หมู่นักเรียนกฎหมายก็คือว่าบุคคลจะถูกลงโทษก็ต่อเมื่อได้กระทำในสิ่งที่ กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด และรวมทั้งการลงโทษบุคคลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้มีกระบวนการในวินิจฉัย โดยองค์กรตุลาการที่เป็นอิสระและเป็นธรรมเกิดขึ้น อันนำมาสู่หลักการทางกฎหมายว่าตราบเท่าที่ยังเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยก็ต้อง สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน

แนวความคิดดังกล่าวนี้วางอยู่บนหลักการแบบเสรีนิยม อันหมายความว่าอำนาจรัฐเป็นสิ่งที่ต้องถูกจำกัดไว้โดยกฎหมาย และเมื่อใดที่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงหรือจำกัดชีวิตของผู้คนต้องปรากฏอย่าง ชัดเจนว่าบุคคลนั้นได้กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด โดยกระบวนการในการวินิจชี้ขาดความผิดต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถโต้แย้งและหักล้างพยานหลักได้อย่างเต็มที่

เมื่อถูกสันนิษฐานว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ การลงโทษใดๆ กับบุคคลผู้ตกอยู่ในสถานะของผู้ต้องหาหรือจำเลยจึงย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้น มิฉะนั้น ย่อมถือว่าเป็นการลงโทษต่อบุคคลที่ยังมิได้กระทำความผิดอันใดเลย

เมื่อนำหลักการดังกล่าวมาพิจารณากรณีของคุณจตุพรก็จะพบว่าในคดีที่ได้ตก เป็นผู้ต้องหาและจำเลยในข้อหาต่างๆ นั้น ยังไม่มีคดีใดที่ได้ดำเนินการจนถึงที่สุด กล่าวคือยังไม่ได้มีคำพิพากษาอันเป็นที่ยุติแล้วว่าบุคคลดังกล่าวนี้กระทำ ความผิดตามที่ได้ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้น หากตามหลักการทางกฎหมายก็ย่อมต้องถือว่าคุณจตุพรยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และไม่ควรได้รับโทษใดๆ อันเป็นผลมาจากการถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว

ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนว่ายังไม่มีการลงโทษสถานใดเกิดขึ้นกับคุณจตุพรจากข้อ กล่าวหาที่ตนเองเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ใช่การลงโทษโดยตรงจากข้อกล่าวหาที่ต้องเผชิญ แต่กลับกลายเป็นว่าด้วยการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีและถูกคุมขังไว้โดยคำสั่งของ ศาลกลับทำให้คุณจตุพรอาจต้องเสียสิทธิในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองรวมไปถึง สิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้ง ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสียสิทธิเช่นนี้สืบเนื่องมาจากการตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด จึงย่อมถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นการลงโทษจากการต้องตกเป็นผู้ต้องหาแม้จะยังไม่ ได้มีการตัดสินถูกผิดเกิดขึ้นก็ตาม

คำถามก็คือว่าบทบัญญัติของกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ขัดกับหลักการทางกฎหมายอย่างสำคัญใช่หรือไม่

การพิจารณาถึงหลักการดังกล่าวนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการวางมาตรฐานของ ระบบกฎหมายต่อชีวิตของผู้คนในสังคม หากบุคคลใดต้องเผชิญกับการกระทำในลักษณะดังกล่าวก็ควรที่จะต้องถูกโต้แย้งใน มาตรฐานเช่นเดียวกัน

สมมติว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกกล่าวหาว่าขับรถชนคนตายในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งแล้วถูกควบคุมตัวเอา ไว้โดยไม่ได้รับการประกันตัว รวมทั้งเมื่อขอออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็ไม่ได้รับอนุญาต ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณอภิสิทธิ์พ้นจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเสียสิทธิ ในการลงรับสมัครลงเลือกตั้งในนามสมาชิกพรรคการเมือง ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าบทบัญญัติของกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นธรรมอย่าง ยิ่ง เพราะคุณอภิสิทธิ์ยังอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น

หากต่อมาในภายหลังคุณอภิสิทธิ์พ้นไปจากข้อกล่าวหาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ ตาม แม้จะได้รับความบริสุทธิ์กลับคืนมาแต่โทษจากการเสียสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง ที่เสียไปก็ไม่อาจหวนกลับคืนมาได้

การพิจารณาต่อกรณีของคุณจตุพรจึงไม่ควรเป็นเพียงแค่การให้ความสำคัญต่อบท บัญญัติของกฎหมายเพียงอย่างเดียว หลักการทางกฎหมาย (Legal Principle) มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายก็ควรที่จะต้องมีการ ปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตีความกฎหมายควรต้องทำให้เกิดความสอดคล้องกับสิ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในนานาอารยประเทศ

แน่นอนว่าการยืนยันถึงหลักการในทางกฎหมายซึ่งอาจทำให้บุคคลบางสีบางฝ่าย ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในห้วงเวลาเฉพาะหน้า และอาจเป็นผลให้หลายคนอาจรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะต้องยอมรับในหลักการดัง กล่าว แต่ต้องไม่ลืมว่าการจะก้าวให้พ้นความขัดแย้งที่ลงลึกในสังคมไทยหนทางหนึ่งก็ คือการสถาปนาระบบกฎหมายที่ชอบธรรมให้บังเกิดขึ้นและถูกบังคับใช้อย่างเสมอ ภาคเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีความแตกต่างของจุดยืนทางการเมืองหรือมีเป็นความเกลียดชังมากน้อย เพียงใดก็ตาม

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์กฎเมืองกฎหมาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 8 ธันวาคม 2554

สุรพศ ทวีศักดิ์: คำแถลงกรณี 'การถูกคุกคามเสรีภาพทางวิชาการด้วย ม.112'

ที่มา ประชาไท

นายสุรพศ ทวีศักดิ์
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน

เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 เวลา 12.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบมาขอพบผม ณ ที่ทำงาน เพื่อแจ้งหมายเรียกผู้ต้องหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกโดยตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ลงวันที่ 22 พ.ย.2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ” โดยให้ผู้ต้องหาไป ณ ที่ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พบ พ.ต.อ.ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร หัวหน้าพนักงานสอบสวน ในวันที่ 7 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00 น.แต่เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการ ประกอบกับมีภารกิจจำเป็น ผมจึงขอเลื่อนนัดตามหมายเรียกโดยขอไปพบพนักงานสอบสวนภายในเดือนมกราคม 2555

ข้อเท็จจริงคือ ผมเองเขียนบทความลงประชาไทอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด ปี 2552” โดยใช้ชื่อจริงในการเขียนบทความทางพุทธศาสนาและสังคม และใช้นามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” ในการเขียนบทความทางการเมือง และเป็นธรรมดาของการเขียนบทความในประชาไทที่จะมีการโพสต์แสดงความคิดเห็น หรือถกเถียงโต้ตอบกันอย่างเสรีท้ายบทความ ระหว่างคนอ่านด้วยกันเอง หรือระหว่างคนอ่านกับเจ้าของบทความ ซึ่งผมเองก็ได้โพสต์แสดงความเห็น และถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ทั้งในชื่อจริงและนามปากกาดังกล่าวอยู่บ่อยๆ

ในกรณีที่ถูกแจ้งความ เท่าที่ผมทราบเบื้องต้นจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อความที่ถูกแจ้งหมิ่นฯ คือข้อความที่โพสต์ในชื่อ ‘นักปรัชญาชายขอบ’ ซึ่งโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความชื่อ “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?” ของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เผยแพร่ในประชาไท เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 และเรื่องนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อขอข้อมูลมาทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วัน ที่ 6 ตุลาคม 2553 และผมเองก็ทำหนังสือชี้แจงไปแล้วตั้งแต่นั้น แล้วเรื่องก็เงียบไป

แต่อยู่ๆ ก็มาดำเนินคดีกับผมเอาตอนนี้ ตอนที่เราได้รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งด้วยการต่อสู้ที่ชู “ธงประชาธิปไตย” และ “ธงความยุติธรรม” ซึ่งมีทั้งนักวิชาการและประชาชนจำนวนมากที่เสี่ยงมากบ้างน้อยบ้าง “ร่วมต่อสู้” ตามกำลังของตนเองภายใต้ “ธง” ดังกล่าว และในกรณีของผมเอง ตำรวจจากส่วนกลางมาขอข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัย ผมจึงแปลกใจว่า เหตุใดจึงมาดำเนินคดีเอาตอนนี้ ตอนที่เราเชื่อว่าได้ “รัฐบาลประชาธิปไตย” และทำไมไม่ดำเนินคดีที่สวนกลาง แต่กลับโยนเรื่องกลับไปดำเนินคดีที่ร้อยเอ็ด

ส่วนข้อความที่ถูกแจ้ง ผมคงพูดในรายรายละเอียดไม่ได้ คงพูดเพียงกว้างๆ ได้ว่า เนื้อหาสำคัญของข้อความนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงทางวิชาการที่ เป็นสาธารณะอยู่แล้ว แม้สื่อกระแสหลักจะยังไม่ถกเถียงเรื่องนี้แพร่หลาย แต่ก็มีแพร่หลายใน social media อยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้มีความหมายหรือแสดงถึงเจตนาหมิ่นเบื้องสูง แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นข้อเสนอในการแลกเปลี่ยนท้ายบทความเชิงวิชาการว่า “กติกา” เกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตควรเป็นอย่างไร โดยไม่มีคำกล่าวหา หรือคำไม่สุภาพใดๆ ที่พาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะ “ตัวบุคคล”

ผมขอพูดในเชิงอุปมาอุปไมยว่า สมมติว่าผมรู้ว่าในทางพุทธศาสนามีศีลห้ามพระสงฆ์รับเงิน แม้ผมจะยอมรับได้ว่า การที่พระสงฆ์ต้องรับเงินในสมัยปัจจุบันเพราะมีความจำเป็นเนื่องจากอยู่ใน โลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้เงิน แต่ด้วยความห่วงใยพุทธศาสนาผมจึงเสนอให้องค์กรปกครองสงฆ์ออกกฎของสงฆ์ “ห้ามพระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว” ต่อมามีผู้ไปแจ้งความว่าผมหมิ่นประมาทพระสงฆ์ว่ามีบัญชีเงินฝากส่วนตัวด้วย “ข้อความอันเป็นเท็จ” และสมมติอีกว่าความผิดตามกฎหมายมาตราที่เขาไปแจ้งความนั้น ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาแสดงข้อเท็จจริงหักล้างว่า ข้อความที่เขากล่าวหาว่าเป็นเท็จนั้น “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ตามตัวอย่างนี้ แค่คิดด้วยสามัญสำนึกธรรมดา เราก็รู้ว่ากฎหมายแบบนี้มันไม่ยุติธรรม หรือไม่แฟร์กับผู้ถูกกล่าวหา

ผมคิดว่ากฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ว่าข้อความของเขา “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ก็เป็นกฎหมายที่ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยพื้นฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดอัตราโทษไว้สูงเกินไป กรณี “อากง” ที่ส่งข้อความ 4 ข้อความไปที่โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของคนอื่นต้องถูกจำคุกถึง 20 ปี ผมคิดว่ามันอธิบายไม่ได้ว่ายุติธรรมอย่างไร อีกอย่างการที่ให้ใครแจ้งความก็ได้ เราก็พบปัญหานี้มาตลอดมาว่า มันมีการกลั่นแล้งกัน มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง และคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ

โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวทางของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มนักเขียน นักวิชาการอิสระ และคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่แลกเปลี่ยนกันทาง social media เช่น เฟซบุ๊ค สื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ยืนยันเหมือนกันว่า สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้ปล่อยอากง ปล่อยนักโทษการเมือง และให้แก้ไข ม.112 ให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย

แนวทางนี้คือแนวทางปกป้องสถาบันที่ดีที่สุด เพราะเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านสังคมเราให้เป็นประชาธิปไตย คือ “ต้องไม่ให้มีการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้อีก ไม่มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง ไล่ล่าคนเห็นต่างในทางการเมือง หรือคุกคามเสรีภาพทางวิชาการได้อีก

ผมคิดว่า สิ่งที่ผมโดนตอนนี้คือ “การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง มันมีคนที่คิดต่างเห็นต่างในเรื่อง “การปกป้องสถาบัน” ไปแจ้งความไว้ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี อันนี้เห็นได้จากที่เขาตามโพสต์ด่าท้ายบทความของผมมาตลอด แล้วก็โพสต์เอกสารแจ้งความขึ้นเว็บประชาไท และเยาะเย้ยทำนองว่า “มึงเตรียมกระเป๋า เตรียมค่ารถเดินทางมาพบตำรวจที่ร้อยเอ็ดหรือยัง” อะไรประมาณนี้ เท่าที่ทราบมา คนเดียวกันนี้ไปแจ้งคดีหมิ่นฯ กับคนอื่นๆ อีกถึง 6 คดี นี่คือปัญหาของ ม.112 ที่ใครจะไปแจ้งความไว้ที่ไหนก็ได้ เขาต้องการให้เรากลัว และหยุดคิด หยุดเขียน หยุดพูด หยุดอภิปรายถกเถียงตามแนวทางที่ผมว่ามา

และสำหรับสังคมไทย ก็มักจะมองว่าผู้ต้องหาในคดีหมิ่นฯ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ถูกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็น “ความผิดบาป” ที่ทำให้ครอบครัว คนรอบข้าง ญาติมิตรต่างหวาดกลัวและเครียดไปตามๆ กัน ผู้ต้องหาก็อาจถูกเพื่อนร่วมงาน ถูกสังคมที่เขาสังกัดพิพากษาไม่ต่างอะไรกับ “ไอ้ฟัก” ในนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ อันนี้คือข้อเท็จจริงไม่ใช่ “ดราม่า” หรือถ้ามันจะเป็น “ดราม่า” มันก็คือ “ดราม่า” ที่เป็นความจริงเฉพาะของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า สังคมเราจำเป็นต้องเรียนรู้จาก “บทเรียน” ที่ผ่านมาว่า 14 ตุลา 6 ตุลา และ พฤษภา 53 นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าตายมามากเกินไปแล้วด้วย “ข้อกล่าวหาล้มเจ้า” แล้วผลของการต่อสู้นั้น เราก็ได้แกนนำฮีโร่ในยุคต่างๆ ได้การเลือกตั้ง และการเกี้ยเชี้ยของชนชั้นนำเพียงไม่กี่กลุ่ม สุดท้ายก็ไม่มีหลักประกันว่า จะเกิดรัฐประหารและการนองเลือดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเราไปไม่ถึง “การสร้างกติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพและความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง

บางคนบอกว่า ถ้าจะพูดหรือเขียนอะไรในเชิงตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ หรือกติกาเกี่ยวกับเรื่องสถาบันต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าปลอดภัยหรือไม่ อันนี้ผมเองก็เคารพความรู้สึกของแต่ละคน เพราะระบบกฎหมายและวัฒนธรรมทางความเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมนี้ มันทำให้เราต้องหวาดกลัวที่จะใช้เสรีภาพและเหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถก เถียงปัญหาระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่อยากให้ช่วยกันมองอีกมุมว่า ถ้ามันปลอดภัยแล้วก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ผมคิดว่าที่ใครๆ เขาเสี่ยงพูดเรื่องสถาบันในเวลานี้เขาเสี่ยงเพื่อให้สังคมนี้มีกติกาที่ ประชาชนมีเสรีภาพสามารถพูดถึงสถาบันในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “บุคคลสาธารณะ” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” ได้อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็น แม้จะต้องเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อยืนยันความมั่นคงของสถาบันที่ ต้องสอดคล้องกับความมั่นคงของประชาธิปไตย

ผมคิดว่าเราต้องไม่ปล่อยให้มันสายเกินไป ต้องช่วยกันปลดล็อกเงื่อนของความความรุนแรงนองเลือดที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่สังคมเราควรเลิกหลอกตนเอง ยอมรับความจริงเสียทีว่า เวลานี้สังคมเราเดินมาถุงจุดที่ต้องร่วมกันสร้าง “กติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นกติกาที่สามารถ “หยุดการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้ตลอดไป

“ขอความเป็นธรรมให้เสียงประชาชน”

ที่มา ประชาไท

อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร เขียนบทความสั้น ๆ เรื่อง “ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?” เผยแพร่เมื่อเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา สร้างข้อถกเถียงในหมู่ผู้สนใจเรื่องประชาธิปไตย (ทางเน็ท) อยู่มาก หลายท่านเขียนบทความและแสดงความเห็นโต้แย้งอาจารย์ไชยันต์ ในเรื่องเนื้อหา วิธีการ และจุดยืนในการเขียน ข้อแย้งจำนวนมากเขียนได้อย่างน่ารับฟัง

อันที่จริงคำถามเรื่องปัญหาประชาธิปไตยตามชื่อบทความของอาจารย์ไชยันต์ นั้นเป็นประเด็นสำคัญ นักวิชาการจำนวนมากทำการศึกษาประเด็นนี้ เพื่อหวังว่าการทำความเข้าใจปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยให้นำสันติสุขสู่สังคมมากที่สุด บางท่านก็ศึกษาว่าประชาธิปไตยบ่อนทำลายอะไรบ้าง บางท่านก็ศึกษาว่าอะไรบ้างบ่อนทำลายประชาธิปไตย ผลการศึกษาที่ได้แม้จะพบว่าปรากฎการณ์เลวร้ายหลายประการเกิดขึ้นในบริบท ประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หักล้างหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะเสียงประชาชน

ชื่อบทความของอาจารย์ไชยันต์แสดงเจตนาว่าจะหยิบปัญหาสำคัญต่อความยั่งยืน ของประชาธิปไตยมาถกเถียง แต่ในเนื้อหากลับมิได้มุ่งอธิบายประเด็นปัญหาหรือแสดงตัวอย่างที่รอบด้านให้ ประจักษ์ว่า ‘เสียงมหาชน’ ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร (เพื่อที่พวกเราจะได้ช่วยกันคิดต่อว่า ถ้าจะธำรงจิตวิญญาณของประชาธิปไตยไว้ควรจะต้องทำอย่างไร) ดังนั้น ผู้อ่านที่คาดหวังองค์ความรู้ทางวิชาการจากนักรัฐศาสตร์น่าจะผิดหวัง เมื่อพบว่าบทความดังกล่าวไม่ได้พูดในสิ่งที่แสดงเจตจำนงว่าจะพูด ส่วนเรื่องที่พูดนั้นกลับมีตรรกะและวิธีการที่ไม่รัดกุมเป็นที่โต้แย้งได้ โดยง่าย

เมื่อพิจารณาประวัติอาจารย์ไชยันต์

“รองศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) ปริญญาโทรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ปริญญาเอกด้านปรัชญาการเมืองจาก LSE”

ก็ยากที่จะเชื่อว่าอาจารย์จะเขียนบทความลวกๆ เช่นนี้

ประเด็นอาจอยู่ที่อะไรคือ ‘สาร’ จริงที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการจะสื่อ ซึ่งเป็น ‘สาร’ ส่วนที่ไม่ได้เขียนในบทความนี้ ส่วนที่ไม่ได้ถูกแสดงออกมา เป็นส่วนที่อาจารย์ไชยันต์ปิดไว้จากบทความนี้ บทความนี้เป็นเพียงแค่กรอบซึ่งทำให้รูปที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการให้สังคม เห็นนั้นปรากฎชัด

พูดง่าย ๆ คือ ส่วนที่ไม่ได้เขียน (ณ ที่นี้) สำคัญกว่าส่วนที่เขียน

ปัญหาของบทความอาจารย์ไชยันต์ ที่มีการ Oversimplification การเปรียบเทียบเฉพาะประเด็น ยกตัวอย่างไม่รอบด้าน กระทั่งตกหล่นข้อมูลสำคัญ (หรือทำเป็นลืม?) ตามที่มีผู้แสดงความเห็นแย้งนั้น อาจจะเป็นปัญหาต่อความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องราวในบทความนี้ แต่ไม่เป็นปัญหาต่อ ‘สาร’ สำคัญส่วนที่อาจารย์ไชยันต์ไม่ได้เขียน ในทางกลับกัน กลวิธีเช่นนี้ คือวิธีการสำคัญที่จะสื่อ ‘สาร’ ดังกล่าวได้ดี เมื่อใช้ประกอบกับข้อมูลที่อาจารย์ไชยันต์เสนอทิ้งไว้อย่างสม่ำเสมอในที่ อื่น ๆ ตามวาระโอกาสต่าง ๆ แล้ว เช่น ในรายการตอบโจทย์ทางสถานีไทยพีบีเอส เมื่อวันอังคาร ที่ 29 พุธ ที่ 30 พ.ย. และพฤหัสฯ ที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่องรัฐประหาร 19 กันยาฯ

อะไรคือ ‘สาร’ จริงที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการจะสื่อ?
สาระในบทความนี้ของอาจารย์ไชยันต์ คือ

ฮิตเลอร์ +มติมหาชน = อำนาจ
ทักษิณ+การเลือกตั้ง = อำนาจ

บทความนี้จึงพยายามโยงให้คนสำนึกว่า ทักษิณ = ฮิตเลอร์
ฮิตเลอร์ในภาพจำของคนทั่วโลก คือ ปีศาจร้ายต้นตอการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
ดังนั้น ‘สาร’ ฉบับเต็มที่อาจารย์ไชยันต์ต้องการเสนอ คือ
รัฐบาลทักษิณ = ฮิตเลอร์ = ปีศาจ ดังนั้น “ประหาร” ได้ ไม่บาป (ทางวิชาการ)

สาระส่วนที่ไม่ปรากฎแต่มีความหมายสำคัญของอาจารย์ไชยันต์ คือความพยายามที่จะอธิบายว่าการเลือกตั้ง/มติมหาชนในบางครั้งมันกลายเป็น “ปีศาจ” ดังนั้น การ “ประหาร” ปีศาจจึงไม่ผิด ยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นความชอบธรรมเสียด้วยซ้ำไป ดังที่อาจารย์ได้เสนอไว้ในหลายวาระว่า รัฐประหาร 19 กันยาฯ “ช่วยหยุดยั้งความรุนแรงทางการเมือง”

ด้วยกลวิธีการเขียนบทความนี้ อาจารย์ไชยันต์ได้วาดภาพว่า “ปีศาจ” กำเนิดจากประชาชน ขู่ หรือโน้มน้าวให้ประชาชนหวาดกลัวเสียงประชาชนด้วยกัน ให้ความชอบธรรมกับอภิชนกลุ่มน้อย คณะรัฐประหาร ผู้สนับสนุนรัฐประหาร และวิธีการขึ้นสู่อำนาจของผู้มีอำนาจทางการเมืองช่องทางอื่นนอกเหนือจากการ เลือกตั้ง/มติมหาชน โดยตัดทิ้งสภาพการณ์จริงที่ว่า ไม่ว่าระบอบการปกครองไหนก็ให้กำเนิดปีศาจได้ หากระบอบการปกครองนั้นขาดหลักการสำคัญที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรวมทั้งการปกป้องเสียงของประชาชนด้วย

กล่าวให้ถึงที่สุด การรัฐประหารที่อาจารย์เอ่ยปากรับรองความชอบธรรมของมันต่างหากให้กำเนิด ปีศาจสำหรับประชาชนได้ง่ายกว่าระบอบประชาธิปไตย เพราะสามารถขึ้นสู่อำนาจได้โดยไม่ต้องเจรจาต่อรองกับประชาชนส่วนใหญ่ พยายามรักษาอำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ผลัดอำนาจด้วยความรุนแรง

หากอ้างว่า รัฐประหารชอบธรรมเพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยกำจัดเผด็จการที่ไม่มีใครโค่น ล้มได้ คำถามที่ตามมาคือ หากเป็นเผด็จการที่มาจากรัฐประหาร อาจารย์คิดว่าเครื่องมือชนิดใดจะกำจัดเผด็จการชนิดนี้ได้ รัฐประหารซ้ำ????

ลำพังการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารนับเป็นศีลของผู้มีจุดยืนอยู่ข้าง ประชาธิปไตยที่ไม่พึงกระทำ ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามลดทอนความชอบธรรมของเสียงประชาชนย่อมถือเป็นการทำลายหลักการสำคัญ ของประชาธิปไตยโดยตรง

แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษประกันความดีงามของสังคมการเมือง แต่ก็มิได้หมายความว่าหลักการและคุณค่าพื้นฐานบางประการของระบอบนี้สมควรถูก เพิกถอน ทำลายทิ้ง เพียงเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

...

สุดท้ายแล้ว บทความของอาจารย์ไชยันต์ไม่ได้ให้คำตอบเรื่องเสียงมหาชนแบบไหนทำลาย ประชาธิปไตยมากนัก แต่ได้ให้คำตอบเรื่องวิชาการแบบไหนทำลายประชาธิปไตยพอสมควร

ดีเอสไอบุกจับดีเจเสื้อแดงมุกดาหารคดีชุมนุมปี53

ที่มา ประชาไท

กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)บุกจับดีเจเสื้อแดงกลางตลาดสดมุกดาหาร ข้อหาปิดถนนสกัดตำรวจจากมุกดาหารเพื่อไม่ให้เดินทางลงมาสลายการชุมนุมของคน เสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อเดือนเมษายน 2553

8 ธันวาคม 2554 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายได้บุกเข้าจับกุมนายสุภัสชัย ศรีสุภา อดีตดีเจสถานีวิทยุชุมชน 106.75 เมกกะเฮิร์ต(มุกดาหาร) ที่ร้านขายของชำกลางตลาดสดเทศบาล 2 อ.เมือง จ.มุกดาหาร ซึ่งนายสุภัสชัยเปิดร้านขายของอยู่ โดยแสดงตัวว่ามาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม และแสดงหมายจับในข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวอดีตดีเจเสื้อแดงผู้นี้ไปยัง สภ.เมืองมุกดาหาร ต่อมา

หลังจากที่ผู้ต้องหาได้รายงานตัวและลงบันทึกการจับกุมแล้ว เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอได้ควบคุมตัวนายสุภัสชัยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสวบสวนคดีพิเศษ

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายสุภัสชัยว่า หมายจับดังกล่าวเป็นหมายจับที่ออกจากเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงทำการปิดถนนเส้น ทางที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตรวจรถโดยสารและรถตู้ทุกคันที่ผ่าน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 เพื่อสกัดกั้นรถตำรวจไม่ให้ส่งกำลังไปสนับสนุนการสลายการชุมนุมที่ กทม. หลังเหตุการณ์ปะทะกันที่อนุสรณ์สถานดอนเมือง และบริเวณตลาดไทย อย่างไรก็ตามตนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และได้ประสานเรื่องการประกันตัวกับทางกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เดินทางถึงดีเอสไอและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ก็จะยื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 200,000 บาททันที

นายสุภัสชัยกล่าวต่อว่าตนเองน่าจะได้ประกัน เนื่องจากทางขอนแก่นที่ถูกหมายจับจากเหตุการณ์ปิดถนนเหมือนกัน ซึ่งเข้ามอบตัวก่อนหน้านี้ (นายไชยยา สิมมา-ประชาไท) ก็ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ และมีเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ตนเองซึ่งมีบทบาทเสมอเมื่อมีการตั้งเวทีปราศรัยของคนเสื้อแดงมุกดาหาร และถูกหมายหัวว่าเป็นหนึ่งในแกนนำเผาศาลากลาง มีข่าวลือว่าตนเองได้ถูกออกหมายจับด้วย จึงหนีหมายจับไประยะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภา บรรยากาศการไล่ล่าจับกุมผ่อนคลายขึ้น นายสุภัสชัยจึงกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวตามปกติ จนถูกตำรวจดีเอสไอจากกรุงเทพฯ เข้าจับกุมในที่สุด

ปูตั้งเหลิมลุยขจัดเว็บหมิ่นให้สิ้นซาก ทักษิณสั่งวิสาแต่งเพลงเทิดในหลวงใครไม่ชอบถือว่าทำลายสถาบัน

ที่มา Thai E-News



ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงความเห็นในเฟซบุ๊คว่า เพลง "องค์ราชันย์ภูมิพล" แต่งโดย วิสา คัญทัพ ร้องโดยนักร้องกิตติมศักดิ์ หลายทาน : ทักษิณ ชิณวัตร, อดิศร เพียงเกษ, ก่อแก้ว พิกุลทอง, วิสา คัญทัพ, ไพจิตร อักษรณรงค์ และอื่นๆ



โดยชี้ว่าคำสัมภาษณ์ของวิสา ที่ว่า "หากบอกเพลงนี้ ใช้ไม่ได้ ไม่ชอบ นั่นแสดงว่า คุณกำลังทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยตัวคุณเอง คนที่ไม่ชอบเพลงนี้ คือคนไม่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์..."ถือว่าใช้ไม่ได้(ดูรายละเอียด)



สำหรับเพลงและรายการพิเศษชุดนี้วิสากล่า่วว่า เขาทำตามนโยบายคำสั่งของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอยากให้คนไทยส่งเพลงเทิดพระเกียรติมาเผยแพร่ และจะออกเผยแพร่ทั่วประเทศต่อไป
















"เฉลิม"เผย"ปู"แต่งตั้งให้เป็น"ปธ.ปราบเว็บหมิ่นสถาบัน" บอกเป็นความท้าทาย ประชุมนัดแรก 9 ธ.ค.



มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ต.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า เมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 285/2554 แต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมาย หรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ มีคณะกรรมการทั้งสิ้น 22 คน ซึ่งจะมีอำนาจครอบคลุมทั้งหมด แต่ต้องให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยมีเป้าหมายกำจัดและสกัดกั้นเว็บไซต์ที่ทำลายสถาบัน ซึ่งจะขอสถานที่ทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ห้องทำงานจะเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีทุกชนิด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 9 ธันวาคมที่จะถึงนี้




ร.อ.ต.เฉลิมกล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ดูแลงานในสายตำรวจ ซึ่งจะมีตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน ชุดเฝ้าระวัง และชุดขอกำลังตรวจค้น และเมื่อจับกุมผู้กระทำผิดได้จะทำการประจาน แต่จะไม่ประจานเนื้อหา นอกจากนั้นจะลดขั้นตอนธุรการลงไม่ให้มีมาก เพื่อความสำเร็จของงาน



"เป็นงานที่ท้าทาย แต่ผมและคณะกรรมการทุกคนเต็มใจที่จะทำ ซึ่งทุกคนรอวันนี้มานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครคิดจะบูรณะทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกัน ถึงเวลาแล้วที่จะรักษาพระเกียรติยศอย่างจริงจัง ถ้าเป็นไปได้อยากทำให้เสร็จพรุ่งนี้ (9 ธันวาคม) ซึ่งไม่สามารถทำได้ แต่อย่างน้อยรัฐบาลก็ได้ดำเนินการเป็นรูปธรรมแล้ว และยืนยันว่าไม่ได้เป็นการตอบโต้ของรัฐบาล ไม่ได้เร่งทำผลงานแต่เป็นหน้าที่" ร.อ.ต.เฉลิมกล่าว



รมว.ไอซีทีเงาอัดเฉลิมสร้างภาพตั้งกก.ปราบเว็บหมิ่น



เนชั่น รายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ว่า เป็นการตอกย้ำการไร้ประสิทธิภาพของรัฐมนตรีไอซีที ที่ไม่สามารถป้องกันและปราบปรามกระบวนการหมิ่นสถาบันที่ดำเนินการผ่านการใช้เทคโนโลยีได้ อีกทั้งการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวเหมือนกับถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำอย่างปฏิเสธไม่ได้ หลังจากช่วง1-2เดือนที่ผ่านมา มีสถานการณ์ที่เชื่อได้ว่าขบวนการหมิ่นสถาบันมีจำนวนมากขึ้น และสถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลกลับไม่แสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน



นายศิริโชค กล่าวว่า ในอดีตรัฐบาลไม่เคยมีการตั้งกรรมการเช่นนี้มาก่อน จึงน่าแปลกใจถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริง เพราะถ้ารัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจในการแก้ปัญหาจริงก็คงทำได้ไม่ยาก และจะดำเนินการปิดอย่างเดียวคงไมได้ ต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษด้วย และการจะอ้างว่าผู้กระทำผิดส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศคงไม่จริง เพราะตนตรวจสอบแล้วยืนยันว่าผู้กระทำผิดกว่า 90% อยู่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอาจจะเป็นการส่งสัญญาณหรืออาจจะเป็นแค่เพียงการสร้างภาพก็ได้ แต่ด้านเนื้อหาการทำงานไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะไม่แน่ใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานมีความรู้ความสามารถเรื่องเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ก่อนที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ ก็ควรดำเนินการกับคนใกล้ตัวในเครือข่ายกลุ่มคนเสื้อแดงเสีย ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก่อน โดยเฉพาะมือโพสต์ที่เป็นคนใกล้ตัวของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/12/54 ตัวช่วยอายุความ...อายุคน...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เพราะใจดำ อำมหิต ผิดมนุษย์
จึงเร่งรุด เข่นฆ่า จนอาสัญ
เพราะเกิดมา อุ้มชู เอ็นดูกัน
จึงตั้งมั่น แต่ตอแหล ไม่แคร์ใคร....

กกต. ตัวช่วยอุ้ม คุ้มคนชั่ว
สร้างหม่นมัว ต่ำช้า พาเหลวไหล
เป็นตัวช่วย อายุความ หมดตามไป
ทำจัญไร กลางเมือง เรื่องอัปรีย์....

ยิ่งเห็นภาำพ เฉไฉ ไร้มาตรฐาน
เผยสามานย์ คนระยำ ทำบัดสี
ส่วนอีกฝั่ง ซัดถาโถม จมธรณี
ยุคกาลี ชั่วร้าย...กฎหมา.....โจร....

ฆ่า..แยกคอกวัว..ไม่พอ..ต่อราชประสงค์
ปลิดชีพปลง โคตรชั่ว จากหัวโขน
ช่างสมชื่อ คนบาป พวกหยาบโลน
สร้างกฎโจร เพื่อเดินหน้า ฆ่าคนไทย....

กี่ตัวช่วย ล้วนอำพราง ไม่สร้างสรรค์
ยังดึงดัน ฟั่นเฟือน เป็นเงื่อนไข
พวกหน้าด้าน ยังเกาะกลุ่ม คอยสุมไฟ
เมืองจัญไร พวกวิปริต..คิดแต่ระยำ.....

๓ บลา / ๘ ธ.ค.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/12/54 ท่วมคราวนี้เป็น...น้ำลายคนกันเอง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ยามมีทุกข์ ร่วมเดินหน้า ฝ่าทุกข์เข็ญ
แม้ยากเย็น ก็เสร็จการ สมานแผล
กี่เรื่องร้าย ต่างร่วมด้วย ช่วยดูแล
ร่วมกันแก้ ทุกปัญหา นำพาเดิน....

ทำมากบ้าง น้อยบ้าง ต่างพร้อมหน้า
ได้พึ่งพา ช่วยราษฎร์รัฐ ไม่ขัดเขิน
ด้วยพิษภัย น้ำหลาก มันยากเกิน
ทั้งสรรเสริญ ทั้งก่นด่า นับสารพัน....

พอน้ำจริง ลดหาย น้ำลายท่วม
ฟัดกันน่วม ปิดทาง เคยสร้างสรรค์
พ่นน้ำลาย ใส่กู-มึง ทำดึงดัน
เหมือนคิดสั้น แบ่งแยก แตกสองทาง....

ภาพผู้ใหญ่ ใจดี ที่โอบอ้อม
ไฉนยอม อวดโอ้ ยามโผล่หาง
รัฐนาวา อาจล่ม จมอับปาง
เหตุเพราะบ่าง คนในพรรค ไม่รักดี....

จงย้อนดู พวกตน ใครคนก่อ
อย่าสอพลอ ลวดลาย ขายศักดิ์ศรี
อยากเห็นภาพ อยู่ด้วยรัก สามัคคี
ควรไม่ควร ชั่วหรือดี อยู่ที่ "คน"....

๓ บลา / ๘ ธ.ค.๕๔

CNNตีข่าวพลเมืองอเมริกันเจอคุก2ปีคดีหมิ่นกษัตริย์ไทย ทั่วโลกแห่เกาะติดทะยานขึ้นTOP5ข่าวยอดฮิต

ที่มา Thai E-News


CNNนำเสนอภาพข่าวโจ กอร์ด้อน ในหัวข้อข่าว American gets 2.5 years for insulting Thai monarchy(ชาวอเมริกันถูกตัดสินจำคุก2.5ปีฐานดูหมิ่นกษัตริย์ไทย) โดยรายงานว่า พลเมืองอเมริกันที่เกิดในไทยมาขึ้นศาลเมื่อวันพฤหัสฯและถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่ง ทนายความของเขา อานนท์ นำภา มีแผนจะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งที่ผ่านมามักให้พระราชทานอภัยโทษชาวต่างประเทศที่ติดคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ



ขณะที่โจบอกนักข่าวว่า"ผมเป็นพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่ไทย" ทั้งนี้เขาพำนักอาศัยในสหรัฐฯนาน 30 ปี ก่อนเดินทางกลับไทยและถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยไม่เคยได้ประกันตัว



ข่าวดังกล่้าวพุ่งขึ้นเป็นข่าวยอดนิยมของเว็บไซต์ CNN อันดับที่ 3 ประจำวันนี้ของข่าวภูมิภาคเอเชีย และมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นท้ายข่าวอย่างล้นหลาม



CNN รายงานว่า ข้อหาเขียนหรือเผยแพร่บทความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในไทยนั้นอาจเจอโทษจำคุกหนักถึง 20 ปีในประเทศพุทธศาสนาแห่งนี้ และเป็นดินแดนที่เทิดทูนสักการะกษัตริย์อย่างสูง



โจ กอร์ด้อน กล่าวให้สัมภาษณ์ว่าเขาเป็นพลเมืองอเมริกัน และคนอเมริกันมีสิทธิและเสรีภาพ แต่สำหรับประเทศไทยเป็นไปอย่างจำกัดในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น




กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยจัดว่ารุนแรงเข้มงวดที่สุดในโลก พร้อมจะลงโทษแก่ผู้ละเมิดผู้ที่ดูหมิ่นหรือเป็นภัยคุกคามต่อพระราชวงศ์ไทย อย่างไรก็ดีกษัตริย์ไทยเคยพระราชทานอภัยโทษแก่ชาวต่างชาติในกรณีคล้ายๆกันกับโจ กอร์ด้อนมาแล้ว



"I am an American citizen, and what happened was in America."-ผมเป็นพลเมืองอเมริกัน,แล้วนี่มันเกิดอะไรกับอเมริกา?-โจ กอร์ด้อน กล่้าวหลังทราบคำตัดสิน(AP)


"I would like to stay and see some positive Thailand. I want to see the real, amazing Thailand, not the messy Thailand."-เมื่อพ้นโทษผมจะอยู่ในประเทศไทย ผมอยากดูว่าจะมีอะไรในทางบวกสำหรับไทย ผมต้องการอย่างนั้นจริงๆ มหัศจรรย์เมืองไทย ผมไม่หวังจะได้เห็นความยุ่งยากสำหรับประเทศนี้-โจ กอร์ด้อนกล่าวกับAP


The U.S. Embassy's consul general, Elizabeth Pratt, told reporters in Bangkok after the ruling that Washington considered Gordon's punishment "severe because he has been sentenced for his right to freedom of expression."-เจ้าหน้าที่กงศุลใหญ่ สถานทูตสหรัฐฯในไทย เอลิซาเบ็ธ แพร็ตต์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในกรุงเทพฯหลังทราบคำตัดสินว่า รัฐบาลวอชิงตันเห็นว่าการลงโทษโจ กอร์ด้อนรุนแรงเกินไปสำหรับข้อหาที่เขามีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก-AP




ข่าวดีในข่าวร้าย-วันเดียวกันนี้นักโทษการเมืองคนเสื้อแดงได้ออกจากคุกสู่อิสรภาพหลายราย ถ่ายรูปหมู่เพื่อนนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่พ้นโทษจากเรือนจำ หากวันนั้นไม่ใช่พวกเขา ก็อาจเป็นเรา ที่ต้องติดคุก(ที่มา:facebookป๋าจอมฯ)






โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

8 ธันวาคม 2554



ตัดสินคดีโจกอร์ด้อนวันนี้ 2 ปี 6 เดือน เทพีเสรีภาพยืนหลับ

สำนักข่าวAP รายงานว่าผู้พิพากษาตะวัน รอดเจริญได้ตัดสินจำคุกนายโจ กอร์ด้อน วัย 55 ปี พลเมืองอเมริกัน ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง



โดยศาลตัดสินให้จำคุกโจเป็นเวลา 5 ปี แต่เพราะสารภาพจึงลดลงกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปี 6 เดือน



"ผมเป็นพลเมืองอเมริกัน แล้วนี่เกิดอะไรขึ้่นกับอเมริกา?"โจ กอร์ด้อนกล่าวและวิจารณ์ว่านี่เป็นกระบวนการยติธรรมแบบไทยๆ"ในประเทศไทย พวกเขาส่งคนเข้าคุกแม้ไม่ได้พิสูจน์ว่าทำผิด"




กงสุลของสถานทูตสหรัฐอเมริกา เอลิซาเบธ แพรตต์กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากที่ทราบผลตัดสินคดีว่า ทางการวอชิงตันเห็นว่าเป็นการลงโทษที่"รุนแรงเพราะเขาได้รับการพิพากษาตัดสินในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเขา"



นายอานนท์ นำภา ทนายความของโจ กอร์ด้อน เปิดเผยทางเฟซบุ๊คว่า ช่วง 9 นาฬิกาวันนี้ศาลอาญาได้ตัดสินจำคุกโจ กอร์ด้อนว่ากระทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฐานแปลหนังสือ The King never smiles เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน



ก่อนหน้านี้ทนายอานนท์กล่าวว่า วันนี้จะเป็นอีกวันนึงที่ผมเซ็งมากๆ เพราะต้องไปฟังศาลอ่านคำพิพากษา ลงโทษจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกคดีหนึ่ง คุณโจ กอร์ดอน เป็นอีกหนึ่งคนที่ผมทึ่งในความเป็นคนของเขามากๆ เขารับสารภาพว่าเป็นผู้แปลหนังสือ " The King never smile" และเผยแพร่ทางเน็ต เขาคือคนที่มีส่วนในการสร้างหนังเรื่อง "ทองปาน" เป็นผู้ที่แต่งเพลงให้วงคาราวานหลายเพลงแต่ไม่เคยได้รับเครดิดแม้แต่ครั้งเดียว



คุณโจ กอร์ดอน รักการถ่ายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดอกไม้ใบหญ้า สิ่งที่ได้จากการทำคดีนี้คือ "เสรีภาพ มิสามารถอ้างได้ในผืนแผ่นดินนี้" วันนี้ โซ่ตรวนจะพันธนาการเขาต่อหน้าศาลไทย และใต้เสียงหัวเราะของใครบางคน เจอกัน พรุ่งนี้ ๐๙.๐๐ น. ที่ศาลอาญา



อนึ่ง โจ (เลอพงษ์) กอร์ดอน ชาวไทยสัญชาติอเมริกัน-ไทย ถูกเจ้าพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จับกุมตัวที่บ้านพักจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดโดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อความที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยใช้นามแฝงว่า "สิน แซ่จิ้ว" พร้อมประกาศตนว่า กูไม่ใช่ฝุ่นใต้ฝ่าตีนบุคคลใด นอกจากนี้ยังบังอาจแปลหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามภายในราชอาณาจักร



ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.54 นายโจ (เลอพงษ์) กอร์ดอน รับสารภาพต่อหน้าบัลลังก์ว่า “ผมไม่ต่อสู้คดี ยอมรับสารภาพ” จากเดิมที่เขาให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวน โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 พ.ย. แต่ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 8 ธ.ค.54 เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม




หนังสือ"The King Never Smile" ที่โจ เลอพงษ์ถูกกล่า่วหาเป็นผู้แปลและเผยแพร่นั้น ตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษโดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นเยล ทางราชการไทยได้สั่งห้ามนำเข้ามาภายในประเทศ ถูกใช้เป็นแบบเรียนเพื่ออ่านประกอบการเรียนการสอนวิชา "ไทยศึกษา" ของมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น อดีตประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช ,บิล คลินตัน และฮิลลาลี คลินตัน



ก่อนหน้านี้เมื่้อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โจ กอร์ดอน ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ได้ชื่อว่า “สิทธิมนุษยชน” ถูกบังคับใช้อย่างกว้างขวางและเท่าเทียม ทว่า ชายคนนี้ คนที่ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย ไม่เคยสัมผัสแต่เพียงนิดเดียว…ดังต่อไปนี้(รายละเอียดฉบับภาษาอังกฤษอ่านข่าว:จดหมายจากคุกถึงทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีเสรีภาพอเมริกันถูกย่ำยีโดยประเทศโลกที่3อย่างไทย)



กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า



ผมเขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว



ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย




ผมอยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อเกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออกเป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้



ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา



ด้วยความเคารพยิ่ง



โจ กอร์ด้อน



เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย



ฝรั่งตื่นกลัวออกคำเตือนอย่าิเผลอกดlikeเฟซบุ๊ค หากเดินทางเที่ยวไทยอาจติกคุกแบบโจ กอร์ด้อน


ภาพประกอบรายงานข่าวจากเว็บไซต์ Thai Travel News ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับชาวต่างประเทศ โดยอ้างคำกล่าวรัฐมนตรีICTของไทยว่า การกดShareหรือlikeเฟซบุ๊คข้อความหรือภาพที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อาจเอาผิดชาวต่างชารติไม่ได้เพราะอยู่นอกอำนาจศาลไทย แต่หากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทยเมื่อไหร่ก็จะถูกดำเนินคดี
พระราชทานอภัยโทษซ้ำรอยนายกฯ-สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลงโฆษณาในนสพ.มติชนถวายพระพรเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยบทอาเศียรวาทตอนหนึ่งว่า"ถวายชัยแซ่ซ้องก้องโลกันต์"ซึ่งต่อมาถูกท้วงติงจากปัณรส บัวคลี่ นักเขียนค่ายผู้จัดการว่า คำว่า "โลกันต์" หรือ "โลกันตร์" หมายถึง "นรกขุมที่ลงโทษแรงสุด" ซึ่งทำให้ความหมายของบทร้อยกรองในวรรคดังกล่าวและโดยรวมผิดเพี้ยนไป



ช่วงบ่ายวานนี้ปัณรสแจ้งว่า สภาที่ปรึกษาฯ ได้ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการพระราชวัง เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว นับเป็นเหตุซ้ำรอยนายกรัฐมนตรีที่ทีมงานนำเสนอพระบรมฉายาลักษณ์ ร.8 ในการเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยถวายพระพรในหลวง 5 ธันวา





Richard Barrow เขียนรายงานข่าวในเว็บไซต์ Thai Travel News เว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวในประเทศไทยสำหรับชาวต่างประเทศว่า ชาวต่างชา่ติได้รับคำเตือนว่าพวกเขาอาจถูกจับกุมด้วยข้่อหาหมิื่นพระบรมเดชานุภาพ




ทั้งนี้ผู้ใช้เฟซบุ๊คที่กดshare หรือ likeข้อความที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพราชวงศ์ไทยจะถูกพิจารณาว่าเป็นการประกอบอาชญากรรม จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีกระทรวงICT อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้รวมทั้งการคัดลอกข้อความดังกล่าวเผยแพร่ด้วย หลังจากเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊คถูกมองจากทางการไทยว่าเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อความหรือรูปภาพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่ีงขัดต่อกฎหมายอาญา และกฎหมายเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์แพร่ระบาดทั้งทางตรงและทางอ้อม



ในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ ศาลอาญาจะพิจารณาตัดสินคดีที่นายโจ กอร์ด้อน ชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศไทย หลังจากมีการจับกุมคุมขังเขาไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โทษฐานแปลหนังสือที่ทางการไทยสั่งไม่ให้นำ้เข้าไปเผยแำพร่ในราชอาณาจักร โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯภูมิพลอดุลยเดช และได้เผยแพร่ยข้อความแปลทางออนไลน์ ต่อมานายกอร์ด้อนได้สารภาพต่อข้อกล่าวหา ทั้งนี้กอร์ด้อนไปใช้ชีวิตเป็นพลเมืองอเมริกันนานหลายปีที่โคโลราโด้ ทำให้เพิ่มความกังวลว่าจะมีการนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาบังคับใช้ต่อทั้งบุคคลสัญชาติไทยและชาวต่างชาติ



"ใครก็ตามที่กระทำขัดต่อกฎหมาย แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยูู่นอกประเทศไทย หากมีการกดlikeหรือshareในเรื่องที่กฎหมายไทยห้ามไว้ แม้ขอบเขตกฎหมายไทยไม่อาจลงโทษคุณได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อการพักผ่อนวันหยุดยาว คุณก็จะถูกดำเนินคดี"น.อ.อนุดิษฐ์ระบุ



ข้อพิจารณาคือผู้ใช้เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คอาจไม่ทราบข้อกฎหมายนี้"คุณพึงต้องทราบว่าเมื่อใดที่คุณกดLikeในหน้าwallมันก็จะไปโชว์ให้เพื่อนในเฟซบุ๊คคุณทราบไปด้วย ก็็จะกลายเ็ป็นการเผยแพร่ข้อความผิดกฎหมายในทางอ้อม นี่เป็นข้อพิจารณาจากทางการไทย"จีรนุช เปรมชัยพร ซึ่งถูกดำเนินคดีในกฎหมายนี้เพราะผู้อ่านข้อความในเว็บไซต์ที่เธอเป็นแอดมินอยู่เขียนข้อความที่ทางการเห็นว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพลงในท้ายข่าวในเว็บไซต์ของเธอ



การจับกุมดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุ่งสูงขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้เป็นเหตุให้เจ้าของเว็บไซต์และผู้ใช้เฟซบุ๊คต้องปฏิบััติการเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะความกลัวว่าจะตกเป็นผู้ถูกดำเนินคดีฐานต่อต้านราชวงศ์ โดยเมื่อไวๆนี้ศาลอาญาของไทยเพิ่งตัดสินคดีนายอำพล หรือ อากง วัย 61 ปีให้จำคุก 20 ปีฐานส่งข้อความ 4 ข้อความที่ศาลตัดสินว่าเป็ฺนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยเมื่อกลางปีที่แล้วระหว่างมีการประท้วงใหญ่รัฐบาล แต่อากงได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าเขาไม่ได้กระทำผิดตามคำตัดสินของศาล



ซ้ำเติมท่องเที่ยวหลังจากน้ำท่วมฉุดวูบ




มติชนออนไลน์รายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยความเสียหายที่เกิดกับการบินไทยหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หลายประเทศออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ลูกค้าหลัก ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 40-50



ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบินของการบินไทยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 4 จากปกติถือเป็นช่วงไฮซีซัน โดยปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบินเดือนพฤศจิกาจน 2553 เคยมีระดับสูงถึงร้อยละ 72 ลดลงเหลือร้อยละ 61 ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสสุดท้ายต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตลอดปี 2554 คงลำบากที่จะทำให้มีกำไรในปีนี้



โฆษกต่างประเทศสหรัฐว่ากังวลต่อคดีอากง แต่ไทยโบ้ยเป็นแค่ความเห็นส่วนตัว



APรายงานวานนี้ว่า โฆษกหญิง กระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ Darragh Paradiso กล่าวว่า สหรัฐฯมีความเทิดทูนต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างสูง ทว่าก็เป็นกังวลอย่างยิ่งในการดำเนินคดีและตัดสินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพล่าสุดของไทยที่ไม่ได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก



ขณะที่อธิบดีสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศของไทยบอกว่าเป็นเพียง"ความเห็นส่วนตัว"ของโฆษกหญิงคนนี้เท่านั้น




คนไทยในอเมริกานัดสวมหน้ากากอากงประท้วงในLA



ชาวไทยในLA ได้นัดหมายกันสำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับคามเป็นธรรมในการใช้ ม.112 ต่อ อากง และคนอื่นๆที่ต้องคดีมารวมพลังแสดงออกโดยการชูป้ายที่หน้า Thailand Plaza 5311 Hollywood Blvd, LA วัน อาทิตย์ที่ 11 ธ.ค.นี้ เริ่มเวลา บ่าย 3 โมงครึ่ง เป็นต้นไป โดยนัดกัีนสวมหน้ากากอากงในการประท้วงครั้งนี้ด้วย



สอบถามรายละเอียดได้ที่

คุณ รำไพ(เจหน่อย) 619-549-2515

คุณ สมบูรณ์(แป๊ง) 909-786-2506

คุณ ประเสริฐ 818-433-0091

คุณ เบญจะ 310-516-7671