WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 10, 2011

การเมืองเรื่อง'นม'กับซากขยะปฏิกูลในหัวสื่อลิ้ม

ที่มา Thai E-News

ภาพปกของASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดพาดปกว่า"โชว์นม(เหี่ยว)ล้มเจ้า"

โดย ทีมข่่าวไทยอีนิวส์
10 ธันวาคม 2554

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการนำมาเผยแพร่โดยโปรยข่าวว่า
“คำ ผกา” เปลือยนม “ล้มเจ้า”!? กับวิถีแห่ง “ดอกทอง” นอกจากนี้ คดี "อากง " ยังถูกขบวนการล้มเจ้า ที่บังหน้าด้วยการเคลื่อนไหวให้มีการยกเลิก หรือแก้ไข มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นำไปกระพือ ขยายผลเกินความเป็นจริง

ทั้งนี้ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ฺขมวดปมว่่า "อากง" จะคิดอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะเป็นแดงฮาร์ดคอร์แถวสำโรงหรือไม่ จะเป็นผู้ส่ง SMS ด้วยตัวเอง หรือมีผู้อื่นส่งให้ก็ตามแต่ วันนี้ เขาคือ “เหยื่อ” ของขบวนการล้มเจ้า ที่น่าสงสาร ชะตากรรมของเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก

และที่น่าอดสูที่สุดคือ คดี "อากง" ยังเป็นโอกาสให้ “คำผกา” หรือที่หลายคนเรียกเธอว่า “นักเขียนดอกทอง” (ที่สุดในประเทศไทย) สบช่อง-ฉวยโอกาสอ้างเป็นเหตุแก้ผ้า “โชว์นม” ในโลกไซเบอร์ สมใจอยาก (แม้หลายคนจะไม่อยาก “ชมนม” ของเธอก็ตาม)

จากนั้นก็จิกตีคำ ผกาว่า โดยในสายตาของหลายคนที่ “รู้ทันคำ ผกา” ต่างก็มองว่าการลงทุนเปลื้องผ้าครั้งนี้ไม่ใช่ทำเพื่อ “อากง” ไม่ใช่เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือมนุษยธรรมอะไรนักหนา แต่สิ่งที่เธอทำคือ “การตลาด” เพื่อสร้างภาพ สร้างราคา และสร้าง “ความแรง” ให้กับตัวเอง เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอถนัดและประพฤติปฏิบัติเสมอมา โดยครั้งนี้เธอเรียกการโป๊เปลือยของตัวเองซะโก้เก๋ว่า “Art project” เพราะมันคือโปรเจ็กต์ที่หวังผล(ประโยชน์)ที่จะตามมาสู่ตัวเธอในฐานะนักเขียน คอลัมนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของยอดขายหนังสือ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นช่องทางหากินของเธอ

นั่นล่ะคือ “คำ ผกา” ที่ภาษาเหนือแปลว่า “ดอกทอง” หญิงสาวที่เติบโตมาจากบ้านสันคะยอม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

จากนั้นก็วกกลับมาถึงผู้ที่ชื่นชมการกระำทำหนนี้ของเธอว่า กรณีฝ่ามืออากง และการ “เปลือยนม” ของคำ ผกา หลายคนอาจดูเป็นการประท้วงที่ “เท่” เก๋ไก๋กลายเป็นแฟชั่นของพวกที่มีหัวคิดก้าวหน้า ก็ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาที่อยากเป็นคนมีหัวคิด “ก้าวหน้า” ตบเท้าเข้ากราบคารวะ “นม” คำ ผกา กันไปเถิด โดยเฉพาะคนที่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามบานปลายกลายเป็นขบวนการรณรงค์ทางการ เมือง ก็สมควรที่จะเข้าไป “กราบสองเต้า” ของ คำ ผกา งามๆโดยพลัน

ผู้จัดการรายวันดูแล้วไม่ได้เกิดกำหนัดเพราะหย่อนคล้อยเป็นนมหมดอายุ

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ยังอาจจะพอทน แต่ผู้จัดการรายวันสิ ดิบด้านหื่นโหดเพียงใด ลองอ่านดูในหัวข้อข่าว คำ ผกา กับ นมหมดอายุ !!

หากพูดกันแบบรวดรัดตัดความและขอแยกมาพิจารณากันเฉพาะสรีระ “บางส่วน” ที่ “ต้องการโชว์”ออกไป นั่นคือ“ปทุมถัน” หรือหากล่าวกันแบบอารมณ์ดิบๆ ก็คือ “นม” ของเธอว่าสามารถสร้างแรงดึงดูดทางเพศได้เพียงใด

แม้ว่าเจตนาที่แสดงออก(ให้เห็นว่า) มีเป้าหมายในทางการเมือง เชิงประท้วงเรียกร้อง แต่ในเมื่อโชว์ให้เห็น “อล่างฉ่าง”แบบนั้นมันก็ต้องมีเป้าหมายในทางกระตุ้น “กำหนัด” หรือกระตุ้นอารมณ์ทางเพศเจือปนออกมาบ้างแน่นอน เพียงแต่ว่า จะกล้ารับตรงๆ กันหรือไม่เท่านั้น

แวบแรกที่เห็น “เต้า” คู่นั้น บอกตามตรงว่าเกิดแรงดึงดูดจริงๆ แต่ออกมาในลักษณะค้นหาอย่างหนึ่งก็คือ อยากเห็นหน้าตาของเธอว่าเป็นอย่างไร ทำไมถึงกล้า “บ้าบิ่น” และ “สำคัญผิด” ได้ถึงขนาดนี้ ขณะเดียวกันไม่ได้สนใจข้อความที่เขียนอยู่บนฝ่ามือ หรือที่เขียนเปรอะเปื้อนอยู่ตาม “แผงอก”แต่อย่างใดไม่ มองผ่านไป แต่มาสะดุดอยู่ตรง “เต้านม” จนเกิดความรู้สึกและอารมณ์แปลกๆ พิกล

แต่เอาเป็นว่า ถ้าให้สรุปเท่าที่เห็นภาพปรากฏตรงหน้า ที่ปิดหน้าแต่เผยให้เห็นริมฝีปากหนาๆ ยื่นๆ ประกบกันไม่สนิท พร้อมกับใฝเม็ดเขื่องใต้ริมฝีปากล่าง ก็ต้องบอกว่า มันช่างไร้เสน่ห์ ไม่ชวนมองเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปลายยอด” ของปทุมถันที่ชี้งอนแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ขณะเดียวกันระดับโค้งเว้าก็ไม่สมส่วน ออกไปในทางบิดเบี้ยว มิหนำซ้ำยัง “ดำคล้ำ” แบบ “ดำปื้นใหญ่” จนแทบต้องเบือนหน้าหนี

หากย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับภาพที่เคยถ่ายนู้ดในนิตยสาร GM เมื่อราวสองสามปีก่อน ซึ่งก็ถือว่า “ไร้รสนิยม” มาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะแม้ว่าจะใช้แสงเงา และการเพนท์สีอำพรางช่วยเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ด้วยสรีระหน้าตา ท่วงท่าที่ไปกันไม่ได้และรับกันไม่ลง แทนที่จะให้กลายเป็นการดึงดูดทางเพศและมองในเชิงศิลปะ

คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อยังกล้าที่จะ “โชว์นม” เพื่อหวังว่าจะสร้างความสนใจ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดตั้งแต่บนลงล่าง และล่างขึ้นบน แค่รอบสองรอบ ได้เห็นเต้าทั้งเต้าที่แล้วก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไร้อารมณ์สิ้นดี เพราะไม่ได้สัดส่วน “หย่อนคล้อย” ไม่ต่างจาก “นมหมดอายุ” นั่นแหละ !!

ว่าไปแล้วทัศนะในข้อเขียนนี้ของASTVผู้จัดการก็คือซากเดนทัศนะขยะปฏิกูล ที่สะท้อนจุดยืนทางการเมืองของค่ายสื่อลิ้มนัั่นเอง คือล้าหลัีงคลั่งเจ้าเสียยิ่งกว่าเจ้า(Ultra Royalist)ดูถูกเหยียดหยามชาติพันธุ์ เพศสภาพ เป็นนักล่าแม่มดแขวนป้ายให้ใครต่อใครเป็นพวกล้มเจ้า แม้แต่โชว์นมก็เป็นหนทางล้มเจ้า!

แต่ที่น่าชังที่สุดก็คือคำบนพาดหัวบนปก "โชว์นม(เหี่ยว)ล้มเจ้า ซึ่งไม่ปรากฎในข้อเขียนนี้เลยว่า นมตึง นมเหี่ยว มันเกี่ยวอย่างไร ก็เป็นการสะท้อนรสนิยมที่ไร้รสนิยมอย่างน่าชังของสื่อลิ้มออกมาประจานตนเอง

หรือบางทีนี่ก็อาจเป็นวิถีที่ไม่ต่างไปจากสื่อหนังสือพิมพ์แท็ปลอยด์เกรดซี ที่หวังแค่เอานมมาขายบนปก ในยามที่ค่ายลิ้มตกระำกำลำบาก เพื่อกระตุ้นยอดขายแบบดาดๆพื้นๆ โดยฉวยโอกาสแทรกเติมทัศนะซากเดนปฏิกูลล้าหลังของตนเข้าไปให้พอกล้อมแกล้ม

คำ ผกา: เปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง



ประชาไท รายงาน ข่าว ‘คำ ผกา’ เปลือย(หน้า)อก และ(หน้า)ใจ ส่งข้อความเรียกร้องปล่อยตัวอากง ชี้สังคมไทยต้องก้าวข้ามความกลัว ถอดทิ้งอคติ และสำรวจจิตใจตัวเองในฐานะเพื่อนมนุษย์

คำ ผกาเล่าถึง “Art project” ชิ้นนี้ ซึ่งเป็นภาพเปลือยของเธอพร้อมข้อความ “No Hatre for Naked Heart” เขียนด้วยน้ำหมึกดำอยู่บนอกสองข้างของเธอว่า อยากจะสื่อออกไปยังสังคมไทย ให้ถอดอคติส่วนตนออกไปจากจิตใจ และลองเปลือยใจเพื่อสำรวจถึงความมีมนุษยธรรมในฐานะเพื่อนมนุษย์ และตั้งคำถามดูว่าทำไมกรณีของอากงจึงเกิดขึ้นได้ มันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ไหม และมันมากเกินไปหรือเปล่า

“แทนที่จะหลบอยู่หลังตู้เย็น หลบอยู่หลังหน้าจอคอมพ์ อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรซักอย่าง ที่จะก้าวข้ามความกลัวนั้นไป และส่งข้อความออกไปยังสังคม...ให้สังคมไทยนั้นก้าวพ้นความกลัวไปด้วยกัน” เธอกล่าว

‘คำ ผกา’ กล่าวว่า งานชิ้นนี้ เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ใช้ร่างกายประท้วงต่อความไม่เป็นธรรมใน สังคม ซึ่งการกล้าเปิดกาย-ใจ และการกล้าเปิดเผยตัวตนนี่เอง ที่เป็นการเผชิญหน้าและเอาชนะความกลัวได้อย่างแท้จริง

จากนั้นก็มีผู้ที่เปลือยเรียกร้องให้ปล่อยตัวอากงอีกหลายรายทั้งชายหญิง ทั้งนมตึงนมเหี่ยว(หากคุณจะสนใจแค่"นม"แบบASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์)

จากเฟซบุ๊คของ พี่เบนนัส ชำนาญ ระบุว่าเป็นเพื่อนสาวของเ้ขา และเขียนข้อความว่า"อนุญาตให้แชร์เพื่อเรียกร้องสิทธิช่วยอากงนะครับ ส่วนใครที่แชร์ไปเพื่อไร้สาระ อย่าทำเลยครับ เคารพที่เจตนาคนที่เขาตั้งใจช่วยคนบริสุทธิเถอะ"
No More "อากง"-จากเฟซบุ๊คของ Jesiga NoMo

เอาด้วย-ภาพจากเฟซบุ๊คโหดสัส
ะบาดทั่วโลก-คนไทยในอเมริกาเข้าร่วมกิจกรรมเปลือยเรียกร้องอากง(ดูภาพชุดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Red LA USA )

ก็แปลกที่คนเสื้อแดงที่สื่อลิ้มชอบเหยียดว่าโง่เง่าไร้การศึกษาไร้รสนิยม ไม่ยักจะมีใครออกมาติดอกติดใจว่าใครนมใหญ่นมเล็กนมตึงนมเหี่ยว เขาไปให้ความสนใจในสาระและ"สาร"ที่จะกระตุกสังคมมากกว่า(ดูข่าว:เปลือยอกแรงก็จริงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยอากง สมศักดิ์ เจียมฯเสนอนิรโทษกรรมคือทางออก)

รูปนี้สำหรับคนที่มองเห็นแค่"นม"

ไทยอีนิวส์นำเสนอภาพนี้ โดยไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆนอกจากพาดหัวว่า รูปนี้สำหรับคนที่มองเห็นแค่"นม"

อันเป็นภาพปริศนาธรรม

ปริศนาธรรมที่ตอบโจทย์พวกที่สักแต่ว่ามีอะไรที่ตั้งอยู่บนคอ แล้วเรียกมันว่า"หัว"แบบสื่อค่ายลิ้ม!

***********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ครั้งแรกก็ว่าเลวแล้ว ผิดซ้ำ2ต้องเรียกว่าสันดาน
กาละเทศะและความไร้รสนิยม-ปก ผู้จัดการASTVสุดสัปดาห์ฉบับอื้อฉาวออกวางจำหน่าย ระหว่างนายกฯยิ่งลักษณ์ปรากฎตัวบนเวทีนานาชาติ โดยการเยือนบรูไนได้รับการต้อนรับจากพระราชาธิบดีบรูไนอย่างสมเกียรติ

การล้อเลียนเสียดสีผู้บริหารหรือผู้นำประเทศ แม้แต่ประมุขของประเทศเป็นกิจกรรมปกติของสื่อมวลชนในต่างประเทศ เพื่อความบันเทิง หรือล้อเลียนให้เป็นที่ขำขันของผู้อ่าน ทว่ามักแฝงอยู่ภายใต้ความมีรสนิยมอันดี

แต่เจตนาของASTVผู้จัดการที่นำภาพนี้มาตัดตอน และตัดต่อซ้ำๆขนาดนี้ จะเพื่อความบันเทิง หรือมีเจตนาเพื่อดิสเครดิตผู้บริหารประเทศระหว่างที่กำลังมีบทบาทในเวทีนานา ชาติกันแน่

เป็นการตัดตอนเพื่อเน้นความบันเทิงของคนดู หรือตัดตอนนำเสนออย่างไร้รสนิยม ไม่รู้กาละเทศะของสื่อค่ายนี้

วิญญูชนย่อมรับรู้ได้ แม้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะไม่เคยดูดายกับความเลวร้ายของสื่อค่ายนี้เลยก็ตาม

35องค์กรประชาธิปไตยยื่น6ข้อวันรัฐธรรมนูญ54 ต้องแก้รธน.จบในปีหน้าภายใต้ข้อเสนอนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News


35 องค์กรประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ 10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ:โดยยื่นข้อเรียกร้องปล่อย“อากง”และผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคุมขัง ทางการเมือง คนสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย ขอสนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์-แก้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยมีเนื้อหาในแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

นับตั้งแต่มีการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จาก “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์” ไปสู่ “ระบอบประชาธิปไตย” รัฐไทยได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็น “วันรัฐธรรมนูญ”

รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายการปกครองสูงสุดของประเทศ และกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มพลัง ต่างๆในสังคมไทย

แต่อย่างใดก็ตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขทางการเมืองอยู่ ตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความขัดแย้ง ระหว่าง “ฝ่ายอำนาจอำมาตยาธิปไตย” กับ “ฝ่ายพลังประชาธิปไตย” ก็ยังไม่จบสิ้น นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 การล้อมปราบสังหารประชาชน ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ตลอดถึงการจับกุมคุมขังประชาชน ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปัญหารากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” โดย “อำมาตยาธิปไตย” และเพื่อ”อำมาตยาธิปไตย”

แม้ว่า ภายหลังจากการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่จบสิ้น เนื่องด้วยมีการเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีขึ้นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน รวมทั้งรัฐบาลพลเรือนก็ยังไม่สามารถควบคุมกองทัพได้โดยตรงเนื่องจากมีพร บ.กลาโหมเป็นอุปสรรคขัดขวาง

ขณะเดียวกัน “คณะนิติราษฎร์” ได้มีข้อเสนอเพื่อแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร ปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ต้องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อสอดคล้องกับหลักการความยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตยดั่งอารยะประเทศ ซึ่งรวมทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย เพื่อมิให้เกิดกรณีเช่น “อากง” “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกหลายคน รวมทั้งล่าสุดอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ จึงต้องยึดหลักนิติรัฐคู่กับนิติธรรม ตลอดทั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ เราในนามองค์กรข้างล่าง มีความคิดเห็น จุดยืน และข้อเสนอดังนี้

1.ปล่อยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมคุมขังทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข เช่น “อากง” “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” “สุรชัย แซ่ด่าน” และอีกหลายคนทั้งหมด เพราะพวกเขามิใช่อาชญากร เพียงแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และพวกเขาถูกใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง

2.นำคนสั่งฆ่าสังหารประชาชนในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคมและเพื่อมิให้ฆาตรกรลอยนวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

3.รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องแก้ไขพรบ.กลาโหม และดำเนินการปฏิรูปกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยสอดรับกับยุคสมัยข้ามพรมแดนที่ ไร้สงครามสู่การค้าและวัฒนธรรม พร้อมกับลดงบประมาณให้เหมาะสม

4. ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ รวมทั้งข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าทั้งมวลของปัญหาการเมืองไทยที่ไม่ เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นภาระกิจที่รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนินกระบวนการต่างๆตามกลไกรัฐสภา ให้บรรลุเป็นรูปธรรม

5.ขอเรียกร้องให้ รัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้แล้วเสร็จภายในปี 2555 โดยใช้กระบวนการมีส่วนของภาคประชาสังคมลักษณะเดียวกับกระบวนการร่างรัฐ ธรรมนูญปี 40 โดยมีหลักการสำคัญของ “ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” “อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน” “เคารพสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” คือรูปธรรมต้องลดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยเฉพาะอำนาจขององคมนตรี กองทัพและกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมและสร้างเงื่อนไขให้สถาบันพรรคการเมืองพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งส่งเสริมสิทธิพื้นฐานของสถาบันต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรเกษตรกร และอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

6. เราขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิยมอำมาตยาธิปไตย ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ตาม หลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง คนเท่ากัน เสียงส่วนน้อยต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อยตามหลักอารยะประเทศประชาธิปไตย ก่อนที่ความขัดแย้ง ความเกลียดชังจะนำไปสู่ความล้มสะลายของสังคมไทยอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น

ลงชื่อองค์กร

1. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
2. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา (กดม.) จ.กาฬสินธุ์
3. กลุ่มต้นอ้อ จ.ขอนแก่น
4. กลุ่มมิตรภาพ จ.ขอนแก่น
5. กลุ่มภูเวียงเพื่อการพัฒนา จ.ขอนแก่น
6. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น
7. กลุ่มเพื่อนพัฒนาภูกระดึง จ.เลย
8. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน(คอป.อ.)
9. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.) จ.กาฬสินธุ์
10. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
11. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
12. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จ.อุบลราชธานี
13. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จ.สกลนคร
14. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จ.สกลนคร
15. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จ.ชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จ.ชัยภูมิ
17. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จ.นครพนม
18. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จ.ยโสธร
19. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง (ชสร.)
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จ.พิษณุโลก
22. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย กทม.
23. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
24. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จ.ร้อยเอ็ด
25. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จ.บุรีรัมย์
26. กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
27. กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
28. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.)
29. สำนักเรียนรู้กระจายอำนาจและปกครองตนเอง(กอ.-ปอ.) จ.เชียงใหม่
30. สถาบันสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม (LSI.)
31. สถาบันพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย (สยท.)
32. กลุ่มเถียงนาประชาคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม
33. กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น
34. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย
35. กลุ่มมะขวิด แม่น่ท่าจีน

งานงอก!นักล่าแม่มดนำกัดดาฟีเปรียบเทียบเบื้องสูง

ที่มา Thai E-News

วิพุธ สุขประเสริฐ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ใช้นามปากกาI Pad แสดงความเห็นต่อท้ายข่าวประชาไท และเป็นผู้ร้องทุกข์ดำเนินคดีเหยื่อคดีหมิ่นฯ15รายในรอบ 1 ปี รายล่าสุดที่ตกเป็นเหยื่อคืออาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ ในภาพวิพุธบนเวทีพันธมิตรฯ (ภาพบน:ยืนคนแรกจากขวา)อย่างไรก็ตามนักล่าแม่มดรายนี้กลับเขียนความเห็นท้ายข่าวในครั้งหนึ่งที่อาจจะทำให้เขาโดนดำเนินคดีหมิ่นฯเสียเอง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 ธันวาคม 2554

วันนี้เว็บไซต์ประชาไท จัดทำรายงานข่าวเรื่อง รายงานพิเศษ: สถิติที่น่าสนใจของการใช้มาตรา 112 โดย 'I pad' และ สภ.ร้อยเอ็ด โดยระบุว่า มีผู้ใช้นามแฝงว่า I Pad ซึ่งมักเข้ามาแสดงความเห็นต่อท้ายข่าวของประชาไท โจมตีฝ่ายที่เห็นต่างอย่างรุนแรง หยาบคาย พร้อมทั้งขู่ว่าจะฟ้องร้องคู่สนทนาของตนเองด้วยมาตราดังกล่าวอยู่เนืองๆ

ตัวเลขที่น่าสนใจเชิงสถิติ ภายใน 1 ปี กล่าวหาบุคคลทั่วไปว่ากระทำผิดมาตรา 112 ไปแล้วอย่างน้อย 15 ราย จากการถกเถียงท้ายบทความของประชาไทจำนวน 3 บทความ โดยร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อสภอ.ร้อยเอ็ด

ทั้งนี้ จากการโพสต์ข้อความของ I Pad ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ฟ้องร้องผู้โพสต์ข้อความท้ายข่าวประชาไททั้ง 15 รายนั้น ปรากฏในคำร้องทุกข์ของเจ้าพนักงานว่า ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษชื่อ นายวิพุธ สุขประเสริฐ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด และเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย

นักล่าแม่มดพลาดเสียเองบังอาจนำกัดดาฟีเปรียบเทียบเบื้องสูง
ผู้อ่านเว็บไซต์ประชาไท แจ้งเบาะแสมาให้ไทยอีนิวส์ทราบว่า ผู้ใช้นามI Pad เคยแสดงความเห็นท้ายข่าวเรื่อง สนนท. แถลงกรณี 'อากง' ชี้รัฐควรยกเลิกมาตรา 112 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยI padแสดงความเห็นเป็นรายแรก โดยในตอนท้ายความคิดเห็นเขียนว่า

เผด็จการอายุสูงสุดแค่ 42 ปี (กัดดาฟี) นี่ท่านดูแลประชาชนของท่านมา กว่า 60 ปี แล้ว เช้าใจมะ! (เล่นมุขสูงไปปะวะ) (ฮา)

โดยผู้อ่านของประชาไทกล่าวว่า ข้อเขียนของ I Pad ดังกล่าวหมิ่นเหม่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของพสกนิกรไทยผู้จงรักภักดี เพราะเป็นการกระทำก้าวล่วงอย่างมิบังควรที่นำเผด็จการกัดดาฟีมาเปรียบเทียบ กับเบื้องสูงของพสกนิกรชาวไทยที่ทรงคุณประเสริฐอย่างหาที่สุดมิได้ในทุกด้าน แต่ไม่ทราบว่าจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่

I Pad หรือนายวิพุธ สุขประเสริฐ อายุ 45 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมกิจกรรมการเมืองกับพันธมิตรฯทำหน้าที่การ์ด อยู่บ้านเลขที่ 48 ถนนประชาธรรมรักษ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นี่จึงอาจเป็นเหตุให้เขาแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นฯต่อสภอ.ร้อยเอ็ด รวมทั้งคดีล่าสุดที่ร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน (รายละเอียดดูข่าว:สภ.ร้อยเอ็ด ออกหมายเรียก ‘สุรพศ-นักปรัชญาชายขอบ’ เหยื่อ ม.112 คนล่าสุด)
นอกจากนี้มีผู้นำรูปจากเฟซบุ๊คของวิพุธไปเผยแำพร่ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก แจ้ง ว่า นายวิพุธเป็นลูกชายนายวิมล สุขประเสริฐ อดีตนายกเทศมนตรีร้อยเอ็ด ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชื่อ หจก.เทคนิคก่อสร้าง และมีร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างหลายร้าน

อย่างไรก็ดีไทยอีนิวส์ไม่สนับสนุนให้มีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไม่ว่ากรณีใดๆ

ตร.สั่งไม่ฟ้องแกนนำแดงเมืองเพชร จอบ7สีปรี๊ดแตก ไม่ยอมจบแจ้นร้องสภาทนายความให้ช่วยตามหักคอ

ที่มา Thai E-News



คนผิดยังลอยหน้า?-รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดต ช่วงที่เฉลิมปะทะคารมกับสมจิตต์ 7 สี ซึ่งใช้คำถามตอนหนึ่งว่า "รัฐบาลทำแบบนี้เหมือนเป็นการหักคอ(เซ็นเซอร์)ให้ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า คุณพูดเองนะ คุณกล้ามาก หากผมยืนให้สัมภาษณ์ต่อ คุณอาจต้องติดคุก ซึ่งผู้สื่อข่าวช่อง 7 ย้อนว่า"ก็ไม่เป็นไรค่ะ"

ต่อมา่มีผู้ไปร้องต่อช่อง 7 สีต้นสังกัดของสมจิตต์ให้จัดการแก้ไข แต่มาถึงวันนี้ยังลอยนวลตามเอาเรื่องแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรีแบบไม่ยอมจบ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 ธันวาคม 2554

ตำรวจสั่งไม่ฟ้องแกนนำเพชรบุรี-สมจิตต์7สีไม่ยอมจบปรี๊ดแตกฟ่อร้องสภาทนาย

ผู้ สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้า กรณีที่ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 แจ้งความดำเนินคดีกับนางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพชรบุรี ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต ในข้อหา "ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ" จากการโพสต์รูปภาพนางสาวสมจิตต์ พร้อมข้อความ "เปิดโฉมหน้านักข่าวที่ทำให้นายกฯปูเดินหนี ที่แท้เป็นนักข่าวสาว ช่อง 7 สี จำหน้าหล่อนไว้นะครับ เห็นที่ไหนก็จัดให้หน่อยก็แล้วกันครับ" ส่งต่อผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มเครือข่ายคนเสื้อแดง

ล่าสุด พ.ต.ท.พิตตินันท์ อุทธสิงห์ รองผู้กำกับการสืบสวนฯปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต มีความเห็น "สั่งไม่ฟ้อง" น.ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ โดยผู้สื่อข่าวช่อง 7 สี กล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวจาก พ.ต.ท.พิตตินันท์ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. เนื่องจากบ้านน้ำท่วมมาเป็นเวลากว่า 1 เดือนและเพิ่งกลับเข้าไปทำความสะอาด จึงทราบว่าตำรวจมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นางสาวพรทิพย์แล้ว ลงวันที่ 3 ธ.ค. โดยในหนังสือดังกล่าวให้เหตุผลว่า

"สถานีตำรวจนครบาลดุสิต ขอเรียนว่า พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีความเห็นควร "สั่งไม่ฟ้อง" ผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความและลงรูปภาพดังกล่าว โดยได้คัดลอกมาจากเว็บไซต์ที่มีผู้โพสต์ข้อความอยู่ก่อนแล้ว และไม่ได้มีเจตนาส่งข้อความถึงผู้กล่าวหาอันเป็นการข่มขู่แต่อย่างใด แต่ได้คัดลอกและส่งข้อความไปยังกลุ่มเพื่อนเพื่อสื่อสารถึงกัน"

น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า หลังจากรับทราบดุลพินิจของพนักงานสอบสวนแล้วได้โทรศัพท์ปรึกษากับนายเกรียง ศักดิ์ วรมงคลชัย อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ ได้รับคำแนะนำให้ไปที่สภาทนายความเพื่อยื่นเรื่องต่อฝ่ายช่วยเหลือสภาทนาย ความให้สอบข้อเท็จจริงเพื่อตั้งสำนวนให้สภาทนายความช่วยเหลือ โดยถือเป็นการพิทักษ์คุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งในคดีอาญากฎหมายให้สิทธิผู้เสียหายฟ้องดำเนินคดีเองได้ แม้พนักงานสอบสวนและอัยการจะสั่งไม่ฟ้องก็ตาม

ผู้สื่อข่าวช่อง 7 กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปที่สภาทนายความ เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคดีนี้ เพราะส่วนตัวเห็นว่าพนักงานสอบสวน ตีกรอบการพิจารณาคดีเล็กกว่าข้อเท็จจริง เช่น ไม่มีการรวมผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการกระทำของนางสาวพรทิพย์ จนทำให้มีคนเสื้อแดงไปคุกคามที่ต้นสังกัด เพื่อขอให้ปลดดิฉันออกจากการเป็นผู้สื่อข่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนอ้างว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่สามารถนำมารวมเป็นเหตุในคดีเดียวกันได้ เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าในคดีนี้นอกจากพฤติกรรมโดยตรงของนางสาวพรทิพย์แล้ว พนักงานสอบสวนควรจะได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงประกอบพฤติกรรมแวดล้อมที่เกิด ขึ้นทั้งหมดด้วยจึงจะถือว่าให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายอย่างแท้จริง" น.ส.สมจิตต์ กล่าว

เหลิมปะทะเดือดสมจิตร7สีถึงขั้นงัด112ขู่ระวังคุก ถึงตอนนี้ยังลอยนวล

เจ้าเก่าขาประจำ-นาง สาวสมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซักถามต้อนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประเด็นออกพรฎ.อภัยโทษให้ทักษิณ จนเกิดปะทะคารมกัน โดยเฉลิมตอบว่า่คำถามเรื่องรัฐบาลกดดันในหลวงนั้น หากตอบไปจะทำให้คนถามติดคุก (แฟ้มภาพ)


เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เกิดปะทะคารมกับผู้สื่อข่าว โดยเฉพาะนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานที่โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่เป็นผู้ซักถาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์นั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด และมีการตอบโต้กันไปมาระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิมกับผู้สื่อข่าวอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ครั้งนี้ รวมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจ โดย ร.ต.อ.เฉลิมได้พยายามหลีกเลี่ยง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และอาจเข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมไปถึงพยายามตักเตือนผู้สื่อข่าวว่า บางคำถามมีความไม่เหมาะสม และขอให้ทีวีดาวเทียมบางช่องนำถ้อยคำของผู้สื่อข่าวไปออกอากาศทั้งหมดอีก ด้วย

โดยเมื่อนางสาวสมจิตต์ถามว่า หากมีความมั่นใจว่าเป็นเรื่องที่ทำถูกกฎหมายแล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถเปิดเผยได้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า “ยังไม่ถึงเวลาแม่คุณทูนหัว”

เมื่อนางสาวสมจิตต์ถามว่า หากทำเช่นนี้มองหรือไม่ว่าจะเป็นการกดดันองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้คำถามว่า"รัฐบาลทำแบบนี้เหมือนเป็นการหักคอ(เซ็นเซอร์) ว่าจะต้องทำตามในสิ่งที่มีการถวายคำแนะนำ รองนายกฯ กล่าวตอบว่า “ผมไม่ตอบ เพราะหากยืนสัมภาษณ์ต่อไป คุณสมจิตร (น.ส.สมจิตร นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานที่โทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งเป็นผู้ถาม) อาจจะเป็นผู้ที่ติดคุก”

สำหรับกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์ใน พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ที่ออกในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีการระบุว่าผู้ที่ได้รับการอภัยโทษ ต้องมาอยู่ในสถานที่คุมขังก่อน ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เรื่องนี้ตนสามารถตอบได้ซ้ำไปซ้ำมาว่าจะทำได้ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รวมทั้งขอปฏิเสธด้วยว่า เหตุที่ไม่เปิดเผยเรื่องออกมาตอนนี้ ไม่ได้กังวลว่าสังคมจะออกมาต่อต้าน เพราะไม่มีความจริงใดที่จะปิดบังเป็นความลับได้ตลอด ส่วนใครจะออกมาต่อต้านก็ขอให้ต้านไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดความขัดแย้งขึ้นในช่วงวันมหามงคล คณะรัฐมนตรีจะแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวตอบว่า “คุณสมจิตรเป็นนักข่าวมานาน ผมไม่อยากต่อว่า อะไรที่มันเปิดไม่ได้ ผมก็ยังไม่เปิด คุณถามผมไม่จนหรอก คำถามนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าถาม รู้สึกว่าคุณกล้าจริงๆ เลย”

เมื่อถามอีกว่า คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับมาภายในปีนี้ตามที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้หรือ ไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ตนปราศรัยในช่วงเลือกตั้ง ที่เมื่อไปในพื้นที่ที่มีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ หากไม่พูดถึงจะเป็นไปได้อย่างไร ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับมาหรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะว่า พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ยังไม่ออก

ผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำว่า หากพูดเช่นนี้แล้ว ความรับผิดชอบของนักการเมืองในการปราศรัยหาเสียงอยู่ที่ใด ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวถึงกรณีผู้เสียชีวิต 91 รายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.53 ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าเรื่องนี้ยังไม่มีคนตายเลย เหตุใดจึงพยายาม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้มีโอกาสเข้าร่วมงานฉลองมงคลสมรสของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวหรือไม่ ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “แล้วคุณจะไปพาดพิงอะไรเรื่องครอบครัวคนอื่น ซึ่งผมคงตอบคำถามแทนไม่ได้ มีเคเบิลทีวีช่องไหนขอให้นำคำพูดของคุณสมจิตต์ไปออกทุกคำพูดหน่อย” เมื่อกล่าวจบ ร.ต.อ.เฉลิมได้เดินออกจากวงล้อมสื่อมวลชน โดยกล่าวทิ้งท้ายว่าตนไม่เคยหนีนักข่าว เพราะเป็นคนชอบพูด แต่ที่ต้องไปวันนี้ เพราะกลัวมีคนติดคุก ทั้งนี้จากรายงานข่าวของASTVผู้จัดการ

อนึ่งนางสาวสมจิตต์ เป็นผู้สื่อข่าวช่อง 7 ประจำรัฐสภา แสดงตัวชัดเจนว่าสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิืปัตย์ โดยเรียก"อาจารย์"ทุกคำ เคยเขียนหนังสือเชียร์ 2 เล่ม แต่มักมีอคติกับฝ่ายพรรคเพื่อไทย เคยตั้งคำถามจนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลี่ยงที่จะตอบคำถาม และเกิดวิวาทะกับคนเสื้อแดง ตามมาด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน และคนเสื้อแดงบุกไปประท้วงที่ช่อง 7 มาแล้ว

ร.ต.อ.เฉลิมเคยกล่าวในที่ประชุมสภา กรณีน.ส.สมจิตต์ดำเนินคดีคนเสื้อแดงเพชรบุรีที่ส่งอีเมล์ว่า"ให้จัดหนัก เพราะอคติกับนายกฯยิ่งลักษณ์"โดย เห็นว่าการทำหน้าที่ของน.ส.สมจิตร ในฐานะสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามกับนายกฯเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการตั้งคำถามโดยอคติ เสมือนเป็นผู้นำฝ่ายค้าน และข้อความในฟอร์เวิร์ดเมล์ของคนเสื้อแดงเพชรบุรี ที่ระบุว่า "ถ้าเห็นที่ไหน ก็จัดให้หน่อย" ไม่มีความหมายที่จะแปลว่าจะเป็นการข่มขู่ ทำให้นางสาวสมจิตต์ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ว่า ถ้าเช่นนั้น"ไอ้ปื๊ดก็คงไม่ได้ฆ่าคน"
มีข้อสังเกตว่้าเวลาสัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ นางสาวสมจิตต์ทำด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว



คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี หรือคนละเรื่องกับตอนปะทะคารมกับเฉลิม

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

Friday, December 9, 2011

กิจกรรม 112 คน สัญลักษณ์ถึงมาตรา 112

ที่มา Voice TV









กลุ่มกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย แต่งกายด้วยชุดดำ พร้อมถือไฟฉายส่องหน้าศาลอาญา เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ที่หน้าศาลอาญา

กลุ่มนักเคลื่อนไหว 112 คน ในชื่อกลุ่มกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย แต่งกายด้วยชุดดำ พร้อมถือไฟฉายส่องหน้าศาลอาญา เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ให้ทบทวนกระบวนการตัดสินคดีนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ อากง SMS ที่ต้องโทษจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของนักเคลื่อนไหวทาง Social Network โดยรูปแบบกิจกรรมเป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบ และผู้ร่วมกิจกรรมต่างใส่หน้ากากรูปอากงร่วมกันยืนไว้อาลัยและร้องเพลงหน้า ศาล ตั้งแต่เวลา 13.00 - 14.52 น. รวมเวลา 112 นาที



นางสาวจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ แกนนำของกิจกรรมดังกล่าว ระบุว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นการไว้อาลัยให้กับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตาม มาตรา 112 ไม่ได้รับความยุติธรรมและไม่เคยได้รับการประกันตัว

ด้านร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการนโบายการป้องกันละปราบปรามการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้เรียกประชุม คณะกรรมการเป็นครั้งแรกที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหารือถึงแนวทางการกำหนดนโยบายในการป้องกันและปรามปราบเว็บไซต์ที่นำ เสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม



ร้อยตำรวจเอกเฉลิมระบุว่า จะเร่งปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันและมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเว็บไซต์ที่มีที่มาจากต่างประเทศ แต่การปราบปรามดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยตั้งเป้าว่าจะปราบปรามเว็บไซต์ให้เหลือน้อยที่สุด

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม ระบุว่าจะมอบหมายให้พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ มาดาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และการทำงานของคณะกรรมการจะเน้นการจับกุม ไม่เน้นการนำเสนอเนื้อหาต่อสื่อ เนื่องจากเห็นว่าไม่สมควร

รธน.2475 2489 2540

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel


ลุยสร้างรัฐธรรมนูญ
ปฏิรูปการเมืองของประเทศ


นิติราษฏร์ เสนอแก้ไขรธน.เพิ่มเติมหมวด 16
สมควรเป็นพระราชบัญญัติแผ่นดินสยามชั่วคราว
แนะเน้น รธน.2475 2489 2540 ต้นแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

112นาทีที่หน้าศาลอาญา เราคือ อากง

ที่มา Thai E-News

การ์ตูนโดย GAG LAS VEGAS

คุณจิตรา คชเดช ผู้นำแรงงาน และนักกิจกรรมการเมือง เปิดเผยทางเฟซบุ๊คว่าในวันนี้ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม"เราคืออากง" เพื่อยืนไว้อาลัยต่อกระบวนการยุติธรรม

เริ่มเวลา 13.00 น.-14.52 น. เป็นเวลาทั้งหมด 112 นาที

1. ตั้งแถวตรงกึ่งกลางป้ายศาลอาญารัชดา ยืนหันหน้าออกถนน คล้องแขนกันไปตามแนวกำแพง อีกมือถือไฟฉายให้แสงสว่างต่อความมึดมน (ให้เว้นทางเข้าออกศาล)

2. ใส่ชุดดำทั้งชุดใส่หน้ากากอากง (ตามที่ทีมงานเตรียมให้) ยืนโดยสงบไม่ส่งเสียงดังหรือตะโกน (ถ้ามีข้อความหรือตะโกนข้อความไม่เหมาะสมทีมงานจะเชิญออกจากแถว)

3. ในนาทีที่ 112 จะให้จะมีคนนำร้องเพลงและร้องเพลงร่วมกัน เพลง แดนตาราง


“แดนตาราง”

จันทร์เจ้าอยู่บนแดนฟ้า โปรดมาเห็นใจฉันบ้าง
ฟังทำนองเพลงร้องครวญคราง เสียงเพลงในแดนตะราง
ร้องครวญครางจากจิตใจ ทำดีกลับมีคนเห็นเป็นร้าย
ใจฉันนั้นช่างคิดไป แต่คราวนี้ถูกเขาจงใจ
หาความไม่ดีมาให้ ช้ำใจทุกวันทุกคืน
*ใครรู้ใครก็ต้องประณาม สังคมและโลกนี้นี้ทราม
ล้วนความไม่จริงสุดฝืน หวนคิดไปหัวใจเต็มตื้น
คนจนระทมขมขื่น ทุกคืนมันโศรกไม่จาง
คนมั่งมีกดขี่คนจน กี่หนแล้วเป็นตัวอย่าง
จับเอาเรามาเข้าตาราง ถึงทีของเราเข้าบ้าง
พวกมันจะต้องล่มจม (ซ้ำอีกครั้ง)

จบการร้องเพลงแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยสวัสดิภาพ ประชาชนจงเจริญ!!!

ไทยอีนิวส์โพลล์:ปฏิทินปีใหม่อยากได้แบบไหน?

ที่มา Thai E-New




ดาวน์โหลดปฏิทินนายกฯยิ่งลักษณ์ได้ที่เว็บไซต์ prachachontai

Thursday, December 8, 2011

เหลิมแทงใจดำทำไมชายหน้าดำไม่จับอ้างดีนักชายชุดดำฆ่าเสื้อแดง เปิด10หลักฐานมัดคอมาร์ค-เทือก

ที่มา Thai E-News


ชายหน้าดำใจดำ-สุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกตำรวจนครบาลเค้นสอบ 4 ชั่วโมง อ้างกระต่ายขาเดียวไม่เคยทำให้ผู้ชุมนุมตาย ชายชุดดำทำทั้งหมด ตำรวจเรียกเค้นเพิ่ม14ธ.ค. พรุ่งนี้คิวอภิสิทธิ์ ซึี่งสุเทพออกตัวให้ว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีเอี่ยวเลยแม้แต่น้อย



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

8 ธันวาคม 2554



ในช่วงวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้อภิสิทธิ์กับสุเทพจะเข้าให้การต่อตำรวจนครบาลคดี 16 ศพวีรชนเสื้อแดงที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ตายเพราะเจ้าหน้าที่ทหาร โดยที่ทั้งสองยังไม่มีทีท่าจะสำนึกผิด นอกจากการปัดไปว่า"เป็นเรื่องการเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันตามเช็กบิล





สุเทพยันทำตามกม.สลายชุมนุม-มอบภาพถ่ายชายชุดดำ




วันที่ 8 ธ.ค. เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคลี่คลายคดีชันสูตรพลิกศพ 13 ศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในพื้นที่ กทม.ปี 2553 ได้สอบปากคำนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และ อดีต ผอ.ศอฉ. ที่ออกคำสั่งให้มีการสลายการชุมนุม



โดยนายสุเทพได้นำหลักฐานเอกสารประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงของการออกคำสั่ง ให้มีการสลายการชุมนุมว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและนำพยานหลักฐาน ที่สามารถตรวจพิสูจน์ได้มายืนยันระหว่างที่มีการสอบปากคำซึ่งใช้เวลานาน เกือบ 4 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จเมื่อเวลา 17.40 น.



อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนนัดนายสุเทพอีกครั้งในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เวลา 14.00 น. โดยจะสอบปากคำในจุดอื่นๆที่มีการขอคืนพื้นที่จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม



นายสุเทพ กล่าว่า "เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งนั้น ได้ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่มีคนไปอ้างว่าการปฏิบัติการดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่เป็นความจริง ตนได้ยื่นหลักฐานต่างๆ ให้กับทางตำรวจแล้วและขอยืนยันว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งของตนนั้น ได้ทำงานอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปีพ.ศ.2548 ซึ่งขอยืนยันว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นคำสั่งของตนในฐานะผอ.ศอฉ.นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด " นายสุเทพกล่าว และว่า



เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผมทำงานอย่างถูกกฎหมายทุกอย่าง ไม่มีเหตุรุนแรงที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ แต่วันนี้ผมได้ให้ภาพถ่ายกับตำรวจ ที่เป็นชายชุดดำซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายเข้ามาก่อการ เป็นเหตุให้ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตามเหตุการณ์ที่เกิดในวันที่ 10 เม.ย.53 เท่านั้น



ต่อข้อถามว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ามีหลักฐานชี้เอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดในเหตุการณ์สลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย นายสุเทพ หยุดฟังคำถามแล้วตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่า "ผมไม่เคยสนใจในคำพูดของนายเฉลิม"้อง




เหลิมข้องใจก็แลิ้วทำไมเทือกไม่จับชุดดำ ปูดตร.ฆ่าเสธแดง



ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีนายสุเทพหาว่าเฉลิมตาบอดสีจึงไม่เห็นว่าชายชุดดำเป็นเลงมือสังหารประชาชน 91 ศพว่า ขอฝากไปบอกนายสุเทพว่าตนตาไม่บอด ตนตาดีและคม สิ่งที่ตนไม่เห็นนั้นเพราะตนไม่เคยไปชุมนุม ตนไม่เคยขึ้นเวทีนปช.และไม่เคยไปเวที แล้วตนจะเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างไร รวมทั้งผู้ที่ไปให้การกับตำรวจนั้นเมื่อถึงขั้นตอนลงลายมือชื่อเซ็นรับว่าคนที่ลงมือคือชายชุดดำใช่หรือไม่นั้น ก็บอกกันว่าไม่เห็น และสิ่งที่อ้างว่าชายชุดดำสังหารไปกว่าหกสิบราย มีการดำเนินคดีกับชายชุดดำหรือไม่ ตนไม่เคยไปยุ่งเรื่องนี้แล้วจะเห็นชายชุดดำได้อย่างไร แต่ตนรู้ว่าพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เสียชีวิตไม่ใช่ฝีมือทหาร แต่เป็นการยิงของตำรวจ นึกหรือว่าตนไม่ติดตามหลักฐานส่วนอื่นๆเลย การยิงในสถานที่ต่างๆก็เป็นฝีมือตำรวจ มีการนำปืนทราโวไปใส่ไว้ในรถของบางคนแล้วไปบอกว่าจับอาวุธได้ที่เวที ทั้งๆที่ไม่มีเลย



เมื่อถามว่า นายสุเทพระบุว่ารัฐบาลพยายามดึงนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อจะโยงไปสู่การออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คนที่ให้การพาดพิงถึงนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ คือ ทหาร ไม่ใช่รัฐบาล เพราะทหารบอกว่าการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งศอฉ. เรื่องที่เกิดขึ้นมันมีเหตุ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ รัฐบาลหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แต่รัฐบาลที่ผ่านมาทำช้า รัฐบาลชุดนี้ทำเร็วและตรงไปตรงมา และไม่ใช่เรื่องการเมืองมันเป็นเหตุฆาตกรรม จะไปยกโทษให้ไม่ได้ สมมติถ้ามีการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กับคนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติ 19 ก.ย.49 แล้วจะไปเกี่ยวอะไรกับกรณี 91 ศพ เขามาขอหีบบัตร แต่ไปให้หีบศพก็เลยเกิดปัญหา “วันนี้ทหารบอกแล้วว่าทำไปตามคำสั่งศอฉ. ผมไม่ได้ไปเร่ง ไปบีบ แต่บอกตำรวจว่าอย่าเก็บเรื่อง อย่ากลัวเขา อย่าแกล้งเขาแล้วมันก็จะเห็นเร็ว ๆ นี้ วันนี้ประชาชนเข้าใจอุตส่าห์ไปร้องไห้ที่แยกราชประสงค์ยังได้มา 100 กว่าเสียง ถ้าไม่ร้องไห้คงได้ 80 เสียง”





ธิดาหวังมาร์ค-เทือกโดนแบบเดียวกับคนเสื้อแดง



นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะไปให้ปากคำตำรวจกรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปีที่ผ่านมาว่า ขอให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ พูดความจริงและเหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทยอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้สั่งการ ผู้คุมอำนาจรัฐได้เดินทางมาให้ปากคำกับตำรวจ ขอให้ทุกคนจับตาดูคำให้การของเขาให้ดี ทั้งนี้หวังว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนี้จะถูกปฏิบัติเหมือนกับคนเสื้อแดง เมื่อตรวจพบหลักฐานว่าบุคคลเหล่านี้กระทำผิด ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุก็ควรส่งตัวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย อย่าละเว้น และส่งไปให้ถึงกระบวนการในชั้นศาล เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้กระทำผิด




นางธิดา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ญาติวีรชนยังรอความยุติธรรมอยู่และเชื่อว่าไม่นานก็คงจะได้รับ และขอเรียกร้องให้คนเสื้อแดง และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมปี 53 มีมากกว่า 2,000 คน ให้รีบออกมาดำเนินการฟ้องเอาผิดกับรัฐบาลชุดที่แล้วให้หมด





10หลักฐานเอกสารมัดคอมาร์ค-เทือกแน่น แค่เป็นพยานไม่พอ



ไทยอีนิวส์ขอนำเอกสารหลักฐานมัดแน่นต่างๆมาให้พิจารณากันว่า นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คืออาชญากรรมสังหารหมู่ที่อภิสิทธิ์-สุเทพหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความรับผิดชอบ



เป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ



1.เอกสารที่สุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด สารภาพว่าเป็นของจริง




สาระสำคัญของเอกสารคือ:นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุได้สั่งการ นายสุเทพรับมอบหมาย นายทหารตั้งแต่ผบ.ทบ.รับงานไปสังหารผู้ชุมนุม ผลคือตาย 92 ศพ เจ็บกว่า2,000 สุดท้ายจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมไปขังคุกไว้400คนเศษ



2.เอกสารที่ทหารยอมรับว่ามีการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมองผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อออกใบอนุญาตฆ่า โดยคนในสังคมเห็นคล้อยตามไม่คัดค้าน

AW-SP-69-81

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทำไมการสลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)



คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และทหารได้ผลมีประสิทธิภาพในการล้างสมองให้คนในสังคมคล้อยตาม




3.เอกสารแผนการรบเต็มอัตราศึกต่อผู้ชุมนุม และรายงานผลชัยชนะของฝ่ายทหาร



Lesson 7

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทหารยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้



ยุทธการกระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง ที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์



4.เอกสารระบุชื่อนายทหารระดับบังคับบัญชาต่อกรณีสังหารผู้ชุมนุม10เมษา-19พฤษภาคม53
















สาระสำคัญของเอกสารคือ:เป็นการเปิดเผยรายชื่อนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการสังหาร และรายชื่อเหยื่อผู้ถูกสังหาร ซึ่งทำให้รู้ชัดเจนว่านายทหารคนใดต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางแพ่ง



เพิ่มเติม:

-โฉมหน้าและรายชื่อทีมสังหารโหดเหยื่อวัดปทุมฯ






-เปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง



5.เอกสารคอป.ชุดอภิสิทธิ์ตั้งชี้ชัดทหารฆ่าอย่างน้อย 13 ศพ ต้องเอาผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่ทหารขึ้นศาล แต่DSIถูกแทรก ขณะที่ศาลไม่เข้าใจทำให้ไม่ให้ประกันนักโทษเสื้อแดง



รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

สาระสำคัญของเอกสารคือ:พบว่าอย่างน้อยผู้เสียชีวิต ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 แต่การทำงานของตำรวจและDSIถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะไม่มีการดำเนินคดีต่อทหารและฝ่ายการเมือง ขณะที่ศาลไม่เข้าใจเหตุการณ์กลับดำเนินคดีต่อนักโทษเสื้อแดงเหมือนคดีอาญาทั่วไป ไม่ยอมให้ประกันตัว แต่คอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโษกรรม



6.คำให้สัมภาษณ์วงศ์ศักดิ์เรื่องสุเทพขอปืน3,000กระบอกไปปราบเสื้อแดง เมื่อไม่ร่วมมือก็ถูกเด้ง


สาระสำคัญ-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้ นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครอง) สนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. แต่นายวงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าฯ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ ผอ.ศอฉ. ประสานงานมายังกระทรวงมหาดไทยให้มีการสั่งย้ายนายวงศ์สวัสดิ์



นายวงศ์ศีักดิ์ให้สัมภาษณ์ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐ ตอนหนึ่งว่า การที่จะใช้ปืนลูกซองยาวไปปราบพี่น้องคนไทยนั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเสื้อสีใดก็แล้วแต่ ควรจะคุยกันรู้เรื่อง แก้ไขทางการเมือง ไม่ใช่มาแก้ไขด้วยอำนาจ ด้วยกระบอกปืน ทำให้ทางโน้นไม่พอใจว่า เราไม่ให้ความร่วมมือ แล้วเขาก็วางสายเลย



ฝากสื่อมวลชนไปติดตามดูหน่อยว่า ปืนที่ทางจังหวัดส่งไปให้ ศอฉ. ช่วงที่ผมถูกย้าย ยังได้คืนไม่ครบ ๓,๐๐๐ กระบอก เป็นความรับผิดชอบของใคร ปืนของหลวง เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ต้องเอากลับมาที่เดิม



7.คอป.แฉใบสั่งDSI ตำรวจ อัยการเหวี่ยงแหยัดคุกเสื้อแดงแรงเกินเหตุ



สาระสำคัญ-นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานอนุกรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในงานด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกคุมขังนั้น ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งมีมากถึง 53 คน ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และวางเพลิง ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษถึงประหารชีวิต




ทั้งนี้จากการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน คือตำรวจ-DSI และพนักงานอัยการพบว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวนั้นเกิดจากแรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย อีกทั้งการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหายังเป็นในลักษณะของการเหวี่ยงแห ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการยังไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐาน



8.DSIแฉนโยบายเบื้องบนหากหาหลักฐานใครลั่นกระสุนไม่ได้ให้โยนบาปคนเสื้อแดง



สาระสำคัญ- BBC เปิดเผยในสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน) โดยอ้างรายงานการสัมภาษณ์เ้จ้าหน้าที่DSIว่า
"มีนโยบายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง โดยอธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่ง"



"มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" (อ่านรายละเอียดข่าว: โลกตลึงDSIแฉผ่านBBCหมดเปลือกปกปิดทหารฆ่าประชาชนปี53 ธาริตใบสั่งโยนผิดเสื้อแดงฆ่ากันเอง)



9.ไก่อูสารภาพซัดทอดมาร์ค-เทือกบงการ



สาระสำคัญ-พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของศอฉ.เข้าให้การกับตำรวจเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระบุว่า "ศอฉ." ไม่ใช่องค์กรที่เกิดขึ้นเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น เป็นผอ.ศอฉ.



สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทหารจะไม่สามารถนำกำลังเข้าสลายม็อบแดงได้เลย



หากไม่มีคำสั่งพิเศษจาก "ศอฉ." ! หากไม่เพราะอภิสิทธิ์-สุเทพสั่ง (อ่านรายงานข่าว:ทหารออกตัวล้อฟรีไก่อูเปิดปากซัดทอดมาร์ค-เทือกเต็มๆ มัดคอเป็นผู้สั่งการสังหารเมษา-พฤษภาเลือด)



10.สุเทพยอมรับกลางแยกราชประสงค์เป็นคนสั่งการเอง




สาระสำคัญ-เทือกยอมรับหน้าชื่นตาบานที่แยกราชประสงค์ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาฯว่าเป็นคนออกคำสั่งเอง มาร์คไม่เกี่ยว




ผมเป็นผู้สั่งการทุกอย่าง แล้วผมเป็นคนรับผิดชอบ


จากหลักฐานเอกสาร การตรวจสอบ และพยานต่างๆนี้เพียงพอหรือยังที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของมาร์ค-เทือกว่า พวกตนกำลังตกเป็นเหยื่อล้างแค้นทารเมือง ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบใดๆ...? ประการสำคัญงานนี้ตำรวจจะแค่เรียกมาให้ปากคำในฐานะเป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ



และขอฝันใฝ่ในฝัันอันเหลือเชื่อ-Dream impossible dream:เมื่อคดีนี้ไปถึงชั้นการพิจารณาของศาล ศาลจะได้พิจารณาอย่างเที่ยงธรรมตามพยานหลักฐานข้างต้นโดยเห็นว่้่าผู้ต้องหามีอัตราโทษหนัก เป็นผู้บงการสังหารหมู่ประชาชน หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานพยาน และเกรงว่าจะหลบหนี จึงไม่ให้ประกันตัวและให้ตีตรวนส่งไปเข้าเรือนจำอยู่แดนเดียวกับอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง



ขอฝันใฝ่ในฝัันอันเหลือเชื่อ-Dream impossible dream!!!




ผู้พันสู้ นาวาอากาศตรี ชนินทร์ คล้ายคลึง" อีกหนึ่งเหยื่อคดีหมิ่นฯ มาตรา 112

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red





สำหรับเช้าวันนี้ ไม่มีอะไรที่ต้องการจะบอก มากไปกว่า
"ขอให้กำลังใจ ผู้พันสู้ นาวาอากาศตรี ชนินทร์ คล้ายคลึง"
อีกหนึ่งเหยื่อคดีหมิ่นฯ มาตรา 112

เช้านี้พี่สู้เข้าสืบพยานใน"ศาลทหาร" หลังจากถูกกลุ่ม"ล่าแม่มด"เสียบประจานและระดมกันร้องเรียน จากภาพข้อความทางเฟสบุค จนผู้บัญชาการทหารอากาศ รับลูก เป็นโจทก์ เข้าแจ้งความดำเนินดคีกับ"ผู้พันสู้" ด้วยศาลทหาร

นับเป็น"นายทหารรักษาพระองค์คนแรกในประวัติศาสตร์" ที่ตกเป็นเหยื่อของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 และเป็นรายแรกที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหา"เล่นเฟสบุคหมิ่น"
และประกันตัวออกมาสู้คดีด้วยวงเงินสูงที่สุดถึง 4 ล้านบาท

วันนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร พี่สู้ก็ยังเป้นที่เคารพของผมเสมอ และพี่สู้จะไม่ได้"สู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะพวกเรายังพร้อมจะยืนอยู้ข้างเหยื่อของกฎหมายมาตรานี้ทุกๆคน

หากนายทหารที่เคยรับกระบี่ เคยสวนสนามราชวัลลพ และเคยรับการปลูกฝังในเรื่องความจงรักภักดีกับสถาบันมาโดยตลอดต้องติดคุกด้วยข้อหาแบบนี้

...สังคมคงต้องตั้งคำถาม ว่า..มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และ...คุณจะปลอดภัยได้อย่างไรในการใช้เฟสบุ๊คส่วนตัว ในสังคมนี้

แฟชั่นการ"ทำร้ายกันด้วยการปลอมชื่อเฟสบุคคนที่เราเกลียดไปโพสต์หมิ่น จะไม่ระบาดแย่หรือ?"

อนาถหนอสังคมไทย ภายใต้การจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกด้วยกฎหมายหมิ่นฯและพรบ.คอมพ์ฯ กลับกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรูฝ่ายตรงข้ามของตนอย่างโหดร้ายรุนแรงไปเสียแล้ว

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=197286303690414&set=a.101154469970265.2055.100002271364703&type=1&theater