WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 11, 2011

สมศักดิ์ เจียมฯ บันทึกความทรงจำ: คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับ การอภิปราย 10 ธันวาคม 2553

ที่มา Thai E-News



โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[หมายเหตุ: "บันทึกความทรงจำ" นี้ ความจริง มีความยาวมากกว่านี้ ผมตัดตอนมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับคุณสมยศ โดยตรง]

ในราวเดือนตุลาคม ช่วงครึงหลังของเดือน หรือต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 คนที่ทำงานร่วมกับคุณสมยศ ในกลุ่ม "24 มิถุนา ประชาธิปไตย" คนหนึง (ผมยินดีจะเอ่ยชื่อเขา แต่ไม่แน่ใจว่า จะเป็นคุณหรือโทษต่อเขา) ซึงผมรู้จักมาระยะหนึง และเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วย ในหลายปีที่ผ่านมา เป็นระยะๆ โดยที่เรามีแนวโน้ม ที่จะมองสถานการณ์การเมืองหลายเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน

เขาได้โทรศัพท์มาบอกผมว่า เขาคิดว่า จะพยายามผลักดันทำให้ไอเดียที่ผมเคยพูดในที่ต่างๆมาก่อน เรื่องผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยควรพยายามให้มีการอภิปรายเรืองสถาบัน กษัตริย์ทางสาธารณะอย่างเปิดเผยตรงๆ ปรากฏเป็นจริงขึ้นมา เขาได้ไปพูดคุยกับคุณสมยศ และเสนอให้ กลุ่ม "24 มิถนา ประชาธิปไตย" เป็นเจ้าภาพ จัดขึ้น ปรากฏว่า คุณสมยศ เห็นชอบด้วย โดยจะจัดเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม

นักกิจกรรมที่เป็นผู้ช่วยคุณสมยศคนนี้ ได้บอกผมว่า เขาได้ทำการติดต่อทาบทามนักวิชาการที่จะมาเป็นผู้อภิปรายร่วมกับผมไว้แล้ว คือ อ.ณัฐพล ใจจริง, อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ โดยจะมี อ.เกษม เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ซึงทุกคนได้ตอบรับแล้ว (รวมทั้งผมเอง เมื่อเขาบอกเรืองนี้) แต่เขาอยากได้ อ.วรเจตน์ มาร่วมด้วยอีกคนหนึ่ง (ขณะนั้น อ.วรเจตน์ กับคณะ เพิ่งประกาศตั้งเป็นกลุ่ม "นิติราษฎร์" ได้ราวเดือนเดียว) โดยจะจัดที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเขาได้ติดต่อขอจองไว้แล้วเช่นกัน

ปัญหาคือ เขาไม่มีเบอร์โทรศัพท์จะติดต่อกับ อ.วรเจตน์ ได้ ผมจึงบอกเขาไปว่า ผมสามารถติดต่อกับ อ.ปิยบุตร ได้ และจะลองถามให้ เรายังคุยกันว่า ถ้า อ.วรเจตน์ ไม่สะดวก ก็ขอให้ อ.ปิยบุตร เป็นผุ้อภิปราย ก็ได้

ผมจึงโทรศัพท์ไปบอกเรื่องนี้กับ อ.ปิยบุตร ซึง อ.ปิยบุตร ก็รับว่า จะลองไปถาม อ.วรเจตน์ และคนอื่นๆในคณะดู ผมเองได้เสนอ อ.ปิยบุตรไปว่า จริงๆ ถ้าทั้ง อ.ปิยบุตร และ อ.วรเจตน์ จะเป็นคนร่วมอภิปรายทั้งคู่ ทางคุณสมยศที่เป็นเจ้าภาพ ก็น่าจะไม่ขัดข้อง หรือ ถ้า อ.ปิยบุตร ไม่อยากเป็นผู้อภิปรายเอง จะเป็นผู้ดำเนินการก็น่าจะได้ ผมจะไปคุยกับผุ้ช่วยคุณสมยศ ไปขอให้ทำความเข้าใจ กับ อ.เกษม ที่ทาบทามให้เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายไว้แล้ว

ทั้งผมและ นักกิจกรรมที่ทำงานกับคุณสมยศ และตัวคุณสมยศเอง ตามที่เขาบอก (ถึงจุดนี้ ผมยังไม่เคยรู้จัก หรือเจอตัวคุณสมยศเลย เคยเห็นคุณสมยศ จากคลิปวีดีโอ หรือการถ่ายทอดเวทีปราศรัยเทานั้น) ต่างเข้าใจตรงกันว่า นี่จะเป็นการอภิปรายทีสำคัญ ในแง่ที่ จะเป็นครั้งแรกที่มีการอภิปรายเรืองสถาบันกษัตริย์ตรงๆ (เราทราบดีว่า ก่อนหน้านี้ มีการจัดสัมมนาวิชาการ ในประเด็นเรือ่ง กฎหมายหมิ่นฯ มาก่อน 2-3 ครั้ง รวมทั้งครั้งหนึ่ง ที่จัดที่ นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่มีกลุ่มของ อ.วรเจตน์ ที่ตอนนั้น ยังไม่ได้ประกาศเป็น นิติราษฎร์ ร่วมจัดด้วย แต่ไอเดีย ทีผมคุยกับผุ้ช่วยคุณสมยศคนนี้คือ คร้ังนี้ ต้องการให้จัดอภิปรายเป็นเรื่องสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย ในภาพรวม แบบตรงๆ เลย)

หลังจากนั้น ไม่กีวัน อ.ปิยบุตร ได้ติดต่อผมกลับมา และได้แจ้งให้ทราบว่า พวกเขาได้คุยกันแล้ว ทาง อ.วรเจตน์ ยินดีจะมาร่วมเป็นผู้อภิปรายด้วย แต่อยากขอให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง คือ

(1) ทางกลุ่มพวกเขา ทีเพิ่งประกาศเป็น "นิติราษฎร์" จะขอเป็น "เจ้าภาพ" จัดในนาม "นิติราษฎร์" เอง

และ (2) ขอเปลี่ยนสถานที่ มาเป็นที่มหาวิทยาลัยแทน โดยพวกเขาจะติดต่อขอสถานที่ให้

และ (3) นอกจาก อ.วรเจตน์ ทีจะเป็นผุ้ร่วมอภิปรายแล้ว ทาง "นิติราษฎร์" จะให้ อาจารย์อีกคนหนึงในกลุ่ม อาจจะเป็น อ.ปิยบุตร หรือ อ.ธีระ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

ทั้งหมด นี้ ก็เพราะทาง "นิติราษฎร์" ไม่อยากจะให้การอภิปราย มีลักษณะ "การเมือง" มากไป อยากให้เป็นงานในลักษณะ "วิชาการ" มากกว่า เพราะถ้าจัดโดยกลุ่ม "24 มิถุนา" ซึงเป็นกลุ่มเสื้อแดงกลุ่มหนึง และจัดที่ รร.รัตนโกสินทร์ ด้วย ภาพรวมก็จะออกมาในลักษณะเป็นส่วนหนึงของการเคลือนไหวการเมือง (ของเสื้อแดง) อย่างมาก (หลังจากน้้น ไม่นาน ผมมีโอกาสได้คุยกับ อ.ณัฐพล อ.ณัฐพล ก็บอกว่า ความจริง ตอนทีรับปากไปอภิปรายครั้งแรก ที่ผู้ช่วยคุณสมยศติดต่อมาน้น เขาเองก็มีความลังเล ไมสบายใจอยู่บ้าง เรื่องสถานทีจัด ทีจะเป็น รร.รัตนโกสินทร์)

อ.ปิยบุตร เองบอกว่า รู้สึกเกรงใจกลุ่มคุณสมยศ เหมือนกัน ที่จะขอดึงเอางานที่กลุ่มคุณสมยศ ริเริ่มเตรียมไว้แล้ว มาเป็นผู้จัดในนาม "นิติราษฎร์" เอง

ผมเอง เมื่อผมได้ฟังที่ อ.ปิยบุตร ขอมาในตอนแรก ก็รู้สึกหนักใจอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่า เรืองนี้ ทางกลุ่มคุณสมยศเป็นผู้ริเริ่มและได้เตรียมการไปบ้างแล้ว มิหนำซ้ำ ถึงตอนนั้น คุณสมยศได้ประกาศบนเวทีชุมนุมของกลุ่ม "24 มิถุนา" ครั้งหนึงในช่วงนั้น ไปแล้วด้วยว่า กลุ่ม "24 มิถุนา" จะจัดการอภิปรายสำคัญเรื่องสถาบันกษัตริย์

แต่ผมก็ได้ถ่ายทอดที่ อ.ปิยบุตรบอกมา ต่อไปยังผู้ช่วยคุณสมยศ ปรากฏว่า เขาขอกลับไปบอกคุณสมยศก่อน และติดต่อกลับมาโดยรวดเร็วมากว่า คุณสมยศ ไม่ขัดข้องเลย "ยก" ให้ทางกลุ่ม อ.วรเจตน์ จัดในนามกลุ่มของ อ.วรเจตน์ ได้ ตามที่ผู้ช่วยคุณสมยศบอกคือ คุณสมยศ อยากให้มีการอภิปรายเรื่องนี้ จะจัดในนามใครไม่สำคัญ

ผมฟังแล้ว นอกจากโล่งใจ ก็ยังรู้สึกทึงในความใจกว้างของคุณสมยศ (ที่ผมยังไม่เคยเจอตัว) มาก . . . .

ถึงวันงานจริงๆ คุณสมยศเอง ได้เข้ามาในห้องประชุมนั่งฟังการอภิปรายด้วยตัวเองโดยตลอด (เรื่องนี้ อาจจะดู "เล็ก" แต่สำหรับผม รู้สึกทึ่งไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา ผมแทบไม่เคยเห็นบรรดา "ผู้นำมวลชน" ดังๆ ทั้งหลาย ถ้าไมใช่เป็นผู้พูดเอง จะยอมหรือมีเวลามานั่งฟัง การอภิปรายอะไร) ยิ่งกว่านั้น ปรากฏว่า คุณสมยศ และกลุ่ม "24 มิถุนา" ยังได้ระดมมวลชนในเครือข่ายมาร่วมฟังจำนวนมาก จนห้องประชุมทีเตรียมไว้ ไม่เพียงพอ ล้นออกไปภายนอก มีคนเข้ามาในห้องประชุมไม่ได้จำนวนมาก

เรื่องจำนวนคนที่มาฟังมากขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงจริงๆ และผมจำได้่ว่า ผู้ร่วมอภิปรายคนอืน และผู้ทีตอนนี้ เป็นเจ้าภาพจัด คือ กลุ่ม "นิติราษฎร์" เอง ก็คาดไม่ถึง แต่ที่มีคนมากขนาดนี้ ผมคิดว่า ต้องยกให้เป็นผลงานของคุณสมยศ และกลุ่ม "24 มิถุนา" มากกว่า เพราะปกติ การจัดสัมมนาโดยนักวิชาการ ในมหาวิทยาลัย ไม่เคยมีคนมากขนาดนี้

ผมมาทราบภายหลังว่า คุณสมยศ ไม่เพียงแต่ระดมคนมาฟัง ปรากฏว่า เมื่อห้องประชุมจุคนไม่พอ และมีคนจำนวนมาก ไม่สามารถเข้ามาฟังได้ คุณสมยศ ได้ให้สต๊าฟ ของกลุ่ม "24 มิถุนา" เอาเครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ ทีกลุ่ม "24 มิถุนา" เตรียมไว้ สำหรับใช้ในการชุมนุมที่ราชดำเนิน ที่กลุ่ม "24 มิถุนา" จะจัดในค่ำนั้น ออกมาติดตั้ง ถ่ายทอดเสียงจากในห้องประชุม ออกไปที่ลานภายนอก จนกระทังไฟของเครื่องเสียงเคลื่อนที่ ทีเตรียมไว้ หมด

วันนั้น นปช เอง ก็นัดชุมนุมทีราชดำเนินเช่นกัน ตอนนั้น เวทีใหญ๋ยังตั้งไม่ได้ เพราะยังอยู่ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าตามกำหนดการเดิม ทั้งกลุ่ม "24 มิถุนา" และ นปช ก็จะต่างตั้งเป็นเวทีเล็กของแต่ละกลุ่ม แต่พอ คุณสมยศ ให้เอาเครื่องเสียงทีเตรียมมาใช้กับงานอภิปราย จนไฟหมดเสียแล้ว ค่ำนั้น กลุ่มคุณสมยศ เลยไม่ได้ตั้งเวทีของตัวเองทีราชดำเนิน (หลังการอภิปราย ผมเดินไปดูการชุมนุมทีราชดำเนิน ไม่เห็นเวทีของกลุ่ม "24 มิถุนา" สอบถามภายหลัง จึงทราบเรื่องนี้)

การอภิปรายในวันนั้น เป็นอย่างไร คงพอเป็นที่ทราบกันดีแล้ว เนื้อหาการพูดของผม ผมเตรียมเอง ไม่ได้คุยกับใคร คุณสมยศ หรือ "เจ้าภาพ" ในวันนั้น คือ "นิติราษฎร์" ไม่ได้เกี่ยวข้อง - อันนี้ พูดเผื่อในแง่ ถ้าจะมีปัญหาในข้อกฎหมายด้วย ผู้อภิปรายคนอื่น ก็ต่างคนต่างเตรียมมากันเอง (ในกรณีของผมนั้น เนื่องจากผมรู้ตัวว่า การพูดครั้งนี้ มีความเสี่ยงในแง่กฎหมายอยู่ เพราะตั้งใจว่า จะพูดในลักษณะที่ไม่เคยมีการพูดเรืองนี้ในที่สาธารณะมาก่อน เพื่อพยายาม "เปิดพื้นที่" สำหรับการอภิปรายเรืองนี้ ผมเองก็ "ใจคอ ตุ้มๆต่อมๆ" อยู่ไม่น้อย ก็ได้คุยกับเพื่อน 2-3 คน ในแง่ปรับทุกข์ ขอกำลังใจ หรือขอให้ช่วยประเมินกว้างๆในแง่ว่า จะพูดได้ "แรง" แค่ไหน .. ซึงผมก็ต้องขอบคุณท่านเหล่านี้ มีโอกาส คงได้ระบุชื่อในอนาคต)

หากการอภิปรายครั้งนั้น จะพอมีคุณูปการหรือผลสะเทือนในแง่บวกต่อการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย์ .. ผมคิดว่า เครดิตสำคัญส่วนหนึง ต้องให้คุณสมยศ และผู้ช่วยในกลุ่ม "24 มิถุนา" ที่เป็นผู้ริเริ่มในตอนต้น ดังทีเล่ามา

ผมเล่าเรื่องนี้ เพราะเข้าใจว่าแทบทุกคนทีได้ฟังการอภิปรายครั้งนั้น (ไม่ว่าจะฟังสด หรือดู วิดีโอคลิปที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางภายหลัง) คงไม่ทราบกัน เพื่อเป็นการชักชวนให้ช่วยกันระลึกถึงคุณสมยศ ทีติดคุกอย่างไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งมานานหลายเดือนแล้ว ....

Saturday, December 10, 2011

ทหารสังคัง VS ทหารโจร!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

น้ำท่วมคราวนี้ ผมได้เห็นน้ำใจคนไทยที่หลั่งไหลช่วยพี่น้องผองไทยกันเองแล้ว
ชื่นใจจริงๆ!
ที่ซึ้งใจไม่หายเลย ก็คือ ‘ชาวนครสวรรค์’ ที่ยังเก็บกวาดขยะล้างเมืองจากน้ำที่ท่วมจนมิดหัวยังไม่หมด แต่พวกเขามีน้ำใจล้นเหลือ ได้จัดส่งความช่วยเหลือมาให้พี่น้องชาว
จังหวัดอื่น ทั้งที่ยังทุกข์ยากไม่สร่าง เช่น อยุธยา และกรุงเทพฯแล้ว
นอกจากนั้น ยังมีพี่น้องจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งชีวิตพวกเขาแม้จะไม่ปกติอยู่แล้ว แต่ยังแสดงออกถึงความงดงามของจิตใจ ว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน อุตส่าห์รวบรวม
เงินคนละเล็กละน้อยๆ ส่งมาช่วยคนกรุงเทพฯ
น่าสรรเสริญน้ำใจนัก!

คนไทยมีเมตตาอย่างนี้ เพราะ ‘พรหมวิหารธรรม’ ของพระพุทธศาสนาโดยแท้ ที่ได้วางรากฐานให้กับสังคมไทย มายาวนานนับพันปี และได้ซึมซับอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยเรา

จนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว แม้คนต่างด้าวท้าวต่างแดน หรือศาสนิกอื่น ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ยังรู้สึกได้ถึงเมตตาธรรม ซึ่งมีอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติของเราโดยทั่วกัน
ที่ผมเห็นว่าขาดเมตตากำลัง น่าจะเป็นไอ้พวกที่พยายามเขย่าขวัญประชาชน ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จ (อย่างกลุ่ม ‘ไอ้หัวเหม่ง’ สุทธิชัย และกลุ่ม Post to die ที่ฉกฉวยอุทกภัยเป็นโอกาส ในการใช้สื่อกาลีที่อยู่ในอิทธิพลของพวกตน ทั้งทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสังคมออนไลน์ ทั้งตะโกนเขย่าขย่ม และประสานเสียงร้องแรก
แหกกระเชอ
ให้นายกฯปู ลาออก!
แต่...กลุ่มกาลีพวกนี้ดำเนินการไม่ได้โดยง่ายดาย เพราะถูกโต้ตอบฉับพลันทันที ด้วยสื่อของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ชนิดแลกกันหมัดต่อหมัด ตีนต่อตีน แต่เวลา
ผ่านไปก็เป็นที่ประจักษ์ว่า มวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบัน ยังหนาแน่น แข็งแกร่ง ที่สำคัญคือ
นายกรัฐมนตรีไทยแลนด์ผู้หญิง ที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้รับเสียงสนับสนุนจากต่างประเทศอย่างล้นหลาม เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ใช่
รัฐบาลที่วิ่งราวอำนาจมา เหมือนอย่างไอ้รัฐบาลโลซก จนประชาชนทนไม่ไหว
รวมส้นตีนถีบ...จนตกกระป๋องไปแล้ว!

ลัง การเลือกตั้งเดือน ก.ค.2554 ฝ่ายทหารตระหนักว่า พวกตนนั้นเดินทางผิดมาตลอด เพราะดันโง่เขลาเบาปัญญา หลงไปสนับสนุนพรรคการเมืองดักดาน อันเป็นการสวนทางกับประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้
เมื่อพรรคดักดานเข้าครองอำนาจ เรื่องทุจริตคอรัปชั่นของทหารมากมาย ถูกเปิดเผยมาสู่สังคมไทย ไม่ว่าเป็นเรื่อง
‘ไม้ชี้ศพ’ ‘
‘บอลลูนอัปยศ’ (ที่บินไม่ขึ้น)
‘ยานเกราะยูครวย-กระป๋องทาสี’
ฯลฯ
การทุจริตคอรัปชั่นในกองทัพ ล้วนแล้วแต่ทำทหารตัวนายใหญ่ๆ มีภาพพจน์ที่ไม่สู้ดี ในสายตาสื่อพี่น้องประชาชน เพราะพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กัน ว่า
“พวกแม่ง ‘แดก’ กันไฟแลบ!”
ฟังแล้วน่าสลดใจ!!
กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ ชนิดสาหัสสากรรจ์ ทำให้ฝ่ายทหารต้องเสียหายมากเหลือเกิน
แต่น่าแปลก
ทางฝ่ายการเมืองที่ทหารอุตส่าห์สนับสนุน อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ทั้งยังเป็นผู้ลากไอ้พวกเวรนี้ เข้าไปตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหารเอง แต่นักการเมืองกาลีเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว มัน
กลับไม่ใส่ใจใยดี โดยไม่ได้แสดงการออกมาปกป้องทหารแต่อย่างใด พูดง่ายก็คือ ‘ถีบหัวส่ง’ ทำเหมือนว่า
“เรื่องของพวกมึง แก้ไขกันเองแล้วกัน!!”

ไม่น่าเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทหารยังไม่รู้ตัว ทั้งโง่เขลาและมืดบอด ที่ฟังเสียงความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่ไม่ออก ยังคงแสดงจุดยืนออกมาชัดเจน ที่จะ
สนับสนุนพรรคกาลีต่อไป!
แต่...
พรรคที่นายทหารผู้บังคับบัญชาสนับสนุน โดยจัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เทคะแนนเสียงให้ นั้น...
กลับพ่ายแพ้ย่อยยับไม่เป็นชิ้นดี พรรคที่ทหารไม่สนับสนุน กลับเป็นฝ่ายกำชัยชนะอย่างเด็ดขาดแน่นอน
ราษฎรพากัน...ปรบมือให้!

ผู้สื่อข่าวสายทหาร ระดับปลาร้า อย่าง วาสนา นาน่วม แห่งบางกอกโพสต์ และ ศิรินรัตน์ บุรินทร์กุล แห่งน.ส.พ.ไทยโพสต์ แสดงความประหลาดใจออกมาชัดเจน แสดงความคิดเห็นออกมาในทำนองว่า
การที่พรรคกาลี ที่ทหารสนับสนุน พ่ายแพ้แม้กระทั่งหน่วยเลือกตั้งหน้าค่ายทหารเอง ทำให้ผู้บังคับบัญชาทหารตระหนักกันแล้ว ว่า
พวกตนไม่สามารถ สั่งการนายทหารประทวนและทหารเกณฑ์ ลงคะแนนตามที่ “เจ้านาย” สั่งให้เลือก เพราะทหารผู้น้อยเหล่านั้น ล้วนเป็นลูกชาวบ้าน และไม่ได้หวัง
ประโยชน์จากนักการเมือง เหมือนพวกนายทหารใหญ่ทั้งหลาย!!
ดังนั้น เมื่อบรรดาผู้บังคับบัญชา รู้ซึ้งถึงความจริงนี้จึงพยายามปลีกตนออกจากพรรคดักดาน ที่ทหารผู้น้อยและชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนปฏิเสธ แต่ก็ดูเหมือนว่าสายเกินไป เพราะ
ผู้คนส่วนใหญ่ เสื่อมความนิยมทหาร
พาลเกลียดชังเอาด้วย!

การไม่ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ในการเลือกตั้งนั้น ยังเป็นเรื่องภายในของทหาร แต่การที่ทหารไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องที่นานานประเทศ เขาจับจ้องประเทศเราอยู่ เนื่องจากไทยแลนด์แดนสยามนั้น มีชื่อเสียงไม่ดี เรื่องการที่ทหารไทยละเมิดสิทธิมนุษยชน จนเป็นที่รู้กันไปทั่ว
ผมเคยเล่าถึงการที่เจ้าหน้าที่ทหารใน ‘ศูนย์วิวัฒน์สันติ’ ของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งทำหน้าที่แบบเดียวกับ “ศูนย์ซักถาม” ของ กอ.รมน.ในอดีตยุคยังมีกฎหมายคอมมิวนิสต์ กระทำ
ต่อราษฎรในพื้นที่
โดยเขียนเอาไว้ว่า

....ได้ มีการนำตัวชาวบ้านมารีดเอาข่าว แล้วซ้อมอย่างโหดร้ายด้วยความทารุณผิดมนุษย์ ได้กระจายไปถึงหูขององค์การระหว่างประเทศนี้ จนทำให้เรื่องแดงและแตกออกมาพร้อมพยานหลักฐานชัดเจน ทำให้คนไทยได้รับรู้กัน
สื่อในประเทศอย่างหนังสือพิมพ์ ‘โพสต์ทูเดย์’ ถึงกับให้กับฉายาทหารหน่วยนี้ว่า
‘หน่วยทมิฬ’
ส่วนชาวบ้าน ข้าราชการ และคนไทยมุสลิมและตำรวจในพื้นที่ รับรู้เรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาพอสมควร และเรียกศูนย์แห่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ‘ศูนย์กระทืบสันติ’ ซึ่งเข้าท่าดีจัง
เพราะไม่ใช่แต่ชำนาญในการรุมกระทืบชาวบ้าน จนขี้แตกขี้แตนเท่านั้น ยังช่วยกันรุมกระทืบ ความสงบสุขและสันติ จังหวัดชายแดนปักษ์ใต้
ให้พัง...คาตีนไปอีกด้วย!
จึงไม่แปลกเลย ถ้าญาติพี่น้องผู้ที่ถูกกระทำ ลุกมาไล่ฆ่าทหาร ล้างแค้นเอาคืนกันบ้าง!
พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 (ในขณะนั้น) ทนต้องสั่งยุบศูนย์ ‘ศูนย์วิวัฒน์สันติ’
เพราะจำนนต่อหลักฐาน!

นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายกรณี เช่นกรณีตากใบ กรณีอิหม่ามยะผา ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลต้องชดใช้ในเรื่องที่ทหารไปละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว
ที่สดๆร้อนๆไม่กี่วันนี้ คือกรณี ฮิวแมน ไรต์ส วอทช์ (HRW) องค์กรต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนระดับโลก ซึ่งมีฐานอยู่ที่มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาล
ไทย เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง เกี่ยวกับชะตากรรมของผู้อพยพชาวมุสลิมโรฮิงยาจำนวน 92 คน ที่เดินทางมาจากภาคตะวันตกของพม่า หลังมีผู้พบเห็นถูกทหารไทยนำขึ้นรถบรรทุกหายตัวไป
ผู้บังคับบัญชาทหาร จะปฏิเสธหรือหาทางแก้ตัวอย่างไรต้องเตรียมการกันให้ดี เพราะตัวเลข 92 นี้ เป็นตัวเลขเดียวกับที่ประชาชนโดนเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือทหาร ฆ่าตายใน
เหตุการณ์ชุมนุมเมื่อ ปี พ.ศ.2553 นั่นเอง

เรื่องที่กล่าวมา อาจดูเล็กไปทันที เมื่อเทียบกับเรื่องร้ายแรงที่สุด ที่กระทบแวดวงดงทหาร คือ การที่มีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยจากกองกำลังผาเมือง ร่วมกันปล้นฆ่าลูกเรือชาวจีนในแม่น้ำโขง ไปถึง 13 ศพ
นี่แหละ เรื่องใหญ่จริงๆ!
มีความพยายามจากกองทัพบก ที่จะบ่ายเบี่ยง จากความรับผิดชอบจากนายทหารตัวดัง แต่ในที่สุด ทางรัฐมนตรีกลาโหม ก็ออกมายอมรับ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จบกันง่ายๆ แม้รัฐบาล
ของนายกฯปูจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว เพื่อไม่ให้กรณีนี้ ต้องกลายเป็นกรณีเพชรซาอุฯ ภาค 2
พูดง่ายๆก็คือ
ผู้บังคับบัญชาทหาร ต้องไม่ปกป้องคุ้มครอง “ทหารโจร” หรือ “ทหารชั่ว” เพราะมิฉะนั้น พวกท่านจะกลายเป็น
“หัวหน้าโจร” หรือ “ทหารชั่ว” เสียเอง!

ารที่ ทหารไทยมีเรื่องราวที่น่าขายหน้า แพร่หลายไปถึงต่างประเทศ ทำให้เกียรติภูมิทหารไทยตกต่ำลงมาก แต่ที่กระเทือนใจคนไทยมากที่สุดก็คือ การที่ทหารฆ่าฟันประชาชน
ชาวไทยด้วยกันเอง เพียงเพื่อต่ออายุให้รัฐบาลกาลี ให้ได้อยู่ต่อไป ท่ามกลางเสียร่ำลือว่า
เพื่อแสวงประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น...โง่บรรลัยเลย!
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว การสอบสวนเพื่อเอาผิดต่อนักการเมือง ผู้สั่งการให้เข่นฆ่าประชาชน นายทหารผู้บังคับบัญชาพึงระลึกว่า
ไม่ใช่หน้าที่ของทหารที่จะเข้ามาพูดปกป้องนักการเมืองเหล่านั้น เพราะทหารผู้ฆ่าพี่น้องเพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง ไม่ต้องรับผิดเพราะ
พวกเขา...ทำตาม ‘คำสั่ง’ ของนักการเมือง!
นอก จากนั้น ผู้บังคับบัญชาทหารไม่ควรเข้าไปแทรกแซงเรื่องการดำเนินคดี ไม่ว่าจะโดยกระบวนการยุติธรรมในบ้านเราเอง หรือจะโดยกระบวนการยุติธรรมระดับโลก เพราะ
หาก ผู้เสียหายหาความยุติธรรมในบ้านเราไม่ได้ เขาก็มีสิทธิจะแสวงหาช่องทางอื่น ที่มีความเป็นธรรมมากกว่า เพื่อให้ไขว่คว้าความเป็นธรรม ให้คนที่ฆ่าญาติพี่น้องเขาตาย รับโทษตามกบิลเมืองนั่นเอง
(ดูบทความประกอบ ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186
“จดหมายฟ้องโลก”
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187)
บ้านเมืองของเรานั้น ‘ความยุติธรรม’ ได้สูญสิ้นไปแล้ว!
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=205)

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

content/picdata/337/data/sodier1.jpg

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ นับว่าเป็นคุณกับฝ่ายทหาร เพราะบรรดาทหารผู้น้อย ซึ่งส่วนมากเป็นทหารเกณฑ์ ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม กลับมาทำให้คะแนนนิยมทหารดีขึ้น เพราะพวกเขา เข้าลุยน้ำกัน วันละหลายชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ทุกข์ยากเพราะเหตุน้ำท่วม จนโรคผิวหนังและ ‘สังคัง’ กินแทบจะถ้วนทั่วทุกตัวคน จึงได้รับคำชมเชยว่าบรรดา

‘ทหารสังคัง’ เหล่านี้แหละ...ที่เป็นพระเอกตัวจริง!

ทหาร ตัวนายทั้งหลาย ที่ผัดหน้านวลขาว แต่งเครื่องแบบขัดบราสโซวาววามโก้หรู แต่ไม่เคยรบกับใครเลย นอกจากรบกับประชาชนคนในชาติเดียวกัน หรือทหารที่ทำมาหากิน โดยอาศัยเครื่องแบบ นั้น
จงอย่าได้ไปแย่ง ‘ความดีความชอบ’ จากลูกน้อง ไม่เข้าการแน่....

ยืนเฉยๆ ดูลูกน้อง ‘เกาสังคัง’ จะดีกว่านะ!!!

*********

(บทความประจำสัปดาห์ ตอน ‘ทหารสังคัง’ VS ‘ทหารโจร’ ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม 2554)

France 24: เผยรายงานพิเศษ "Red Shirt Killed By Royal Thai Army"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



รายงานจากสำนักข่าวของฝรั่งเศส ได้สรุปรายงานข่าว
การที่ทหารไทย ในรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
โดยใช้หัวข้อว่า "Red Shirt Killed By Royal Thai Army"
ทหารได้เข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง
และได้ใช้อาวุธสงครามนานาชนิด ที่ใช้กระสุนจริง
ภายใต้การสั่งการของรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ
ทำให้เกิดการบาดเจ็บกว่า2,000คนและตายกว่าร้อยคน
และยังไม่ร่วมนักข่าวกับประชาชนคนเดินถนน
ที่ต้องตกเป็นเหยื่อกระสุนของฝ่ายรัฐอีกจำนวนหนึง
เพียงเพื่อรักษาเก้าอี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของตนต่อไป
ถือว่าเป็นการปฎิบัติการที่ไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง.

ทางเว็บไซต์ขอร่วมบันทึกภาพนี้ไว้ในความทรงจำของเราทุกคน


http://www.go6tv.com/2011/12/france-24-red-shirt-killed-by-royal.html

คลิปตะโกนใส่อภิสิทธิ์ "ฆาตกร 91ศพ"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon




ระหว่างที่รถของนายอภิสิทธิ์ ขับเข้ามาในกองบัญชากรรตำรวจนครบาลพบว่า
ประชาชนชายหญิงที่สวมชุดดำไว้ทุกข์ให้กับผู้เสียชีวิตซึ่งมารออยู่
ก่อนหน้าประมาณ 20 คน ได้ชูป้ายข้อความที่เขียนว่า
" ฆาตกรแห่งเมืองผู้ดี 91 ศพ"
" นักฆ่ากระชับพื้นที่ "
" ใครสั่งฆ่าประชาชนต้องรับกรรม "

และข้อความอื่นๆที่มีเนื้อหาในลักษณะเดียวกันพร้อมตะโกนเสียงดังว่า
" ไอ้ฆาตกร 91 ศพ "
โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 10 นายดูแลความเรียบร้อย
อยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าไม่ให้บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาลแต่อย่างใด

ข่าว/ภาพ : สุภารัตน์ เอี่ยมตาล.. โต๊ะข่าวอาชญากรรม สำนักข่าวเนชั่น


http://www.go6tv.com/2011/12/91.html

ประเมินการเมืองไทยหลังน้ำลด

ที่มา Voice TV



รายการ Intelligence ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 54

อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ ประเมินว่า การเมืองไทยหลังน้ำลด มีแนวโน้มเผชิญหน้ากันนอกสภามากขึ้น อยู่กับเงื่อนไขที่แต่ละกลุ่มชูขึ้นมา ที่น่าจับตาคือ กลุ่มการเมืองที่จุดพลังมวลชนขึ้นมา จะนำไปสู่สิ่งที่ดีต่อระบอบประชาธิปไตยหรือ เช่น กลุ่ม

เสื้อหลากสี ชูเรื่องการปกป้องสถาบัน กลุ่ม นปช. ทวงคืนความเป็นธรรมคดี 91 ศพ และกลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชน เรียกร้องความเป็นธรรมคดีอากง

ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อ.ศิโรตม์ ยอมรับว่า ประเมินการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ลำบาก เพราะเข้ารับตำแหน่งก็เผชิญกับวิกฤติมหาอุทกภัย แต่หากมองผู้นำในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ยังมองว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบ

กับรัฐบาลทักษิณ ยุคไทยรักไทย มุ่งลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน รัฐบาลสุรยุทธ์ ไม่มีวาระชัดเจนเพราะเป็นรัฐบาลหลังรัฐประหาร รัฐบาลสมัครมุ่งจะยุติการเผชิญหน้า 2 ฝ่าย ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีความมุ่งมั่นจะปฏิรูปผ่านคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือยุติความขัดแย้งทางการเมือง

สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีลักษณะเฉพาะการเป็นรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง หลังสลายการชุมนุม ย่อมถูกคาดหวังเป็นพิเศษว่า รัฐบาลชุดนี้ จะเข้ามาลดอำนาจของกองทัพ แก้ไขกฎหมายความมั่นคง ลดผลพวงของรัฐประหาร และยังต้องเตรียมการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

อ.ศิโรตม์ มองว่า การเดินหน้าสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม รัฐบาลน่าจะเลือกใช้คณะกรรมาธิการสร้างความปรองดอง ที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. เป็นประธาน ถือเป็นการ "เกี้ยเซี๊ยะ" กับ กลุ่มชนชั้นนำกับนักการเมือง ที่ทั้งสองฝ่ายทำมาตลอด เพราะไม่ต้องการแตกหักกัน ที่น่าจับตาอีกจุด คือ การพยายามกัน "ทหาร" ออกไปจากการรับผิดชอบคดีสลายการชุมนุม โดยมุ่งผลทางการเมืองเพื่อดำเนินคดีต่อผู้สั่งการ คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ทั้งๆที่ เหตุการณ์พฤษภา 53 ควรจะสรุปบทเรียนนำไปสู่การปฏิรูปกองทัพ ลดอำนาจกองทัพ แก้ไข พรก.ฉุกเฉิน หรือ พรบ.ความมั่นคง

ผมคิดว่ารัฐบาลกับอำมาตย์กำลังเล่นบทตีสองหน้ากันทั้งคู่

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

คือ สถานการณ์แบบนี้ เพิ่งเริ่มต้นกันใหม่ๆ ทั้งรัฐบาลและอำมาตย์ ประชาชนเพิ่งเลือกรัฐบาลมา และชาวโลกจับตามอง

ส่วน อำมาตย์ก็ยังคงมีพลังอยู่พอสมควร และรัฐบาลเพิ่งสถาปนาใหม่ อำนาจยังไม่มั่นคงเท่าใดนัก การบุกลุยเอามันเลย ผมว่าหากผมเป็นแม่ทัพเอง ผมก็รอสะสมกำลังให้เข็มแข็งก่อน คงไม่บุ่มบ่ามลุยตอนนี้ เพราะมันจะดูโง่เขลาไปหน่อย เราลุยเลย ก็บีบบังคับให้ฝ่่ายตรงข้ามต้องสู้ สงครามก็เกิดขึ้นในภาวะที่เรายังไม่พร้อมอย่างสมบูรณ์อำนาจยังไม่มั่นคง

ก็ต้องเล่นบทตีสองหน้า ซ่อนดาบในรอยยิ้มทั้งคู่ เพราะตอนนี้ขืนทำอะไรมาก ก็คงไม่เหมาะสม

เรื่อง ปราบเว็บหมิ่น ผมว่าเขาคงประเภท "ขังขังจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด" ย้ำ "ตามกฎหมายนะครับ" ประเภทปิดโดยพละการแบบยุค ปชป. คงไม่ทำ แต่หากผิดชัดเจนก็คงเลี่ยงได้ยาก อันนี้มันเป็นมานานแล้ว ผมคาดเดาว่าน่าจะออกมาในรูปนี้

เพราะนี่คือ การตีสองหน้าได้ดีที่สุด

คือผมก็คงไม่เชื่อว่ารัฐบาลคงจะโง่ ที่จะไปสยบอำมาตย์ แต่มันก็ไม่ฉลาดที่จะแสดงความเป็นปรปักษ์แบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า ก็คงรำลิเก ไป

ผม คาดว่าน่าจะออกมาแบบนี้ พวกเรา ก็ตีลูกคู่ไป เว็บไทยฟรีนิวส์เคารพกฎหมายอยู่แล้ว เราไม่สนับสนุนให้ใครทำผิด ม. 112 อยู่แล้ว กฎหมายก็คือกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่แก้ไข เราก็คงทำอะไรกฎหมายไม่ได้

ก็ต้องตะโกนให้เสียงดังกันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดังพอ ดังพอเมื่อไหร่ ถึงเวลาเราก็รู้เอง

แต่ ใครจะคิดอย่างไร หรือมีทัศนะคติอย่างไร ก็คงเป็นเสรีภาพ คงไม่มีใครไปบังคับใครให้คิดอย่างไร ต้องรักต้่องกราบใครได้ นั่นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อีกอย่างนายกฯ ปู ก็อยู่กลางสมรภูมิมานานแล้วตั้งแต่ปี 2550 ไม่ใช่เพิ่งเข้ามา แต่อาจเพิ่งออกมาอยู่ข้างหน้า ทำให้คนอาจมองว่าไร้เดียงสา แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น คงรู้อะไรๆ พอๆ หรือมากกว่า ผม คนในเว็บ หรือคนทั่วไป แต่คงแสดงออกไม่ได้ว่ารู้อะไร ไม่รู้อะไร ก็ต้องเล่นตามบทไป

สถานการณ์มันน่าจะเป็นอย่างนั้น

มะกันเล็งออกกฎหมายต่อต้านการปิดกั้นเว็บ

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel



ประธาน คณะกรรมาธิการเทคโนโลยีการสื่อสารสหรัฐฯ เสนอแก้ร่างกฎหมายในการสื่อสารออนไลน์สากล ห้ามบริษัทเอกชนพัฒนาระบบปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารออนไลน์ หรือระบบตรวจสอบข้อมูลประวัติผู้ใช้อินเตอร์เน็ต...

เมื่อ 9 ธ.ค. นายคริส สมิธ ประธานคณะกรรมาธิการร่วมด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร สังกัดพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ เสนอให้ปรับแก้ร่างกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสารออนไลน์สากล (Global Online Freedom Act หรือจีโอเอฟเอ) ต่อที่ประชุมสภาในกรุงวอชิงตัน โดยเสนอให้เพิ่มเงื่อนไขห้ามบริษัทเอกชนในสหรัฐฯผลิตหรือพัฒนาระบบปฏิบัติ การทางคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารออนไลน์หรือ ระบบตรวจสอบข้อมูลประวัติผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อจำหน่ายแก่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่ต้องการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของ พลเมืองในประเทศ



Freedom House Endorses Global Online Freedom Act
Washington
December 8, 2011

Freedom House supports the Global Online Freedom Act (GOFA) 2.0, which was introduced today in the U.S. Congress as H.R. 3605. The bill, which would hinder the ability of U.S. companies to sell surveillance and censorship technologies to repressive governments, is crucial to the promotion of global internet freedom.

“U.S. companies are reported to have sold technologies for monitoring digital communications and censoring online content to repressive governments in the Middle East and elsewhere,” said Daniel Calingaert, vice president for policy at Freedom House. “GOFA is the first serious legislative proposal to stop sales of U.S. technology that is used to violate human rights.”

The bill would prohibit exports of surveillance and censorship technologies to countries that restrict the internet. It would also require U.S. technology companies to disclose their policies for collecting and sharing personal data and for blocking access to online content.
“The explosive growth of social media and internet use generally is being met by increasingly sophisticated forms of repression,” continued Calingaert. “More and more governments are eavesdropping on the communications of human rights activists and restricting internet users’ access to information, such as independent news websites and peaceful online political discussions.”

http://www.freedomhouse.org/template.cfm?page=70&release=1535


2011-03-02@0731 DSIแถลง Hiroyuki Muramotoตายด้วยปืนอาก้า

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

เกษียร เตชะพีระ:“ความฝันในเฟซบุ๊ก”

ที่มา ประชาไท

กระดานข้อความบางกระดานในเฟซบุ๊กสะท้อนความฝันของผู้คนพอ ๆ กับความจริงที่พวกเขาดำรงอยู่ การพยายามทำนายไขความฝันจึงอาจช่วยให้เราเข้าใจความจริงที่ป้อนเลี้ยงแวด ล้อมความฝันนั้นๆ อยู่ว่า มันขาดหายอะไรไป? พรมแดนแห่งความเป็นไปได้/เป็นไปไม่ได้ของมัน อยู่ที่ไหน? ทำไม? อย่างไร?

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%


1) “เราเห็นด้วยกับข้อเสนอของหมอประเวศในการให้ประเทศไทยกลับไปปกครองแบบสมัยโบราณ” (เฟซบุ๊ก, 29 พ.ย.2554)

ซิกมุนต์ บอแมน

มีแต่ชีวิตเสพสุขหรูหราสมัยใหม่เท่านั้นที่มั่งมีล้นเหลือพอจะเหลียวกลับ ไปมองยุคก่อน สมัยใหม่ด้วยความหวนหาอาลัย แววตาและท่าทีหวนหาอาลัยอดีตของชีวิตดังกล่าวเผยให้เห็นความรู้สึกอึดอัด แปลกแยกจากความเสี่ยงและผันผวนของชีวิตสมัยใหม่แบบไม่รู้ตัวหรือกึ่งรู้ตัว ที่ซ่อนแฝงอยู่ ผู้คนพากันหวนหาชุมชนซึ่งสูญสลายไปนานแล้ว แม้ว่าเอาเข้าจริงพวกเขาไม่สามารถตัดชีวิตตัวเองให้หลุดพ้นจากคำสาปและพรอัน ประเสริฐของเสรีภาพสมัยใหม่ได้ ชีวิตดังกล่าวน่าเห็นอกเห็นใจตรงที่ไม่ตระหนักว่าสภาพเงื่อนไขแห่งการดำรง อยู่แบบสมัยใหม่ของตัวเองนั่นแหละที่เป็นตัวปัดปฏิเสธความเป็นไปได้ของอดีต ก่อนสมัยใหม่ของพวกเขาโดยตรง

ดังที่ซิกมุนต์ บอแมน นักสังคมวิทยาชาวโปแลนด์เชื้อสายยิว ผู้ถูกขับไสออกมาอยู่อังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า “เสรีภาพที่ปราศจากชุมชน ย่อมหมายถึงความวิกลจริต ขณะชุมชนที่ปราศจากเสรีภาพ ย่อมหมายถึงความเป็นไพร่ข้า” (Zygmunt Bauman, Life in Fragments: Essays in Postmodern Morality) สำหรับผู้เรียกร้องให้เสียสละเสรีภาพเพื่อ เห็นแก่ชุมชนที่ไม่มีวันหวนกลับไปถึงได้นั้น เอาเข้าจริงพวกเขาอาจกำลังพลัดตกลงไปในบ่วงแห่งความเป็นไพร่ข้าอันวิกลจริต ก็เป็นได้

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

2) “เราไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการปิดเฟซบุ๊กและยูทูบเพื่อกำจัดเว็บหมิ่น” (29 พ.ย.2554)

เรย์มอนด์ วิลเลียมส์

เรย์มอนด์ วิลเลียมส์ ปัญญาชนนักศึกษาวัฒนธรรมผู้ล่วงลับ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากครอบครัว พนักงานให้สัญญาณประจำสถานีรถไฟในชนบทแคว้นเวลส์ของอังกฤษ ก่อนจะได้ทุนไปเรียนต่อ จนจบและเป็นอาจารย์ด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรมศึกษาชื่อดังที่มหาวิทยาลัยเคม บริดจ์ เคยพูดถึงอาการปลาบปลื้มความวิจิตรดีงามตามประเพณีแต่เก่าก่อนและต่อต้าน วัตถุนิยม-พาณิชย์นิยมของปัญญาชนชั้นสูงในมหาวิทยาลัยว่า มีแง่มุมที่สะท้อนความแปลกแยกจากสังคมอุตสาหกรรมอยู่ แต่พวกเขาไม่เข้าใจคนชั้นล่างจริง ๆ แต่อย่างใด เพราะผู้คนในชุมชนของวิลเลียมส์เองนั้นพึงพอใจความก้าวหน้าสะดวกสบายที่การ ปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่นำมาให้ เช่น ระบบน้ำ ประปา, รถยนต์, ยาสมัยใหม่, อุปกรณ์คุมกำเนิด, อาหารกระป๋อง เป็นต้น ที่ได้ให้พลังอำนาจ และปลดเปลื้องคนงานชายหญิงออกจากภาระงานอาชีพและงานในครัวเรือนอันหนักหน่วง ให้มีเวลาว่างและเสรีภาพที่จะทำอย่างอื่นในชีวิต ไม่มีทางที่คนชั้นล่างในชุมชนของเขาจะหันหลังให้ความก้าวหน้าเหล่านี้และ กลับไปสู่ชีวิตที่ลำบากตรากตรำหนักหนาสาหัสดังก่อน สิ่งที่ต้องปฏิเสธ จึงไม่ใช่การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโดยตัวมันเอง แต่คือระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจและทรัพย์สินที่กำกับยึดกุมมันไว้อย่าง ไม่เท่าเทียมต่างหาก (Raymond Williams, Resources of Hope: Culture, Democracy, Socialism)

หากเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ อยู่ถึงยุคการปฏิวัติไอทีทุกวันนี้ ทรรศนะของเขาต่อเฟซบุ๊กและยูทูบ คงไม่ต่างจากที่มีต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม.....

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

3)“สังคมที่ธำรงรักษาความรู้สึกมั่นคงของตัวไว้ได้ก็แต่ในบรรยากาศแห่ง ความกลัว จะมั่นคงไปได้อย่างไร? คนไทยควรมีสิทธิ์ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ด้วยความไว้วางใจ ไม่ใช่ความกลัว” (7 ธ.ค.​2554)

อานันท์ ปันยารชุน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2554 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีการเปิดตัวหนังสือชีวประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉบับภาษาอังกฤษ โดยสำนักพิมพ์ Editions Didier Millet ชื่อ “King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work” โดยมีอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการ ซึ่งในงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติและผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เป็นอย่างมาก

อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า งานเขียนซึ่งมีความยาวกว่า 500 หน้านี้ เป็นการรวบรวมบทความและข้อเท็จจริงที่ผ่านการถกเถียงระหว่างผู้เขียนที่หลาก หลาย โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ โดยเขาหวังว่า จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นอิสระ เป็นกลางและรอบด้านแก่ผู้อ่านมากที่สุด

หนังสือดังกล่าวยังได้รวบรวมประเด็นอันเป็นที่ถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการสืบรัชทายาทด้วย.....

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า อานันท์เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สอดคล้อง กับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เนื่องจากหนังสือดังกล่าวได้ระบุถึงปัญหาของกฎหมายอาญา ม.112 ด้วย ซึ่งอดีตนายกฯ ได้ตอบว่า แท้จริงแล้วกฎหมายนี้ต้องพิจารณาในบริบทของประเทศไทย ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ไทยกับประชาชนเป็นเอกลักษณ์จากที่ อื่นๆ ในโลก

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการบังคับใช้ของกฎหมายนี้รุนแรงเกินไป โดยเฉพาะในแง่ของการฟ้องร้องที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถกล่าวโทษ ทั้งนี้เขา เสนอแนะว่า อาจมีการตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่สั่งฟ้องโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง รวมถึงพิจารณาลดบทลงโทษให้ผ่อนคลายลงกว่าเดิมด้วย.....

(อ้างจาก http://prachatai.com/journal/2011/11/38077)

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: คำอธิษฐานถึง "อากง" ในวันรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

๑. อธิษฐานนำ: “กฎหมาย” แทน “กฎตามใจฉัน”

แม้บ้านเมืองจะแสนวุ่นวายในยามนี้ แต่ผมมีความหวังว่าภาวะวิกฤตได้เสนอโอกาสให้สังคมไทยหันมาพึ่ง “กฎหมาย” แทน “กฎตามใจฉัน” กันมากขึ้น

พอมีคนคิดว่า “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” บริหารน้ำท่วมผิดพลาด ไม่เป็นธรรม ก็ใช้สิทธิทางศาล ทั้งที่จะเอาผิดทางแพ่ง อาญา และปกครอง ไม่ว่าจะเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือเพียงเพื่อขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลทำให้ถูกต้อง (ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า การฟ้องเพื่อให้รัฐทำให้ถูกต้องนั้นมีทางทำได้ แต่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้นยาก เพราะมีกฎหมาย เช่น มาตรา 43 ของ กฎหมายป้องกันบรรเทาสาธารณภัยฯ ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดค่าเสียหายไว้แล้ว ศาลจะไปกำหนดแทนไม่ได้ ดูเพิ่มที่ http://on.fb.me/s0FasP )

พอมีคนคิดว่า “คุณทักษิณ” จะถูกช่วยให้พ้นผิด ก็ขู่จะฟ้องศาลให้ตรวจสอบว่ากฎหมายอภัยโทษ หรือกฎหมายนิรโทษกรรมนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ? (ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า การจะด่วนสรุปว่าศาลมีอำนาจพิจารณาได้หรือไม่ได้เสมอไปนั้น คงเป็นความคิดที่คับแคบเกินไป ดูเพิ่มที่ http://on.fb.me/rJ6kTd และ http://on.fb.me/w0eznn )

แม้แต่กรณี “รัฐบาลอภิสิทธิ์” สลายการชุมนุมแต่คดี 91-92-93 ศพในประเทศไปไม่ถึงไหน ก็มีการพูดเรื่องฟ้องคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ! (เรื่องนี้ผมเห็นว่ามีช่องทางเป็นไปได้แต่ยากมาก ดูเพิ่มที่ http://on.fb.me/vPHzNS )

* * *

๒. อธิษฐานนึก: “คดีอากง” สู่ “ศาลรัฐธรรมนูญ”

ล่าสุด เมื่อเห็นว่า “อากง” ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี จากข้อความ sms 4 ฉบับ (หรือ 1 ฉบับที่แตกเป็น 4 ตอนก็ไม่ชัด) ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า สำหรับผู้ที่ต้องการจะช่วย “อากง” นั้น นอกจากจะรณรงค์ทางการเมืองให้แก้กฎหมาย หรือ อภัยโทษ นิรโทษ ลดโทษ หรือสู้คดีอุทธรณ์ฎีกา (ซึ่งอากงอาจต้องรอในคุกอีกนาน) นั้น “อากง” จะ สามารถฟ้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ว่าบทบัญญัติกฎหมายที่ศาลนำมาลงโทษอากงนั้น เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?

ย้ำนะครับ ผมไม่ได้ถามนะครับว่า ความมีอยู่ของ “กฎหมายหมิ่น” มาตรา 112 โดยตัวมันเองขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และผมก็ไม่ได้ถามซ้ำกับคนอื่นว่าเราควรจะรักษา หรือแก้ไข หรือเลิก มาตรา 112 หรือไม่ และผมไม่ได้ถามเสียด้วยซ้ำว่าศาลที่พิพากษาจำคุกอากงนั้นตัดสินคดีอย่าง ยุติธรรมหรือไม่ ผมไม่ได้ถามสิ่งเหล่านี้นะครับ

แต่ผมกำลังถามถึง “สิทธิของอากง” หรือแม้แต่ “สิทธิของผู้ที่เกรงว่าตนจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับอากง” ที่จะใช้ช่องทางตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 หรือ มาตรา 212 ประกอบกับมาตรา 6 มาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา ๓๙ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่า ตัวบทกฎหมายที่ศาลนำมาลงโทษอากงนั้น ไม่ว่าจะในเรื่องกระบวนพิจารณารับฟังหลักฐานก็ดี เรื่องการกำหนดความรุนแรงของโทษก็ดี หรือแม้แต่วิธีการนับกระทงรวมโทษก็ดีนั้น ละเมิดสิทธิเสรีภาพในทางที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้หรือไม่ ?

การที่ประชาชนจะนำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น แม้จะเป็นไปได้แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซ้ำยังจะโดนคดีบรรทัดฐานขวางกั้นเอาง่ายๆ แต่สมมติว่าผ่านขั้นตอนและศาลรับฟ้อง อากงก็อาจยก “รัฐธรรมนูญ มาตรา 29” ที่บัญญัติว่า กฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของอากงนั้น จะมีได้ก็แต่เพียง “เท่าที่จำเป็น” เท่านั้น ไม่ใช่ว่าสภาจะมีอำนาจตรากฎหมายอะไรตามใจก็ได้

ทั้งนี้ การฟ้องลักษณะดังกล่าวต้องไม่ใช่การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบดุลพินิจของศาลอาญา และต้องไม่ใช่การขอให้ศาลวินิจฉัยว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เช่น มาตรา 112 นั้น จะมีอยู่ได้หรือไม่ (เพราะคำตอบชัดเจนว่ามีได้ และควรมีเสียด้วยซ้ำ) เพียงแต่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าหากจะมี มาตรา 112 อยู่ต่อไป กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่มีลักษณะจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินไปกว่า “เท่าที่จำเป็น”

แต่หาก มาตรา 112 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมีลักษณะเกินไปกว่า “เท่าที่จำเป็น” ศาล ก็ต้องวินิจฉัยว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้สภาต้องไปแก้กฎหมายใหม่ จะให้รุนแรงเข้มข้นเข้มงวดก็ทำได้ แต่ต้องมี“เท่าที่จำเป็น” เท่านั้น (ส่วนจะมีผลย้อนหลังไปถึงผลคำพิพากษาคดีอากงหรือไม่นั้นก็น่าถกเถียงกันได้)

ปัญหาคือ เกณฑ์ “เท่าที่จำเป็น” ตาม “รัฐธรรมนูญ มาตรา 29” นี้ จะวัดกันอย่างไร? แน่นอนว่ากฎหมายที่ห้ามจุดพลุหลังสองทุ่ม หรือ ห้ามขับรถเปลืองน้ำมันเกินวันละสองลิตรนั้น อาจตอบได้โดยวง่ายว่าเกินกว่า “เท่าที่จำเป็น”

แม้กรณีคดี "อากง" อาจมองเป็นเรื่องยาก แต่ศาลไทยเองก็ต้องพัฒนาตนเองไม่ต่างไปจากศาลในสังคมอื่นที่ต้องใช้เวลาเป็น ร้อยปีในการลองผิดลองถูกเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์ให้หลักแหลม ลึกซึ้ง และแยบยลเพื่อนำมาใช้วัดความยุติธรรมว่าเกณฑ์ “เท่าที่จำเป็น” นั้น ต้องเท่าไหน

หากจะยกหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่ศาลหลายประเทศใช้ ก็อาจกล่าวถึง “หลักความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ส่วนตน” กับ “หลักความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการและเป้าหมาย” มาพอสังเขปดังนี้

สมมติมีผู้โต้แย้งว่า “โทษประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติด” นั้นรุนแรงเกินความจำเป็น ศาลอาจมองได้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ขัดต่อเกณฑ์เพราะ “ได้สัดส่วน” ระหว่าง “ประโยชน์สาธารณะ” และ “ประโยชน์ส่วนตน” เช่น ยาเสพติดหนึ่งกระสอบที่ขายไปสามารถทำลายครอบครัวของผู้คนได้ทั้งชุมชน ทำลายทั้งร่างกาย อาชีพการงาน หรือแม้แต่ชีวิต ก่อให้เกิดอาชญากรรมและค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา ในขณะที่ประโยชน์ส่วนตนนั้นแทบจะไม่มีอะไรนอกไปจากการที่ผู้ค้าได้เงินตอบ แทนหรือผู้เสพรู้สึกพอใจ ตรงกันข้าม หาก “ยาเสพติด” บางประเภทมีคุณเป็นยารักษาโรคและค้าไปเพื่อรักษาเยียวยาผู้ครอบครอง กฎหมายก็อาจทบทวน “ความได้สัดส่วน” ใหม่ ดังที่หลายประเทศลดหรือยกเลิกความผิดในการค้าหรือครอบครองยาเสพติดที่นำไปใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด

นอกจากนี้ ศาลยังอาจมองว่าโทษประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติดนั้น มี “ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการและเป้าหมาย” ที่ เหมาะสม กล่าวคือ ยาเสพติดนั้นเคลื่อนย้ายและกระจายขายกันได้ง่าย แอบทำโดยลับและซุกซ่อนสะดวก แต่มีราคาค่าตอบแทนสูงมาก หากกฎหมายกำหนดโทษเบา ผู้คนย่อมมีแรงจูงใจที่จะค้ายา ติดคุกเพียง 1 ปี อาจมีเงินใช้ได้ 10 ปี กฎหมายก็ย่อมกำหนดโทษที่มีรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนเกรงกลัวต่อการ ตัดสินใจค้ายา

ลองหันมามอง “คดีอากง” หากอากงปรึกษาทนายนำคดีไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลจะนำเกณฑ์ข้างต้นมาพิจารณาว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มีลักษณะเกินเลยไปกว่าเกณฑ์ “เท่าที่จำเป็น” ตาม “รัฐธรรมนูญ มาตรา 29” ได้หรือไม่ ?

หากคดีอากงมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลย่อมพึงอธิบายให้กระจ่างและลึกซึ้งว่า ข้อความ sms 4 ฉบับ (หรือ 1 ฉบับที่แตกเป็น 4 ตอน) แม้จะมีเนื้อหาที่น่าเกลียดชังขัดต่อความรู้สึกของคนในสังคมเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อได้ถูกส่งไปยังผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีแรงจูงใจจะส่งต่อ (ซ้ำยังรีบแจ้งความดำเนินคดีเสียด้วยซ้ำ) จะถือว่ากระทบไปถึง “ประโยชน์สาธารณะ” ของสังคมไทยอย่างรุนแรงกว้างขวาง หรือไม่ อย่างไร ?

เช่น หากศาลอธิบายได้กระจ่างชัดว่าคนไทยเป็นคนที่มีสภาวะจิตที่อ่อนไหวต่อข้อความ ดังกล่าวขนาดที่ว่าเมื่อเห็นข้อความแล้วถึงกับล้มป่วยหรือชีวิตเดือดร้อน วุ่นวาย หรือหากศาลมองว่าสังคมไทยมีมูลเหตุที่จะหลงเชื่อข้อความได้ง่ายและมีแรงจูง ใจที่จะแพ่กระจายข้อความหรือสามารถถูกข้อความโน้มน้าวให้ลุกขึ้นต่อต้านล้ม ล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวางจนสังคมวุ่นวาย ก็ย่อมมีมูลเหตุของ “ประโยชน์สาธารณะ” ที่จะเข้าไปจำกัด “ประโยชน์ส่วนตน” ของผู้ส่งข้อความที่อาจทำไปโดยเชื่อว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงความเห็น หรือระบายอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ อีกทั้งยังสมเหตุสมผลที่จะใช้ “วิธีการ” เด็ดขาดรุนแรงเพื่อให้เป็นไปตาม “เป้าหมาย” ที่ยากจะควบคุมดูแล

แต่ตรงกันข้าม หากศาลมองว่าผู้คนในสังคมไทยมีวุฒิภาวะทางสติปัญญาและอารมณ์เพียงพอที่จะ กลั่นกรองข้อมูลจากข้อความ โดยมิได้วิตกล้มป่วยหรือหลงเชื่อ หรือมีแรงจูงใจให้ลุ่มหลงส่งต่อเผยแพร่ข้อความแต่โดยง่าย อีกทั้งธรรมชาติของการส่งข้อความไม่ได้มุ่งทำโดยแอบลับ แต่มุ่งทำให้ผู้อื่นได้รับรู้ จึงพบเห็นและจับได้ง่าย อีกทั้งหากศาลเชื่อว่าคนไทยโดยพื้นฐานล้วนจงรักภักดี ต่างรักและศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมกันสอดส่องดูแล ตักเตือนต่อว่า หรือแม้แต่ดำเนินคดีกับผู้ส่งข้อความดังกล่าวแล้วไซร้ ก็ย่อมอาจมองได้ว่า มาตรา 112 ดังที่เป็นอยู่มีลักษณะที่ “ไม่สมสัดส่วนระหว่างประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ส่วนตน” อีกทั้งยัง “ขาดความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการและเป้าหมาย”

กล่าวอีกทางให้เข้าใจง่ายก็คือ แม้จะลดโทษสูงสุดให้เหลือเพียง 1 ปี ความดีและความรักที่สังคมไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะยังคงปก ป้อง “เป้าหมาย” ของความสงบเรียบร้อยได้ดังเดิม โดยที่ไม่ได้ทำให้ “ประโยชน์สาธารณะ” เสียไปแต่อย่างใด เพราะหากประชาชนคนไทยต่างจงรักภักดีอย่างแท้จริง และมีสติอารมณ์ที่มั่นคง ไม่ว่าใครจะถูกจำคุกสัก 1 ปี หรือ 20 ปี ประชาชนคนไทยก็จะยังคงจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ดังเดิม และช่วยกันสอดส่องดูแลบ้านเมืองดั่งที่เคยได้กระทำมา ทั้งยังจะดีต่อทั้ง “ประโยชน์สาธารณะ” และ “ประโยชน์ส่วนตน” โดยสังคมไทยไม่ต้องมาถกเถียงกันว่า มาตรา 112 รุนแรงหรือไม่เป็นธรรม หรือถูกมาใช้ทางการเมืองหรือไม่

หากศาลพิจารณาดังนี้ ก็ย่อมวินิจฉัยได้ว่ากฎหมายที่เกินเลยไปกว่าเกณฑ์ “เท่าที่จำเป็น” ตาม “รัฐธรรมนูญมาตรา 29” ย่อมเป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากจะใช้บังคับต่อไปในอนาคต สภาก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง “เท่าที่จำเป็น” เท่านั้น

* * *

๓. อธิษฐานนาน: ขอศาลเป็นที่พึ่งของประชาชน

ประเด็นชวนคิดข้างต้นนี้เป็นสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสังคมที่มี “พลวัตรทางประชาธิปไตย” เมื่อ ผู้คนหลายล้านคนหลายล้านมุมมองความคิดต่างเกิดแก่เจ็บตายไปตามยุคสมัย ย่อมไม่มีกฎหมายหรือความคิดใดที่ถูกต้องเป็นธรรมหรืออ้างว่าจำเป็นได้ตลอด กาล

“ศาล” ไม่ได้เป็นร้านขายคำพิพากษา แต่เป็นศูนย์กลางของสังคมที่คอยเชื่อมโยงความสูงส่งแห่งหลักการให้สอดรับกับ มโนธรรมสำนึกของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ศาลคือผู้ที่ต้องแสวงหาความจริงแห่งยุคสมัยและอธิบายความถูกต้องให้แก่สังคม ในยามที่มืดมนและสับสน

บรรดาตุลาการเพศชายอายุช่วง ๖๐ ปีทั้งเก้าท่าน ณ ศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ จะต้องเชื่อมโยงกฎหมายเข้ากับมโนธรรมสำนึกของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสตรีมีครรภ์ที่ประสงค์จัดการกับร่างกายของตนไม่ต่างไปจากคนไข้ หรือผู้รักร่วมเพศที่ประสงค์จดทะเบียนสมรสไม่ต่างจากคู่รักหญิงชาย หรือนักเลงปืนที่ต้องการพกพาของล้ำค่าติดตัวไม่ต่างจากนักเลงพระ และรวมไปถึงบรรดามนุษย์ผู้มีจิตใจและความคิดเห็นต่อ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ไม่ว่าจะทางใด เพราะศาลจะแสวงหาแต่เพียงกฎหมายที่ประชาชนเห็นว่าควรเป็นไม่ได้ แต่ต้องยึดมั่นในมนุษย์ดังที่เป็นเช่นกัน

เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญปีนี้ ผู้เขียนขอตั้งจิตอธิษฐานให้อำนาจแห่งความดีทั้งปวงโปรดดลบันดาลให้ประชาชน มีมโนธรรมสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์เป็นที่พึ่งพา และมีศาลที่ยึดมั่นรักษาสิทธิเสรีภาพของพวกเราเป็นที่พักพิงสืบไป