WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 13, 2011

คำเตือน ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาที่ราชอาณาจักรไทย และข่าวเฉลิมทุ่ม 400 ล.ตัดสัญญาณเว็บหมิ่นเมืองนอก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ธันวาคม 2554

เมื่อ เฉลิมลั่นปราบเวบหมิ่นฯ และของบจัดซื้ออุปกรณ์ตัดสัญญาณเวบไซด์จากเมืองนอกราคา 400 ล้านบาท ที่ได้ผลเกือบ 100% ในขณะที่ทางกระทรวง MICT ของไทยก็เปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจว่า ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ให้บริการอินเตอร์เนตยักษ์ใหญ่ในโลก ทั้ง Google,Facebok และ Youtube ในการลบคลิป และปิดผู้ใช้ที่ทางการไทยถือว่าพาดพิงสถาบันฯ

ความ โกลาหล อลม่าน และความกลัวที่จะถูกรังควาญและจับเข้าคุก ภายใต้ มาตรา 112 และ พรบ.​คอมพิวเตอร์ ก็สั่นสะเทือนไม่ใช่เฉพาะแต่เมืองไทย แต่ลามไปยังประเทศโลกเสรีอย่างรวดเร็ว

ดวงจำปา แปลคำเตือนของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้ต้องการเดินทางมาที่ราชอาณาจักรไทย และหลายประเทศก็เริ่มประกาศเตือนประชาชนของตัวเองแล้วให้ระวังมาตรา 112 และพรบ. คอมพิวเตอร์ของไทย

ทั้งนี้เธอยังได้ระบุถึงความห่วงใย ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรายได้จากการท่องเที่ยว

0 0 0 0 0

วันที่ 12 ธันวาคม 2554 เดลินิวส์ พาดหัวข่าว


"ทุ่ม 400 ล.ตัดสัญญาณเว็บหมิ่นเมืองนอก"
"เฉลิม"ลั่นเตรียมปิด 200เว็บไทยเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ส่วนเว็บนอก ชง ครม.ซื้อเครื่องมือมูลค่า 400 ล้านป้องกัน"

" . . . ในประเด็นนี้หลายรัฐบาลได้ทำมา แต่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ เนื่องจากมีการอ้างว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีการเปิดมาจากเมือนอก ซึ่งการดำเนินคดีเป็นไปได้ยาก และมีเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันภายในประเทศไทยบ้าง แต่ไม่สามารถจับกุมได้ ฉะนั้นบุคคลใดพูดอย่างนี้ถือว่าโกหก ส่วนเว็บไซต์ในต่างประเทศนั้นห้ามไม่ได้จริง แต่ถ้ารู้ว่าไม่เหมาะสมสามารถบล็อกและตัดสัญญาณออกได้ ครั้งนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้ตนและ ผบ.ตร.ดูแลเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเว็บไซต์หมิ่นต่างๆ งานนี้จะไม่มีประชุมแต่เน้นจัดการทันที" . . .

"ทั้งนี้ในที่ ประชุมได้รายงานว่า กระทรวงไอซีที มีรายชื่อเว็บไซด์ ในไทย 200 แห่งที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันและสามารถสั่งปิดได้ในทันที โดยเตรียมพร้อมประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินการแล้ว" . . .

อ่านรายละเอียดข่าวที่ เดลินิวส์


0 0 0 0 0 0

"คำเตือน ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาที่ราชอาณาจักรไทย"

บทความแปลโดย: ดวงจำปา

12 ธันวาคม 2554



โทษทัณฑ์ทางอาชญากรรม:

ใน ขณะที่คุณอยู่ในราชอาณาจักรไทย คุณอยู่ภายใต้กฎหมายและการลงโทษของประเทศไทย ถึงแม้ว่า คุณจะเป็นพลเมืองสัญชาติสหรัฐอเมริกาก็ตาม ถ้าคุณฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม คุณอาจจะถูกปรับ ถูกจับกุม ถูกจำคุก หรือ อาจจะถูกไล่ออกไปจากประเทศได้ กฎหมายต่างประเทศและระบบการยุติธรรมสามารถมีความแตกต่างกันมากกว่ากฎหมายของ ประเทศเราเอง ตัวอย่างเช่น ประชาชนไทยยกย่องให้ความนับถืออย่างสูงสุดต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุ วงศ์ และมันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาที่ร้ายแรงในประเทศไทย ต่อการวิจารณ์หรือทำการแสดงความเห็นหมิ่นกระมาทต่อบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมเรื่องนี้ ที่เรียกกันว่า “การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งมีบทลงโทษด้วยการถูกจำคุกตั้งแต่สามถึงสิบห้าปี การกระทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้ รวมไปถึงลักษณะการกระทำที่ในประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะอนุญาติให้ในเรื่องของ การใช้เสรีภาพทางการพูด ถ้าคุณใช้อินเตอร์เนทต่ออาชญากรรมประเภทนี้ คุณอาจจะถูกลงโทษในทางอาชญากรรมเพิ่มมากกว่าเก่าอีกถึงเจ็ดปีในเรือนจำ ทางการของประเทศไทยได้มีความกระตือรือร้นต่อการตรวจและสืบสวนการโพสต์ในทาง อินเตอร์เนท รวมไปถึงการเขียนบล๊อกและส่งลิ้งค์ต่างๆ ไปยังเวปไซค์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาในเรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ด้วย ทางประเทศไทยได้กระทำการจับกุมและตั้งข้อหากับประชาชนที่มีสัญชาติ สหรัฐอเมริกาและสัญชาติอื่นๆ หลายคนด้วยข้อหาการกระทำผิดในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นๆ จะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทยก็ตาม คุณสามารถถูกตั้งข้อกล่าวหาได้ ถ้าคุณไม่นำเอาเรื่องที่คุณโพสต์ที่อาจจะเป็นการผิดกฎหมายออกไปจากรวดเร็วพอ สมควรจากเวปไซค์ทางอินเตอร์เนท ซึ่งคุณได้ใช้อยู่ การฉีกหรือทำลายธนบัตรไทยอย่างมีเจตนา ซึ่งมีรูปภาพของพระมหากษัตริย์อยู่ อาจจะถูกพิจารณาว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมไปถึงการถ่มน้ำลายหรือทำให้เครื่องแบบที่สวมเป็นทางการซึ่งมีเครื่องราช อิสริยาภรณ์ประดับอยู่เกิดความสกปรกด่างพร้อยหรือเปื้อนเปรอะด้วย

ความเห็นของผู้แปล:

เรื่อง นี้ ทางการของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เตือนเรียบร้อยแล้ว รวมไปทั้งเวปไซค์อีกหลายๆ ประเทศ ก็มีการเตือนในเรื่องนี้เหมือนกัน กลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือ เจ้าของกิจการและธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวเขาใช้คอมพิวเตอร์ในการสื่้อสาร โดยเฉพาะเวปของ social network ซึ่งสามารถแสดงรายละเอียดให้เห็นอย่างมากมายทีเดียว

ถึง แม้ว่า การเตือนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเข้าไปในเวปไซค์ต่างๆ ก็ตาม (ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ) ก็เริ่มมีการประโคมข่าวกันทางต่างประเทศ เป็นทำนองที่ ต้องการให้เปลี่ยนการเดินทางออกไปที่ประเทศอื่นๆ แทน เพราะนึกว่า ทางประเทศไทย มีข้อมูลว่า บุคคลผู้นั้น เคยไปกดอะไรมาบ้าง ประเภทว่า มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วจะถูกจับทันที อะไรทำนองนั้น


อย่า ลืมว่า ภาพพจน์นักท่องเที่ยวเขาทราบดีต่อการปฎิบัติและข่าวลือ ประเภทโหดๆ อย่างเช่น ทางประเทศจีน, ตะวันออกกลาง และรวมไปถึงเกาหลีเหนือด้วย

แต่ เพราะการเตือนของแต่ละประเทศ มีความแตกต่างกัน ความหวั่นต่อสถานการณ์ ทำให้การท่องเที่ยวอาจจะต้องถูกชะลอลงไป ประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องได้รับ "ส้มหล่น" จากสถานการณ์แบบนี้ คือ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปประเทศอื่นๆ แทนได้ เช่น พม่า, กัมพูชา, ลาว หรือ เวียดนาม

มี อีกหลายๆ เวปที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเดินทาง ซึ่งเป็นของเอกชน ก็ลงบทความเตือนผู้เดินทางที่จะมาเยือนประเทศไทยด้วย ยิ่งการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย ไม่ได้มีออกมาให้ชมมากนัก ก็ทำให้เกิดความสงสัยว่า นี่อาจจะเป็นแผนการของการเตรียมตัวปิดประเทศ ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เป็นการทำลายเศรษฐกิจในทางอ้อม และ รัฐบาลก็คงจะหมดปัญญาแก้ไขทีหลังหรืออย่างไร?

ถาม ตรงๆ ว่า ทำไม กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ถึงเงียบเป็นเป่าสากอย่างนี้? คุณสามารถทำอะไรมาลบล้างหรือโปรโมทให้คนต่างชาติเขาเข้าใจ และคลายเคลียดในเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่?

ความ เสียหายที่เกิดจากการ สูญเสียรายได้การท่องเที่ยวนั้น มันอาจจะดูไม่มากในตอนแรกๆ แต่ถ้ามีการสะสมนานขึ้น ผลการเสียหายอาจจะเทียบเท่ากับการปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และ สนามบินนานาชาติดอนเมืองได้ทีเดียว


0 0 0 0 0

ACT4DEM:ร่อนอีเมล์แถลงข่าว 10 ธันวาคม 2554 ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Timeup Thailand
12 ธันวาคม 2554

หลัง จากเปิดรณรงค์ให้มีผู้ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทย ครม. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน ร่วมทั้งยุติคดีความมาตรา 112 ทั้งหมด ผ่านไป 2 สัปดาห์ มีผู้ร่วมลงชื่อ 52 องค์กร และ 1,700 รายชื่อ

ACT4DEM ยังคงรณรงค์ให้ลงชื่อในข้อเรียกร้องต่อไป เพื่อจะส่งมอบให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ไม่สามารถมารับข้อเรียกร้องในวันที่ 10 ธันวาคม 2554 ได้ เพราะติดภาระกิจอันขาดมิได้อยู่"


10 ธันวาคม 2554

กระทู้ แรกที่ เห็นที่หน้าเฟสบุ๊ควันนี้ คือ โพสต์ของทนายอานนท์ นำภา "ปิดหู ปิดตา กันต่อไป ถุย. . " พร้อมภาพคลิปคำประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ถูกปิดโดย YouTube ด้วยข้อความ "เนื้อหานี้ใช้งานไม่ได้ในประเทศของคุณ เนื่องจากมีการขอให้ลบจากรัฐบาล"

ประกาศคณะราษฎร ที่ประกาศเปลี่ยนแปลงประเทศจาก "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช" มาสู่ "การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยสภาผู้แทนราษฎร(ประชาชน)" เป็นข้อความที่รัฐบาลขอลบ จะมีอะไรน่าสะเทือนใจในวันรัฐธรรมนูญไทยและวันสิทธิมนุษยชนสากล ยิ่งไปกว่าเรื่องนี้อีกหรือในวันนี้?

ตาม มาด้วยข่าวจากเมืองไทยว่าไม่สามารถยื่นหนังสือและข้อเรียกร้องยังนายก รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในงานวันรัฐธรรมนูญไทย ที่ลานพระรูป ร. 7 ได้ เนื่องจาก "พิธีรีตรองที่ไม่สมควรจะล่วงละเมิด . . " จึงได้มีการไปยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ที่สำนักเลขารัฐสภา เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนข้อเรียก ร้องและเอกสารประกอบต่างๆ จะมีการพยายามนำยื่นต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเรียกร้องของประชาชนหลายพันคน จะนำส่งถึงมือนายกรัฐมนตรี

* * * * * * * * *

แถลงข่าว 10 ธันวาคม 2554

การรณรงค์เพื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ ในประเทศไทย

* * * * * * * * *

ใน วันที่ 10 ธันวาคม ได้มีความพยายามที่จะนำเสนอข้อเรียกร้องของกลุ่มแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยใน ประเทศไทย (ACT4DEM) ที่ให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ​ (มาตรา 112) พร้อมด้วยฎีกาเพื่อขอให้ในหลวงยกเลิกมาตรา 112 ของคุณเจริญขัย แซ่ตั้ง รวมทั้งข้อเรียกร้องขององค์กรต่างๆ ที่เรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และปล่อยตัวนักโทษการเมืองในประเทศไทย ต่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วัน ที่ 10 ธันวาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล และก็ตรงกันอย่างบังเอิญกับวันรัฐธรรมนูญของไทย ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าพระเจ้าอยู่หัว ได้ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับแรกของประเทศไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย (ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญอีก 16 ฉบับหลังจากนั้น!)

แม้ว่าจะ ถูกก่อกวนและเซ็นเซอร์อย่างหนักจากรัฐไทย แต่ก็มีผู้ร่วมลงชื่อในข้อเรียกร้อง 52 องค์กร กับ 1,700 คน นับตั้งแต่ ACT4DEM เปิดให้สาธารณชนร่วมลงชื่อเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ทั้งนี้ ผู้ร่วมลงชื่อหลายคนเป็นที่รู้จักในสังคม ทั้งนักวิชาการ นักเขียน คนทำภาพยนตร์ นักเขียน สื่อมวลชน นักสหภาพแรงงาน และนักศึกษา ที่กล้ายืนหยัด ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ที่ยังจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญกันอยู่มากในประเทศไทย

ข้อเรียกร้อง ของ ACT4DEM จะถูกนำเสนอพร้อมกับฎีกาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงโปรดให้ ทรงพิจารณายกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของคุณเจริญชัย แซ่ตั้งและคณะ และข้อเรียกร้องขององค์กรอื่นๆ รวมทั้งข้อเรียกร้องที่ ACT4DEM จัดทำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เรียกร้องให้สหประชาชาติและนานาชาติกดดันให้รัฐบาลไทย ยุติการใช้กองกำลังทหารปราบปรามประชาชน ซึ่งได้ยื่นให้ ฯพณฯ บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติเมื่อเดือนตุลาคม 2553 แม้ว่าข้อเรียกร้องนี้จะถูกบล๊อคโดย ศอฉ. เกือบจะทันที แต่ก็ยังมีผู้ร่วมลงชื่อ 9,500 คน

เมื่อรวมจำนวนผู้ร่วม ลงชื่อในข้อเรียกร้องและฎีกาต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่จะนำยื่นต่อรัฐบาลไทยในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ มีจำนวนรวมกันกว่า 14,000 คน

รัฐบาล ใหม่ของไทยไม่มีความจริงใจอย่างแท้จริงที่จะปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็น ในทางตรงกันข้าม กลับเพิ่มมาตรการเข้มงวดและรุนแรงมากยิ่งขึ้นในการควบคุมการใช้พื้นที่ใน อินเตอร์เนต และการตัดสินคดีีมาตรา 112 ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

รัฐบาล ยิ่งลักษณ์มุ่งหน้าเต็มที่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ตามคำแนะนำของทักษิณ และสนับสนุนการผูกขาดแนวนโยบายการจัดการน้ำของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ จะพูดอีกนัยยะหนึ่งก็ได้ว่าเพื่อหล่อเลี้ยงระบบคอรัปชั่นวิถีเดิมกับ อิฐ หิน ปูน ทราย ที่สร้างผลกำไรอย่างมหาศาลให้กับชนชั้นนำ

กระนั้นก็ตาม การไม่มีความเกรงกลัวในการเร่งดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล กลับไม่ได้ขยายครอบคลุมไปถึงประเด็นที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้มอบหมาย ให้กับรัฐบาลเข้ามาดำเนินการ: การเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, เสรีภาพสื่อ, เสรีภาพในการชุมนุมสมาคม, และเพื่อความยุติธรรมทางการเมือง รัฐบาลไทยบอกประชาชน เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ผ่านมาว่า “เศรษฐกิจต้องมาก่อน” และไม่สามารถดูหรือจัดการเรื่องนี้ได้ในขณะนี้ และประชาชนจำต้องให้เวลากับรัฐบาล เป็นต้น

ชน ชั้น นำของไทยจินตนาการว่าประชาชนชาวไทยจะสามารถอดทน และยอมรับการโฆษณาชวนเชื่อว่า “Forgive and Forget (ให้อภัยและลืมมันเถอะ)” ไปได้อีกนานแค่ไหน ในขณะที่ผู้พิพากษาต่างก็็ดูกระตือรือร้นเหลือเกินที่จะพิพากษาชายสูงอายุ วัย 61 ปี เช่นอากง ให้เข้าไปอยู่ในห้องขังเป็นเวลา 20 ปี เพราะคิดว่ามีความคิดที่แตกต่างกับฝ่ายนิยมกษัตริย์?

ประชาชน ชาวไทยจะต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก่อนที่จะได้รัฐบาลที่มีความกล้าหาญพอที่จะดำเนินนโยบายที่มุ่งประโยชน์สุข ของประชาชนเป็นอันดับแรก?

ถ้า ประเทศไทยจะมุ่งหน้าสู่อนาคตอย่างยั่งยืนและสันติสุข ความสับสนทางการเมืองในปัจจุบันจะต้องถูกปลดล๊อคและการคลายน๊อตจะต้องเริ่ม ด้วยการยกเลิกมาตรา 112 เพื่อให้ประชาชนร่วมนำเสนอข้อคิดเห็นเพื่อพัฒนาชาติโดยไม่ต้อง เสี่ยงกับการถูกสังหาร ส่งเข้าคุก หรือคุกคามจากฟากรอยัลลิสต์ ราวกับว่าประเทศไทยยังอยู่ในยุคกลางสมัยโบราณเช่นนี้

ราช อาณาจักร ไทยไม่สามารถแสดงได้อย่างเปิดเผยว่าปฏิเสธเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และไม่สามารถปิดกั้นการรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 อย่างเปิดเผยได้

แต่ นับตั้งแต่เปิดตัวข้อเรียกร้องให้มีผู้ร่วมลงชื่อเมื่อร่วมสองสัปดาห์ ที่ผ่านมา รัฐไทยได้พยายามที่จะปิดกั้นการลงชื่อ ทั้งการก่อกวนเวบไซด์ที่โพสต์ข้อเรียกร้องในหลายๆ กรณี ไฟล์ข้อมูล “60 ปีแห่งการคุกคามสิทธิและเสรีภาพ ในประเทศไทย” ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาผู้เสียชีวิต 11,135 คน เพราะแนวนโยบายการเมืองไทยนับตั้งแต่ปี 2490 ที่อยู่ใน ‘4Share’ ถูกลบ อีเมล์ savethailand@gmai.com ถูก google ล๊อค และจนบันนี้ก็ยังไม่ยอมปลดล๊อค อาจบางทีเราต้องถาม Google ว่าด้วยเหตุผลใด จะตอบมาว่าอย่างไร?

กระทรวง ICT ได้พยายามเจรจากับ Google, Facebook, Youtube เป็นเวลา 5 เดือนมาแล้ว เพื่อแจ้งให้พวกเขาทราบว่าควรจะลบข้อความอะไรที่เป็นข้อความที่หมิ่นฯ ที่กระทรวง ICT พิจารณาว่า “ไม่เหมาะสม”

เราหวังว่า Google, Facebook และ Youtube จะรู้วิธีการจัดการกับวิถีชนชั้นสูงของไทย?

ประชาชน ใน ประเทศไทย ยังคงไม่กล้าพูดในสิ่งที่คิดและรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และความกลัวก็เป็นสิ่งที่จริง สำหรับคนไทย วิธีการที่พวกเขาจะแสดงความรู้สึกนึกคิดอย่างตรงไปตรงมา ก็ต้องทำใต้ดิน และภายใต้การใช้นามแฝง

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งมาบริหารประเทศเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 โดยได้รับมอบอำนาจจากประชาชน เธอปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับวิถีการเมืองไทยที่ผ่านมา และแนวนโยบายและยุทธวิธีที่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดที่ของเธอ เริ่มเป็นที่น่าหวั่นเกรง และจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขโดยทันที

ขณะ นี้ พวกเราได้เริ่มตระหนักถึงปฏิกริยาของประชาคมนานาชาติเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชน และการไร้ซึ่ง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย มีกว่า 20 ประเทศในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องการใช้มาตรา 112 และความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายมาตรานี้

แม้จะมีความ พยายามของชนชั้นนำที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นในประเทศไทยและจาก นานาชาติต่อแนวนโยบายการบริหารของรัฐบาลไทย - โดยไม่แตะต้องมาตรา 112 - แต่เจตจำนงค์และการต่อสู้ของประชาชนจะชนะในที่สุด

ไม่มี ทางที่การรณรงค์นี้จะถูกบล๊อคได้ ถนนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่สามารถมุ่งหน้าไปได้เลยถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยัง อยู่ในความกลัวว่าจะถูกทำให้เป็นเหยื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะลงชื่อในข้อเรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย แม้แต่มาตราเดียวเช่นนี้ และในปัจจุบัน แค่การลงชื่อในข้อเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 ก็ได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้ลงชื่อและครอบครัวมากทีเดียว

พวกเรา จำต้องสร้างกองกำลังสันติภาพแห่งผู้ที่มีสติและเหตุผล ให้มีจำนวนมากพอที่จะสามรถทะลายวัฒนธรรม แห่งความกลัวที่ค่ายรอยัลลิสม์ ได้สร้างครอบสังคมไทยเอาไว้ เพื่อที่เราจะได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและสนุกสนานในประเทศไทยท่ีเป็น อิสระและมีอิสระภาพอย่างแท้จริง

ไม่ว่าผลของการยื่นข้อเรียกร้องในวัน ที่ 10 ธันวาคม - วันสิทธิมนุษยชนสากล จะเป็นเช่นไร การรณรงค์เพื่อยกเลิกมาตรา 112 จะขยายวงกว้างมากขึ้น ข้อมูลต่างๆ จะได้รับการแปลในหลายภาษาเพิ่มมากข้ึน เพื่อที่จะยืนยันถึงการปลดปล่อยตัวเราจากกรงขังแห่งมาตรา 112 และปลดปล่อยพี่สาว พี่ชายจากห้องขัง เพียงเพราะพวกเขาและเธอรักหรือไม่รัก(เซ็นเซอร์) ในวิถีที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวง ICT และกองทัพคิดว่าควรจะเป็น

เรา ขอเชิญองค์กรต่างๆ ประชาชนผู้มีเหตุผลทุกท่านมาร่วมรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 กับพวกเรา การลงชื่อในข้อเรียกร้อง คือการลงชื่อรับกฎกติกาแห่งวิถีประชาธิปไตย

ในนามผู้ร่วมลงชื่อทุกท่าน

จรรยา ยิ้มประเสริฐ, ผู้ประสานงาน, ACT4DEM
ACT4DEM@gmail.com . . . .www.timeupthailand.net

ดู: แถลงข่าวภาค ภาษาอังกฤษ

See: Press release in English

* * * * * * * * *

ใน เมื่อไม่สามารถยื่นหนังสือถึงมือนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยตรงได้ ในเวลา 16.00 น. คุณเจริญชัย แซ่ตั้ง จึงได้ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ไว้กับเจ้าหน้าที่หน้าห้องท่านประธานรัฐสภา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาร่วมด้วย พร้อมทั้งได้เขียนจดหมายสั้น ๆ ถึงท่านประธานรัฐสภาเพื่อแสดงความจำนงขอเข้าพบเพื่อยื่นเอกสารฉบับจริงใน เวลาที่ท่านประธานรัฐสภาสะดวกให้เข้าพบต่อไป

ทั้งนี้แม้ว่าจะเป็นวัน หยุดและไม่สามารถยื่นให้นายกได้โดยตรง แต่ก็ได้ดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของพวกเราที่ประกาศเอาไว้ว่า ในวันที่ 10 ธันวาคม จะดำเนินมาตรการเพื่อยื่นข้อเรียกร้องเหล่านี้ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ACT4DEM ขอขอบคุณคุณเจริญชัย แซ่ตั้ง เป็นอย่างสูงในความเด็ดเดี่ยวและตั้งใจจริง ทำให้ภารกิจเบื้องต้นของพวกเราครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้

เราจะไม่หยุดรณรงค์ และเปิดให้ลงชื่อใน ข้อเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ และครั้งต่อไป รายชื่อผู้ร่วมลงชื่อจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

สำหรับ รายชื่อผู้ร่วมลงชื่อ จะมีการนัดหมายกับรัฐบาลต่อไป เพื่อนำไปยื่นให้มั่นใจได้ว่า เอกสารเหล่านี้ถึงมือนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร





Monday, December 12, 2011

กรรมตามทันแล้ว

ที่มา การ์ตูนมะนาว



นายกฟัก

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ความหมายของคำว่าทรัพย์ล้อม

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ชูธง 11-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



MP3

http://www.mediafire.com/?40i931ezgv3rdhh



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=782

อ่านสัญญาณระเบิดลูกแรก การเมืองหลังน้ำลดส่อเค้ารุนแรง

ที่มา Voice TV



Flash Forward ประจำวันที่ 11 ธ.ค. 54

เพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์มหามงคลของพสกนิกรชาวไทย แต่การเมืองไทยส่อเค้าร้อนแรง หลังเกิตุเหตุลอบวางระเบิดหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แม้ระเบิดจะไม่ทำงาน แต่จุดประสงค์ของการวางทั้งวัน เวลา สถานที่มีนัยให้ต้องตีความ ขณะที่คดีร้อนอันสืบเนื่องจากสถานการณ์ชุมนุมมาถึงจุดสำคัญ ทั้งการเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนของ อดีตนายกรัฐมนตรี และ อดีตผอ.ศอฉ. รวมถึงการเข้ามอบตัวของแกนนำ นปช.คนสำคัญ

เพื่อนเราออกจากเรือนจำ 8-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=784

สุรพศ ทวีศักดิ์: ชาวพุทธกับ 'อัตตาผู้ปล่อยวาง

ที่มา ประชาไท

เมื่อสอง-สามวันที่แล้วผมไปเจอคำว่า “มรรคง่าย” อันเป็นธรรมประดิษฐ์ชิ้นใหม่ของ ว.วชิรเมธี ในหนังชุดสือธรรมะจาก “พระดีร่วมสมัย” อ่านดูคร่าวๆ ก็พอจะเข้าใจว่าผู้ประดิษฐ์คำนี้ต้องการสื่ออะไร ทำให้ผมนึกถึงพระเซ็นรูปหนึ่งคือ ติช นัท ฮันห์ ท่านอธิบายให้เห็นความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่งที่เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตาว่า เวลาเรามองดูกระดาษแผ่นหนึ่งเราจะเห็นเยื่อไม้ที่เขานำมาทำกระดาษ เห็นต้นไม้ ใบไม้ ดิน น้ำ ปุ๋ย เห็นแสงอาทิตย์ เมฆ ฝนที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ เห็นโรงงานทำกระดาษ เห็นคนงานที่เหน็ดเหนื่อย และทุกสรรพสิ่งอันรวมเป็นเหตุปัจจัยก่อเกิดกระดาษแผ่นนี้ หรือเวลาที่เรารับประทานส้มเราจะเห็นสรรพสิ่งที่ก่อให้เกิดผลส้ม เห็นผลส้มในเรา เห็นเราในผลส้ม อะไรประมาณนี้

ผมกำลังจะบอกว่าติช นัท ฮันห์ ไม่ได้กำลังอธิบายศัพท์ธรรมะ ไม่ได้เสนอ “คำประดิษฐ์” แต่ชวนผู้คนให้มองลึกลงไปที่ความเป็นจริงของโลก ชวนเราไตร่ตรองถึงความเป็นไปของสรรพสิ่ง แน่นอนว่าเบื้องหลังชีวิตของติช นัท ฮันห์ ท่านเคยผ่านการต่อสู้ร่วมกับกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาวในช่วงสงครามเวียดนาม และหนีตายออกไปต่างประเทศอย่างทุลักทุเล เคยมีประสบการณ์และซึมซับบาดแผล ความเจ็บปวดของเพื่อนร่วมชาติ

เช่นเดียวกันเวลาเราอ่านงานของพระทิเบต เช่นทะไลลามะ ตรุงปะ รินโปเช เป็นต้น เราจะเห็นความเคลื่อนไหวของชีวิต อารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความโศกเศร้า ความพลิกแพลงซับซ้อนของอัตตาตัวตนของเราและความเป็นไปของโลกและชีวิต เราเห็นภาษาที่พูดถึงชีวิตและโลกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ดัดจริต มากกว่าที่จะเห็นคำประดิษฐ์เท่ห์ๆ หรือศัพท์แสงธรรมะหรูๆ ซึงเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไรกันแน่ เกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิตและโลกแห่งความเป็นจริง

การสอนพุทธศาสนาในบ้านเรานั้นเน้นการถ่ายทอด “ตัวบท” หรือชุดคำสอนสำเร็จรูปมากกว่าที่จะชวนให้เรามองชีวิตและโลกตามความเป็นจริง ผ่าน concept ของหลักคิดหรือโลกทัศน์ ชีวทัศน์ทางพุทธศาสนา และการสอนแนวนี้ก็สอนจากสมมุติฐานที่ว่า ธรรมะเป็นของที่เข้าใจยาก (เพราะถ่ายทอดมาจากภาษาคัมภีร์ที่ต้องอาศัยผู้รู้เฉพาะทาง) ชาวบ้านไม่มีความรู้ธรรมะ คนรุ่นใหม่ห่างไกลวัด ห่างไกลศาสนา จึงต้องหาทางสอนให้คนเข้าใจง่ายๆ เช่น ประดิษฐ์คำอย่าง “มรรคง่าย” เป็นต้น หรือทำให้กิจกรรมการสอนธรรมะให้เป็น “กิจกรรมบันเทิง” ตลกขบขันอย่างที่นิยมทำกัน

แต่เมื่อนำธรรมะประดิษฐ์แนวอินเทรนด์ หรือธรรมะบันเทิงที่กำลังนิยมกันนี้ไปเปรียบเทียบกับรายการแสดงธรรมทางสถานี วิทยุ โทรทัศน์ หรือตามวัดทั่วๆ ไปที่แสนน่าเบื่อ ธรรมะอินเทรนด์ หรือธรรมะบันเทิงก็ดูจะเร้าใจกว่า โดนใจ “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” มากกว่า จึงไม่แปลกที่ ว.วชิรเมธี จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระนักคิด” แห่งยุคสมัย เนาววัตน์ พงษ์ไพบูลย์ถึงขนาดยกย่องให้เป็น “ปราชญ์สายฟ้า” (คงแปลตามฉายา “วชิรเมธี”)

กระนั้นก็ตาม การสอนธรรมะที่เน้นการถ่ายทอดตัวบท หรือคำสอนสำเร็จรูปให้คนจำและนำไปปฏิบัติ ในแง่หนึ่งมันเป็นการสร้าง “วัฒนธรรมนกแก้วนกขุนทอง” หรือวัฒนธรรมพึ่งพานักสอนธรรมที่ทำตัวเป็นผู้คิดแทน มากกว่าที่จะท้าทายให้คนคิด และที่คิดกันก็เน้นไปที่การคิดเรื่องตัวบทหรือตัวหลักคำสอนสำเร็จรูปเป็น ข้อๆ เป็นชุดๆ เพื่อผลิตธรรมะ how to สู่ผู้บริโภค มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโลกทัศน์ชีวทัศน์แบบพุทธ แล้วใช้โลกทัศน์และชีวทัศน์นั้นมามีปฏิสัมพันธ์กับโลกที่เป็นจริงอย่างสร้าง สรรค์ หรือมีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นในเชิงเนื้อหาสาระ จริงๆ

จะว่าไปแล้วการสอนพุทธศาสนาในบ้านเราก็ไม่ต่างอะไรกับการสอนประวัติ ศาสตร์แบบทางการนั่นแหละ เวลามีคนตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น มันก็ต้องย้อนถามว่าระบบการศึกษาของบ้านเรามีอะไรท้าทายให้เด็กคิดบ้าง การเรียนรู้สังคมการเมืองภายใต้ “ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม” ท้าทายให้ผู้เรียนตั้งคำถามอย่างรอบด้านไหมว่า ทำไมประวัติศาสตร์จึงมีแต่เรื่องราวของ “วีรกษัตริย์” ไพร่และทาสมีบทบาทในการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างไรบ้าง มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ชวนอภิปรายถกเถียงอย่างรอบด้านไหมว่าทำไมจึงเกิด ปฏิวัติ 2475 ทำไมจึงเกิดรัฐประหาร 2490 ให้ถกเถียงเกี่ยวกับ “ความจริงของปัญหา” 14 ตุลา 6 ตุลา อย่างถึงรากหรือไม่ แล้วประวัติศาสตร์พฤษภา 53 จะให้ลูกหลานจดจำว่าอย่างไร เป็นต้น

เมื่อพลเมืองเติบโตมาภายใต้ระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการปลูกฝังทางศาสนา ที่ไม่ท้าทายให้คนคิดเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีคนที่มีการศึกษาดี มีสถานะทางสังคมดี เป็นถึงสื่อมวลชนมืออาชีพในยุคสมัยของเราตั้งคำถามทำนองว่า “พระองค์ท่านไปทำอะไรให้พวกมึง?” ซึ่งคำถามทำนองนี้ น่าจะเป็นคำถามก่อนยุคปฏิวัติฝรั่งเศสหรืออังกฤษมากกว่า

สิ่งที่เราต้องการได้จากประวัติศาสตร์คือความจริง (แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ควรใกล้เคียงมากที่สุด) บทเรียนและแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ขึ้น ธรรมะก็เป็นเรื่องของความจริงของโลกและชีวิตที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้เข้า ใจ มีความคิดเห็นถูกต้อง และดำเนินชีวิตอย่างมีค่า แต่จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเพียงแต่เรียนรู้แค่ตัวบทหรือคำสอนสำเร็จรูป แล้วจะทำให้คนมีคุณธรรมจริยธรรม วิธีนี้อย่างมากก็ไปถึงแค่ธรรมประดิษฐ์คำ การท่องจำซาบซึ้งแบบนกแก้วนกขุนทอง

เวลาเผชิญวิกฤตของ บ้านเมืองจริงๆ ธรรมะแบบนี้อย่างมากก็ช่วยได้แค่ให้ “ทำใจ” ไม่ได้ช่วยให้คน “เข้าใจ” ปัญหาที่เป็นจริง บางครั้งยังไปซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลงไปอีก เช่นธรรมประดิษฐ์อย่าง “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” เป็นต้น

พุทธศาสนาในบ้านเราเองก็มีการสร้างมายาคติอยู่หลายเรื่อง เช่น เราปฏิเสธเรื่อง “อัตตา” หรือ “ตัวกู-ของกู” แต่ดูเหมือนคนที่แสดงออกว่าเข้าใจเรื่องนี้ดี หรือเข้าถึง “ความเป็นอนัตตา” มักจะมีความโน้มอียงที่จะปลีกตัวจากความขัดแย้งของสังคม ปล่อยวางปัญหาสังคม หรือไม่ก็เมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม ก็เข้ามาในบทบาทของผู้ “ลอยตัว” เหนือปัญหา และผลิต “ธรรมะลอยนวล” (สำนวนของวิจักขณ์ พานิช) ประเภทอธิบายว่า ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายเป็นเรื่องของการยึดตัวกู พวกของกู เป็นเรื่องอคติ และความเกลียดชัง เป็นต้น

ต่างจากคนธรรมดาบางคนที่เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องการละอัตตา หรือตัวกู-ของกู แต่การกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม การปลดปล่อยอัตตา หรือการละลายตัวตนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับอุดมการณ์เพื่อเสรีภาพและความ เป็นธรรมของสังคม เช่น กรณี “คำ ผกา เปลือยกาย เปิดใจ ไม่เกลียดชัง” มีแต่คนที่เชื่อมั่นในความถูกต้อง ละลายตัวเองเพื่อให้เกิดความถูกต้องทางสังคม และไม่ให้ความสำคัญกับการมีตัวตนที่ต้องแบกรับคำเหยียดหยามประณามจากผู้คน ที่ไม่เข้าใจเท่านั้น ถึงจะกล้าแสดงออกเช่นนี้ได้

แน่นอน อาจมองอีกด้านได้ว่า นั่นเป็นการแสดงตัวตนหรืออีโก้ที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ เชื่อมั่นในตนเองสูงจนไม่แคร์สายตาใคร แต่ถ้าตัวตนหรืออีโก้เช่นนี้สะท้อนมโนสำนึกที่รักความยุติธรรม และต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคม ก็ยังนับว่ามีคุณค่ากว่าความไม่มีตัวตนที่ลอยตัวเหนือโลก เหนือปัญหาอยู่ดี

แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็ไม่อาจมองได้ดังสื่อเครือผู้จัดการมอง เช่ นข้อความบนปกผู้จัดการข้างล่าง


เอามาให้ดู “คั่นรายการ” เพื่อให้เห็นว่าสื่อดังกล่าวป่วยหนักถึงขั้น “โค่ม่า” แล้ว เพราะความล้มเหลวของการปั่นเรื่อง “ล้มเจ้า” กว่า 5 ปี ที่ผ่านมา ข้อความบนปกแสดงให้เห็นว่าพวกเขาหลอกคนอื่นๆ และตนเองมานานจนตกอยู่ในสภาพ “หลอนตัวเอง” อย่างน่าตระหนก!

เข้าเรื่องต่อ มันจึงทำให้ต้องย้อนกลับไปถามว่า คุณค่าของ “ความไม่มีตัวตน” แบบพุทธอยู่ตรงไหน โอเคว่า “จินตภาพ” ของคนที่ปล่อยวางตัวตนในบริบทสังคมเกษตรกรรมแบบโบราณเมื่อกว่าสองพันปีที่ แล้ว อาจเป็นจินตภาพที่น่าชื่นชม แต่ในสังคมการเมืองปัจจุบันที่วิถีชีวิตของปัจเจกแต่ละคนมีความสัมพันธ์เกาะ เกี่ยวกับระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อุดมการณ์รัฐ วัฒนธรรมทางความคิดความเชื่ออย่างแยกไม่ออกเช่นนี้ จินตภาพของบุคคลผู้ปล่อยวางตัวตนที่ถูกโปรโมทว่า สูงส่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป อาจเป็นจินตภาพที่ถูกตั้งคำถามได้ว่า ควรเป็นจินตภาพที่เป็นแบบอย่างเชิงอุดมคติในการพัฒนาคนในโลกปัจจุบันหรือ ไม่?

พูดอย่างเป็นรูปธรรมคือ หากบุคคลผู้ซึ่งปล่อยวางตัวตนเป็นบุคคลที่ชาวพุทธยกย่องว่ามีจิตใจสูงส่ง มีศีลธรรมสูงส่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป เข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนามากกว่าคนทั่วไป ทว่าบุคคลเช่นนี้มีความโน้มเอียงโดยธรรมชาติที่จะลอยตัวเหนือปัญหา ไม่เอาตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปสู่ ความมีเสรีภาพและมีความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องทางโลก เป็นเรื่องของคนมีกิเลส เป็นเรื่องของความยึดมั่นในตัวตน ถามว่า Character ของบุคคลผู้ปล่อยวางตัวตนเช่นนี้มีคุณค่าอะไรแก่สังคม ทำไมสังคมจึงควรยกย่องว่าคนเช่นนี้ดีเลิศกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพียงแค่ดูจากผลงานที่คนผู้มี Character เช่นนี้ “ผลิตคำสอน” ให้คนในสังคมพยายามพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่การมี Character แห่งความเป็นผู้ปล่อยวางตัวตนที่ลอยนวลเหนือปัญหาสังคมเหมือน “ตัวเขา” เท่านั้น

หรือหากจะพูดในทางกลับกัน การปล่อยวางตัวตนในความหมายดังกล่าวก็เป็นเพียงการสร้างตัวตนใหม่ที่เป็น มายาคติ คือ “ตัวตนของผู้ปล่อยวาง” ที่เชื่อว่าตนเองปล่อยวางทางโลก แต่กลับ “ยึดมั่นในความปล่อยวาง” นั้น

ยิ่งตัวตนของผู้ปล่อยวางพยายามสั่งสอนให้ชาวบ้านธรรมดาปล่อยวาง ตัวตนในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรมมากเท่าใด และผู้ปล่อยวางตัวตนนั้นไม่กล้าแตะปัญหาที่แท้จริงของโครงสร้างอันอยุติธรรม และรุนแรงมากเท่าใด จึงยิ่งทำให้เรามองเห็น “อัตตาใหญ่” ตัวตนใหญ่ของ “ผู้ปล่อยวางตัวตน” ลอยเด่นอยู่เหนือโลก หรืออยู่บนความมั่นคงของสถานะและชื่อเสียงเกียรติยศทางสังคมอย่างโดดเด่น เป็นสง่ามากเท่านั้น!

อีกครั้งกับโฮย่าฯ น้ำท่วมหรือข้ออ้างทำลายสหภาพแรงงาน?

ที่มา ประชาไท

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมาส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ มากน้อยแตกต่างกันไป และกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งถูกน้ำท่วม ไล่มาตั้งแต่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ที่ อ.อุทัย นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ที่ อ.บางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน แฟตตอรี่แลนด์ เขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี จังหวัดปทุมธานี

ซึ่งมีการคาดการณ์จะส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง กว่า 500,000 คน ถึงแม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงระหว่างรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานกับผู้ประกอบการโดย ให้เงินช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจ่าย เงินเดือนค่าจ้างให้กับลูกจ้าง 2,000 บาท/เดือน/ราย โดยผู้ประกอบการต้องทำข้อตกลงจะว่าจ้างลูกจ้าง 3 เดือนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย และบริษัทจะต้องจ่าย 75 %

แต่หลังจากนั้นไม่นาน มีหลายบริษัทได้เลิกจ้างลูกจ้าง ซึ่งกระจายไปในหลายพื้นที่ ทั้งอยุธยา รังสิต อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และที่สำคัญใน พื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากน้ำท่วมได้แก่ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ก็มีการประกาศใช้มาตรา 75 หยุดงานและจ่ายค่าจ้าง75 % และเลิกจ้างด้วยเช่นกันโดยอ้างเหตุผลน้ำท่วมทำให้ออร์เดอร์สินค้าลดลง

บริษัทโฮย่ากลาสดิสก์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่บอกว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยประมาณเดือนตุลาคม 2554 บริษัทฯ จัดทำโครงการเกษียณอายุ เพื่อลดจำนวนพนักงาน ต่อมาเดือนพฤศจิกายน ได้ประกาศใช้มาตรา 75 ในโรงงานที่ 2 โดยจ่ายค่าจ้าง75% เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1ธันวาคม 2554 บริษัทฯ ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานในโรงงานที่ 2 ทั้งหมดจำนวนเกือบ 2,000 คน โดยให้การเลิกจ้างเป็นผลในวันที่ 21 มกราคม 2555

การเลิกจ้างครั้งนี้บริษัทโฮย่าฯ แจ้งเหตุผลว่า “ประสบ กับปัญหาการขาดทุนตั้งแต่เดือน เมษายน 2554 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบส่งผลให้ยอดการผลิตมีปริมาณลดลงเป็นจำนวนมาก”

แต่จากการพูดคุยกับแกนนำสหภาพแรงงานอิเลคทรอนิคส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า สัมพันธ์ (สออส.) และลูกจ้างบางส่วนของบริษัทโฮย่าฯ พบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสงสัยว่า การประกาศเลิกจ้างของบริษัทโฮย่าฯ ในครั้งนี้เป็นเหตุมาจากน้ำท่วมอย่างเดียวจริงหรือไม่? หรือมีเหตุผลอื่นที่แฝงอยู่ เนื่องจากฝ่ายบริหารของบริษัทโฮย่าฯ แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการเลิกจ้างลูกจ้างในโรงงานที่ 2 ทั้งหมด เพราะถึงแม้ว่าจะประกาศเป็นโครงการสมัครใจเลิกจ้าง แต่หากมีลูกจ้างในโรงงานที่ 2 ไม่สมัครใจเข้าร่วมโครงการก็จะเลิกจ้าง ทั้งหมดอยู่ดี จากการกระทำเช่นนี้ของบริษัทโฮย่าฯ ทำให้สงสัยว่า น่าจะมีเบื้องหลังในการเลิกจ้างครั้งนี้ ประกอบการการเจรจาระหว่างฝ่ายสหภาพแรงงาน กับฝ่ายบริหารของบริษัทโฮย่าฯ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้เนื่องจากฝ่ายบริหารของบริษัทโฮย่าฯ ยืนยันที่จะเลิกจ้างลูกจ้างในโรงงานที่ 2 หากคนงานสมัครเข้าร่วมโครงการเลิกจ้างโดยสมัครใจไม่ครบจำนวน ก็จะเลิกจ้างคนงานโรงงานที่ 2 จนกว่าจะครบตามจำนวน ทำให้เกิดคำถามว่ทำไมถึงต้องเลิกจ้างคนงานที่โรงงานที่ 2 ให้ได้?

การ ที่บริษัทบอกว่าต้องเลิกจ้างคนงานในโรงงานที่ 2 เพราะคอร์สสูงกว่า ผลผลิตแย่กว่าประสิทธิภาพการผลิตต่ำกว่า น่าจะไม่ใช่เหตุผลหลักเสียแล้ว เพราะมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่น่าคิดว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทแสดง เจตนารมณ์แน่วแน่เช่นนี้ คือ ในโรงงานที่ 2 นั้น มีคณะกรรมการสหภาพแรงงาน 19 คนจากทั้งหมด 28 คน และกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งหากมีการเลิกจ้างคนงานโรงงานที่ 2 ทั้งหมดตามที่บริษัทโฮย่าฯ ยืนยัน ก็จะทำให้สหภาพแรงงานอิเล็คทรอนิคส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าสัมพันธ์ (สออส.) อ่อนแอลงอย่างมาก และโอกาสที่จะเติบโตเข้มแข็งคงจะเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น นอกจากนี้ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงเริ่มตั้งสหภาพแรงงาน บริษัทโฮย่าฯ ก็ใช้วิธีการเลิกจ้างคณะกรรมการสหภาพแรงงานและแกนนำกว่า 60 คนเพื่อล้มล้างสหภาพแรงงานมาแล้ว ดังนั้นเหตุการณ์เลิกจ้างครั้งนี้ของบริษัทโฮย่าฯ จึงทำให้น่าคิด และน่าจับตามองยิ่งขึ้นว่าบริษัทโฮย่าฯ

“เลิกจ้างเพราะน้ำท่วม หรือข้ออ้างในการทำลายสหภาพแรงงาน” อีกครั้ง ?

และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานฯ ต้องตรวจสอบว่าขัดกับนโยบายของรัฐบาล? ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานอย่างไร ? เช่นกัน