ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, December 14, 2011
ประชาไท: เปิดรายงาน คอป. ครั้ง2: ภาพรวมคดีสลายชุมนุม 53 – ม. 112 – ต้นตอปัญหา “คดีซุกหุ้น”
ที่มา Thai E-News
ทีมข่าว ไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอต่อจากประชาไท "เปิดรายงาน คอป. ครั้งที่ 2 : ภาพรวมคดีสลายชุมนุมปี 25 53 – ม. 112 – ต้นตอปัญหา “คดีซุกหุ้น”"
ที่มา ประชาไท
13 ธันวาคม 2554
เมื่อ วันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ได้ออกรายงานความคืบหน้า “ฉบับที่ 2” (17 มกราคม- 16 กรกฎาคม 2554) ซึ่งมีเนื้อหาใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักคือ
Ø ความคืบหน้าเรื่อง ความรุนแรงเดือน เม.ย.-พ.ค.53
Ø ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินคดีจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
Ø รากเหง้าของปัญหา โดยเฉพาะการละเมิดหลักนิติธรรม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในคดี “ซุกหุ้น”
ทั้ง นี้ คอป.แต่งตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน มีกรรมการ 8 คน และมีอนุกรรมการด้านต่าง 5 ชุด
สลายการชุมนุม เกือบ 2 ปี กับข้อเท็จจริงที่ได้
รายงานเน้นการแสดงตัวเลขภาพรวมของคดี ผู้ถูกคุมขัง และกิจกรรมการจัดเวทีรับฟังปัญหาทั่วประเทศของ คอป.
Ø การดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งสิ้น 258 คดี โดยแบ่งประเภทความผิดออกเป็น 4 กลุ่มคดี คือ
กลุ่มที่ 1 การก่อการร้าย (เหตุร้ายต่างๆ) 147 คดี
กลุ่มที่ 2 การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ 22 คดี
กลุ่มที่ 3 การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 69 คดี
กลุ่มที่ 4 การกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ 20 คดี
จาก จำนวนคดีพิเศษที่รับไว้ทำการสอบสวนทั้งสิ้น 258 คดี นั้น สอบสวนแล้วเสร็จ 102 คดี มีผู้ต้องหา 642 คน จับกุมได้ 274 คน หลบหนี 366 คน (เสียชีวิตแล้ว 2 คน)
Ø คดีวางเพลิง มีทั้งหมด 62 คดี แบ่งเป็น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 49 คดี และต่างจังหวัด 13 คดี ทั้ง 62 คดี มีผู้ต้องหาทั้งหมด 457 คน จับกุมได้ 144 คน5 โดยมีอาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้ประมาณ 71 แห่ง แบ่งเป็นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 37 แห่ง และต่างจังหวัด 34 แห่ง
Ø สรุปข้อมูลผู้ต้องขังในคดีความผิดต่อพระกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
ยอดรวมใน 14 เรือนจำและทัณฑสถาน ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554
- ผู้ต้องขังระหว่างสอบสวน, พิจารณา จำนวน 64 คน
- ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จำนวน 21 คน
- ผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด จำนวน 20 คน
คงเหลือรวมทั้งสิ้น จำนวน 105 คน
Ø จัดให้มีโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากผู้ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Hearing) ในแต่ละประเด็นของทุกเหตุการณ์
Ø การเยียวยา ฟื้นฟูเหยื่อ ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด , ลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกคุมขัง , เยี่ยมเจ้าหน้าที่กองทัพเรือและกองทัพบก, จัดตั้งศูนย์ประสานงานเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
Ø จัดจ้างที่ปรึกษา (TOR) โครงการปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง: ศึกษาเฉพาะกรณีจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน, การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง, มิติสังคมและวัฒนธรรมของความรุนแรงทางการเมืองไทยและแนวทางแก้ไข, การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติ ของกฎหมาย, รากเหง้าของความขัดแย้งสู่ทางออกเพื่อความปรองดอง
ข้อเสนอแนะ คล้ายรายงานครั้งที่ 1
ข้อเสนอแนะโดยสรุปมีดังนี้
Ø รัฐบาลต้องยึดหลักนิติธรรม , ตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด , ให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ , ตรวจสอบและผลักดันให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยอย่างเท่าเทียมกัน
Ø เรียกร้องทุกฝ่ายระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการกระทำการใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนถึงบรรยากาศในการปรองดอง
Ø ความผิดที่มีมูลฐานเริ่มต้นจากความคิดเห็นในทางการเมือง มีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในคดีความผิด -พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
-คดีที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.54
-คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112
-พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ควรดำเนินการดังนี้
1. ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแจ้งข้อหาและการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำหรือไม่
2. ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ ต้องหาและจำเลย เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รัฐบาลควรจะจัดหาหลักประกันให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคนที่ไม่สามารถจัดหา หลักประกันได้ อนึ่ง พึงตระหนักว่าการถูกตั้งข้อหาร้ายแรงนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่อนุญาตให้มี การปล่อยชั่วคราว
3. เนื่องจากผู้ต้องหาและจำเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตาม ปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุทางการเมือง หากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติเป็นสถาน ที่ควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต
4. สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณานำคดีขึ้นสู่ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ในระหว่างศึกษาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)
5. รัฐบาลต้องดำเนินการในเรื่องการเยียวยาอย่างรวดเร็วและจริงจัง ครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงก่อนและหลัง รัฐประหาร ทั้งประชาชน และเจ้าหน้าที่ ชุมชนและย่านการค้าที่กระทบ รวมถึงผู้ต้องขัง กรณีที่ศาลยกฟ้องต้องมีการจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม
ให้น้ำหนักกับปัญหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
คอ ป. แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมากเห็นได้จากรายละเอียดที่นำเสนอ (แต่ไม่เห็นจากการรายงานข่าว) เนื่องจากการฟ้องคดีเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ อีกทั้งยังเห็นว่าการดำเนินคดีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขณะที่ต่างชาติก็จับตามองและติดตามสถานการณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงขอให้ดำเนินการดังนี้
1. ทุกฝ่ายยุติการอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง
2. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ มีกลไกที่สามารถ
3. กำหนดนโยบายในทางอาญาที่เหมาะสม สามารถจำแนกลักษณะของคดีโดยพิจารณาจากความหนักเบาของพฤติกรรม เจตนา แรงจูงใจในการกระทำ สถานภาพของบุคคลที่กระทำ และบริบทโดยรวมของสถานการณ์ที่นำไปสู่การกระทำ
4. อัยการควรให้ความสำคัญกับแนวทางการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจ (OpportunityPrinciple) ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการอันเป็นสากล แม้ว่าคดีมีหลักฐานเพียงพอในการสั่งฟ้อง แต่อัยการต้องให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดีผลเสียในการ ดำเนินคดีด้วย โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์สูงสุดในการปกป้องและถวายพระ เกียรติยศที่เหมาะสมแด่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ อันเป็นแนวทางที่ใช้กันอยู่ในประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น
5. รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ รับการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากข้อหาที่ร้ายแรงมิได้เป็นเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ไม่ได้รับสิทธิการ ปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ดังที่ศาลได้อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษสูงกว่าอัตราโทษ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
6. รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนการดำเนินคดีที่นำเอาประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพมาขยายผลในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง อาทิเช่น การกล่าวหาและโฆษณารณรงค์เรื่องขบวนการ "ล้มเจ้า" ซึ่งอาจมีการตีความกฎหมายที่กว้างขวางจนเกินไปและอาจส่งผลต่อความปรองดองใน ชาติ และไม่เป็นผลดีต่อการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีต่อไปจะต้องมีการพิจารณาโดยมีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ชัดเจนที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม
7. รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้ เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของทุกสังคมในห้วง เวลาของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ
การวิเคราะห์ปัญหาสั่งสมยาวนาน ย้ำเริ่มต้นที่พิษ “ซุกหุ้น”
ส่วน สุดท้ายของรายงาน เป็นส่วนที่ได้รับการหยิบยกไปเป็นข่าวมากที่สุด เนื่องจากมีการให้น้ำหนักและบรรยายถึง “จุดเริ่มต้น” ของการละเมิดหลักนิติธรรมในปี 2547 ในคดี “ซุกหุ้น” ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
โดยในตอนต้นรายงานได้สรุปว่าจากการทำงานที่ผ่าน มากว่าปี คอป.เห็นว่าความรุนแรงในปี 53 เป็นผลของเหตุการณ์ต่างๆ สืบเนื่องการ โดยไล่เรียงสถานการณ์สำคัญ อาทิ การปฏิรูปการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 40 , การคอรัปชั่นเชิงนโยบายสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, การก่อเกิดของพันธมิตรฯ, การไม่ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์, การประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, การก่อเกิดของ นปก., การยึดสนามบิน, การรัฐประหาร
จากนั้นจึงขยาย ความโดยละเอียดถึงการละเมิดหลักนิติธรรมในการตัดสินคดี “ซุกหุ้น” โดยอธิบายว่าตุลาการรัฐธรรมนูญกระทำการผิดหลักกฎหมายอย่างไร และย้ำว่า ตั้งแต่นั้นมารัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมา พากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น คอป. จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่าง จริงจัง
ดูเพิ่มเติม
หนึ่งปีที่ผ่านมากับความคืบหน้ารายงานกรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดง
รายงานข่าวเชิงสืบสวน:เปิดเอกสาร+รายงานคอป.ชี้ชัดไม่มีชายชุดดำ มีแต่ชายใจดำสังหาร92ศพ
Tuesday, December 13, 2011
งานพืชสวนโลก 54 เปิดเข้าชม 14 ธ.ค.นี้
ที่มา Voice TV
มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ ฯ ราชพฤกษ์ 2554 ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ พื้นที่จัดแสดงส่วนใหญ่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
และเริ่มมีประชาชนที่ซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าไว้ ทยอยเดินทางมาชมงานแล้ว แม้จะไม่ได้ชมครบทุกส่วนการแสดงก็ตาม
นายกฯ-กองทัพ มั่นใจไม่มีปฎิวัติ
ที่มา Voice TV
นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย มอบนโยบายปกป้องสถาบันฯ สร้างความปรองดอง และฟื้นฟูอุทกภัย พร้อมย้ำกองทัพเป็นกำลังหลักของรัฐบาล โดยไม่หวาดระแวงการปฏิวัติ ขณะที่ ผบ.สส.ให้ความมั่นใจว่าไม่มีการปฏิวัติอย่างแน่นอน
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินสายตรวจเยี่ยมกองทัพไทยครั้งที่ 2 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ หลังจากตรวจเยี่ยมกระทรวงกลาโหมเป็นที่แรก โดยมีพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมผู้นำ 3 เหล่าทัพให้การต้อนรับ
โดยนายกรัฐมนตรีเข้าวางพวงมาลา ถวายเครื่องราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชบริเวณหน้า กองบัญชาการกองทัพไทย และได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพภายในอาคารสโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ฟังบรรยายสรุปวิดิทัศน์การทำงานของกองบัญชาการกองทัพ ไทย พร้อมมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการในด้านความมั่นคงของชาติ การสร้างความปรองดอง การฟื้นฟูประชาธิปไตย การเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับอุทกภัย การนำสันติสุขกลับมายัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ว่า รัฐบาลและกองทัพจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อความสงบสุขของประเทศ การรักษาความมั่นคง การปกป้องสถาบันและการสร้างความปรองดอง ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยไม่หวาดระแวงว่ากองทัพจะปฏิวัติ
ด้านพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น โดยกองทัพพร้อมทำตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อสร้างความสงบสุขของประเทศ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความปรองดองได้
ส่วนในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีกำหนดการตรวจเยี่ยมหน่วยทหาร โดยเริ่มจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. กองบัญชากองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพอากาศ
ตร.ส่งสำนวนนักข่าวญี่ปุ่นให้อัยการแล้ว รวม 6 ศพ
ที่มา Voice TV
พนักงานสอบสวน คดีชันสูตร 16 ศพ นปช. ได้สรุปสำนวนคดีส่งไปยังอัยการเพิ่มอีก 1 สำนวน รวมเป็น 6 สำนวนที่ส่งให้อัยการแล้ว
โดยล่าสุด คือคดีของนักข่าวชาวญี่ปุ่น หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าให้ปากคำในวันที่ 8 - 9 ธันวาคมที่ผ่านมาและคาดว่าอีก 10 ศพ จะสามารถสรุปสำนวนคดีให้อัยการได้ภายสัปดาห์นี้
วันชื่นมื่นฉลองมงคลสมรส "เอม & พงศ์"
ที่มา Voice TV
"นายกฯยิ่งลักษณ์" ร่วมเป็นประธานพิธีฉลองมงคลสมรส วันฤกษ์ดี วันที่ 12 เดือน 12 วันฉลองมงคลสมรส ระหว่าง "น้องเอม" และ "พี่พงศ์" คู่รักสุดหวาน...และโรแมนติก
วันนี้ (12 ธันวาคม 2554) เวลา 18.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง น.ส.พินทองทา ชินวัตร กับ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ จัดขึ้น ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพฯ
พิธีฉลองมงคลสมรสในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มและน่ายินดีกับเจ้าบ่าวและเจ้าสาว รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย หลังจากที่ทั้ง 2 คน ได้ผ่านพิธีหมั้น พร้อมจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการในหมู่เครือญาติไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ถ้าหากยึดตามปฏิทินสากลก็จะตรงกับวันที่ 11 – 11 – 11 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี และมีความหมายต่อทั้งสองคน
สำหรับบรรยากาศในครั้งนี้ ภายในงานถูกเนรมิตให้เป็นสวนสวยๆน่ารัก สไตล์ Vertical Garden ในโทนสีขาว-เขียว ซึ่งเป็นโทนสีโปรดของทั้งสองคน เน้นความเรียบง่าย สดชื่น และอบอุ่น มี “ที่กรองชา” เป็นของชำร่วย สื่อความหมายเสมือนความรักของทั้งคู่ที่ผ่านสิ่งดีๆ เติมกำลังใจ ที่ก้าวมาด้วยกัน จนหอมและกลมกล่อมทุกเวลา
ขณะที่แขกผู้มีเกียรติที่จะมาร่วมงาน คาดว่ามากกว่า 2,500 คน ทั้งญาติสนิททั้งสองฝ่าย เพื่อนสนิท นักธุรกิจ นักการเมือง จนเชื่อว่า โรงแรมสุดหรูจะดูเล็กไปถนัดตา และทั้งงานจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ส่วนที่หลายคนต่างลุ้น กำลังใจยิ่งใหญ่ สำหรับกับคู่รักวันนี้ คือ คำอวยพรจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บิดาของ “น้องเอม” ที่จะส่งความสุขและร่วมอวยพรให้กับคู่รักทั้งสองคนนี้
สำหรับ จุดเริ่มต้นของความรักของทั้งสองคนนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองคนได้เข้าอบรมหลักสูตร กลยุทธ์การบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (RECU) ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นหลักเพียงหลักสูตรสั้นๆ แต่ได้เป็นหลักสูตรที่นำพาทั้งสองคน มาเริ่มต้น “ก่อรัก”ด้วย กัน เพราะทั้งสองคนจากที่แทบไม่เคยรู้จักกันเลย ได้มีโอกาสมาร่มพูดคุย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเริ่มพัฒนาความรักเกิดขึ้นด้วยกัน จากสายตาที่ห่วงใยกัน ส่งรอยยิ้มเพื่อให้กำลังใจ และการได้ร่วมกับกลุ่มเพื่อนไปรับประทานอาหาร ไปสังสรรค์ จึงพัฒนาความเข้าใจกันมากขึ้น
จากความไม่คุ้นเคย มาเป็นการรับฟัง สร้างความเข้าใจ กระทั่งการก้าวเข้าสู่การศึกษาดูใจกันและกัน พร้อมการร่วมกันต่อยอดความรัก จนถึงวันขอแต่งงานที่สุดซึ้ง กลางเมืองฟอร์เรนซ์ ประเทศอิตาลี จนในที่สุดจึงได้มีวันนี้เกิดขึ้น เป็นวันแห่งความสุขที่สุดของคู่รัก ในวันนี้
ประวัติของ “พงศ์ – ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์”เป็นบุตรชายคนที่ 2 จากพี่น้อง 4 คน ของคุณพ่อวรวิทย์ และคุณแม่อัญชลี คุณากรวงศ์ เป็นครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอ มายาวนานกว่า 20 ปี ปัจจุบันอายุ 31 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านสถาปัตยกรรม จากคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ปริญญาโท ด้านการจัดการธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา (Master of Administration, Depaul University, Chicago, IL ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหาร บริษัท คูณ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และผู้อำนวยการ บริษัท พิชแมน จำกัด ธุรกิจด้านการตลาด และวางแผนสื่อโฆษณา
ส่วนประวัติของ “น้องเอม” พินทองทา ชินวัตร ปัจจุบันอายุ 29 ปี บุตรสาวคนกลางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไทยคม สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , ปริญญาโท MA in Enterprise Management for the Creative Arts, London College of Communication , University of The Arts London ประเทศอังกฤษ และปริญาโท MSc Management, Cass Business School,City University ประเทศอังกฤษ.
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในครั้งด้วย
ประมวลภาพงานฉลองมงคลสมรส "เอม & พงศ์"
ทีมข่าววอยซ์ทีวีออนไลน์ : รายงาน
ประมวลภาพ วิวาห์หวาน เอม พินทองทา - พงศ์ ณัฐพงศ์
ที่มา Voice TV
งานมงคลสมรส เอม-พงศ์ จัดขึ้นที่ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี่ ด้วยคอนเซ็ปต์สวนสวยสไตล์อิตาลี สถานที่ที่เจ้าบ่าว ขอเจ้าสาวแต่งงาน
แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ทั้งแวดวงการเมือง แวดวงทหาร แวดวงสังคม และวงการบันเทิง ต่างทยอยเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองมงคลสมรส ระหว่างน.ส.พินทองทา ชินวัตร และ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 12 เดือน 12 ปี 2554 เมื่อค่ำวานนี้กันอย่างคึกคัก ทำเอาโรงแรมพลาซ่าแอทธินี่สถานที่จัดงานนั้นดูแคบไปถนัดตาเลยทีเดียว
ส่วนบรรยกาศภายในห้องจัดเลี้ยงนั้น ก็ถูกเนรมิตให้เป็นสวนสวยๆน่ารัก สไตล์ Vertical Garden ในโทนสีขาว-เขียว ซึ่งเป็นโทนสีโปรดของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เน้นความเรียบง่าย สดชื่น อบอุ่น และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถานที่ที่เจ้าบ่าวขอเจ้าสาวแต่งงาน ที่เมืองฟอร์เรนส์ ประเทศอิตาลีนั่นเอง
อีกทั้งยังมี “ที่กรองชา” เป็นของชำร่วย สื่อความหมายเสมือนความรักของทั้งคู่ที่ผ่านสิ่งดีๆ เติมกำลังใจ ที่ก้าวมาด้วยกัน จนหอมและกลมกล่อมทุกเวลา
ก่อนที่จะถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวจะขึ้นเวทีเพื่อกลาวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่ มาร่วมงาน เราก็มีภาพน่ารักๆของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และครอบครัวมาให้ชมกันด้วย
จากนั้นก็ได้เวลที่คู่บ่าวสาวต้องขึ้นเวทีให้แขกผู้มีเกียรติได้ชื่นชมกัน แล้วล่ะค่ะ โดยมีนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานในพิธีขึ้นมาคล้องพวงมาลัยและกล่าวอวยพร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือว่า ในวันนี้มาทำ 2 หน้าที่ ทั้งหน้าที่อาของหลานสาว และหน้าที่แทนพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะคุณพ่อของเจ้าสาว
และที่ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ครอบครัวชินวัตร รวมถึงแขกที่มาร่วมงาน ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ นั่นก็คือ ภาพวิดีโออวยพรคู่บ่าวสาวจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นอกจากให้ข้อคิดที่ดีในการครองชีวิตคู่แล้ว ยังกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ด้วย
ส่วนที่ทำเอาบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น นั่นก็คือการโชว์หวานผลัดกันหอมแก้มกันและกันของคู่บ่าวสาวนั่นเอง
จากนั้นทั้งคู่ก็จุดเทียนมงคลและตัดเค้กแต่งงานแสนสวย ก่อนที่จะนำเค้กไปมอบให้กับนายกรัฐมนตรี คุณแม่ และญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรัก
และค่ำคืนแห่งความสุขนี้ ก็จบลงด้วยรอยยิ้ม และความปลื้มปีติของทุกคน ที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองมงคลสมรสอันแสนโรแมนติกนี้ และต่างก็หวังว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ ที่มั่นคง แข็งแรง และเปี่ยมสุขของคนทั้งคู่ รวมไปถึงผลผลิตของความรัก อย่างเจ้าตัวน้อยอีกด้วย



