WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 14, 2011

วิจัยชี้ชัด สิทธิบัตร 'evergreening' ขวางการเข้าถึงยา ทำลายนวัตกรรม

ที่มา ประชาไท

สถาบันเซาท์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการอิสระด้านการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอ ยู่ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ได้เปิดเผยงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ไปสำรวจสิทธิบัตรที่ไม่มีวันสิ้นสุด หรือสิทธิบัตรแบบ evergreening ใน 5 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ คือ อาร์เจนติน่า บราซิล โคลอมเบีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ พบว่า การขอจดสิทธิบัตรเภสัชภัณฑ์ ‘แบบต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด’ โดยอาศัย การปรับเปลี่ยนคุณสมบัติเพียงเล็กน้อยที่กำลังแพร่ระบาดเป็นจำนวนมากนี้สามารถกีดกันไม่ให้ยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งขันในตลาด ซึ่งไปจำกัดโอกาสการเข้าถึงยาของประชาชน ไม่เพียงเท่านั้น ยังจำกัดการวิจัยเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าด้านเภสัชศาสตร์ซึ่งเป็นผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำด้วย

“ปัญหาที่เกิดจากการอนุมัติสิทธิบัตรแก่การปรับเปลี่ยนคุณสมบัติสิ่งประดิษฐ์เพียงเล็กน้อยนั้นส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อเภสัชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับใช้ปกป้องสาธารณสุข สิทธิบัตรเภสัชภัณฑ์และกรรมวิธีนั้นอาจถูกนำมาใช้เพื่อขัดขวางไม่ให้ยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งขันในตลาด ซึ่งการแข่งขันนี้จะทำให้ยามีราคาถูกลงและช่วยขยายโอกาสเข้าถึงยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชากรยากไร้ ปัญหาในทำนองเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับกรณีที่สิทธิบัตรหมดอายุแล้วและยากลายเป็นสมบัติสาธารณะแล้วได้เช่นกัน ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรแก่สารที่เป็นที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว (เช่น สูตร การใช้ หรือรูปผลึกใหม่ ฯลฯ) มักถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อกีดกันคู่แข่งขันจากตลาด”

จากการวิเคราะห์ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า กรอบแนวทางที่ไม่อนุมัติความคุ้มครองสิทธิบัตรแก่สิ่งประดิษฐ์ที่อาศัยการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติเพียงเล็กน้อยนั้นจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนบริษัทในประเทศกำลังพัฒนาได้ดีกว่า นอกจากนี้การบังคับใช้เกณฑ์คุณสมบัติสิ่งประดิษฐ์ที่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตรที่กำหนดขึ้นอย่างรอบคอบนั้น จะช่วยให้รัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียต้นทุนทางการเมืองในการประกาศและเดินหน้าใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร/การใช้สิทธิโดยรัฐ หรือ CL ทั้งนี้หากมีการตรวจสอบคำขอจดสิทธิบัตรอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้เป็นทางออก

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยากลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ทำกำไรสูงสุด เพียงรั้งลำดับที่สี่รองจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นำมันดิบ และการธนาคารพาณิชย์ จากงานวิจัยฉบับนี้ได้อ้างถึงการหาข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งทำให้พบว่า บริษัทยาต้นฉบับได้วางแผนและใช้แผนกลยุทธ์ต่างๆ นานา (สารพัดเครื่องมือและวิธีการ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยืดเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากยาของตนให้ได้ยาวนานไม่มีวันสิ้นสุด กลยุทธ์ที่พบได้แก่ การยื่นขอจดสิทธิบัตรมากถึง 1,300 ฉบับในทั่วภูมิภาคยุโรปสำหรับยาเพียงรายการเดียว (เรียกว่า “การจดสิทธิบัตรแบบกลุ่ม”) ข้อพิพาทกับบริษัทยาชื่อสามัญอันนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีสิทธิบัตรถึงเกือบ 700 คดี รวมถึงการทำข้อตกลงในคดีความกับบริษัทยาชื่อสามัญอันอาจส่งผลให้ยาชื่อสามัญวางจำหน่ายในตลาดได้ล่าช้าออกไป ตลอดจนการเข้าแทรกแซงการดำเนินงานของรัฐเพื่อขึ้นทะเบียนตำรับยาชื่อสามัญ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าในการวางจำหน่ายยาชื่อสามัญในตลาดนั้นอาจส่งผลกระทบสำคัญต่องบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ และในที่สุดแล้วผู้ที่ต้องรับกรรมคือผู้บริโภค คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประเมิณมูลค่าความเสียหายอันเกิดจากความล่าช้าดังกล่าวนี้ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ระบบสิทธิบัตรในทางที่ผิดไว้ที่ราวๆ 3,000 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 126,000 ล้านบาท

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ทีมวิจัย “สิทธิบัตรยาที่จัดเป็น evergreening patent ในประเทศไทย และการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” กล่าวว่า นอกเหนือจากความพยายามทำงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปรับปรุงคู่มือการพิจารณาสิทธิบัตรแล้ว จากผลการวิจัยเบื้องต้นในคำขอสิทธิบัตรทางยาของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเข้าข่าย evergreening ถึงร้อยละ 96 และข้อสังเกตต่างๆมีความใกล้เคียงกับงานวิจัยใน 5 ประเทศ ขณะนี้กำลังมีการหารือกันในทีมนักวิจัยและภาคประชาสังคมของทั้ง 6 ประเทศว่า น่าจะมีการฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรเหล่านี้ในกระบวนการทางศาล โดยจะมีการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน

รายงานฉบับเต็มทั้งภาษาอังกฤษและฉบับแปลภาษาไทย ตามไฟล์แนบ

AttachmentSize
นวัต กรรมยา การขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรแก่สิ่งประดิษฐ์ที่อาศัยการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติ เพียงเล็กน้อย และมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร .doc362 KB
RP 41 Pharm CompLice CCorrea.pdf390.57 KB

38 ปี คดีแรกก่อการร้าย! ตัดสินจำคุกอดีตตำรวจยิงอาร์พีจีใส่กลาโหม

ที่มา ประชาไท

13 ธ.ค.54 ที่ศาลอาญา รัชดา ห้องพิจารณาคดี 803 ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2317/ 2553 คดีระหว่าง พนักงานอัยการ โจทก์ กับ นายบัณฑิต สิทธิทุม จำเลย ในข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ,สนับสนุนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในการก่อการร้าย, ร่วมกันปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์, ร่วมกันใช้หรือครอบครองป้ายทะเบียนรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการ, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันมีและครอบครองอาวุธปืน วัตถุระเบิด ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุ4ปืน พ.ศ.2490,พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องยุทธภัณฑ์ฯ

ทั้งนี้ คดีนี้เป็นกรณีที่มีข่าวคนร้ายใช้อาวุธอาร์พีจีหวังยิงใส่กระทรวงกลาโหมแต่ พลาดเป้าถูกสายไฟและไปตกบริเวณถนนอัษฎางค์เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2553

โดยศาลตัดสินว่า แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ตามฟ้องเป็นของปลอม แต่จำเลยไม่มีความผิดฐานร่วมกันปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ เนื่องจากในความผิดฐานนี้ โจทก์มีเพียงพยานที่มาเบิกความว่ามีชายไม่ทราบชื่อมาว่าจ้างให้ทำแผ่นป้าย ทะเบียนรถยนต์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ทำปลอมเอกสารแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ จึงพิพากษายกฟ้องฐานปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์

นอกจากนี้แล้ว ศาลก็ได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้หรือครอบครองแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม ในวันที่ 20 มีนาคม 2553 เนื่องจากในวันที่ 20 มีนาคม 2553 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุนั้น โจทก์มีพยานเป็นผู้หญิงสองคน มาเบิกความว่า ในวันที่ เกิดเหตุ( 20 มีนาคม 2553) พยานโจทก์ทั้งสองคน อยู่ในซอยแพร่งนรา เห็นรถยนต์ตามคำฟ้อง มีชาย 2 คนนั่งรถยนต์มา และจำเลยได้ลงมาพูดคุยกับพยาน จึงเชื่อว่า พยานของโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามจริงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน กอปรกับ หลังเกิดเหตุ 3 วัน พยาน 2 คน นี้ได้ไปชี้ภาพถ่ายจำเลย ได้แม่นจำ โดยมีการชี้ภาพถ่ายว่า เป็นจำเลยที่ขับรถเข้ามาในซอยด้วยความรวดเร็ว จึงเชื่อว่าเป็นจำเลย

ศาลได้วินิจฉัยว่า รถยนต์คันเกิดเหตุมีลายนิ้วมือแฝง ซึ่งตรวจเก็บจากประตูรถด้านซ้ายคนขับตรงกับลายนิ้วมือของบุคคลคนเดียวกัน อีกทั้งสารพันธุกรรมซึ่งตรวจพบอยู่พื้นที่ทางเท้ามีรูปแบบสารพันธุกรรมของ จำเลยปะปนอยู่ด้วย ศาลจึงเชื่อว่านักนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นพยานโจทก์มาเบิกความเป็นพนักงานของ รัฐ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งหักล้างได้ยาก กอปรกับจำเลยรับว่าเป็นคนซื้อซิมการ์ด ซึ่งเป็นหมายเลขซิมการ์ดที่หล่นอยู่ในรถยนต์คันเกิดเหตุ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์ตามฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมซึ่งเป็นเอกสาร ราชการ จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม

ประเด็นต่อมาศาลได้วินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกันยิงปืนในเมืองไปยังกระทรวงกลาโหม จนเป็นเหตุให้นายศักดิ์ หาญสงคราม ได้รับอันตรายแก่กาย และเป็นเหตุทำให้ทรัพย์ของบริษัททีโอทีฯ ได้รับความเสียหาย เนื่องจากโจทก์มี เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพยานว่า ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซีซีทีวี เมื่อเวลา 22.18 น.ของวันที่ 20 มีนาคม 2553 พบมีรถยนต์เลี้ยวเข้าซอยที่เกิดเหตุ และพบเปลวเพลิง เหตุระเบิดเกิดขึ้นน่าจะเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับรถที่เลี้ยวเข้าในซอยที่เกิด เหตุ และโจทก์มีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี จำนวน 1 กระบอก ซึ่งมีรัศมีในการยิงระยะไกล 800 เมตร พยานที่เบิกความล้วนเป็นเจ้าพนักงานรัฐไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ในขณะเกิดเหตุ และพบรถยนต์ตามฟ้องทิ้งไว้มีกุญแจเสียบคาทิ้งไว้ และเป็นรถยนต์ที่เลี้ยวเข้าซอยเกิดเหตุ จำเลยกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี 2 โดยมีความมุ่งหมายที่จะยิงไปที่กระทรวงกลาโหม จึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ซึ่งเหตุระเบิดนั้นทำให้นายศักดิ์ หาญสงครามได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และการยิง อาร์พีจี 2 นั้นเป็นเหตุให้สายเคเบิ้ล โทรศัพท์ของบมจ.ทีโอทีได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

นอกจากนี้แล้ว ศาลได้วินิจฉัยว่า เมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถขณะเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุมีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และรัฐบาลได้ประกาศพ.ร.ก. เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองมีความไม่สงบ โดยนปช.เริ่มชุมนุมเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 และนปช.ทำการปิดถนน ทำให้ประชาชนเกิดความไม่สงบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตามมาตรา 135/1 (1),มาตรา 83

คดีนี้ถือเป็นคดีร่วมกันก่อการร้ายคดีแรกที่ศาลตัดสินลงโทษ แต่ทั้งนี้ ศาลได้ยกฟ้องจำเลยข้อหา ฐานสนับสนุนการก่อการร้าย เนื่องจากมีพยานโจทก์เพียงปากเดียวมาเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถให้แก่นาง จุรีรัตน์ สินธุไพร ซึ่งเป็นแกนนำ นปช. แต่โจทก์ก็ไม่มีพยานอื่นใดมาเบิกความว่า กลุ่มแนวร่วมนปช.เป็นกลุ่มก่อการร้าย จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการ กลุ่มนปช.ในการกระทำการก่อการร้าย

นอกจากนี้แล้ว ในรถคันเกิดเหตุมีการตรวจรถยนต์พบ เครื่องยิงจรวด อาร์พีจี 2 ,ระเบิดสังหาร,ปืนกล จึงพิพากษาว่าจำเลยร่วมกันมี ปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง ลูกระเบิดไว้ในความครอบครอง

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม (แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม) จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันก่อการร้ายตามมาตรา 135/1(1) จำคุก 20 ปี ,ฐานร่วมกันใช้และครอบครองเครื่องยิงจรวดจำคุก 5 ปี,ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิด จำคุก 5 ปี ,ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนกลมือ จำคุก 5 ปี ,ฐานร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร จำคุก 1 ปี ตามพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 แต่ยกฟ้องความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530และสนับสนุนนปช.ในการก่อการร้าย รวมจำคุก 38 ปี

ในการอ่านคำตัดสินในวันนี้ ทางจำเลยมีเพียง ทนายความจำเลย และญาติของจำเลยมาร่วมฟังคำตัดสินเท่านั้น แต่ไม่มีแกนนำนปช.หรือผู้ใดเข้าร่วมฟังด้วย

หลังจากทราบคำพิพากษานายบัณฑิต สิทธิทุมได้กล่าวว่า วันนี้ ขณะที่ศาลได้ตัดสินคดีเขา เขาอยู่ในห้องพิจารณาเดียวกับกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาอยากให้ศาลตัดสินให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ติดคุก ในข้อหา สั่งฆ่าประชาชน และเขารู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างยิ่ง พร้อมทั้งยืนยันว่าเขาคือแพะ

นายจันทร์ เขาน้อย ทนายความของนายบัณฑิต สิทธิทุม ได้เปิดเผยหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาว่า คดีนี้ อัยการกล่าวฟ้องว่า จำเลยได้ร่วมกันกับผู้อื่นในการกระทำความผิดต่างๆ แต่ปรากฏว่า จากการสืบพยานไม่ปรากฏเลยว่า จำเลยร่วมกันกับใคร อีกทั้งก่อนหน้านี้ นายโก้ หรือศุภณัฐ หุลเวช ซึ่งเป็นคนถูกจับได้ก่อนหน้าจำเลยในข้อหาว่ายิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม แต่ปรากฏในเวลาต่อมาว่าเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวนาย โก้ หรือศุภณัฐ ไป นอกจากนี้แล้ว ศาลไม่ได้หยิบยกเอาประเด็นที่ว่าพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความ ยอมรับว่า พยานโจทก์ที่เป็นหญิงสาวสองคนซึ่งเป็นบุคคลที่ยืนยันว่าจำหน้าจำเลยได้เป็น หญิงบริการมาวินิจฉัยถึงความน่าเชื่อถือและน้ำหนัก อีกทั้งศาลไม่ได้หยิบยกเอาประเด็นที่ทางทนายจำเลยคัดค้านว่า ขณะที่ทำการสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่า พยานโจทก์ที่จะเบิกความบางคนนั้นได้นั่งฟังพยานโจทก์บางคนเบิกความด้วยและ ได้เข้าเบิกความต่อในภายหลัง ซึ่งเป็นการผิดระเบียบวิธีพิจารณาความอาญาในข้อที่ว่า ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลัง

ทนายความระบุว่าจะอุทธรณ์คำพิพากษา ภายใน 30 วัน โดยมีข้ออุทธรณ์ที่สำคัญว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ในวันเกิดเหตุหรือไม่ และอยากให้มีคนมาช่วยจำเลยในเรื่องการประกันตัว

หมายเหตุ ประชาไทขออภัย มีการแก้ไขความผิดพลาดของวันที่ (14 ธ.ค.54)

ประชาไทบันเทิง “Watchmen: ศาลไทย! เรากำลังเฝ้ามองคุณอยู่”

ที่มา ประชาไท

นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 วงการตุลาการเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน หลาย ๆ คดีถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในคำตัดสิน หลาย ๆ คดีถูกสงสัยในกระบวนการพิจารณาความ หลาย ๆ คดีถูกวิพากษ์ว่าผิดไปจากหลักนิติธรรม

จนกระทั่งล่าสุดคดีของอากง ผู้ตัดสินให้จำคุก 20 ปีจากสี่กรรม ศาลตัดสินโดยเชื่อว่าอากงเป็นผู้ส่ง sms ไปยังโทรศัพท์ของเลขาอดีตนายกจริง เขาถูกตัดสินโดยยังคงความสงสัยมากมายต่อวิธีการตัดสินรวมถึงคำพิพากษามากมาย นักวิชาการหลายคนชี้ให้เห็นความบกพร่องของวิธีและตรรกะ ทว่าอีกฟากฝั่งความเห็นก็ยืนคำโต้แย้งว่า คำพิพากษาเป็นสิ่งที่ต้องเคารพ การวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินและกระบวนวิธีพิจารณาความเป็นเรื่องที่ไม่ควร ยิ่งเป็นคำตัดสินที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธยแล้ว มิใช่สิ่งที่ควร ‘สงสัย’ อย่างยิ่ง

แท้ที่จริงแล้วเราสงสัยในคำตัดสินใจของศาลไทยได้หรือไม่

ความสงสัยที่บังเกิดต่อกระบวนการยุติธรรมไทยช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ ภาพยนตร์เรื่อง วอทช์เมน (Watchmen) งานดัดแปลงจากการ์ตูนชื่อดังในปี ค.ศ. 2009 แกนของวอทช์เมนที่โดนใจนักอ่านเป็นยิ่งนักคือการตั้งคำถามกับเหล่าบรรดา ฮีโร่หน้ากากทั้งหลายว่า ท่านปกป้องจากแหล่งเหล่าร้าย ทว่าใครกันละที่ตรวจสอบว่าท่านเป็นคนดีจริงเปล่า

วอทช์เมนเริ่มเรื่องในห้วงเวลาที่สงครามเย็นกำลังระอุ ความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานรัฐถูกสะท้อนออกมาผ่านเหล่าฮีโร่หน้ากากภายใต้ ชื่อวอทช์เมน พวกเขาเหล่านี้เป็นบุคคลธรรมดาที่อาจจะมีฝีมือและพละกำลังมากกว่าคนปกติสัก หน่อย (เว้นแต่ ดร.แมนฮัตตันคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นฮีโร่เพียงคนเดียวที่มีพลังวิเศษจริง ๆ) ซึ่งประกาศตัวทำหน้าที่คอยเฝ้ามองพฤติกรรมของเหล่าร้าย ป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม ทว่าหนังก็แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงคนเหล่านี้ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร แถมหลาย ๆ คนก็ยังมีปัญหาชีวิต บ้างก็ถูกสังหารเพียงเพราะเป็นเลสเบี้ยน บ้างก็วิกลจริตถูกจับเข้าโรงพยาบาลบ้า พวกเขาล้วนคือคนธรรมดาในคราบคนใส่หน้ากากก็เท่านั้น

หลังจากที่เหล่าฮีโร่หน้ากากเหล่านี้ถอนตัวและขอกลับไปใช้ชีวิตเหมือนคน ปกติเว้นแต่ เดอะ คอเมเดียน บุรุษผู้ยังคงทำงานช่วยกับทางรัฐอยู่ แต่แล้ววันหนึ่ง เดอะ คอเมเดียนกลับถูกสังหารโดยบุคคลที่มีฝีมือฉกาลฉกรรจ์ อันเลยนำมาสู่การสืบอย่างลับ ๆ โดยอดีตเพื่อนฮีโร่เพื่อหาว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกร และปฐมบทแห่งความไม่ไว้วางใจ ทฤษฎีสมคบคิดและความหวาดกลัวต่อสงครามเย็นก็เกิดขึ้น

ตลอดทั้งเรื่องหนังตอกย้ำแก่นของเรื่องที่ให้เราตั้งคำถามกับสถานะและ อำนาจของเหล่าบรรดาฮีโร่ คำโปรยของหนังคือ Who watches the watchmen? ในเมื่อคนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้ามองและเฝ้าระวังอาชญากรรม แล้วใครกันคือคนที่เฝ้าดูพฤติกรรมของพวกเขา ยามเมื่อคนเรามีอำนาจบางอย่างที่เหนือกว่าคนอื่น เราย่อมมีโอกาสเผลอใช้อำนาจเหล่านั้นมากเกินไปหรือผิดไปจากสิ่งที่ควรเป็น

บรรดาวอทช์เมนกับศาลยุติธรรมมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันเพราะต่างเป็นผู้ ประกาศตัวว่ารักษาความยุติธรรม (ศาลย่อมมีความชอบธรรมในเชิงอำนาจมากกว่าเหล่าวอทช์เมนแน่เพราะอำนาจของศาล นั้นแยกย่อยมาจากอำนาจอธิปไตยของปวงชน ส่วนเหล่าวอทช์เมนก็คืออำนาจนอกระบบที่อุ๊บอิ๊บตัวตนเป็นวีรชนโดยไร้ที่มา ที่ไปของอำนาจ) ซึ่งการเป็นผู้รักษาความยุติธรรมนั้นย่อมถูกตั้งคำถามต่อระบจริยธรรมเสมอ ทั้งความโปร่งใสและเที่ยงตรงต่อหลักการ

การถูกตั้งคำถามย่อมทำให้เหล่าบรรดา ‘วอทช์เมน’ ได้คิดใคร่ครวญ ครุ่นคิดและไตร่ตรองถึงบทบาทของตนว่าสิ่งที่กระทำไปนั้นมีอำนาจอื่นใดแทรก แซงหรือไม่ รวมถึงการกระทำเที่ยงตรงต่อหลักการสากลหรือไม่ อย่างไร หากไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามแล้วบทบาทของวอทช์เมนย่อมมีแต่ เสื่อมศรัทธาไปเรื่อย ๆ

ภาพยนตร์เรื่องวอทช์เมนเป็นตัวอย่างที่ดีในการสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ ปุถุชนทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดาที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่มีอำนาจในการตัดสินผู้อื่นนั้นยิ่งจำเป็นจะต้อง ได้รับการตรวจสอบเป็นพิเศษ เพื่อความเที่ยงตรง โปร่งใสในการทำงาน และหากการกระทำของบรรดา ‘วอทช์เมน’ ทั้งหลายไร้ข้อสงสัย ศรัทธาจากประชาชนก็ยังบังเกิดขึ้นและสืบต่อไป

‘ศาลไทย’ โปรดระวังเพราะประชาชนกำลังจ้องมองท่านอยู่ชนิดไม่กะพริบตา

การ์ตูน Gag: ชายชุดดำ - Free All Political Prisoners

ที่มา Thai E-News


โพลล์ไทยอีนิวส์: หากนชป.จัดชุมนุมคุณจะเข้าร่วมหรือไม่?

ที่มา Thai E-News


ประชาไท: เปิดรายงาน คอป. ครั้ง2: ภาพรวมคดีสลายชุมนุม 53 – ม. 112 – ต้นตอปัญหา “คดีซุกหุ้น”

ที่มา Thai E-News


เปิดรายงาน คอป. ครั้งที่ 2 : ภาพรวมคดีสลายชุมนุมปี 25 53 – ม. 112 – ต้นตอปัญหา “คดีซุกหุ้น”"

เมื่อ วันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ได้ออกรายงานความคืบหน้า “ฉบับที่ 2” (17 มกราคม- 16 กรกฎาคม 2554) ซึ่งมีเนื้อหาใหญ่ แบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักคือ

Ø ความคืบหน้าเรื่อง ความรุนแรงเดือน เม.ย.-พ.ค.53

Ø ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินคดีจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

Ø รากเหง้าของปัญหา โดยเฉพาะการละเมิดหลักนิติธรรม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในคดี “ซุกหุ้น”

ทั้ง นี้ คอป.แต่งตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน มีกรรมการ 8 คน และมีอนุกรรมการด้านต่าง 5 ชุด


สลายการชุมนุม เกือบ 2 ปี กับข้อเท็จจริงที่ได้

รายงานเน้นการแสดงตัวเลขภาพรวมของคดี ผู้ถูกคุมขัง และกิจกรรมการจัดเวทีรับฟังปัญหาทั่วประเทศของ คอป.

Ø การดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม รวมทั้งสิ้น 258 คดี โดยแบ่งประเภทความผิดออกเป็น 4 กลุ่มคดี คือ

กลุ่มที่ 1 การก่อการร้าย (เหตุร้ายต่างๆ) 147 คดี

กลุ่มที่ 2 การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ 22 คดี

กลุ่มที่ 3 การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 69 คดี

กลุ่มที่ 4 การกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ 20 คดี

จาก จำนวนคดีพิเศษที่รับไว้ทำการสอบสวนทั้งสิ้น 258 คดี นั้น สอบสวนแล้วเสร็จ 102 คดี มีผู้ต้องหา 642 คน จับกุมได้ 274 คน หลบหนี 366 คน (เสียชีวิตแล้ว 2 คน)

Ø คดีวางเพลิง มีทั้งหมด 62 คดี แบ่งเป็น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 49 คดี และต่างจังหวัด 13 คดี ทั้ง 62 คดี มีผู้ต้องหาทั้งหมด 457 คน จับกุมได้ 144 คน5 โดยมีอาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้ประมาณ 71 แห่ง แบ่งเป็นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 37 แห่ง และต่างจังหวัด 34 แห่ง

Ø สรุปข้อมูลผู้ต้องขังในคดีความผิดต่อพระกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

ยอดรวมใน 14 เรือนจำและทัณฑสถาน ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554

- ผู้ต้องขังระหว่างสอบสวน, พิจารณา จำนวน 64 คน

- ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จำนวน 21 คน

- ผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด จำนวน 20 คน

คงเหลือรวมทั้งสิ้น จำนวน 105 คน

Ø จัดให้มีโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากผู้ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Hearing) ในแต่ละประเด็นของทุกเหตุการณ์

Ø การเยียวยา ฟื้นฟูเหยื่อ ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด , ลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกคุมขัง , เยี่ยมเจ้าหน้าที่กองทัพเรือและกองทัพบก, จัดตั้งศูนย์ประสานงานเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

Ø จัดจ้างที่ปรึกษา (TOR) โครงการปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง: ศึกษาเฉพาะกรณีจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน, การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง, มิติสังคมและวัฒนธรรมของความรุนแรงทางการเมืองไทยและแนวทางแก้ไข, การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติ ของกฎหมาย, รากเหง้าของความขัดแย้งสู่ทางออกเพื่อความปรองดอง

ข้อเสนอแนะ คล้ายรายงานครั้งที่ 1

ข้อเสนอแนะโดยสรุปมีดังนี้

Ø รัฐบาลต้องยึดหลักนิติธรรม , ตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด , ให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ , ตรวจสอบและผลักดันให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายรวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยอย่างเท่าเทียมกัน

Ø เรียกร้องทุกฝ่ายระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการกระทำการใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนถึงบรรยากาศในการปรองดอง

Ø ความผิดที่มีมูลฐานเริ่มต้นจากความคิดเห็นในทางการเมือง มีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในคดีความผิด -พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548


-คดีที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.54

-คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112

-พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ควรดำเนินการดังนี้

1. ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแจ้งข้อหาและการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำหรือไม่

2. ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ ต้องหาและจำเลย เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รัฐบาลควรจะจัดหาหลักประกันให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคนที่ไม่สามารถจัดหา หลักประกันได้ อนึ่ง พึงตระหนักว่าการถูกตั้งข้อหาร้ายแรงนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่อนุญาตให้มี การปล่อยชั่วคราว

3. เนื่องจากผู้ต้องหาและจำเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตาม ปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุทางการเมือง หากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติเป็นสถาน ที่ควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต

4. สมควรขอความร่วมมือให้อัยการชะลอการดำเนินคดีอาญาเหล่านี้ไว้ โดยยังไม่พิจารณานำคดีขึ้นสู่ศาล โดยรอให้มีข้อมูลที่ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ในระหว่างศึกษาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)

5. รัฐบาลต้องดำเนินการในเรื่องการเยียวยาอย่างรวดเร็วและจริงจัง ครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงก่อนและหลัง รัฐประหาร ทั้งประชาชน และเจ้าหน้าที่ ชุมชนและย่านการค้าที่กระทบ รวมถึงผู้ต้องขัง กรณีที่ศาลยกฟ้องต้องมีการจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม

ให้น้ำหนักกับปัญหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คอ ป. แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ค่อนข้างมากเห็นได้จากรายละเอียดที่นำเสนอ (แต่ไม่เห็นจากการรายงานข่าว) เนื่องจากการฟ้องคดีเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ อีกทั้งยังเห็นว่าการดำเนินคดีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขณะที่ต่างชาติก็จับตามองและติดตามสถานการณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงขอให้ดำเนินการดังนี้

1. ทุกฝ่ายยุติการอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

2. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ มีกลไกที่สามารถ

3. กำหนดนโยบายในทางอาญาที่เหมาะสม สามารถจำแนกลักษณะของคดีโดยพิจารณาจากความหนักเบาของพฤติกรรม เจตนา แรงจูงใจในการกระทำ สถานภาพของบุคคลที่กระทำ และบริบทโดยรวมของสถานการณ์ที่นำไปสู่การกระทำ

4. อัยการควรให้ความสำคัญกับแนวทางการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจ (OpportunityPrinciple) ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการอันเป็นสากล แม้ว่าคดีมีหลักฐานเพียงพอในการสั่งฟ้อง แต่อัยการต้องให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดีผลเสียในการ ดำเนินคดีด้วย โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์สูงสุดในการปกป้องและถวายพระ เกียรติยศที่เหมาะสมแด่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ อันเป็นแนวทางที่ใช้กันอยู่ในประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

5. รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ รับการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากข้อหาที่ร้ายแรงมิได้เป็นเหตุตามกฎหมายที่ทำให้ไม่ได้รับสิทธิการ ปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ดังที่ศาลได้อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษสูงกว่าอัตราโทษ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

6. รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนการดำเนินคดีที่นำเอาประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพมาขยายผลในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง อาทิเช่น การกล่าวหาและโฆษณารณรงค์เรื่องขบวนการ "ล้มเจ้า" ซึ่งอาจมีการตีความกฎหมายที่กว้างขวางจนเกินไปและอาจส่งผลต่อความปรองดองใน ชาติ และไม่เป็นผลดีต่อการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีต่อไปจะต้องมีการพิจารณาโดยมีพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ชัดเจนที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

7. รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้ เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของทุกสังคมในห้วง เวลาของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

การวิเคราะห์ปัญหาสั่งสมยาวนาน ย้ำเริ่มต้นที่พิษ “ซุกหุ้น”

ส่วน สุดท้ายของรายงาน เป็นส่วนที่ได้รับการหยิบยกไปเป็นข่าวมากที่สุด เนื่องจากมีการให้น้ำหนักและบรรยายถึง “จุดเริ่มต้น” ของการละเมิดหลักนิติธรรมในปี 2547 ในคดี “ซุกหุ้น” ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยในตอนต้นรายงานได้สรุปว่าจากการทำงานที่ผ่าน มากว่าปี คอป.เห็นว่าความรุนแรงในปี 53 เป็นผลของเหตุการณ์ต่างๆ สืบเนื่องการ โดยไล่เรียงสถานการณ์สำคัญ อาทิ การปฏิรูปการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 40 , การคอรัปชั่นเชิงนโยบายสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, การก่อเกิดของพันธมิตรฯ, การไม่ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์, การประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, การก่อเกิดของ นปก., การยึดสนามบิน, การรัฐประหาร

จากนั้นจึงขยาย ความโดยละเอียดถึงการละเมิดหลักนิติธรรมในการตัดสินคดี “ซุกหุ้น” โดยอธิบายว่าตุลาการรัฐธรรมนูญกระทำการผิดหลักกฎหมายอย่างไร และย้ำว่า ตั้งแต่นั้นมารัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมา พากลหรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้แต่อย่างใด ดังนั้น คอป. จึงขอเสนอแนะให้รัฐและสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่าง จริงจัง


ดูเพิ่มเติม

หนึ่งปีที่ผ่านมากับความคืบหน้ารายงานกรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดง

รายงานข่าวเชิงสืบสวน:เปิดเอกสาร+รายงานคอป.ชี้ชัดไม่มีชายชุดดำ มีแต่ชายใจดำสังหาร92ศพ

Tuesday, December 13, 2011

งานพืชสวนโลก 54 เปิดเข้าชม 14 ธ.ค.นี้

ที่มา Voice TV









มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ ฯ ราชพฤกษ์ 2554 ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ พื้นที่จัดแสดงส่วนใหญ่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

และเริ่มมีประชาชนที่ซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าไว้ ทยอยเดินทางมาชมงานแล้ว แม้จะไม่ได้ชมครบทุกส่วนการแสดงก็ตาม

นายกฯ-กองทัพ มั่นใจไม่มีปฎิวัติ

ที่มา Voice TV









นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย มอบนโยบายปกป้องสถาบันฯ สร้างความปรองดอง และฟื้นฟูอุทกภัย พร้อมย้ำกองทัพเป็นกำลังหลักของรัฐบาล โดยไม่หวาดระแวงการปฏิวัติ ขณะที่ ผบ.สส.ให้ความมั่นใจว่าไม่มีการปฏิวัติอย่างแน่นอน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินสายตรวจเยี่ยมกองทัพไทยครั้งที่ 2 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ หลังจากตรวจเยี่ยมกระทรวงกลาโหมเป็นที่แรก โดยมีพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมผู้นำ 3 เหล่าทัพให้การต้อนรับ

โดยนายกรัฐมนตรีเข้าวางพวงมาลา ถวายเครื่องราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชบริเวณหน้า กองบัญชาการกองทัพไทย และได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพภายในอาคารสโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ฟังบรรยายสรุปวิดิทัศน์การทำงานของกองบัญชาการกองทัพ ไทย พร้อมมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการในด้านความมั่นคงของชาติ การสร้างความปรองดอง การฟื้นฟูประชาธิปไตย การเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับอุทกภัย การนำสันติสุขกลับมายัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ว่า รัฐบาลและกองทัพจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อความสงบสุขของประเทศ การรักษาความมั่นคง การปกป้องสถาบันและการสร้างความปรองดอง ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยไม่หวาดระแวงว่ากองทัพจะปฏิวัติ

ด้านพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น โดยกองทัพพร้อมทำตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อสร้างความสงบสุขของประเทศ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความปรองดองได้

ส่วนในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีกำหนดการตรวจเยี่ยมหน่วยทหาร โดยเริ่มจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. กองบัญชากองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพอากาศ

ตร.ส่งสำนวนนักข่าวญี่ปุ่นให้อัยการแล้ว รวม 6 ศพ

ที่มา Voice TV









พนักงานสอบสวน คดีชันสูตร 16 ศพ นปช. ได้สรุปสำนวนคดีส่งไปยังอัยการเพิ่มอีก 1 สำนวน รวมเป็น 6 สำนวนที่ส่งให้อัยการแล้ว

โดยล่าสุด คือคดีของนักข่าวชาวญี่ปุ่น หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าให้ปากคำในวันที่ 8 - 9 ธันวาคมที่ผ่านมาและคาดว่าอีก 10 ศพ จะสามารถสรุปสำนวนคดีให้อัยการได้ภายสัปดาห์นี้

วันชื่นมื่นฉลองมงคลสมรส "เอม & พงศ์"

ที่มา Voice TV









"นายกฯยิ่งลักษณ์" ร่วมเป็นประธานพิธีฉลองมงคลสมรส วันฤกษ์ดี วันที่ 12 เดือน 12 วันฉลองมงคลสมรส ระหว่าง "น้องเอม" และ "พี่พงศ์" คู่รักสุดหวาน...และโรแมนติก

วันนี้ (12 ธันวาคม 2554) เวลา 18.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง น.ส.พินทองทา ชินวัตร กับ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ จัดขึ้น ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพฯ

พิธีฉลองมงคลสมรสในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มและน่ายินดีกับเจ้าบ่าวและเจ้าสาว รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย หลังจากที่ทั้ง 2 คน ได้ผ่านพิธีหมั้น พร้อมจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการในหมู่เครือญาติไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ถ้าหากยึดตามปฏิทินสากลก็จะตรงกับวันที่ 11 – 11 – 11 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี และมีความหมายต่อทั้งสองคน

สำหรับบรรยากาศในครั้งนี้ ภายในงานถูกเนรมิตให้เป็นสวนสวยๆน่ารัก สไตล์ Vertical Garden ในโทนสีขาว-เขียว ซึ่งเป็นโทนสีโปรดของทั้งสองคน เน้นความเรียบง่าย สดชื่น และอบอุ่น มี “ที่กรองชา” เป็นของชำร่วย สื่อความหมายเสมือนความรักของทั้งคู่ที่ผ่านสิ่งดีๆ เติมกำลังใจ ที่ก้าวมาด้วยกัน จนหอมและกลมกล่อมทุกเวลา

ขณะที่แขกผู้มีเกียรติที่จะมาร่วมงาน คาดว่ามากกว่า 2,500 คน ทั้งญาติสนิททั้งสองฝ่าย เพื่อนสนิท นักธุรกิจ นักการเมือง จนเชื่อว่า โรงแรมสุดหรูจะดูเล็กไปถนัดตา และทั้งงานจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข





ส่วนที่หลายคนต่างลุ้น กำลังใจยิ่งใหญ่ สำหรับกับคู่รักวันนี้ คือ คำอวยพรจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บิดาของ “น้องเอม” ที่จะส่งความสุขและร่วมอวยพรให้กับคู่รักทั้งสองคนนี้



สำหรับ จุดเริ่มต้นของความรักของทั้งสองคนนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองคนได้เข้าอบรมหลักสูตร กลยุทธ์การบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (RECU) ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นหลักเพียงหลักสูตรสั้นๆ แต่ได้เป็นหลักสูตรที่นำพาทั้งสองคน มาเริ่มต้น “ก่อรัก”ด้วย กัน เพราะทั้งสองคนจากที่แทบไม่เคยรู้จักกันเลย ได้มีโอกาสมาร่มพูดคุย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเริ่มพัฒนาความรักเกิดขึ้นด้วยกัน จากสายตาที่ห่วงใยกัน ส่งรอยยิ้มเพื่อให้กำลังใจ และการได้ร่วมกับกลุ่มเพื่อนไปรับประทานอาหาร ไปสังสรรค์ จึงพัฒนาความเข้าใจกันมากขึ้น

จากความไม่คุ้นเคย มาเป็นการรับฟัง สร้างความเข้าใจ กระทั่งการก้าวเข้าสู่การศึกษาดูใจกันและกัน พร้อมการร่วมกันต่อยอดความรัก จนถึงวันขอแต่งงานที่สุดซึ้ง กลางเมืองฟอร์เรนซ์ ประเทศอิตาลี จนในที่สุดจึงได้มีวันนี้เกิดขึ้น เป็นวันแห่งความสุขที่สุดของคู่รัก ในวันนี้

ประวัติของ “พงศ์ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์”เป็นบุตรชายคนที่ 2 จากพี่น้อง 4 คน ของคุณพ่อวรวิทย์ และคุณแม่อัญชลี คุณากรวงศ์ เป็นครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอ มายาวนานกว่า 20 ปี ปัจจุบันอายุ 31 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านสถาปัตยกรรม จากคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ปริญญาโท ด้านการจัดการธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา (Master of Administration, Depaul University, Chicago, IL ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหาร บริษัท คูณ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และผู้อำนวยการ บริษัท พิชแมน จำกัด ธุรกิจด้านการตลาด และวางแผนสื่อโฆษณา

ส่วนประวัติของ “น้องเอม” พินทองทา ชินวัตร ปัจจุบันอายุ 29 ปี บุตรสาวคนกลางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไทยคม สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , ปริญญาโท MA in Enterprise Management for the Creative Arts, London College of Communication , University of The Arts London ประเทศอังกฤษ และปริญาโท MSc Management, Cass Business School,City University ประเทศอังกฤษ.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในครั้งด้วย





ประมวลภาพงานฉลองมงคลสมรส "เอม & พงศ์"





ทีมข่าววอยซ์ทีวีออนไลน์ : รายงาน