WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 14, 2011

ดวงจำปา: สยบข่าวลือ "ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย"

ที่มา Thai E-News

โดย ดวงจำปา
ที่มาเฟสบุ๊ค Doungchampa Spencer
14 ธันวาคม 2554


ช่วงนี้ มีข่าวลือเยอะมากว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย

ในเวลานี้ มีข้อมูลออกมาตามเวปไซค์ต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างความสับสนด้วยข่าวเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ด้วยข้อความดังนี้คือ:

"อัยการ ศาลอาญาระหว่งประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน "อภิสิทธิ์ และพวก" ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้ "


ดิฉัน ไม่เข้าใจว่า ทำไมมีผู้ประสงค์ร้ายจริงๆ ในการ ปล่อยข่าว ซึ่งสร้างความสับสนให้กับพี่น้องเสื้อแดง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกลวงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ข่าว เรื่องนี้ ได้ออกมาหลังจากที่มีการพบปะระหว่าง ท่าน สส สุนัย กับ ท่านฮันส์ ซึ่งรักษาการในฐานะประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อท่าน สส สุนัย ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศช่วยพิจารณาคดีเกี่ยวกับ การเสียชีวิตของประชาชนไทยจำนวน 91 ท่าน เมื่อการยื่นเสร็จเรียบร้อย ทุกๆ อย่างก็อยู่ในการตัดสินใจของ ICC เมื่อวันศุกร์นั่นเอง

เพียงวันรุ่ง ขึ้น มีข่าวเรื่องนี้ก็กระจายออกมาบางเวปเพจ และมีคนเข้าไปขอแชร์กัน เหมือนกับการปลุกระดมมวลชนว่า จะมีการนำเอานายอภิสิทธิ์ เข้ามาสอบสวน กระทำการโดยอัยการจากศาลอาญาระหว่างประเทศ

แต่ความจริงมัน ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะ ทางศาล ICC เขาจะต้องมีการประชุมกันก่อนว่า คดีเหล่านี้จะสามารถนำเข้ามาพิจารณาในกระบวนการได้หรือไม่ รวมทั้งระเบียบและกฎต่างๆ ในรัฐที่ลงนามและรัฐที่เป็นรัฐภาคี

มันเข้าข่ายในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติด้วยหรือไม่

จาก นั้น ก็ต้องมีการนำเรื่องแบบนี้ เข้าไปที่ประชุมเกี่ยวกับ Pre-trial Chamber คือมีคณะองค์กรตุลาการก่อนการพิจารณาคดีเบื้องต้นด้วยว่ามันเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้ มันใช้เวลานานมากๆ ไม่ใช่สองวันเสร็จ

และเรื่องที่สำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่ได้ยินยอมรับอำนาจศาลจาก ICC เพราะไม่มีมติใดๆ จากคณะรัฐมนตรีออกมาในเรื่องนี้

ดัง นั้น อยู่ๆ จะให้อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามากระทำการสอบสวนนั้น เป็นการแสดงถึงการรุกรานเขตอำนาจศาลของประเทศไทย ซึ่งทาง ICC เขาประกาศอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ต้องการแทรกแทรงอำนาจอธิปไตยของประเทศใดๆ

ดิฉัน จึงขอสรุปว่า ข่าวกระพือเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาสอบสวน "อภิสิทธิ์และพวก" นั้น เป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และไม่ทราบว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวซึ่งสร้างความสับสนในเรื่องนี้

ต่อมาก็เลยตัดสินใจทำการสืบค้นว่า มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ เพราะเราต้องการความจริง เลยเห็นเด่นชัดดังรูปที่ลงนี้

อ้างอิง: อัยการศาลICCสอบ"อภิสิทธิ์"อาชญากรระหว่างประเทศ23ม.ค.นี้


Asian Thai News Network

อ้างอิง: อัยการศาลอาญาระหว่งประเทศ แจ้งรัฐบาลไทย ขอเข้ามาสอบสวน"อภิสิทธิ์ และพวก" ข้อหาเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ วันที่ 23 ม.ค.-5 ก.พ.นี้


Facebook linked to the news from ATNN

ท่านผู้อ่านจะเห็นแล้วว่า มันเป็นข่าวเมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ไม่ใช่ข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้น ตามที่ดิฉันได้ highlight ไว้ในรูปประกอบ

---------------------------------------------

ความ จริงในเรื่องนี้คือ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2554 ท่านรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ คือ ท่าน ดร ฮันส์ ได้เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไม่ใช่มาพบกับ นายอภิสิทธิ์

เป็น เพราะว่า ท่านเข้ามาประชุมเกี่ยวกับกระบวนการของ ICC รวมทั้งการให้ปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันเวลาดังกล่าวด้วย ในเรื่องของ ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ซึ่งดิฉันได้แปลไว้ ณ ที่นี้

ข่าวนี้ เป็นข่าวออกมาจาก Asian Thai News Network ซึ่งท่านก็คงรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเวปนี้ การเขียนเพื่อชักชวนให้เกิดความตื่นเต้น และปราศจากความจริง ดิฉันไปเช็คต้นตอของข่าว ก็มาจากที่นี่เป็นแห่งแรก เพราะเวปที่มีข่าวนี้ เขาลิ้งค์จาก Asian Thai News Network ทั้งสิ้น

นี่คือจรรยาบรรณ ของสื่อตามที่เราเห็นๆ กันว่า เขียนข่าวกันโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะแตกคอกันกับพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ก็เลยพยายามส่งเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการ bluff ให้อีกฝ่ายหนึ่งเขาอ่อนข้อให้

ขณะนี้ ดิฉันมีความรู้สึกว่า กำลังมีการกระทำของบุคคลบางกลุ่ม เริ่มทำการ "ป้ายสี" หรือ "discredit" อย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยการนำเอาเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาแปะ เพราะคนที่เขาทราบกระบวนการดี จะตั้งคำถามทันทีว่า ประเทศไทยไปยอมรับอำนาจศาล ICC ตั้งแต่เมื่อไร (เนื่องจากว่ากลุ่มเหล่านี้ เขาไม่ติดตามข่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่าอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้ามีอะไรสะกิดว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำอะไรผิดนิดหน่อย ก็จะกุลีกุจอกระโจนเข้ามาถล่มทันที)

เป็นการสร้างการลดลำดับความเชื่อมั่นที่มีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศว่า เข้ามายุ่งย่ามในกิจการภายในของประเทศไทย

การ ปล่อยข่าวเรื่องนี้ นับว่าฉลาดมากเพราะเวลาในปัจจุบัน (timing) ใกล้เคียงกับเดือนมกราคม เนื้อข่าวก็กระทบกับ "ศัตรูตัวฉกาจ" คือ นายอภิสิทธิ์ และพรรคพวก

ดิฉันไม่อยาก "เดา" นะคะ แต่สื่อของฝ่ายสลิ่ม เขาไม่ได้มีเรื่องแบบนี้มาประโคม หรือลงในเวปเขา

แสดงว่า ข่าวนี้ "อาจจะ" มาจากฝ่ายเสื้อแดง (ฝ่ายอวย) เอง เพื่อกระทำการ "ลดความกดดันในเรื่องการลงสัตยาบันให้กับ ศาล ICC หรือไม่ก็ ลดความกดดันต่อการยอมรับอำนาจกับศาล ICC ไปอีกสองเดือนหรือเปล่าคะ? " ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริง ทำไมถึงทำกันอย่างนี้คะ? ต้องการประวิงไปอีกสองเดือน เพื่อให้ผู้คนเขารอข่าวแบบเก้อนั้นหรือ?
การ ลงสัตยาบันให้กับศาล ICC เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย เพื่อป้องกันอำนาจชั่วๆ เข้ามากระทำการกับพี่น้องของเราอีกในอนาคต แต่เนื่องจากไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ (จะสมบูรณ์ก็อีก 60 วันหลังจากการลงนามเป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์แล้วเสียด้วยซ้ำ) ส่วนเรื่องการยอมรับอำนาจศาล ICC ในกรณ๊ของ 91 ศพนั้น ก็สามารถกระทำได้ (แต่อาจจะถูกแทรกแทรงมากมายหลายอย่าง ทั้งอิทธิพลและเทคนิค)

การไม่ยอมเซ็นหรือลงนามอะไรเลยนั้น ดิฉันถือว่า เป็นการทรยศกับประชาชนที่เขาเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา

ตอนนี้ ตัวดิฉันเองมีความคิดว่า ข่าวนี้ กระพือออกมาจากฝ่ายเสื้อแดง (เอออวย) เอง

ถ้าเป็นจริงเนื่องจากด้วยเหตุผลอะไรนั้น กรุณาอย่าทำดีกว่า

เพราะ ตอนนี้ ประชาชนเสื้อแดงเขาฉลาดมาก และก้าวข้ามวิถีทางที่นักการเมืองบางท่านต้องการฉุดพวกเขาไว้เพื่อไม่ให้มวล ชนก้าวไกลไปกว่า เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียมวลชน

เผลอๆ ถ้ามีเลือกตั้งในคราวหน้า คุณอาจจะอยู่ในกลุ่ม "สอบตก" ก็ได้ เพราะท่านกลายเป็นพรรค เพื่อ (อำมาตย์) ไทย ไปเสียแล้ว

เอาความจริงมากล่าวกันจะเป็นผลดีมากกว่านะคะ

แดงขนานแท้: ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นลำดับแรก การเมืองทีหลัง

ที่มา Thai E-News

นิธิวัต วรรณศิริเคยเป็น “คนเสื้อเหลือง”มาก่อน แต่ขณะนี้เขาได้เปลี่ยนสีเสื้อแล้วเป็น “แดง” และจะเป็นแดงตลอดไปถ้า “คนเสื้อแดง” สู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมยิ่งๆขึ้นไป

ที่มา บางกอกโพสต์

พากษ์ไทยโดย Thai E-news

14 ธันวาคม 2554

ภาพ บางกอกโพสต์


รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำให้นิธิวัต วรรณศิริเปลี่ยนเป็นคนเสื้อแดง แต่รัฐบาลเพื่อไทยอาจจะทำให้เขาต้องถอดเสื้อแดงทิ้ง

นิธิวัต วรรณศิริไปเยี่ยมให้กำลังใจทนายความของสำนักงานทนายความราษฏรประสงค์ ผู้ว่าความของนายอำพล หรือ “อากง sms” ทุกวัน

0 0 0

ใน ปี ๒๕๔๘ นิธิวัตเริ่มร่วมเดินขบวนประท้วงกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพราะเขาไม่ชอบความเป็นเผด็จการของทักษิณ ชินวัตร

เขา ต้องการการความยุติธรรมแก่ผู้ถูกสังหารหมู่ที่ตากใบและกรือเซะ ที่เขาเข้าร่วมกับ พธม.ก็เพราะเหตุนี้ เรื่องทักษิณคอรัปชั่นหรือข้อกล่าวหาว่า “หมิ่น”เขาให้ความสนใจน้อยมาก

ใน ปี ๒๕๕๓ เขาก็เข้าร่วมประท้วงอีก คราวนี้บนเวทีของคนเสื้อแดง แม้แต่ในวันที่ ๑๙ พค. วันที่ทหารเข้าปราบประชาชน เขาก็อยู่ในเหตุการณ์

“เสื้อแดง ไม่ใช่ทุกคนสนับสนุน นปช. เสื้อแดงมีทั้งแดงนปช. และแดงอิสระ”

วันนี้ถ้าใครอยากรู้เรื่องกฏหมายหมิ่นฯหรือพรบ.คอมฯที่ใช้กับคดีนายอำพล “อากง sms” หรือ โจ กอร์ดอน ต้องถามนิธิวัต

เขาบอกว่า “ผมตามเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก”

เมื่อ วันอาทิตย์ (๑๑ ธค.) ที่ผ่านมา บางกอกโพสต์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณนิธิวัตที่สำนักงานทนายความที่ว่าความให้ แก่นายอำพล ซึ่งเขาเข้าไปช่วยงานทุกวันโดยเขียนข่าวรายงานความคืบหน้า ให้ข้อมูลข่าวสาร ใน

เฟสบุ๊ค ที่จริงแล้วคุณนิธิวัตเป็นผู้ที่รอบรู้เรื่องนี้ดีกว่าคนทั้งหมด รวมทั้งนักข่าวทั้งหลายที่จับเรื่องนี้ หลายคนเอาข้อมูลของเขาไปใช้ในการตีพิมพ์

จะเรียกว่าเขาเป็นคนที่ทำให้คนสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษดังกับเป็น Poster Child ของอินเตอร์เนทก็ไม่ผิดนัก

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้จบมหาวิทยาลัย เพราะไม่ชอบเรียนหนังสือ และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีงานเป็นเรื่องเป็นราว

หรือการที่ไว้ผมยาวมีหนวด ทำให้เขาดูเหมือน “ขบถ” หน่อยๆ

หรือ “ผมไม่ค่อยสนใจการเมืองเท่าไหร่” เขาบอก

แต่เขาจริงจังกับการหา “เป้าหมายชีวิต” มาก

เขาเริ่มค้นหาชีวิตจากการเข้าร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แต่ก็พบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการหาอย่างแท้จริง

วันนี้เขาพบแล้ว นั่นคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้รับความเป็นธรรมสมบูรณ์

ข้าง ล่างนี้ เป็นเรื่องราวชีวิตของคนผู้หนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตมาเป็นคนเสื้อแดงเพราะ รัฐบาลชุดหนึ่ง และอาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่คนเสื้อแดงเลือกเข้ามา

มาเป็นเสื้อแดงได้อย่างไร?

ตอน วันที่ ๑๐ เมย. (วันที่ทหารปะทะกับคนเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัว คนเสื้อแดงเสียชีวิต ๒๕คน บาดเจ็บ ๘๐๐ กว่าคน) ผมบอกกับตัวเองว่าต้องเป็นคนเสื้อแดงแล้ว ตอนนั้นผมไม่แอกทีฟเลย แต่หนึ่งเดือนให้หลัง วันที่ ๑๐ พค.ผมก็เข้าร่วมกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัว ทหารฆ่าประชาชนนั้นไม่ถูกต้อง ผมต้องการความยุติธรรม

คุณอยู่ที่ใหนเมื่อวันที่ ๑๙ พค. วันที่ทหารปราบประชาชน?

ผมอยู่ที่บ่อนไก่ ดินแดง ผู้นำบนเวทีบอกให้เราสลายเพราะผู้นำที่ราชประสงค์มอบตัวหมดแล้ว ทุกคนโกรธมาก ต้องการแก้แค้น ต้องการสู้แม้เราจะถูกล้อมอยู่ก็ตาม วันนั้นผมร้องให้ ผมพยายามขอร้องให้คนอยู่อย่างสงบ แต่ทุกคนก็ยังโกรธอยู่ดี

ความโกรธแค้นเป็นเหตุให้มีการวางเพลิงในกรุงเทพฯหรือเปล่า?

เปล่าเลย ผมสามารถบอกคุณได้ว่าพวกเขานี่แหละเป็นคนวางเพลิง ไม่ใช่พวกเรา มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเราไม่มีความคิดนี้

การวางเพลิงบางแห่งเหมือนกับเตรียมไว้แล้ว บางแห่งก็ไม่?

ก็จริง แต่เท่าที่ผมทราบ พวกเราไม่ได้ทำ

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?

ผมตัดสินใจหนี ทุกคนต้องหนี เจ้าหน้าที่ไล่ล่าพวกเรา ผมไปอยู่กับเพื่อนเดือนนึงคิดแต่เรื่องแก้แค้น ผมไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน

เห็นคุณทักษิณกับขบวนการเสื้อแดงอย่างไร?

พวก เราหลายคนไม่แคร์กับคุณทักษิณ สำหรับเราเขาเป็น “เหยื่อ”การปฎิวัติ การที่เราปกป้องสิทธิให้กับเขาไม่ได้หมายความว่าเราต้องชอบเขาเสมอไป

แล้วคำกล่าวหาที่ว่าคนในนปช.ถูกทักษิณใช้?

ผมไม่ใช่สมาชิกของนปช. ผมคนเสื้อแดงแต่ไม่ใช่นปช. เสื้อแดงมีหลายกลุ่ม ผม”คิดแบบแดง” แต่ไม่ใช่ “แดง”

หมายความว่ายังไง “คิดแบบแดง”?

คือความคิดที่ต้องการความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน

แต่หลายคนก็ยังว่าสุดท้ายแล้วพวกคุณก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคของคุณทักษิณ?

ทุกขบวน การของการเคลื่อนไหวไม่ว่า เหลืองหรือแดง เริ่มจากผู้มีสตังค์ แต่ขบวนการก็มีการเติบโตได้ มีชีวิตของมันเองได้เมื่อผู้เข้าร่วมมีอุดมการณ์เดียวกัน อุดมการณ์ของเราไม่ใช่ต่อสู้เพื่อคุณทักษิณคนเดียว แต่เพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อความเสมอภาค ความยุติธรรม และประชาธิปไตย

แล้ว การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ยอมให้มีการเลือกตั้งในเดือน พย.เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเสนอให้กับนปช.แต่ได้รับการปฎิเสธ นี่ไม่ใช่ข้อเสนอให้ประชาธิปไตยเหรอ?

ก่อน วันที่ ๑๐ เมย. มีการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่จริง แต่หลังวันที่ ๑๐ ที่พี่น้องของเราถูกฆ่าที่สี่แยกคอกวัว เราไม่สามารถคงข้อเรียกร้องเดิมได้ เราต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตด้วย

อภิ สิทธ์และสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งคุ่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษเรียกตัวให้ปากคำ กรณีบทบาทของตัวเองเมื่อปีที่แล้ว จะเรียกว่าความยุติธรรมได้เกิดขึ้นแล้วได้หรือไม่?

ไม่ได้ เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง รัฐบาลเพื่อไทยรู้แต่รับ ไม่รู้การรุก

เพราะฉะนั้นที่คุณตั้งความหวังไว้ก็ไม่ได้ดังหวังจากการเลือกตั้งวันที่ ๓ กค.?

ไม่ ได้ทั้งหมด ผมขอบอกตามตรงว่าคนที่ผมลงคะแนนให้ ผมไม่รู้จักหน้าค่าตาเลย ผมก็ไม่เคยดูชื่อในปาตี้ลิส แต่ผมรู้ว่าต้องเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยหวังว่าเขาจะยืนหยัดต่อสู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่สัญญาไว้

แล้วเป็นอย่างที่หวังหรือเปล่า?

ตรงกันข้ามครับ เขาพร้อมที่จะลืมคำมั่นสัญญาเพื่อการประนีประนอมสมานฉันท์

ไม่ชอบการสมานฉันท์หรือ?

ชอบ ครับ แต่การสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความจริงปรากฏ คุณไม่สามารถโกหกได้ต่อไป คุณไม่สามารถซ่อนความจริงแล้วบอกให้มีการสมานฉันท์ ผมผิดหวังที่คุณทักษิณบอกให้คนเสื้อแดง”รู้ที่จะให้อภัยและลืม”

สนใจใหมถ้าคุณทักษิณได้กลับเพราะการสมานฉันท์?

ไม่ครับเพราะความเป็นธรรมไม่ได้เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ นี่คือเหตุผลที่มีแดงนปช. และแดงอิสระ เราต้องการความเสมอภาค ความยุติธรรมแก่ทุกคน

เหตุนี้หรือเปล่าที่คุณติดตามคดีคุณอำพล และโจ กอร์ดอน?

ใช่ ครับ แต่ไม่เฉพาะสองคดีนี้เท่านั้น สองคดีนี้อาจได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปมาก แต่มีอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมที่ผมติดตาม

มีความเห็นอย่างไรกับพรรคเพื่อไทย?

พวก เขาไม่ใช่เสื้อแดง สส.ส่วนใหญ่ของพรรคก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง เขามีสิ่งที่เขาอยากทำของเขาเอง เขาตั้งเพดานให้เราคิด เขาอยากให้เราคิดเหมือนเขา

ด้วยเหตุนี้ใช่ใหมที่คุณวิพากษ์วิจารณ์พวกสส. รวมทั้งสส.เสื้อแดงด้วยในเฟสบุ๊ค?

เป้าหมายหลักของพรรคเพื่อไทยก็คือต้องทำให้พรรคพวกเขาก่อน คนอื่นทีหลัง อันนี้ผมเข้าใจได้

ในอนาคตคุณอาจจะไม่ใส่เสื้อแดง?

เรื่อง สีของเสื้อที่ผมจะใส่มันไม่สำคัญหรอก ในอนาคตอาจจะไม่ใช่สีแดงก็ได้ ที่สำคัญคือเราต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้องเพื่อความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน

0 0 0

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม: คำแถลงการณ์เรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



ในทุกวัน มีประชาชนชาวไทยหลายคนตระหนักถึง
โศกนาถกรรมของการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในยุคใหม่
ทั้งนี้เป็นเพราะมีการการจับกุม การดำเนินคดี และการลงโทษอย่างทารุณ
ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
ความกังวลเพิ่มระดับสูงขึ้น
เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ไม่ได้ทำลายเหยื่อเพียงอย่างเดียว
แต่ยังทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อีกด้วย
ประชาชนไืทยได้หมดความอดทนต่อกฎหมายที่ล้าหลัง
และการบังคับใช้กฎหมายบทนี้อย่างไร้สติ


ข้อเท็จจริงคือประชาชนมองว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้า


ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งต้องตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย
การปฏิรูปไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว
แต่ยังช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนจากประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการปฏิรูปนี้ยังไม่เกิดขึ้น
เพราะแทนที่จะปกป้องประเทศชาติและสถาบันด้วยการยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง
แต่ผู้แทนประชาชนอันทรงเกียรติกลับมุ่งเอาชนะคะคานกันว่าใครจะสุดโต่งและบ้าคลั่งมากกว่ากัน


ไม่น่าแปลกใจ
หากพรรคที่มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับชื่ออย่างพรรคประชาธิปัตย์
จะใช้กฎหมายมาตรา 112 ทำลายความเข้มแข็งของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าประชาชนจะรู้สึกไม่สบายใจกับการกระทำดังกล่าวมากขึ้นทุกวันก็ตาม
พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจที่เจะอาชนะในการเลือกตั้ง
สำหรับพวกเขาแล้ว การทำให้รัฐบาลอ่อนแอคือการสร้างเชื้อเพลิงความเกลียดชัง
ในกลุ่มคนบ้าคลั่งกลุ่มเล็กๆ
ซึ่งเป็นพวกเดียวที่ช่วยปูทางให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ.2551
รองโฆษกหัวรุนแรงหน้าใหม่ของพรรค นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูลทำงานอย่างเป็นอิสระ
เพราะการสมรู้ร่วมคิดโดยการเงียบเฉยของหัวหน้าพรรค
นางสาวมัลลิกาทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวตลก
เพราะข้อเสนอให้ปิดประเทศของเธอ
เนื่องจากของความมั่นคงประเทศกำลังถูกคุกคามโดยเวปไซต์ยูทูปและเฟคบุ๊ค


พรรคเพื่อไทยรู้ดีกว่านี้ แกนนำพรรคและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคต้องทนทุกข์
จากความอัปยศทีู่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน
เพราะเหตุผลทางการเมือง พวกเขาหลายคนเข้าใจดีว่า
กฎหมายมาตรา 112 ทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อย่างไร
และยังรู้ด้วยว่าประชาชนที่ถูกสังหารในปี 2553 เสียสละชีวิตของพวกเขา
เพื่อสิ่ิงที่ยิ่งใหญ่กว่าการเปลี่ยนรัฐบาล
เพราะเหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องน่าโมโหและผิดหวังมากกว่าที่ได้ยินสมาชิก
ในคณะรัฐมนตรีประกาศว่ารัฐบาลจะเพิ่มการสอดส่องพฤติกรรมของประชาชน
ปิดกั้นข่าวสาร และจับกุมประชาชนมากขึ้น


เป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะรู้สึกกดดันให้ใช้คำพูดในลักษณะแบบนี้
และยึดแนวนโยบายของทหารและพรรคประชาธิปัตย์
เพื่อจะทำให้กลุ่มอำมาตย์รู้สึกมั่นใจและป้องกันการเกิดรัฐประหารอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะต้องไม่อ่อนข้อให้กับกองทัพหรือพรรคทหาร
โดยให้คนกลุ่มนี้มาควบคุมนโยบายเสรีภาพทางการแสดงออก
ความกลัวว่าจะเกิดรัฐประหารไม่สามารถกลายเป็นอาวุธ
ที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ปราบปรามพรรคเพื่อไทยได้
แต่กลุ่มอำมาตย์จะทำให้เพื่อไทยแพ้ภัยตนเอง
โดยการทำให้เพื่อไทยทอดทิ้งอุดมการณ์ของตน
และทำให้กับประชาชนที่สนับสนุนพรรคสงสัยว่าพวกเขาต่อสู่เพื่ออะไรกันแน่


รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจมาตามแนวทางประชาธิปไตย
และประชามติของประชาชนเพื่อจะนำพาประเทศ
ก้าวข้ามผ่านหลุมกับดักของการไม่ยอมรับความแตกต่างและความกลัว
ความสำเร็จและความชอบธรรมของรัฐบาล
จะแสดงให้เห็นผ่านทางความสามารถของรัฐบาลที่จะรวมรวมความเข้มแข็ง
ที่จะปฏิรูปตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ถ่วงความเจริญของประเทศ
การปฏิรูปนี้ไม่เพียงแต่จำเป็นสำหรับประเทศไทย
ในแง่ของการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
ตามที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแนะนำ
ในวันศุกร์ที่ผ่านมาเท่านั้น
แม้แต่บุคคลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมอย่าง นายอนันต์ ปัญยารชุน
และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ
ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาลที่แล้วยังสนุบสนุนการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อย่างครอบคลุม
เนื่องจากจำนวนของประชาชนที่ถูกจับกุมมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
ซึ่งมีจำนวนมากกว่าในอดีต ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะหันหน้ามาพูดคุยกัน
เรื่องอนาคตดประเทศอย่างเป็นมีวุฒิภาวะ


มันเป็นเรื่องชัดเจนว่าสมาชิกบางคนในพรรรคเพื่อไทยเชื่อว่า
การปรองดองสามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากนิติรัฐ
ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
การดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 112 ละเมิดกฎขั้นพื้นฐานที่สุดขอ


หลักนิติรัฐ นั้นคือ
“หลักที่ว่าประชนต้องได้รับการบอกกล่าวถึงรายละเอียดของข้อกฎหมาย”
เนื่องจากไม่สามารถเข้าใจอย่างชัดเจนได้ว่าข้อความใดบ้าง
ถือเป็นองค์ประกอบความผิด
ไม่มีประชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายคนไหนสามารถเข้าใจได้อย่างครอบคลุมและชาญฉลาด
และสามารถใช้สิทธิตามประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ การข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี ลดตำแหน่ง
และจัดการกับเจ้าหน้าที่
ที่ไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายมาตราอาญา112
ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ
ที่อาจช่วยให้มีการใช้กฎหมายมาตราอาญา112 อย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมได้


เมื่อพิจารณาการลงโทษจำคุกในคดีละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112
ล่าสุด ซึ่งร้ายแรงกว่าผู้กระทำผิดฐานฆาตกรรม
คนที่ถูกกล่าวหาจึงมีสถานะเป็นนักโทษทางการเมืองในทันที
แม้แต่องค์กรนิรโทษกรรมสากลในประเทศไทย
ยังอดไม่ได้ที่จะให้ความเห็นกับสถานการณ์นี้
ข้อเท็จจริงที่ว่าองค์กรนิรโทษกรรมสากลถูกกระตุ้นให้ทำ
ในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
นั้นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าว่าการดำเนินคดีประเภทนี้ได้เดินทางมาถึงจุดที่บ้าคลั่งอย่างแท้จริง


http://www.go6tv.com/2011/12/112_419.html

ชูวิทย์กับการเมืองศีลธรรม (จะไปรอดไหม?)

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำวันพุธที่ 14 ธ.ค. 54

นำเสนอในประเด็น

- สุเทพให้ปากคำพนักงานสอบสวนนัดที่ 2 - ตำรวจส่งสำนวนคดีการเสียชีวิตช่างภาพญี่ปุ่นถึงอัยการแล้ว
- ศาลพิพากษาจำคุก 38 ปี มือยิงจรวดอาร์พีจี ใส่กระทรวงกลาโหม
- แทนคุณ เชื่อสาเหตุสังหารหัวคะแนนมาจากการเปิดเผยธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่
- สั่งจับตา 10 จุดอันตรายช่วงเทศกาลปีใหม่ หวั่นซ้ำรอยปี 50
- มติ ครม. วันหยุดช่วงปีใหม่ 31 ธค. - 3 มค .55
- แคนาดา ถอนตัวจากพิธีสารโตเกียวรายแรก ว่าด้วยการลดปล่อยกาซคาร์บอนไดออกไซด์ อ้างกระทบเศรษฐกิจ
- อภิมหาเศรษฐีหมื่นล้านด.รัสเซีย ประกาศชิงชัยตำแหน่งปธน.รัสเซีย
- 38 ปี คดีแรกก่อการร้าย! ตัดสินจำคุกอดีตตำรวจยิงอาร์พีจีใส่กลาโหม
- เมียหัวคะแนน"อี้"แถลงทั้งน้ำตา เรียกร้องดำเนินคดีตรงไปตรงมา หวั่นคดีถูกบิด-เชื่อโยงการเมือง
- จำคุก 1 ปี"เก่ง การุณ" แต่รอลงอาญา 2 ปี คดีหมิ่นประมาทอดีต ส.ส.ปชป.
- "ชูวิทย์"บุกทำเนียบพบ"เหลิม"ร้องทบทวนเปิดอาบอบนวดใกล้ร.ร.เตรียมอุดมฯ
- เหลิมนั่งคุม"วอร์รูม" สกัดบึ้ม! เข้ม10จุดช่วงปีใหม่
- พระราชาธิบดีองค์ใหม่ของมาเลเซีย

ค้นหาความเป็นธรรม 14-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=806

แว่นขยาย เหลียวหลังแลหน้ารธน ไทย กับ หมอเหวง 13 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=803

ชมภาพ นายกฯปู ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย 13ธ.ค..54(ฉบับสมบูรณ์)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก














































ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: เจ้านิยมแบบพอเพียง (Sufficiency Royalism)

ที่มา ประชาไท

หลักปรัญชาเศรษฐกิจแบบพอเพียง (Sufficiency Economy) ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในทางปฏิบัติ บ้างนำมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศให้อยู่รอดในยุคบริโภคนิยม บ้างนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างศัตรูฝ่ายทุนนิยม (เช่น คุณทักษิณฯ) บ้างนำมาใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างคลังปัญญาของสถาบันกษัตริย์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางการเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของคดีที่สืบเนื่องมาจากกฏหมายหมิ่นฯ ชี้ให้เห็นว่า มาตรา 112 ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ และกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง มาตรา 112 กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ต่อการคงไว้ซึ่งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และต่อการคงอยู่ร่วมกับประชาคมโลกในฐานะอารยประเทศ

กลุ่มคลั่งเจ้าได้ใช้มาตรา 112 ในการทำร้ายผู้ที่มีความคิดเห็นต่างกัน ดังที่ผมได้กล่าวย้ำไว้หลายครั้ง กลุ่มคลั่งเจ้า หรือที่อาจเรียกว่าเป็นกลุ่ม hyper-royalists นั่นเองแหละที่เป็นผู้ทำให้ความรักและศรัทธาที่หลายๆ คนมีต่อสถาบันต้องลดน้อยลง กลุ่มคลั่งเจ้านี่แหละเป็นกลุ่มที่ทำร้ายสถาบันกษัตริย์

ผมขอนำเสนอปรัชญาใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่ง หรืออาจจะเป็นทางเลือกเดียวในการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ เพื่อจะยังคงได้รับการเคารพจากประชาชนทั่วไป เพื่อให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่ไปกับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ โดยไม่กลายมาเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการพัฒนาทางการเมือง ผมขอเรียกว่า หลักปรัญชา “เจ้านิยมแบบพอเพียง”

กลุ่มรักเจ้าต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทและจุดยืนของตนเองต่อสถาบัน กษัตริย์ ที่ผ่านมา กลุ่มรักเจ้า/คลั่งเจ้า ได้ทำตัวเกินหน้าที่ ผมขอย้ำ ทำตัวเกินเจ้า ยิ่งกว่าเจ้า ความคิดเช่นนี้ส่งผลถึงพฤติกรรมแบบ over the top ในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ รวมถึงการบีบบังคับให้หลายๆ คนที่อาจไม่เคยมีความเห็นเรื่องสถาบันมาก่อน กลับต้องการกลายมาเป็นกลุ่มต่อต้านสถาบันโดยปริยาย

พฤติกรรมของกลุ่มคลั่งเจ้าแบบเกินงาม เกินความพอดี เกิดความพอเพียง อาทิ

1. การใส่ร้ายป้ายสีผู้ต้องการเห็นการปฏิรูปมาตรา 112 ว่าเป็นพวกต้องการล้มเจ้า ไม่คำนึงว่า มาตรา 112 ในตัวเองนั้นมีปัญหาอยู่มากและเป็นเครื่องกีดขวางความก้าวหน้าด้าน ประชาธิปไตยของไทย

2. การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แบบเลยเถิด อยู่นอกเหนือจากความเป็นจริง/กฏธรรมชาติ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างตำนานหลายอย่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และหากใครปฏิเสธตำนานที่กลุ่มคลั่งเจ้าเหล่านี้ได้สร้างขึ้น ก็มักจะถูกลงโทษตามมาตรา 112 (อย่างรุนแรง-ป่าเถื่อนในระยะหลัง)

3. การปิดช่องว่างของการแสดงออกซึ่งความรู้สึกในสังคม อาทิ การบังคับให้ทุกคนชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนกัน ผมได้เคยกล่าวไว้ว่า “ใครจะบังคับใจใครให้รักใครได้อย่างไร” ศิษย์อาจจะไม่ได้รักอาจารย์ ลูกบางคนอาจไม่ได้รักพ่อแม่ พนักงานบางคนอาจไม่รักนายจ้าง เราบังคับใจกันได้หรือ? ทำไมไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันว่า “ความไม่รัก” มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และยอมเปิดใจกว้างกับความไม่รักนี้

4. เลิกมองไทยว่าเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล มีความเป็นเอกลักษณ์/อัตลักษณ์สูง เกินกว่าความเข้าใจของต่างประเทศ ทำให้ต่างประเทศต้องยอมรับในความแปลก ความเป็นเอกลักษณ์/อัตลักษณ์นี้ โดยเฉพาะในประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ของต่างชาติ/องค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสภาพด้านสิทธิมนุษยชนของไทย เลิกพูดเสียทีว่าต่างชาติไม่มีวันเข้าใจไทย/ความเป็นไทย ตราบใดที่กลุ่มคลั่งเจ้ายังมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ อย่าว่าแต่ต่างชาติเลย คนไทยหลายๆ คนก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ ถ้าต้องการอยู่อย่างเอกเทศ ไม่ต้องการคำวิจารณ์จากต่างชาติ ขอเสนอะแนะให้ไทยขุดคลอง/สร้างป้อมปราการรอบประเทศ สร้างประเทศให้เป็นเกาะ และยุติการติดต่อกับต่างประเทศ (ก็เอากันให้มันสุดๆ ไปเลย)

เลิกเถอะครับ ความคิดคลั่งเจ้าเช่นนี้ หันมายึดหลักรักเจ้าแต่พอเพียง พอเพียงแบบเปิดพื้นที่ให้คนไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิด/ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ ถูกการลงโทษ และสังคมจะอยู่กันได้ เลิกทำตัวดราม่า (ดังที่ได้ประนามผู้อื่นว่าทำตัวดราม่าไว้) แล้วชี้หน้าด่าคนไทยด้วยกันว่าไม่มีความเป็นไทย ถ้าความเป็นไทยแบบนี้คือการคลั่งเจ้าแบบไม่ลืมหูลืมตา เอามาตรา 112 มาห่ำหั่นกัน ผมขอไม่มีความเป็นไทยนี้จะดีกว่า

เจ้านิยมแบบพอเพียงจะเป็นหลักที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดในทุกยุคทุก สมัย ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่าผลักดันหรือโดดเดี่ยวเพื่อนร่วมชาติโดยการใช้ความรักเจ้าแบบไร้ขอบเขต นี้ คำเตือนสุดท้าย หากท่านยังไม่เปลี่ยนความคิด ความรักเจ้าแบบล้นทะลักนั่นเองที่จะเป็นตัวทำลายสถาบันในที่สุด.....

กวีประชาไท "ไม่ยินแว่วแล้วเพลงแดงเสรีชน"

ที่มา ประชาไท

เลือกตัว แทนเรา เข้าสภา
เสียงของ มหา ประชาราษฎร์
กลายเป็น ตัวแทน อำมาตย์
เหมือนมีด กรีดบาด หัวใจ
ไม่มีแล้ว เพลงแดง เสรีชน
เปลวไฟเคย ลุกโชน กลับมอดไหม้
เดินออกจาก เส้นทาง ประชาธิปไตย
ก็หมดความ อาลัย ใดต่อกัน
เจตจำนง เพื่อนเรา เขียนด้วยเลือด
ไม่เคยเหือด แห้งหาย จากใจฉัน
เหยียบกองศพ ขึ้นชูคอ รอวิมาน
แล้วก้มกราบ หมอบคลาน ในทันใด

แม้ดาบคม ที่สุด ของศัตรู
มิเจ็บสู้ เพื่อนมิตร เปลี่ยนทิศหมาย
ปฏิปักษ์ หักหลัง ไม่ฝังใจ
เท่าสหาย ทรยศ คดต่อกัน
ไม่ยินแว่ว แล้วเพลงแดง เสรีชน
ก้าวไม่พ้น ร่มเงา ให้เขาขัน
น้ำตาหยดเก่า เป็นของเรา นิรันดร์
โอ้...รัฐบาล เราเลือกเอง เราไล่เอง

********************

ป.ล.ขอส่งสัญญาณต่อต้านการกระทำอันเป็นการละเมิดและคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนของรัฐบาล
ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยคราบเลือดและน้ำตาของประชาชน : เพียงคำ ประดับความ

เคลียร์ปัญหา “วิจารณ์เจ้าได้ -ไม่ได้”

ที่มา ประชาไท

ปัญหาเรื่อง “วิจารณ์เจ้า” ได้ –ไม่ได้ ยังสับสนอยู่ เช่นที่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แสดงความเห็นในรายการ "ตอบโจทย์" ทำนองว่า บางคนวิจารณ์เจ้าแล้วโดน ม.112 บางคนไม่โดน อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ โดน แต่รอด อย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็พูด หรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกันแต่ไม่โดน

แล้วก็มีการแสดงความเห็นต่อเนื่องของผู้ร่วมรายกายทำนองว่า “ถ้าวิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผล ไม่เข้าข่าย ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย 4 บุคคล ตามที่ระบุใน ม.112 ก็ถือว่าวิจารณ์ได้” หรือว่าวิจารณ์ได้โดยอ้างพระราชดำรัส “the king can do wrong”

ความเห็นต่อเนื่องดังกล่าวนี้ เป็นความเข้าใจผิด เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ “บุคคลสาธารณะ” ย่อมหมายถึง การพูดถึงข้อดี ข้อเสีย ชี้ถูก ชี้ผิดได้ และ/หรือเรียกร้องให้รับผิดชอบได้ ซึ่งต้องมีกฎหมายรับรองสิทธิที่จะทำได้เช่นนั้นด้วย ไม่ใช่จะทำได้ด้วยเพียงการอ้างพระราชดำรัสดังกล่าว

เรามักเข้าใจผิดๆ ว่า อ.สุลักษณ์ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นต้น “วิจารณ์เจ้า” ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ยังไม่มีใครในประเทศนี้ที่วิจารณ์เจ้าในความหมายดังกล่าวได้จริงๆ จังๆ เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำได้

ที่ อ.สุลักษณ์ อ.สมศักดิ์วิจารณ์นั้น เป็นการวิจารณ์กติกา โครงสร้างโดยรวม การปลูกฝังอุดมการณ์เกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ว่า เป็นโครงสร้างที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร และเสนอว่าควรแก้ไขกติกาอะไรบ้างเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเกี่ยวกับสถาบัน กษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย (ดังข้อเสนอ 8 ข้อของ อ.สมศักดิ์ เป็นต้น)

การวิจารณ์โครงสร้าง อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และการเสนอว่า สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ เช่นข้อเสนอให้ยกเลิก ม.112 แก้รัฐธรรมนูญ ม.8 หรือข้อเสนอ 8 ข้อของ อ.สมศักดิ์ (หรือเป็นข้อเสนอของใครก็ตามทำนองนี้) ยังถือว่า เป็นการวิจารณ์ภายใน “ขอบเขต” ของ ม.112 หรือ ม.8 คือไม่ผิดกฎหมายสองมาตรานี้ ซึ่งหมายความว่าเป็นการวิจารณ์และการเสนอ “ข้อเสนอ” ที่เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

แต่ปัญหาของบ้านเราอยู่ที่ มันมีการ “บิดเบือน” การวิจารณ์กติกา โครงสร้าง อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันในลักษณะดังกล่าวนั้นว่า เป็นการ “วิจารณ์เจ้า” และบิดเบือนข้อเสนอเพื่อปฏิรูปกติกา โครงสร้าง อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันให้เป็นประชาธิปไตย โปร่งใสตรวจสอบได้ดังกล่าว ว่าเป็นการ “ล้มเจ้า” และภายใต้สถานการณ์ทางการเมือง 5 ปี มานี้ มีการใช้ ม.112 ไล่ล่าแบบเหวี่ยงแห ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน จึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับ อ.สุลักษณ์ หรือ อ.สมศักดิ์ (ความเห็นสองท่านนี้มีรายละเอียดต่างกัน แต่จุดร่วมคือ “สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้”) ไม่กล้าออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนเท่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม หากการวิจารณ์และการเสนอแบบ อ.สุลักษณ์ และ อ.สมศักดิ์ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย แต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และหากเราเห็นว่าการปฏิรูปโครงสร้างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้เป็น ประชาธิปไตยเป็นเบื้องต้นก่อนเท่านั้น สังคมเราจึงจะได้ระบบประชาธิปไตยที่สถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญอย่าง แท้จริง ก็คงเป็นเรื่องที่เราจะปฏิเสธ “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ไม่ได้ว่า เราต้องเอาชนะ “ความกลัว” เพื่อยืนยันสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

โดย “แบบทดสอบ” แรกสุด คือต้องคิดเรื่อง “ปัญหา ม.112” ให้ทะลุ และมองให้เห็นความเชื่อมโยงกับ ม.8 หรือการแก้โครงสร้างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แบบเป็นแพ็กเกจอย่างที่ อ.สมศักดิ์เคยเสนอ เพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่สถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐ ธรรมนูญอย่างแท้จริง

อยากให้ลองพิจารณา “แบบทดสอบ” (เบื้องต้น) ของ อ.สมศักดิ์ ข้างล่างนี้

"แบบทดสอบ" หรือ test สำหรับ คนทีเสนอว่า 112 ให้ "แก้-ลดโทษ" จะ "เป็นจริง" (realistic) ได้มากกว่า จะเสนอให้ "เลิก" เลย และเป็น "แบบทดสอบ" สำหรับ บรรดา "รอยัลลิสต์" ที่ตอนนี้ ออกมาสนับสนุนการ "แก้-ลดโทษ" ด้วย (อานันท์, ปราโมทย์, คำนูณ รวมถึงแม้แต่คนอย่าง สุลักษณ์ ฯลฯ)

เรื่องนี้ ผมเคยเขียนไปในการตอบกระทู้เรื่องนี้ ด้านล่างๆ แล้ว แต่ขออนุญาต ยกมาชัดๆ อีกที และอยากให้ท่านที่ยืนยันเรื่อง "แก้-ลดโทษ" สา...มารถ "เป็นจริง" ได้มากกว่า ให้ช่วยกันคิด-"ตอบโจทย์" นี้ให้ดี (ผมเสียดายว่า ในการออกทีวี ของอานันท์, คำนูณ ฯลฯ หรือ รอยัลลิสต์ ที่ออกมาหนุนการ "แก้-ลดโทษ" นั้น ไมมีใครทีร่วมรายการ "จี้" ถามเรื่องนี้ ... คือถึงที่สุด ผมมองว่า "รอยัลลิสต์" เหล่านี ถึงเวลา ถ้ามีการ "แก้-ลดโทษ" ก็ยังไม่ยอม " รวม " ประเด็นที่ผมเสนอข้างล่างนี้ แน่ๆ คือยังไง ถึงเวลา พวกเขาก็ยังมองว่า เรื่องต่อไปนี้ พูดไม่ได้อยู่ดี)

คือ ผมขอถามว่า ถ้ามีการ "แก้-ลดโทษ" แล้ว เรื่องต่อไปนี้ สามารถอภิปรายกันอย่างตรงไปตรงมาได้หรือไม่? หรือคิดว่า ยังไง ก็ยังนับเป็นการ "หมิ่นฯ" อยู่นั่นเอง

- กรณี 13 ตุลาคม 2551

- กรณี "ผ้าพันคอสีฟ้า", "เงิน 2.5 แสนบาท" และเรื่องที่ "เกี่ยวข้อง" อื่นๆ เช่นที่มีการพูดๆกันใน "โทรเลขวิกิลีกส์" ... พูดง่ายๆคือ "บทบาทสถาบันฯ ในความขัดแย้ง 5-6 ปีที่ผ่านมา" รวมถึง ในกรณี รปห. 19 กันยา

- "โทรเลขวิกิลีกส์" เนื้อหาข้างใน ทีตอนนี้ไม่สามารถพูดเปิดเผยได้ ตั้งแต่เรื่องที่เพิ่งยกไปข้างต้น ถึงเรื่องอย่างที่ อานันท์, สิทธิ, เปรม พูดกับทูตอเมริกัน

- หนังสือ The King Never Smiles จะกลายเป็น หนังสือ ที่ "โอเค" สามารถเผยแพร่เปิดเผย และนำเอาเนื้อหามาอภิปรายกันตรงๆ ได้หรือไม่

นี่เป็นตัวอย่างของเรื่องที่มีลักษณะร่วมสมัย ที่เป็นปัญหา โดนเล่นงานด้วย 112 ตอนนี้ ผมไม่ต้องนับรวมย้อนหลังไปถึงเรื่อง "สวรรคต", 6 ตุลา, สมัยเปรม, สฤษดิ์ ฯลฯ ด้วย (แต่แน่นอน กรณีอย่าง The King Never Smiles เรื่องเดียว ก็คลุมประเด็นอดีตต่างๆ เหล่านี้ได้ เพราะหนังสือกล่าวถึงไว้

คำถามผมคือ ถ้า "แก้-ลดโทษ" แล้ว ยังไม่สามารถอภิปรายเรื่องต่างๆ ที่ว่ามาได้ ... การ "แก้-ลดโทษ" จะมีประโยชน์อะไร?

กรณีอย่าง "อากง" ที่ผมยกตัวอย่างหลายครั้งว่า ถ้า "แก้-ลดโทษ" สมมุติ อากง เป็นคนส่งข้อความจริง ก็จะยังโดน 8-12 ปี เป็นอย่างต่ำ อยู่นั่นเอง

ดา ตอร์ปิโด ก็เช่นกัน, สุรชัย ก็เช่นกัน

ผมน่ะ สนับสนุน และชอบนะ อะไรที่ "เป็นจริง" (realistic) ปัญหาคือ ผมมองว่า เรื่อง "แก้-ลดโทษ" จริงๆ มันไม่ realistic อย่างที่หลายคนคิด

ที่มา: http://www.facebook.com/profile.php?id=100002500442297&sk=wall