WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 15, 2011

กวีตีนแดง: ในนามของความรัก

ที่มา ประชาไท

ในนามของความร้ายรัก

เราส่งมอบความอาฆาตมาดร้ายแก่กันด้วยความปรารถนาดี

หยิบยื่นมิตรไมตรีที่ฉาบไว้ด้วยความเสแสร้ง

แล้วพร้อมใจกันก้มกราบบูชาความลวงอันศักดิ์สิทธิ์
...

เช่นนี้เอง...เราต่างก็เป็นเช่นนี้เอง

บทเรียนแห่งกาลสมัยล้วนไม่เคยถูกจารึกจดจำ

เรามอมเมาตัวเองด้วยเทพนิยายที่บรรจงเสกสรรปั้นแต่ง

ซาบซึ้งคุณความดีจากคำโฆษณาสรรเสริญดุจยากล่อมประสาท

เราช่างโชคดี..ที่อยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความร้ายรักเช่นนี้
...

เพียงเพื่อความร้ายรักอันยิ่งใหญ่นี้

เราถึงกับยอมศิโรราบให้กับโลกอันเหลื่อมล้ำ

ยินยอมให้ความจริงทั้งหลายถูกบิดเบือนด้วยตรรกะบิดเบี้ยว

เราพร้อมจะตะโกนสาปแช่งก่นด่าผู้คนฝ่ายตรงข้าม

แม้กระทั่ง..ลุกขึ้นเข่นฆ่าใครก็ตามที่คิดต่างออกไป

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้..ล้วนทำลงไปด้วยความร้ายรักทั้งสิ้น
...

ดูเถิด...นี่คือหัวใจอันเปล่าเปลือยของฉัน

เธอมองเห็นเสรีภาพถูกกักขังอยู่ข้างในนั้นหรือไม่

ดูสิ..นี่คือดวงตาอันว่างเปล่าของฉัน

เธอมองเห็นความยุติธรรมถูกซุกซ่อนอยู่ข้างในนั้นหรือไม่
...

ดวงตาของเธอถูกทำให้มืดบอดด้วยความร้ายรักไปแล้วหรือยัง?

....

ความเกลียดชังจากสังคมที่บูชาความรัก

ที่มา ประชาไท

ไม่ใช่ตรรกะของความรักหรอกที่สังคมของเรากำลังมีปัญหา แต่เป็นคนที่ใช้และได้ใส่ความหมายให้มันต่างหากที่เป็นผู้สร้างความเกลียดชัง

เมื่อความรักในสังคมของเราถูกใช้เพื่อกำหนดมาตรฐานทางศีลธรรมเพื่อใช้ใน การจำแนก คนดี และ คนเลว ความรักจึงทำให้สังคมไทย ไม่มีที่เหลือสำหรับใครก็ตามในการพูดออกมาว่า “ผมไม่รักพ่อ” “ผมไม่รักแม่” เพียงเพราะในสังคมนี้ไม่อนุญาตให้ลูกคนใดพูดออกมาแบบนั้น ยกตัวอย่างในกรณีที่เกิดมาเป็นเด็กกำพร้าเพราะพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่เกิดจาก เหตุผลของพ่อแม่ในปัญหาทางการเงิน เด็กคนนี้จึงเติบโตผ่านสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเรียนรู้วิถีชีวิตด้วยตัวเอง หรือเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ แล้ววันหนึ่งเมื่อบังเอิญได้มาพบพ่อแม่อีกครั้ง ลูกคนนี้ยังจำเป็นจะต้องบอกรักพ่อแม่ของเขาผู้ที่ทิ้งตัวเองไปตั้งแต่เกิด หรือไม่ ? แน่นอน การบอกรักพ่อแม่ ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนหรือทุกกรณี แต่การใช้ความรักตัดสินว่าลูกทุกคนต้องรักพ่อแม่นี่สิที่เป็นปัญหาแก้ไม่ตก ของสังคมที่บูชาความรัก (ที่จริงมันทำให้ผมนึกถึงความรักระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าในศาสนาคริสต์ด้วย เพราะกรณีมันคล้ายกันมาก)

สังคมที่สร้างความเกลียดชังผ่านการบูชาความรักอาจไม่กล้ายอมรับความ จริงในประเด็นที่เล็กขนาดนั้น แต่ในกรณีที่ความรักถูกใช้และอ้างถึงในระดับประเทศ ความรักมันก็เริ่มแผลงฤทธิ์อย่างชัดเจน
ความรักประเภทที่ว่านี้ถูกใช้ในบริบทของการเมืองไทยติดต่อกันมานาน มากกว่าครึ่งศตวรรษและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามมาตลอด ความรักชนิดนี้คือ “ความรักในหลวงของคนไทย”

ความรักประเภทนี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆมากมายภายในประเทศตั้งแต่ ทีวี, หนังสือ, วันประเพณีต่างๆ, แบบการเรียนการสอนของโรงเรียน-มหาลัย ฯลฯ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่า “คนไทยทุกคนต้องรักในหลวง” และเกิดวาทกรรมวิบัติอีกชนิดหนึ่งคือ “ใครไม่รักในหลวงไม่ใช่คนไทย”

ที่ผมบอกว่าความรักชนิดนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพราะว่าความรักประเภทนี้ถูก ใช้ในการลงโทษคนคิดต่างมากที่สุดในการเมืองไทยมาโดยตลอดผ่านประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 ที่ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริ์ย พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ด้วยมาตราโทษนี้เอง ที่นำไปสู่การปราบปรามผู้ที่มีความคิดเห็นต่างมากมายทั้งใน facebook, งานวิชาการ จนรวมไปถึงการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ที่ล้วนห้ามพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย (แม้กระทั่ง sms ส่วนตัวที่ถูกส่งโดยมือถือของลุงแก่คนหนึ่ง ก็ยังถูกศาลตัดสินถึง20ปี)

มาตราฐานของกระบวนการทางกฎหมายที่ก้าวไม่พ้นการเลิกตัดสินคนผ่านความคิด อันล้าหลังที่เปรียบได้กับความยุติธรรมในยุโรปยุคกลาง กลับยิ่งสร้างความเกลียดชังในสังคมไทย จนยากที่จะหาจุดร่วมกันบนฐานของข้อเท็จจริงได้ เพราะ ความรักที่มีกฎหมายคุ้มครองชนิดนี้ไม่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงออกในความคิด เห็นที่แตกต่างออกไปจากจารีตของสังคม

ความรักในสังคมไทยจึงอยู่บนฐานของการไม่ยอมรับในความแตกต่าง และการรับไม่ได้ในความหลากหลายของความคิด ภาพรวมใหญ่ๆของสังคมไทยทั้งหมดจึงเปรียบเสมือนกับข้อสอบปรณัยที่ไม่เปิด โอกาสให้ผู้สอบตอบคำถามได้มากเกินกว่าตัวเลือกที่ข้อสอบกำหนดเอาไว้ ดังนั้น ทางเลือกในการเป็น ทางเลือกในการคิดจึงมีขอบจำกัดที่ผู้คุมสอบหรือรัฐไทยเป็นผู้วางให้ไว้ทั้ง หมด
ความเกลียดชังกับความรักจึงแทบจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน เมื่อเกิดความรักย่อมต้องเกิดความเกลียดชัง ทั้งๆที่ความรักในตัวมันเองไม่ใช่สิ่งเสื่อมเสีย แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่อ่อนแอเพราะขาดปัจจัยอย่างอื่นที่สมควรจะมีเช่น การยอมรับในความแตกต่าง

ผมจึงมองว่าความเกลียดชังที่สังคมได้สร้างขึ้นนั้น มาจากการบูชาความรักที่ขาดแคลนการยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง ความเกลียดชังนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานของ ระบอบประชาธิปไตย และความเสมอภาคของเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียม
ถ้าความรักสามารถทำให้มนุษย์เกลียดชังมนุษย์ด้วยกันมากพอที่จะ ส่งคนที่ไม่เห็นด้วยไปเข้าคุกแล้ว ผมก็เริ่มสงสัยหนักขึ้นทุกๆวันว่าความรักในสังคมนี้อาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้ เพียงแค่เราสามารถยอมรับมนุษย์คนอื่นๆบนจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ก็คงไม่ต้องอาศัยการรักใครสักคนอีกต่อไป อาศัยเพียงการยอมรับเท่านั้นก็พอเพียงแล้ว ...

'กต.'แจง การตัดสิน‘อากง’และ‘โจ กอร์ดอน’เป็นไปตามกม.ไทยที่ยุติธรรม

ที่มา ประชาไท

กระทรวงต่างประเทศ. ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการตัดสินคดีหมิ่นฯ ของไทย ชี้มาตรา 112 มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันฯ ไม่ได้ใช้เพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หากแต่บุคคลที่ใช้คำพูดเพื่อยุยงสร้างความเกลียดชัง สมควรถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ชี้ แจงกรณีการตัดสินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย เนื่องจากมีสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศได้สอบถามกรณีดังกล่าว โดยนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ ระบุว่าการตัดสินคดีของนายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือ “อากง” และนายเลอพงศ์ (โจ กอร์ดอน) เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายของไทย และยืนยันว่าทั้งสองคนได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรมทุกประการ

แถลงการณ์ระบุว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งมีไว้เพื่อปกป้องและรักษาพระเกียรติของพระมหาษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เช่นเดียวกับที่กฎหมายหมิ่นประมาทมีไว้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของบุคคลธรรมดา ทั่วไป และยังชี้ว่า กฎหมายดังกล่าว มิได้มีไว้เพื่อจำกัดสิทธิในการแสดงออกของประชาชนหรือเสรีภาพทางวิชาการที่ จะพูดคุยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด

“เช่นเดียวกับสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ ประชาชนไทยสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้ รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย ในสื่อมวลชนก็มีการออกอากาศความคิดเห็นที่แตกต่าง และมีการถกเถียงกันในเรื่องที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ใช้สิทธิในทางที่ผิด เช่น การใช้คำพูดเพื่อสร้างความเกลียดชัง หรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้เกิดความรุนแรงและความเกลียดชังต่อประชาชนไทยและ ต่อสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะในทางอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย หรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

กระทรวงต่างประเทศ ชี้แจงว่า คดีของนายอำพล และนายเลอพงศ์ ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย และจำเลยได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม เช่น สิทธิในการประท้วงข้อกล่าวหา การได้รับความช่วยเหลือจากทนาย และสิทธิในการยื่นอุทธรณ์

โฆษกศาลไทยแจง "คดีอากง"-เพจFB สถานทูตสหรัฐถูกถล่มโพสต์ ฐานวิจารณ์ระบบยุติธรรมไทย

ที่มา ประชาไท

โฆษกศาลยุติธรรม ตอบ 5 ประเด็น "คดีอากง" ศาลไทยเตรียมทำหนังสือถึงกท.ต่างประเทศอเมริกา-สื่อไทย-เทศ แจงข้อเท็จจริง หลังกระแสพิพากษาคดีหมิ่นฯ


เพจเฟซบุ๊กของสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย วันนี้ (14 ธ.ค.) ถูกผู้ใช้ชาวไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่สหรัฐอเมริกา วิจารณ์การใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยบางส่วนชี้ถึงความแตกต่างของระบอบการปกครองของไทยและสหรัฐฯ และไม่พอใจที่สหรัฐฯ เข้ามาก้าวก่ายเรื่องในประเทศ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ (6 ธ.ค. 54) โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเอเชียตะวันออก เดอรราจ์ พาราดิโซ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีว่า สหรัฐรู้สึก “หนักใจ” กับการตัดสินของศาลในคดีของนายอำพล หรือ ‘อากง’ ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและละเมิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พร้อมระบุด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐมีความเคารพยำเกรงต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างที่สุด อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่า สหรัฐอเมริการู้สึก “หนักใจ” (troubled) กับการตัดสินคดีของศาลไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ในคดีของนายอำพล ซึ่งไม่สอดคล้อง (inconsistent) กับหลักสิทธิมนุษยชนสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะที่ คริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ (9 ธ.ค.) ว่า สหรัฐอเมริกากังวลใจต่อการตัดสินคดีของ 'โจ กอร์ดอน' ชายไทย-อเมริกันที่ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ในคดีหมิ่นฯ โดยทางการสหรัฐให้ความเคารพต่อสถาบันกษัตริย์ของไทยอย่างสูงสุด แต่รู้สึกเป็นกังวลต่อการตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในด้านเสรีภาพ ในการแสดงออก


ตัวอย่างความเห็นในแฟนเพจสถานทูตสหรัฐฯ



โฆษกศาลยุติธรรม ตอบ 5 ประเด็น "คดีอากง"

วันนี้ (14 ธ.ค.54) นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม เขียนบทความเผยแพร่ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ เรื่อง "'อากงปลงไม่ตก'เปิดคำเฉลย!ที่มาแห่งคดีโดยโฆษกศาล" แสดง ความเห็นกรณีนายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือที่รู้จักกันว่า "อากง" อายุ 61 ปี จำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินีฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2)(3)

"ศาลและกระบวนการยุติธรรมไม่เคยขัดขวางการแสดงความคิดเห็นของบุคคลใดๆ ขอเพียงการแสดงออกตั้งอยู่บนฐานคติที่ปราศจากอคติ ภายใต้หลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักนิติธรรม หลักเหตุผล หรือหลักความเชื่อส่วนตนที่สุจริตมีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ดูเหมือนหลายคนที่วิจารณ์ผลคดีข้างต้นในทางลบยังมิได้รู้เห็นพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงในสำนวนความอย่างถ่องแท้ ซึ่งการนิ่งเฉยของศาลและกระบวนยุติธรรมมิได้มีค่าเป็นตำลึงทองเสียแล้ว" นายสิทธิศักดิ์ ระบุ พร้อมแสดงความเห็นโต้แย้งใน 5 ประเด็น ดังนี้

1. อากงไม่ได้กระทำความผิด เหตุใดศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุก
นายสิทธิศักดิ์ ระบุว่า คดีนี้ผ่านกระบวนการสอบสวน การกลั่นกรองจากอัยการ แล้วเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเต็มที่ อันเป็นหลักการสากลและหลักกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อสู้ คดีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า อากงหรือจำเลยมีความผิดเพราะศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเชื่อ ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องของอัยการโจทก์จริง แต่ถ้าจำเลยไม่เห็นด้วยไม่พอใจในผลคำพิพากษา ก็ยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตามกฎหมาย

ดังนั้นเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด การจะด่วนสรุปว่าอากงเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดโดย เสร็จเด็ดขาดนั้น ก็ยังมิใช่เป็นเรื่องที่แน่แท้เสมอไปดังที่บางคนมีความเชื่อและเข้าใจใน ทำนองนั้น แท้จริงแล้ว อากงยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

2. ศาลลงโทษจำคุก 20 ปี เป็นโทษที่หนักเกินไป
สำหรับคดีนี้ มีการใช้ถ้อยคำหยาบคายแสดงความอาฆาตมาดร้าย จาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์และพระราชินีด้วยถ้อยคำภาษาที่ป่าเถื่อนและ ต่ำทรามอย่างยิ่ง เกินกว่าวิญญูชนคนทั่วไปจะพึงพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กระทำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์พระประมุขของ ประเทศ อันเป็นที่เคารพยกย่องเทิดทูนของปวงชนชาวไทยและทั่วโลก และในกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ก็บัญญัติว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมิใช่คู่กรณีที่มีความขัด แย้งสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่จำเลยแม้แต่น้อยนิด รวมทั้งพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองจากมวลชนทุกหมู่เหล่า จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยหรือบางคนจะพยายามบิดเบือนว่า คดีนี้มาจากมูลฐานทางการเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่เป็นธรรมและห่างไกลจากความเป็นจริง

นอกจากนี้ ผู้กระทำไม่ได้กระทำความผิดแค่ครั้งเดียว แต่มีการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ ด้วยถ้อยคำดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายถึง 4 ครั้ง มีถ้อยคำที่แตกต่างกันทุกครั้ง แสดงถึงเจตนาที่จงใจกระทำผิดกฎหมายอย่างท้าทายไม่ยำเกรงอาญาแผ่นดิน ไม่มีจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี

เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอดจนถึงในชั้นศาลจึงไม่มีเหตุลดโทษ บรรเทาโทษตามกฎหมาย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กฎหมายระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละครั้งจำคุกกระทงละ 5 ปี ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นโทษบทหนักนั้น เป็นการลงโทษสูงกว่าโทษขั้นต่ำของกฎหมายเพียง 2 ปี ยังเหลืออัตราโทษอีก 10 ปี ที่ศาลมิได้นำมาใช้ เมื่อนำโทษทั้ง 4 กระทงมารวมกันเป็น 20 ปี คนทั่วไปที่ไม่รู้จึงเข้าใจผิดคิดว่าศาลลงโทษครั้งเดียว 20 ปี เห็นว่าโทษหนักไป แต่ถ้าเทียบกับพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งคดีแล้ว หลายคนที่รู้จริงเห็นตรงข้ามว่าโทษเบาไปหรือเหมาะสมแล้วก็มี

3. อากงอายุมากแล้วควรได้รับการลดโทษ ปล่อยตัวไป หรือได้รับการประกันตัว

แม้สังคมทั่วไปจะเรียกจำเลยว่า “อากง” ฟังดูประหนึ่งว่าจำเลยชราภาพมากแล้ว แต่ตามฟ้องจำเลยอายุ 61 ปี มิได้แก่ชราจนต้องอยู่ในความอนุบาลดูแลของผู้ใดสามารถเข้าใจและใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ได้ แสดงว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และมิได้แก่เฒ่าคราวปู่ทวด

สำหรับบุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสีย หายอย่างใหญ่หลวง

ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่อง หรือแก่ผู้อื่นอีก เพราะสักวันคนใกล้ตัวของคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อด้วยก็ได้ มาตรการที่เหมาะสมจึงควรตัดโอกาสในการกระทำผิด ลงโทษให้หลาบจำสาสมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่กระทำความผิดคิดวางแผนไตร่ตรองในการกระทำความผิด อย่างแยบยลแนบเนียนด้วยแล้ว ก็ยิ่งสมควรใช้วิธีการที่เหมาะสม ในการคุ้มครองรักษาความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชนด้วย จึงไม่แน่แท้เสมอไปว่าชราชน ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับการลดโทษ ลงโทษน้อย หรือปล่อยตัวไปเสมอไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อหาความผิด ความเสียหายและพฤติการณ์การกระทำแต่ละคดีที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

ส่วนการจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นเรื่องๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ,มาตรา 108/1

4. ศาลไทยไม่มีมาตรฐานสากล ควรรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล
แม้การแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่กติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) แต่ในขณะเดียวกัน กติการะหว่างประเทศฯ ก็ได้กำหนดไว้ด้วยว่าการใช้สิทธิดังกล่าวต้องทำด้วยความสำนึกรับผิดชอบและ ไม่ล่วงละเมิดสิทธิของบุคคล เนื่องจากบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิ ในการรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของตนและต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 ที่ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น แต่เสรีภาพดังกล่าวก็ยังถูกจำกัดได้โดยกฎหมายหากเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคง ของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิ หรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอัน ดีของประชาชน...”

นอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 5 บัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต และมาตรา 421 ก็บัญญัติว่า การใช้สิทธิ ซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีมาตรฐานเช่นเดียวกับหลักการสากลข้างต้น อันแสดงว่าประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน มีกฎหมาย ที่ความก้าวหน้าทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ เพียงแต่ภายใต้ระบอบการปกครองบ้านเมืองที่แตกต่างกัน ทุกประเทศจึงควรที่จะต้องให้เกียรติเคารพในความต่างที่เป็นจุดแข็งทาง วัฒนธรรมและสังคมของแต่ละประเทศ

หากผู้วิจารณ์คนใดยังศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ไม่ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ หรือมีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนเพียงพอ ไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี สังคมประเทศใดแล้ว การแสดงความเห็นว่าศาลหรือกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่นในทำนองห่วงใยว่า จะไม่มีมาตรฐานสากลนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และหมิ่นเหม่ต่อการกล่าวหากันอย่างไม่เป็นธรรม อาจทำให้คิดไปว่าผู้วิพากษ์เจือปนด้วยอคติที่ผิดหลงมีวาระซ่อนเร้น ประเทศไทยมีเอกราชทางการปกครองและการศาลมาช้านาน และประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

5. ควรยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายคอมพิวเตอร์
โฆษกศาลยุติธรรมระบุว่า กฎหมายทุกฉบับออกหรือตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นผู้แทนมาจากปวงชนชาว ไทย สามารถแก้ไขปรับปรุงและยกเลิกได้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าล้าสมัยไม่เหมาะสม ศาลเป็นเพียงผู้ใช้กฎหมายตามเจตนารมณ์ที่สภานิติบัญญัติตราขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้การแก้ไขยกเลิกกฎหมายจะกระทำได้ก็ตาม แต่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ความสงบเรียบร้อยของสังคมและผลกระทบข้างเคียงอื่นที่อาจตามมาด้วย อย่าให้อารมณ์หรือกระแสแห่งการปลุกปั่นยั่วยุชักจูงไปในทางที่เสียหายได้

คดีอากง เป็นแค่ปฐมบทในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย ตามครรลองแห่งเสรีภาพที่กฎหมายเปิดช่องไว้ตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด การด่วนรวบรัดตัดความกล่าวโทษบุคคลหรือองค์กรที่ทำหน้าที่รักษากติกาสังคม อาจยังไม่เป็นธรรมนัก

อย่างไรก็ตาม คนทุกชาติ ทุกภาษา ต่างหวงแหนรักในแผ่นดินเกิดของตนเองเคารพและศรัทธาในศาสดาที่เป็นผู้นำทาง ศาสนาของตนเอง ความแตกต่างทางความคิดเชื้อชาติศาสนาการปกครองบ้านเมืองศิลปวัฒนธรรม ประเพณี มิใช่สิ่งผิดปกติในสังคมโลก แต่การกล่าวร้ายใส่ความ แสดงความอาฆาตมาดร้ายศาสดาของศาสนาอื่น เป็นพฤติการณ์ที่ผู้เจริญมิสมควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะน้ำผึ้งหยดเดียวอาจกลายเป็นความหายนะของชาติได้

ดังนั้น หากท่านผู้อ่านอยากรู้ปัจจุบันและอนาคตของชาติใด ขอจงศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น สำหรับชาติไทยดำรงคงเอกราชมีเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย เป็นที่ชื่นชมยกย่องของคนทุกชาติทุกภาษา เพราะผู้คนในสังคมไทยยังมีความรักสามัคคี มีน้ำใจ เอื้ออาทรผ่อนปรนเข้าหากัน ไม่ก้าวร้าวรุนแรงโดยขาดสติไร้เหตุผลรักหวงแหน เทิดทูนในชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์จากรุ่นสู่รุ่น และปลูกฝังถ่ายทอดเป็นมรดกสู่ลูกหลานจนถึงปัจจุบัน

หากคนไทยยังรักและภูมิใจในแผ่นดินเกิด ขอได้โปรดช่วยกันรักษาสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ การจะติชมวิพากษ์เป็นเสรีภาพที่กระทำได้ ขอเพียงมีจิตเป็นกลาง ไม่มีอคติ และบนฐานคติที่สร้างสรรค์ พึงอย่าได้ใช้สิทธิส่วนตนเกินส่วนจนเกินขอบเขตก้าวล้ำสิทธิเสรีภาพผู้อื่น

อย่าได้แสดงความพยาบาทอาฆาตมาดร้าย ประหัตประหารด้วยอาวุธลมปากและความเท็จต่อผู้อื่น โดยอ้างเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุอื่นมาสร้างความชอบธรรมแก่ตนเอง อย่าให้ลูกหลานในอนาคตเหลือแค่ความทรงจำแห่งความภาคภูมิในอดีตบนซากปรักหัก พังของชาติไทย ที่ผองชนรุ่นปัจจุบันได้ทำลายล้างไปอย่างตั้งใจและมิได้ตั้งใจ

////////////////////////////////


ศาลไทยเตรียมทำหนังสือถึงกท.ต่างประเทศอเมริกา-สื่อไทย-เทศ แจงข้อเท็จจริง หลังกระแสพิพากษาคดีหมิ่นฯ

วานนี้ (13 ธ.ค. 54) กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม เผยแพร่จดหมายข่าวระบุ กรณีหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ซึ่งลงข่าวพาดหัวว่า "ศาลไทยไม่มีมาตรฐาน สหรัฐจี้ไทยเปิดเสรีภาพแสดงความเห็น" โดยรายละเอียดเนื้อข่าวเป็นคำสัมภาษณ์นางดารัค พาดิโซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงการดำเนินคดีและการตัดสินคดีในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามประมวลกฎหมายอาญาของไทยว่า ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ต่อการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม อันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมและความเชื่อมั่นต่อกระบวน การยุติธรรมในภาพรวม

จากการนำเสนอข่าวดังกล่าว ศาลยุติธรรมเตรียมทำหนังสือชี้แจงหลักกฎหมายและการดำเนินคดีของศาลยุติธรรม ต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และทำหนังสือถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และสำนักข่าวอื่นทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งออกมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงข้อเท็จจริงต่อไป

กิตติรัตน์ดอดคุยเอฟทีเอกับอียู ดองผลฟังคิดเห็นประชาชนตามรอย ปชป.

ที่มา ประชาไท

14 ธ.ค.54 เอฟทีเอ ว็อทช์ เตือนรัฐบาลเพื่อไทยอย่าเดินรอยตามรัฐบาลประชาธิปัตย์ดองผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชน

จากการที่นายคาเรล เดอ กุช (Karel De Gucht) คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (EU Trade Commissioner) ได้แถลง ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยมว่า จะหารือประเด็นการเจรจาเอฟทีเอระหว่างสหภาพ ยุโรปกับประเทศไทย กับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในโอกาสการประชุมองค์การการค้าโลกที่จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.)

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลไทยเองยังประสบปัญหาในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการต่างๆ ตามมาตรา 190 โดยที่ผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่ดำเนินการตามมติ ครม เมื่อปี พ.ศ. 2553ยังไม่ได้มีการรายงานกลับไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประกอบการยกร่างกรอบการเจรจา ซึ่งที่ผ่านมา ผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวยังค้างอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ในสมัยของนางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ ขณะเดียวกัน นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยในขณะนั้น กลับนำร่างกรอบเจรจาเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการเอฟทีเอโดยยังไม่เคยนำออกไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน

“ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า ร่างกรอบการเจรจาที่ดำเนินการจัดทำไปเองแล้วโดยกระทรวงพานิชย์มิได้มีการให้ความสำคัญต่อสินค้าที่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลซึ่งมีความละเอียดอ่อนและจะส่งผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมอย่างกว้างขวางแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นที่ทราบดีว่าสินค้าประเภทนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลให้กับสหภาพยุโรปหากสามารถขยายการบริโภคในประเทศไทยได้ แต่ผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนจากทุกภูมิภาคกลับระบุชัดว่าจะต้องไม่นำสินค้าประเภทเหล้า สุรา มาเจรจาเปิดเสรี

นอกจากนี้ ทราบมาว่า ในร่างกรอบฯยังเปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ ซึ่งตรงกันข้ามกับผลการรับฟังความคิดเห็น” นายจักรชัย โฉมทองดี ตัวแทนกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์กล่าว

กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชนมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการยกร่างกรอบการเจรจาอย่างเร่งด่วนที่สุด และเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 รัฐบาลจะต้องนำร่างกรอบการเจรจามาจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนการเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

สำหรับข้อห่วงใยในเบื้องต้นต่อการเจรจากับสหภาพยุโรปนั้น อาทิ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และสิ่งมีชีวิต การเปิดเสรีการบริการ การเปิดเสรีสินค้าภาคเกษตร การลดภาษีเหล้า และการคุ้มครองการลงทุนที่จะมีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะในอนาคต

ปฏิบัติการ 13ธันวา ชูป้ายค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

เคลื่อนต่อเนื่อง! เครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีกิจกรรมรณรงค์ออกมาตลอดเพื่อสร้างกระแสกดดันไปยังนายกรัฐมนตรีหญิงคน แรกของประเทศไทยเพื่อขอให้ไตร่ตรองการต่ออายุกฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 26 ในเดือนธันวาคมนี้ ล่าสุดคือ ปฏิบัติการ13 ธันวา Mission 13 December ชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั่วทุกมุมโลก

ปฏิบัติการ 13ธันวา ชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

13 ธ.ค. 54 ปฏิบัติการชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ออกมาโพสต์ในโลกสังคมออนไลน์ เช่นใน Facebook อย่างต่อเนื่อง โดยการรณรงค์ครั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังเครือข่ายนักกิจกรรม นักศึกษาต่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง ได้ออกมาเคลื่อนร่วมรณรงค์พร้อมกันในวันที่ 13 ธ.ค. อีกด้วยภายใต้ชื่อ “Mission13 December”

การออกมาชูป้าย พร้อมทั้งยกนิ้วหัวแม่มือคว่ำ แสดงถึงความไม่ชอบ หรือไม่ต้องการ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็ได้รับความสนใจจากเหล่านักกิจกรรม เพื่อสังคมในพื้นที่ โดยข้อความในป้ายมีข้อความเดียวกันหมดคือ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ณ ชายแดนใต้ SAY NO EMERGENCY DECREE @ PATANI SOUTHERN THAILAND”

ทางตัวแทนเครือข่ายเปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ธ.ค.54 ทางเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเดินทางไปพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อทำการยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอให้ ศอ.บต. พิจารณาเพื่อเสนอคัดค้านการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

2555 สมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ เดินสายจัด 200 เวทีกระจายอำนาจ

ที่มา ประชาไท

ต้นปี 2555 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม สมัชชาปฏิรูปเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ จะจัดงาน “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา เชิญวิทยากรมาให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจและกระบวนการยุติธรรม

หลังจากเวทีนี้สิ้นสุดลงแล้ว ก็จะเป็นหน้าที่ของคณะทำงานที่จะต้องจัดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนต่อไป

นายมันโซร์ สาและ หนึ่งในคณะทำงานสมัชชาปฏิรูปเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า เป็นการให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจ เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจถึงบริบทการกระจายอำนาจ และโครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศว่าเป็นอย่างไร เพราะประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องนี้

ประเด็นต่อมาที่ต้องให้ความรู้คือ เจตนารมย์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิและอำนาจของประชาชน ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการขับเคลื่อนเวทีสาธารณะ

สำหรับรูปแบบการปกครอง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจตั้งแต่ตอนแรกๆ

ส่วนกลุ่มเป้าหมาย เน้นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ทั้งเยาวชนและปัญญาชน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นอนาคตของพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งต้องเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เฉพาะประชาชนคนมีการศึกษา แต่หมายรวมถึงข้าราชการระดับ 10 ลงมา เรื่องของสัดส่วนอาชีพนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้

สำหรับวิทยากรผู้ให้ความรู้ใน 200 เวที ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการ ซึ่งในความเป็นจริง คนที่ขับเคลื่อนที่เข้าใจ อาจจะเริ่มต้นจากไม่กี่คน เพราะองค์ความรู้อาจจะอยู่กับเครือข่ายก็จริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจ การแสวงหาความรู้ และศึกษาข้อมูลของคนแต่ละส่วนด้วย

นอกจากนี้ ความชัดเจนในการนำเสนอ และการใช้เครื่องมือในการนำเสนอก็สำคัญ

นายมันโซร์ สาและ สรุปจากการจัดเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับปัตตานีมหานครกว่า 60 เวทีที่ผ่านมา พบว่าไม่ง่ายที่จะจัดหาวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถให้ได้พร้อมกันจำนวน มาก เพื่อรองรับการจัดเวทีถึง 200 เวทีภายในหนึ่งปี

อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องของภาษา เนื่องจากภาษาไทยอาจจะพูดได้ในกลุ่มคนที่มีการศึกษาเท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ภาษาไทยสื่อสารกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นวิทยากรจะต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย การใช้ภาษามลายูท้องถิ่นอย่างภาษายาวี ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่นี้

ทั้งหมดเป็นประเด็นที่คณะทำงานขับเคลื่อนต้องคิดให้มาก เพราะการทำ 200 เวที แสดงให้เห็นทั้งปริมาณของเวที และจำนวนคน ซึ่งผู้จัดต้องการทำให้คลอบคลุมที่สุด และลึกที่สุด

หากพิจารณาจากจำนวน 200 เวที ถ้าแต่ละเวทีมีคนเข้าร่วม 30 คน ทั้งหมดก็เท่ากับได้พบปะทำความเข้าใจเรื่องการกระจายอำนาจได้ 6,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนคนที่มากแล้ว ยิ่งจำนวนคนมากเท่าไหร่ หมายถึงความรู้ที่จะลงไปถึงชนชั้นรากหญ้าก็มากขึ้นเท่านั้น

นั่นหมายถึงว่า การจัดเวทีทั้ง 200 เวที นับเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการกระจายอำนาจ และรูปแบบการปกครองปัตตานีมหานคร จะมีมากขึ้น

ถึงแม้จะจัดเวทีทั้ง 200 เวที เฉพาะในสามจังหวัดและสี่อำเภอชายแดนภาคใต้ แต่นายมันโซร์ สาและ บกว่า คณะผู้จัดก็คาดหวังไปถึงนักศึกษาที่ออกไปเรียนนอกพื้นที่ ซึ่งมีส่วนได้เสียจากการกระจายอำนาจ หรือไม่ยอมให้มีการกระจายอำนาจ

เนื่องเพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้คือผู้สืบทอดดูแลผืนแผ่นดินแห่งนี้ จึงต้องทำให้คนกลุ่มนี้ มองอนาคตของพื้นที่นี้ให้ออก

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นภารกิจของคณะทำงาน ซึ่งเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการกระตุ้นและขับเคลื่อน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อทำไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้สิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นคำกล่าวปิดท้ายของนายมันโซร์ สาและ

กองกำลังเมืองลา-ปปส.จีน ผนึกกำลังยึดสารผลิตยาเสพติด 12 ตัน

ที่มา ประชาไท

กองกำลังเมืองลา NDAA ร่วมหน่วยปปส.จีน ตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดล็อตใหญ่น้ำหนักกว่า 12 ตัน บนเรือขนสินค้าจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

แหล่งข่าวชายแดนจีน-พม่า(รัฐฉาน) รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กองกำลังเมืองลา (NDAA) ภายใต้การนำของเจ้าจายลืน มีพื้นที่ครอบครองในรัฐฉานภาคตะวันออก ติดชายแดนจีน ร่วมกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดจีน สกัดจับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ท่าเรือสบหลวย (แม่น้ำหลวยไหลลงสู่แม่น้ำโขง) สามารถตรวจยึดสารตั้งต้นสำหรับใช้ผลิตยาเสพติดหลายรายการรวมน้ำหนักกว่า 12 ตัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจีนและกองกำลังพม่าในพื้นที่ (กองกำลังเมืองลา NDAA) ได้ร่วมกันเข้าตรวจเรือลำเลียงสินค้าลำหนึ่งชื่อ "แก้วปะเสิด" ที่ท่าเรือสบหลวย เขตพื้นที่ครอบครองกองกำลังเมืองลา (NDAA) สามารถตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวน มากแบ่งเป็นยาบ้า 30 ล้านเม็ด และมีเฮโรอีน ยาไอซ์และอื่นๆ โดยของกลางที่ยึดได้มีประมาณ 2 คันรถกระบะ เตรียมลำเลียงส่งเข้าประเทศเพื่อนบ้าน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าหน้าที่กองกำลังเมืองลาคนหนึ่งเปิดเผยว่า เหตุการณ์ตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดล็อตใหญ่ภายใต้การร่วมมือกองกำลังเมืองลา (NDAA) และตำรวจปราบปรามยาเสพติดจีนครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา เป็นการตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดซึ่งไม่ใช่ยาเสพติดที่ผลิตแล้ว โดยก่อนนั้นปปส.จีน สืบทราบว่าจะมีขบวนการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองขึ้นไป ยังท่าเรือสบหลวย จึงได้ประสานขอความร่วมมือกองกำลังเมืองลา (NDAA) ร่วมกันสกัดจับ ระหว่างนั้นมีเรือลำเลียงสินค้าลำหนึ่งซึ่งเชื่อว่าออกจากท่าเรือฝั่งไทย แถบสามเหลี่ยมทองคำเข้าเทียบท่า ทางเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายจึงได้เข้าทำการตรวจค้น

จากการตรวจค้นภายในเรือพบสิ่งผิดกฎหมายเป็นสารตั้งต้นสำหรับใช้ในการผลิตยาบ้าและยาเสพติดประเภทอื่นๆ เป็นจำนวนมาก รวมน้ำหนักของกลางกว่า 12 ตัน นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้อยู่บนเรือซึ่งคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางได้ 5 คน จากการสอบสวนทั้งหมดทราบว่ามีภูมิลำเนาอยู่ท่าขี้เหล็ก ป่าแลว เชียงลาบ ฝั่งพม่า (รัฐฉาน) ส่วนของกลางรวมถึงผู้ต้องหาทั้งหมดถูกนำไปยังประเทศจีนแล้ว

สำหรับเหตุการณ์ตรวจยึดสารผลิตยาเสพติดล็อตใหญ่จากลำน้ำโขงครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุกองกำลังไม่ทราบฝ่ายสังหารหมู่ลูกเรือจีน 13 ศพ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยที่เข้าตรวจค้นบนเรือพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ 920,000 เม็ด และเกิดขึ้นก่อนที่ทางการจีนมีกำหนดปล่อยเรือลำเลียงสินค้าจากมณฑลยูนนาน มายังท่าเรือเชียงแสน เชียงของ จังหวัดเชียงราย เพียงไม่กี่วัน


ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/


"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

ปธน.ใหม่ ตูนีเซียกล่าวปฏิญาณ บอกไม่ลืมผู้เสียชีวิตจากการปฏิวัติ

ที่มา ประชาไท

มอนเซฟ มาร์ซูวคี ประธานาธิบดีคนใหม่ของตูนีเซียอดีตนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะรักษาผลประโยชน์ของชาติ ปกป้องเป้าหมายการปฏิวัติ พร้อมทั้งแสดงการคารวะต่อเหล่าผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ลุกฮือเพื่อโค่นล้ม อดีตปธน. เผด็จการ และบอกว่าจะช่วยเหลือพี่น้องผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเยเมนและซีเรีย

ประธานาธิบดีคนใหม่ของตูนีเซีย มอนเซฟ มาร์ซูวคี ได้กล่าวให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าสภารัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประเทศตูนีเซียมาถึงช่วงเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่หลังจากที่ สามารถลุกฮือโค่นล้มอดีตประธานาธิบดี ซีเน เอล อบีดีน เบน อาลี ได้สำเร็จ จากการปฏิวัติ "อาหรับสปริง"

"ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ค้ำประกันผลประโยชน์ของประเทศชาติ ตามหลักกฏหมายและสถาบัน ข้าพเจ้าจะซื่อสัตย์ต่อผู้พลีชีพ และต่อเป้าหมายของการปฏิวัติ" มาร์ซูวคีกล่าวให้สัตย์ปฏิญาณในช่วงเช้าของวันที่ 13 ธ.ค. โดยถือคัมภัร์อัลกุรอานไว้ในมือ

มาร์ซูวคีสวมผ้าคลุมยาวตามประเพณีของชาวอาหรับ ในขณะที่กล่าวให้สัตย์ว่าจะเป็นประธานาธิบดีของชาวตูนีเซียทุกคนและจะทำ ทุกอย่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเหล่าเพื่อนร่วมชาติ

นอกจากนี้เขายังได้ให้การคารวะเหล่าผู้ที่เสียชีวิตจากการลุกฮือเพื่อโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีเบน อาลี เมื่อปีที่ผ่านมาด้วย

"หากไม่มีการเสียสละจากพวกเขาแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่มาอยู่ในที่นี้" มาร์ซูวคี ผู้เป้นอดีตนักกิจกรรมกล่าวโดยมีน้ำตาคลอเบ้า

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ารายงานจากเมืองหลวงกรุงตูนิสว่า คำปฏิญาณของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

"มันเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ที่ชาวตูนีเซียจะจดจำไปอีกหลายรุ่น" เขากล่าว

ผุ้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มาร์ซูวคีได้กล่าวถึงแผนโครงสร้างของรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง โดยบอกอีกว่า "พวกเราต่างก็มีพันธกิจในทางประชาธิปไตย และพวกเราก็จะให้การช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องของเราในซีเรียและเยเมนด้วย"

มาร์ซูวคีได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 153 จากทั้งหมด 217 ที่นั่งในสภา โดยมีผู้แทน 3 รายจาก 202 รายให้คะแนนเสียงโหวตคัดค้าน 2 รายงดเว้นไม่ลงคะแนนเสียง และ 44 รายซึ่งเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านส่งบัตรลงคะแนนเปล่า

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของตูนีเซียซึ่งมาจากรัฐบาลผสมจะได้รับการแต่ง ตั้งโดยพรรคฝ่ายซ้าย ขณะที่พรรคเอนนาห์ดาซึ่งเป็นพรรคอิสลามจะทำหน้าที่ดูแลการต่างประเทศและ ตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย พวกเขาบอกว่าพรรคเอนนาห์ดาและพรรคร่วมขนาดเล็กอีกสองพรรคตกลงกันว่าหน้าที่ รัฐมนตรีการคลังควรเป็นของพรรคเอตตาคาตอล ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้าย โดยพวกเขายังไม่ได้ระบุตัวผู้ท้าชิงตำแหน่งนี้

แหล่งข่าวระบุว่า อาลี ลาราเยดห์ เจ้าหน้าที่พรรคเอนนาห์ดาและอดีตนักโทษการเมืองอาจจะได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ขณะที่ราฟีค อับเดสเลม นักวิเคราะห์จากอัลจาซีร่าและสมาชิกพรรคเอนนาห์ดาอาจจะได้เป็นรัฐมนตรี กระทรวงต่างประเทศ โดยอับเดสเลมยังมีความสัมพันธ์โดยแต่งงานกับลูกสาวคนหนึ่งของราชิด กานนูวชี หัวหน้าพรรคเอนนาห์ดาด้วย

นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน

ปธน. มาร์ซูวคี จบแพทย์จากฝรั่งเศส เป็นผู้นำสหพันธ์ปกป้องสิทธิมนุษยชนของตูนีเซีย (LTDH) ตั้งแต่ปี 1989 จนกระทั่งเขาถูกบังคับให้ออกจากประเทศในปี 1994 เขามีวีรบุรุษในดวงใจคือมหาตมะ คานธี ผู้เรียกร้องเอกราชของอินเดีย เขาเคยเดินทางไปอินเดียรวมถึงประเทศแอฟริกาใต้หลังช่วงที่เปลี่ยนผ่านไปเป้ นประชาธิปไตยแล้ว

มาร์ซูวคี ยังได้เขียนหลังสือออกมาหลายเล่ม ทั้งในภาษาฝรั่งเศสและภาษาอาหรับ รวมถึงเล่มที่ชื่อว่า "จับตามองเผด็จการ : เส้นทางสู่ประชาธิปไตยของโลกอาหรับ" (Dictators on Watch: A Democratic Path for the Arab World)

ภารกิจแรกของประธานาธิบดีใหม่คือการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีตัวเก็งคืออามาดี เจบาลี เบอร์สองของพรรคอิสลามสายกลางเอนนาห์ดา

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจารณ์กล่าวหาว่ามาร์ซูวคี เป็นแค่เบี้ยหมากของพรรคเอนนาห์ดา ที่มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งจากการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยได้ไป 89 ที่นั่ง ขณะที่มาร์ซูวคีนั้นมาจากพรรคสภาเพื่อสาธารณรัฐ (Congress Party for the Republic) ซึ่งได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง พรรคนี้มีสัญลักษณ์เป็นแว่นตาสีแดงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแว่นสายตาของเขา เอง

มาร์ซูวคีได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสองวันหลังจากที่สภาได้มีมติ รับรองรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวทำให้ประเทศสามารถเลือกรัฐบาลใหม่ได้ การลงมติเกิดขึ้น 5 วันหลังจากที่มีการโต้เถียงกันอย่างโกลาหลโดยมีประชาชนหลายร้อยคนมาชุมนุม กันหน้าอาคารสภาตะโกนคำขวัญว่า "เสรีภาพและศักดิ์ศรี"

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 15/12/54 อนาคต..ในมือ..คุณ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


อนาคต ฝากไว้ ในมือท่าน
จะร้าวราน หรือสุขสม อารมณ์หวัง
กี่เรื่องราว ที่หักเห ประเดประดัง
จะพลาดพลั้ง หรือแตกแยก หรือแหลกราน....

ทั้งมือดี มือชั่ว มั่วหลากหลาย
มือฉิบหาย มือเสียสัตย์ มือรัฐประหาร
ทั้งมือสั่น มือวิปริต จิตสามานย์
มืออันธพาล คิดระยำ ทำอัปรีย์....

มืออาชญากร ไซเบอร์ เกร่อไปทั่ว
โุพสต์ข่าวมั่ว ใส่ร้าย จ้องป้ายสี
ทั้งมือมืด คิดชั่ว ตัวกาลี
มือย่ำยี นิติรัฐ ขัดยุติธรรม....

SMS จากมือถือ หวังสื่อสาร
อาจซมซาน เสียน้ำตา ไม่กล้าขำำ
จากน้ำมือ คนจัญไร พวกใจดำ
จึงชอกช้ำ ดั่งที่เห็น เช่น "อากง"....

คิดปรองดอง อย่างไร ก็ไร้ผล
ในเมื่อคน ยังวิปริต ด้วยพิษสง
อนาคต จากเงื้อมมือ คือต้องปลง
อาจจบลง ด้วยบ้านแตก แยกกันไป....

๓ บลา / ๑๕ ธ.ค.๕๔