WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 15, 2011

“หัวอก” รัฐมนตรีช่วย ตัวเร่งปรับครม.

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 15 ธ.ค. 2554

นายสุรพษ์ รมช.กระทรวงศึกษา ยืนยันไม่มีความขัดแย้งในเชิงส่วนตัว หากจะมีก็เป็นเพียงเรื่องงานเท่านั้น แต่สามารถพูดคุยกันได้ เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพ

วันนี้ (15 ธันวาคม 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจถูกปรับออกจากครม.ยิ่งลักษณ์ 1ในช่วงหลังปีใหม่ ด้วยข้อกล่าวหาว่า จัดอยู่ในประเภทรัฐมนตรีโลกลืม หรือผลงานไม่เข้าตากรรมการ

นายสรุพงษ์ กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเกือบที่เข้ารับตำแหน่งก็ทุ่มเทเวลาในการดำเนินภารกิจหลัก ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยแทบจะไม่มีเวลาเข้าไปนั่งทำงานในกระทรวงฯ ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย รัฐมนตรีทุกคนก็มุ่งหน้าเข้ากระทรวง ทำงานตามหน้าที่ภารกิจของตัวเอง

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่มีความขัดแย้งกับนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา หากจะมีก็เป็นเรื่องงาน ในการแบ่งงาน หรือความรับผิดชอบ ไม่เป็นไปตามสัดส่วนความเหมาะสม

การพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ในเรื่องของการแบ่งงานกันทำ จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข เพื่อประสิทธิภาพ หรือความเหมาะสมอย่างไร หรือ จะเกิดขึ้นเร็วช้าแค่ไหน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจปรับครม.ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น คงเป็นการยากที่แม้แต่เจ้าตัวจะฟันธงลงไปว่า ตนจะเป็นหนึ่งในจำนวนรัฐมนตรีที่จะถูกปรับออกหรือไม่

โครงการบัตรเครดิตพลังงาน NGV

ที่มา facebook

โครงการบัตรเครดิตพลังงาน NGV
โครงการบัตรเครดิตพลังงานนำร่อง - ผู้ประกอบการ ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้กับ กระทรวงพลังงาน ในการใช้สิทธิ์บัตรเครดิต จะได้รับวงเงินต่อบัตรที่ 3,000 บาท/เดือน ซึ่งจะมีสิทธิ์ส่วนลดในการเติมก๊าซ NGV ได้สูงถึง 9,000 บาท ทั้งนี้โครงการบัตรเครดิตพลังงาน ถือเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ และสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง หลังจากนโยบายลดการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 เบนซินออกเทน 91 และ ดีเซล ที่สามารถทำได้เป็นนโยบายแรกหลังจากได้เป็นรัฐบา
โครงการบัตรเครดิตพลังงานนำร่อง - ผู้ประกอบการ ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้กับ กระทรวงพลังงาน ในการใช้สิทธิ์บัตรเครดิต จะได้รับวงเงินต่อบัตรที่ 3,000 บาท/เดือน ซึ่งจะมีสิทธิ์ส่วนลดในการเติมก๊าซ NGV ได้สูงถึง 9,000 บาท ทั้งนี้โครงการบัตรเครดิตพลังงาน ถือเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ และสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง หลังจากนโยบายลดการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 เบนซินออกเทน 91 และ ดีเซล ที่สามารถทำได้เป็นนโยบายแรกหลังจากได้เป็นรัฐบาล
โดย: Pheu Thai Party
รูปภาพ: 12

นายกฯ ตรวจเยี่ยม ทร. พร้อมสนับสนุนงบฯซื้อเรือดำน้ำ

ที่มา Voice TV

นายกฯ ตรวจเยี่ยม ทร. พร้อมสนับสนุนงบฯซื้อเรือดำน้ำ

นายกรัฐมนตรีเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพเรืออย่างเป็น ทางการเป็นครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพร้อมสนับสนุนการจัดซื้อเรือดำน้ำ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางทะเล

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ โดยมีพลเรือเอกสุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพให้การต้อนรับ


จากนั้นเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุเสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระรูปปั้น พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และกองทัพเรือได้มอบเข็มแสดงความสามารถนักทำลายใต้น้ำจู่โจมกิตติมศักดิ์ และพระรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นที่ระลึกในการตรวจเยี่ยมกองทัพเรือครั้ง นี้ด้วย

โดยการตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพเรือของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อรับทราบภารกิจและการดำเนินงานที่สำคัญของกองทัพเรือ อีกทั้งปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานของกองทัพเรือและเดินทางตรวจเยี่ยม การทำงานของเหล่าทัพต่างๆ โดยกองทัพเรือเป็นเหล่าทัพสุดท้ายทีนายกรัฐมนตรีเดินทางมาตรวจเยี่ยมเพื่อ ทราบถึงภารกิจและขอบข่ายการทำงานของกองทัพ



ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้ชื่นชมกองทัพเรือปฏิบัติภารกิจ ทำงานร่วมกับรัฐบาลช่วยเหลือประชาชนฝ่าวิกฤติน้ำท่วม ส่วนการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลในการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นรัฐบาลไม่ติดขัด แต่ต้องรอดูรายละเอียด ลำดับความสำคัญ และความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องผ่านการพิจรารณาของสภากลาโหมก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้นำเสนอ ที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลยินดีพร้อมให้การสนับสนุน หากมีเหตุผลจำเป็น

เด็ด “ดา” สะเทือน “สนธิ ลิ้มทองกุล”

ที่มา Voice TV

เด็ด "ดา" สะเทือน "สนธิ ลิ้มทองกุล"

สังคมเริ่มได้เห็นปรากฏการณ์ การเข้มงวดเรื่องของการใช้กฎหมายควบคุมพฤติกรรมการหมิ่นประมาทสถาบันอย่าง จริงจัง แต่ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ที่จริงจังดังกล่าว กลับทำให้ถูกเพ่งเล็งว่า เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม โดยเอาเรื่องของ ความจงรักภักดี มาใช้เป็นอาวุธ

กรณี การเคลื่อนไหวปรากฏการณ์ฝ่ามืออากง ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากผู้คนที่มีแนวคิด ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท

ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วว่า การแสดงความไม่จงรักภักดี หรือ การพูดจาจาบจ้วง ที่ไม่เหมาะสมต่อสถาบัน เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมรับไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของคนในชาติ และตามกฎหมายมีการระบุความผิดเอาไว้อย่างชัดเจน

อย่างกรณี ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3959/2551 พิพากษา น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดา ตอร์ปิโด" แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีความผิด ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ในการใช้คำพูดจาบจ้วงเบื้องสูง มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดย “ดา ตอร์ปิโด” ได้ขึ้นปราศรัย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551ด้วยข้อความที่หมิ่นประมาทสถาบัน และทางฝ่ายราชการที่ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝังตัวในการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่ สนามหลวงในวันนั้น ได้บันทึกเสียงเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จนนำไปสู่ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เรื่องที่เป็นความผิดก็ต้องว่าตามความผิด ตามกฎหมาย และตามมาตรฐานเดียวกันในการพิจารณา ทั้งเรื่องการตรวจสอบ การไต่สวน และการพิสูจน์ความจริง

แต่ในขณะที่ กรณีของ “อากง” นายอำพล ตั้งนพกุล ชาย สูงอายุวัย 61 ปี ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2),(3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่น คงแห่งราชอาณาจักร

ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตอย่างมากมายในการไต่สวนและพิสูจน์ความจริง แต่ “อากง” ก็ต้องโทษ 4 กระทงๆละ 5 ปี รวม 20 ปี เป็นที่เรียบร้อย โดยยังอยู่ระหว่างการคุมขังและอยู่ในช่วงที่จะตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์สู้ คดีหรือไม่ หรือจะขอรับพระราชทานอภัยโทษ แต่มีแนวโน้มว่า “อากง” อาจจะขออุทธรณ์คดีนี้ เพราะยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว

ขณะที่ หลายคดีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับคดีหมิ่นประมาท นายสนธิ ใช้สิทธิตามกฎหมาย ประกันตัวออกไปสู้คดีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แม้กระทั่งในคดีที่ถูกฟ้องในกรณีนำคำพูดของ “ดา ตอร์ปิโด” ไปปราศรัยต่อในเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2066/2553ซึ่งขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุด และนายสนธิใช้สิทธิในการประกันตัวออกไปสู้คดี ในขณะที่ต้นเหตุของคำพูด ถูกตัดสินพิพากษาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว คงต้องดูว่า การดำเนินการในขั้นตอนคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ ย้อนไปในคดี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มจำเลยร่วม ที่ในที่สุดศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลดโทษจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่ 5 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี เหลือลงโทษจำคุก 6 เดือน

พร้อมกับมีคำพิพากษายืนให้ปรับบริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ผลิตรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยร่วมอีก 8 รายไปนั้น

ซึ่งคดีนี้นายภูมิธรรม ฟ้องนายสนธิ เนื่องจากไปจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 10 ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี แล้วมีการกล่าวหมิ่นประมาทในทำนองว่าเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการจัดทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เป็นเวลาหลายเวลาในเดือน พฤศจิกายน 2548 และในเว็บไซต์ www.manager.co.th

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ให้จำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 2 ปี เพราะศาลฯได้พิจารณาแล้วว่า การทำหน้าที่ตอนนั้น ไม่เป็นไปด้วยการติชมด้วยความสุจริจและเป็นธรรม โดยคดีดังกล่าว ภายหลังนายสนธิ ได้ยืนยันว่า จะขอยื่นฎีกาสู้คดีต่อไป พร้อมประกันตัวสู้คดียื่นฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงต่อไป

นอกจากนี้ นายสนธิยังมีอีกหลายคดีที่มีการฟ้องร้องเรื่องของการหมิ่นประมาท โดยเฉพาะกับคู่กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหลายคดีได้มีคำพิพากษาไปแล้ว และให้รอลงอาญาเอาไว้

จึงอาจมีมุมมอง ที่ต้องการให้เห็นว่า การต่อสู้เรื่องคดีที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเบื้องสูง จะต้องทำอย่างเป็นธรรม และไม่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรังแกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือใครจะมีสิทธิพิเศษเหนือกันและกัน

กระแสการเรียกร้องเรื่องของ มาตรา 112 จึงขยายวงกว้าง และต่างชาติยังให้ความสนใจเป็นกรณีพิเศษตามมา

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทุกหัวใจของคนไทยยังมีความรักเดียวกัน เพียงต้องการให้อย่าเอาความรัก ไปแบ่งว่าใครรักมาก หรือรักน้อย

และฝ่ายที่คิดว่าตัวเองรักมาก ก็อย่าเอาแต่รังแกฝ่ายที่คิดว่ามีความรักน้อยกว่าตัวเอง

เพราะทุกคนต่างก็มีหัวใจดวงเดียวกัน คือ หัวใจความเป็นคนไทย.

เปิดหน้ากาก แก๊งค์แอบอ้างชื่อ

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ชูธง 14-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=812

แว่นขยาย มองรัฐธรรมนูญ กับ จาตุรนต์ ฉายแสง 14 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=813

ปอกเปลือกข่าว บก ลายจุด 14 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=814

คลิป "แม่ประชาธิปไตย" โดยทนายอานนท์ นำภา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon


ทนายอานนท์ นำภา ร่ายกลอนบนเวทีปราศัยรำลึก วันที่ ๑๐ ธันวาคมที่ผ่านมา
ในชื่อบทกลอนว่า "แม่ประชาธิปไตย"




http://www.go6tv.com/2011/12/blog-post_15.html

กระทู้เด็ดของ.. คุณทวดเอง ..เอามาให้อ่านจ้า

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

รำค๊าญ รำคาญที่ยังมีคนพูดว่าอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯตามระบอบประชาธิปไตย

ได้ เสียงสนับสนุนมากกว่าคุณประชา จึงได้เป็นนายกฯรัฐมนตรี นั่นเป็นการมองที่ปลายเหตุหรือเปล่าครับ ซึ่งผมสงสัยคนกลุ่มนี้จริงๆ ทำไมจึงไม่เคยมองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ทำไมคนส่วนใหญ่จึงไม่ยอมรับ มามะ เดี๋ยวผมจะเท้าความเพื่อกระตุกจิตสำนึกและฟื้นฟูความทรงจำ อีกทั้งให้กับผู้ที่ไม่เคยติดตามข่าวสารมาตลอด จะได้ไม่หลงเชื่อว่า การเป็นนายกฯของคุณอภิสิทธิ์เป็นไปอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย

เรามาดูเส้นทางการสู่นายกฯของคุณอภิสิทธิ์ดูนะครับ

เริ่ม จากความที่รัฐบาลที่มาอย่างชอบธรรม และยังสร้างผลงานมากมายจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้งประเทศ และเป็นรัฐบาลชุดแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา เป็นครั้งที่สอง ด้วยคะแนนเสียงที่ถล่มทลายยิ่งกว่าครั้งแรกเสียอีก นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะฝ่ายค้านคงจะคาดการณ์ได้ว่า ถ้าคุณทักษิณยังอยู่ อย่าหวังว่าจะได้เป็นรัฐบาล คงต้องทนอดอยากปากแห้งไปอีกนานแสนนาน ผสมกับกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์มากมายจากนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสีเทาและกลุ่มธุรกิจดำมืด

ดังนั้นจะรอให้รัฐบาล ครบวาระหรือถูกประชาชนขับไล่ตามวิธีปกติคงไม่ได้ จึงได้มีการร่วมมือกันหลายฝ่าย เพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาภายหลัง ขอแค่ได้อำนาจอยู่ในมือก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องแคร์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนส่วนน้อยที่หน้ามืดตาบอด มองการเมืองแค่การรับข้อมูลจากฝ่ายที่ตัวเองพึงพอใจ

และด้วยยุทธวิธี ที่ทำการอย่างเป็นขบวนการ ทำให้นายกฯคนหนึ่งที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และยอมรับ ไม่ว่าจากคนในชาติหรือคนต่างชาติให้กลายเป็นปีศาจร้ายของประเทศไปเสียฉิบ สร้างความเกลียดชังให้กับคนหมู่หนึ่ง แล้วบอกว่า นี่คือการกู้ชาติ จนประเทศเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จาก นั้นก็ใช้วิธีทำรัฐประหาร ด้วยวจีเด็ด ประเทศไม่มีทางออก อีกทั้งการทำรัฐประหารดีกว่าคนทุจริตคอรัปชั่น พอมองเห็นภาพแล้วหรือยังครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมา การทำรัฐประหารไม่ได้ทำให้การทุจริตคอรัปชั่นลดน้อยลง แล้วยังมีอัตราการคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำไป แต่เรื่องนี้ผมจะยังไม่พูดถึง

แต่ที่จะพูดถึงกลับเป็นแผนบันไดสี่ขั้นของหัวหน้ารัฐประหารต่างหากครับ

ตั้ง ธงแต่แรกต้องมีการยุบพรรค ดังนั้น พรรคไทยรักไทยจึงเกิดขึ้น เหลือไว้แต่ ปชป.พรรคเดียว ถ้าไม่ตาบอดกันล่ะก้อ คลิปนั่นคงได้ผ่านตากันบ้างแล้ว และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบันไดขั้นแรก

ขั้นสอง ความผิดอาญาจากการทุจริต ดังนั้นเราจึงได้เห็นคดีคนซื้อไม่ผิด คนขายไม่ผิด ผิดที่คนเซ็นและยังต้องรับผิดโดยไม่รอลงอาญา เพียงเพราะคดีนี้สามารถพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็วกว่าคดีอื่น แต่ก็ขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ และยังเป็นที่ถกเถียงของนักกฎหมายจนถึงทุกวันนี้

ขั้นสาม ต้องทำให้พรรคแตกกระจาดกระจายและสิ้นสุด ก็เป็นไปตามแผนอย่างแยบยลด้วยการย้อนหลังตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค เหลือพรรคเดียวที่ไม่แตกเพราะไม่โดนยุบพรรค พรรคไหนรู้ไหมครับ

ขั้น สุดท้ายคือการทำประชามติ ให้ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับเจ้าปัญหาที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลอภิสิทธ์ ดังที่คนกลุ่มนี้พยายามจะอ้างการได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสภาไงครับ

แต่ ปัญหามันไม่จบตรงบันไดสี่ขั้น เพราะถึงแม้ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่สิ่งเดียวที่ไม่เป็นตามแผนก็คือ คนเหล่านี้มองข้ามความคิดของคนส่วนใหญ่ ไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ข้อสำคัญไม่เคยรู้เลยว่า คนส่วนใหญ่เวลานี้เข้าใจระบอบประชาธิปไตยดีกว่าคนกลุ่มน้อยเสียอีก

ดัง นั้นพรรคพลังประชาชนจึงได้เป็นรัฐบาล ขบวนการล้มรัฐบาลและฝืนใจคนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมหยุด จึงมีการปลดนายกฯด้วยข้อหาทำกับข้าวออกทีวี แต่เมื่อยังไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะคุณสมชายกลับได้มาเป็นนายกฯแทน ขบวนการดังกล่าวเริ่มทำงานต่อไป คราวนี้ทำขนาดเอาความเสียหายของประเทศเป็นตัวประกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณียึดเอ็นบีที ยึดทำเนียบ ร้ายสุดถึงขั้นปิดสนามบิน แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำให้รัฐบาลต้องสละได้

ท้ายสุดก็ต้องหันมาพึ่ง บริการการยุบพรรค แต่คราวนี้ยุบทีเดียวหลายพรรค ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก แถมยังอ่านผิดๆถูกๆ ทั้งๆที่การสอบพยานยังไม่ครบเสียด้วยซ้ำไป นี่เป็นการยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนให้ความศรัทธามากที่สุดของประเทศได้ อย่างเรียบง่ายด้วยคนเพียงไม่กี่คน นี่คือประชาธิปไตยแบบของคนเสียงข้างน้อย

แต่ ทำกันขนาดนี้ ก็ใช่ว่าคุณอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกฯ เพราะประชาชนต้องการให้มาเป็นฝ่ายค้านต่างหาก เสียงจึงน้อยจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงต้องอาศัยกลุ่มงูเห่า ดังนั้นการฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหารจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประเคนกระทรวงสำคัญๆให้กับพรรคร่วม ยังมีอำนาจที่ยากปฏิเสธอีกต่างหากดังที่คุณชุมพลหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาได้ อ้างถึง อย่างนี้คิดว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยหรือเปล่าครับ

เห็น หรือยังครับว่า เส้นทางการขึ้นสู่นายกฯของคุณอภิสิทธิ์มันไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วจะมีความสง่างามได้อย่างไรกัน จะมาอ้างถึงการยกมือโหวตในสภาก็จริงอยู่ ท้ายสุดคุณอภิสิทธิ์จึงได้เป็นนายกฯไงครับ แต่ทว่าถ้ามีความสง่างามจริงล่ะก้อ ทำไมเราไม่เคยเห็นความกระตือรื้อร้นของเหล่าทูตต่างๆ เหล่าผู้นำประเทศต่างๆแสดงความยินดีมากมายเช่นเดียวกับที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้รับล่ะครับ เคยมองเห็นจุดนี้หรือไม่

และถ้าเป็นนายกฯตามวิถีทาง ตามระบบรัฐสภา ถ้าเป็นนายกฯตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าเป็นนายกฯของประชาชน ทำไมแค่เรียกร้องให้ยุบสภาจึงต้องมีคนตายเหยียดร้อย บาดเจ็บเกือบสองพัน ทำไมจึงไม่ยอมให้การเลือกตั้งพิสูจน์ความเป็นผู้นำอย่างสง่างาม เพื่อไม่ให้สังคมคลางแคลงใจในความสง่างามล่ะครับ

หรือเพียงแค่รออีก ไม่กี่เดือน เพื่อหวังเงินงบประมาณแผ่นดินมาช่วยด้านคะแนนเสียง หวังแค่มีคนของตัวไปช่วยเอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้ง มันคุ้มหรือไม่กับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมายรวมทั้งชื่อเสียงของ ประเทศ และท้ายสุดก็ไม่สามารถกลับมาเป็นนายกฯได้อีก นี่จึงเป็นคำตอบสำหรับใครต่อใครที่พยายามออกมาพูดว่า คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯตามรัฐธรรมนูญเฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลคุณสมัคร รัฐบาลคุณสมชาย เพราะมันต่างกันมากมาย โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ได้บ่งบอกให้คนไทยทั่วประเทศได้รับรู้ว่า

การซื้อเสียงไม่ใช่เหตุผลหลักทีจะชนะการเลือกตั้ง
การทุจริตการเลือกตั้งก็ไม่สามารถทำให้ชนะการเลือกตั้งได้
การใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์การเลือกตั้งก็ไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงได้
การซื้อ ส.ส.ในพื้นที่ก็ใช่ว่าจะเป็นหนทางสู่การเป็นรัฐบาลได้เสมอไป

ตราบ ใดที่คุณอภิสิทธิ์และพวกยังไม่เข้าใจถึงจิตวิญญาณของประชาธิปไตยที่ซื้อไม่ ได้ของคนกลุ่มใหญ่ ตราบนั้นคุณอภิสิทธิ์อย่าหวังกลับมาเป็นนายกฯตามวิถีทางปกติตามระบอบ ประชาธิปไตย นอกเสียจากอำนาจนอกระบอบเข้ามาช่วยจัดการให้ แค่นี้พอเข้าใจแจ่มแจ้งหรือยังครับว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงไม่ยอมรับกับการเป็นนายกฯของคุณอภิสิทธิ์ เพียงแต่เคารพในกติกา จึงอดทนรอให้มีการเลือกตั้ง เพื่อที่จะแสดงออกผ่านทางเลือกตั้งว่า “กรูไม่เอาเมิง” แจ่มชัดหรือยังครับพลพรรคของคุณอภิสิทธิ์ทุกๆท่าน

จากคุณ : ทวดเอง
เขียนเมื่อ : 15 ธ.ค.