WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 17, 2011

Fearlessness Talk: เสวนาเพื่อก้าวข้ามความกลัว

ที่มา ประชาไท

เสวนาในงานเปิดตัวหนังสือรณรงค์ปล่อยตัว ‘อากง’ โดยปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการส่งสารไปยังคนในกระบวนการยุติธรรม นักการเมือง และชนชั้นนำ ชี้ ยิ่งใช้กฎหมายมาบีบคั้นมากเท่าไร ประชาชนยิ่งจนตรอกและลุกขึ้นสู้มากเท่านั้น

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม 54 ณ ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงานเปิดตัวหนังสือ “ก้าวข้ามความกลัว” โดยปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ มีวงเสวนาพูดคุยเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการตัดสินคดีของ “อากง” หรือนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกตัดสินลงโทษจำคุก 20 ปีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ และผู้ริเริ่มแคมเปญ “Free Akong” สาวตรี สุขศรี จากคณะนิติราษฎร์ และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียนอิสระ ดำเนินรายการโดยวันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปวิน กล่าวถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแคมเปญ “อภยาคติ” ที่ริเริ่มโดยออง ซาน ซูจีเพื่อให้กำลังใจนักโทษการเมืองในพม่า และเมื่อเดือนที่ผ่านมา การรณรงค์ดังกล่าวที่เริ่มต้นขึ้นในเฟซบุ๊กของปวินได้รับการตอบรับจากผู้ที่ สนับสนุนกว่าพันคน จึงอยากจะรวบรวมภาพถ่ายดังกล่าวมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ โดยท้ายปกหนังสือ มีจุดประสงค์บอกเล่าว่าเพื่อ “เรียกร้องให้ปล่อยตัวอากง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด และผลักดันให้มีการปฏิรูปหรือยกเลิกมาตรา 112 เพื่อให้ไทยได้เป็นอารยประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ”

การตัดสินคดีอากงเป็นการกลับหลักกฎหมาย

สาวตรี สุขศรี อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เนื่องจากการตัดสินคดีดังกล่าวยังมีสิ่งไม่ชัดเจนอยู่หลายประการ เช่น โทษที่สูงเกินไป การปฏิเสธการให้จำเลยประกันตัวในชั้นศาล และหลักฐานในการเอาผิดที่ไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดข้อสงสัยและทำให้คดีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างขวาง

สาวตรี กล่าวถึงการปฏิเสธการให้ประกันของนายอำพลในชั้นศาล ว่าทำให้สิทธิของผู้ต้องหาในการสู้คดีถูกตัดตอนออกไป ซึ่งส่งผลให้เขาถูกจำคุกก่อนการตัดสินคดีไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม ทั้งๆที่เขาก็ได้รับการประกันตัวแล้วในชั้นตำรวจ และมาเข้ารับการพิจารณาคดีตามกำหนดทุกประการ และชี้ว่า แม้แต่คดีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม หรือคดีของผู้ที่มีอิทธิพล ก็ยังได้รับการประกันตัว

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของการพิสูจน์หลักฐานจนสิ้นข้อสงสัยและภาระหน้าที่ของการ พิสูจน์ โดยสาวตรีชี้ว่า การพิจารณาคดีในกฎหมายอาญา จำเป็นจะต้องพิสูจน์หลักฐานอย่างแน่นหนา ถ้าหากว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จะต้องยกประโยชน์ข้อสงสัยให้กับจำเลย หากแต่ในคดีนี้ จะพบว่ามีข้อสงสัยในหลายจุด อาทิ ตัวเลขประจำเครื่องโทรศัพท์ หรือหมายเลข IMEI ที่ยังมีความคลาดเคลื่อน แต่นายอำพลก็ยังถูกตัดสินจำคุกถึง 20 ปี โดยศาลให้เหตุผลว่า จำเลยไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ ทั้งๆที่ตามหลักกฎหมายแล้ว ภาระของการพิสูจน์ความผิดจะต้องเป็นหน้าที่ของผู้กล่าวหา หรือโจทก์นั่นเอง

“คำถามของในวงการกฎหมายก็คือว่า นี่คือการกลับหลัก มันไม่เป็นตามที่มันควรจะเป็น” อาจารย์จากคณะนิติราษฎร์กล่าว

ทั้งนี้ เธอชี้ว่า บทความที่เขียนโดยโฆษกศาลยุติธรรมซึ่ง เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีการชี้แจงในเรื่องต่างๆ เช่น อากงจะถูกสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะถูกตัดสินถึงที่สุด เนื่องจากในขณะนี้คดียังอยู่ในศาลชั้นต้นและสามารถอุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของบทความ กลับสะท้อนว่า ผู้เขียนบทความเองก็ได้ปักใจเชื่อไปแล้วว่า อากงเป็นผู้กระทำความผิดจริง นอกจากนี้ ยังไม่มีการพูดถึงหลักการของภาระการพิสูจน์ความผิด ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นที่สำคัญในการตัดสินคดีนี้

สาวตรี กล่าวว่า การตัดสินคดีอากงซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น ทำให้ในวงการกฎหมายเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ดุลยพินิจ’ ของตุลาการ ควรถูกตรวจสอบและถ่วงดุลหรือไม่ เธอยกตัวอย่างการพิจารณาคดีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรง จะมีการใช้ระบบลูกขุนผสมระหว่างนักกฎหมายและประชาชน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลดับดุลยพินิจของศาล

ลด-ละความคลั่งเจ้า เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้จัดทำหนังสือ “ก้าวข้ามความกลัว” กล่าวว่า ในขณะนี้ ไม่เพียงแต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะส่งผลกระทบแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ที่มีคนบางกลุ่มโจมตีสหรัฐอเมริกา สหประชาชาติ และหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ ปวินชี้ว่า ฝ่ายคลั่งเจ้าหรือ Hyper-royalistจำเป็นต้อง “เจ้านิยม” อย่างพอเพียง เพื่อทำให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกัน และเป็นการทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดได้

สาวตรีชี้ว่า คนในสังคมจำเป็นต้องเข้าใจว่า การเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวกับการ “ล้มเจ้า” เพราะตัวกฎหมายไม่เท่ากับตัวสถาบันฯ หากแต่เป็นเพียงบทบัญญัติหนึ่งในประมวลกฎหมายเท่านั้น ถ้าหากสังคมยังไม่เข้าใจ โดยเฉพาะภาคการเมือง ก็จะไม่มีใครที่กล้าแตะต้องและเปลี่ยนแปลงในเรื่องความไม่สมเหตุสมผลของ กฎหมายอาญามาตรา 112

นโยบายปราบหมิ่นของ รบ. จะยิ่งบีบคั้นประชาชน

ปวินกล่าวว่า การปรองดองระหว่างฝ่ายทักษิณ และฝ่ายเจ้าที่เกิดขึ้นในต้นปีที่ผ่านมา หรือ “ปฏิญญาบรูไน” ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่างที่ถูกกำหนดมา โดยเฉพาะการประกาศนโยบายต่างๆ ที่ยืนยันถึงความจงรักภักดี เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างไรก็ตาม ปวินเชื่อว่า รัฐบาลเพื่อไทย ไม่ควรเล่นตามเกมของฝ่ายตรงข้าม เพราะไม่ว่าอย่างไร ชนชั้นนำก็ไม่มีวันยอมรับได้ ประชาชนจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องและรณรงค์ในประเด็นกฎหมายหมิ่นฯ ตามที่ตนเองสามารถทำได้ และไม่ควรไปคาดหวังกับนักการเมืองมากนัก

นักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร์ ชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายที่กดขี่ประชาชนเช่นมาตรา 112 นี้ กลับมิได้ทำให้ประชาชนกลัวเกรงมากขึ้น กลับแต่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงภัยของกฎหมายหมิ่นฯ และลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง ดังจะเห็นจากในช่วงปีที่ผ่านมา มีการผลักดันข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ ในแบบที่แรงขึ้น กล้าขึ้น และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนั้นจึงขอกล่าวไปยังฝ่ายชนชั้นนำด้วยว่า ให้ประเมินประชาชนให้ดี อย่าคิดว่าจะสามารถเชือดไก่ให้ลิงดูแล้วจะจัดการผู้ที่เห็นต่างได้อย่าง ง่ายๆ

“สถาบันกษัตริย์นับเป็นองค์กรหรือหน่วยงานหนึ่งในสังคมที่สามารถวิพากษ์ วิจารณ์ได้ ซึงต้องแยกให้ออกระหว่างการดูหมิ่นเหยียดหยามกับการอาฆาตมาดร้าย ถ้าเรายอมรับในจุดนี้ สังคมจะเดินไปได้ เสรีภาพจะไปด้วยกันได้ ทุกสถาบันจำเป็นต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปรับเปลี่ยนให้มันสอดคล้องกับ ระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ไม่สามารถแตะต้องหรือพูดถึงสถาบันไม่ได้เลย เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นองค์กรที่เราต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้” สาวิตรีกล่าว

fearlessness 01

fearlessness 02

fearlessness 03

fearlessness 04

fearlessness 05

fearlessness 06

fearlessness 10

fearlessness 11

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/12/54 หนาว..ว..เข้ากระดูก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



อยากบอกม๊าก คนดี ว่าพี่หนาว
คิดถึงคราว ก่อนนั้น วันสุขสม
เคยสั่งฆ่า หน้าระรื่น ยิ้มชื่นชม
วันนี้ตรม โคตร..หนาว ร้าวฤดี....


ถึงคราวตน ต้องอกสั่น ขวัญผวา
จะพึ่งพา ใครได้ ไอ้หน้าหมี
แม้ไอ้ชั่ว จรกา หน้าอัปรีย์
อาจชิ่งหนี ยามหมดท่า เข้าตาจน....


ล้วนกรรมใคร กรรมมัน ร่วมกันก่อ
พวกสอพลอ ยังสับปลับ ให้สับสน
ภาพกอดคอ เคยสั่งฆ่า ประชาชน
จึงหมองหม่น หวาดหวั่น จนสั่นเทา....


เมื่อความจริง เปิดเผย เฉลยไว้
ปากเฉไฉ ยังเร็วรี่ ตีหน้าเศร้า
ชายชุดดำ ย้ำอยู่ได้ แม้ไร้เงา
ยังงี่เง่า อวดฉลาด อนาถคน....


อยากบอกน้อง คนดี พี่หนาวมาก
กรรมกระชาก มาเร็วรี่ ต้องปี้ป่น
มันถึงคราว พวกแสนชั่ว ทุกตัวตน
หนียังไง ก็ไม่พ้น โดนทุกราย....


๓ บลา / ๑๗ ธ.ค.๕๔

ปรวย Salty Head: ตอนที่ 3 บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเถื่อนยังไง

ที่มา Thai E-News

ที่มา เฟสบุ๊ค ‎Pruay Salty Head
16 ธันวาคม 2554

ถ้า ใครยังจำได้หลังจากผมโดน ดีเอสไอ บุกจับกุม ผมเขียนเรื่องราวเล่าเรื่องว่าดีเอสไอจับผมยังไง เผยแพร่ในอินเตอร์เนตเพื่อแชร์ประสบการณ์ที่หาได้ยากกับเพื่อนๆในโลกไซเบอร์ ถ้าท่านเคยอ่านจะเห็นได้ว่าผมไม่เคยมีอคติโกรธเคืองกับเจ้าหน้าที่ที่จับกุม ผม เพราะผมเข้าใจว่าเขาทำตามหน้าที่ ส่วนกฏหมายที่ใช้จับกุมมันมีปัญหาในการบังคับใช้ภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์ นิยมที่ปกคลุมประเทศนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง

ผมเองก็ ไม่คิดว่าผมจะต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่อเนื่องนี่อีก ครั้งเป็นครั้งที่ 3 ผมไม่คิดว่าบ้านเมืองเราจะเข้าสู่ยุคเถื่อนถึงขนาดนี้ ตลอดมาหลังจากผมหลบหลี้หนีภัยออกนอกประเทศ ผมเข้าขอความช่วยเหลือกับองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งในต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรใหญ่ระดับโลกอย่าง UNHCR

ผมถูกสัมภาษณ์นับครั้งไม่ถ้วน กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมก็เล่าให้เขาฟังอย่างตรงไปตรงมาไม่มีใส่สีตีไข่ โดยเฉพาะประเด็นที่เขาถามเน้นคือขณะที่เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ เข้าจับกุมผมมีการทรมานผมหรือไม่ รังแกผมหรือไม่ ผมตอบไปตามตรงว่าไม่มีเลย เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ที่เข้าจับกุมปฏิบัติต่อผมอย่างดี สั่งอาหารมาให้ผมกินระหว่างสอบสวนด้วย พูดกับผมอย่างดี ที่ผมเล่าไปแบบนี้เพราะผมคิดว่าถึงแม้เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมผมและผมหลบหนี ขณะนี้ มันก็เหมือนเรากำลังเล่นเกมส์แมวจับหนูกัน

เจ้าหน้าที่มี หน้าที่ไล่จับผม ส่วนผมเป็นมนุษย์ผู้รักเสรีภาพผมไม่ยอมให้ตัวเองขาดอิสระภาพผมก็ต้องหนี และผมคิดว่าเกมส์ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่นี้เป็นแฟร์เกมส์ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่จะเล่นเกมส์ตามกฏกติกาที่มีอยู่ ซึ่งจะว่าไปตามกฏกติกาที่มีอยู่ในสภาพบ้านเมืองไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แบบนี้ เจ้าหน้าที่ก็ถือแต้มต่อเหนือกว่าผมมากมาย

แต่ผมไม่คิดเลย ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองถือกฏหมายฉบับที่เอาเปรียบกฏขี่บังคับประชาชน อยู่ในมือแบบมีอำนาจล้นเหลืออยู่แล้ว พวกท่านยังพยายามใช้อำนาจเถื่อนเล่นเกมส์นอกกฏกติกาที่มีมากอยู่แล้วเข้าไป อีก

วันที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอบุกเข้าจับผมเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาพาผมกลับไปบ้าน พวกเขาเข้าค้นบ้านผมทุกซอกทุกมุม ก็ไม่พบสิ่งของผิดกฏหมายอะไร คงพบแต่โน๊ตบุ๊คผมและหนังสือมากมายเต็มบ้าน พวกเขายังหยิบหนังสือการเมืองบางเล่มไปเพื่อจะดูว่าผมอ่านอะไรบ้าง และภายหลังพวกเขาก็คืนมาให้ผมอย่างดี

หลังจากนั้น เมื่อผมหลบหนีออกจากประเทศไม่นาน บ้านหลังนี้ที่ผมตั้งใจซื้อเพื่อให้แม่กับน้องผมได้มาอยู่ด้วยก็มีเหตุ จำเป็นให้ต้องประกาศขาย เพราะเมื่อผมไม่อยู่ต้องหลบออกจากประเทศ ผมไม่มีงานทำ เงินที่ผ่อนบ้านแต่ละเดือนแม่กับน้องสาวผมไม่อาจรับภาระไหว ผมจึงต้องตัดใจประกาศขาย และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อมั่นใจว่าเมื่อซื้อแล้วท่านสามารถเข้าอยู่ ได้ทันที ผมจึงต้องให้แม่กับน้องสาวย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น บ้านหลังนี้ก็ว่างลงเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ไม่มีสิ่งของหลงเหลือในบ้าน คงมีแค่จักรยานคันโปรดของผมฝากจอดไว้อยู่

แต่ แล้วจู่ๆไม่กี่วันมานี้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เล่นเกมส์เถื่อนกับผม เขาโทรไปหาน้องสาวผมทำทีเป็นขอซื้อบ้าน ถามว่าทำไมถึงขายบ้าน น้องสาวผมก็บอกไปว่าพี่ชายให้ขายเพราะพี่ชายไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากนั้นก็มีคนโทรมาอีกครั้งคราวนี้เปิดเผยตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกว่าจะขอเข้าค้นบ้าน มีกุญแจมั๊ย ซึ่งแน่นอนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นัดล่วงหน้า น้องสาวผมก็อยู่ไกลและไม่ได้เตรียมกุญแจมาจึงบอกไปตามนั้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับบอกว่าตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้ว จะขอเข้าค้นเลย มีหมายค้นด้วย น้องสาวผมก็เลยงงว่าจะค้นหาอะไรเพราะบ้านไม่มีใครอยู่มาเป็นปีแล้ว และสิ่งที่ตำรวจบอกทำให้ตอนนี้แม่และน้องสาวผมตกใจและหวาดกลัวมาก เพราะตำรวจบอกว่า จะเข้าค้นปืนเถื่อนภายในบ้าน! และพวกเขาก็เข้าไปค้นภายในบ้านโดยที่ผมไม่ทราบว่าพวกเขาใช้กุญแจอะไรไข เข้าไป และขณะที่ค้นก็ไม่มีคนที่ผมมอบหมายรับรู้การค้นนั้นด้วย และตอนนี้ผมก็ไม่ทราบว่าเขาบันทึกการตรวจค้นว่าพบอะไรหรือไม่!

เหตุการณ์บัดซบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลสองอย่าง

หนึ่ง การที่ตำรวจยกขโยงกันไปค้นบ้านแบบนี้ แน่นอนเพื่อนบ้านย่อมแตกตื่นและเป็นที่โจษจันกัน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้การที่บ้านหลังนี้จะขายได้ย่อมเป็นเรื่องยาก เพราะผมสังเกตุพฤติกรรมคนมาซื้อบ้านก็มักจะไต่ถามความเป็นไปของบ้านจาก เพื่อนๆบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน ถ้าคนจะมาซื้อทราบว่าบ้านหลังนี้เห็นตำรวจยกโขยงมาค้นปืนเถื่อนแบบนี้ ท่านว่าจะมีใครอยากซื้อหรือไม่

สอง หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นทำให้แม่และน้องสาวผมหวาดกลัวและกดดันมาก จริงๆมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่ผมไม่เคยเล่าคือ เมื่อผมโพสเรื่องราวที่ผมโดนจับครั้งแรกนั้น แม่ผมกับน้องก็โดนเรียกไปสอบ นั้นทำให้ครั้งนี้ พวกเขาถึงขนาดเอ่ยปากฝากมาว่าให้ผมเลิกโพสอะไรเสียทีเถอะ เพราะคนที่อยู่ในประเทศเดือดร้อน นี่มันก็เหมือนเจ้าหน้าที่ทำอะไรผมไม่ได้ก็เที่ยวไปกดดันคนที่ผมรักแทน เพื่อจะให้ผมหยุดต่อสู้

ผมอยากจะฝากบอกไปถึงเจ้า หน้าที่บ้านเมืองทั้งหลายไม่ว่าหน่วยไหนก็ตาม ผมเป็นประชาชนธรรมดาครับ ผมไม่เคยมีอาวุธใดๆในบ้าน ไม่ว่าอาวุธถูกกฏหมายหรืออาวุธเถื่อน อย่าใส่ร้ายป้ายสีผม หรือไม่ทราบว่าท่านมองจักรยานเสือหมอบผมเป็นอาวุธ!

แต่ ถ้าผมจะมีอาวุธอะไรที่จะใช้ต่อสู้เพื่อให้ประเทศที่ผมรักมีความ ยุติธรรมกลับคืนมา เพื่อให้ประชาชนที่รักเสรีภาพอยู่กันอย่างไม่ต้องหวาดกลัวกฏหมายและอำนาจที่ ไม่เป็นธรรม ผมก็จะบอกว่าผมมีแค่กล้องถ่ายรูป มีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และอาวุธอีกอันที่สำคัญที่ผมมี ซึ่งท่านควรจะกลัวมากกว่าอาวุธปืนที่พวกท่านเสแสร้งปั้นแต่งขึ้นเพื่อป้ายสี ผม นั่นคือหัวใจของผมครับ

ในชีวิตผม ก็เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาบ่อยครั้ง เรื่องการยัดข้อหาให้กับประชาชนผู้บริสุทธ์ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเจอเข้ากับตัวเอง ผมไม่ทราบว่าที่พวกท่านกระทำลงไปมีเหตุผลอะไร

ผมไม่รู้พวกท่านพยายาม ปั้นแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม พวกท่านคงพยายามจะสร้างภาพว่าประชาชนในประเทศนี้ที่ลุกขึ้นเรียกร้องความ เป็นธรรมในประเทศ เป็นพวกก่อการร้าย เหมือนๆกับที่ท่านพยายามจะใส่ร้ายป้ายสีประชาชนมาตลอด เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องจริงว่าที่ประชาชนลุกขึ้นมาสู้นั้นเพราะอะไร

แต่ พวกท่านคงได้แต่มองประชาชนอย่างผิวเผิน คิดเอาเองว่าต้องมีปืนเท่านั้นประชาชนจึงจะกล้าลุกขึ้นสู้ แต่ผมอยากให้พวกท่านลองมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ดูเถิดครับ ว่ามีประชาชนมือเปล่าหรืออย่างเก่งก็แต่มีหนังสติ๊กวิ่งเข้าสู้ทหารที่มี อาวุธปืนเต็มอัตราศึกอย่างไร พวกเขาไม่มีอาวุธเทียบเท่าพวกท่าน แต่อย่างนึงที่ประชาชนผู้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมมีเหนือกว่าพวกท่าน คือหัวใจครับ

และถ้าท่านจะใช้กฏหมายวิธีการพิสดาร พันลึกเข้าเหยียบย่ำบีบบังคับหัวใจคน เหล่านี้ ผมขอบอกว่า นอกจากจะไม่ทำให้พวกเขาสยบยอมแล้ว พวกเขาจะลุกขึ้นสู้และตะโกนบอกพวกท่านว่า กูไม่กลัวมึงครับ แม้พวกเขาจะไม่มีอาวุธอยู่ในมือก็ตาม
ท้าย นี้ผมรับประกันแบบมนุษย์ธรรมดาคนนึงได้เลยครับว่า แม้ว่าพวกท่านจะพยายามใช้วิธีเถื่อนใส่ร้ายป้ายสีผมอย่างไร ผมก็จะสู้กับพวกท่านอย่างแฟร์เกมส์ครับ ผมจะไม่ใช้วิธีเถื่อนอย่างที่พวกท่านทำกับผมแน่นอนครับ ผมขอเอาเกียรติของประชาชนธรรมดานี่แหละครับยืนยัน

เพราะ ผมเชื่อว่าเมื่อวันนึงประเทศเขาสู่ความปกติและมีเสรีภาพ เมื่อนั้นประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้เองครับว่า ในวันที่บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเถื่อนใครหน่วยงานไหนทำอะไรไว้บ้าง.

ปรวย salty head
16 ธันวาคม 2554

เป็น วันที่ตัดสินใจยากยิ่งว่าจะโพสเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ดีหรือเปล่า แต่แล้วก็ตัดสินใจโพสครับ และพร้อมยอมรับและเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากโพสไปแล้ว


0 0 0 0 0


ปล.สำหรับท่านที่ไม่เคยอ่านเรื่องราวของผมมาก่อน อ่านได้ที่นี้ครับ

เขาจับผมยังไง เรื่องจริงจาก ปรวย salty head ตอนที่ 1 http://liberalthai.wordpress.com/2010/07/26/dsi/

เขาสอบสวนผมยังไง เรื่องจริงจาก ปรวย salty head http://liberalthai.wordpress.com/2010/07/28/dsi-2/

โพลล์ไทยอีนิวส์: ความเห็นต่อไทยอีนิวส์ & รมต.ในครม.ยิ่งลักษณ์

ที่มา Thai E-News



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




หมายเหตุ: เป็นการสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม 2554

Friday, December 16, 2011

กรณีศึกษา: กฎหมายหมิ่นฯในยุโรป

ที่มา Voice TV









การปกครองโดยระบอบเสรีประชาธิไตย มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลก ที่สถาบันกษัตริย์ยังคงได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดภายใต้เครื่องมือที่ ชื่อว่า "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ยุโรป นับเป็นภูมิภาคที่ประกอบไปด้วยประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ที่เก่าแก่และมั่น คงมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นอดีตจักรวรรดิที่รุ่งเรืองอย่างสหราชอาณาจักร หรือประเทศในแถบสแกนดิเนเวียอย่างนอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ก ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่สถาบันกษัตริย์มีบทบาทมาอย่างยาวนานและแนบแน่นกับ ประวัติศาสตร์ของชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมา พระราชวงศ์ในกลุ่มชาติยุโรป ผ่านการปรับตัวตามระบบการปกครองที่เปลี่ยนไป จนปัจจุบัน เกือบทั้งหมดอยู่ในสถานะสัญลักษณ์ของชาติ และแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองของประเทศ นอกจากการปรากฎตัวตามพระราชประเพณีเท่านั้น

ในประเทศอังกฤษ นับเป็นชาติที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นอัตลักษณ์สำคัญที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่ปี 2258 หรือ 296 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่เคยปรากฎว่า มีการดำเนินคดีกับประชาชน ในข้อหาดูหมิ่นหรือกล่าวร้ายต่อกษัตริย์ สมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอังกฤษหรือชาวต่างชาติ

ในทางตรงกันข้าม การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ นับตั้งแต่แฟชั่นการแต่งกาย ไปจนถึงความประพฤติที่ไม่เหมาะสม กลับเป็นหนึ่งในประเด็นที่เป็นที่ชื่นชอบ ของสื่อและประชาชนอังกฤษมากที่สุดก็ว่าได้

สำหรับในเดนมาร์ก กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอาญามาตรา 267 ที่บัญญัติให้ผู้หมิ่นประมาทประมุขของประเทศ ต้องจำคุกไม่เกิน 4 เดือน และมาตรา 115 ก็ระบุว่า หากมีการหมิ่นประมาทกษัตริย์ ผู้สำเร็จราชการ หรือสมเด็จพระราชินี จะถูกเพิ่มโทษจำคุกเป็นไม่เกิน 6 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศเดนมาร์ก ก็ยังไม่เคยมีการฟ้องร้องด้วยข้อหาดังกล่าวเช่นกัน

ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเนเธอแลนด์ ก็แทบจะไม่เคยมีการฟ้องร้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากในปี 2550 ที่ชายผู้หนึ่งถูกปรับเป็นเงิน 400 ยูโร หรือประมาณ 16,000 บาท เนื่องจากเขาใช้คำหยาบคายด่าทอสมเด็จพระราชินีเบียทริกซ์แห่งเนเธอแลนด์กับ ตำรวจ

อย่างไรก็ตาม ในประเทศสเปน นิตยสาร เอล คูเอเบส (El Jueves) ซึ่งเป็นนิตยสารแนวเสียดสีการเมือง เคยถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อปี 2550 เนื่องจากได้มีการนำภาพวาดการ์ตูนเจ้าชายเฟลิเป้ มกุฎราชกุมารสเปนกำลังมีเพศสัมพันธ์กับเจ้าหญิงเลติเซีย พระชายาขึ้นปกนิตยสาร เพื่อล้อเลียนนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศจะจ่ายเงินให้กับคู่สมรสทุกคู่ที่มี บุตร โดยนิตยสารฉบับดังกล่าวถูกริบจากแผงหนังสือทั่วประเทศ ส่วนบรรณาธิการถูกตัดสินว่ามีความผิด และต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน 3,000 ยูโร หรือ 120,000 บาท

จะเห็นได้ว่า การฟ้องร้องประชาชนในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เกิดขึ้นน้อยมากในยุโรป และถึงแม้จะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น การลงโทษผู้กระทำผิดก็เป็นการดำเนินคดีอย่างเปิดเผยในลักษณะคดีหมิ่นประมาท ทั่วไป โดยมาตรการลงโทษก็เป็นเพียงการปรับ และยังไม่เคยมีการลงโทษถึงขั้นจำคุก

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่นานาชาติจะแสดงความกังวลต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของไทย ที่นอกจากจะมีการบัญญัติโทษที่รุนแรงแล้ว ลักษณะการดำเนินคดียังไม่เปิดเผยอีกด้วย

เฟซบุ๊กปล่อย Timeline ให้ใช้ทั่วโลกแล้ว

ที่มา Voice TV

เฟซบุ๊กปล่อย Timeline ให้ใช้ทั่วโลกแล้ว

เฟซบุ๊กปล่อยระบบ Timeline ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ใช้แล้ว ทั้งผ่านเว็บ ผ่านมือถือ และ facebook for android

หลังจากมีข่าวมาสักพักใหญ่ๆ เรื่องที่เฟซบุ๊กจะปล่อยให้ผู้ใช้ได้ใช้ระบบ Timelineแบบใหม่ แต่ก็ยังคงจำกัดในหมู่ devrloper เท่านั้น

ล่าสุด ทาเฟซบุ๊กได้ปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไป ได้ใช้ Timeline ได้แล้ว โดยสามารถเข้าไปที facebook.com/about/timeline แล้วกด Get It Now ได้เลย หลังจากนั้นจะมีการแนะนำวิธีการใช้งาน และความเปลี่ยนแปลงของการทำงานที่ต่างจากเดิม

เมื่อเข้าไปที่หน้าโปรไฟล์เฟซบุ๊กของเราเองก็จะเจอหน้าโปรไฟล์แบบใหม่ (ดังรูป)

ซึ่งจะพบคำว่าเลือกเปลี่ยนรูปปกอัลบั้ม ที่เราสามารถเปลี่ยนได้ตามใจชอบ (คล้ายๆ กับ hi5 นิดๆ ) และจะออกมาดังรูป

ระบบ Timeline แบบใหม่นี้ นอกจากจะช่วยตกแต่งเฟซบุ๊กให้น่าสนใจขึ้นแล้ว ยังมีการจัดหมวดหมู่ข้อมูลส่วนตัวในเฟซบุ๊กไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งเพื่อน รูปภาพ แผนที่ ฯลฯ และยังมีการแยกคอลัมน์ซ้าย ขวา เพื่อการแสดงผลข้อความ รูปภาพ และวิดีโอได้ชัดเจนมากขึ้น

อีกทั้งระบบ Timeline แบบใหม่นี้ ยังสามารถช่วยคุณค้นหาเรื่องราวต่างๆ ที่เคยโพสต์ในเฟซบุ๊กได้ จนถึงวันแรกที่คุณเริ่มใช้ โดยคลิกที่ด้านขวามือ ที่มีระบุช่วงเวลาไว้อย่างชัดเจนได้เลย

และนอกจากระบบ Timelineแบบใหม่นี้จะสามารถใช้ได้บนเว็บราวเซอร์ทาง www.facebook.com แล้ว ยังสามารถใช้ได้ผ่านมือถือ ที่ m.facebook.com หรือเข้าใช้ผ่าน facebook for android เวอร์ชั่นล่าสุด ( 1.8.1) อีกด้วย

Source : facebook (image)

ภาพความเข้มแข็ง กับ ภารกิจผูกมิตรกองทัพ

ที่มา Voice TV

ภาพความเข้มแข็ง กับ ภารกิจผูกมิตรกองทัพ

เป็นภาพที่ดูด้วยความสง่าสงาม ในการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจเยี่ยมเหล่าทัพ ของนายกฯหญิงคนแรก

และเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นของ กองทัพไทย ที่ได้มีโอกาสต้อนรับ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ด้วยการตั้งแถวกองทหารเกียรติยศต้อนรับ

สำหรับภารกิจ ในการตั้งกองทหารเกียรติยศ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการจัดกองทหารเกียรติยศ พ.ศ. 2528กำหนดให้จัดในโอกาสดังต่อไปนี้

สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี และรัชทายาท ให้จัดเมื่อเสด็จในงานพระราชพิธี รัฐพิธี งานพิธีของทหารหรือเสด็จประพาสต่างท้องถิ่น, สำหรับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้จัดเช่นเดียวกับในข้อ

สำหรับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้จัดเมื่อไปราชการต่างท้องถิ่น และในท้องถิ่นนั้นมีหน่วยทหารตั้งอยู่

สำหรับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้จัดเมื่อไปราชการต่างท้องถิ่น และในท้องถิ่นนั้นมีหน่วยทหารในสังกัดตั้งอยู่

สำหรับประมุขของรัฐต่างประเทศ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ และแขกผู้มีเกียรติของรัฐบาล

สำหรับ พระบรมราชานุสาวรีย์และอนุสาวรีย์ผู้ประกอบคุณงามความดีแก่ประเทศชาติเป็น อย่างยิ่ง ให้จัดเมื่อประกอบพิธีเปิดหรือจัดพิธีสมโภชเป็นทางราชการ

สำหรับศพทหารซึ่งเสียชีวิตในขณะประจำการ ให้จัดเมื่อเวลาเผาหรือฝัง ตามศาสนาของผู้เสียชีวิต และสำหรับธงชัยเฉลิมพล ให้จัดในเมื่อเวลารับหรือส่งธง

ภาพของความพร้อมใจ ที่ดูเหมือนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทอดไมตรีความเป็นมิตร กับทางผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นาภพที่ดูแล้วอาจจะเป็นความหวังของรัฐบาลกับกองทัพ ที่จะหลอมการทำงานด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน

ในสภาวะการณ์ “ระเบิดด้าน” ป่วนเมือง และความหวาดระแวงว่า “ทหารหลงยุค” บางส่วนยังอยากวาดฝัน เพื่อให้ความจริงเป็นไปตามที่คิด ต้องยอมรับว่า ยังมีอยู่

หรือ เป็นการแสดงไมตรี ในช่วงกระแสเขย่าผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กำลังระอุ แต่ก็มีคำยืนยันจาก นายกรัฐมนตรีแล้วว่า ยังทำงานร่วมกันได้ดี และยังไม่มีแนวคิดอะไรในการเข้าไปจัดการภายในกองทัพ แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พร้อมที่จะสนองงานร่วมกับทางกองทัพ เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างราบรื่นต่อไป

โดย ภารกิจที่ผ่านมาในการเข้าตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ประกอบด้วย ในวันที่ 14 ธ.ค. นายกฯ เข้าตรวจเยี่ยม กองบัญชาการกองทัพบกและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในฐานะที่ นายกฯเป็นผอ.กอ.รมน.โดยตำแหน่ง โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และคณะให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ พร้อมกับมีการตรวจเยี่ยมผลงานและความก้าวหน้าของกองทัพบก นอกจากนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้รายงานผลการทำงานของ กอ.รมน.

ต่อมาเป็นการตรวจเยี่ยม งานในส่วนของกองทัพอากาศ กองทัพอากาศ ที่นอกจาก พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ เดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ แล้วเดินไปยังอนุสาวรีย์ทหารอากาศเพื่อวางพวงมาลา สักการะพระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถทำพิธีประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบิน ชั้นกิตติมศักดิ์ของกองทัพอากาศ พร้อมรับมอบประกาศนียบัตรจากผู้บัญชาการทหารอากาศ

ขณะที่ในวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี และคณะตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ให้การต้อนรับ ได้ขึ้นแท่นรับการเคารพจากกองทหารเกียรติยศ ระหว่างนั้นวงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ผู้บังคับกองทหารเกียรติยศ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้นำนายกรัฐมนตรีเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

จาก นั้น นายกรัฐมนตรีไปยังอาคารกองทัพเรือ เข้าห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพเรือ เพื่อทำพิธีรับมอบเครื่องหมายความสามารถนักทำลายใต้น้ำจู่โจมกองทัพเรือ กิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารเรือ แล้วนายกรัฐมนตรีได้ไปกราบสักการะ ถวายเครื่องราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนไปยังห้องรับรอง อาคารส่วนบัญชาการ 5 ชั้น 2 เพื่อวางพวงมาลัยและกราบสักการะพระรูปปั้น พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และลงนามในสมุดเยี่ยม

และจากการตรวจเยี่ยมเหล่าทัพ เป็นภาพการย้ำไมตรีจิตจากนายกฯ ด้วยการตอบคำถามว่า “วันนี้ไม่หวาดระแวงกองทัพ เราทำงานด้วยกัน เชื่อใจกันค่ะ”

เป็นคำตอบที่ทำให้เห็นว่า รัฐบาลไทย และกองทัพไทย เริ่มจูนกันติด ซึ่งประจวบเหมาะกับท่าทีการชะลอการผลักดัน การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม รวมทั้ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ก่อน พร้อมกับโยนเข้าสู่เวทีของสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณา

เรียกว่างานนี้ รัฐบาล เด้งเชือกเอาตัวรอดลดแรงกดดันไปได้อีกยก เพราะที่ผ่านมากระแสการเร่งรัด เรื่องการเข้าไปลดอำนาจการต่อรองของกองทัพในการแต่งตั้งโยกย้าย ด้วยการจะขอแก้พ.ร.บ.กลาโหม สร้างความหวาดระแวงต่อกันมาตลอด เพราะเกรงว่า อาจจะทำให้การเมืองมีอำนาจเหนือกองทัพ อันจะนำเข้าไปสู่การแต่งตั้งโยกย้ายได้ตามสะดวก และตามใจนักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทัพไม่ต้องการ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมือง ก็หวาดระแวงเช่นกันว่า หากกองทัพแข็งกระด้างมากเกินไป จะทำให้บริหารจัดการในการทำงานร่วมกันไม่ได้ เมื่อต่างฝ่ายต่างกลัว จึงต่างหวาดระแวง

แต่ด้วยท่าทีที่อ่อนโยน และไมตรีที่ห่วงใย ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่แสดงออกมาให้เห็นตั้งแต่การแต่งตั้ง รมว.กลาโหม และการไม่เข้าไปยุ่งในโผการแต่งตั้งโยกย้ายระดับสูง ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เห็นท่าทีที่รอมชอมกันมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ลดแรงเสียดทานทางการเมืองได้ดีทีเดียว

ประจวบเหมาะกับบทบาทการทำงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ส.ส.บัยยชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน ที่งานทยอยคืบหน้าไปเรื่อยๆ โดยมีตัวแทนทั้งในฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเข้ามาร่วมงานกัน จึงอาจได้เห็นแนวทางร่วมกันสู่ทางออกได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม หากแรงเสียดทานเหล่านี้ลดลง อาจจะช่วยให้ รัฐบาลนี้ พอมีจังหวะและเวลาในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆออกมาได้ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์น้ำลด ที่รัฐบาลจำเป็นต้องรวมพลังทุกภาคส่วน เรียกความเชื่อมั่น และสร้างความเชื่อใจ ทั้งในและนอกประเทศให้กลับคืนมาโดยเร็ว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น และฟื้นฟูคะแนนนิยมให้ดีขึ้นมา

เพราะเมื่อเวลาต้องส่งไม่ต่อ ให้กับ “บ้านเลขที่ 111”ที่ จะพ้นโทษกลับมาลงสนามการเมืองได้อีกครั้งในช่วงกลางปีหน้า หากเตรียมการไว้ดี การยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป อาจเป็นความหวังที่อาจได้รัฐบาลเสียงข้างมากที่ชัดเจนได้อีกครั้ง

แต่นั่นอาจเป็นภาพในอนาคต ส่วนภาพปัจจุบันที่ได้เห็นกันแล้ว คือ ภาพของความสง่างามในการทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะการปฏิบิติหน้าที่เคียงคู่กับชายชาติทหาร แห่งกองทัพไทย

ทุกย่างก้าวในการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จึงมองได้เหมือน “ดอกไม้งาม” บนความแข็งแกร่ง เป็นภาพที่ไม่คุ้นตานัก เพราะที่ผ่านมาอาจจะคุ้นชินกับภาพของ นายกรัฐมนตรีชาย

กับภารกิจที่ผ่านมา ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่าหลายคนคงส่งกำลังใจให้กับ นายกฯยิ่งลักษณ์ ในการทำงานและฝ่าฟันอุปสรรคได้ต่อไป

โอกาส นี้ จึงขอประมวลภาพภารกิจการตรวจเยี่ยมกองทหารเกียรติยศในต่างแดนมาให้ชมกันอีก ครั้ง ถือเป็นความภูมิใจกับ นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย.

อินโดนีเซีย

สหภาพพม่า

กัมพูชา

สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

บรูไน

ทีมข่าววอยซ์ทีวีออนไลน์ : รายงาน

Source : Mthai , มติชนออนไลน์ , AFP , YONHAP (Image)

รายการชูธง ณัฐวุฒิ+จตุพร 15-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=816

ด่วน! ภาพวางระเบิด 3 จุด ในกรุงเทพเช้านี้

ที่มา go6tv

วน! ภาพวางระเบิด 3 จุด ในกรุงเทพเช้านี้

pic.twitter.com/gPquJwP2

pic.twitter.com/5yZOi1kn

สิ่งที่อยู่ในยางรถคือระเบิด!!

เจ้าหน้าที่ชุดกู้ระเบิดมาถึงก็เตรียมเครื่องมือ

pic.twitter.com/5w11PJz1

กล่องดำใหญ่พร้อมบึ้ม จนท.เก็บกู้แล้ว หน้าธนาคารกรุงเทพ 1ใน3 ของจุดวางระเบิดเช้านี้

กู้แล้ว! ระเบิดหน้าธนาคากรุงเทพ ลาดกระบัง20/1

เจ้าหน้าที่เข้ากู้ระเบิดบริเวณถนนคู่ขนานกาญจนา-ปากซอยวัดกิ่งแก้ว

ระเบิดลูกนี้มีไฟ!!!! เจ้าหน้าที่แจ้งนักข่าวช่างภาพหลบหลังรถกันกระสุน (เสียวโว้ยยยยย)

เจ้าหน้าที่ลากระเบิดออกมาแล้วเอาเครื่องวางเอ็กซเรย์

ตำรวจผู้ใหญ่หลายนายลงพื้นที่ บอกแถลงข่าวที่บชน.9.30-10.00น.พร้อมกันทีเดียว ขณะนี้รอชุดเก็บกู้ระเบิด



เมื่อ เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวในรายการเก็บตกจากเนชั่น ถึงเหตุการณ์วางระเบิด 3 จุดในพื้นที่ประเวศ , ลาดกระบัง และซอยสุขุมวิท 77 เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ว่า ระเบิดทั้ง 3 จุดที่ทางตำรวจสามารถเก็บกู้ได้ในครั้งนี้ เป็นระเบิดที่มีการติดวงจรที่มีลักษณะคล้ายกับการวางระเบิดที่ด้านหน้ากอง สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามระเบิดที่นำมาวางไว้ทั้ง 3 จุดดังกล่าวขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเก็บกู้ได้ทั้งหมดแล้ว ส่วนระเบิดที่มีการนำวางไว้ทั้ง 3 จุด จะสามารถระเบิดได้หรือไม่นั้น คงจะต้องรอการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพราะในการเก็บกู้นั้นได้มีการตัดวงจรดังกล่าวไปก่อน

เมื่อ ถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบได้อย่างไรว่าจะมีการวางระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้น พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุการวางระเบิดที่ด้านหน้าสำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีดังกล่าวได้มีการติดตามสอบสวนสืบสวนอย่างต่อ เนื่อง จนทำให้เจ้าที่ตำรวจรู้เบาะแส และรู้ตัวผู้กระทำผิด จึงเป็นที่มาของการได้ตัวและได้ของระเบิดของกลางดังกล่าวเมื่อกลางดึกที่ ผ่านมา

เมื่อ ถามว่า ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ 1 คน ใช่หรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า "ถูกต้องครับ" เมื่อถามต่อว่า คนร้ายที่สามารถจับกุมตัวได้นั้น เป็นใคร หรือเป็นคนมาจากกลุ่มไหน พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า เบื้องต้นทราบมาว่าผู้กระทำความผิดชื่อนายจีระวัฒน์ อายุ 44 ปี เป็นคนกทม. โดยในขณะนี้กำลังมีการสืบสวนกันอยู่ เมื่อถามว่า ทราบหรือยังว่า เป็นคนกลุ่มเดียวกับคนร้ายที่นำระเบิดไปวางที่กองสลากฯหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังสอบสวนกันอยู่ แต่การต่อวงจรต่างๆ มีลักษณะที่คล้ายๆ กัน

เมื่อ ถามว่า นายจีระวัฒน์ที่จับกุมตัวได้ในขณะนี้ ใช่กลุ่มมาจากแก๊งค้ายาเสพติด พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มก่อกวน เมื่อถามว่า ใช่กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องการเมือง พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตอนนี้ตัวคนร้ายยังไม่ยอมพูดอะไร และเวลานี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบกันอยู่

ขอขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์
khanathit Nation KCL @Hui_Nation_kcl

♫ VDO 2011 Dec PM Yingluck visit 3 Thai Armies

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

♫ VDO 2011 Dec PM Yingluck visit 3 Thai Armies



♫ VDO 2011 12 09 นายก ยิ่งลักษณ์ เยือนกลาโหม



♫ VDO PM Ascocenda ღ Yingluck Shinawat ღ on ASEAN Visit