WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 19, 2011

สู้เพื่อเป้าหมาย ประชาธิปไตยสมบูรณ์ "ไม่ชนะไม่เลิก" แค่ไหน-อย่างไร?

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

คอลัมน์ เปิดหน้าปล่อยการ์ด เขียนโดย อริน

ข้อเสนอ 6 ข้อ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ (ปรับปรุงครั้งที่ 4)

1. รัฐประชาธิปไตยที่แยกอำนาจอธิปไตย ออกเป็น 3 ส่วนอย่างเด็ดขาด บนหลักตรวจสอบและคานอำนาจ ในระบบ "งูกินหาง" หรืออธิบายแบบภาษารากหญ้า คือ "ข้าไล่เอ็ง เอ็งไล่มัน และมันไล่ข้า" ไม่ใช่แบบ "อำนาจอภิอธิปไตย" อันเรียกขานกันในรอบ 3 ปีมานี้ว่า "ตุลาการวิบัติ" และแทบจะดำรงคงอยู่ในลักษณะ "แตะต้องไม่ได้" ประการสำคัญที่สุด "ผู้แทนปวงชน" ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น โดย "สภาผู้แทนราษฎร" เลือกตั้งมาจากเขตการเลือกตั้งตามจำนวนประชากร และ "สภาผู้แทนจังหวัด" เลือกตั้งโดยตรงประกอบด้วยผู้แทนจังหวัดละ 2 คน ทำหน้าที่ "วุฒิสภา" แบบเดิม

2. สิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง ประการแรก "ประมุขฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" โดยตรง และเป็นตำแหน่งที่อยู่บนหลักการที่ว่า ไม่สามารถดำเนินการอย่างอื่นในการถอดถอนได้ เว้นไว้เสียแต่ด้วยกระบวนการอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกับกระบวนการยื่นถอดถอน (impeachment) โดยสภาผู้แทนฯในสหรัฐอเมริกา และให้ "สภาผู้แทนจังหวัด" กับ "ศาลฎีกา" ดำเนินการพิจารณาถอดถอนร่วมกัน และประการที่สอง การเลือกตั้ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" โดยตรง และรับรองใน "สิทธิอัตวินิจฉัยทางประชาชาติ" โดยยึดหลักท้องถิ่นมีความแตกต่างจากส่วนกลาง ทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ซึ่งเคยเสนอความคิดเห็นเบื้องต้น - ไม่ใช่ในฐานะนักกฎหมาย - ไว้ในบทความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ความเห็น 3 ประการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=40257) โดยที่ผมเรียกร้องในประเด็นหลักถึง "ระบบกล่าวหา" ที่พิจารณาจาก "ผู้ต้องหาผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมที่แทบไม่พบในอารยะประเทศและเป็นประชาธิปไตย อีกต่อไปแล้ว; ประเด็นถัดมา คือความเป็นไปได้ของการนำ "ระบบลูกขุน" มาใช้ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้พิจารณาคดีที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเสมอภาคและหลักการ เสรีภาพ ด้วยการ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น "ประชาธิปไตย"; ประเด็นถัดมา การรับรอง "ประมุขฝ่ายตุลาการ" ที่ผ่าน "รัฐสภา"; และประเด็นสุดท้าย การนำ "ระบบศาลเดี่ยว" มาใช้ ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง คือ "ศาลอุทธรณ์" และศาลสูง คือ "ศาลฎีกา" ทั้งนี้หมายความว่า "ศาลอื่น" ไม่มีอำนาจในการพิพากษาอรรถคดี

4. "องค์กรอิสระทั้งหมด" ต้องออกจากรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้เป็นอำนาจอธิปไตย ไม่สามารถใช้อำนาจที่เป็นของปวงชนได้ตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย นั่นคือองค์การทางการเมืองการปกครองใด "ต้อง" เกิดขึ้นและดำเนินงานภายใต้การตรวจสอบได้โดยผู้แทนปวงชน

5. ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่อขง "องคมนตรี" อยู่ใน รัฐธรรมนูญ โดยอาศัย "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน" ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2475; "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม" ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 นั้น ปรากฏว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปราศจาก "องคมนตรี" ทั้งนี้บทบัญญัติว่าด้วย "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" นั้นบัญญัติไว้ดังนี้

ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน (ชั่วคราว)

มาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน

รัฐธรรมนูญ 2475
มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ไซร้ ท่านให้สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ท่านให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว

ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2489
มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้นและในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว

นั่นคือ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (แห่งรัฐ) นั้น องค์กรทุกองค์กร รวมทั้งองค์กรที่ปฏิบัติพระราชภาระแทนพระองค์ ล้วนมาจากกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ทั้งนี้ใน ส่วน "องคมนตรี" นั้น เป็นพระราชอำนาจในพระองค์ ที่จะทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย เพื่อเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ โดยหาได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เช่นในอดีตที่ประเทศสยามและหรือประเทศไทยในเวลาต่อมา มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศมาแล้วถึง 2 ฉบับ รวมทั้งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองอีก 1 ฉบับ โดยเป็นที่รับรองกันไม่เพียงในเฉพาะแวดวงรัฐศาสตร์ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเสียยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญในสมัยหลัง ซึ่งมักจะมีรากฐาน หรืออิงแนวคิดพื้นฐานมาจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว 2490 ที่เกิดจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม"

6. การประกาศไว้ใน "บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" (ไม่ใช่เพียงใน "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ที่อาจถูก "ฉีก" โดยการทำรัฐประหาร) ยืนยันอำนาจอธิปไตยที่ "เป็นของปวงชนชาวไทย" ซึ่งกินความไปถึง "รูปแบบ" และ "กระบวนการ" ทางการเมืองการปกครองทั้งมวลที่มีที่มาอยู่บนหลักการ "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" จึงสมควรให้มีบทบัญญัติที่อยู่เหนือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ให้ประชาชน "มีสิทธิเสรีภาพเต็มสมบูรณ์ ในอันที่จะลุกขึ้นต่อต้าน คัดค้านและตอบโต้ ทุกความพยายามในอันที่จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย" ทั้งนี้มีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ให้การเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย เป็นความผิดซึ่งประชาชนทุกคนสามารถกล่าวโทษและต่อต้านคัดค้านได้; นอกจากนี้ โดยหลักการประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้มีการรณรงค์ทั้งในและนอกสภา ในอันที่จะกำจัดอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง "คำสั่งทั้งหลายโดยการรัฐประหารซึ่งไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย" ซึ่งได้แก่ "ประกาศคณะปฏิวัติ" และ/หรือ คำสั่งหรือประกาศอื่นใดในทำนองเดียวกัน

ถึงตรงนี้ เราควรต้องย้ำกับทุกคนทุกฝ่าย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นรู้ดีอยู่แล้วว่า เลือกกี่ครั้งกี่ครั้งก็คนที่เอื้อประโยชน์รูปธรรมให้แก่ประชาชน ย่อมได้รับความสนับสนุนจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่าง แน่นอน

คำถามคือ แล้ว "เรา" ประชาชนผู้ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย กับบุคลากรทางการเมืองในระบบ จะทำอย่างไร - เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากอย่างเช่น... การรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) …หรือ การรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

หลักประกันที่ว่านี้ มีเงื่อนไขที่ถึงพร้อม 2 ประการด้วยกัน คือ

1. การบัญญัติเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ไม่อาจทำลายได้ และกฎหมายนั้นมีลักษณะเป็น "สัญญาประชาคม" นั่นคือ "รัฐธรรมนูญประชาชน ที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์"

2. สำนึกประชาธิปไตยในหมู่ประชาชน ที่ก่อรูปและพัฒนาทั้งในด้านกว้างและระดับลึก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจลึกซึ้งและยึดกุม ความหมายของวลีที่ว่า "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"...

นั่นหมายความว่า... ถ้าเพียงแต่ได้อำนาจรัฐมาโดยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถมีหลักประกันที่จะพิทักษ์อำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เอาไว้ได้ ก็ป่วยการที่จะยืนยันถึงสิ่งที่เรียกกันว่า "ประชาธิปไตยกินได้"

พูด อย่างถึงที่สุด สำหรับ พ.ศ. นี้ คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็นอีกต่อไป ที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นอันเป็นหัวใจของ "การเมืองการปกครอง"

คำถามมีประการเดียว - ก็พวกเราที่ตระหนักรู้ในเหตุและปัจจัยของอุปสรรคในการสร้างประชาธิปไตยนั้น เอง - มีความเข้าใจและยึดกุมความสำคัญของ "อำนาจรัฐ" แค่ไหนมากกว่า

ด้วยภราดรภาพ
รุ่งโรจน์ 'อริน' วรรณศูทร
22 เมษายน 2554

Re:

(ปรับปรุงย่อย)

3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ซึ่งเคยเสนอความคิดเห็นเบื้องต้น - ไม่ใช่ในฐานะนักกฎหมาย - ไว้ในบทความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ความเห็น 3 ประการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=40257) โดยที่ผมเรียกร้องในประเด็นหลักถึง "ระบบกล่าวหา" ที่พิจารณาจาก "ผู้ต้องหาผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมที่แทบไม่พบในอารยะประเทศและเป็นประชาธิปไตย อีกต่อไปแล้ว โดยยืนยันหลักการ "ผู้ต้องหาบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ว่ามีความผิด"; ประเด็นถัดมา คือความเป็นไปได้ของการนำ "ระบบลูกขุน" มาใช้ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้พิจารณาคดีที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเสมอภาคและหลักการ เสรีภาพ ด้วยการ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น "ประชาธิปไตย"; ประเด็นถัดมา การรับรอง "ประมุขฝ่ายตุลาการ" ที่ผ่าน "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ด้วยการเสนอโดย "ฝ่ายบริหาร" ทั้งนี้เพื่อให้อำนาจตุลาการยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยอีก 2 อำนาจ; การนำ "ระบบศาลเดี่ยว" มาใช้ ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง คือ "ศาลอุทธรณ์" และศาลสูง คือ "ศาลฎีกา" ทั้งนี้หมายความว่า "ศาลอื่น" ไม่มีอำนาจในการพิพากษาอรรถคดี; และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดมี "สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมโดยเปิดเผย" และได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดีรวมทั้งสิทธิในการได้ รับ "การปล่อยตัวชั่วคราว

ประเทศไทยเหมือนประเทศอื่นในโลก ไม่ได้มีลักษณะพิเศษอะไร ที่ต้องปกครองแย่กว่า

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายประวิช รัตนเพียร ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน คนใหม่ แล้วผมหมดศรัทธาทันที ตอนที่มีคำถามในตอนท้ายว่า เห็นด้วยหรือไม่ ที่จะแก้ไข ม.112

คำตอบ ของนายประวิช รัตนเพียร" ตอบเหมือนสูตรสำเร็จที่พวกอำมาตย์ ใส่หัวคนไทยไว้ว่า ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในโลก เราจึงต้องรักษาลักษณะพิเศษเอาไว้ หรือ คำว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ที่จริงมันคือระบอบอำมาตยาธิปไตย แล้วมาอ้างว่าประชาธิปไตยแบบไทย ๆ)

คำตอบของนายประวิชคือ

อ้างถึง
ใน แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ประเทศไทยมีการปกครองแบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขดัง นั้นประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายหรือมาตรการรองรับในส่วนของเรา สังคมต้องวินิจฉัยว่า ประเทศเราไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนประเทศอเมริกา... (หยุดคิด) หลายประเทศก็ยังมีโทษเฆี่ยนอยู่ใช่ไหมครับดังนั้นจะเอาบริบทของสังคมไทยไป วิจารณ์ก็คงไม่ได้เพราะประเทศนั้นอาจจะมองว่ากฎหมายเฆี่ยนของเขาเหมาะสมกับ สังคมก็เป็นได้
"กฎหมายมาตรานี้มันก็มีพัฒนาการมาจากการปกครองของเรา ประเทศไทยมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเรามีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนใคร เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นหลัก" ประวิช กล่าวปิดท้าย

ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ไม่เหมือนกันสักประเทศ หากใช้หลักคิดอันนี้ แล้วมันต้องมีประชาธิปไตยที่แตกต่างกันด้วยหรือ มันไม่มีประชาธิปไตยแบบอื่นๆ นอกจากประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ไม่มีหลักการอันใดที่ให้ กลุ่มคนใด มาอ้างว่ามีอำนาจใหญ่กว่าประชาชน แล้วมาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย นั่นคือการหลอกลวงประชาชนที่ยอมโง่เขลา

ผม ว่าเราจะยอมรับลักษณะพิเศษใดๆ ๆได้ก็ต่อเมื่อลักษณะนั้นมันส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีเสรีภาพ มีความเท่าเทียมกัน แต่หากมันไปขัดขวางสิ่งเหล่านี้ ลักษณะพิเศษอันนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อสังคม

กฎหมาย 112 มีปัญหาแน่นอน ต้องแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่ยืนกระต่ายขาเดียวว่าเหมาะสมแล้ว
ไม่ อย่างนั้น ประเพณี ถือปืนคอยยิงตาคนที่เงยหน้าขึ้นมองกษัตริย์ที่ยกเลิกไปตั้งแต่สมัย ร.4 ก็ต้องนำกลับมาใช้ซิ หากพูดถึงลักษณะพิเศษ
แน่นอน เรื่อง Les Majestic สังคมไม่ใช่สุดกู่ ไม่ถึงกับไม่มี แต่ต้องการแก้ไขไม่ให้มันไปขัดขวางสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่แบบอากง หรอ ดาร์ตอปิโด ที่ต้องติดคุก 20 ปี หรือ 15ปี
หากไม่ยอมรับความจริง พูดกันอย่างมีเหตุมีผล ความขัดแย้งมันก็ไม่มีทางหายไปได้ และในที่สุด ฝ่าย Ultra Royalist ก็ต้องพ่ายแพ้ในที่สุด ไม่มีสังคมใด ยอมให้กดขี่กันได้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน

เสริมนิติราษฎร์ เติมพลังให้ทักษิณและเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย คนไม่มีสมอง

เสริมนิติราษฎร์ เติมพลังให้ทักษิณและเสื้อแดง เติมเชื้อไข้ให้อำมาตย์


จะขอขยายความดังนี้คือ
1. นิติราษฎร์ออกประกาศที่จะทำให้ไม่มีรัฐประหารอีก สังคมเริ่มสั่นสะเทือน อำมาตย์และทหารเริ่มสั่นสะท้าน แต่ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน
2. ทักษิณและเสื้อแดงยังมีข้อกังวลว่าจะมีรัฐประหารอีก เพราะเคยโดนกัดมาก่อนรู้พิษสงดี ยังหวาดๆอยู่ ทำให้อ่อนแอทางจิตใจพอสมควร ยังหวังว่าไม่ต้องได้ทำการรบครั้งสุดท้าย
3. อำมาตย์เริ่มจับไข้ หลังจากแพ้เลือกตั้งยับเยิน และยังโดนข้อเสนอนิติราษฎร์ซ้ำเติมเข้ามาอีก อาการไข้เริ่มมีสั่นแทรกเข้ามาด้วย


วิธี ของผมจะทำให้เกิดการเสริมพลังให้นิติราษฎร์ เติมพลังและอำนาจให้ทักษิณและเสื้อแดง เติมเชื้อไข้ให้อำมาตย์หนาวสั่น และอ่อนแอมากยิ่งขึ้น

วิธีการคือ

ให้พรรคเพื่อไทย และนปช. ออกประกาศอย่างเป็นทางการทั่วโลก ว่า

- จากการที่พรรคเพื่อไทย และนปช.หาเสียงและช่วยหาเสียงไม่เอารัฐประหารจนประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยมา เกินกึ่งนึงอย่างเป็นเอกฉันท์ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็ไม่ต้องการให้มีการรัฐประหาร เกิดขึ้นอีก

- พรรคเพื่อไทย และนปช.จึงเป็นตัวแทนอันชอบธรรมจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเป็นการรับฉันทานุมัติในการต่อสู้ ต่อต้านการรัฐประหาร

- เพื่อไม่ให้การรัฐประหารเกิดขึ้นง่ายๆอีกต่อไป พรรคเพื่อไทย และนปช.จึงขอมอบฉันทานุมัติให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร สามารถตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ในต่างแดน ในกรณีที่มีการรัฐประหารขึ้นอีก โดยขอให้สหประชาชาติ และนานาอารยะประเทศร่วมให้การสนับสนุนในการต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ด้วย โดยจี้ถามไปทีละประเทศไปเลย

หมายเหตุ: ให้ดูข้อกฏหมายด้วยว่า พรรคเพื่อไทยสามารถใช้วิธีการนี้ได้โดยไม่ผิดกฏหมายหรือไม่


ผล การประกาศครั้งนี้ ผมคิดว่า จะสร้างความสั่นสะเทือนแก่สังคมไทยอย่างรุนแรง และสร้างความไหวหวั่นต่อนานาอารยะประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว

ผลลัพธ์ที่ได้คือ

1. สังคมจะถกเถียงกันมากมายระหว่างพวกที่เอาทักษิณ กับพวกที่ไม่เอาทักษิณ ซึ่งสามารถปรามพวกไม่เอาทักษิณได้ง่ายๆว่า "จะกลัวอะไร ถ้าไม่มีรัฐประหาร ก็ไม่มีรัฐบาลพลัดถิ่น"
2. นานาอารยะประเทศจะตอบสนองข้อเสนอนี้อย่างไร จะเป็นไปในเชิงสนับสนุน หรือเฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย โดยส่วนตัวคาดว่า น่าเป็นการตอบตามวิสัยมารยาททางการฑูตคือ สนับสนุนการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย โดยประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ตอบแบบกว้างๆ แต่เป็นในลักษณะส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นไปในทางบวกต่อการไม่เอารัฐประหาร
3. สัญญาณในข้อ 2 จะเป็นการทำให้ไม้ตายรัฐประหารโดยทหารของอำมาตย์เดี๊ยงไปในทันที เหลือแต่การรัฐประหารทางกฏหมายและการเจรจาเท่านั้น
4. สัญญาณในข้อ 2 จะช่วยทำให้ทักษิณและคนเสื้อแดงมีแนวร่วมจากภายนอกชัดเจนมากยิ่งขึ้น จะเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กเสริมเข้ามาอีกชั้นนึง และทำให้ทักษิณและคนเสื้อแดงตัวใหญ่ขึ้น ระวังอย่าเหลิงล่ะ
5. แผนการชั่วร้ายต่างๆนานาที่ฝ่ายอำมาตย์หรือนิยมอำมาตย์วางแผนไว้เพื่อก่อให้ เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อเปิดทางให้มีการรัฐประหารก็จะไม่ได้ผลไปด้วย จะถูกบีบให้ต้องยกเลิกไป

MIU: ‘ยุติธรรม’ ภายใต้ประกาศิตสวรรค์

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุกองบรรณาธิการ: เพื่อป้องกันความสับสน อันอาจจะมีผลต่อการพิจารณาบทความ ‘กองบรรณาธิการประชาไท’ ขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘ศูนย์วิจัยหมูหลุม’ Mooloom Intelligence Unit (MIU) คือนามแฝงของกลุ่มบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่อยั่วล้อและมีนัยของการตั้งคำถามต่อ สถาบันทางวิชาการที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน
ราวกับว่าในรอบสองร้อยปีนี้ ความเป็นไปของอารยะได้ถูกกำหนดจากโลกตะวันตกโดยสิ้นเชิง รวมทั้งหลักความเป็น ‘สากล’ ของจักรวาลด้วย เราคงไม่อาจปฏิเสธความก้าวหน้าของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทำให้บรรดาประเทศผู้นำ ของโลกจากตะวันตกในเวลานี้มีแสนยานุภาพทางการทหารสูง เทคโนโลยีต่างๆที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งในนามของ “สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตย” ก็เป็นเสมือนอาวุธแบบหนึ่งในการเข้าไปแทรกแซงเพื่อการครอบครองทรัพยากรใน พื้นที่อื่นๆของโลกเช่นกัน
ทว่า หลักแห่งความเป็นสากลของโลกจะดำรงอยู่อย่างนี้ไปตลอดจริงหรือ หรือว่าโลกของเรากำลังมีความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ต้องจับตากันต่อไปในอีกสอง ร้อย สามร้อย หรือหนึ่งพันปีข้างหน้า !?
ในเมื่อเวลานี้ ประเทศจากโลกตะวันออกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและกลับขึ้นมายืนเทียบบ่าเทียบ ไหล่ตะวันตกอย่างน่าตระหนก โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีหลักการความคิดที่แตกต่างออกไปโดยคล้ายกับกำลังไม่ใย ดีต่อคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ อย่างที่ตะวันตกเคยเซ้าซี้อีกแล้ว ที่น่าสนใจคือภายใต้บริบทที่แตกต่าง จีนกลับมีแรงผลักให้เกิดการพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด และเข้าสู่โลกทุนนิยมด้วยรูปแบบของตัวเอง ดังวาทะอมตะของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ว่า “ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี”
หรือหากพิจารณาประวัติศาสตร์เสียใหม่โดยไม่ใช้มุมมองที่เข้าข้างตะวัน ตกเกินไปอย่างที่เราปลูกฝังกันมาในห้องเรียนและผ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของ ยุคก่อนแล้ว อาจได้ข้อสรุปว่า โลกสมัยใหม่ที่เรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยยุโรปและประเทศ ตะวันตกเท่านั้น จากงานประวัติศาสตร์และตีความแบบใหม่ที่เพิ่มน้ำหนักและความสำคัญที่ชอบธรรม ให้แก่ตะวันออกมากขึ้น จะพบว่าโลกสมัยใหม่ที่เริ่มก่อกำเนิดตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมานั้น ความจริงเป็นการสร้างร่วมกันระหว่างตะวันออกและตะวันตก และตะวันตกนั้นอาศัยความรู้ เทคนิค และศิลปวิทยาการจากตะวันออกมากทีเดียว [1]
ตะวันออกไม่ได้ล้าหลังหยุดนิ่งโดยไม่เคยพัฒนาแน่ๆ ดังตัวอย่างผ่านการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าทึ่งทำให้เรารู้ว่า ประเทศจีนสามารถที่จะหล่อโลหะและจัดวางระบบแบบแยกไลน์ผลิตในรูปแบบของ อุตสาหกรรมเพื่อทำอาวุธมาเป็นเวลานานนับสองพันปีแล้ว (เพราะเชื่อว่าต้องใช้แจกจ่ายกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น คือราว 500,000 – 1,000,000 คน) รวมทั้งยังมีเทคนิคการผสมโลหะระดับสูง รู้จักการแยกธาตุหรือการชุบโครเมียมเพื่อไม่ให้อาวุธเกิดสนิมและคงทน บางส่วนยังนำมาผลิตเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพเพื่อการเกษตรซึ่งสอดคล้องกับ นโยบายสนับสนุนการบุกเบิกที่ดินเพื่อการเกษตร รวมทั้งให้สิทธิเอกชนในการครอบครองที่ดิน บางยุคยังเบ่งบานด้วยการค้าที่เปิดกว้าง เหล่านี้ล้วนเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีและทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่น่าสนใจ ไป และบางอย่างเกิดขึ้นก่อนโลกตะวันตกนานนับพันปี
ดังเช่นจีนมีความรู้เรื่องการนำพลังงานจากไอน้ำมาใช้ หรือแม้แต่พัฒนาการด้านการพิมพ์ จีนก็เป็นประเทศหนึ่งที่นิยมการบันทึกจึงมีวิวัฒนาการตั้งแต่การจานบนซี่ไผ่ การคิดผลิตกระดาษ ไปจนถึงการพิมพ์ที่มีสร้างแท่นพิมพ์ผลิตตำราขงจื๊ออย่างแพร่หลาย และอาจเป็นไปได้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นต้นแบบในประดิษฐกรรมต่างๆที่นำไป พัฒนาโลกตะวันตกเสียด้วยซ้ำ
ในด้านการค้า ไม่ว่าจะมีการข้ามทวีปมาของวาสโก ดากามา มาหรือไม่ก็ตาม โลกตะวันออกก็เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศทางการค้ามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางบกหรือทะเลจึงปรากฏทั้งบันทึกที่เป็นทางการและที่สอด แทรกในเรื่องเล่าต่างๆ ความแปลกใจในเรื่องเล่าถึงดินแดนตะวันออกของมาโคโปโลคงสะท้อนภาพพัฒนาการใน อีกซีกโลกหนึ่งได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่การค้าระหว่างอินเดียมาสุวรรณภูมิผ่านชาดกอย่างพระมหาชนกก็เป็น เรื่องราวของการค้าในสมัยโบราณและมีร่อยรอยให้สืบสาว คงยิ่งไม่กล่าวถึงการเดินทางของ ‘เจิ้งเหอ’ ที่แสดงถึงเทคโนโลยีทางทะเล ในโดยเส้นทางที่เดินทางนั้นส่วนมากก็เป็นเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว ทำให้พอเห็นภาพและทราบได้ว่า โลกตะวันออกตั้งแต่อาหรับ แอฟริกาตะวันออก อินเดีย อุษาคเนย์ จีน มีการติดต่อถึงกันมานาน จนปรากฏเป็นชื่อเมืองและเส้นที่ทำให้เจิ้งเหอกำหนดการเดินทางเพื่อกระชับ ความสัมพันธ์ทั้งทางการเมืองและทางการค้าได้อย่างมีเป้าหมาย การเดินทางล่องสมุทรที่ยิ่งใหญ่นี้มีถึง 7 ครั้ง ถือเป็นความสำเร็จของโลกโบราณอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
ทั้งนี้ ปัญหาที่ตะวันตกเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ตะวันออกล้าหลังกว่าก็คือระบบคิด โดยเฉพาะที่ยังคงสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันก็คือ ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์เข้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผี พระเจ้า เทพเจ้า หรือสวรรค์ก็ตาม ซึ่งแม้รูปแบบการปกครอง หรือการศึกษา ในภาพใหญ่จะเปลี่ยนไปสักแค่ไหน แต่สิ่งเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในระดับเล็กๆอย่างแพร่กระจายหรือเรียกได้ว่ามัน ยังอยู่แม้แต่ในบ้านของเราเอง
ดังนั้น ในโลกตะวันออกจึงต้องมีการยกบางบุคคลให้กลายเป็น ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ เพื่อสถาปนาสังคมของพวกเขาร่วมกัน ขณะเดียวกันก็เพื่อสร้างความชอบธรรมในการบริหารจัดการ แนวคิดนี้ได้สลัดหลุดออกไปในโลกตะวันตกโดยคาดว่าน่าจะเมื่อสามารถวางตำแหน่ง แห่งที่ของตนในฐานะศูนย์กลางของโลกใหม่ได้แล้ว นั่นคือ การค้นพบดินแดนแห่งใหม่และมีความต่ำต้อยกว่าของชนพื้นเมือง แน่นอนว่าโลกตะวันตกเองก็เติบโตมาจากการทหาร การสูบทรัพยากร และการใช้แรงงานทาสเป็นปัจจัยการผลิตจึงสามารถพัฒนาสังคมของตนเองไปสู่ความ เป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยเฉพาะตั้งแต่หลังศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา แต่ส่วนหนึ่งของความต้องการพยุงสถานะนำอันสูงส่งนี้ก็คือการหวนกลับไปหาหลัก ปรัชญาอันสละสลวยเพื่อนำมาใช้เป็นจารีตบรรทัดฐานที่จัดวางในสังคมใหม่ และบางทีก็หยิบยื่นออกไปให้คนทั้งโลกโดยไม่ถามไถ่
กระนั้น โลกสมัยใหม่ที่นำโดยตะวันนั้นก็ใช่จะเป็นสิ่งเลวร้ายไปทั้งหมด บรรทัดฐานบางประการที่ใช้จัดวางระบบระเบียบของโลกใหม่ รวมทั้งเทคโนโลยี หรืออื่นๆ ไม่ใช่สิ่งที่โลกตะวันออกจะนำมาปรับใช้ร่วมด้วยไม่ได้ เพียงแต่สิ่งที่ต้องตระหนักคิดและเพ่งสมาธิอย่างสูงนั้น คือจะทำอย่างไรจึงหลอมรวมโลกทั้งสองให้เกิดดุลยภาพได้ต่างหาก ทั้งนี้ การเน้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจนำมาซึ่งการแตกหักและความเจ็บปวดได้ จึงต้องเข้าใจถึงสภาพที่ดำรงอยู่จริงด้วย ดังการเปรียบเทียบของหานเฟย ที่ว่า “แคว้น ฉินที่เข้มแข็งเปลี่ยนแปลงกฎหมาย 10 ครั้ง น้อยนักที่จะล้มเหลว แคว้นเอี้ยนที่อ่อนแอเปลี่ยนกฎหมายแค่ครั้งเดียวก็สำเร็จได้ยาก ทั้งนี้ไม่ใช่คนฉินฉลาด คนเอี้ยนโง่ หากแต่เป็นเพราะเงื่อนไขในชาติทั้งสองไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง”
หลักแห่ง ‘บุคคลศักดิ์สิทธิ์’
การทำความเข้าใจโลกตะวันออก แม้จะมีความหลากหลาย แต่สิ่งที่ค่อนข้างสอดคล้องกันคือเรื่องการสร้างสถานะศักดิ์สิทธิ์ให้กับ บุคคล เพื่อสร้างจักรวาลร่วมกันจึงจะทำให้ตัวบทกฎหมายทำงานได้ ในเรียงความนี้จะกล่าวถึงกรณีของประเทศจีนอันไพศาล
เหลือจะเชื่อว่า‘พญามังกร’ ที่กำลังกางกรงเล็บร่อนทะยานฟ้าในวันนี้ แท้จริงแล้วมีรากฐานมาจากรัฐเล็กๆที่ถูกมองว่าป่าเถื่อน รัฐที่ว่านั้นก็คือ ‘รัฐฉิน’ แต่รัฐฉินสร้างตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดจนสามารถรวมแผ่นดินจีนได้อย่างไรนั้น เราจะมาพิจารณากัน
ก่อนเข้าสู่ยุคสงครามกลางเมืองที่เหลือเพียงไม่กี่แคว้นใหญ่นั้น ประเทศจีนได้แตกออกเป็นรัฐย่อยต่างๆมากมาย รู้จักกันว่า ‘ยุคชุนชิว’ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามที่ออกดอกผลไปพร้อมๆกับการนักปราชญ์จาก สำนักคิดต่างๆ ที่นำเสนอหลักการสำหรับเอาตัวรอดในยุคสมัยแห่งการขัดแย้ง บางส่วนอาจเป็นหลักการปรัชญาแบบเน้นการดำเนินตนเป็นหลัก อย่างแนวทางเต๋าของเหลาจื๊อ ซึ่งบางท่านก็นำมาผนวกกับหลักการปกครองและเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าอู๋เว่ย บางสำนักก็มีลักษณะค่อนไปทางรัฐศาสตร์อย่างแนวจริยะศาสตร์ของขงจื๊อซึ่งมี การจัดลำดับความสัมพันธ์ระหว่างสถานะบุคคล หรือบางสำนักก็มีลักษณะที่เป็นกึ่งปรัชญากึ่งศาสนาอย่างม่อจื๊อ เป็นต้น
หลังจากยุคของผู้นำธรรมชาติที่ถูกคัดเลือกขึ้นนำเผ่าต่างๆของตนแล้ว เมื่อสังคมขยายตัวและซับซ้อนขึ้น การปกครองในโลกตะวันออกจะหลักการสร้างหลักความชอบธรรมในอำนาจให้แก่ผู้นำ นั่นคือ การจัดความสัมพันธ์ของคนเข้ากับธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติเกิดขึ้น ในกรณีของจีน ผู้นำจะมีสถานะเป็น ‘บุคคลศักดิ์สิทธิ์’ ที่ใช้อำนาจแทนสวรรค์
ม่อจื๊อ เคยอธิบายหลักตรงนี้ว่า เป็นเรื่องของความเสมอภาคภายใต้ความรักของสวรรค์ ดังนั้น แม้จะมีความเสมอภาค แต่ก็ย่อมต้องมีผู้สนอง ‘เจตนารมย์แห่งฟ้า’ ในความรักเสมอภาคของม่อจื๊อจึงไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของโอรสสวรรค์หรือผู้มีอาจ สูงสุดในฐานะจักรพรรดิ
“การเทิดทูนผู้นำหมายถึงการให้ความเคารพต่อผู้ครองแคว้น ซึ่งเปรียบเสมือนโอรสสวรรค์และสวรรค์กอรปด้วยความดีงาม ฉะนั้นหัวใจทุกดวงพึงหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียว เมื่อทุกถ้อยคำเปล่งเสียงออกมาเป็นเสียงเดียวกันก็สามารถปกครองได้”
ขณะเดียวกัน ม่อจื๊อก็เกรงว่า ‘โอรสสวรรค์’ จะมีอำนาจมากเกินไป หากไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมจะกลายเป็นทรราช จึงบัญญัติกฎ ‘เจตนารมณ์แห่งฟ้า’ เพื่อควบคุมโอรสสวรรค์ด้วย
ม่อจื๊อให้คำจำกัดความของฟ้าว่า ฟ้าคือเทพยดาที่กอรปด้วยเจตนารมณ์ ปรารถนาให้ผู้คนรักซึ่งกันและกัน ฟ้าสถิตย์อยู่ทุกเมื่อ สถิตอยู่ทุกแห่งหน และไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ ฟ้าอยู่สูงสุด ทรงไว้ซึ่งศักดิ์ฐานะและสติปัญญา ฟ้าเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด กุมอำนาจมากที่สุด ฟ้ายังเป็นบ่อเกิดแห่งความยุติธรรม เป็นบรรทัดฐานให้มนุษยชาติถือปฏิบัติ สุดท้ายฟ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในสากลโลก สามารถปูนบำเหน็จรางวัลและกำหนดบทลงโทษ
หากถามว่าฟ้าชมชอบอะไร รังเกียจอะไร คำตอบ คือ ฟ้าชมชอบความยุติธรรม รังเกียจความอยุติธรรม ทั้งนี้เพราะว่าวัตถุเรื่องราวในโลกจักต้องชอบธรรมและยุติธรรม จึงสามารถคงอยู่ หากไม่ชอบธรรมหรืออยุติธรรมต้องล่มสลาย
“ผู้ปกครองปัจจุบันต่างจากโบราณ ยกตัวอย่างผู้ปกครองสมัยโบราณ กำหนดห้าวิธีลงทัณฑ์สำหรับลงโทษผู้กระทำผิด ต่อมาชนเผ่าโหย่วเหมียวก็ตราบทลงทัณฑ์ทั้งห้า กลับเกิดความวุ่นวายทั่วทั้งเผ่า หรือว่าบทลงโทษไม่ดี พึงบอกว่าใช้บทลงโทษไม่เหมาะสม ด้วยชนเผ่าโหยวเหมียวไม่รอรับคำสั่งเบื้องบน ทางการจึงลงโทษพวกเขาอย่างเฉียบขาด จนกลับกลายเป็นห้าสังหาร ฉะนั้นกล่าวได้ว่า ผู้ที่รู้จักใช้บทลงโทษสามารถควบคุมราษฎรทั้งแผ่นดิน หากไม่รู้จักใช้บทลงโทษจะกลายเป็นห้าสังหาร” [2] ม่อจื๊อกล่าว
จริยะกับการทำร้ายฟ้า จริยะฟ้าหมายถึงการปกครองโดยธรรม กระทำตามเจตนารมณ์แห่งฟ้า การทำร้ายฟ้าหมายถึงการปกครองด้วยอำนาจ เท่ากับฝืนเจตนารมณ์ของฟ้า
หลักแห่งฟ้าที่ม่อจื๊อให้การอธิบายนี้ อาจทำให้พอเห็นภาพของการสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจของผู้นำ
เป็นหลักการที่ยึดถือต่อกันมาไม่น้อยกว่าสองพันปี ส่วนปัจจุบันแม้จะไม่มีผู้ใช้อำนาจในนามโอรสสวรรค์อยู่แล้ว แต่การเลือกผู้นำในรูปแบบประชาธิปไตยก็ยังไม่อาจขึ้นมาแทนที่ผู้นำที่รู้จัก ใช้ความชอบธรรมของอำนาจในการควบคุมราษฎรได้
สำนัก ‘นิติธรรม’
การปกครองของจีน แม้ว่าจะดูเป็นนามธรรมโดยอิงความชอบธรรมในการใช้อำนาจเข้ากับสิ่งเหนือ ธรรมชาติ แต่ในด้านรูปธรรมแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ความรุ่งเรืองและล่มสลายของจักรพรรดินั้นขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจทางกฎหมาย อย่างเท่าเทียม และการจัดการความสัมพันธ์ในราชสำนักไม่ให้ความขัดแย้งภายในออกสู่ภายนอก ดังนั้น การปฏิรูปครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงประเทศจีนมักมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับผล ประโยชน์ของบรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่าแก่อย่างเข้มงวด ข้อที่เป็นความขัดกันอย่างมากคือ ภายหลังรัฐที่ปฏิรูปสำเร็จจะเจริญรุ่งเรืองแล้ว ผู้เริ่มต้นการปฏิรูปมักจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเสมอ ดังเช่นการปฏิรูปของซางเอียง หรืออู๋ฉี เป็นต้น
“การแย่งชิงดินแดนและอำนาจระหว่างเจ้านคร (แคว้น) ยุคสงครามกลางเมือง (ยุคจ้านกว๋อ) นั้น ต่อมาเหลือเพียง 7 นคร (แคว้น) ซึ่งเรียกว่า ‘เจ็ดเจ้าใหญ่ยุคสงครามกลางเมือง’ (เจ็ดผู้แกล้วกล้าแห่งยุคจ้านกว๋อ) มีนครชี้ (แคว้นฉี) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก อุดมด้วยทรัพยากรทางทะเล นครฮั้น (หาน) งุ่ย (เว่ย) เตี๋ยว (จ้าว) ตั้งอยู่กลางแผ่นดินใหญ่ อาณาเขตแม้จะเล็กกว่า แต่เป็นที่อุดมสมบูรณ์ นครช้อ (ฉู่) อยู่ทางใต้และนครเอียง(เอี้ยน) อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งต่างก็เข้มแข็งพอตัว ส่วนนครจิ้น (แคว้นฉิน) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกยึดเนื้อที่ของเผ่าฮัน (ฉวนหรง) ได้มา และได้เปรียบทางภูมิประเทศเหมาะที่จะรุกหรือรับ ทั้งมีนโยบายที่ถูกต้อง คืออาศัยระหว่างเวลาที่นคร(แคว้น) ทั้ง 6 ต่างสิ้นเปลืองกำลังทรัพย์ในการสู้รบกันนั้น ปรับปรุงการปกครอง สืบเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถในสาขาวิชาการต่างๆมาช่วยในการปกครอง มาในสมัยพระเจ้าเฮ่า (ฉินเสี้ยวกง ) ก็ได้ดำเนินแผนปกครองเซียงเอี่ยง (ซางเอี่ยง) ” [3]
ในช่วงต้นของยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉี คือ แคว้นที่เข้มแข็งที่สุด ส่วนแคว้นฉินเป็นเพียงแคว้นล้าหลังกว่าแคว้นอื่นในทุกด้าน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จนถูกแคว้นอื่นๆเรียกอย่างหมิ่นแคลนว่า ‘ฮวนซีหรง’ เพราะอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำฮวงเหอและถือเป็นชนชาติป่าเถื่อน ไม่ไปมาหาสู่ด้วย บางครั้งยังถึงกับส่งทัพไปตีกินดินแดนอยู่เนืองๆ
ราวสามร้อยปีก่อนคริสตศักราช ฉินเสี้ยวกงขึ้นครองแคว้นฉิน หวังเสริมสร้างแคว้นฉินให้แข็งแกร่งจึงประกาศเปิดรับผู้มีความสามารถไม่ว่า จากที่ใดให้มารับราชการจึงเปิดโอกาสให้ อุ้ยเอียงหรือซางเอียงได้เข้ามามีบทบาทในประวัติศาสตร์หน้านี้
โดยหลักการสำคัญแรกๆของอุ้ยเอียง คือ การเพิ่มอำนาจแก่เจ้าชีวิต ขจัดการสืบทอดอำนาจของเชื้อพระวงศ์ อันเป็นเป้าหมายรุ่วมกันของนักนิติธรรมยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นหลี่ขุยแห่งรัฐวุ่ย [4] อู๋ฉีแห่งรัฐแห่งรัฐฉู่ [5] ซึ่งต่างเห็นว่าหากไม่บรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว แว่นแคว้นไม่อาจเจริญก้าวหน้า (ไม่มุ่งที่เจ้าแคว้น แต่เปลี่ยนแปลงที่ตัวมอด)
สิ่งที่อุ้ยเอียงเสนอต่อฉินเสี้ยวกงก็คือ “แคว้น ใดก็ดี ถ้าแม้นประสงค์จะสร้างเสริมให้เข้มแข็งและมั่งคั่งขึ้นมาพึงต้องสนใจในการ ผลิตทางการเกษตร เช่นนี้ ราษฎรจึงจะมีกินมีใช้ กองทัพจึงจะมีเสบียงอาหารอย่างเพียงพอ จะต้องฝึกกองทัพให้ดี ต้องทำให้ทหารเข้มแข็ง ม้าศึกคึกคัก นอกจากนี้ การให้รางวัลและการลงโทษจะต้องแจ่มชัด ชาวนาที่เพาะปลูกได้ผลมาก ทหารซึ่งกล้าหาญชำนาญการรบ จะต้องส่งเสริมให้รางวัล ต่อพวกที่ไม่ทำการผลิตให้ดี ทหารที่กลัวตายในการรบจะต้องลงโทษ”
ฉินเสี้ยวกงพอใจในตัวเขาอย่างมากจนถึงกับลืมกินอาหารและสนทนาติดต่อกัน หลายวัน จากนั้นจึงตัดสินใจที่จะปฏิรูปครั้งใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือการคัดค้านจากพวกผู้ดีและขุนนางต่างๆเป็นเสียงเดียวกัน
กานหลงขุนนางผู้ใหญ่เสนอความเห็นว่า “ระบอบที่ดำเนินอยู่ในฉินทุกวันนี้ ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ขุนนางทั้งหลายต่างก็มีความเคยชินต่อการปฏิบัติราชการอยู่แล้ว แม้แต่ราษฎรก็คุ้นชินกับกฎระเบียบเหล่านั้นเป็นอันดีจึงมิพึงเปลี่ยนแปลง แก้ไขด้วยประการใดทั้งสิ้น มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดความวุ่นวายขึ้นเป็นแน่”
ส่วนขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “กฎระเบียบใหม่เป็นสิ่งเหลวไหลทั้งสิ้น ระเบียบแบบแผนเก่าจะแก้ไขมิได้!”
อุ้ยเอียง ตอบด้วยเหตุผลว่า “ที่ พวกท่านว่ากฎระเบียบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไม่ได้นั้น ถ้าพิจารณาจากการกำหนดกฎระเบียบเหล่านั้น ล้วนดำเนินไปโดยบรรพบุรุษในอดีต ซึ่งก็เพื่อปรับปรุงการปกครองบ้านเมืองให้ดีขึ้น นับว่าปรับปรุงมาจากของเก่าที่ล้าสมัยแล้วทั้งสิ้นมิใช่หรือ มีสิ่งใดบ้างเล่าที่มิได้กำหนดมาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนเราทั้งหลายจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้างมิได้ ถ้าหากว่ามันสามารถที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น การปรับปรุงนี้ จักก่อให้เกิดความวุ่นวายใดบ้าง ก็แต่แก่พวกเห็นแก่ตัวซึ่งผลประโยชน์ของพวกเขาจะได้รับความกระทบกระเทือนไป เท่านั้น” [6]
เมื่อเหล่าขุนนางหัวเก่าไม่อาจโต้แย้งได้ อุ้ยเอียงจึงรับหน้าที่ร่างการปฏิรูป เมื่อออกมา ฉินเสี้ยวกงเห็นด้วยทุกประการ แต่ปัญหาก็คือ ระเบียบแบบแผนใหม่ของเขาหากยังไม่มีผู้ใดเชื่อถือ ยากจะดำเนินการได้ จึง คิดอุบายให้เอาเสาต้นหนึ่งไปวางทางทิศใต้ของเมืองพร้อมติดประกาศ ให้รางวัล 10 ตำลึงทองหากมีคนนำเสานี้ไปยังประตูทิศเหนือ เสาต้นนี้มีคนมุงดูแน่นขนัดในเวลาไม่นาน มีการซุบซิบว่าเสาต้นนี้หนักเพียงร้อยกว่าชั่ง การแบกไปไว้ประตูทิศเหนือไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ทำไมรางวัลจึงสูงนัก จึงเกรงมีกลอุบายซ่อนไม่มีใครกล้าเข้าไปแบกเสาต้นนี้ อุ้ยเอียงจึงเพิ่มรางวัลให้อีกเป็น 50 ตำลึงทองทำให้คนคลางแคลงใจหนักขึ้น ยิ่งเกิดความกลัว แต่ก็มีชายผู้หนึ่งกล้าทำ คนก็แห่ตามไปดูถึงที่ที่กำหนดไว้ [7]
อุ้ยเอียงจึงกล่าวแก่ชายผู้นี้ว่า “ดีมาก เจ้าเชื่อและปฏิบัติตามถ้อยคำของเรา นับเป็นราษฎรที่ดี” แล้วก็มอบรางวัลให้ชายผู้นั้นไป ตามที่ประกาศไว้ ข่าวนี้จึงแพร่ไปว่า อุ้ยเอียงพูดแล้วไม่คืนคำ ฉะนั้นคำสั่งของเขาจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระแน่ วันรุ่งขึ้นอุ้ยเอียงจึงประกาศกฎหมายออกมา
กฎหมายของอุ้ยเอียงนั้นมีบางส่วนอาจดูร้ายแรงสำหรับสมัยนี้ เช่น หลักการเสริมสร้างความสงบสุขของสังคมด้วยการจัดหมู่บ้านให้รับรองดูแลกัน หากมีครัวใดกระทำผิดครัวอื่นต้องร้องเรียนต่อทางการ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษทั้งหมด ในทางกลับกันผู้ร้องเรียนก็จะได้รางวัลเท่ากับการออกไปรบสังหารข้าศึก
หลักการนี้ฟังแล้วชวนให้นึกไปถึงในกรณีการฟ้องร้องของ ไอแพด นัก เฝ้าระวังเว็บไซต์ประชาไท ตามมาตรา 112 ซึ่งในหนึ่งปี เขาไปฟ้องเจ้าหน้าที่แล้วถึง 15 ราย ลักษณะประการนี้จึงดูเข้ากันกับบรรยากาศในรัฐฉิน คาดว่าหากเขาเกิดในสมัยอาจได้เลื่อนขั้นเป็นเจ้ากรมใดกรมหนึ่งเป็นแน่
แต่ในส่วนที่ทำให้รัฐฉินก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด คือ การให้รางวัลแก่ผู้พัฒนาการผลิต ครัวใดที่ผลิตเสบียงอาหารและผ้าผืนส่งส่วนอากรได้มากจะได้รับการยกเลิกการ เกณฑ์แรงงาน ยังมีการวางมาตรฐานการให้รางวัลและยศถาจากการทำศึกซึ่งแม้แต่ข้าทาสก็กำหนด ตามความดีความชอบ แต่ผู้มิมีความดีความชอบแม้จะเป็นผู้ดีมีเงินทองก็ใช้ชีวิตฟุมเฟือยไม่ได้ ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับสามัญชน
ในช่วงแรกของระเบียบใหม่ พวกผู้ดีที่ไม่ออกไปทำศึกจึงไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นใหญ่เป็นโต จึงมีฐานะเท่าสามัญชน เสียอภิสิทธิ์ต่างๆที่เคยมีมากมายในอดีต กฎใหม่จึงได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง มีคนเดินทางมาร้องเรียนเขานับพันคน แต่อุ้ยเอียงยังคงเดินหน้าต่อ เขาปลดกานหลงขุนนางผู้ใหญ่ที่สนับสนุนรัชยายาทซึ่งคัดค้านนโยบายของเขาออก แต่ตัวรัชทายาทนั้นอุ้ยเอียงลงโทษไม่ได้จึงไปลงโทษบรรดาอาจารย์ของรัชทายาท แทนในฐานยุยงส่งเสริม
หลังจากปฏิรูปไม่กี่ปี แคว้นฉินค่อยๆเข้มแข็งขึ้นทุกด้าน สามารถยกทัพไปบุกเว่ย จนเว่ยต้องขอยอมสงบศึก ฉินจึงย้ายเมืองหลวงเข้าสู่เสียนหยางวางรากฐานในจีนกลางและการรวมแผ่นดิน ซางเอียงส่งเสริมการบุกเบิกที่รกร้าง อนุมัติให้ขายที่ดินได้อย่างเสรี ปรับมาตราชั่ง ตวง วัด ให้เป็นเอกภาพ ในเวลา 10 ปี แคว้นฉินขึ้นมาเป็นแค้วนที่เข้มแข็งที่สุดไปเสียแล้ว
การปฏิรูปของซางเอียงมีเป้าหมายที่ทำลายระบบแบบเก่า ให้แต่ละบุคคลแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ปลดปล่อยชาวนาให้หลุดพ้นจากสังคม ทาส กระตุ้นผู้คนให้แยกตัวออกจากครอบครัว หักร้างถางพงพื้นที่ว่างเปล่าเพื่อเพิ่มผลผลิตทางกสิกรรม ก่อให้เกิดกระแสที่ไม่มีผู้ใดกล้าแข็งขืน ทำลายล้างระบบเศรษฐกิจแบบเก่าซึ่งตกอยู่ในมือขุนนางเชื้อพระวงศ์ทั้งยังตัด สิทธิพิเศษออกไป ความสำเร็จในกิจการของเขา ฉินเสี้ยวกงได้มอบที่ดินแถบซางและยีให้ ผู้คนจึงนิยมเรียง ‘ซางเอียง’ นับแต่นั้น
หลายปีต่อมา ฉินเสี้ยวกงถึงแก่กรรม รัชทายาทที่เคยคัดค้านซางเอียงได้ขึ้นสู่อำนาจ พวกที่แค้นซางเอียงกลับมาเฟื่องฟูขึ้น จึงยัดเยียดข้อหากบฎให้ ซางเอียงจึงถูกจับกุมและให้ประหารด้วย ทัณฑ์ 5 ม้าแยกร่าง อันเป็นการลงโทษที่เขาตรามันขึ้นมาเอง จบวาระสุดท้ายของผู้ประกอบความดีแก่บ้านเมือง ... T T
อย่างไรก็ดี แม้ซางเอียงจะสิ้นชีวิตไป แต่กฎที่เขานำมาใช้กับฉินได้ฝังรากไปแล้วจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การปฏิรูปของซางเอียงจึงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของการรวมแผ่นดินให้เป็น เอกภาพในวันข้างหน้า
ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ หลังแผ่นดินรวมเป็นหนึ่งแล้ว หลักการยึดกฎหมายโดยเคร่งครัดนี้ยิ่งถูกยกระดับด้วยเชื่อว่าการปกครองบ้าน เมืองให้สงบสุขได้มีเพียงการกำหนดบทบัญญํติกฎหมายที่รุนแรงเคร่งครัด จึงเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสยองขวัญมากมาย ยุคหลังของอาณาจักรฉินจึงเป็นยุคที่อยู่ภายใต้ความรุนแรงหวาดผวาโดยสิ้นเชิง
ผลจากกฎอันเข้มงวดกลับส่งผลสะท้อนในด้านตรงข้าม กฎหมายของฉินได้ห้ามการใช้เครื่องมือมีคมโดยให้หลายครัวเรือนใช้ร่วมกัน การให้ครอบครัวอื่นรับผิดหากไม่แจ้งข่าวความผิดของอีกครองครัวกลับกลายเป็น การสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวขึ้นภายใน การเกณฑ์แรงงานรับใช้ราชสำนักที่ไม่มีหวังได้กลับบ้านเกิด ทั้งยังมีการ ‘เผาตำรา ฝังบัณฑิต’ ด้วยเกรงว่าตำราและบัณฑิตจะมอมเมายุยงให้ชาวบ้านให้กระด้างกระเดื่อง เหล่านี้ทำให้ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมที่เคยทำให้รัฐรุ่งเรืองกลับกลาย เป็นทางเสื่อมอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย ราชวงศ์ฉินอันเกรียงไกรจึงหนีไม่พ้นความล่มสลายเพียงสามรุ่น เพราะฝีมือของคนไม่อ่านตำรา 2 คน จังเจี๋ย กวีปลายสมัยราชวงศ์ถัง ถึงกับแต่งบทกลอนถางถางการกระทำของจิ๋นซีฮอ่องเต้ไว้ดังนี้
จักรวรรดิมลายสูญพร้อมหมอกควันจากซี่ไผ่
ป้อมปราการไม่อาจรั้งแผ่นดินแม่
เถ้าถ่านมิทันมอดดับดินแดนซานตง [8]
ข้อสังเกตประการนี้ อาจเป็นบทเรียนแก่ปัจจุบัน หลักกฎหมายต่างๆในบ้านเมืองที่ล้วนถูกตราขึ้นนั้น บางครั้งก็ขึ้นกับผู้ใช้ ดังสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นช่วงเวลาของสังคมประชาธิปไตย แต่ก็มีปัญหาในหลักการใช้กฎหมายไม่น้อยโดยเฉพาะในกรณีสิทธิมนุษยชน เช่น การ ออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การทำสงครามยาเสพติด การบริหารปัญหาความรุนแรงชายแดนใต้ เหล่านี้อาจมองว่าเป็นไปตามหลักการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สังคมสงบ เรียบร้อย ดังที่การปราบยาเสพติดด้วยความรุนแรง ผู้คนก็ชมชอบไม่น้อย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็มีส่วนในการตรึงสถานการณ์ในภาคใต้ แต่เหล่านี้ก็อาจมองได้ว่าเป็นการเติมความรุนแรงลงไปในหลักนิติธรรมสมัยใหม่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังถูกนำกลับมาใช้ในการปราบปรามผู้ชุมนุมสนับสนุนเขา ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนำมาซึ่งความเสื่อมของรัฐบาลนี้ไม่น้อยด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังดำรงอยู่ได้คือ ความชอบธรรมในการใช้อำนาจที่ยังไม่หมดไปตามหลักกติกาสากลที่วางกันไว้แต่ เดิม ส่วนผลของการละเมิดกติกาสากลก็ได้สะท้อนกลับไปยังฝ่ายตรงข้ามอย่างน่าสังเวช
ยุคสมัยของฉินจบลงด้วยการลุกฮือทั่วสาระทิศที่เริ่มต้นจากเหลาไม้ปลาย แหลมเป็นอาวุธ ต่อมามีกองกำลังหัวเมืองต่างๆผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดแข่งกับการปราบปรามอย่าง เข้มงวด กระทั่งเข้าสู่สมัยฉินที่ 3 เล่าปังจึงนำทัพบุกเข้า เสียนหยาง นอกจากไม่แตะต้องสมบัติและสั่งห้ามปล้นชิงชิงทำความเดือนร้อนให้ชาวเมือง แล้ว สิ่งแรกที่เล่าปังใช้สร้างความชอบธรรมคือ ยกเลิกกฎหมายอันทารุณของฉิน โดยให้ใช้ ‘กฎหมายใหม่’ ของตนที่เรียกว่า ‘บัญญัติ 3 ประการ’ แทน กล่าวคือ "ฆ่าคนต้องชดใช้ชีวิตทำร้ายร่างกายหรือ โจรกรรมทรัพย์สินต้องชดใช้ความเสียหาย”
การกระทำของเล่าปังต่างจากเซี่ยงอวี่ที่เข้ามารับช่วงดูแลเมืองเสีย นหยางต่อในภายหลัง สิ่งที่เซี่ยงอวี่ทำคือ สนองกลับความคับแค้นด้วยความรุนแรง เขาจึงสั่งประหารทายาทจิ๋นซีฮ่องเต้ ฆ่าล้างเมือง เผาพระราชวังเออฝางกง รวมทั้งทำลายสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ต่อมาภายหลังเกิดเป็นมหาสงครามฉู่ - ฮั่น สุดท้าย ฝ่ายเซี่ยงอวี่แม้มีพละกำลังและเชี่ยวชาญทางการทหารมากกว่ากลับพ่ายแพ้ต่อ เล่าปัง เพราะไม่อาจทำตัวเป็นภาชนะรองรับประชาชนได้เหมือนการกระทำของเล่าปัง สุดท้าย ต้องเชือดคอตายริมแม่น้ำอูเจียง เล่าปังสถาปนาเป็นพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น
หานเฟยจื่อ...ตำรารากฐานแห่ง ‘นิติธรรม’
หากท่านมีโอกาสอ่านซานกั๋วจื้อ (สามก๊ก) บางครั้งอดฉงนสนเท่ห์มิได้ว่า เหล่าวีรชนผู้กล้าหาญต่างๆใช่ทำสงครามตามแนวความคิดของหานเฟย เจ้าของผลงานชื่อหานเฟงจื่อหรือไม่ [9]
คนไทยเรารู้วรรณกรรมสามก๊กดีในฐานะของหนังสือแห่งเล่ห์กลโกง จนถึงกับมีคำบอก “อ่านสามก๊กครบสามจบ คบไม่ได้” เพราะจะเต็มไปด้วยเหลี่ยมพราว แต่สำหรับโลกตะวันออกอย่างจีนและญี่ปุ่นมองกันว่าเรื่องราวในสามก๊กนั้นพูด กันถึงเรื่อง ‘คุณธรรม’
ทั้งนี้ บรรดาผู้นำต่างๆในสามก๊กต่างศึกษาในหานเฟยจื่อ หนังสือเล่มนี้จึงมีความลึกล้ำและมีบทบาทอย่างมากในการวางรากฐานให้กับแผ่น ดินจีน
หานเฟย แท้จริงแล้วเป็นคุณชายแห่งรัฐหาน แต่ด้วยพูดติดอ่าง อ้ำๆอึ้งๆ จึงไม่เป็นที่โปรดของบิดา ด้วยเหตุนี้เขาจึงหันมาเขียนตำรา ต่อมาเมื่อฉินอ๋องเจิ้ง (จิ๋นซีฮ่องเต้ในเวลาต่อมา) ได้อ่าน มีความชื่นชมอย่างมากถึงกับยกทัพไปกดดันรัฐหานเพื่อต้องการได้ตัวเขาไว้ใช้ อย่างไรก็ตาม ชะตาของหานเฟยอาภัพนัก ด้วยเขาเคยเป็นศิษย์สำนักเดียวกับหลี่ซือ ที่ปรึกษาคนสำคัญของฉินอ๋องเจิ้ง หลี่ซือมีความอิจฉาในสติปัญญาของหานเฟยจึงเกรงว่าจะได้รับความสำคัญกว่า จึงยุฉินอ๋องว่า หานเฟยเป็นคุณชายรัฐหานย่อมต้องทำประโยชน์ให้หาน ฉินอ๋องเจิ้งระแวงจึงสั่งให้คุมตัวไว้ ต่อมาคิดได้จึงสั่งให้ปล่อยตัว แต่ไม่ทันการเพราะหลี่ซือแอบนำยาพิษปลิดชีวิตไปเสียก่อนแล้ว จึงเหลือแต่เพียงตำราหานเฟยจื่อที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราขององค์ราชัน แนวคิดของเขาจึงเป็นเรื่องที่น่าทำความเข้าใจ
แนวทางของหานเฟย คำนึงถึงสภาพเป็นจริง ณ ช่วงเวลานั้นโดยปฏิเสธหลักจริยธรรมของขงจื๊อ ปฏิเสธบทบัญญัติทางศาสนาของม่อจื๊อ แต่เน้นที่การ ‘ตราตัวบทกฎหมาย’ คือ เสนอรางวัลให้อย่างงาม กำหนดบทลงโทษอย่างเฉียบขาด นอกจากนี้นโยบายการปกครองของจิ๋นซีฮ่องเต้หลังรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งแล้วยัง สอดคล้องกับหานเฟยจื่ออย่างมาก จึงอาจกล่าวได้ว่า หานเฟยเป็นนักนิติธรรมที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
ทั้งนี้ เสาหลักทางความคิดของหานเฟยประกอบด้วยหลักการใช้ตัวบทฎหมาย การดำเนินกลวิธี และการรักษาอำนาจ โดยตัวบทกฎหมายนั้น หมายถึง คำสั่ง ข้อห้าม ข้อกำหนด ซึ่ง หานเฟยได้อารัมภบทไว้ว่า
“มีคนตั้งคำถามว่า ระหว่างเซินปู้ไฮ่กับซางเอียง แนวทางของทั้งสองสำนักนี้ ฝ่ายใดมีความสำคัญต่อการปกครองแว่นแคว้านกว่ากัน ? ขอตอบว่า นี่ไม่อาจประมาณค่าได้ คนผู้หนึ่งไม่รับประทานอาหาร อดอยากอยู่สิบวันต้องตาย ในฤดูกาลอันหนาวเหน็บ หากปราศจากเสื้อผ้าต้องแข็งตัวตาย หากถามว่าระหว่างอาหารกับเสื้อผ้า สิ่งใดมีความสำคัญกว่า ได้แต่บอกว่าไม่อาจขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด เซินปู้ไฮ่เสนอให้ใช้กลวิธี ซางเอียงให้ใช้หลักกฎหมาย หากเจ้าชีวิตไร้ซึ่งกลวิธี ผู้คนเบื้องล่างทุจริตคิดมิชอบ หากไม่รักษาตัวบทกฎหมาย แผ่นดินจะเกิดจราจลวุ่นวาย ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเป็นเครืองมือในการปกครองของเจ้าชีวิตทั้งสิ้น” [10]
หานเฟยยังยกตัวอย่าง คนเฝ้าประตูของฉู่จวงกงที่ไม่ยอมเปิดประตูให้รถม้ารัชทายาทเข้าด้วยข้ออ้าง ฝนตกว่า ทำตามตัวบทกฎหมาย ฉู่จวงกงจึงให้รางวัลและกำชับรัชทายาทไม่ให้ทำผิดอีก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของการจัดระเบียบแว่นแคว้น ทุกคนล้วนอยู่ใต้กฎหมาย ฉะนั้นรัชทายาททำผิดกฎหมาย คนเฝ้าประตูสามารถลงโทษได้ดุจเดียวกัน เพราะความเด็ดขาดของฉู่จวงอ๋อง จึงทำให้พระองค์เป็นห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว
เรื่องความเท่าเทียมของการใช้กฎหมายนี้ หานเฟยยังเน้นอีกครั้งเมื่อกล่าวถึงวัตรปฏิบัติของ จิ่นเหวินกง ที่ลงโทษประหารเอี๋ยนแส คนสนิท ด้วยน้ำตานองหน้า เนื่องจากมาประชุมสาย ผิดวินัยทหารที่พระองค์เคยประกาศไว้ก่อนหน้า
สำหรับในส่วนกลวิธี หานเฟยหมายถึงการแต่งตั้งถอดถอน ติดตามตรวจสอบ ปูนบำเหน็จลงโทษขุนนาง ซึ่งหากดูจากมุมมองปัจจุบัน คือ หลักการจัดการซึ่งประกอบด้วยนโยบาย การจัดตั้งองค์กรและการตรวจสอบบุคคลากร โดยต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์แฝงไหวพริบปัญญา
ส่วนเรื่องของการใช้อำนาจนั้น หานเฟยกำหนดไว้สี่ข้อคือ หนึ่งทดสอบสมรรถนะของขุนนางโดยจัดวางบุคคลให้เหมาะสมกับตำแหน่ง สองยึดมั่นในบทปูนบำเหน็จลงโทษ สามพิจารณาถึงผลงาน หมายถึงติดตามตรวจสอบเรื่องราวที่ขุนนางนำเสนอว่าปฏิบัติลุล่วงหรือไม่ และสุดท้ายคือรักษาไว้ซึ่งอำนาจ คือผู้มีอำนาจพึงรักษาอำนาจสิทธิขาดไว้ โดยเข้าย้ำว่า อำนาจเป็นเครื่องมือที่เจ้าชีวิตใช้ปกครองแผ่นดิน ควบคุมขุนนาง ยามใดสูญเสียอำนาจจักสูญสิ้นบ้านเมือง อาจมีภัยถึงแก่ชีวิต ฉะนั้นผู้นำต้องกุมอำนาจไว้ อย่าได้ถ่ายโอนให้ใครอื่นโดยง่ายดาย
ในเรื่องนี้ หานเฟยได้ยกตัวอย่างไว้หลายเรื่อง เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของมหาเสนาบดีรัฐเจิ้น
“จื่อฉั่นเป็นมหาเสนาบดีรัฐเจิ้น ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตาย ได้สั่งเสียต่อขุนนางชื่อ อิ๋วจิว่า เมื่อข้าตายแล้ว ท่านต้องดูแลรัฐเจิ้นสืบแทน พึงใช้อำนาจปกครองราษฎร ด้วยไฟมีลักษณะดุร้ายน่าเกรงขาม ฉะนั้นน้อยคนถูกไฟลวกทำร้าย ขณะที่น้ำอ่อนโยนละมุนละไม ฉะนั้นผู้คนมักจมน้ำตาย ท่านจักต้องสร้างลักษณะตัวเองให้ดุร้ายน่าเกรงขาม อย่าได้ทำตัวอ่อนโยนละมุนละไม เป็นเหตุให้ราษฎรกระทำผิดกฎหมายได้โดยง่าย”
“หลังจากที่จื่อฉั่นเสียชีวิต อิ๋วจิไม่ต้องการสร้างภาพลักษณ์อันดุร้ายน่าเกรงขาม ปรากฏว่าชายฉกรรจ์ในรัฐเจิ้นสุมหัวเป็นโจร ซ่องสุมกำลังที่บึงใหญ่เตรียมก่อหวอด อิ่วจิต้องยกกำลังไปปราบปราม สู้รบหนึ่งวันหนึ่งคืนค่อยปราบกบฎโดยราบคาบ อิ๋วจิจึงนึกเสียใจที่ไม่ทำตามคำแนะนำของจื่อฉั่นแต่แรก”
หานเฟยเห็นว่า แว่นแคว้นไม่มีแว่นแคว้นที่เข้มแข็งยั่งยืนและอ่อนแอเป็นนิจ ผู้ที่รักษากฎหมายโดยเคร่งครัดจักเข้มแข็ง ผู้ใดปล่อยให้กฎหมายหย่อนยานต้องอ่อนแอ
‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’ ภาพสะท้อนการล่มสลายราชวงศ์ชิง
แท้จริงแล้ว เรียงความนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงประกอบการชมภาพยนต์ ‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’ ในเทศกาลหนังแพะCafé Mes amis เป็นสำคัญ ซึ่งเนื้อหาของภาพยนตร์เป็นหนังจีนพูดถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรม เรียงความจึงเน้นไปที่สังคมการเมือง การปกครอง และกฎหมายของจีน โดยทำแบบย่อๆให้พอจะเห็นสภาพของในการสถาปนาความเป็นจีน รวมทั้งเงื่อนไขบางประการของความสำเร็จรุ่งเรืองหรือการล่มสลายของรัฐ
คงไม่เกินเลยไปนัก หากจะกล่าวว่า สังคมจีนเป็นสังคมที่เคร่งครัดในการใช้กฎหมาย แต่หากจะให้ชัดลงไปอีกคงต้องเป็นคำว่า เคร่งครัดในการวางกฎระเบียบให้ประชาชน ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสวรรค์ ในมุมมองของปัจจุบันอาจจะมองว่าเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึ แต่หากไม่ละเลยความจริงอีกด้านของประวัติศาสตร์ แนวทางนี้บางครั้งก็สามารถนำพายุคสมัยไปสู่ความยิ่งใหญ่รุ่งเรืองได้
ทั้งนี้ การใช้กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น เมื่อโครงสร้างสังคมเริ่มมีความเปราะบาง วุ่นวาย เรื่องของกฎหมาย ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และความกล้าหาญ มักจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำมาสร้างเป็นอุดมการณ์ เหมือนการสร้างกวนอูให้กลายเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ หรือการปรากฏขึ้นของวรรณกรรมกึ่งประวัติศาสตร์อย่าง ‘เปาบุ้นจิน’ เจ้าเมืองไคเฟิง สมัยซ้อง ที่ได้ชื่อว่ามีความยุติธรรมในการใช้กฎหมายซึ่งที่สภาพสังคมของซ้องในเวลา นั้นมีรากฐานไม่มั่นคงนัก
สมัยซ้องได้รับคำเสียดสีว่า ‘ตะพาบน้ำ’ เป็นช่วงเวลาแห่งความพ่ายแพ้ของชาวฮั่น ในขณะที่ต่างชาติอย่างมองโกลกำลังกล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆ ราชธานีซ้องเองบางครั้งถึงกับต้องย้ายเพื่อประคองสถานะ ส่วนบรรดาขุนนางต่างมุ่งแสวงหาประโยชน์ในราชสำนัก เมื่อหลักแกนที่ทำให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นไม่มี ‘เปาบุ้นจิ้น’ ผู้มีความยุติธรรม จึงกลายเป็นเสมือนเสาหลักทางสังคม นอกจากนี้อาจจะเป็นเรื่องของวีรบุรุษทางการทหารอย่างตระกูลหยางหรือขุนพลงัก ฮุย
ส่วน ‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’ เป็นการอุปโลกตัวละครขึ้นโดยโยกย้ายฉากไปสู่สมัยราชวงศ์ชิงหรือแมนจูอันเป็น ราชวงศ์สุดท้ายและเชื่อมโยงเรื่องราวกันด้วยเรื่องอุดมการณ์ในการรักษาความ ยุติธรรม สถานะตัวละครและฉาก อาจเป็นเรื่องที่ล้อเล่นหรือแต่งขึ้นใหม่ให้ตลกขำขัน แต่ก็เสียดสีบาดลึกในบางครั้ง โดยเฉพาะเมื่อบุคคลต้องกลายเป็น ‘แพะ’ซึ่งบรรยากาศของราชวงศ์ชิงช่วงปลายก็อาจคลับคล้ายเป็นเช่นนี้อยู่จริงๆ
ความจริงแล้วราชวงศ์ชิง แม้ว่าจะมีความวุ่นวายบ้างในช่วงต้นราชวงศ์ แต่ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิคังซีไปแล้วกลับมีความมั่นคงรุ่งเรืองพอสมควรเลยที เดียว จึงไม่น่าจะล่มสลายไปได้ในเวลาไม่นาน
สิ่งที่ทำให้ยุคสมัยของจักรพรรดิคังซีรุ่งเรืองขึ้นมาได้นั้นนอกจาก วิสัยทัศน์ส่วนพระองค์แล้ว การเลือกใช้คนยังมีความโดดเด่น โดยเฉพาะการเลือกให้หย่งเจิ้งขึ้นมาดูแลจัดการเงินในท้องพระคลัง ว่ากันว่าเขาเป็นคนที่ซื่อตรงมาก ทั้งบริหารและคิดวิธีหาเงินโดยไม่ต้องกระทบกับเสถียรภาพของอาณาจักร โดยงานที่หหนักที่สุดของเขาในช่วงเวลานั้นคือ การทวงเงินจากบรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางทั้งหลายที่ยืมไปจากท้องพระคลัง นั่นเอง นอกจากนี้ คังซียังโปรดปรานลูกของหย่งเจิ้งจึงให้การอบรมสั่งสอนด้วยตนเอง หลานคนนี้ก็คือจักรพรรดิฉียนหลงในเวลาต่อมา ส่วนหย่งเจิ้งนั้น ได้ครองบัลลังก์มังกรหลังการสิ้นพระชนม์ของคังซี
ความดีความชอบในความรุ่งเรืองทั้งหลายของเฉียนหลงนั้น บางทีอาจต้องยกให้เป็นของหย่งเจิ้งด้วย เพราะเขาคือผู้สั่งให้มีการปรับระบบภาษี เพราะเดิมเงินในท้องพระคลังนั้นมาจากบรรณาการของประเทศราษฎรและประชาชนเท่า นั้น แต่ชนชั้นสูงและขุนนางไม่ได้จ่ายภาษีเลย ซึ่งหย่งเจิ้งมองว่าเป็นการเอาเปรียบราษฎรที่ทำงานหนัก เขาจึงจัดระบบภาษีอย่างมีแบบแผนขึ้น โดยใครมีมากให้จ่ายมาก ใครมีน้อยให้จ่ายน้อย
แต่เรื่องนี้ทำให้เขากลายเป็นที่ไม่พอใจแก่คนรอบข้างอย่างมาก เรื่องราวในภายหลังของเขาจึงถูกแต่งแต้มให้กลายเป็นคนฆ่าพี่ ฆ่าน้อง ฆ่าพ่อ ปลอมแปลงราชโองการ และชิงบัลลังก์ กลายเป็นเรื่องจริงผสมเรื่องเท็จอย่างไม่มีชิ้นดี อย่างไรก็ตาม นโยบายของเขาทำให้มีเงินในท้องพระคลังมากมายที่ส่งต่อไปยัง เฉียนหลง ซึ่งบริหารงานอย่างสุขสำราญและเป็นยุคทองในด้านต่างๆจนได้รับการขนานนามเป็น มหาราชองค์ที่สอง ต่อจากจักรพรรดิคังซี
แต่ในด้านความมั่นคงของราชวงศ์ จุดเปลี่ยนก็อยู่ในสมัยเฉียนหลงเช่นกัน ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่รุ่งเรืองมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ละเลยการพัฒนาโดยเฉพาะแสนยานุภาพทางการทหารที่เริ่มกลายเป็นการสืบ ทอดมรดกตระกูล แต่ไม่เคยผ่านสมรภูมิจริง นอกจากนี้ ยังมีการใช้จ่ายเงินที่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย รวมทั้งหย่อนยานมากการใช้กฎหมายและตรวจสอบคนใกล้ชิดอย่างจริงจัง
ปรากฏการณ์ที่ทำให้รู้ว่าจักรพรรดิเฉียนหลงปล่อยปละละเลยคนใกล้ ตัวอย่างมากคือ การหลับหูหลับตาข้างหนึ่งให้เหอเซินคนสนิทมากคอรัปชั่น ดังนั้น หลังจากเฉียนหลงสินพระชมม์ จักรพรรดิเจียชิ่งจึงดำเนินการจับกุมทันที จากการสอบสวนจึงทำให้รู้ว่า เหอเซินผู้นี้ยักยอกเงินหลวงไปมหาศาล หากเทียบแล้วก็เท่ากับเงินประจำศักดิ์รายปีของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงสุดถึง 24 คน และเขาเคยถูกจัดเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในศตวรรษที่ 18 ในปี คศ. 2007 ก็ถูกจัดอันดับจากหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่าง Wall Street Journal ให้ติดอันดับของ 50 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในรอบพันปี [11]
แต่รัชสมัยของเจี่ยชิ่งเป็นช่วงเวลาของความโชคร้าย มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทำให้เงินในท้องพระคลังเริ่มร่อยหรอ หลังจากที่ลดลงไม่น้อยตั้งแต่ยุคของเฉียนหลง ความไม่เด็ดขาดของเขายังทำให้เริ่มมีกบฎตามที่ต่างๆเกิดขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งเป็นยุคที่ฝิ่นเริ่มแพร่เข้ามาโดยตะวันตกและระบาดมากในสมัยหลังจาก นี้ จนจีนต้องประกาศสงคราม แต่ก็พ่ายแพ้ ทำให้สถานะอันยิ่งใหญ่ของโลกตะวันออกเริ่มสั่นคลอน
ในสมัยจักรพรรดิเสียนเฟิงยิ่งปล่อยให้ฝ่ายในเข้ามาก้าวก่ายราชกิจ นั่นก็คือ ‘ซูสีไทเฮา’ ที่จะมีอำนาจมากขึ้นไปอีกหลังจากนี้ แม้ช่วงเวลาของเสียนเฟิงจะพอประคองสถานการณ์ไปได้ แต่พอหมดยุคของเขาก็เข้าสู่ยุคของฮ่องเต้หุ่นเชิดของพระนางซูสีไทเฮา ทั้งนี้ จักรพรรดิองค์ต่อมามีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา ความทรงพระเยาว์ ทำให้ปกติต้องมีการตั้งคณะที่ปรึกษา แต่พระนางซูสีไทเฮาก็วางแผนยึดอำนาจด้วยการจัดส่งข้อหา “การใช้อำนาจไม่ชอบเพื่อข่มขู่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง” จากนั้นอำนาจก็กลับมาตกอยู่ในมือนางทั้งสิ้น
จักรพรรดิ์หุ่นเชิดองค์แรกมีชะตากรรมน่าเศร้า เนื่องด้วยพระองค์ต้องการจะใช้พระราชอำนาจด้วยพระองค์เอง แต่ถูกกีดกันและยึดอำนาจคืนทุกวิถีทาง พระองค์ต้องตรอมใจจนต้องออกไปหาความสุขนอกพระราชวัง นั่น ก็คือเที่ยวซ่องโสเภณี การที่พระองค์ทรงประชวรเสียชีวิตกระทันหันทำให้มีข้อสันนิษฐานว่าพระองค์น่า จะสิ้นพระชนม์ด้วยโรคซิฟิลิส และอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เป็นฉากในภาพยนตร์เปาบุ้นจิ้นหน้าขาวที่นำมาฉาย ครั้งนี้
เรื่องราวของราชวงศ์ชิงยังมีแง่มุมอีกหลายด้านให้ศึกษา แม้ว่าเปาบุ้นจิ้นหน้าขาวจะเพียงยืมฉากมาเป็นเนื้อเรื่องเท่านั้น ทว่า ความไร้แก่นยึดของภาพยนตร์ก็ดูเข้ากันอย่างประหลาดกับยุคสมัยที่ไม่มีหลัก แกนอะไรให้ยึด ซูสีไทเฮาสนใจเพียงอำนาจของตัวเองที่รายล้อมไปด้วยผลประโยชน์ของขุนนางเก่า แก่หัวโบราณ แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจว่า หากการปฏิวัติของจักรพรรดิกวงสี่สำเร็จ หน้าตาของแผ่นดินจีนในวันนี้จะเป็นอย่างไร เพราะแนวทางที่เตรียมไว้เป็นเรื่องของการปรับตัวให้เท่าทันสังคมตะวันตก แทนที่จะอยู่นิ่งๆรอการกรัดกร่อนผุพังจากภายในแบบซูสีไทเฮา
สรุป
หากเราเชื่อเรื่องความหลากหลาย เราจะสามารถยอมรับชุดความคิดที่ยอมรับสถานะของ ‘บุคคลพิเศษ’ ได้หรือไม่?
โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ดุลของโลกกำลังกลับมาที่โลกตะวันออก ซึ่งมีความคิดความเชื่อเหล่านี้เป็นพื้นฐาน โดบเรียงความนี้ได้ลองทบทวนเฉพาะหลักคิดของประเทศจีนเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ความคิดเหล่านี้อาจอยู่ในประตูบ้านของคุณเองด้วย
อย่างไรก็ตาม สองร้อยปีมานี้ บรรทัดฐานของโลกใหม่ก็ได้เกิดขึ้นและเป็นที่ยอมรับแล้วเช่นกัน โดยกำลังเป็นชนวนที่สร้างความขัดแย้งไม่น้อยในเวลานี้
หากเราเอาบรรทัดฐานเหล่านี้มาร่วมคิดไปกับประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่า เรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนที่เต็มไปด้วยอำนาจนั้นให้ความสำคัญกับ ‘หลักกฎหมาย’ หรือ ‘นิติธรรม’ ไม่น้อย และประวัติศาสตร์ของพวกเขาก็เป็นบทเรียนให้รู้ว่า แม้จะมีความชอบธรรมจากสวรรค์รองรับการใช้อำนาจสักเท่าใด แต่หากใช้ล้นเกินไป แม้เป็น ‘โอรสสวรรค์’ ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ดังบทเรียนของรัฐฉินอันยิ่งใหญ่
ส่วนในราชวงศ์ชิง ข้อหาในลักษณะ “การใช้อำนาจไม่ชอบเพื่อข่มขู่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง” นั้น เองกับยิ่งเป็นตัวกัดกร่อนให้ล่มสลายเร็วขึ้น ซึ่งในทางตรงข้าม หากไทเฮายอมหันกลับมาจัดการกับเหลือบไร แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือขุนนางชั้นสูงโดยจัดการให้อยู่ในครรลองของกฎหมายจริงๆ สังคมยุคสมัยนั้นก็อาจเติบโตก้าวหน้า แม้จะเป็นสังคมที่มี ‘บุคคลพิเศษ’ ก็ตาม
ปัจจุบัน การใช้อำนาจตามกฎหมายใน มาตรา 112 กำลังเป็นเงื่อนไขที่ความคิดเก่าของโลกและโลกใหม่ในเวลานี้จะต้องหาทาง ปลชนวนระเบิดเวลาลูกนี้ให้ได้ โดยไม่ควรจะต้องให้ถึงกับมีเหตุการณ์อย่าง 6 ตุลาคม 2519 อีกครั้ง แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้คือการไม่ยอมเข้าไปทำความเข้าใจในวิธีคิด ของแต่ละฝ่ายแถมก่นด่าถ่มถุยในความโง่เง่าของอีกฝ่ายกันพัลวัน
เนื่องจากเรียงความนี้เขียนเพื่อความบันเทิงประกอบการชมภาพยนตร์ใน เทศกาลหนังแพะ เรื่อง ‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’ จึงขอมีข้อเสนอแบบคอมเมดี้ให้ทุกท่านพิจารณา
การใช้อำนาจตามกฎหมายที่เด็ดขาดอาจเป็นทางเสื่อมโดยไม่รู้ตัว แม้กระทั่งบุคคลที่ ‘รัก’ ก็ไม่อาจปกป้องได้ หากยังไม่รู้ซึ้งถึงอิทธิพลของสังคมโลกว่ามีพลังกดดันต่อประเทศเล็กๆนี้ขนาด ไหน ในขณะเดียวกัน ผู้ ‘ไม่รัก’ ก็กำลังผลักคนที่จะต้องดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกันนี้ออกไปอย่างหมาง เมิน ดังนั้น ในประเด็นมาตรา 112 ควรจะต้องมีทางออกที่ดี
การเสนอการเปลี่ยนแปลงด้วยคำว่า ‘แก้ไข’ เป็นคำที่ดูเสมือนการทำลายพระเกียรติยศในความรู้สึกอันบอบบางของผู้ที่รัก ยิ่ง ดังนั้น ทางที่จะทำให้รู้สึกบรรเทาลงเพื่อไปสู่การใช้หลักกฎหมายในระดับที่รับกันได้ จึงอาจไม่ใช่การใช้คำว่า ‘แก้ไข’ และบทความนี้จึงขอเสนอให้ใช้คำว่า ‘อภิวัฒน์ 112 ’ แทน เพื่อแสดงความหมายไปสู่ทางที่ดีขึ้น เป็นการรักษาพระเกียรติยศไว้สำหรับบุคคลอันเป็นที่รักของผู้อื่น ไม่ใช่การมุ่งหักหาญเอาชัย และเป็นการหยิบยื่นเจตนาที่ดี ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบละมุนละม่อม
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในปัจจุบัน มักยกเอาทฤษฎีประเภทมาร์กซิสมากำกับการอธิบาย ซึ่งแม้จะมีประเด็นที่น่าสนใจให้ศึกษา แต่การยกใช้ทฤษฎีกลับเน้นมองทุกอย่างเป็นชนชั้นไปเสียหมด แม้กระทั่งน้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็มองไม่เห็นคนเล็กคนน้อยที่มีชีวิตอยู่ในนั้น จึงตะบี้ตะบันสร้างอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังต่อคนกรุงเทพ ฯ ทั้งที่คนกรุงเทพก็มีคนอีสานหรือคนจนเมืองตาดำๆอยู่เต็มไปหมด
การอธิบายเชิงชนชั้นสร้างความสำเร็จในการล่มสลายของสถาบันอันศักดิ์ สิทธิของโลกใบเก่าไปหลายแห่ง โดยที่ระบบชนชั้นก็ไม่ได้ล่มสลายไปด้วย หรือโลกที่ไม่มีบุคคลศักดิ์สิทธิ์หลายๆแห่งก็ไม่มีความเท่าเทียมหรือมีการ พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญอะไร แต่ขณะที่โครงสร้างสังคมเรายังไม่ล่มสลายกลายหรือมีสงครามกลางเมือง ฝ่ายที่คิดว่าความคิดก้าวหน้าก็ควรต้องยกระดับความสามารถในการโอบกอดความแตก ต่างเข้ามาให้ได้มากกว่านี้
ดังนั้น นอกจากข้อวิจารณ์ก่นด่าในเชิงชนชั้นแล้ว เราควรหันมาศึกษา หรือยกตัวอย่างข้อดี ข้อเสีย จากระบบแบบบุคคลพิเศษบ้าง เช่น การยอมให้มีการวิพากวิจารณ์เจ้าเหนือชีวิตของเว่ยเจิงเป็นเรื่องที่ดีต่อถัง ไท่จงอย่างไร ระบบจักรพรรดิที่สนับสนุนเศรษฐศาสตร์แบบอู๋เว่ย (ไม่เข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ) ไปกันได้กับการค้าเสรีอย่างไร อย่างนี้ เราอาจจะหาทางออกให้กับอนาคตที่ดุลของโลกกำลังย้ายมาทางตะวันออก โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และชีวิตไปกับการซ่อมโครงสร้างที่ล่มสลายด้วยการถอดรื้อโดยสิ้นเชิงที่มาก เกินไปนัก.
……………………
[1] เอนก เหล่าธรรมทัศน์,ตะวันออก-ตะวันตก ใครสร้างโลกสมัยใหม่,กรุงเทพฯ:มติชน,2554 หน้า 31
[2] น.นพรัตน์ อ้างแล้วหน้า 115
[3] บุญศักดิ์ แสงระวี,จิ๋นซีฮ่องเต้ มหาราชหรือทรราช, กรุงเทพ:เคล็ดไทย,2530 หน้า 54 ยกมาจากประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีน เขียนโดยเลียง เสถียรสุต
[4] ซางเอียงเคยเรียนวิชาปกครองจากหลี่ขุย ซึ่งแต่งหนังสือกฎหมายไว้หกบท ประกอบด้วยบทลักทรัพย์ ขโมย นักโทษ จับกุม เบ็ดเตล็ดและเครื่องมือ
[5] นักนิติธรรมที่โดด เด่นด้านการทหารด้วย พิชัยยุทธอู๋ฉียังได้รับการขนานนามคู่กับพิชัยยุทธซุนวู เขามีบทบาทในรัฐวุ่ยโดยได้ถอดถอนบรรดาขุนนางที่สืบทอดตำแหน่งมาแต่ครั้ง บรรพบุรุษ ริดรอนอำนาจเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ ต่อมาถูกแก้แค้นด้วยการระดมยิงธนูหน้าไม้จนเสียชีวิตในงานพระศพเจ้าแคว้น แต่เขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับซางเอียง
[6] อ้างแล้ว หน้า 56-57
[7] เป็นกลวิธีที่อู๋ฉีเคยใช้มาก่อน
[8] ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ,มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร,กรุงเทพ:บุ้คสไมล์,2550 หน้า 37 ซี่ไผ่มีความหมายถึงตำราต่างๆ คนไม่อ่านตำรา 2 คน คือ เซี่ยงอวี่กับเล่าปัง ต่อมาเล่าปังคือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น
[9] น.นพรัตน์,เกร็ดประวัติบุคคลในยุคเลียดก๊ก ยอดคนยอดปฐพี,กรุงเทพ : สยามอินเตอร์คอมมิคส์,2544 หน้า 136
[10] น. นพรัตน์ อ้างแล้ว หน้า 144
[11] จอมยุทธสวี่,ชิง จุดจบระบบจักรพรรดิ์,กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์,2554 หน้า 142

คิม จอง อิล ผู้นำของเกาหลีเหนือ เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

บีบีซีรายงาน โดยอ้างการประกาศข่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ในเกาหลีเหนือว่า คิมจองอิล วัย 69 ปี ผู้นำของประเทศเกาหลีเหนือ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การเสียชีวิตของผู้นำซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเกาหลีเหนือผู้นี้จะก่อให้ เกิดภาวะช็อกไปทั่วประเทศ

ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์เกาหลีเหนือรายงานข่าวทั้งน้ำตา พร้อมระบุว่า การเสียชีวิตของผู้นำเกิดจากการทำงานหนักเกินไป

ภาพข่าวจากสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี (KCTV) ประกาศข่าวการเสียชีวิตของคิม จอง อิล
(ที่มา: สถานีโทรทัศน์ NHK ภาคภาษาอังกฤษ)

ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นภาคภาษาอังกฤษ แพร่ภาพข่าวประกาศการเสียชีวิตของคิม จอง อิล ที่เผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี (KCTV) ของทางการเกาหลีเมื่อเวลา 10.00 น. (8.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) วันนี้ (19 ธ.ค.) โดยผู้ประกาศสตรีสวมชุดดำไว้ทุกข์ได้กล่าวว่า

"สหายของพวกเรา เลขาธิการทั่วไปพรรคแรงงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ และผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี ได้เสียชีวิตแล้วอย่างกระทันหันในวันที่ 17 ธ.ค. เราประกาศข่าวนี้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง"

ทั้งนี้ ฺNHK ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศข่าวเสียชีวิตของคิม จอง อิล ทั้งทางสถานีโทรทัศน์ KCTV และสถานีวิทยุเปียงยาง (Radio Pyongyang) ใกล้เคียงกับที่เมื่อปี 2537 ที่มีการประกาศข่าวการเสียชีวิตของคิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและผู้เป็นบิดาของคิม จอง อิล โดยการประกาศผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุในครั้งนั้นมีการเกริ่นล่วงหน้าเป็น เวลา 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะกล่าวถึงการเสียชีวิตของคิม อิล ซุง

ชาวตูนีเซียฉลองครบรอบ 1 ปีการปฏิวัติ

ที่มา ประชาไท

ชาวตูนีเซียนับหมื่นมารวมตัวเฉลิมฉลองกันที่จัตุรัสในกลางเมืองซีดี บูวซิด เมื่อที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติตูนีเซียเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงมีการเปิดตัวอนุสาวรีย์ โมฮาเม็ด บูวอาซีซี ผู้จุดไฟเผาตัวเองจนกลายเป็นชนวนของการลุกฮือ

18 ธ.ค. 2011 - ประชาชนชาวตูนีเซียหลายหมื่นคนมารวมตัวกันที่จัตุรัสใจกลางเมืองของเมืองซี ดี บูวซิด เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปีการปฏิวัติตูนีเซีย ในสถานที่เดียวกับที่เป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของประชาชนจนทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับตามมา

โดยเมื่อวันเสาร์ (17) ที่ผ่านมา มีพิธีการเปิดตัวรูปปั้นอนุสาวรีย์ของโมฮาเม็ด บูวอาซีซี ผู้ที่เผาตัวเองจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการปฏิวัติตูนีเซียตามมา ซึ่งในพิธีการนี้มีประธานาธิบดีคนใหม่ของตูนีเซีย มอนเซฟ มาร์ซูวคี เข้าร่วมด้วย

ชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ "ดอกไม้บานในอาหรับ" คือตอนที่บูวอาซีซี นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแต่ไม่มีงานทำจุดไฟเผาตัวเองด้วยความ สิ้นหวัง ในขณะที่ตำรวจกำลังยึดรถเข็นขายผักผลไม้ของเขาเนื่องจากไม่ได้รับการจด ทะเบียน บูวอาซีซีเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

ความตายของบูวอาซีซี ช่วยทำให้ความคัยแค้นที่คุกรุ่งอยู่ปะทุขึ้น จากความไม่พอใจเรื่องความยากจน การไม่มีงานทำ ปัญหาทุจริต และการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ กระทั่งเกิดการประท้วงขึ้นทั่วตูนีเซีย ทำให้ประธานาธิบดี ซีเน อัล-อบีดีน เบน อาลี ต้องหนีออกจากประเทศในอีกไม่ถึงเดือนต่อมา

การปฏิวัติในตูนีเซียได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศอื่นๆ ในอาหรับลุกขึ้นต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการที่ฝังรากในประเทศของตน

ในอียิปต์และลิเบียสามารถโค่นล้มอำนาจเผด็จการได้สำเร็จ ขณะที่ผู้นำเยเมนตอนนี้ก็ยอมถอยให้กับกลุ่มปฏิรูปถ่ายโอนอำนาจ ขณะที่ผู้นำซีเรียก็เจอการต่อต้านด้วยกำลังที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การเฉลิมฉลอง
สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองในเมืองซีดี บูวซิด ว่า มีประชาชนหลายหมื่นคนชุมนุมกันอย่างครื้นเครงที่จัตุรัสกลางเมือง พวกเขาเต้นรำไปตามจังหวะเพลงที่ได้รับความนิยมแม้อากาศจะหนาว ตามท้องถนนมีการประดับธงและรูปถ่ายของชาวตูนีเซียที่ถูกสังหารในช่วงที่มี การลุกฮือ

"มันเป็นวันแห่งความรื่นเริง ซีดี บูวซิด ถูกละเลยมานาน และวันนี้มันจะกลายเป็นเมืองหลวงของโลก" ชายหนุ่มที่ชื่ออีหมาดกล่าว "เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ของปีที่แล้ว โลกอาหรับได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ นี้ถือเป็นความภาคภูมิใจ"

การเฉลิมฉลองจะมีไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้โดยมีคนมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ หลายคนเตรียมตัวเข้าร่วมด้วย หนึ่งในนั้นมี ทาวากุล คาร์มาน นักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลชาวเยเมนผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

อย่างไรก็ตามบรรยากาศสนุกสนานของเมืองซีดี บูวซิด ดูจะยังสนุกได้ไม่เต็มที่ เมื่อพวกเขาต้องเตือนตัวเองว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยในตูนีเซียยังไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและ ปัญหาการว่างงานได้ในขณะนี้ โดยที่ปัญหาเรื่องเนยและขนมปังก็เคยเป็นชนวนนำไปสู่การประท้วงของชาวตูนี เซียมาก่อน

ทางด้าน มานูวเบีย บูวอาซีซี มารดาของโมฮัมเม็ดผู้จุดไฟเผาตัวเอง ก็กล่าวเน้นย้ำในเรื่องที่หลายคนยังกังวลอยู่ โดยขอให้รัฐบาลตูนีเซียเดินรอยตามแนวทางปฏิวัติ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว

"ลูกของฉันจุดไฟเผาตัวเองเพื่อให้ตูนีเซียและโลกอาหรับมีเสรีภาพ ... ฉันอยากร้องขอให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ความสนใจกับพื้นที่ยากจนและสร้างงานให้ กับคนหนุ่มสาว" มานูวเบียกล่าว

คืนศักดิ์ศรีให้พวกเรา
มอนเซฟ มาร์ซูวคี ประธานาธิบดีคนใหม่ล่าสุดของตูนีเซีย ได้กล่าวสดุดีชาวตูนีเซียทุกคนที่ปฏิวัติต่อต้าน เบน อาลี รวมถึงคนที่ได้สละชีวิตไปในการนี้ด้วย

"เมืองซีดี บูวซิด ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกละเลยให้เป็นชายขอบ ได้นำเกียรติยศศักดิ์ศรีของชาวตูนีเซียกลับคืนมา" มอนเซฟกล่าว "พวกเราสัญญาว่าจะช่วยฟื้นฟู นำความปิติสุขในชีวิตกลับคืนมาสู่พื้นที่เหล่านี้"

การปฏิวัติตูนีเซียนำประเทศไปสู่ความเป็นเสรีประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกนับ ตั้งแต่เป็นเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1956 แต่ในตอนนี้ยังไม่ทำให้ปัญหาความยากจนและการว่างงานจำนวนมากหมดลง ขณะเดียวกันการปฏิวัติก็ทำให้เศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวบาง ส่วนหวาดกลัวและนักลงทุนต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน

ความไม่พอใจในเรื่องนี้ทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในหลายช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงในคราวนี้ได้ขุดไฟเผาอาคารของรัฐและปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความ สงบ

"การสดุดีเมืองซีดี บูวซิด เป็นเรื่องดี แต่พวกเราต้องการมีงาน เพียงแค่มีงานทำเท่านั้นถึงจะทำให้ศักดิ์ศรีของพวกเรากลับคืนมาได้ ประชาชนที่นี่ต้องการขนมปัง ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่ให้ความบันเทิงกับตัวเอง" นาบิลา อบีดี นักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่มีงานทำกล่าวกับผู้สื่อข่าว

"รัฐบาลใหม่ต้องเข้าใจสิ่งที่พวกเราต้องการจะสื่อและดูแลให้คุณภาพชีวิต ของพวกเราดีขึ้น ถ้าไม่เช่นนั้นการปฏิวัติก็จะกลับมาอีก" แมนเซอร์ อมามูว ชาวเมืองอีกรายหนึ่งกล่าว

การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในตูนีเซียลดลงร้อยละ 0.2 ในปี 2011 จากร้อยละ 3 ในปี 2010 ช่วงที่เบน อาลี ยังปกครองประเทศ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่คาดการว่าการเติบโตจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 4.5 ในปี 2012

ทางด้านธนาคารกลางระบุว่าจำนวนการว่างงานที่มีอยู่ร้อยละ 13 ในช่วงปลายปี 2010 ในตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 18.3

ที่มา
Tunisian town marks anniversary of revolution, Aljazeera, 18-12-2011
http://www.aljazeera.com/news/africa/2011/12/201112171770581686.html

วันแรงงานข้ามชาติสากล อดีตกก.สิทธิ แนะแรงงานข้ามชาติ-ไทย จับมือยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเอง

ที่มา ประชาไท

อดีตกรรมการสิทธิฯ ชี้ท่าทีไทย-อาเซียนยังไม่สนใจแรงงานเท่าที่ควร แนะคนงานข้ามชาติ-ไทยต้องสามัคคี ต่อสู้ยกระดับคุณภาพชีวิตร่วมกัน ด้านเครือข่ายแรงงานข้ามชาติออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐไทยดูแลให้คนงานข้าม ชาติเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

(18 ธ.ค.54) เนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธ.ค.ของทุกปี เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และโครงการส่งเสริมการป้องกันเอดส์ในวันแรงงานข้ามชาติ (PHAMIT) จัดกิจกรรมวันแรงงานข้ามชาติสากลขึ้น ภายใต้หัวข้อ "ครอบครัวเดียวกัน สานสัมพันธ์อาเซียน" ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กรุงเทพฯ

สุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปาฐกถาในหัวข้อ "บทบาทรัฐไทยต่อแรงงานข้ามชาติสู่การเป็นประชาคมอาเซียน" โดยระบุว่า ในวันนี้ขอให้แรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าทั้งแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทย หรือแรงงานไทยที่ไปทำงานที่ต่างประเทศ ระลึกถึงคุณค่าของตนเองในการสร้างสรรค์โลก จากการเดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ ขณะเดียวกัน ต้องรำลึกด้วยว่า แม้จะมีการพูดถึงการให้คุณค่าแรงงาน แต่ชีวิตจริงแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่

สุนี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ท่าทีของรัฐไทยไม่มีนโยบายหรือกลไกที่จะดูแลแรงงานทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ยังดีที่มีการระบุในรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนว่าต้องคุ้มครองแรงงาน รวมถึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่ง เพิ่งประกาศใช้และจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.55 ถึงปี 59 ก็ระบุว่ารัฐบาลไทยต้องเคารพต่อสิ่งที่อาเซียนตกลงกันเพื่อก้าวสู่ประชาคมอา เซียน ดูแลเรื่องการค้ามนุษย์ และกติกาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบ พัฒนาฝีมือแรงงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ด้านอาเซียนเอง สุนี กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2550 มีการลงนามในปฏิญญาเซบู ซึ่งระบุถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติว่า ต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติ จัดการกับการค้ามนุษย์ โดยมีบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้ฟังดูเข้าที แต่ก็ดูเหมือนว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนจะยังไม่สามารถเข้าใจความหลากหลายได้ บางประเทศยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เคารพต่อประชาชนจริงจัง รวมถึงยังมีแนวทางเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยจะเห็นการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สร้างทางหลวง เขื่อน โรงไฟฟ้า โดยไม่ได้พูดถึงคนเลย ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นเหมือนหนึ่งในปลาใหญ่ ที่เอาเปรียบปลาตัวเล็กกว่าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เธอเสนอว่า จะต้องไม่หมดหวัง โดยทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติจะต้องมีเป้าหมายในการยกระดับฐานคุณภาพ ชีวิตของตนเองร่วมกัน ต้องสามัคคีกัน จะหวังพึ่งรัฐไทย พม่า หรือนโยบายอาเซียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคอยต่อรอง ตรวจสอบ และผลักดันอยู่ตลอด พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จในการต่อรองไม่ให้มีการแย่งชิงเอาเปรียบฐาน ทรัพยากรของประเทศอื่น เช่น การคัดค้านการสร้างเขื่อนฮัตจีในพม่า หรือเขื่อนไซยะบุรีในลาว ซึ่งล่าสุดต้องชะลอออกไป

แถลงการณ์วันแรงงานข้ามชาติสากล
ร้องรัฐไทย ช่วยแรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน

นอกจากนี้ คณะทำงานจัดกิจกรรมวันแรงงานข้ามชาติสากล ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และโครงการส่งเสริมการป้องกันเอดส์ในวันแรงงานข้ามชาติ (PHAMIT) ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ทำหน้าที่ดูแลและจัดให้แรงงานข้ามชาติ เข้าถึงการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ด้วยการ

1.จัดให้การจดทะเบียนและการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติเป็นไปอย่างทั่วถึง เข้าถึงและเป็นธรรม ด้วย การเปิดให้จดทะเบียนผ่อนผันทุกปีและตลอดทั้งปี จัดให้มีการให้ข้อมูลข่าวสารแก่แรงงานข้ามชาติอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน ผลทางกฎหมายและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งหน้าที่จากการนั้น ด้วยภาษาของแรงงานเอง ทั้งก่อนการจดทะเบียน ระหว่างการจดทะเบียนและหลังจดทะเบียน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือ One-stop service ที่แท้จริง กล่าวคือ จดทะเบียน ตรวจโรค และขอใบอนุญาตทำงานในสถานที่เดียวกัน โดยออกบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงานให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว รวมทั้งกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าคำขอและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ทำงาน

2.รัฐต้องให้การพิสูจน์สัญชาติของ แรงงานข้ามชาติเป็นการพิสูจน์สัญชาติที่แท้จริง ทั่วถึงและปลอดภัย ด้วยการเจรจาและทำข้อตกลงกับรัฐบาลประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติ ในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติ โดย
(1) ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและเคารพต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
(2) รับรองความเป็นพลเมือง (เพิ่มชื่อในระบบทะเบียนราษฎร ออกบัตรประจำตัวประชาชน) และรับรองสิทธิของพลเมืองตามกฎหมาย
(3) กำหนดให้มีการพิสูจน์สัญชาติผู้ติดตามทุกคน

3.รัฐต้องทำให้การจดทะเบียนและการพิสูจน์สัญชาติของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติเป็นไปอย่างทั่วถึง เข้าถึง โดยไม่มีข้อจำกัด ด้วยการขยายคำว่า ผู้ติดตาม ไม่ได้จำกัดเพียงแค่บุตร ให้ครอบคลุมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตามความเป็น จริง อาทิ หลาน หรือบิดามารดา และอนุญาตให้จดทะเบียนผู้ติดตามตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่ได้จดทะเบียนผู้ติดตามและให้ประเทศต้นทางพิสูจน์สัญชาติผู้ติดตามทุก คน

4.รัฐต้องแก้ไขกฎหมายให้เกณฑ์อายุขั้นต่ำของแรงงานเป็น 18 ปี พร้อมทั้งป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานเด็กอย่างจริงจัง โดยยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (งานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย) และฉบับที่ 10 (ประมงทะเล) ในส่วนที่อนุญาตให้มีการใช้แรงงานที่อายุต่ำกว่า 15 ปี และที่มีการละเมิดสิทธิเด็ก แก้ไขกฎหมายให้เกณฑ์อายุขั้นต่ำของแรงงานคือ อายุ 18 ปีบริบูรณ์และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่ใช้แรงงานเด็กและ ละเมิดสิทธิเด็ก เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

5.รัฐต้องจัดการศึกษาให้แก่ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เป็นเด็กและต้องคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยให้ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เป็นเด็ก ไม่ว่าจะมีบัตรประจำตัวหรือไม่ สามารถเดินทางไปเรียนหนังสือได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องถูกจับ และปลอดภัยจากการละเมิดโดยบุคคลอื่น หลักสูตรการเรียนการสอนต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่ เป็นเด็ก และจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม สังคม และเอกลักษณ์ของเด็ก

6.รัฐต้องขจัดขบวนการนำพาและขบวนการนายหน้าแรงงานข้ามชาติ โดย ขจัดช่องทางที่ทำให้เกิดกระบวนการนายหน้าในการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และเอาจริงเอาจังในการตรวจสอบป้องกันและปราบปราม และลงโทษนายหน้า ผู้ประกอบการ ผู้สนับสนุน และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องกับความผิดฐานลักลอบขนผู้โยก ย้ายถิ่นฐาน เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือการค้ามนุษย์

7.รัฐต้องจัดให้แรงงานข้ามชาติเปลี่ยนย้ายงาน ย้ายนายจ้างและเลือกทำงานอย่างเสรี

8.รัฐต้องจัดให้แรงงานข้ามชาติมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน โดยกำหนดเป็นนโยบายหรือคำสั่งรับรองและคุ้มครองสิทธิในเงินทดแทนของแรงงานทุกคน

9.รัฐต้องรับรอง คุ้มครอง และทำให้เป็นจริง ให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิในสุขภาพ อนามัยและเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึง โดย ดำเนินการเชิงรุกในการตรวจตรา ควบคุมและกำกับดูแลให้ชุมชนที่อยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติปลอดภัยและถูก สุขอนามัย ภายใต้ความคุ้มครองของประกันสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ ในส่วนของค่าบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมทั้งการเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีเอดส์ (ARV) การเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาก่อนและหลังการตรวจเลือดด้วยความสมัครใจและเป็น ความลับ และดำเนินการเชิงรุกในการตรวจตรา ควบคุมและดูแลให้สถานประกอบการ มีสภาพการทำงานที่ถูกสุขอนามัยและปลอดภัย ซึ่งรวมถึงบังคับใช้บทบัญญัติในหมวด 8 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เรื่องความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างจริงจัง

10.รัฐต้องรับรองคุ้มครอง และทำให้เป็นจริง ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของแรงงานข้ามชาติ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกลไกคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทาง กฎหมายให้เอื้อต่อการใช้สิทธิทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าแรงงานข้ามชาตินั้นจะมีลักษณะการเข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม สิทธิที่จะมีล่ามภาษาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรวมถึงขั้นตอนร้องทุกข์และอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติที่ถูกเลิกจ้างไม่ เป็นธรรมหรือถูกละเมิดสิทธิ สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์แก่กระบวนการยุติธรรม และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่แรงงานข้ามชาติที่ถูกละเมิดให้ได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหาย หรือการเยียวยาอื่นๆ ตามกฎหมาย

ผู้นำการปฏิวัติปชต. และอดีตปธน.คนแรกของเช็ก เสียชีวิตแล้ววานนี้

ที่มา ประชาไท

‘วาสลาฟ ฮาเวล’ นักคิด-เขียนและผู้นำการปฏิวัติกำมะหยี่ในเชโกสโลวาเกีย เสียชีวิตแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในวัย 75 ปี ทั่วโลกบันทึกชีวิตเขาในฐานะปัญญาชนผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบ คอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 1980 และผู้นำการเปลี่ยนผ่านประเทศจากคอมมิวนิสต์ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ธ.ค. 54) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘วาสลาฟ ฮาเวล’ (Vaclav Havel) ปัญญาชนผู้เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของเชโกสโลวาเกียภายใต้ระบอบ คอมมิวนิสต์ และอดีตประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของสาธารณเช็ก เสียชีวิตแล้วอย่างสงบเมื่อเช้าวันอาทิตย์ในวัย 75 ปี ซึ่่งสันนิษฐานว่าเขาน่าจะเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ


'วาสลาฟ ฮาเวล' หนึ่งในบิดาแห่งขบวนการประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออก
ที่มา: User:Martin Kozák [Attribution], via Wikimedia Commons

ฮาเวลเป็นนักคิด-นักเขียน นักเคลื่อนไหว และนักการเมือง ซึ่งผลิตบทละครและงานเขียนหลายชิ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ระบอบเผด็จการของเช โกสโลวาเกียและเรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งนี้ เชโกสโลวาเกียปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตในระหว่างปี 1948-1989 และหลังจากมีการปฏิวัติกำมะหยี่ (Velvet Revolution) ในปี 1989 ได้เปลี่ยนผ่านอย่างสันติเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐซึ่งมีฮาเวลเป็น ประธานาธิบดีคนแรก และในปี 1993 ได้แยกเป็นสาธารณรัฐเช็คและสโลวัก โดยเขามีบทบาทในการช่วยให้การแยกประเทศเป็นไปอย่างไม่เสียเลือดเนื้อ

หลังจากมีการปราบปรามการลุกฮือของประชาชนโดยกองทัพโซเวียตในเชโกสโลวา เกีย (Prague Spring) ในปี 1968 ฮาเวลซึ่งในขณะนั้นเป็นนักเขียนบทละคร บทกวี และนวนิยาย ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ โดยเฉพาะหลังจากการจับกุมสมาชิกของวงดนตรี “The Plastic People of the Universe” ในปี 1976 ทำให้เขาได้รวมตัวกับปัญญาชนและศิลปิน ร่างคำประกาศกฎบัตร ‘77 (Charter 77)** ที่ มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพแก่ประชาชน โดยเฉพาะสิทธิที่จะคิดเห็นต่าง การเป็นอิสระจากความกลัว และสิทธิในแสวงหา รับ เผยแพร่ข้อมูลทุกประเภทโดยเสรี

การเคลื่อนไหวเพื่อเผยแพร่เอกสารทางการเมืองดังกล่าวทำให้ฮาเวลเป็นแกนนำ ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไปโดยปริยาย และทำให้เขาถูกจับกุมคุมขังเป็นเวลานานที่สุดราว 4-5 ปี ต่อมา เมื่อมีการลุกฮือของประชาชนในการปฏิวัติกำมะหยี่ในปลายปี 1989 ฮาเวลก็ได้ก่อตั้งกลุ่มทางการเมืองที่ชื่อ ‘Civic Forum’ ซึ่งเป็นแนวร่วมเพื่อต่อต้านระบอบอำนาจนิยมในเชโกสโลวาเกีย และนำการเปลี่ยนผ่านจากระบอบคอมมิวนิสต์ไปสู่ประชาธิปไตยที่มีหลายพรรคได้ สำเร็จโดยไม่เสียเลือดเนื้อ เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเชโกสโลวาเกีย และได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเช็คสองสมัย คือในปี 1993 และ 1998

งานเขียนของวาสลาฟ ฮาเวล ได้รับการแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก เขายังได้รับรางวัลด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนสากลมากมาย เช่น US Presidential Medal of Freedom, the Philadelphia Liberty Medal และ Ambassador of Conscience Award โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮาเวลยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพด้วยหลายครั้ง คติพจน์ประจำตัวของเขาคือ “ความจริงและความรัก จักต้องเอาชนะคำโกหกและความเกลียดชัง” (Truth and love must prevail over lies and hate.)

**ผู้สนใจสามารถอ่านคำประกาศกฎบัตร '77 (Charter 77) ได้จาก คำประกาศแห่งกฎบัตร ’77 แปลโดยสุญญาตา เมี้ยนละม้าย และอติเทพ ไชยสิทธิ์, เว็บไซต์นิติราษฎร์

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/12/54 ระเบิดจากภายนอก + ภายใน....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ทั้งภายนอก ภายใน จัดไว้ครบ
หวังสยบ ด้วยระเบิด ให้เกิดผล
รายรอบข้าง ไม่ลดละ สาละวน
เติมทุกข์ทน ให้พี่น้อง ผองประชา....

พวกสามานย์ แผ่ขยาย หมายล้มรัฐ
ระเบิดจัด ป่วนเมือง ใช่เรื่องบ้า
สร้างละคร อัปรีย์ เคยมีมา
หวังเข่นฆ่า วิธีโหด อย่างโฉดเลว....

พวกตนแพ้ ไม่ยอมรับ กลับสร้างเงื่อน
สุดเลอะเลือน แถมกระชาก ลากลงเหว
ยิ่งถาโถม ให้ร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
ยิ่งแหลกเหลว ยิ่งหัวร่อ อย่างพอใจ....

คนใกล้ตัว ก็ปั่นป่วน จวนระเบิด
ดูเอาเถิด เราเลือกมา น่าหมั่นใส้
ไร้ผลงาน แถมระยำ ทำจัญไร
เหมือนสุมไฟ เผาพรรคตน คนกันเอง....

กี่ศึกนอก ศึกใน ไม่หวาดหวั่น
กำจัดมัน เร่งกระชับ กระฉับกระเฉง
ส่วนคนชั่ว ที่คอยคุ้ม อุ้มกระเตง
ปล่อยนักเลง บ้าดีเดือด ตามเชือดมัน....

๓ บลา / ๑๙ ธ.ค.๕๔

ดวงจำปา: ขยายความต่อ "กรณีประเทศไทย กับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ"

ที่มา Thai E-News

โดย ดวงจำปา
ที่มา เฟสบุค Doungchampa Spencer
19 ธันวาคม 2554


ใน ขณะนี้ ดิฉันเห็นการโพสต์หลายเรื่อง ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้เขียนบทความ ด้วยการนำเอาศัพท์ทางเทคนิคมาใช้ จนกลายเป็นเรื่องที่สร้างความงุนงงออกไป เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ขอสรุปแบบง่ายๆ นะคะ



ประวัติโดยสังเขป: ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมไปเมื่อปี พ.ศ. 2543 แต่ยังไม่ได้เป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ เนื่องจากว่ายังไม่ได้ลงนามให้สัตยาบัน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Ratification

เนื่องจากเหตุการณ์ที่มีผู้สูญเสีย ชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เมื่อเดือน เมษายน / พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2553 ระบบยุติธรรมของประเทศไทยก็ยังไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ประการใด (นอกจากการตั้งขอหา ยัดเอาแกนนำ และ ประชาชนเสื้อแดงเข้าไปอยู่ในคุก) จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งนำโดย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคนี้เข้าไป ก็ตั้งความหวังว่า จะได้รัฐบาลที่กระทำการปฎิบัติตามนิติรัฐและนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่ ประเทศ

สิ่งหนึ่งในความปรารถนาต่อความสงบสุขก็คือ การนำเอาระบบยุติธรรมของนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินพิจารณาคดีด้วย กล่าวคือ การลงนามอย่างเป็นทางการ (ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) ให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ

ขอย้อนอดีตกลับไปนิดหนึ่ง คือเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554 ทนายความโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ทำการถ่ายทอดวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเรื่องดำเนินการต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหาของเรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

และที่เพิ่งผ่านมาเมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เราได้เห็นข่าวของท่าน สส สุนัย จุลพงศธร เข้าไปยื่นหนังสือต่อสำนักอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ ขอร้องให้เปิดคดีการสอบสวนในะเรื่องการปราบปรามประชาชนซึ่งมีการเสียชีวิต โดยทางฝ่ายรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พร้อมกับมีบทความหลาย เรื่องออกมาโพสต์เกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยอ้างถึงอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม, ให้รัฐบาลทำการลงสัตยาบัน และ ให้การยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ

0 0 0 0 0

เลย ตัดสินใจเขียน blog ชิ้นนี้ เพื่อความเข้าใจอย่างง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนว่า มันเป็นเรื่องคนละอย่างกัน จะมาผสมปนเปกันไม่ได้



1. การยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศ: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กล่าวขึ้นมาพอสมควรในเรื่องการนำผู้ที่ออกคำสั่งทั้งหมดมาลงโทษ โดยใช้อำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ

หลักการใช้: กรณีการยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น เนื่องจากว่า ประเทศนั้นๆ ยังไม่เป็นสมาชิกในรัฐภาคี ตามหลักการกล่าวคือ การนำเอาบทอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมมาตรา 12 วงเล็บ 3 เข้ามาปฎิบัติ มีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากการยอมรับอำนาจศาลกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

กรณีเช่นนี้ สามารถเกิดขึ้นได้เป็นคดีๆ ไป หรือเรียกว่า กรณีเฉพาะกิจ (ad hoc)

และถ้าดูลึกๆ ลงไปแล้ว จะต้องมีการพิจารณาว่า ศาลของประเทศไทยไม่มีความสามารถหรือไม่มีความประสงค์ที่จะพิจารณาคดีเหล่านี้ด้วยหรือไม่

การรับรอง: รัฐบาลหรือผู้แทนของรัฐบาล สามารถยื่นเอกสารที่ลงนามอย่างเป็นทางการให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ หรือ Unilateral act of State จึงไม่ต้องมีการผ่านรัฐสภา ด้วยมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

การ บังคับใช้ย้อนหลัง: มีการถกเถียงในเรื่องนี้ว่า ถ้าประเทศไทยประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลแล้ว จะนำมาใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ออกคำสั่งของการปราบปรามคนเสื้อแดงในเดิอน เมษายนและพฤษภาคมของ ปี พ.ศ. 2553 ได้หรือไม่?

ตามหลักการแล้ว จะต้องดูว่า เหตุการณ์ที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรง (อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ) นั้น ได้สิ้นสุดลงหรือยัง หรือว่าเหตุการณ์นั้น ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ถ้ายังเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง การยอมรับอำนาจศาล ก็สามารถนำมาใช้ได้

แต่สำหรับเหตุการณ์เมื่อเดือน เมษายน / พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2553 นั้น มันได้สิ้นสุดลงไปแล้ว (และมีการเปลี่ยนรัฐบาลบริหารประเทศ) โอกาสที่จะนำเรื่องนี้ มาเป็นผลใช้บังคับย้อนหลัง ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ

อาจจะมีเรื่องทางเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องได้ อยู่ที่การตีความด้วยในประเด็นย้อนหลัง

ความเป็นไปได้: การ ที่รัฐบาลไทยยอมรับให้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศมีสิทธิพิจารณาคดีนั้น ฝ่ายการเมืองพรรคตรงข้าม จะหาเรื่องหยิบประเด็นและทำการประโคมเรื่องทันทีว่า เป็นการลุล่วงพระราชอำนาจเพราะศาลจะต้องกระทำการตัดสินคดีภายใต้พระ ปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น อาจจะมีการโยงไปถึงความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยฝ่ายของ รัฐบาล ในเรื่องการให้องค์กรจากต่างประเทศเข้ามารุกรานอธิปไตยของประเทศเสียด้วยซ้ำ

การ ตีความรวมไปถึงการเซ็นรับรองเอกสารในเรื่องการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ อาจจะถูกฝ่ายค้านดำเนินการ โดยยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า การกระทำโดยการให้ศาลของประเทศอื่นมามีอำนาจเหนือศาลไทยนัั้น เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ก็ไม่ยอมผ่านรัฐสภา หรืออ้างเหตุผลอื่นๆ ประกอบ ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบเองว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องหรือไม่ หรือควรจะตัดสินออกมาในรูปไหน

ถึง แม้ว่าจะเป็นการกระทำของรัฐฝ่ายเดียวก็ตาม แต่ฝ่ายตรงกันข้ามจะ "พาลหาเรื่อง" และพยายาม "สร้างมาตรฐานใหม่" ดังนั้น ดิฉันจะไม่แปลกใจเลย ถ้าเรื่องนี้ ถูกส่งขึ้นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และมีการตัดสินแปลกๆ ว่า "รัฐบาลทำผิด" ซึ่งเราก็เห็นๆ กันมาหลายครั้ง ในคำตัดสินที่ค้านต่อสายตาชาวโลก (แถมห้ามวิจารณ์ในคำตัดสินเสียด้วย)

ศาล ที่เทียบเท่ากับศาลสูงสุดของประเทศไทยคงจะแย้งในเรื่องนี้ว่า ศาลไทยเอง "มีความสามารถ" และ "มีความประสงค์" ที่จะตัดสินคดีเหล่านี้ จึงอาจจะทำให้เรื่องของการเสริมเขตอำนาจภายในประเทศเข้ามาใช้ก่อนที่จะ สามารถยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศได้

สรุป: โอกาส ที่จะเกิดเรื่องของการยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย และญาติของวีรชนที่เสียชีวิตไปและบรรดาผู้บาดเจ็บต่อการปราบปรามทั้งหลาย จะต้องเรียกหาความยุติธรรมจากศาลไทยแทน เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดเท่านั้น

0 0 0 0 0


2. การลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ: การลงสัตยาบันนั้น กระทำเพื่อให้ประเทศเป็นสมาชิกในรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสิทธิการยอมรับอำนาจศาล มีการพิจารณาตามหลักการยุติธรรมโดยกฎหมายระหว่างประเทศ รวมไปถึง การเสนอชื่อผู้พิพากษาไทยขึ้นไปปฎิบัติหน้าที่ในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ด้วย

หลักการใช้: เมื่อ รัฐบาลลงนามในสัตยาบันแล้ว จะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากการลงนาม สามารถใช้ได้ทุกกรณีที่ภายในประเทศมีวิกฤติการณ์รุนแรงและมีผู้เสียชีวิต เป็นการยอมรับให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถเข้ามาดำเนินคดีได้ เมื่อศาลของประเทศไทยไม่สามารถหรือไม่ปรารถนาที่จะดำเนินการในคดีนั้นๆ

ศาลอาญาระหว่างประเทศจะไม่เข้ามาแทรกแทรงก่อน เพราะเป็นการเสริมเขตอำนาจภายในประเทศอยู่แล้ว ภ่าษาอังกฤษเรียกว่า Complementary

การรับรอง: ตามความเข้าใจของดิฉัน เรื่องการลงสัตยาบันนี้ น่าจะต้องผ่านรัฐสภาก่อน โดยอ้าง: ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 ซึ่งกล่าวว่า "การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาที่จะต้องตราพระราชบัญญัติอนุวัติการสนธิสัญญาดัง กล่าว ฝ่ายบริหารจะต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ" ดังนั้น ทางฝ่ายรัฐบาลจะต้องเสนอเรื่องนี้ เข้าไปในรัฐสภาก่อน เพื่อการดำเนินการให้ถูกต้องตามลายลักษณ์อักษรและตามหลักการของรัฐธรรมนูญ

State Party ในความหมายของอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม แปลกันว่า "รัฐภาคี" ซึ่งตรงกับมาตรา 190 วรรค 2 นี้ (ถ้ายังไม่มีการแก้ไขมาตรา 190 ก่อน ดิฉันคาดว่าจะต้องเสนอเรื่องเข้าสู่รัฐสภา เพื่อการพิจารณาลงมติค่ะ)

(ตาม ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา หมวดที่ 1 ข้อที่ 3 ระบุว่า ""สมาชิกรัฐสภา" หมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และ "การประชุมรัฐสภา" หมายถึง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา และให้หมายความรวมถึงการประชุมวุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในระหว่างที่สภาผู้แทน ราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ)

การบังคับใช้ย้อนหลัง: ไม่สามารถกระทำได้

ความเป็นไปได้: เรื่อง นี้ ประชาชนที่เลือกรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ต้องการให้ดำเนินการให้เรื่องการลงสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ ได้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความหวังว่า จะนำเอาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์เดือนเมษายน และ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เข้ามาลงโทษได้ (แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องย้อนหลัง ซึ่งอาจจะไม่สามารถนำเข้ามาสู่การพิจารณาคดีได้ เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบันให้กับอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม)

ประชาชน หลายฝ่ายเริ่มกระทำการกดดันให้รัฐบาลกระทำการลงสัตยาบันเสียที เพื่อป้องกันฝ่ายเผด็จการเข้ามาทำร้ายประชาชนมือเปล่าอีก แต่ทางรัฐบาลยังไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าไปสู่รัฐสภาเสียที หรือ อาจจะเป็นไปได้ ที่ทางรัฐบาลต้องการประวิงเวลา เพื่อการต่อรองทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างบุคคลสองกลุ่มใหญ่ที่เรา ก็ทราบๆ กันอยู่ว่าเป็นใคร

สำหรับความเห็นส่วนตัวของดิฉันในเรื่อง นี้ ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเสนอเรื่องการลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ เข้าสู่รัฐสภา น่าจะผ่านคะแนนเสียงในรัฐสภาได้โดยไม่ยากนัก นอกจากกลุ่ม สว ลากตั้ง จะเป็นผู้ฉุดให้เรื่องนี้พีงครืนลงมา คราวนี้ประชาชนก็คงจะจองเวรกับท่านวรนุชเหล่านี้ แทนที่จะเป็นกับรัฐบาล (ซึ่งน่าจะเป็นการท้าทายที่ดีในการทำการประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาล และลดความกดดันลงมาด้วยนะคะ คือรัฐบาลทำแล้ว แต่ถูกพวกวรนุชนี้ คว่ำข้อเสนอ ความกดดันจะตกไปอยู่กับ สว ลากตั้งทั้งหมด)

แท้จริงแล้ว ดิฉันคิดว่า มันมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลมีความหวั่นวิตกและความหวาดกลัวต่อฝ่ายตรง ข้ามมากกว่า (โดยเฉพาะจากพวกที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น) ที่จะดำเนินการเริ่มก่อตัวรวมตัวเพื่อประท้วงอย่างรุนแรงหลังจากที่มีการลง นามสัตยาบันแล้ว จนรัฐบาลจะต้องดำเนินการปราบปรามแบบเดียวกันกับที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เคยกระทำ มาก่อน จากนั้นพวกป่วนเมืองเหล่านี้ ก็สามารถหาเรื่องเข้าใส่รัฐบาลจนได้และจะต้องถูกดำเนินคดีโดยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ถ้ากลัวว่า เรื่องมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ อย่าไปยื่นเสนออะไรให้กับรัฐสภาเพื่อเปลืองตัวเจ็บตัวเสียดีกว่า

สรุป: เรื่อง นี้ อาจจะมีการอ้างเหตุผล ด้วยการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาอีกในเรื่องของการให้ประเทศอื่น สามารถเข้ามาตัดสินอยู่เหนือพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอ้างถึงความน่าเชื่อถือและความไม่จำเป็น ด้วยอ้างเหตุผลที่ว่า ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทยนั้น เป็นมาตรฐานดีอยู่แล้วต่อสากลโลก

ดัง นั้น รัฐบาลก็คงจะไม่มีการดำเนินการรีบเร่งใดๆ ในเรื่องการลงสัตยายันทั้งสิ้น แต่มียุทธวิธี ที่จะทำการประวิงเวลาต่อไป เพื่อลดความกดดัน และเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เรื่องอื่นๆ แทน เป็นต้นว่า ประโคมข่าวในเรื่องการปราบปรามเวปหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ มากกว่า การลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประชาชนจะต้องกดดันต่อไป หรือ เลือกพรรคการเมือง (ถ้ามีการเลือกตั้งคราวหน้า) ซึ่งสัญญาว่า จะนำเอาการลงนามสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ มาเป็นนโยบายในการหาเสียงรวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้รัฐบาลนี้ัยังคงบริหารราชการบ้านเมืองอยู่ได้ ประชาชนก็คงจะต้องช่วยผนึกกำลังช่วยเหลือรัฐบาลด้วยความชอบธรรม ถ้ามีการขัดขวางหรือต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม ที่ปฎิเสธการยอมรับในเรื่องของการลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ


0 0 0 0 0

ใน ทั้งสองกรณีที่กล่าวมา คือ โดยการปฎิบัตินั้น การยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศ และ การลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลอาญาระหว่างประเทศน่าจะสามารถมีเขตอำนาจในประเทศไทยได้ ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้

0 0 0 0 0




เรื่องของทนายความโรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัม มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

เรื่อง ของทนายความ โรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัม เป็นการยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศโดยการนำเอาสัญชาติอังกฤษของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาพิจารณาคดีในฐานะผู้กระทำความผิด เนื่องจากประเทศอังกฤษเป็นประเทศในรัฐภาคี การดำเนินการนี้ จะกระทำได้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่เพียงผู้เดียว ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลฝ่ายบริหาร (และอาจจะเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งการด้วย)

สำหรับ บุคคลอื่นๆ นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องในกรณีที่ทนายความโรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัมยื่นฟ้อง เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกในรัฐภาคี (ยังไม่ได้ลงสัตยาบัน และคิดว่า คงจะไม่ยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาตัดสินคดีด้วย ตามเหตุผลที่อ้างไว้ดังกล่าวข้างต้น)

เรื่องนี้ จะต้องดูการตีความของสัญชาตินายอภิสิทธิ์ โดยทางศาลอาญาระหว่างประเทศด้วยว่า เป็นอย่างไร ถ้าเขาตีความว่ามีสองสัญชาติจริงและนายอภิสิทธิ์ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ ทางอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะกระทำการยื่นฟ้องได้

ทนายความอัมสเตอร์ดัมเอง ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ๋์ พ.ศ. 2554 ว่า " ..... แต่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยไม่ได้ลงนามในศาลอาญาระหว่างประเทศ ...... ณ วันนี้ นายมาร์ค อภิสิทธิ์ล้มเหลวที่จะแสดงเอกสารว่าเขาได้สละสัญชาติอังกฤษแล้ว เป็นการย้ำว่าประเด็นที่นายมาร์คเป็นและยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่นั้นเป็น เรื่องจริง ดังนั้นเขาจึงตกอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ......" และ " ....อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยกเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและประเด็นการรับพิจารณาคดี เหตุการณ์ในประเทศไทย แต่โอกาสที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดียังคงมีน้อย...." ตามบทความอ้างอิงนี้: จดหมายเปิดผนึกจากโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมถึงพี่น้องเสื้อแดง

0 0 0 0 0

เรื่องที่ ท่าน สส สุนัย จุลพงศธร ไปยื่นเรื่องที่ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น มันช่วยอะไรได้บ้าง?

ท่าน สส สุนัย จุลพงศธร ไปยื่นเรื่องที่สำนักอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เพื่อขอร้องให้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศ เปิดการสอบสวนในคดีการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยการขอร้องให้นำเอาหลักการตามอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม มาตรา 12 วงเล็บ 3 ว่าด้วย การพิจารณาคดีของประเทศที่ยังไม่เป็นรัฐภาคี มาเป็นเรื่องอ้างอิง

สำนักงานอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ สามารถรับเรื่องไว้ได้ ซึ่งดิฉันเคยกล่าวหลายครั้งว่า เปรียบเสมือนกับ นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เข้าไปยื่นหนังสือให้กับทางสถานฑูตสหรัฐอเมริกา และ สำนักงาน UN ในประเทศไทย การยื่นหนังสือ ไม่ได้หมายความว่า ผู้รับจะต้องปฎิบัติตามข้อเรียกร้องโดยเสมอไป ฉันใดก็ฉันนั้น

สิ่ง ที่ดิฉันมั่นใจมากคือ ทางศาลอาญาระหว่างประเทศ จะไม่มีการปฎิบัติสองมาตรฐานโดยเด็ดขาด เพราะการสร้างมาตรฐานขึ้นมาใหม่ มันมีผลกระทบต่ออีก 120 กว่าประเทศในโลกไปด้วย

การวิเคราะห์ต่อคำถามที่มีในเรื่องนี้คือ:

1. ทางรัฐหรือตัวแทนของรัฐ ยินยอมในเรื่องอำนาจของศาลหรือยัง? อนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม ได้ระบุว่า รัฐจะต้องยินยอมให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ กระทำการตัดสินคดีดังกล่าวได้ การยื่นหนังสือของท่าน สส สุนัยนั้น ไม่ได้เป็นการให้รัฐยินยอม เพราะ ท่าน สส สุนัย ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐ หรือ ตัวแทนของฝ่ายบริหาร ท่านไม่มีอำนาจลงนามในหนังสือยอมรับเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศได้

หนังสือ ของท่าน สส สุนัย จุลพงศธร เป็นในรูปแบบของ request for opening the inquiry หรือ เป็นการขอร้องให้มีการสอบสวน ในนามของ ประธานกรรมาธิการฝ่ายต่างประเทศ ซึ่งเทียบเท่ากับ Committee's Chairperson ไม่ใช่การยินยอมจากทางฝ่ายรัฐบาล

2. เหตุการณ์เฉพาะกิจนั้น ได้สิ้นสุดลงไปแล้วหรือยัง? คำตอบคือ เหตุการณ์ได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 การใช้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศมาตัดสินย้อนหลัง ไม่สามารถกระทำได้ เพราะทางรัฐบาลไม่ได้ยินยอมในเรื่องอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งแต่แรก ก่อน ศาลอาญาระหว่างประเทศจะไม่ยอมเข้ามาแทรกแทรงในอธิปไตยของประเทศไทยโดยเด็ด ขาด

3. เหตุการณ์เฉพาะกิจนั้น เข้าข่ายในสามประเด็นใหญ่ของการรับฟ้องหรือไม่? สามประเด็นที่กล่าวคือ อาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และ อาชญากรรมสงคราม ความหมายในการฟ้องนั้น มุ่งไปสู่เรื่องของ อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งทางศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้:

"Crimes against humanity are particularly odious offenses in that they constitute a serious attack on human dignity or grave humiliation or a degradation of one or more human beings...... However, murder, extermination, torture, rape, political, racial, or religious persecution and other inhumane acts reach the threshold of crimes against humanity only if they are part of a widespread or systematic practice."

คำแปล: "อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติคือการกระทำความผิดโดยเฉพาะอย่างน่าสะพึงกลัว กล่าวคือเป็นการโจมตีอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หรือทำความ อัปยศอดสู่อย่างมหันต์หรือการก่อความเลวทรามให้กับบุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้น ไป...... อย่างไรก็ตาม, การฆาตกรรม, การกวาดล้าง, การทรมาน, การข่มขืน, การกล่าวหาฟ้องร้องทางการเมือง, ทางเชื้อชาติหรือทางศาสนาและการกระทำอื่นๆ ที่ไร้มนุษยธรรมได้เข้าไปสู่เกณฑ์ของเรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ถ้าเพียงเรื่องเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติที่ขยายเป็นวงกว้างหรือมีไปตามระบบเท่านั้น"

จากการสัมภาษณ์ของท่านผู้พิพากษาคาอูล ได้กล่าวในเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตไว้ว่า:

"..A high death toll may be a first indication that such crimes might have been committed, but further prerequisites, in particular the legal requirements of the crimes, must be fulfilled."

"...เมื่อ เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากอาจจะเป็นการบ่งบอกว่า อาจจะมีการกระทำอาชญากรรมนั้นๆ เกิดขึ้น แต่ข้อกำหนดเบื้องต้น โดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งที่เรียกร้องทางกฎหมายของอาชญากรรมนั้น จะต้องมีความถูกหลักการเสียก่อน..."

ตามความคิดของดิฉันนั้น เรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาตินั้น เข้าประเด็นแน่นอนค่ะ

4. มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่สามารถโยงไปถึงอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติได้ บ้าง? คำจำกัดความในเรื่องนี้ อยู่ในมาตราที่ 7 ข้อที่ 1 ของอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งระบุดังนี้คือ:

...attack directed against any civilian population, with knowledge of the attack: การปราบปราบโดยตรงกับพลเมืองของประเทศ ซึ่งรับทราบเป็นอย่างดีในเรื่องการปราบปรามนั้นๆ:

การกระทำดังกล่าว มีดังต่อไปนี้:

(a) Murder; การฆาตกรรม;

(b) Extermination; การกำจัดกวาดล้างประชาชนให้สิ้นซาก;

(c) Enslavement; การนำประชาชนมาใช้งานเยี่ยงทาส;

(d) Deportation or forcible transfer of population; การเนรเทศประชาชนหรือการบังคับถ่ายเทไล่ให้ประชาชนออกไปอยู่นอกประเทศ;

(e) Imprisonment or other severe deprivation of physical liberty in violation of fundamental rules of international law; การจำคุกหรือการกีดกันอื่นๆ อันรุนแรงต่อเสรีภาพของร่างกาย ซึ่งเป็นการละเมิตต่อกฎขั้นพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ;

(f) Torture; การทรมาน;

(g) Rape, sexual slavery, enforced prostitution, forced pregnancy, enforced sterilization, or any other form of sexual violence of comparable gravity; การข่มขืน, การนำเอาบุคคลมาเป็นทาสบำเรอกาม, การบังคับให้เป็นโสเภณี, การบังคับให้มีการตั้งครรภ์, การบังคับให้ทำหมัน หรือในรูปแบบอื่นๆ ของการกระทำที่รุนแรงทางเพศที่มีความหนักหนาสาหัสเทียบเท่ากัน;

(h) Persecution against any identifiable group or collectivity on political, racial, national, ethnic, cultural, religious, gender as defined in paragraph 3, or other grounds that are universally recognized as impermissible under international law, in connection with any act referred to in this paragraph or any crime within the jurisdiction of the Court;

การฟ้องร้องต่อกลุ่มบุคคลใดๆ หรือ การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเมือง, เชื้อชาติ, สัญชาติ, เผ่าพันธุ์, วัฒนธรรมประเพณี, ศาสนา, เพศ ตามที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่สาม หรือ ด้วยเรื่องอื่นๆ ซึ่งทางนานาอาระประเทศได้ยอมรับว่า ไม่ยินยอมได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆ ที่กล่าวถึงในย่อหน้านี้ หรือ อาชญากรรมใดๆ ภายใต้เขตอำนาจการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศ;

(i) Enforced disappearance of persons; การใช้กำลังให้บุคคลต่างๆ สูญหายไปโดยปราศจากร่องรอย

(j) The crime of apartheid; อาชญากรรมในเรื่องการแบ่งแยกสีผิว

(k) Other inhumane acts of a similar character intentionally causing great suffering, or serious injury to body or to mental or physical health.

การ กระทำอ่ื่นๆ อย่างไร้มนุษยธรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ด้วยความจงใจที่จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างสาหัส หรือก่อให้เกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรงกับร่างกาย หรือ สุขภาพทางสมองหรือทางร่างกายด้วย...

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การกระทำของรัฐบาลชุดที่แล้ว เข้าข่ายในเรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ตามคำจำกัดความที่กล่าวมา แต่อาจจะมีการตีความในประเด็นของจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ถ้า มีเรื่องการขุดศพต่างๆ หรือบุคคลที่สูญหายไปเข้ามารวมอยู่ในจำนวนนั้นด้วย อาจจะทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งหมายความว่า ยังมีการปกปิดเรื่องจริงอยู่อีก

การสรุป:

ดัง นั้น เท่าที่อ่านและตีความตามคำจำกัดความในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ด้วยตนเอง: ขอสรุปว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ได้หมายถึงการเสียชีวิตเท่านั้น แต่หมายถึงผลกระทบต่อประชาชนที่ยังมีชีวิตส่วนใหญ่ได้ด้วย เพราะคำจำกัดความนั้น เป็นต้นว่า การเนรเทศ หรือ การนำประชาชนไปใช้งานเยี่ยงทาสนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตแต่อย่างใด แต่มีผลกระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมาก

ดิฉันมาดูบทความต่างๆ แล้ว เรามาเน้นถึงเรื่องการสูญเสียชีวิตกันอย่างเดียวนะคะ ถ้านับจำนวนผู้บาดเจ็บต่อการกวาดล้างรวมไปด้วย ดิฉันมั่นใจว่า เรื่องนี้สามารถเข้าข่ายได้ทันที เพราะมีผู้บาดเจ็บประมาณ 2 พันคนขึ้นไป ถ้าจำไม่ผิด

แต่เราจะไปติดในเรื่องของ การไม่ยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศ และ คดีความย้อนหลังของอาชญากรรมนั้นๆ การเดินทางของ ท่าน สส สุนัย อาจจะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย แต่มันเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเริ่มหันมาสร้างความกดดันให้กับรัฐบาลว่า จะดำเนินการในขั้นต่อไปอย่างไรในเรื่องนี้ เป็นต้นว่า กระทำการลงสัตยาบันเสียทีค่ะ

(ส่วนบุคคลที่ชอบออกมาให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับ เรื่องที่ว่า ควรจะเนรเทศผู้ไม่จงรักภักดีไปอยู่ที่อื่นนั้น ก็จงโปรดระวังไว้ด้วยว่า มันไปเข้าข่ายในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาตินะคะ)

0 0 0 0 0

แล้วเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะดำเนินการต่อผู้มีอำนาจออกคำสั่งการปราบปรามประชาชน?

ตอน นี้ ดิฉันยังไม่มีความคิดเห็นใดๆ นอกจากว่า การให้สัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อการป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้กระทำความผิดสามารถได้รับการละเว้นโทษได้

และที่น่าเศร้าใจ คือ ดิฉันไม่เห็นทางออกต่อการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตใน เหตุการณ์เมื่อเดือน เมษายน และ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 (เพราะการฟ้องร้องโดยองค์กรของนานาชาติ จะต้องยึดหลักความเคารพในอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ ก่อน) นอกจากพึ่งทางศาลของประเทศไทย ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่า มันจะออกมาแบบไหน

แต่ ที่แน่นอนที่สุดคือ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะต้องคัดค้านในเรื่องการออกกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับทุก ฝ่ายอย่างถึงที่สุด อย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ เพราะมันหมายถึงว่า กระบวนการศาลยุติธรรมโดยการดำเนินการจากศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะสิ้นสุด โดยทันที เนื่องจากมีการตัดสินคดีความภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศไทยโดยเรียบร้อย แล้ว

การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จะทำให้การตัดสินคดีความในเรื่องแบบนี้เป็นที่สิ้นสุด จะไม่มีการตัดสินเกิดขึ้นอีกจากความผิดในเรื่องเดียวกันนี้อีก ซึ่งตรงกับหลักการที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Double Jeopardy Law หรือผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดในกรณีนั้น ๆ จะไม่ถูกลงโทษซ้ำสอง

0 0 0 0 0

บทสรุป:

ประชาชน จะต้องกดดันต่อไป ในเรื่องการลงสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ถึงแม้ว่า จะไม่สามารถมีผลย้อนหลังก็ตาม

เลือกพรรคการเมืองที่ให้คำมั่นสัญญาใน การเลือกตั้งครั้งหน้าว่า จะนำเอาการลงนามสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ มาเป็นนโยบายในการหาเสียงรวมอยู่ด้วย (ถ้ารัฐบาลปัจจุบัน ยังหลีกเลี่ยงการลงนาม)
คัดค้านการออกกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอย่างเหนียวแน่น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้เกิดขึ้นไปตามครรลองของมัน

ดวงจำปา สเปนเซอร์

0 0 0 0 0

บทความต่อเนื่อง:

บทความแปล: ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรที่จะเข้าเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศได้แล้ว

บทความแปล: ศาลโลกไม่มีอำนาจของศาลในเรื่องของอาชญากรรมบนผืนแผ่นดินไทย

บทความแปล: เสื้อแดงยังคงไม่ท้อ หลังจากที่ศาลโลกกล่าวว่า ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

บท ความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ภาคที่ 1

บทความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ภาคที่ 2