ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้
คอลัมน์ เปิดหน้าปล่อยการ์ด เขียนโดย อริน
ข้อเสนอ 6 ข้อ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ (ปรับปรุงครั้งที่ 4)
1. รัฐประชาธิปไตยที่แยกอำนาจอธิปไตย ออกเป็น 3 ส่วนอย่างเด็ดขาด บนหลักตรวจสอบและคานอำนาจ ในระบบ "งูกินหาง" หรืออธิบายแบบภาษารากหญ้า คือ "ข้าไล่เอ็ง เอ็งไล่มัน และมันไล่ข้า" ไม่ใช่แบบ "อำนาจอภิอธิปไตย" อันเรียกขานกันในรอบ 3 ปีมานี้ว่า "ตุลาการวิบัติ" และแทบจะดำรงคงอยู่ในลักษณะ "แตะต้องไม่ได้" ประการสำคัญที่สุด "ผู้แทนปวงชน" ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น โดย "สภาผู้แทนราษฎร" เลือกตั้งมาจากเขตการเลือกตั้งตามจำนวนประชากร และ "สภาผู้แทนจังหวัด" เลือกตั้งโดยตรงประกอบด้วยผู้แทนจังหวัดละ 2 คน ทำหน้าที่ "วุฒิสภา" แบบเดิม
2. สิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง ประการแรก "ประมุขฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" โดยตรง และเป็นตำแหน่งที่อยู่บนหลักการที่ว่า ไม่สามารถดำเนินการอย่างอื่นในการถอดถอนได้ เว้นไว้เสียแต่ด้วยกระบวนการอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกับกระบวนการยื่นถอดถอน (impeachment) โดยสภาผู้แทนฯในสหรัฐอเมริกา และให้ "สภาผู้แทนจังหวัด" กับ "ศาลฎีกา" ดำเนินการพิจารณาถอดถอนร่วมกัน และประการที่สอง การเลือกตั้ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" โดยตรง และรับรองใน "สิทธิอัตวินิจฉัยทางประชาชาติ" โดยยึดหลักท้องถิ่นมีความแตกต่างจากส่วนกลาง ทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ซึ่งเคยเสนอความคิดเห็นเบื้องต้น - ไม่ใช่ในฐานะนักกฎหมาย - ไว้ในบทความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ความเห็น 3 ประการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=40257) โดยที่ผมเรียกร้องในประเด็นหลักถึง "ระบบกล่าวหา" ที่พิจารณาจาก "ผู้ต้องหาผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมที่แทบไม่พบในอารยะประเทศและเป็นประชาธิปไตย อีกต่อไปแล้ว; ประเด็นถัดมา คือความเป็นไปได้ของการนำ "ระบบลูกขุน" มาใช้ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้พิจารณาคดีที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเสมอภาคและหลักการ เสรีภาพ ด้วยการ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น "ประชาธิปไตย"; ประเด็นถัดมา การรับรอง "ประมุขฝ่ายตุลาการ" ที่ผ่าน "รัฐสภา"; และประเด็นสุดท้าย การนำ "ระบบศาลเดี่ยว" มาใช้ ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง คือ "ศาลอุทธรณ์" และศาลสูง คือ "ศาลฎีกา" ทั้งนี้หมายความว่า "ศาลอื่น" ไม่มีอำนาจในการพิพากษาอรรถคดี
4. "องค์กรอิสระทั้งหมด" ต้องออกจากรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้เป็นอำนาจอธิปไตย ไม่สามารถใช้อำนาจที่เป็นของปวงชนได้ตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย นั่นคือองค์การทางการเมืองการปกครองใด "ต้อง" เกิดขึ้นและดำเนินงานภายใต้การตรวจสอบได้โดยผู้แทนปวงชน
5. ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่อขง "องคมนตรี" อยู่ใน รัฐธรรมนูญ โดยอาศัย "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน" ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2475; "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม" ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 นั้น ปรากฏว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปราศจาก "องคมนตรี" ทั้งนี้บทบัญญัติว่าด้วย "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" นั้นบัญญัติไว้ดังนี้
ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน (ชั่วคราว)
มาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน
รัฐธรรมนูญ 2475
มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ไซร้ ท่านให้สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ท่านให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว
ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2489
มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้นและในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว
นั่นคือ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (แห่งรัฐ) นั้น องค์กรทุกองค์กร รวมทั้งองค์กรที่ปฏิบัติพระราชภาระแทนพระองค์ ล้วนมาจากกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น
ทั้งนี้ใน ส่วน "องคมนตรี" นั้น เป็นพระราชอำนาจในพระองค์ ที่จะทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย เพื่อเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ โดยหาได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เช่นในอดีตที่ประเทศสยามและหรือประเทศไทยในเวลาต่อมา มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศมาแล้วถึง 2 ฉบับ รวมทั้งพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองอีก 1 ฉบับ โดยเป็นที่รับรองกันไม่เพียงในเฉพาะแวดวงรัฐศาสตร์ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเสียยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญในสมัยหลัง ซึ่งมักจะมีรากฐาน หรืออิงแนวคิดพื้นฐานมาจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว 2490 ที่เกิดจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม"
6. การประกาศไว้ใน "บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" (ไม่ใช่เพียงใน "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ที่อาจถูก "ฉีก" โดยการทำรัฐประหาร) ยืนยันอำนาจอธิปไตยที่ "เป็นของปวงชนชาวไทย" ซึ่งกินความไปถึง "รูปแบบ" และ "กระบวนการ" ทางการเมืองการปกครองทั้งมวลที่มีที่มาอยู่บนหลักการ "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" จึงสมควรให้มีบทบัญญัติที่อยู่เหนือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ให้ประชาชน "มีสิทธิเสรีภาพเต็มสมบูรณ์ ในอันที่จะลุกขึ้นต่อต้าน คัดค้านและตอบโต้ ทุกความพยายามในอันที่จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย" ทั้งนี้มีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ให้การเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย เป็นความผิดซึ่งประชาชนทุกคนสามารถกล่าวโทษและต่อต้านคัดค้านได้; นอกจากนี้ โดยหลักการประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้มีการรณรงค์ทั้งในและนอกสภา ในอันที่จะกำจัดอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง "คำสั่งทั้งหลายโดยการรัฐประหารซึ่งไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย" ซึ่งได้แก่ "ประกาศคณะปฏิวัติ" และ/หรือ คำสั่งหรือประกาศอื่นใดในทำนองเดียวกัน
ถึงตรงนี้ เราควรต้องย้ำกับทุกคนทุกฝ่าย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นรู้ดีอยู่แล้วว่า เลือกกี่ครั้งกี่ครั้งก็คนที่เอื้อประโยชน์รูปธรรมให้แก่ประชาชน ย่อมได้รับความสนับสนุนจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่าง แน่นอน
คำถามคือ แล้ว "เรา" ประชาชนผู้ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย กับบุคลากรทางการเมืองในระบบ จะทำอย่างไร - เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากอย่างเช่น... การรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) …หรือ การรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549
หลักประกันที่ว่านี้ มีเงื่อนไขที่ถึงพร้อม 2 ประการด้วยกัน คือ
1. การบัญญัติเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ไม่อาจทำลายได้ และกฎหมายนั้นมีลักษณะเป็น "สัญญาประชาคม" นั่นคือ "รัฐธรรมนูญประชาชน ที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์"
2. สำนึกประชาธิปไตยในหมู่ประชาชน ที่ก่อรูปและพัฒนาทั้งในด้านกว้างและระดับลึก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจลึกซึ้งและยึดกุม ความหมายของวลีที่ว่า "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"...
นั่นหมายความว่า... ถ้าเพียงแต่ได้อำนาจรัฐมาโดยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถมีหลักประกันที่จะพิทักษ์อำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เอาไว้ได้ ก็ป่วยการที่จะยืนยันถึงสิ่งที่เรียกกันว่า "ประชาธิปไตยกินได้"
พูด อย่างถึงที่สุด สำหรับ พ.ศ. นี้ คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็นอีกต่อไป ที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นอันเป็นหัวใจของ "การเมืองการปกครอง"
คำถามมีประการเดียว - ก็พวกเราที่ตระหนักรู้ในเหตุและปัจจัยของอุปสรรคในการสร้างประชาธิปไตยนั้น เอง - มีความเข้าใจและยึดกุมความสำคัญของ "อำนาจรัฐ" แค่ไหนมากกว่า
ด้วยภราดรภาพ
รุ่งโรจน์ 'อริน' วรรณศูทร
22 เมษายน 2554
Re:
(ปรับปรุงย่อย)
3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ซึ่งเคยเสนอความคิดเห็นเบื้องต้น - ไม่ใช่ในฐานะนักกฎหมาย - ไว้ในบทความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ความเห็น 3 ประการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=40257) โดยที่ผมเรียกร้องในประเด็นหลักถึง "ระบบกล่าวหา" ที่พิจารณาจาก "ผู้ต้องหาผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมที่แทบไม่พบในอารยะประเทศและเป็นประชาธิปไตย อีกต่อไปแล้ว โดยยืนยันหลักการ "ผู้ต้องหาบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ว่ามีความผิด"; ประเด็นถัดมา คือความเป็นไปได้ของการนำ "ระบบลูกขุน" มาใช้ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้พิจารณาคดีที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเสมอภาคและหลักการ เสรีภาพ ด้วยการ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น "ประชาธิปไตย"; ประเด็นถัดมา การรับรอง "ประมุขฝ่ายตุลาการ" ที่ผ่าน "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ด้วยการเสนอโดย "ฝ่ายบริหาร" ทั้งนี้เพื่อให้อำนาจตุลาการยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยอีก 2 อำนาจ; การนำ "ระบบศาลเดี่ยว" มาใช้ ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง คือ "ศาลอุทธรณ์" และศาลสูง คือ "ศาลฎีกา" ทั้งนี้หมายความว่า "ศาลอื่น" ไม่มีอำนาจในการพิพากษาอรรถคดี; และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดมี "สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมโดยเปิดเผย" และได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดีรวมทั้งสิทธิในการได้ รับ "การปล่อยตัวชั่วคราว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 19, 2011
สู้เพื่อเป้าหมาย ประชาธิปไตยสมบูรณ์ "ไม่ชนะไม่เลิก" แค่ไหน-อย่างไร?
ประเทศไทยเหมือนประเทศอื่นในโลก ไม่ได้มีลักษณะพิเศษอะไร ที่ต้องปกครองแย่กว่า
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายประวิช รัตนเพียร ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน คนใหม่ แล้วผมหมดศรัทธาทันที ตอนที่มีคำถามในตอนท้ายว่า เห็นด้วยหรือไม่ ที่จะแก้ไข ม.112
คำตอบ ของนายประวิช รัตนเพียร" ตอบเหมือนสูตรสำเร็จที่พวกอำมาตย์ ใส่หัวคนไทยไว้ว่า ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในโลก เราจึงต้องรักษาลักษณะพิเศษเอาไว้ หรือ คำว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ที่จริงมันคือระบอบอำมาตยาธิปไตย แล้วมาอ้างว่าประชาธิปไตยแบบไทย ๆ)
คำตอบของนายประวิชคือ
"กฎหมายมาตรานี้มันก็มีพัฒนาการมาจากการปกครองของเรา ประเทศไทยมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเรามีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนใคร เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นหลัก" ประวิช กล่าวปิดท้าย
ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ไม่เหมือนกันสักประเทศ หากใช้หลักคิดอันนี้ แล้วมันต้องมีประชาธิปไตยที่แตกต่างกันด้วยหรือ มันไม่มีประชาธิปไตยแบบอื่นๆ นอกจากประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ ไม่มีหลักการอันใดที่ให้ กลุ่มคนใด มาอ้างว่ามีอำนาจใหญ่กว่าประชาชน แล้วมาอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย นั่นคือการหลอกลวงประชาชนที่ยอมโง่เขลา
ผม ว่าเราจะยอมรับลักษณะพิเศษใดๆ ๆได้ก็ต่อเมื่อลักษณะนั้นมันส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีเสรีภาพ มีความเท่าเทียมกัน แต่หากมันไปขัดขวางสิ่งเหล่านี้ ลักษณะพิเศษอันนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อสังคม
กฎหมาย 112 มีปัญหาแน่นอน ต้องแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่ยืนกระต่ายขาเดียวว่าเหมาะสมแล้ว
ไม่ อย่างนั้น ประเพณี ถือปืนคอยยิงตาคนที่เงยหน้าขึ้นมองกษัตริย์ที่ยกเลิกไปตั้งแต่สมัย ร.4 ก็ต้องนำกลับมาใช้ซิ หากพูดถึงลักษณะพิเศษ
แน่นอน เรื่อง Les Majestic สังคมไม่ใช่สุดกู่ ไม่ถึงกับไม่มี แต่ต้องการแก้ไขไม่ให้มันไปขัดขวางสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่แบบอากง หรอ ดาร์ตอปิโด ที่ต้องติดคุก 20 ปี หรือ 15ปี
หากไม่ยอมรับความจริง พูดกันอย่างมีเหตุมีผล ความขัดแย้งมันก็ไม่มีทางหายไปได้ และในที่สุด ฝ่าย Ultra Royalist ก็ต้องพ่ายแพ้ในที่สุด ไม่มีสังคมใด ยอมให้กดขี่กันได้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน
เสริมนิติราษฎร์ เติมพลังให้ทักษิณและเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews
โดย คนไม่มีสมอง
เสริมนิติราษฎร์ เติมพลังให้ทักษิณและเสื้อแดง เติมเชื้อไข้ให้อำมาตย์
จะขอขยายความดังนี้คือ
1. นิติราษฎร์ออกประกาศที่จะทำให้ไม่มีรัฐประหารอีก สังคมเริ่มสั่นสะเทือน อำมาตย์และทหารเริ่มสั่นสะท้าน แต่ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน
2. ทักษิณและเสื้อแดงยังมีข้อกังวลว่าจะมีรัฐประหารอีก เพราะเคยโดนกัดมาก่อนรู้พิษสงดี ยังหวาดๆอยู่ ทำให้อ่อนแอทางจิตใจพอสมควร ยังหวังว่าไม่ต้องได้ทำการรบครั้งสุดท้าย
3. อำมาตย์เริ่มจับไข้ หลังจากแพ้เลือกตั้งยับเยิน และยังโดนข้อเสนอนิติราษฎร์ซ้ำเติมเข้ามาอีก อาการไข้เริ่มมีสั่นแทรกเข้ามาด้วย
วิธี ของผมจะทำให้เกิดการเสริมพลังให้นิติราษฎร์ เติมพลังและอำนาจให้ทักษิณและเสื้อแดง เติมเชื้อไข้ให้อำมาตย์หนาวสั่น และอ่อนแอมากยิ่งขึ้น
วิธีการคือ
ให้พรรคเพื่อไทย และนปช. ออกประกาศอย่างเป็นทางการทั่วโลก ว่า
- จากการที่พรรคเพื่อไทย และนปช.หาเสียงและช่วยหาเสียงไม่เอารัฐประหารจนประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยมา เกินกึ่งนึงอย่างเป็นเอกฉันท์ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็ไม่ต้องการให้มีการรัฐประหาร เกิดขึ้นอีก
- พรรคเพื่อไทย และนปช.จึงเป็นตัวแทนอันชอบธรรมจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเป็นการรับฉันทานุมัติในการต่อสู้ ต่อต้านการรัฐประหาร
- เพื่อไม่ให้การรัฐประหารเกิดขึ้นง่ายๆอีกต่อไป พรรคเพื่อไทย และนปช.จึงขอมอบฉันทานุมัติให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร สามารถตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ในต่างแดน ในกรณีที่มีการรัฐประหารขึ้นอีก โดยขอให้สหประชาชาติ และนานาอารยะประเทศร่วมให้การสนับสนุนในการต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ด้วย โดยจี้ถามไปทีละประเทศไปเลย
หมายเหตุ: ให้ดูข้อกฏหมายด้วยว่า พรรคเพื่อไทยสามารถใช้วิธีการนี้ได้โดยไม่ผิดกฏหมายหรือไม่
ผล การประกาศครั้งนี้ ผมคิดว่า จะสร้างความสั่นสะเทือนแก่สังคมไทยอย่างรุนแรง และสร้างความไหวหวั่นต่อนานาอารยะประเทศไม่น้อยเลยทีเดียว
ผลลัพธ์ที่ได้คือ
1. สังคมจะถกเถียงกันมากมายระหว่างพวกที่เอาทักษิณ กับพวกที่ไม่เอาทักษิณ ซึ่งสามารถปรามพวกไม่เอาทักษิณได้ง่ายๆว่า "จะกลัวอะไร ถ้าไม่มีรัฐประหาร ก็ไม่มีรัฐบาลพลัดถิ่น"
2. นานาอารยะประเทศจะตอบสนองข้อเสนอนี้อย่างไร จะเป็นไปในเชิงสนับสนุน หรือเฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย โดยส่วนตัวคาดว่า น่าเป็นการตอบตามวิสัยมารยาททางการฑูตคือ สนับสนุนการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย โดยประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ตอบแบบกว้างๆ แต่เป็นในลักษณะส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นไปในทางบวกต่อการไม่เอารัฐประหาร
3. สัญญาณในข้อ 2 จะเป็นการทำให้ไม้ตายรัฐประหารโดยทหารของอำมาตย์เดี๊ยงไปในทันที เหลือแต่การรัฐประหารทางกฏหมายและการเจรจาเท่านั้น
4. สัญญาณในข้อ 2 จะช่วยทำให้ทักษิณและคนเสื้อแดงมีแนวร่วมจากภายนอกชัดเจนมากยิ่งขึ้น จะเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็กเสริมเข้ามาอีกชั้นนึง และทำให้ทักษิณและคนเสื้อแดงตัวใหญ่ขึ้น ระวังอย่าเหลิงล่ะ
5. แผนการชั่วร้ายต่างๆนานาที่ฝ่ายอำมาตย์หรือนิยมอำมาตย์วางแผนไว้เพื่อก่อให้ เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อเปิดทางให้มีการรัฐประหารก็จะไม่ได้ผลไปด้วย จะถูกบีบให้ต้องยกเลิกไป
MIU: ‘ยุติธรรม’ ภายใต้ประกาศิตสวรรค์
ที่มา ประชาไท
ธงทองแดง จัณฑาลสุด
คนขายกาแฟ และนักวิจัยศูนยวิจัยหมูหลุม (Mooloom Intelligence Unit - MIU)
จักรวรรดิมลายสูญพร้อมหมอกควันจากซี่ไผ่ป้อมปราการไม่อาจรั้งแผ่นดินแม่เถ้าถ่านมิทันมอดดับดินแดนซานตง [8]
คิม จอง อิล ผู้นำของเกาหลีเหนือ เสียชีวิตแล้ว
ที่มา ประชาไท
บีบีซีรายงาน โดยอ้างการประกาศข่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ในเกาหลีเหนือว่า คิมจองอิล วัย 69 ปี ผู้นำของประเทศเกาหลีเหนือ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การเสียชีวิตของผู้นำซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเกาหลีเหนือผู้นี้จะก่อให้ เกิดภาวะช็อกไปทั่วประเทศ
ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์เกาหลีเหนือรายงานข่าวทั้งน้ำตา พร้อมระบุว่า การเสียชีวิตของผู้นำเกิดจากการทำงานหนักเกินไป

ภาพข่าวจากสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี (KCTV) ประกาศข่าวการเสียชีวิตของคิม จอง อิล
(ที่มา: สถานีโทรทัศน์ NHK ภาคภาษาอังกฤษ)
ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นภาคภาษาอังกฤษ แพร่ภาพข่าวประกาศการเสียชีวิตของคิม จอง อิล ที่เผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี (KCTV) ของทางการเกาหลีเมื่อเวลา 10.00 น. (8.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) วันนี้ (19 ธ.ค.) โดยผู้ประกาศสตรีสวมชุดดำไว้ทุกข์ได้กล่าวว่า
"สหายของพวกเรา เลขาธิการทั่วไปพรรคแรงงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ และผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลี ได้เสียชีวิตแล้วอย่างกระทันหันในวันที่ 17 ธ.ค. เราประกาศข่าวนี้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง"
ทั้งนี้ ฺNHK ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศข่าวเสียชีวิตของคิม จอง อิล ทั้งทางสถานีโทรทัศน์ KCTV และสถานีวิทยุเปียงยาง (Radio Pyongyang) ใกล้เคียงกับที่เมื่อปี 2537 ที่มีการประกาศข่าวการเสียชีวิตของคิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและผู้เป็นบิดาของคิม จอง อิล โดยการประกาศผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุในครั้งนั้นมีการเกริ่นล่วงหน้าเป็น เวลา 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะกล่าวถึงการเสียชีวิตของคิม อิล ซุง
ชาวตูนีเซียฉลองครบรอบ 1 ปีการปฏิวัติ
ที่มา ประชาไท
ชาวตูนีเซียนับหมื่นมารวมตัวเฉลิมฉลองกันที่จัตุรัสในกลางเมืองซีดี บูวซิด เมื่อที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติตูนีเซียเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงมีการเปิดตัวอนุสาวรีย์ โมฮาเม็ด บูวอาซีซี ผู้จุดไฟเผาตัวเองจนกลายเป็นชนวนของการลุกฮือ
18 ธ.ค. 2011 - ประชาชนชาวตูนีเซียหลายหมื่นคนมารวมตัวกันที่จัตุรัสใจกลางเมืองของเมืองซี ดี บูวซิด เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปีการปฏิวัติตูนีเซีย ในสถานที่เดียวกับที่เป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือของประชาชนจนทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับตามมา
โดยเมื่อวันเสาร์ (17) ที่ผ่านมา มีพิธีการเปิดตัวรูปปั้นอนุสาวรีย์ของโมฮาเม็ด บูวอาซีซี ผู้ที่เผาตัวเองจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการปฏิวัติตูนีเซียตามมา ซึ่งในพิธีการนี้มีประธานาธิบดีคนใหม่ของตูนีเซีย มอนเซฟ มาร์ซูวคี เข้าร่วมด้วย
ชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ "ดอกไม้บานในอาหรับ" คือตอนที่บูวอาซีซี นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแต่ไม่มีงานทำจุดไฟเผาตัวเองด้วยความ สิ้นหวัง ในขณะที่ตำรวจกำลังยึดรถเข็นขายผักผลไม้ของเขาเนื่องจากไม่ได้รับการจด ทะเบียน บูวอาซีซีเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล
ความตายของบูวอาซีซี ช่วยทำให้ความคัยแค้นที่คุกรุ่งอยู่ปะทุขึ้น จากความไม่พอใจเรื่องความยากจน การไม่มีงานทำ ปัญหาทุจริต และการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ กระทั่งเกิดการประท้วงขึ้นทั่วตูนีเซีย ทำให้ประธานาธิบดี ซีเน อัล-อบีดีน เบน อาลี ต้องหนีออกจากประเทศในอีกไม่ถึงเดือนต่อมา
การปฏิวัติในตูนีเซียได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศอื่นๆ ในอาหรับลุกขึ้นต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการที่ฝังรากในประเทศของตน
ในอียิปต์และลิเบียสามารถโค่นล้มอำนาจเผด็จการได้สำเร็จ ขณะที่ผู้นำเยเมนตอนนี้ก็ยอมถอยให้กับกลุ่มปฏิรูปถ่ายโอนอำนาจ ขณะที่ผู้นำซีเรียก็เจอการต่อต้านด้วยกำลังที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การเฉลิมฉลอง
สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองในเมืองซีดี บูวซิด ว่า มีประชาชนหลายหมื่นคนชุมนุมกันอย่างครื้นเครงที่จัตุรัสกลางเมือง พวกเขาเต้นรำไปตามจังหวะเพลงที่ได้รับความนิยมแม้อากาศจะหนาว ตามท้องถนนมีการประดับธงและรูปถ่ายของชาวตูนีเซียที่ถูกสังหารในช่วงที่มี การลุกฮือ
"มันเป็นวันแห่งความรื่นเริง ซีดี บูวซิด ถูกละเลยมานาน และวันนี้มันจะกลายเป็นเมืองหลวงของโลก" ชายหนุ่มที่ชื่ออีหมาดกล่าว "เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ของปีที่แล้ว โลกอาหรับได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ นี้ถือเป็นความภาคภูมิใจ"
การเฉลิมฉลองจะมีไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้โดยมีคนมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ หลายคนเตรียมตัวเข้าร่วมด้วย หนึ่งในนั้นมี ทาวากุล คาร์มาน นักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลชาวเยเมนผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
อย่างไรก็ตามบรรยากาศสนุกสนานของเมืองซีดี บูวซิด ดูจะยังสนุกได้ไม่เต็มที่ เมื่อพวกเขาต้องเตือนตัวเองว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยในตูนีเซียยังไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและ ปัญหาการว่างงานได้ในขณะนี้ โดยที่ปัญหาเรื่องเนยและขนมปังก็เคยเป็นชนวนนำไปสู่การประท้วงของชาวตูนี เซียมาก่อน
ทางด้าน มานูวเบีย บูวอาซีซี มารดาของโมฮัมเม็ดผู้จุดไฟเผาตัวเอง ก็กล่าวเน้นย้ำในเรื่องที่หลายคนยังกังวลอยู่ โดยขอให้รัฐบาลตูนีเซียเดินรอยตามแนวทางปฏิวัติ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว
"ลูกของฉันจุดไฟเผาตัวเองเพื่อให้ตูนีเซียและโลกอาหรับมีเสรีภาพ ... ฉันอยากร้องขอให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ความสนใจกับพื้นที่ยากจนและสร้างงานให้ กับคนหนุ่มสาว" มานูวเบียกล่าว
คืนศักดิ์ศรีให้พวกเรา
มอนเซฟ มาร์ซูวคี ประธานาธิบดีคนใหม่ล่าสุดของตูนีเซีย ได้กล่าวสดุดีชาวตูนีเซียทุกคนที่ปฏิวัติต่อต้าน เบน อาลี รวมถึงคนที่ได้สละชีวิตไปในการนี้ด้วย
"เมืองซีดี บูวซิด ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกละเลยให้เป็นชายขอบ ได้นำเกียรติยศศักดิ์ศรีของชาวตูนีเซียกลับคืนมา" มอนเซฟกล่าว "พวกเราสัญญาว่าจะช่วยฟื้นฟู นำความปิติสุขในชีวิตกลับคืนมาสู่พื้นที่เหล่านี้"
การปฏิวัติตูนีเซียนำประเทศไปสู่ความเป็นเสรีประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกนับ ตั้งแต่เป็นเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1956 แต่ในตอนนี้ยังไม่ทำให้ปัญหาความยากจนและการว่างงานจำนวนมากหมดลง ขณะเดียวกันการปฏิวัติก็ทำให้เศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวบาง ส่วนหวาดกลัวและนักลงทุนต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน
ความไม่พอใจในเรื่องนี้ทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในหลายช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประท้วงในคราวนี้ได้ขุดไฟเผาอาคารของรัฐและปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความ สงบ
"การสดุดีเมืองซีดี บูวซิด เป็นเรื่องดี แต่พวกเราต้องการมีงาน เพียงแค่มีงานทำเท่านั้นถึงจะทำให้ศักดิ์ศรีของพวกเรากลับคืนมาได้ ประชาชนที่นี่ต้องการขนมปัง ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่ให้ความบันเทิงกับตัวเอง" นาบิลา อบีดี นักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่มีงานทำกล่าวกับผู้สื่อข่าว
"รัฐบาลใหม่ต้องเข้าใจสิ่งที่พวกเราต้องการจะสื่อและดูแลให้คุณภาพชีวิต ของพวกเราดีขึ้น ถ้าไม่เช่นนั้นการปฏิวัติก็จะกลับมาอีก" แมนเซอร์ อมามูว ชาวเมืองอีกรายหนึ่งกล่าว
การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในตูนีเซียลดลงร้อยละ 0.2 ในปี 2011 จากร้อยละ 3 ในปี 2010 ช่วงที่เบน อาลี ยังปกครองประเทศ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่คาดการว่าการเติบโตจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 4.5 ในปี 2012
ทางด้านธนาคารกลางระบุว่าจำนวนการว่างงานที่มีอยู่ร้อยละ 13 ในช่วงปลายปี 2010 ในตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 18.3
ที่มา
Tunisian town marks anniversary of revolution, Aljazeera, 18-12-2011
http://www.aljazeera.com/news/africa/2011/12/201112171770581686.html
วันแรงงานข้ามชาติสากล อดีตกก.สิทธิ แนะแรงงานข้ามชาติ-ไทย จับมือยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเอง
ที่มา ประชาไท
อดีตกรรมการสิทธิฯ ชี้ท่าทีไทย-อาเซียนยังไม่สนใจแรงงานเท่าที่ควร แนะคนงานข้ามชาติ-ไทยต้องสามัคคี ต่อสู้ยกระดับคุณภาพชีวิตร่วมกัน ด้านเครือข่ายแรงงานข้ามชาติออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐไทยดูแลให้คนงานข้าม ชาติเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
(18 ธ.ค.54) เนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธ.ค.ของทุกปี เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และโครงการส่งเสริมการป้องกันเอดส์ในวันแรงงานข้ามชาติ (PHAMIT) จัดกิจกรรมวันแรงงานข้ามชาติสากลขึ้น ภายใต้หัวข้อ "ครอบครัวเดียวกัน สานสัมพันธ์อาเซียน" ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กรุงเทพฯ
สุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปาฐกถาในหัวข้อ "บทบาทรัฐไทยต่อแรงงานข้ามชาติสู่การเป็นประชาคมอาเซียน" โดยระบุว่า ในวันนี้ขอให้แรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าทั้งแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทย หรือแรงงานไทยที่ไปทำงานที่ต่างประเทศ ระลึกถึงคุณค่าของตนเองในการสร้างสรรค์โลก จากการเดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ ขณะเดียวกัน ต้องรำลึกด้วยว่า แม้จะมีการพูดถึงการให้คุณค่าแรงงาน แต่ชีวิตจริงแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่
สุนี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ท่าทีของรัฐไทยไม่มีนโยบายหรือกลไกที่จะดูแลแรงงานทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ยังดีที่มีการระบุในรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนว่าต้องคุ้มครองแรงงาน รวมถึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่ง เพิ่งประกาศใช้และจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.55 ถึงปี 59 ก็ระบุว่ารัฐบาลไทยต้องเคารพต่อสิ่งที่อาเซียนตกลงกันเพื่อก้าวสู่ประชาคมอา เซียน ดูแลเรื่องการค้ามนุษย์ และกติกาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบ พัฒนาฝีมือแรงงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ด้านอาเซียนเอง สุนี กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2550 มีการลงนามในปฏิญญาเซบู ซึ่งระบุถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติว่า ต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติ จัดการกับการค้ามนุษย์ โดยมีบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้ฟังดูเข้าที แต่ก็ดูเหมือนว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนจะยังไม่สามารถเข้าใจความหลากหลายได้ บางประเทศยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เคารพต่อประชาชนจริงจัง รวมถึงยังมีแนวทางเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยจะเห็นการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สร้างทางหลวง เขื่อน โรงไฟฟ้า โดยไม่ได้พูดถึงคนเลย ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นเหมือนหนึ่งในปลาใหญ่ ที่เอาเปรียบปลาตัวเล็กกว่าเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เธอเสนอว่า จะต้องไม่หมดหวัง โดยทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติจะต้องมีเป้าหมายในการยกระดับฐานคุณภาพ ชีวิตของตนเองร่วมกัน ต้องสามัคคีกัน จะหวังพึ่งรัฐไทย พม่า หรือนโยบายอาเซียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคอยต่อรอง ตรวจสอบ และผลักดันอยู่ตลอด พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จในการต่อรองไม่ให้มีการแย่งชิงเอาเปรียบฐาน ทรัพยากรของประเทศอื่น เช่น การคัดค้านการสร้างเขื่อนฮัตจีในพม่า หรือเขื่อนไซยะบุรีในลาว ซึ่งล่าสุดต้องชะลอออกไป
แถลงการณ์วันแรงงานข้ามชาติสากล
ร้องรัฐไทย ช่วยแรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน
นอกจากนี้ คณะทำงานจัดกิจกรรมวันแรงงานข้ามชาติสากล ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ANM) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และโครงการส่งเสริมการป้องกันเอดส์ในวันแรงงานข้ามชาติ (PHAMIT) ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ทำหน้าที่ดูแลและจัดให้แรงงานข้ามชาติ เข้าถึงการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ด้วยการ
1.จัดให้การจดทะเบียนและการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติเป็นไปอย่างทั่วถึง เข้าถึงและเป็นธรรม ด้วย การเปิดให้จดทะเบียนผ่อนผันทุกปีและตลอดทั้งปี จัดให้มีการให้ข้อมูลข่าวสารแก่แรงงานข้ามชาติอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน ผลทางกฎหมายและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งหน้าที่จากการนั้น ด้วยภาษาของแรงงานเอง ทั้งก่อนการจดทะเบียน ระหว่างการจดทะเบียนและหลังจดทะเบียน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือ One-stop service ที่แท้จริง กล่าวคือ จดทะเบียน ตรวจโรค และขอใบอนุญาตทำงานในสถานที่เดียวกัน โดยออกบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงานให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว รวมทั้งกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าคำขอและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ทำงาน
2.รัฐต้องให้การพิสูจน์สัญชาติของ แรงงานข้ามชาติเป็นการพิสูจน์สัญชาติที่แท้จริง ทั่วถึงและปลอดภัย ด้วยการเจรจาและทำข้อตกลงกับรัฐบาลประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติ ในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติ โดย
(1) ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและเคารพต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
(2) รับรองความเป็นพลเมือง (เพิ่มชื่อในระบบทะเบียนราษฎร ออกบัตรประจำตัวประชาชน) และรับรองสิทธิของพลเมืองตามกฎหมาย
(3) กำหนดให้มีการพิสูจน์สัญชาติผู้ติดตามทุกคน
3.รัฐต้องทำให้การจดทะเบียนและการพิสูจน์สัญชาติของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติเป็นไปอย่างทั่วถึง เข้าถึง โดยไม่มีข้อจำกัด ด้วยการขยายคำว่า ผู้ติดตาม ไม่ได้จำกัดเพียงแค่บุตร ให้ครอบคลุมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตามความเป็น จริง อาทิ หลาน หรือบิดามารดา และอนุญาตให้จดทะเบียนผู้ติดตามตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่ได้จดทะเบียนผู้ติดตามและให้ประเทศต้นทางพิสูจน์สัญชาติผู้ติดตามทุก คน
4.รัฐต้องแก้ไขกฎหมายให้เกณฑ์อายุขั้นต่ำของแรงงานเป็น 18 ปี พร้อมทั้งป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานเด็กอย่างจริงจัง โดยยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (งานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย) และฉบับที่ 10 (ประมงทะเล) ในส่วนที่อนุญาตให้มีการใช้แรงงานที่อายุต่ำกว่า 15 ปี และที่มีการละเมิดสิทธิเด็ก แก้ไขกฎหมายให้เกณฑ์อายุขั้นต่ำของแรงงานคือ อายุ 18 ปีบริบูรณ์และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่ใช้แรงงานเด็กและ ละเมิดสิทธิเด็ก เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
5.รัฐต้องจัดการศึกษาให้แก่ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เป็นเด็กและต้องคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยให้ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เป็นเด็ก ไม่ว่าจะมีบัตรประจำตัวหรือไม่ สามารถเดินทางไปเรียนหนังสือได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องถูกจับ และปลอดภัยจากการละเมิดโดยบุคคลอื่น หลักสูตรการเรียนการสอนต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่ เป็นเด็ก และจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม สังคม และเอกลักษณ์ของเด็ก
6.รัฐต้องขจัดขบวนการนำพาและขบวนการนายหน้าแรงงานข้ามชาติ โดย ขจัดช่องทางที่ทำให้เกิดกระบวนการนายหน้าในการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และเอาจริงเอาจังในการตรวจสอบป้องกันและปราบปราม และลงโทษนายหน้า ผู้ประกอบการ ผู้สนับสนุน และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องกับความผิดฐานลักลอบขนผู้โยก ย้ายถิ่นฐาน เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือการค้ามนุษย์
7.รัฐต้องจัดให้แรงงานข้ามชาติเปลี่ยนย้ายงาน ย้ายนายจ้างและเลือกทำงานอย่างเสรี
8.รัฐต้องจัดให้แรงงานข้ามชาติมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน โดยกำหนดเป็นนโยบายหรือคำสั่งรับรองและคุ้มครองสิทธิในเงินทดแทนของแรงงานทุกคน
9.รัฐต้องรับรอง คุ้มครอง และทำให้เป็นจริง ให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิในสุขภาพ อนามัยและเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึง โดย ดำเนินการเชิงรุกในการตรวจตรา ควบคุมและกำกับดูแลให้ชุมชนที่อยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติปลอดภัยและถูก สุขอนามัย ภายใต้ความคุ้มครองของประกันสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ ในส่วนของค่าบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมทั้งการเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีเอดส์ (ARV) การเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาก่อนและหลังการตรวจเลือดด้วยความสมัครใจและเป็น ความลับ และดำเนินการเชิงรุกในการตรวจตรา ควบคุมและดูแลให้สถานประกอบการ มีสภาพการทำงานที่ถูกสุขอนามัยและปลอดภัย ซึ่งรวมถึงบังคับใช้บทบัญญัติในหมวด 8 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เรื่องความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างจริงจัง
10.รัฐต้องรับรองคุ้มครอง และทำให้เป็นจริง ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของแรงงานข้ามชาติ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกลไกคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทาง กฎหมายให้เอื้อต่อการใช้สิทธิทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าแรงงานข้ามชาตินั้นจะมีลักษณะการเข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม สิทธิที่จะมีล่ามภาษาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรวมถึงขั้นตอนร้องทุกข์และอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติที่ถูกเลิกจ้างไม่ เป็นธรรมหรือถูกละเมิดสิทธิ สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์แก่กระบวนการยุติธรรม และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่แรงงานข้ามชาติที่ถูกละเมิดให้ได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหาย หรือการเยียวยาอื่นๆ ตามกฎหมาย
ผู้นำการปฏิวัติปชต. และอดีตปธน.คนแรกของเช็ก เสียชีวิตแล้ววานนี้
ที่มา ประชาไท
‘วาสลาฟ ฮาเวล’ นักคิด-เขียนและผู้นำการปฏิวัติกำมะหยี่ในเชโกสโลวาเกีย เสียชีวิตแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในวัย 75 ปี ทั่วโลกบันทึกชีวิตเขาในฐานะปัญญาชนผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบ คอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 1980 และผู้นำการเปลี่ยนผ่านประเทศจากคอมมิวนิสต์ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ธ.ค. 54) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘วาสลาฟ ฮาเวล’ (Vaclav Havel) ปัญญาชนผู้เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของเชโกสโลวาเกียภายใต้ระบอบ คอมมิวนิสต์ และอดีตประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของสาธารณเช็ก เสียชีวิตแล้วอย่างสงบเมื่อเช้าวันอาทิตย์ในวัย 75 ปี ซึ่่งสันนิษฐานว่าเขาน่าจะเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
'วาสลาฟ ฮาเวล' หนึ่งในบิดาแห่งขบวนการประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออก
ที่มา: User:Martin Kozák [Attribution], via Wikimedia Commons
ฮาเวลเป็นนักคิด-นักเขียน นักเคลื่อนไหว และนักการเมือง ซึ่งผลิตบทละครและงานเขียนหลายชิ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ระบอบเผด็จการของเช โกสโลวาเกียและเรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งนี้ เชโกสโลวาเกียปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตในระหว่างปี 1948-1989 และหลังจากมีการปฏิวัติกำมะหยี่ (Velvet Revolution) ในปี 1989 ได้เปลี่ยนผ่านอย่างสันติเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐซึ่งมีฮาเวลเป็น ประธานาธิบดีคนแรก และในปี 1993 ได้แยกเป็นสาธารณรัฐเช็คและสโลวัก โดยเขามีบทบาทในการช่วยให้การแยกประเทศเป็นไปอย่างไม่เสียเลือดเนื้อ
หลังจากมีการปราบปรามการลุกฮือของประชาชนโดยกองทัพโซเวียตในเชโกสโลวา เกีย (Prague Spring) ในปี 1968 ฮาเวลซึ่งในขณะนั้นเป็นนักเขียนบทละคร บทกวี และนวนิยาย ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ โดยเฉพาะหลังจากการจับกุมสมาชิกของวงดนตรี “The Plastic People of the Universe” ในปี 1976 ทำให้เขาได้รวมตัวกับปัญญาชนและศิลปิน ร่างคำประกาศกฎบัตร ‘77 (Charter 77)** ที่ มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพแก่ประชาชน โดยเฉพาะสิทธิที่จะคิดเห็นต่าง การเป็นอิสระจากความกลัว และสิทธิในแสวงหา รับ เผยแพร่ข้อมูลทุกประเภทโดยเสรี
การเคลื่อนไหวเพื่อเผยแพร่เอกสารทางการเมืองดังกล่าวทำให้ฮาเวลเป็นแกนนำ ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไปโดยปริยาย และทำให้เขาถูกจับกุมคุมขังเป็นเวลานานที่สุดราว 4-5 ปี ต่อมา เมื่อมีการลุกฮือของประชาชนในการปฏิวัติกำมะหยี่ในปลายปี 1989 ฮาเวลก็ได้ก่อตั้งกลุ่มทางการเมืองที่ชื่อ ‘Civic Forum’ ซึ่งเป็นแนวร่วมเพื่อต่อต้านระบอบอำนาจนิยมในเชโกสโลวาเกีย และนำการเปลี่ยนผ่านจากระบอบคอมมิวนิสต์ไปสู่ประชาธิปไตยที่มีหลายพรรคได้ สำเร็จโดยไม่เสียเลือดเนื้อ เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเชโกสโลวาเกีย และได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเช็คสองสมัย คือในปี 1993 และ 1998
งานเขียนของวาสลาฟ ฮาเวล ได้รับการแปลเป็นหลายภาษาทั่วโลก เขายังได้รับรางวัลด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชนสากลมากมาย เช่น US Presidential Medal of Freedom, the Philadelphia Liberty Medal และ Ambassador of Conscience Award โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮาเวลยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพด้วยหลายครั้ง คติพจน์ประจำตัวของเขาคือ “ความจริงและความรัก จักต้องเอาชนะคำโกหกและความเกลียดชัง” (Truth and love must prevail over lies and hate.)
**ผู้สนใจสามารถอ่านคำประกาศกฎบัตร '77 (Charter 77) ได้จาก คำประกาศแห่งกฎบัตร ’77 แปลโดยสุญญาตา เมี้ยนละม้าย และอติเทพ ไชยสิทธิ์, เว็บไซต์นิติราษฎร์
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/12/54 ระเบิดจากภายนอก + ภายใน....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ดวงจำปา: ขยายความต่อ "กรณีประเทศไทย กับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ"
ที่มา Thai E-News
โดย ดวงจำปา
ที่มา เฟสบุค Doungchampa Spencer
19 ธันวาคม 2554
ใน ขณะนี้ ดิฉันเห็นการโพสต์หลายเรื่อง ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้เขียนบทความ ด้วยการนำเอาศัพท์ทางเทคนิคมาใช้ จนกลายเป็นเรื่องที่สร้างความงุนงงออกไป เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ขอสรุปแบบง่ายๆ นะคะ

ประวัติโดยสังเขป: ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมไปเมื่อปี พ.ศ. 2543 แต่ยังไม่ได้เป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ เนื่องจากว่ายังไม่ได้ลงนามให้สัตยาบัน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Ratification
เนื่องจากเหตุการณ์ที่มีผู้สูญเสีย ชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เมื่อเดือน เมษายน / พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2553 ระบบยุติธรรมของประเทศไทยก็ยังไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดแต่ประการใด (นอกจากการตั้งขอหา ยัดเอาแกนนำ และ ประชาชนเสื้อแดงเข้าไปอยู่ในคุก) จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งนำโดย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคนี้เข้าไป ก็ตั้งความหวังว่า จะได้รัฐบาลที่กระทำการปฎิบัติตามนิติรัฐและนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่ ประเทศ
สิ่งหนึ่งในความปรารถนาต่อความสงบสุขก็คือ การนำเอาระบบยุติธรรมของนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินพิจารณาคดีด้วย กล่าวคือ การลงนามอย่างเป็นทางการ (ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) ให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ
ขอย้อนอดีตกลับไปนิดหนึ่ง คือเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554 ทนายความโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ทำการถ่ายทอดวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเรื่องดำเนินการต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหาของเรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
และที่เพิ่งผ่านมาเมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เราได้เห็นข่าวของท่าน สส สุนัย จุลพงศธร เข้าไปยื่นหนังสือต่อสำนักอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ ขอร้องให้เปิดคดีการสอบสวนในะเรื่องการปราบปรามประชาชนซึ่งมีการเสียชีวิต โดยทางฝ่ายรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พร้อมกับมีบทความหลาย เรื่องออกมาโพสต์เกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยอ้างถึงอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม, ให้รัฐบาลทำการลงสัตยาบัน และ ให้การยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ
เลย ตัดสินใจเขียน blog ชิ้นนี้ เพื่อความเข้าใจอย่างง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนว่า มันเป็นเรื่องคนละอย่างกัน จะมาผสมปนเปกันไม่ได้

1. การยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศ: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กล่าวขึ้นมาพอสมควรในเรื่องการนำผู้ที่ออกคำสั่งทั้งหมดมาลงโทษ โดยใช้อำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ
หลักการใช้: กรณีการยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น เนื่องจากว่า ประเทศนั้นๆ ยังไม่เป็นสมาชิกในรัฐภาคี ตามหลักการกล่าวคือ การนำเอาบทอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมมาตรา 12 วงเล็บ 3 เข้ามาปฎิบัติ มีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากการยอมรับอำนาจศาลกับศาลอาญาระหว่างประเทศ
กรณีเช่นนี้ สามารถเกิดขึ้นได้เป็นคดีๆ ไป หรือเรียกว่า กรณีเฉพาะกิจ (ad hoc)
และถ้าดูลึกๆ ลงไปแล้ว จะต้องมีการพิจารณาว่า ศาลของประเทศไทยไม่มีความสามารถหรือไม่มีความประสงค์ที่จะพิจารณาคดีเหล่านี้ด้วยหรือไม่
การรับรอง: รัฐบาลหรือผู้แทนของรัฐบาล สามารถยื่นเอกสารที่ลงนามอย่างเป็นทางการให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ เนื่องจากเรื่องนี้ เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ หรือ Unilateral act of State จึงไม่ต้องมีการผ่านรัฐสภา ด้วยมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
การ บังคับใช้ย้อนหลัง: มีการถกเถียงในเรื่องนี้ว่า ถ้าประเทศไทยประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลแล้ว จะนำมาใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ออกคำสั่งของการปราบปรามคนเสื้อแดงในเดิอน เมษายนและพฤษภาคมของ ปี พ.ศ. 2553 ได้หรือไม่?
ตามหลักการแล้ว จะต้องดูว่า เหตุการณ์ที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรง (อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ) นั้น ได้สิ้นสุดลงหรือยัง หรือว่าเหตุการณ์นั้น ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ถ้ายังเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง การยอมรับอำนาจศาล ก็สามารถนำมาใช้ได้
แต่สำหรับเหตุการณ์เมื่อเดือน เมษายน / พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2553 นั้น มันได้สิ้นสุดลงไปแล้ว (และมีการเปลี่ยนรัฐบาลบริหารประเทศ) โอกาสที่จะนำเรื่องนี้ มาเป็นผลใช้บังคับย้อนหลัง ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ
อาจจะมีเรื่องทางเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องได้ อยู่ที่การตีความด้วยในประเด็นย้อนหลัง
ความเป็นไปได้: การ ที่รัฐบาลไทยยอมรับให้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศมีสิทธิพิจารณาคดีนั้น ฝ่ายการเมืองพรรคตรงข้าม จะหาเรื่องหยิบประเด็นและทำการประโคมเรื่องทันทีว่า เป็นการลุล่วงพระราชอำนาจเพราะศาลจะต้องกระทำการตัดสินคดีภายใต้พระ ปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น อาจจะมีการโยงไปถึงความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยฝ่ายของ รัฐบาล ในเรื่องการให้องค์กรจากต่างประเทศเข้ามารุกรานอธิปไตยของประเทศเสียด้วยซ้ำ
การ ตีความรวมไปถึงการเซ็นรับรองเอกสารในเรื่องการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ อาจจะถูกฝ่ายค้านดำเนินการ โดยยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า การกระทำโดยการให้ศาลของประเทศอื่นมามีอำนาจเหนือศาลไทยนัั้น เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ก็ไม่ยอมผ่านรัฐสภา หรืออ้างเหตุผลอื่นๆ ประกอบ ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบเองว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องหรือไม่ หรือควรจะตัดสินออกมาในรูปไหน
ถึง แม้ว่าจะเป็นการกระทำของรัฐฝ่ายเดียวก็ตาม แต่ฝ่ายตรงกันข้ามจะ "พาลหาเรื่อง" และพยายาม "สร้างมาตรฐานใหม่" ดังนั้น ดิฉันจะไม่แปลกใจเลย ถ้าเรื่องนี้ ถูกส่งขึ้นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และมีการตัดสินแปลกๆ ว่า "รัฐบาลทำผิด" ซึ่งเราก็เห็นๆ กันมาหลายครั้ง ในคำตัดสินที่ค้านต่อสายตาชาวโลก (แถมห้ามวิจารณ์ในคำตัดสินเสียด้วย)
ศาล ที่เทียบเท่ากับศาลสูงสุดของประเทศไทยคงจะแย้งในเรื่องนี้ว่า ศาลไทยเอง "มีความสามารถ" และ "มีความประสงค์" ที่จะตัดสินคดีเหล่านี้ จึงอาจจะทำให้เรื่องของการเสริมเขตอำนาจภายในประเทศเข้ามาใช้ก่อนที่จะ สามารถยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศได้
สรุป: โอกาส ที่จะเกิดเรื่องของการยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย และญาติของวีรชนที่เสียชีวิตไปและบรรดาผู้บาดเจ็บต่อการปราบปรามทั้งหลาย จะต้องเรียกหาความยุติธรรมจากศาลไทยแทน เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดเท่านั้น
2. การลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ: การลงสัตยาบันนั้น กระทำเพื่อให้ประเทศเป็นสมาชิกในรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสิทธิการยอมรับอำนาจศาล มีการพิจารณาตามหลักการยุติธรรมโดยกฎหมายระหว่างประเทศ รวมไปถึง การเสนอชื่อผู้พิพากษาไทยขึ้นไปปฎิบัติหน้าที่ในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ด้วย
หลักการใช้: เมื่อ รัฐบาลลงนามในสัตยาบันแล้ว จะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากการลงนาม สามารถใช้ได้ทุกกรณีที่ภายในประเทศมีวิกฤติการณ์รุนแรงและมีผู้เสียชีวิต เป็นการยอมรับให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถเข้ามาดำเนินคดีได้ เมื่อศาลของประเทศไทยไม่สามารถหรือไม่ปรารถนาที่จะดำเนินการในคดีนั้นๆ
ศาลอาญาระหว่างประเทศจะไม่เข้ามาแทรกแทรงก่อน เพราะเป็นการเสริมเขตอำนาจภายในประเทศอยู่แล้ว ภ่าษาอังกฤษเรียกว่า Complementary
การรับรอง: ตามความเข้าใจของดิฉัน เรื่องการลงสัตยาบันนี้ น่าจะต้องผ่านรัฐสภาก่อน โดยอ้าง: ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 ซึ่งกล่าวว่า "การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาที่จะต้องตราพระราชบัญญัติอนุวัติการสนธิสัญญาดัง กล่าว ฝ่ายบริหารจะต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ" ดังนั้น ทางฝ่ายรัฐบาลจะต้องเสนอเรื่องนี้ เข้าไปในรัฐสภาก่อน เพื่อการดำเนินการให้ถูกต้องตามลายลักษณ์อักษรและตามหลักการของรัฐธรรมนูญ
State Party ในความหมายของอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม แปลกันว่า "รัฐภาคี" ซึ่งตรงกับมาตรา 190 วรรค 2 นี้ (ถ้ายังไม่มีการแก้ไขมาตรา 190 ก่อน ดิฉันคาดว่าจะต้องเสนอเรื่องเข้าสู่รัฐสภา เพื่อการพิจารณาลงมติค่ะ)
(ตาม ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา หมวดที่ 1 ข้อที่ 3 ระบุว่า ""สมาชิกรัฐสภา" หมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และ "การประชุมรัฐสภา" หมายถึง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา และให้หมายความรวมถึงการประชุมวุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในระหว่างที่สภาผู้แทน ราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ)
การบังคับใช้ย้อนหลัง: ไม่สามารถกระทำได้
ความเป็นไปได้: เรื่อง นี้ ประชาชนที่เลือกรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ต้องการให้ดำเนินการให้เรื่องการลงสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ ได้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความหวังว่า จะนำเอาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์เดือนเมษายน และ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เข้ามาลงโทษได้ (แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องย้อนหลัง ซึ่งอาจจะไม่สามารถนำเข้ามาสู่การพิจารณาคดีได้ เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบันให้กับอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม)
ประชาชน หลายฝ่ายเริ่มกระทำการกดดันให้รัฐบาลกระทำการลงสัตยาบันเสียที เพื่อป้องกันฝ่ายเผด็จการเข้ามาทำร้ายประชาชนมือเปล่าอีก แต่ทางรัฐบาลยังไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าไปสู่รัฐสภาเสียที หรือ อาจจะเป็นไปได้ ที่ทางรัฐบาลต้องการประวิงเวลา เพื่อการต่อรองทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างบุคคลสองกลุ่มใหญ่ที่เรา ก็ทราบๆ กันอยู่ว่าเป็นใคร
สำหรับความเห็นส่วนตัวของดิฉันในเรื่อง นี้ ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเสนอเรื่องการลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ เข้าสู่รัฐสภา น่าจะผ่านคะแนนเสียงในรัฐสภาได้โดยไม่ยากนัก นอกจากกลุ่ม สว ลากตั้ง จะเป็นผู้ฉุดให้เรื่องนี้พีงครืนลงมา คราวนี้ประชาชนก็คงจะจองเวรกับท่านวรนุชเหล่านี้ แทนที่จะเป็นกับรัฐบาล (ซึ่งน่าจะเป็นการท้าทายที่ดีในการทำการประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาล และลดความกดดันลงมาด้วยนะคะ คือรัฐบาลทำแล้ว แต่ถูกพวกวรนุชนี้ คว่ำข้อเสนอ ความกดดันจะตกไปอยู่กับ สว ลากตั้งทั้งหมด)
แท้จริงแล้ว ดิฉันคิดว่า มันมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลมีความหวั่นวิตกและความหวาดกลัวต่อฝ่ายตรง ข้ามมากกว่า (โดยเฉพาะจากพวกที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น) ที่จะดำเนินการเริ่มก่อตัวรวมตัวเพื่อประท้วงอย่างรุนแรงหลังจากที่มีการลง นามสัตยาบันแล้ว จนรัฐบาลจะต้องดำเนินการปราบปรามแบบเดียวกันกับที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เคยกระทำ มาก่อน จากนั้นพวกป่วนเมืองเหล่านี้ ก็สามารถหาเรื่องเข้าใส่รัฐบาลจนได้และจะต้องถูกดำเนินคดีโดยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ถ้ากลัวว่า เรื่องมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ อย่าไปยื่นเสนออะไรให้กับรัฐสภาเพื่อเปลืองตัวเจ็บตัวเสียดีกว่า
สรุป: เรื่อง นี้ อาจจะมีการอ้างเหตุผล ด้วยการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาอีกในเรื่องของการให้ประเทศอื่น สามารถเข้ามาตัดสินอยู่เหนือพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอ้างถึงความน่าเชื่อถือและความไม่จำเป็น ด้วยอ้างเหตุผลที่ว่า ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทยนั้น เป็นมาตรฐานดีอยู่แล้วต่อสากลโลก
ดัง นั้น รัฐบาลก็คงจะไม่มีการดำเนินการรีบเร่งใดๆ ในเรื่องการลงสัตยายันทั้งสิ้น แต่มียุทธวิธี ที่จะทำการประวิงเวลาต่อไป เพื่อลดความกดดัน และเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เรื่องอื่นๆ แทน เป็นต้นว่า ประโคมข่าวในเรื่องการปราบปรามเวปหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ มากกว่า การลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ
ประชาชนจะต้องกดดันต่อไป หรือ เลือกพรรคการเมือง (ถ้ามีการเลือกตั้งคราวหน้า) ซึ่งสัญญาว่า จะนำเอาการลงนามสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ มาเป็นนโยบายในการหาเสียงรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้รัฐบาลนี้ัยังคงบริหารราชการบ้านเมืองอยู่ได้ ประชาชนก็คงจะต้องช่วยผนึกกำลังช่วยเหลือรัฐบาลด้วยความชอบธรรม ถ้ามีการขัดขวางหรือต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม ที่ปฎิเสธการยอมรับในเรื่องของการลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ
ใน ทั้งสองกรณีที่กล่าวมา คือ โดยการปฎิบัตินั้น การยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศ และ การลงสัตยาบันให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลอาญาระหว่างประเทศน่าจะสามารถมีเขตอำนาจในประเทศไทยได้ ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้

เรื่องของทนายความโรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัม มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เรื่อง ของทนายความ โรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัม เป็นการยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศโดยการนำเอาสัญชาติอังกฤษของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาพิจารณาคดีในฐานะผู้กระทำความผิด เนื่องจากประเทศอังกฤษเป็นประเทศในรัฐภาคี การดำเนินการนี้ จะกระทำได้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่เพียงผู้เดียว ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลฝ่ายบริหาร (และอาจจะเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งการด้วย)
สำหรับ บุคคลอื่นๆ นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องในกรณีที่ทนายความโรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัมยื่นฟ้อง เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกในรัฐภาคี (ยังไม่ได้ลงสัตยาบัน และคิดว่า คงจะไม่ยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาตัดสินคดีด้วย ตามเหตุผลที่อ้างไว้ดังกล่าวข้างต้น)
เรื่องนี้ จะต้องดูการตีความของสัญชาตินายอภิสิทธิ์ โดยทางศาลอาญาระหว่างประเทศด้วยว่า เป็นอย่างไร ถ้าเขาตีความว่ามีสองสัญชาติจริงและนายอภิสิทธิ์ยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษ ทางอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะกระทำการยื่นฟ้องได้
ทนายความอัมสเตอร์ดัมเอง ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ๋์ พ.ศ. 2554 ว่า " ..... แต่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยไม่ได้ลงนามในศาลอาญาระหว่างประเทศ ...... ณ วันนี้ นายมาร์ค อภิสิทธิ์ล้มเหลวที่จะแสดงเอกสารว่าเขาได้สละสัญชาติอังกฤษแล้ว เป็นการย้ำว่าประเด็นที่นายมาร์คเป็นและยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่นั้นเป็น เรื่องจริง ดังนั้นเขาจึงตกอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ......" และ " ....อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยกเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและประเด็นการรับพิจารณาคดี เหตุการณ์ในประเทศไทย แต่โอกาสที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดียังคงมีน้อย...." ตามบทความอ้างอิงนี้: จดหมายเปิดผนึกจากโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมถึงพี่น้องเสื้อแดง
เรื่องที่ ท่าน สส สุนัย จุลพงศธร ไปยื่นเรื่องที่ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น มันช่วยอะไรได้บ้าง?
ท่าน สส สุนัย จุลพงศธร ไปยื่นเรื่องที่สำนักอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เพื่อขอร้องให้ทางศาลอาญาระหว่างประเทศ เปิดการสอบสวนในคดีการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยการขอร้องให้นำเอาหลักการตามอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม มาตรา 12 วงเล็บ 3 ว่าด้วย การพิจารณาคดีของประเทศที่ยังไม่เป็นรัฐภาคี มาเป็นเรื่องอ้างอิง
สำนักงานอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ สามารถรับเรื่องไว้ได้ ซึ่งดิฉันเคยกล่าวหลายครั้งว่า เปรียบเสมือนกับ นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เข้าไปยื่นหนังสือให้กับทางสถานฑูตสหรัฐอเมริกา และ สำนักงาน UN ในประเทศไทย การยื่นหนังสือ ไม่ได้หมายความว่า ผู้รับจะต้องปฎิบัติตามข้อเรียกร้องโดยเสมอไป ฉันใดก็ฉันนั้น
สิ่ง ที่ดิฉันมั่นใจมากคือ ทางศาลอาญาระหว่างประเทศ จะไม่มีการปฎิบัติสองมาตรฐานโดยเด็ดขาด เพราะการสร้างมาตรฐานขึ้นมาใหม่ มันมีผลกระทบต่ออีก 120 กว่าประเทศในโลกไปด้วย
การวิเคราะห์ต่อคำถามที่มีในเรื่องนี้คือ:
1. ทางรัฐหรือตัวแทนของรัฐ ยินยอมในเรื่องอำนาจของศาลหรือยัง? อนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม ได้ระบุว่า รัฐจะต้องยินยอมให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ กระทำการตัดสินคดีดังกล่าวได้ การยื่นหนังสือของท่าน สส สุนัยนั้น ไม่ได้เป็นการให้รัฐยินยอม เพราะ ท่าน สส สุนัย ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐ หรือ ตัวแทนของฝ่ายบริหาร ท่านไม่มีอำนาจลงนามในหนังสือยอมรับเขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศได้
หนังสือ ของท่าน สส สุนัย จุลพงศธร เป็นในรูปแบบของ request for opening the inquiry หรือ เป็นการขอร้องให้มีการสอบสวน ในนามของ ประธานกรรมาธิการฝ่ายต่างประเทศ ซึ่งเทียบเท่ากับ Committee's Chairperson ไม่ใช่การยินยอมจากทางฝ่ายรัฐบาล
2. เหตุการณ์เฉพาะกิจนั้น ได้สิ้นสุดลงไปแล้วหรือยัง? คำตอบคือ เหตุการณ์ได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 การใช้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศมาตัดสินย้อนหลัง ไม่สามารถกระทำได้ เพราะทางรัฐบาลไม่ได้ยินยอมในเรื่องอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งแต่แรก ก่อน ศาลอาญาระหว่างประเทศจะไม่ยอมเข้ามาแทรกแทรงในอธิปไตยของประเทศไทยโดยเด็ด ขาด
3. เหตุการณ์เฉพาะกิจนั้น เข้าข่ายในสามประเด็นใหญ่ของการรับฟ้องหรือไม่? สามประเด็นที่กล่าวคือ อาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และ อาชญากรรมสงคราม ความหมายในการฟ้องนั้น มุ่งไปสู่เรื่องของ อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งทางศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้:
"Crimes against humanity are particularly odious offenses in that they constitute a serious attack on human dignity or grave humiliation or a degradation of one or more human beings...... However, murder, extermination, torture, rape, political, racial, or religious persecution and other inhumane acts reach the threshold of crimes against humanity only if they are part of a widespread or systematic practice."
คำแปล: "อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติคือการกระทำความผิดโดยเฉพาะอย่างน่าสะพึงกลัว กล่าวคือเป็นการโจมตีอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หรือทำความ อัปยศอดสู่อย่างมหันต์หรือการก่อความเลวทรามให้กับบุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้น ไป...... อย่างไรก็ตาม, การฆาตกรรม, การกวาดล้าง, การทรมาน, การข่มขืน, การกล่าวหาฟ้องร้องทางการเมือง, ทางเชื้อชาติหรือทางศาสนาและการกระทำอื่นๆ ที่ไร้มนุษยธรรมได้เข้าไปสู่เกณฑ์ของเรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ถ้าเพียงเรื่องเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติที่ขยายเป็นวงกว้างหรือมีไปตามระบบเท่านั้น"
จากการสัมภาษณ์ของท่านผู้พิพากษาคาอูล ได้กล่าวในเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตไว้ว่า:
"..A high death toll may be a first indication that such crimes might have been committed, but further prerequisites, in particular the legal requirements of the crimes, must be fulfilled."
"...เมื่อ เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากอาจจะเป็นการบ่งบอกว่า อาจจะมีการกระทำอาชญากรรมนั้นๆ เกิดขึ้น แต่ข้อกำหนดเบื้องต้น โดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งที่เรียกร้องทางกฎหมายของอาชญากรรมนั้น จะต้องมีความถูกหลักการเสียก่อน..."
ตามความคิดของดิฉันนั้น เรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาตินั้น เข้าประเด็นแน่นอนค่ะ
4. มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่สามารถโยงไปถึงอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติได้ บ้าง? คำจำกัดความในเรื่องนี้ อยู่ในมาตราที่ 7 ข้อที่ 1 ของอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งระบุดังนี้คือ:
...attack directed against any civilian population, with knowledge of the attack: การปราบปราบโดยตรงกับพลเมืองของประเทศ ซึ่งรับทราบเป็นอย่างดีในเรื่องการปราบปรามนั้นๆ:
การกระทำดังกล่าว มีดังต่อไปนี้:
(a) Murder; การฆาตกรรม;
(b) Extermination; การกำจัดกวาดล้างประชาชนให้สิ้นซาก;
(c) Enslavement; การนำประชาชนมาใช้งานเยี่ยงทาส;
(d) Deportation or forcible transfer of population; การเนรเทศประชาชนหรือการบังคับถ่ายเทไล่ให้ประชาชนออกไปอยู่นอกประเทศ;
(e) Imprisonment or other severe deprivation of physical liberty in violation of fundamental rules of international law; การจำคุกหรือการกีดกันอื่นๆ อันรุนแรงต่อเสรีภาพของร่างกาย ซึ่งเป็นการละเมิตต่อกฎขั้นพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ;
(f) Torture; การทรมาน;
(g) Rape, sexual slavery, enforced prostitution, forced pregnancy, enforced sterilization, or any other form of sexual violence of comparable gravity; การข่มขืน, การนำเอาบุคคลมาเป็นทาสบำเรอกาม, การบังคับให้เป็นโสเภณี, การบังคับให้มีการตั้งครรภ์, การบังคับให้ทำหมัน หรือในรูปแบบอื่นๆ ของการกระทำที่รุนแรงทางเพศที่มีความหนักหนาสาหัสเทียบเท่ากัน;
(h) Persecution against any identifiable group or collectivity on political, racial, national, ethnic, cultural, religious, gender as defined in paragraph 3, or other grounds that are universally recognized as impermissible under international law, in connection with any act referred to in this paragraph or any crime within the jurisdiction of the Court;
การฟ้องร้องต่อกลุ่มบุคคลใดๆ หรือ การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเมือง, เชื้อชาติ, สัญชาติ, เผ่าพันธุ์, วัฒนธรรมประเพณี, ศาสนา, เพศ ตามที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่สาม หรือ ด้วยเรื่องอื่นๆ ซึ่งทางนานาอาระประเทศได้ยอมรับว่า ไม่ยินยอมได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆ ที่กล่าวถึงในย่อหน้านี้ หรือ อาชญากรรมใดๆ ภายใต้เขตอำนาจการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศ;
(i) Enforced disappearance of persons; การใช้กำลังให้บุคคลต่างๆ สูญหายไปโดยปราศจากร่องรอย
(j) The crime of apartheid; อาชญากรรมในเรื่องการแบ่งแยกสีผิว
(k) Other inhumane acts of a similar character intentionally causing great suffering, or serious injury to body or to mental or physical health.
การ กระทำอ่ื่นๆ อย่างไร้มนุษยธรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ด้วยความจงใจที่จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างสาหัส หรือก่อให้เกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรงกับร่างกาย หรือ สุขภาพทางสมองหรือทางร่างกายด้วย...
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การกระทำของรัฐบาลชุดที่แล้ว เข้าข่ายในเรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ตามคำจำกัดความที่กล่าวมา แต่อาจจะมีการตีความในประเด็นของจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
ถ้า มีเรื่องการขุดศพต่างๆ หรือบุคคลที่สูญหายไปเข้ามารวมอยู่ในจำนวนนั้นด้วย อาจจะทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งหมายความว่า ยังมีการปกปิดเรื่องจริงอยู่อีก
การสรุป:
ดัง นั้น เท่าที่อ่านและตีความตามคำจำกัดความในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ด้วยตนเอง: ขอสรุปว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ได้หมายถึงการเสียชีวิตเท่านั้น แต่หมายถึงผลกระทบต่อประชาชนที่ยังมีชีวิตส่วนใหญ่ได้ด้วย เพราะคำจำกัดความนั้น เป็นต้นว่า การเนรเทศ หรือ การนำประชาชนไปใช้งานเยี่ยงทาสนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตแต่อย่างใด แต่มีผลกระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมาก
ดิฉันมาดูบทความต่างๆ แล้ว เรามาเน้นถึงเรื่องการสูญเสียชีวิตกันอย่างเดียวนะคะ ถ้านับจำนวนผู้บาดเจ็บต่อการกวาดล้างรวมไปด้วย ดิฉันมั่นใจว่า เรื่องนี้สามารถเข้าข่ายได้ทันที เพราะมีผู้บาดเจ็บประมาณ 2 พันคนขึ้นไป ถ้าจำไม่ผิด
แต่เราจะไปติดในเรื่องของ การไม่ยอมรับอำนาจศาลจากศาลอาญาระหว่างประเทศ และ คดีความย้อนหลังของอาชญากรรมนั้นๆ การเดินทางของ ท่าน สส สุนัย อาจจะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย แต่มันเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเริ่มหันมาสร้างความกดดันให้กับรัฐบาลว่า จะดำเนินการในขั้นต่อไปอย่างไรในเรื่องนี้ เป็นต้นว่า กระทำการลงสัตยาบันเสียทีค่ะ
(ส่วนบุคคลที่ชอบออกมาให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับ เรื่องที่ว่า ควรจะเนรเทศผู้ไม่จงรักภักดีไปอยู่ที่อื่นนั้น ก็จงโปรดระวังไว้ด้วยว่า มันไปเข้าข่ายในเรื่องของอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาตินะคะ)
แล้วเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะดำเนินการต่อผู้มีอำนาจออกคำสั่งการปราบปรามประชาชน?
ตอน นี้ ดิฉันยังไม่มีความคิดเห็นใดๆ นอกจากว่า การให้สัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อการป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้กระทำความผิดสามารถได้รับการละเว้นโทษได้
และที่น่าเศร้าใจ คือ ดิฉันไม่เห็นทางออกต่อการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตใน เหตุการณ์เมื่อเดือน เมษายน และ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 (เพราะการฟ้องร้องโดยองค์กรของนานาชาติ จะต้องยึดหลักความเคารพในอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ ก่อน) นอกจากพึ่งทางศาลของประเทศไทย ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่า มันจะออกมาแบบไหน
แต่ ที่แน่นอนที่สุดคือ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะต้องคัดค้านในเรื่องการออกกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับทุก ฝ่ายอย่างถึงที่สุด อย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ เพราะมันหมายถึงว่า กระบวนการศาลยุติธรรมโดยการดำเนินการจากศาลอาญาระหว่างประเทศอาจจะสิ้นสุด โดยทันที เนื่องจากมีการตัดสินคดีความภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศไทยโดยเรียบร้อย แล้ว
การออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จะทำให้การตัดสินคดีความในเรื่องแบบนี้เป็นที่สิ้นสุด จะไม่มีการตัดสินเกิดขึ้นอีกจากความผิดในเรื่องเดียวกันนี้อีก ซึ่งตรงกับหลักการที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Double Jeopardy Law หรือผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดในกรณีนั้น ๆ จะไม่ถูกลงโทษซ้ำสอง
ประชาชน จะต้องกดดันต่อไป ในเรื่องการลงสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต ถึงแม้ว่า จะไม่สามารถมีผลย้อนหลังก็ตาม
เลือกพรรคการเมืองที่ให้คำมั่นสัญญาใน การเลือกตั้งครั้งหน้าว่า จะนำเอาการลงนามสัตยาบันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ มาเป็นนโยบายในการหาเสียงรวมอยู่ด้วย (ถ้ารัฐบาลปัจจุบัน ยังหลีกเลี่ยงการลงนาม)
คัดค้านการออกกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอย่างเหนียวแน่น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้เกิดขึ้นไปตามครรลองของมัน
บทความต่อเนื่อง:
บทความแปล: ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรที่จะเข้าเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศได้แล้ว
บทความแปล: ศาลโลกไม่มีอำนาจของศาลในเรื่องของอาชญากรรมบนผืนแผ่นดินไทย
บทความแปล: เสื้อแดงยังคงไม่ท้อ หลังจากที่ศาลโลกกล่าวว่า ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
บท ความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ภาคที่ 1
บทความแปล: ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา รายงานของ ท่านผู้พิพากษา ดร. คาอูล ภาคที่ 2

