WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 20, 2011

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ม.112 กับการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ที่มา ประชาไท

หนึ่งในปัญหาสำคัญสืบเนื่องจากการมีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา คือการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์โดยสื่อกระแสหลักและสังคม ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อกระแสหลักเองไม่กล้าออกมายอมรับ หรือทักท้วงใดๆ ดูเหมือนสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับการเซ็นเซอร์ตน เอง และการไม่ยอมรับว่า มีการปิดหูปิดตา ยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวขนานใหญ่ เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

ข่าวและบทความวิเคราะห์เชิงเท่าทันจำนวนมาก ที่เขียนโดยสื่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวใหญ่ๆ เช่น เอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ หรือหนังสือพิมพ์อย่างเช่น เดอะนิวยอร์กไทมส์ เดอะการ์เดียน เดอะบอสตันโกลบ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการแปลและนำเสนอต่อประชาชนคนไทยเลย แม้แต่นิดเดียว ในขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักกลับผลิตและป้อนข้อมูลด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันเกือบทั้งหมด ด้วยปริมาณและความถี่ที่ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการเพิ่มขึ้นของความรู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคตของสถาบันฯ

นักข่าว นักวิชาการ และนักคิดที่เห็นต่างเกี่ยวกับสถาบันฯ มักไม่มีพื้นที่ในสื่อกระแสหลัก ยกตัวอย่างเช่น งานเขียนของนักประวัติศาสตร์ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งสื่อกระแสหลักไม่สนใจที่จะลงตีพิมพ์ ถึงแม้บทความทั้งหมด น่าจะไม่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่สื่อก็ไม่กล้าที่จะลงข้อเขียนเหล่านั้น ล่าสุด อ.สมศักดิ์ได้เรียกร้องให้ตนเองมีโอกาสได้รับเชิญไปออกรายการ “ตอบโจทย์” ของนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ทางช่องไทยพีบีเอสบ้าง เพื่อถกเรื่องมาตรา 112 ในแง่นี้คนอย่าง อ.สมศักดิ์ ถูกทำเสมือนไม่มีตัวตนและไร้บทบาทในฐานะปัญญาชนสาธารณะ

การเซ็นเซอร์ด้านอื่นๆ รวมถึงการที่นิตยสารอย่างดิ อิโคโนมิสท์ มีอาการ “ผลุบๆ โผล่ๆ” หาซื้อไม่ได้ในราชอาณาจักรไทย ทุกครั้งที่มีข่าวเชิงเท่าทัน วิพากษ์สถาบันกษัตริย์ไทย อีกด้านได้แก่ แรงกดดันอย่างเงียบๆ ไม่ให้มีการจัดเวทีวิชาการถกเรื่อง มาตรา 112 อย่างเช่น ล่าสุด มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยแห่งหนึ่ง ได้รับแรงกดดันจากหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ให้จัดเวทีวิชาการนานาชาติเรื่อง เสรีภาพในการแสดงออก เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

หากปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นการปิดหูปิดตาไม่เพียงพอ มาตรา 112 ก็มีมาตรการทำโทษอย่างชัดเจนต่อผู้ที่พยายามเสนอข้อมูลต่าง ที่อาจไม่ใช่การแสดงอาการดูหมิ่น อาฆาต มาดร้าย อย่างเช่น กรณีการตัดสินจำคุก นายโจ กอร์ดอน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เพียงเพราะนายโจ แปลหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมล์ (The King Never Smiles) และเผยแพร่ลิงก์สู่เนื้อหาคำแปลนั้น ผู้เขียนได้รับการสอบถามจากผู้จงรักภักดีคนหนึ่งทางทวิตเตอร์ว่า เขาจะหาอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉบับแปล ได้ที่ไหน และอย่างไร และผู้เขียนก็ตอบไปว่า คงบอกอะไรไม่ได้ เพราะการแจ้งข้อมูลอาจจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ภายใต้ มาตรา 112 พร้อมทั้งสำทับไปว่า นี่แหละคือปัญหาของมาตรา 112 กับการเซ็นเซอร์การรับรู้ของสังคม ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มีทางเลือก ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลต่างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อีกตัวอย่างของการลงโทษผู้ที่ไม่ยอมเซ็นเซอร์ตนเองได้แก่ การจับกุมคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่เร่ขายวีซีดีสารคดีสถาบันกษัตริย์และการสืบ ราชสมบัติของราชวงศ์ไทย จัดทำโดย สำนักข่าว Australian Broadcasting Corporation ซึ่งได้ถูกเผยแพร่ออกอากาศอย่างเป็นปกติธรรมดา ทั่วประเทศออสเตรเลียในปี 2553

สื่อกระแสหลักมีแรงกดดันอีกด้าน ที่ทำให้ไม่เสนอข่าวที่เท่าทันต่อสถาบันกษัตริย์ อันได้แก่ แรงกดดันทางการเมืองและกลไกตลาด หากเครือหนังสือพิมพ์และทีวีใหญ่ เสนอข่าวเชิงเท่าทัน ถึงแม้จะไม่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็อาจถูกพวกคลั่งเจ้ามองว่ามีเจตนาล้มเจ้า ขู่ บอยคอต และอาจกระทบถึงราคาหุ้น และธุรกิจของสื่อนั้นอย่างรุนแรงได้ การขู่เช่นนี้เกิดขึ้นล่าสุดโดย นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ออกมาเขียนในเฟซบุ๊กของตัวเอง "ผมขอเรียกร้องให้พวกเราแบนสินค้าแกรมมี่ทุกชนิด เพราะสนับสนุนคนอย่างภิญโญ ที่สนับสนุนการยกเลิกมาตรา 112"

ส่วนสื่อนอกกระแสที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันเชิงเท่าทันอย่างเว็บ ข่าวประชาไท หรือนิตยสารฟ้าเดียวกันนั้น ทั้งสององค์กรแทบจะเรียกได้ว่า อยู่นอกระบบการตลาดปกติ เป็นองค์กรชายขอบ ไม่สามารถพึ่งพาโฆษณาจากบริษัทเอกชนทั่วไปได้ และต้องพึ่งรายได้จากการอุดหนุนของสาธารณะและมูลนิธิทั้งในและต่างประเทศใน กรณีของประชาไท

การเซ็นเซอร์ยังมิได้ยุติแค่นั้น บุคคลสาธารณะคนใดก็ตาม ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 ก็มักจะถูกกล่าวหาว่า เป็นพวกล้มเจ้า หรือเป็นพวกรับเงิน อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ในบางกรณีอาจถูกแจ้งความด้วยซ้ำไป เช่น กรณีล่าสุด ที่มีการฟ้องร้องผู้ใช้นามปากกาว่า นักปรัชญาชายขอบ ซึ่งเขียนข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ลงในพื้นที่แสดงความเห็นท้ายบท ความของอ.สมศักดิ์ ในเว็บประชาไท

การปิดหูปิดตาทั้งหมดนี้ นำไปสู่คำถามที่ว่า เวลาสังคมมีปัญหา เราจะพูดกันได้อย่างไร แล้วหากคิดพูดอย่างเท่าทันในที่สาธารณะ และวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ วุฒิภาวะสังคมจะเหลืออะไร ในเมื่อสังคมต้องอยู่กับข้อมูลด้านเดียวตลอดเวลา และยังไม่รวมถึงการทวงถามเรื่องสิทธิเสรีภาพ ภายใต้สังคมที่มักหลอกตนเองว่า เป็นประชาธิปไตย

ปล. จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ ทวีพร คุ้มเมธา เธอได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเรื่อง ม.112 ว่า ที่ผ่านมา มีรอยัลลิสท์จำนวนหนึ่งพยายามเบี่ยงเบนประเด็นปัญหาของ ม.112 ว่าตัวกฎหมายเองนั้นไม่เป็นปัญหา แต่เป็นปัญหาที่การถูกนำมาใช้เพื่อ "กลั่นแกล้งทางการเมือง" เป็นหลัก และการที่ ม.112 ถูกใช้ปิดกั้นความเห็นต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้นไม่เป็นปัญหาใดๆ (เพราะคนไทยคิดเหมือนกันเรื่องสถาบันฯ) ทวีพรวิเคราะห์ว่า การพยายามโปรโมทเรื่อง ม.112 ในแบบดังกล่าว เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นว่า 1. มีคนไทยที่มีความเห็นต่างเรื่องสถาบันอยู่จริง 2. ม.112 ถูกใช้เพื่อกดทับความเห็นต่างต่อสถาบันจริงๆ ดังจะเห็นได้จากประเด็นมากมายที่เราไม่สามารถพูดกันได้อย่างตรงไปตรงมา เช่น รัฐประหาร 19 กันยา 2549 และเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และคนที่พูดความเห็นต่างเรื่องสถาบันฯ ก็ถูกจับ ถูกดำเนินคดีจริงๆ ส่วนการ “กลั่นแกล้งทางการเมือง” น่าจะเป็นส่วนน้อยมากๆ (ลองนึกตัวอย่างได้ชัดๆ 1 คดี เช่น คดีสนธิ ลิ้มทองกุล) จากคดีทั้งหมด และยังไม่รวมเว็บไซต์ “หมิ่น” หรือวิพากษ์สถาบันที่ถูกบล็อคอีกจำนวนมาก

ทวีพรมองว่าการเบี่ยงเบนประเด็นของรอยัลลิสท์ว่า ปัญหาของ ม.112 คือ การถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง เป็นวิธีการทางจิตวิทยา เพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับความจริงว่ามีคนเห็นต่างเรื่องสถาบัน และหลีกเลี่ยงที่จะพูดว่า ม.112 มีปัญหาจริงและควรถูกปรับปรุงแก้ไข เพื่อที่จะได้คงไว้ซึ่งกฎหมายนี้ต่อไป

เปิดพรมแดนของตัวเอง และร่วมกันนิยามประชาธิปไตยแบบไทยๆ กันใหม่เถิด

ที่มา ประชาไท

เราไม่ได้อยู่ในยุคที่ควรจะ "มุ่ง" ถามคำถามว่า "อะไร" (what) เช่น ระบอบการปกครองอะไรดีที่สุด (หรืออาจไปไกลถึง อะไรคือความจริงสูงสุด) เพราะเราอาจไม่มีวันได้รู้ เพราะคำถามแบบนี้มันตัดโลกความเป็นจริงทิ้งไป มันเป็นคำถามแบบลอยๆ เป็นไอเดีย จินตนาการล้วน เป็นอุดมการณ์ล้วนๆ

แต่เราอยู่ในยุคที่ควร "มุ่ง" ถามว่า "อย่างไร" (how) ก็คือ เราจะอยู่อย่างไรในโลกสภาวะอย่างในปัจจุบันนี้ ซึ่งนี่เป็นคำถามที่คำนึงถึงโลกความจริง คำนึงถึงบริบท คำถามถึงโลกที่แวดล้อมตัวเราอยู่ ซึ่งผมเข้าใจว่ามัน realistic มากๆ

ในสภาวะที่ความแตกต่างหลากหลายของผู้คนมัน "ปรากฏ" อย่างเด่นชัด (เมื่อก่อนยังไม่ปรากฏหรือถ้าปรากฏก็ยังไม่เด่นชัดเพราะเรายังไม่มีเทคโนโลยีอย่างเช่นอินเตอร์เนทหรืออื่นๆ) เมื่อผู้คนมีความแตกต่างกันมากขึ้น สิ่งที่ควรนำมาเป็นกติกาพื้นฐาน มันก็คิอสิทธิ์เสรีภาพพื้นฐานอันพึงควรจะมี สมัยก่อน คำว่า สิทธิเสรีภาพ ยังไม่มีใช้ (จริงๆอยากใช้คำว่า ยังไม่ฮิตติดลมบนแบบวันนี้) เพราะคนยังไม่เห็นความแตกต่างหลากหลายใน "วงกว้าง" เหมือนทุกวันนี้ คนยังไม่มี่ความรุ้มากกว่าที่ตัวเองรู้ (พูดง่ายๆกะลายังครอบเราไว้) คนยังไม่เห็นโลกๆอื่น ยังไม่รู้จักวัฒนธรรมอื่น รู้เฉพาะวัฒนธรรมของตนเอง ความแตกต่างจึงยังน้อย เพราะทุกคนเชื่อเหมือนกันหมด ปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพอันแตกต่างจึงยังไม่มี (ก็อีกนั่นแหละ สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เนทซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดกะลา) ในปัจจุบัน เมื่อความแตกต่างมันชัดเจน เราจึงต้องหาอะไรบางอย่างมาเป็นพื็นฐานในการอยุ่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง และหลักประกันพื้นฐานนั่นก็คือ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าจะใช้หลักประกันโดยให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาครอบงำกำหนดให้ต้องเป็นเหมือนกันหมด เพราะมนุษย์มันไม่ได้เหมือนกันอีกต่อไปแล้ว

และกติกาพื้นฐานแบบประชาธิปไตยมันก็สอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน เอากันตรงๆ เราไม่รู้หรอกว่า ประชาธิปไตยมันดีหรือไม่ดีในแง่ความคิดลอยๆ(เพราะโดย

หลักการทฤษฏีเพียวๆ ก็ยังเถียงกันไม่จบสิ้น) แต่เราก็ควรเชื่อว่ามันดีและใช้ได้เหมาะสมกับสภาวะ ปัจจุบัน เพราะมันรับประกันสิทธิเสรีภาพในความแตกต่างหลากหลายได้ดีที่สุด ,,,,

ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เวลาเราเคลื่อนไหวโดยใช้คำว่า ประชาธิปไตยสากล เพราะผมไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง (ในทางปรัชญา มันเป็น ideology ที่ละทิ้งบริบท) แต่ผมคิดว่าเราต้องร่วมกันนิยามประชาธิปไตยแบบไทยๆ (หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม) ขึ้นใหม่ อย่างเสมอภาคภายใต้กติกาที่เท่า เทียมกันให้ได้ และที่แน่ๆ ประชาธิปไตยแบบไทยๆในอย่างที่เป็นอยู่วันนี้ มันแย่ๆมาก มากที่สุด มันห่วย ห่วยแตก (พูดแล้วเดือด) เราต้องก้าวไปจากจุดนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าผมเห็นว่าไม่ควรเอาหลักการปชต.สากลมาตั้งเป็นตัวรับประกันเหตุผลนะครับ ผมเห็นว่ามันก็ต้องมีหลักการประชาธิปไตยสากลนี่แหละมาใช้เป็นฐานเหตุผลในการอยู่ร่วมกัน "ในสภาวะโลกปัจุบัน" แต่เราต้องจำไว้เสมอว่าเราดำรงอยู่ท่ามกลางโลก(in-the-world) ท้ายที่สุด เราไม่สามารถที่จะละทิ้งบริบทได้ขาด

ปัญหาคือ พวกเรา"ส่วนใหญ่" ยังมองไม่เห็นปัญหา หรือสิ่งที่เป็นอุปสรรค "จริงๆ" ของประชาธิปไตยแบบบริบทไทยๆ (หรือจะเรียกอย่างอื่นก็ได้) ที่เรากำลังจะร่วมกันนิยาม

ขอเน้นย้ำอย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่า การเอาโมเดลประชาธิปไตยสากลมาเป็นหลักการในการรับประกันก ติการ่วมกัน ผมเห็นว่าเป็นสิ่งทำได้ และผมเห็นด้วย แต่เราต้องคำนึงเสมอว่า ประชาธิปไตยสากลมันเป็นแค่ concept ถ้าเน้นมากไป มันจะกลายเป็นมองข้ามบริบท พูดตรงๆก็คือมันสุดโต่งเกินไปน่ะ ทุกวันนี้เราส่วนใหญ่มองเห็นแต่ ปัญหาเดิมๆที่ "พูดเมื่อไหร่ก็ถูก" เช่น ปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาความยากจน ปัญหาความรู้ของพลเมือง ปัญหาการศึกษา เราส่วนใหญ่มองแต่ปัญหาเดิมๆ และไม่ "กล้า" ที่จะมองปัญหาในแง่มุมที่สำคัญกว่า ซึ่งอาจเป็นต้นตอปัญหาจริงๆ (ที่ ไม่กล้าก็เพราะว่าเรากลัว) เพราะเราถูกปลูกฝังมานาน นาน นาน แม้นจะไม่นานเท่าไหร่ แต่ก็ดูเหมือนนานแสนนาน ,,,, ที่พูดมานี่ผมโคดระวังคำพูด (ก็ผมกลัวหนิ) แต่คิดว่าคงเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร โดยเฉพาะผู้ที่รู้อยู่แล้วว่า ผมมีทัศนคติทางการเมืองอย่างไร

ตาสว่างและเข้าใจเสียทีว่า คำถามที่พวกคุณชอบถามคนอื่นว่า "คนไทยหรือเปล่า?" มันคือคำถามที่มาจากชุดความคิดของฝรั่ง กล่าวคือ แนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่(ซึ่งแน่นอนว่าเกิดจากฝรั่ง หรือคุณจะเถียง?) ขณะที่คุณตะโกนถามคนอื่นว่าคนไทยหรือเปล่านั้น คุณกำลังใช้ชุดความคิดรัฐชาติสมัยใหม่ซึ่งไม่ใช่ของคนไทย คุณก็กำลังกลืนน้ำลายตัวเองนะครับ, จริงๆ คำถุามนี้ มันเป็นคำถามที่ไม่ได้ถาม อย่างเช่น ผมเกิดในประเทศไทย อยู่ในไทยมาทั้งชีวิต แล้วจู่ๆมีคนมาถามผมว่า คนไทยหรือเปล่า (ทั้งที่เขาก็รู้อยู่ว่าผมเป็นคนไทย) มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำเหยียด เป็นคำที่ใช้เพื่อแบ่งแยก นั่นเพราะเขาถามผมเนื่องจากเห็นว่าผมทีทัศนคติทางการเมืองที่ดูเหมือนไม่ภักดีกับชาติ(ตามความหมายของเขา)

คำถามที่ใหญ่กว่าคือ เราจะอาศัยอยู่ในประเทศเดียวกันโดยทุกคนมีส่วนนิยามคำว่าชาติอย่างเสมอภาคได้อย่างไร? ซึ่งเป็นโลกที่พรมแดนขวานทองอันเป็นจินตนาการที่มนุษย์มโนขึ้นมา (ซึ่งมนุษย์ฝรั่งคิดขึ้นก่อน แล้วเราไปเอาอย่างเขา) พรมแดนแห่งจินตนาการนี้มันได้สลายลงแล้วโดยเทคโนโลยี ปัญหาคือ เราจะอยู่อย่างไรในความหลากหลายของมนุษย์ที่ปรากฏเด่นชัดมากขึ้น? และการมีอยู่ของรัฐยังจำเป็นอยู่ไหมในโลกปัจจุบัน?(ซึ่งคำตอบก็คงหลากหลาย) ผมคิดว่า จำเป็น แต่มันต้องเป็นรัฐในจินตนาการแบบใหม่ ไม่ใช่แบบแผนที่ขวานทอง

ดูจาก ข้อความที่ผมยกมาจากหนังสือ โลกาภิวัตน์ ด้านล่างนี้เถิด

"เส้นแบ่งพื้นที่ทางสังคมบนโลก ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งแบ่งระหว่าง 'ภายในประเทศ' กับ 'ต่างประเทศ' สอดคล้องกับการก่อร่างอัตลักษณ์รวมหมู่ของคนกลุ่มหนึ่งที่ตั้งอยู่บนฐานของ การผลิตสร้าง 'เรา' ที่เหมือนกัน และ 'เขา' ที่เราไม่คุ้นเคย

ด้วยเหตุนี้ ระบบ >>"รัฐชาติสมัยใหม่"<< จึงตั้งอยู่บนฐานคิดทางจิตวิทยาและความเชื่อทางวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการอาศัยอยู่และความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้พลเมืองมอบความภักดีให้กับชาติของตนจนหมดใจ เมื่อถูกกล่อมเกลาให้วาดภาพคนอื่นว่าเลวร้าย ความเชื่อของพลเมืองว่าชาติของตนนั้นเหนือกว่าชาติอื่นๆเป็นการสร้างความฮึก เหิมทางจิตใจที่จำเป็นต่อการทำสงครามขนาดใหญ่" -- จากหนังสือ Globalization โลกาภิวัตน์ ความรู้ฉบับพกพา เขียนโดย Manfred Steger แปลโดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง สำนักพิมพ์ open world

iLaw: 14 ปี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ประเมิน-พอใช้ ยังต้องไปต่ออีกมาก

ที่มา ประชาไท

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 เดินทางมา 14 ปีแล้ว รัฐ - เอกชนร่วมทบทวน เสนอขยายให้ครอบคลุมข้อมูลเอกชนด้วย ต่างชาติจัดอันดับไทยได้ที่ 45 จาก 89 ประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกันจัดสัมมนาเพื่อวิเคราะห์สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใน ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหัวข้อ "14 ปีของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ถึงเวลาแก้ไขแล้วหรือยัง" ณ ห้องพิมาน โรงแรมมณเฑียร (ถนนสุรวงศ์) กรุงเทพฯ

เธียรชัย ณ นคร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ กล่าวว่า สิบกว่าปีที่ผ่านมา การทำงานเชิงรับในแง่ที่นั่งรอให้คนมาขอข้อมูลประสบความสำเร็จพอสมควร และมีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ทำหน้าที่ได้ดี มากกว่าร้อยละ 95 ของเรื่องที่มาถึง กรรมการก็สั่งให้เปิดเผย โอกาสที่จะได้ข้อมูลข่าวสารมีมากกว่าที่จะไม่ได้ แต่คณะกรรมการฯ ทำงานเชิงรุกน้อยมาก เช่น การออกประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลประเภทที่ต้องเปิดเผย ซึ่งตลอดระยะเวลาได้ออกมาแค่ 3 เรื่องเท่านั้น โดยเรื่องล่าสุดออกประกาศหลังจากถูกเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทยกดดันให้ออก

เธียรชัย อธิบายถึงปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการว่า การขอข้อมูลตามกฎหมายนี้มีข้อมูลอยู่ 2 ลักษณะ คือ ข้อมูลที่ไม่ถูกประกาศให้เป็นข้อมูลประเภทที่ต้องเปิดเผย และอีกประการหนึ่ง คือ ข้อมูลที่เป็นเข้าข่ายข้อยกเว้นจะไม่เปิดเผยก็ได้ (ตามมาตรา 14) ซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะส่วนราชการจะใช้ดุลพินิจพิจารณาว่า คนขอมีส่วนได้เสียหรือไม่ ทั้งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีส่วนได้เสีย เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาว่าจะเอาข้อมูลไปทำอะไร ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะปฏิเสธไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง แล้วให้ประชาชนส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เป็นคนชี้ คณะกรรมการก็บ่นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยใช้ดุลพินิจในการเปิดเผย

เขากล่าวว่า ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง คนที่เราคาดหวังว่าจะใช้กฎหมายนี้มาก คือ สื่อมวลชน แต่ทุกวันนี้ความสนใจของสื่อมวลชนที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ลดลงมาก เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้สื่อหรือเอ็นจีโอใช้ ตราบใดที่เรายังไม่มีอะไรรับรองว่าเจ้าหน้าที่เปิดเผยแล้วจะไม่เจ็บตัว ไม่มีอะไรรับรองว่าผู้บังคับบัญชาจะไม่เขม่น แม้กฎหมายจะคุ้มครองก็ตาม

นอกจากกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เธียรชัยยังเห็นอีกว่า ระบบข้อมูลข่าวสารของราชการต้องมีความพร้อมให้คนเข้าถึงได้ด้วย ไม่เช่นนั้นมีกฎหมายไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ซึ่งพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดในส่วนนี้ แม้ตอนนี้คณะรัฐมนตรีจะมีประกาศกำหนดให้หน่วยงานราชการนำข้อมูลที่มีอยู่ ขึ้นเว็บไซต์ด้วย แต่เอาขึ้นเว็บไซต์ไปก็เท่านั้นถ้าหากข้อมูลไม่น่าสนใจ

เธียรชัย กล่าวอีกว่า พัฒนาการของพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ นั้นดีขึ้น แม้ว่า 14 ปีจะช้าก็ตาม แต่คนที่สนใจกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นนำ (Elite) คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจ เอ็นจีโอจะใช้กฎหมายนี้ก็เมื่อจะเล่นเรื่องใหญ่ที่มีความขัดแย้งจึงมีแรง ต้านด้วย ทุกวันนี้ศาลปกครองก็เริ่มเข้ามามีบทบาท

เธียรชัย เสนอว่าให้แก้ไขกฎหมายโดยปรับใหม่ว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เปิดเผยข้อมูลก็ให้ไปที่ศาลปกครองเลยโดยไม่ต้องไปที่ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เพราะประชาชนจะรู้สึกว่าการไปศาลจะได้รับการตอบสนองที่ดีกว่า

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมองว่า เนื่องจากคนที่รู้จัก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการในประเทศไทยมีไม่กี่คน การขับเคลื่อนว่ากฎหมายควรจะเป็นอย่างไรจึงคุยกันยาก จะบอกว่ากฎหมายข้อมูลข่าวสารเป็นกลไกสำคัญในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นก็อาจจะ ไม่ใช่เพราะมันเป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง เป็นกฎหมายเสริมเท่านั้น ไม่ใช่กฎหมายหลัก และการพูดเช่นนี้ทำให้ฝ่ายการเมืองกลัว เวลาจะขยับแก้ไขอะไรเพื่อการเดินไปข้างหน้าจึงค่อนข้างลำบาก

ด้าน พ.ต.ท.วรัท วิเชียรสรรค์ ผู้อำนวยการส่วนหารือและร้องเรียน สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ เล่าถึงประสบการณ์การใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารว่า ช่วงแรกของการใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ใช้สิทธิมาก เพราะเราให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อให้ใช้กฎหมายกับประชาชนได้ แต่ 4-5 ปีให้หลังนี้ประชาชนใช้สิทธิมากขึ้นเรื่อยๆ

พ.ต.ท.วรัท กล่าวว่า ข้อมูลที่ถูกขอมากเป็นอันดับหนึ่งเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น ผู้บริหารท้องถิ่นทำอะไร ขอดูการเบิกจ่ายเงิน ขอดูเอกสารการตรวจรับงาน ขอดูรายงานการประชุม ฯลฯ ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการขอดูของเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง เช่น ขอดูข้อมูลของกรรมการวินัย การสอบวัดผล ฯลฯ


ข้อมูลข่าวสารราชการ กว่าประชาชนจะได้รับก็สายเกิน

ตี๋ ตรัยรัตนแสงมณี เครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม ผู้มีประสบการณ์ขอข้อมูลจากทางราชการโดยอาศัยกฎหมายข้อมูลข่าวสารเล่าให้ฟัง ว่า ปัญหาหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไปที่ไหนก็ต้องไปสอนเจ้าหน้าที่ที่นั่น เป็นงานที่เหนื่อยมาก แต่ละหน่วยงานกว่าจะได้มาก็ต้องปะทะกันหลายรอบ หลายกรณีอ้างว่าต้องไปถามบริษัทเจ้าของเอกสารก่อน ซึ่งถ้าถามก่อนก็ต้องปฏิเสธแน่นอน หลายเรื่องที่เกิดความล่าช้า พอได้ข้อมูลมาก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว จึงควรกำหนดประเภทหนังสือที่ขอได้ทันที ไปถึงหยิบได้เลย

ตี๋ กล่าวถึงปัญหาในทางปฏิบัติว่า ตอนนี้สิ่งที่หน่วยงานรัฐปฏิบัติคือ ไม่ให้ข้อมูลไว้ก่อน เพราะกลัวบริษัทฟ้อง แต่ไม่กลัวประชาชนฟ้อง เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกสะท้อนใจมาก คือเรื่องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจะเปิดเผยไม่ได้จนกว่าจะอนุมัติแล้ว ซึ่งเมื่ออนุมัติแล้ว ก็ไม่มีผลอะไรกับเราแล้ว แต่เวลาไปเก็บข้อมูลในพื้นที่คลาดเคลื่อนซึ่ง เป็นเรื่องสำคัญแต่กลับไม่สามารถขอให้เปิดเผยได้

อัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมในงานนี้เล่าถึงประสบการณ์ที่พบเจอว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ต้องการให้เปิดเผยเป็นข้อมูลที่เอกชนให้ไว้กับหน่วย งานราชการ พอเราขอก็จะไม่ได้ พออุทธรณ์คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารก็จะสั่งให้เปิด แล้วเอกชนที่มีกำลังทรัพย์มากก็จะไปฟ้องศาลปกครอง โดยเอกชนเวลาสู้เพราะไม่อยากให้เปิดเผย ก็จะสู้ถึงศาลสูงอยู่แล้ว ทำให้กินเวลามาก ถึง 4-5 ปีกว่าจะได้เปิดเผย เป็นภาระของประชาชนที่ต้องหาทนายความมาต่อสู้คดี และเป็นภาระที่ผู้ขอข้อมูลต้องอ้างเหตุผลเข้าไปเพิ่ม ทั้งที่การขอตามกรณีปกติไม่ต้องระบุเหตุผล และบริษัทเอกชนจะอ้างข้อยกเว้นในการปิดข้อมูลมาทั้งหมดเท่าที่กฎหมายเขียน ไว้

อัมรินทร์ เสนอว่า อยากให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารร่วมกับหน่วยงานที่ทำบัญชีประเภทข้อมูลที่ ต้องเปิดเผยเป็นรายละเอียดย่อยลงมาอีก โดยประมวลจากประสบการณ์การร้องขอข้อมูลที่ผ่านมา และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หรือคำสั่งศาลปกครองว่าให้เปิดอะไรบ้าง น่าจะทำเป็นบัญชีไว้ จะได้ไม่ต้องโต้แย้งเป็นรายกรณี

จัดอันดับประเทศไทย ภายใต้ตัวชี้วัดต่างประเทศ
โทบี้ เมนเดล ผู้อำนวยการบริหารศูนย์กฎหมายและประชาธิปไตย องค์กรที่จัดทำตัวชี้วัดและจัดอันดับกฎหมายข้อมูลข่าวสารใน 89 ประเทศทั่วโลก กล่าวว่า ผลการจัดอันดับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ประเทศไทยได้ 83 คะแนน จากคะแนนเต็ม 150 อยู่อันดับที่ 45 ของโลกจาก 89 ประเทศ ถือว่าเป็นระดับกลางๆ พอใช้ได้ โดยประเทศที่ได้อันดับ 1 คือเซอร์เบีย อันดับ 2 คืออินเดีย อันดับ 3 คือ สโลวีเนีย อันดับ 4 คือเอล ซัลวาดอร์ อันดับ 5 คือไลบีเรีย ทั้งนี้มีข้อสังเกตคือประเทศที่เพิ่งออกกฎหมายไม่นานมานี้จะได้เปรียบ ได้คะแนนเยอะกว่า และ 15 จาก 20 อันดับสุดท้ายเป็นประเทศในยุโรป

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาจจะเป็นประเทศแรกใน เอเชียที่มีกฎหมายนี้ การจัดอันดับกฎหมายเรื่องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาจาก กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งประเทศ ไม่ได้พิจารณาในทางปฏิบัติ ไม่ได้ดูเรื่องการบังคับใช้ ถ้าหากมีการจัดอบรมมากแต่ไม่มีกฎหมายออกมาก็อาจจะไม่ได้คะแนน เพราะฉะนั้นอาจจะเห็นว่าทาจิกิสถาน อาจจะได้คะแนนมากกว่านอร์เวย์

โทบี้กล่าวว่าจุดอ่อนของกฎหมายไทยอยู่ในส่วนของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ ซึ่งขาดความเป็นอิสระ ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมและไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน ไม่มีแนวทางการตีความกฎหมายในแง่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูล เขตอำนาจศาลที่จำกัดและการบังคับใช้ไม่ครอบคลุมข้อมูลในความครอบครองของ องค์กรเอกชนถึงแม้ว่าองค์กรเอกชนจะทำงานสาธารณะประโยชน์

โทบี้ยังกล่าวถึงพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯของไทยอีกว่า หลักเกณฑ์ในกฎหมายไทยที่เป็นข้อยกเว้นให้เจ้าหน้าที่ปกปิดข้อมูลไม่ได้รับ การยอมรับในมาตรฐานสากล (มาตรา 14-15) ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาจยืดขยายได้นานเกินจำเป็น อัตราค่าธรรมเนียมและการยกเว้นค่าธรรมเนียมอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยข้อมูลยังไม่มีกระบวนการการอุทธรณ์ภายในหน่วยงาน ก่อน ประเด็นที่อุทธรณ์ได้มีจำกัด และไม่มีการอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงไม่เปิดเผย มีบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลทำให้เจ้าหน้าที่หวาดกลัวที่จะ เปิดเผยข้อมูล ไม่มีมาตรการให้ความรู้กับประชาชน ไม่มีการเปิดเผยว่าข้อมูลใดใครเป็นผู้ถือครองอยู่ ฯลฯ


เสนอแก้ พ.ร.บ.ใส่หลักเกณฑ์เปิดเผย-คัดค้านให้ชัด เพิ่มบทลงโทษ

โทบี้เสนอเกี่ยวกับการปรับปรุง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการของประเทศไทยไว้ด้วยว่า มีสิ่งที่สามารถแก้ไขโดยการใส่ลงไปในกฎหมายได้ง่ายๆ และไม่มีคนคัดค้าน คือ บรรจุหลักการในการตีความกฎหมาย การคัดค้านว่าข้อมูลส่วนไหนเปิดได้หรือไม่ได้ เพิ่มความเข้มข้นให้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเรื่องสาธารณะ ประโยชน์ ปรับแก้ไขให้มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กีดขวางและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ ตั้งใจดีที่จะเปิดเผยข้อมูล และควรมีระบบการจัดเก็บสถิติการทำงานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารด้วย

โรเบิร์ต บูธ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการภาครัฐ ธนาคารโลก ผู้ทำงานศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายข้อมูลข่าวสารในหลายประเทศ กล่าวว่า โครงสร้างของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการในกฎหมายฉบับปัจจุบันของไทย มีข้าราชการโดยตำแหน่งมากเกินไป น่าจะมีผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารจะต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งอาจใช้สถานการณ์น้ำท่วมให้เป็นประโยชน์ทำให้สังคมตระหนักถึงความจำเป็น ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้

นอกจากนี้ โรเบิร์ต ยังกล่าวอีกว่า การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายข้อมูลข่าวสารมักจะอยู่ที่เรื่องคอร์รัปชั่น แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ แต่อาจจะง่ายกว่ากับรัฐบาลถ้าพูดประเด็นอื่นบ้าง เช่น เป็นประเด็นสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นการสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของรัฐและประชาชน และคนที่ใช้กฎหมายนี้อาจจะได้รับเลือกตั้งครั้งต่อไป

พิรงรอง รามสูต ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในยุคที่สื่อต้องการข่าวสารอย่างรวดเร็วที่สุด สื่อสิ่งพิมพ์ที่กำลังจะตายเป็นสื่อประเภทเดียวที่รอข้อมูลจากกฎหมายนี้ได้ เพราะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะหาข้อมูลจากทวิตเตอร์หรือการโทรศัพท์ถามคน รู้จัก มีนักข่าวอยู่ไม่กี่คนที่จะรู้จักช่องทางนี้ในการหาข้อมูล และเมื่อข่าวเป็นเรื่องธุรกิจ การทำข่าวเชิงสืบสวนหาข้อมูลเชิงลึกไม่ทำกำไร และไม่มีใครสนใจสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

พิรงรอง ให้ข้อเสนอแนะว่า ให้ขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารถึงข้อมูลที่อยู่ในความครอบ ครองของเอกชนแต่อาจกระทบต่อสาธารณะประโยชน์ โดยต้องคำนึงถึงกฎหมายอีกตัวหนึ่งก็คือร่างกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล ซึ่งกฎหมายสองตัวนี้จะขัดกันหรือไม่

ครม.ไฟเขียวแก้กฎกระทรวง ให้ "ดีเอสไอ" ดูแลเพิ่มอีก 9 คดีพิเศษ

ที่มา ประชาไท

(19 ธ.ค.54) เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงาน ว่า นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติม ตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงว่าด้วย การกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 เพื่อกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้

1. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 3. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 4. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยแร่ 5. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน 6. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง 7. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย 8. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา 9. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร

อนึ่ง ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เสนอโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยกระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลการขอเพิ่มอำนาจของดีเอสไอในเอกสารที่เสนอต่อ ที่ประชุม ครม.ขณะนั้นว่า เนื่องจากคดีความผิดอาญาบางประเภทมีความซับซ้อนมีความเสียหายต่อประเทศ มีลักษณะการทำความผิดข้ามชาติ จึงเห็นควรให้แก้กฏกระทรวง เพื่อให้ดีเอสไอ และคณะกรรมการคดีพิเศษ มีอำนาจสอบสวนคดีความผิดเพิ่มอีก 24 ความผิด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ครม.ขณะนั้นได้ให้ดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรมนำร่างดังกล่าวกลับไปทบทวนและ สอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำกลับมาเสนอใหม่

คดีพิเศษ 24 คดี ประกอบด้วย 1.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า 3.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 4.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต 5.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย 6.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 7.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 8.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 9.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ 10.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ

11.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ 12.คดีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน 13.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยแร่ 14.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน 15.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ 16.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 17.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยว กับยาเสพติด 18.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท 19.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน 20.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง 21.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย 22.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา 23.คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร 24.คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เฉพาะความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร คดีความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและคดีความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง

เปิดตัวอดีต ส.ว.ทนายความ ฟ้องคดีน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

ตั้งเป้าประเดิมยื่นฟ้อง 21 ธันวา ก่อนเดินสายเชิงรุกให้ความรู้แต่ละชุมชนพร้อมตั้งโต๊ะรับช่วยเหลือฟ้องร้องให้ฟรี

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่าหลังจากที่สมาคมฯจัดเสวนาวิกฤตน้ำท่วม 2554 :เหตุสุดวิสัยหรือไร้ฝีมือขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนปาร์ค ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่เดือดร้อนจากความผิดพลาดล้มเหลวในการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากรัฐบาลเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีชาวบ้านได้ทยอยส่งเอกสารหนังสือมอบอำนาจให้สมาคมฯเป็นผู้แทนคดีในการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อเรียกค่าชดเชยจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านแต่ละรายเรียกค่าเสียหายตั้งแต่หลักแสน ไปจนถึงหลักล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าเงินเยียวยาที่รัฐบาลจ่ายให้ประชาชนครัวเรือนละ 5,000 บาท เป็นเพียงแค่เศษเงินที่รัฐบาลแสร้งเอามาช่วยเหลือชาวบ้านแบบสงเคราะห์เท่านั้น เพราะเงินดังกล่าวแค่ซื้อประตูบ้านบานเดียวก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว ถือว่าเป็นการดูถูกดูแคลนประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้การฟ้องร้องรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องถือว่าเป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยตรง ที่มีบุคลากร ข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบด้าน หากประชาชนไปฟ้องร้องรัฐต่อศาลเพียงลำพังก็ยากที่จะต่อสู้ทางคดีกับเหล่าผู้ถืออำนาจรัฐดังกล่าวได้ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงได้เตรียมคณะทำงานที่เป็นทนายความที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำคดีปกครองและสิ่งแวดล้อมที่ช่ำชองที่สุด ไม่เป็นรองใครในประเทศไทยมาร่วมกัน ต่อสู้ทางคดีให้กับประชาชน ซึ่งประกอบด้วย ทนายวรินทร์ เทียมจรัส อดีตวุฒิสมาชิก ทนายกมล ศรีสวัสดิ์ ทนายผดุงศักดิ์ เทียนไพโรจน์ ทนายจักรกฤษณ์ วิไลสมสกุล ทนายชัยย์วัณฎ์รัฏฐ์ ไพศาล ทนายธนวัฒน์ ตาสัก ทนายอนันต์ อมรธรรมวุฒิ ทนายโชคชัย แสงอรุณ ทนายเทวฤทธิ์ โชติเจริญพร ทนาย ปราโมทย์คริษฐ ธรรมคุณากร และทนายสนิท นรฮีม เป็นต้น

“สมาคมฯกำหนดที่จะเดินทางไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ในวันพุธที่ 21 ธันวาคม 2554 นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งคดีนี้จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลก ที่ประชาชนลุกขึ้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้มีน้ำท่วมที่ผิดพลาด และคาดว่าจะมีชาวบ้านที่ร่วมมอบอำนาจให้สมาคมฯเป็นตัวแทนในการฟ้องคดีเดินทางไปให้กำลังใจและเป็นสักขีพยานในการยื่นฟ้องแผนกคดีสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก และหลังจากนี้สมาคมจะเดินสายไปให้ความรู้แก่ประชาชนในชุมชนและต่างจังหวัดพร้อมตั้งโต๊ะรับฟ้องคดีแทนประชาชนในเรื่องน้ำท่วมต่อไปไม่หยุด” นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/12/54 ของขวัญ...จากอาปึ้ง ถึงท่านทักษิณ...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


พวกสามานย์ เตรียมขยับ มันงับแน่
ไม่เชือนแช กลับเร่งรัด กัดทักษิณ
อิสระ มนุษย์ชน คนเดินดิน
สิทธิ์เสรี หายสิ้น เพราะลิ้นคน...


เห็นอาปึ้ง จัดให้ ไม่วอรี่
พวกหน้าหมา หน้าหมี มีใครสน
สิทธิ์ของเขา เอาคืนให้ ใยวกวน
คิดสัปดน แต่เรื่องชั่ว มั่วร่ำไป....


พวกปีศาจ เห่าโฮ่งๆ โป้งแล้วนะ
ไม่ลดละ ตามกัด ฟัดเข้าให้
หาช่องโหว่ มั่วๆ ไม่กลัวใคร
เพราะเส้นใหญ่ สมคำ ที่ร่ำลือ....


แม้ครรลอง เขียนไว้ ทำได้หมด
เดินตามกฎ กติกา น่าเชื่อถือ
แต่คนชั่ว ก็ดึงดัน อย่างมันมือ
ติดตามตื้อ เอาผิด คิดฝ่ายเดียว....


โรคทักษิณ ขึ้นสมอง คนจ้องกัด
ตัวชี้วัด พวกสามานย์ พล่านจนเสียว
เห็นทั้งดิ้น ทั้งบ้า น่านักเชียว
เล่นเรื่องเดียว ทั้งชาติ อุบาทว์คน....


๓ บลา / ๒๐ ธ.ค.๕๔

การ์ตูน Gag: รู้หน้าไม่รู้ใจ

ที่มา Thai E-News

เลี้ยงรับขวัญเสื้อแดงราชบุรีพ้นคุกเมื่อวาน ตัดพ้อรัฐและพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยช่วยเหลือ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2554

กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี นำโดยนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ได้จัดเลี้ยงรับขวัญนายนคร สังข์สุวรรณ นักโทษคดีการเมืองเสื้อแดงที่มีพื้นเพเป็นคนราชบุรีสู่อิสรภาพเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมอบเงินขวัญถุงให้เริ่มต้นชีวิตใหม่จำนวนหนึ่ง

นายนครถูกจับกุมดำเนินคดีในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ในข้อหามีอาวุธในครอบครอง และข้อหาอื่นๆ เขากล่าวว่าถูกยัดอาวุธแล้วทหารที่จับกุมซ้อมให้รับสารภาพ อัยการก็บอกให้สารภาพเพื่อให้โทษเบา ในที่สุดถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยติดคุกมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา

นายนครมีพื้นเพเป็นชาวราชบุรี มีการศึกษาม.3ต่อมาไปเป็นพนักงานในร้านขายโทรศัพท์มือถือในกรุงเทพฯ เข้าร่วมการชุมนุมกับนปช.ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าและราชประสงค์ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว และนวดเฟ้นให้สจ.สุทัศน์ นักการเมืองท้องถิ่นราชบุรีั เขามีรูปร่างเล็กมากและใช้อาวุธปืนไม่เป็น และไม่น่าจะแบกปืนไหว

นายนครได้เขียนจดหมายถึงแกนนำนปช.ส่วนกลางและพรรคเพื่อไทยผ่านทางนายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรีว่า ตลอดเวลาที่เขาถูกจับกุมแทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากนปช.หรือพรรคเพื่อไทยและ รัฐบาลเลย ทั้งที่เขาป่วยหนักด้วยวัณโรค ทางนปช.กับพรรคเพื่อไทยช่วยเหลือเพียง 1,000 บาท นอกจากนั้นเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่เห็นอกเห็นใจคอยดูแลติดตาม รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรีที่รวบรวมเงินช่วยเหลือ 7,000 บาทช่วงติดคุกอยู่ และมอบเงินให้อีกราว 5,000 บาทในตอนจัดเลี้ยงรับขวัญ

นายนครกล่าวว่าอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยและนปช.ได้ช่วยเหลือเยียวยาเขาด้วย โดยหากเป็นการช่วยเหลือได้อยากได้ทุนเริ่มต้นค้าขายเล็กๆน้อยๆเพราะเมื่อพ้น โทษแล้วยังไม่มีอาชีพใดๆและร่างกายก็ทรุดโทรมจากการถูกซ้อมและอาการป่วยจาก วัณโรค เนื่องจากตอนติดคุกนั้นทางเรือนจำได้นำนักโทษที่ป่วยเป็นวัณโรคไปขังไว้รวม กัน เลยยิ่งทำให้อาการแย่ลง

จดหมายของนายนคร สังข์สุวรรณ เขียนขึ้นเมื่อวานนี้ (18 ธ.ค.) ร้องรัฐฯช่วยเยียวยา

Monday, December 19, 2011

มติชน: ไทม์ไลน์ ซ้ายมหากาฬ คิม จอง อิล จากวันรุ่งถึงวันดับ และว่าที่ผู้นำเกาหลีรุ่น 3

ที่มา Thai E-News

ไทยอีนิวส์ ขอเผยแพร่ต่อจากมติชน ในข่าวสำคัญของโลกวันนี้ คือการเสียชีวิตของ คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ

ทั่วโลกคงจับตาการเปลี่ยนผ่านผู้นำเกาหลีเหนือครั้งนี้ ชนิดที่เรียกได้ว่า "ไม่กระพริบตา" กันเลยทีเดียว!





ทีมา มติชน
19 ธันวาคม 2554

หลัง จากที่เฟซบุ๊คเปิดเวอร์ชั่นไทม์ ไลน์(Timeline) ให้สมาชิกลองใช้บริการแล้ว หลายคนคงจะงุนงงไปกับหน้าตาและความ "เยอะ" ของฟังก์ชั่นการใช้งาน

แต่ หากปรับตัวลองใช้งานเฟซบุ๊คเวอร์ชั่นนี้สักนิด สิ่งที่น่าสนใจหนึ่งก็คือ การใช้ไทม์ไลน์สามารถที่จะทำให้ผู้ใช้ดึงข้อมูลเก่าๆออกมาดูว่า ในอดีต ตนเองเคยเขียนอะไรลงบนใบลานยุคดิจิตอลที่มีผู้ใช้ร่วมกันทั่วโลกในวันนี้ถึง 800 ล้านชื่อ

แม้ ว่าประเทศ "ปิด" อย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ จะไม่นิยมชมชอบสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กประเภทนี้ ด้วยเห็นที่ว่า สื่อชนิดนี้ไม่สามารถควบคุมความเห็นต่างของประชาชนในชาติได้

แต่ ในเช้าวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2011 หลังจากที่ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์โคเรียน เซ็นทรัล นิวส์ เอเยนซี (เคซีเอ็นเอ) แห่งชาติในกรุงเปียงยาง ได้สวมชุดดำพร้อมกับออกมาประกาศข่าวทั้งน้ำตาว่า คิม จอง อิล เสียชีวิตเวลา 08.30 น. เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากการทำงานหนักเกินไปของจิตใจและร่างกาย โดยผลการชันสูตรศพวันที่ 18 ธันวาคม วันต่อมา ระบุว่า เขาเสียอันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พร้อมกับอาการหัวใจวาย ซึ่งอันที่จริงเขาป่วยด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนอยู่ก่อนแล้ว

คิม จอง อิล และ คิม จอง อึน บุตรชาย

ข่าว จากสื่อหลักสื่อรองก็ต่างแพร่สะพัดผ่านเจ้าของเฟซบุ๊คจำนวน มากมายออกมาว่า ชายที่พยายามสถาปนาตัวเองในชื่อ "ผู้นำอันเป็นที่รัก" ถึงแก่อสัญกรรมไปด้วยวัย 69 ปี....

การเสียชีวิต ของเขา เป็นที่พูดถึงในระดับโลกแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีของการขึ้นเป็นผู้นำรุ่นที่ 2 แห่งเกาหลีเหนือ การเคลื่อนไหวนำนาวารัฐของคิม จอง อิล ส่งคลื่นซัดชายฝั่งการเมืองโลกอยู่บ่อยครั้ง

โดยหากมองแบบไทม์ไลน์ในชีวิตของคิม จอง อิล ผู้นี้ เหตุการณ์สำคัญที่ควรจะนำมาพูดถึงมีดังต่อไปนี้

16 ก.พ. ค.ศ. 1941 (บันทึกโซเวียต) หรือ 16 ก.พ. ค.ศ. 1942 (บันทึกเกาหลีเหนือ)...เด็ก ชายคิม จอง อิล ถือกำเนิดขึ้นมาในครอบครัวนักปฏิวัติ บิดาชื่อ คิม อิลซุง มารดาชื่อ คิม จอง ซุก ซึ่งสถานที่เกิดยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้ว ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือผู้นี้ถือกำเนิดที่ใดกันแน่ ระหว่างค่ายทหารโซเวียตในไซบีเรีย และฐานที่มั่นลึกลับบริเวณรอยต่อระหว่างชายแดนประเทศจีน ในยอดเขาเบกดู ยอดเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีเหนือ

ค.ศ.1997...หลัง จากที่ เข้าเรียนหนังสือและทำงานการเมืองในระบบมาระยะหนึ่ง ในปี 1994 คิม อิล ซุง บิดาของเขาผู้เป็นผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อ ค.ศ. 1949 ได้สิ้นชีวิตลง 3 ปีต่อมา คิม จอง อิล ผู้เป็นบุตรชาย จึงได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศแทนคิม อิล ซุง อย่างเป็นทางการ โดยสถานภาพ ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในช่วงนั้น ตกต่ำเป็นอย่างมาก จนต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศมาตลอดนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้คนอดอยากหิวโหยสูงถึง 2 แสนกว่าคน และมีตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการว่า มีผู้เสียชีวิตจากความหิวโหยไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน แต่ผู้นำคนใหม่ก็ยังยืนยันหลักคิดของตัวเองว่า "กองทัพต้องมาก่อน"

ค.ศ.2003...การบำรุงกองทัพอย่างไม่หยุดยั้งของคิม จอง อิล ทำให้ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ต้องออกมากล่าวสุนทรพจน์โจมตีเกาหลีเหนือ ว่าเป็น "แกนแห่งความชั่วร้าย"(Axis of Evil ในวันที่ 29 ม.ค. 2002) ร่วมกับอิรัก และอิหร่าน เนื่องจากว่าเกาหลีเหนือมีการลักลอบดำเนินโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์, ประกาศไม่ยอมหยุดโครงการพัฒนานิวเคลียร์ด้วยการขับไล่เจ้าหน้าที่สำนักงาน พลังงานปรมารณูระหว่างประเทศ(International Atomic Energy Agency : IAEA) ออกไป ทั้งยั้งถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์(Nuclear Non-Proliferation Treaty) และในปีเดียวกันนั่นเอง อเมริกายังตรวจพบว่า เกาหลีเหนือขายยูเรเนียมชนิดที่สามารถเอาไปทำนิวเคลียร์บอมบ์ให้แก่ลิเบีย

ค.ศ. 2006...เกาหลีเหนือได้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงกับสังคมโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา, ประเทศไม้เบื่อไม้เมา ด้วยการทดสอบ ยิงขีปนาวุธห่างจากชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นประมาณ 300 ไมล์ ในวันที่ 4 กรกฎาคม อันเป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกา และก็หาจังหวะทดสอบขีปนาวุธเรื่อยมา แม้ว่าจะประกาศยุติโครงการนิวเคลียร์ก็ตาม ซึ่งการลงทุนทางด้านอาวุธจนเกาหลีเหนือกลายเป็นประเทศที่มีขนาดกองทัพใหญ่ เป็นอันดับ 5 ของโลก ช่างขัดกับภาพความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเกาหลีเหนือที่คนในชาติ 5-6 ล้านคนต้องการอาหารอย่างเร่งด่วน

ค.ศ.2008...อาการป่วยของคิม จอง อิล เริ่มเป็นที่รับรู้ของนานาประเทศ จนกระทั่งวันที่ 9 กันยายน ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ทางการเกาหลีเหนือได้จัดพิธีครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในเรื่องของจำนวนทหารและอาวุธที่นำมาจัดแสดง มีทั้งเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 240 มม. และปืนต่อสู้อากาศยาน 105 มม. จากฐานทัพอากาศเข้ามาร่วมแสดงด้วย แต่ สิ่ง ที่แปลกไปก็คือ การไร้เงาของคิม จอง อิล ทั้งที่เขามาร่วมงานนี้ทุกปี จนเกิดข่าวลือต่างๆนานาว่า คิม จอง อิล ป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน, โรคลมปัจจุบัน(Stroke) หรืออาการเลือดออกในสมอง จนน่าสงสัยว่าเขาเป็นอะไรกันแน่

อย่าง ไรก็ตาม คิม จอง อิล ออกมาสยบข่าวลือในวันที่ 4 ตุลาคม ในปีเดียวกันด้วยการปรากฏตัวต่อสาธารณชนในครั้งแรกในรอบ 2 เดือนในงานแข่งขันฟุตบอลในมหาวิทยาลัยคิม อิล ซุง ที่ที่เขาเคยร่ำเรียนมา

ค.ศ.2009...สื่อของเกาหลีใต้ได้อ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และจีน มาว่า คิม จอง อิล ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน

ค.ศ.2010...มีสัญญาณที่น่าสนใจบางอย่างออกมาจากกรุงเปียงยาง นั่นคือ เหตุการณ์ในเดือนกันยายนที่ทางเกาหลีเหนือวางตำแหน่งให้บุตรชายคนเล็ก คิม จอง อึน ขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจากเขา โดยที่นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า ชายหนุ่มวัย 28 ปี ผู้จบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ อาจจะต้องขึ้นครองประเทศนี้โดยจาง ซอง แท็ก น้องเขยของของคิม จอง อิล ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของพรรครัฐบาลช่วยกันประคับประคอง เนื่องด้วยแกนนำแกนนำของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่้เป็นผู้สูงวัยจะไม่ยอมรับความคิดลูกชายของเขา

และ ในที่สุด ปี 2011 คิม จอง อิล ได้ถึงแก่อสัญกรรม โทรทัศน์ในเกาหลีเหนือฉายภาพ "ท่านผู้นำอันเป็นที่รัก" ในมุมมองของรัฐบาลเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยคิม จอง อึน บุตรชาย จะเป็นผู้นำในการจัดพิธีศพของบิดาในครั้งนี้

น่าสนใจว่า หลังจากสิ้นคำประกาศของ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์โคเรียน เซ็นทรัล นิวส์ เอเยนซี (เคซีเอ็นเอ) ที่กล่าวว่า ขอ ให้สมาชิกพรรคแรงงานทุกคน ทหารหาญ และประชาชนร่วมดำเนินรอยตามผู้นำผู้ล่วงลับด้วยความศรัทธา และเดินหน้าเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรค กองทัพ และประชาชน

เกาหลี เหนือหลังจากที่ไร้เงาของคิม จอง อิล จะเป็นเช่นไร? เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในอาหรับ หรือ อาหรับ สปริง(Arab Spring) จะเกิดในดินแดนที่แร้นแค้นแห่งนี้หรือไม่? หรือ ระบอบเผด็จการซ้ายมหากาฬในโสมแดงจะคงอยู่ต่อไป?

โปรดติดตามความเป็นไปแบบไทม์ไลน์ของปีหน้าและปีต่อไปของเกาหลีเหนืออย่างไม่วางตา...

ญาติ 91 ศพ เตือนรัฐบาลเพื่อไทยอย่า “เกี้ยเซี้ย” กับทหาร

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2554

ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม ปี 2553 เรียกร้องรัฐบาล เร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา หาตัวผู้กระทำผิดโดยเร็ว และขอให้นึกเสมอว่าการได้มาเป็นรัฐบาลนั้นได้มาจากการแลกด้วยชีวิต 91 ศพ

วันนี้ (19 ธันวาคม 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนางพะเยาว์ อัคฮาด ประธานศูนย์รับข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐ และน.ส.เจริญ ชัยกลาง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ปี 2553 ถึงการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ญาติพี่น้องเสียชีวิตเสียชีวิต ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม ถูกมองเชื่อมโยงกับคดีวางระเบิดป่วนเมือง เป็นความน้อยใจต่อรัฐบาลเพื่อไทยหรือไม่

ตลอดเวลา 1 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่าคนเสื้อแดงบางคนอาจจะมีความคิดน้อยใจรัฐบาล เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงได้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องรัฐบาลที่มาจากการเลือก ตั้งจากประชาชน แต่หลังจากรับตำแหน่งกลับไม่มีใครออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าว และไม่มีการดำเนินการ ความคืบหน้าใดๆ รวมถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นางพะเยาว์ กล่าวว่า เราจะพยายามที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้คดี 91 ศพ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็วเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมใน สังคม เพราะถือเป็นกิจกรรมที่เคลื่อนไหวในนามภาคประชาชน ขณะนี้ประชาชนหลายล้านเสียงที่เคยตั้งความหวังจากรัฐบาลชุดนี้ เริ่มเครียดที่รัฐบาลไม่กล้าดําเนินการแก้ไข ทั้งที่เคยแลกด้วยชีวิต โดยหวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาช่วยแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ขจัดปัญหา เรื่อง 2 มาตรฐาน รวมทั้งนำตัวคนผิดมาลงโทษ ไม่เว้นแม้แต่ทหาร เพราะอดีตไม่สามารถที่จะลืมได้