WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 20, 2011

มือวางระเบิดแค่หน้าเหมือนแต่มือสั่งการ....... มือวางระเบิดแค่หน้าเหมือนแต่มือสั่งการ.......

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ผมไม่เห็นด้วยกับนายคณิตที่จะให้ทักษิณติดคุก ปล่อยพวกรัฐประหารและฆ่าประชาชนไป

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

คดีของทักษิณมันเริ่มด้วยการเมือง ด้วยกฎหมายที่ตลกและไม่เป็นธรรม การจะเอาใจพวกอำมาตย์ด้วยการให้ทักษิณติดคุก เพื่อสังเวยบูชาเทพอะไร ผมยอมรับไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึง การยอมรับระบบสองมาตรฐานของพวกอำมาตย์ ยอมรับความไม่ถูกต้อง ยอมรับคุณค่าที่พวกอำมาตย์โยนใส่ให้

หากจะติด คุก พวกที่ทำผิดต้องติดให้หมด พวกรัฐประหาร พวกทีอยู่เบื้องหลัง พวกที่ฆ่าประชาชน ก็ต้องติดคุกด้วย ไม่มีการนิรโทษกรรมให้ใครทั้งสิ้น

ผมไม่ต้องการ "หัวของใคร" มาสังเวยให้ใคร

วันนี้ผมไม่ต้องการปรองดองบ้าบอ แต่ผมรู้แล้วว่าวันนี้อำนาจของประชาชนนั้นเป็นใหญ่

ทักษิณคงบ้า หากยอมมาติดคุก

แทนที่จะรุกให้จบ เพราะฝ่ายตรงข้ามหมดพลังแล้ว ดันยอมเพราะความโง่ ผมก็คงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร

วันนี้พวกอำมาตย์ไม่มีน้ำยาอะไรแล้ว เสียงดัง แต่ทำอะไรก็คงไม่ได้

ลุยแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายไม่เป็นธรรมให้จบ
ปัญหาเรื่องนิรโทษกรรม เอาไว้เบื้องหลัง หลังจากปฎิรูปการเมืองจบแล้ว

เอาปัญหานิรโทษกรรมขึ้นก่อน มันก็วนไปวนมา อยู่ใต้ศอกเขาอย่างนี้

วิเคราะห์สถานการณ์ให้ดี คุณเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่พวกอำมาตย์เป็นฝ่ายรุก

รุกทางการเมืองคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมาย แล้วพวกเขาจะมายอมสยบคุณเอง

วางยุทธศาสตร์ให้ถูกต้องด้วย อย่าหลงทาง

ชมภาพ นายกฯ ปู ไปเยือนพม่า 19ธ.ค.54

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก



เวลา 16.00 น. วันที่ 19 ธ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปเยือนสหภาพเมียร์มาร์ (พม่า) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 ทั้งนี้ ในช่วงค่ำนายกฯ และคณะ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำที่เข้าร่วมการประชุม ที่ Banquet Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมนานาชาติเมียนมาร์ อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวในวันที่ 20 ธ.ค. โดยเวลา 09.00 น. เข้าร่วมเพื่อร่วมพิธีเปิดการประชุมและถ่ายภาพหมู่ระหว่างผู้นำประเทศสมาชิก GMS 6 ประเทศบนเวที จากนั้นจะร่วมกันชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับความสำเร็จภายใต้กรอบความร่วมมือทาง เศรษฐกิจในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในสาขาด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และสภาพแวดล้อม ต่อจากนั้นร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในบันทึกความเข้าใจ และรับฟังรายงานผลการประชุม GMS Business and Investment Conference หลังจากนั้นเป็นการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 และเข้าร่วมพิธีลงนามในแถลงการณ์ร่วมผู้นำ (Joint Declaration of the Fourth GMS Summit)

กระทั่งเวลา 14.40 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะร่วมหารือทวิภาคีกับ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสหภาพพม่า ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเมียนมาร์ ทั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าและกระชับความร่วมมือระหว่าง ไทย-พม่า ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นับแต่ที่มีการเยือนพม่าอย่างเป็นทางการของนายกฯ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่รัฐบาลพม่าได้ตัดสินใจเปิดจุดผ่านแดนเมียวดี การปล่อยตัวนักโทษ การสนับสนุนพัฒนาการทางการเมืองภายในพม่าที่เป็นไปในทิศทางบวก จากนั้นนายกฯ จะเดินทางออกจากกรุงเนปิดอว์ไปยังนครย่างกุ้ง เพื่อไปพบและหารือกับ นางอองซาน ซูจี ในเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ประจำนครย่างกุ้ง ก่อนเดินทางกลับประเทศ ในเวลาประมาณ 21.40 น.วันเดียวกัน.

Re:







ซุบซิบ!!!ทอร์คออฟเดอะทาวน์จากเรื่องต่างๆ

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

ซุบซิบ!!!ทอร์คออฟเดอะทาวน์จากเรื่องต่างๆ

-กำลังมีบางประเทศกำลังปะ แป้ง ทาปาก เตรียมตัวกระโจนเข้าร่วมเป็นภาคีสำหรับรุ่นพี่เกาหลีเหนือทำการต้อนรับเป็น น้องใหม่ ..ชอบเป็นอีแอบไม่เหมือนเกาหลี ทายาทอสูรของคิม จองอิลแอ่นอกยืดตัวรับเป็นเผด็จการเต็มตัวไม่อายฟ้าดิน…บีบีซีเขาแจงข่าว มา//

-แว่วเสียงนายใหญ่หรือนายน้อยจากใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ฟังเสียงค่อนข้างชัดเจน อย่าเพิ่งรีบไปลงสัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมตอนนี้เด็ดขาดของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ชะลอไปเรื่อยๆเพราะยังไม่ถูกกดดันจากคนเสื้อแดง ถึงมิน่า!! กี้ร์ถึงต้องร้องเพลง “ใจไม่ด้านพอ”//

-เทศกาลคริสมาสต์ควบรวมเทศกาล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซานตาครอสเขาแจกของขวัญจนเป็นธรรมเนียม แต่ประเทศนี้มาแปลกกลับแจกกระบูม ผสมโรงกับการจับสัญญาณระเบิดการเมืองระลอก 2 ของรัฐบาลชุดนี้ด้วย//

-อย่าได้ยกยอว่าเป็น”นอตตาดามุส”เมืองไทย บุคคลที่เป็นตัวจริงเสียงจริงคงไม่หนี “พระยาโหราธิบดี” โหรใหญ่แห่ง ”กรุงศรีอยุธยา” ยุคสมเด็จพระนารายมหาราชดูดวงลูกชายตัวเอง ”ศรีปราชญ์” ต้องตายไว้ล่วงหน้า..ระวัง คำทำนายโหราศาสตร์อาจผิดพลาดได้ จะคอยดูใครจะทำนายแม่นกว่ากัน//

-การปฏิวัติกำมะหยี่ "วาสลาฟ ฮาเวล" ผู้นำการปฏิวัติ(เป็นการปฏิวัติแบบสันติในประเทศเชคโกสโลวาเกีย) การปฏิวัติดอกมะลิ หรือโดมิโน่ดอกมะลิ (The Jasmine Revolution)ในอียิปต์และกลุ่มประเทศในทวีปอัฟริกาตอนเหนือและรัฐประหาร อู้ซีว์ เกิดขึ้นโดย คังโหย่วเหวย ถานซือถง เสนอหลักเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบใหม่เพื่อความเข้มแข็งของชาติ ซึ่งเรียกกันว่า “แผนปฏิรูป อู๋ซีว์” โดยเน้นการผลิตบัณฑิตสมัยใหม่ เปิดกว้างการวิพากษ์ วิเคราะห์ พัฒนากิจการใหม่ๆที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของชาติ และความอิ่มท้องของชาวบ้าน จนเป็นมูลเหตุของการล่มสลายของราชวงศ์ชิง(แมนจูฯ) และเป็นพื้นฐานแนวทางการปฏิวัติของประชาชนอย่างแท้จริง//

-จะเลือก แนวทางใด มีให้เลือกทั้งสามแนวทาง สารขันธ์ประเทศควรจะหยิบแนวทางใดมาใช้ดูและต้องสัมพันธ์กับยุคสมัยของโลก ปัจจุบันนี้มากที่สุด //

ที่มา http://www.enlightened-jurists.com/page/251
และ
ที่มา http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-16239693
และ
ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/shows.voicetv.co.th/flash-forward/25889.html
และ
ที่มา http://news.voicetv.co.th/thailand/25875.html
และ
ที่มา http://www.wechampion.com/index.php?mo=3&art=457096
และ
ที่มา http://paidoo.net/article/3866833.html

10 ข้อมูลที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับ คิม จอง อิล (ยาวหน่อย)

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

อันดับ 1

คีจอง ดอง (Kijong - Dong)เป็น หมู่บ้านที่ใช้โฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือ สร้างขึ้นเมื่อปี 1950 โดยพ่อของคิล จอง อิล ที่คุณเห็นสารคดีหรืออะไรส่วนใหญ่มักจะเป็นหมู่บ้านนี้เป็นหลัก แบบว่าเขาต้องการให้ภาพลักษณ์ของเกาหลีเหนือให้ดูดี เลยสร้างหมู่บ้านสักแห่งให้เป็นหมู่บ้านในฝัน(ลวงตา) ให้ชาวโลกได้เห็น หมู่บ้านนี้อะไรก็ดีหมด มี 200 ครอบครัว มีฟาร์ม, ศูนย์เลี้ยงเด็กเล็ก, อนุบาล, ประถมมัธยม และโรงพยาบาล เราจะเห็นเป็นบ้านหลายหลังใช่เปล่าครับ แต่คราวจริงไม่มีคนอยู่หรอกเป็นแค่ของปลอมสร้างไว้งั้นๆ ไม่มีกระจก ภายในก็คอนกรีตหลอกๆ อยู่ไม่ได้หรอก หมู่บ้านแห่งนี้มีความสะดวกไฟฟ้าและน้ำ ทั้งๆ ที่หมู่บ้านส่วนใหญ่ในเกาเหลือเลวร้ายมากๆ ไม่มีทั้งน้ำทั้งไฟ แล้วเห็นเสาไฟฟ้าใหญ่ๆ สูงๆ เด่น นั้นก็คือลำโพงขนาดใหญ่ที่จะเปิดสุนทรพจน์,โฆษณาชวนเชื่อ, โอเปร่า และเพลงชาติทุกวันให้ล้างสมองคนทุกวันให้เบื่อไปเลย.......

อับดับ 2

อย่าง ที่รู้ๆ กันว่าเกาหลีเหนือ เป็นประเทศปิด แต่กระนั้นฟุตบอลของเขาก็ได้ไปบอลโลกรอบสุดท้ายของปีนี้จนได้ หลังจากที่เคยเข้ารอบสุดท้ายยาวนานถึง 44 กว่าปี แต่เนื่องจากท่านผู้นำคิม จอง อิล ไม่อยากให้ประชาชนเห็นความเจริญของโลกภายนอก พี่เลยจัดการเซ็นเซอร์ และให้ประชาชนชาวเกาหลีเหนือจะได้ดูแค่แมตช์ของทีมบ้านเกิดตัวเองเตะเท่า นั้น นอกจากนั้นจะต้องมีการตัดต่อให้เกาหลีเหนือเล่นฟุตบอลให้เหนือกว่าคู่แข่ง ด้วย ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมสายของเกาหลีเหนือมีทั้ง บราซิล ไอวอรี่โคสต์ และโปรตุเกส มันสายนรกชัดๆ แล้วเกาหลีเหนือจะเอาอะไรไปสู้เนี้ย นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า ประชาชนชาวเกาหลีเหนืออาจพลาดโอกาสชมและเชียร์ทีมชาติของตนเอง เนื่องจากเกาหลีใต้ได้ระงับการเจรจาที่จะส่งมอบสัญญาณถ่ายทอดสดการแข่งขัน ฟุตบอลโลกให้แก่เกาหลีเหนือลงกลางคัน เพราะว่าเหตุที่เกาหลีเหนือยิงขีปอาวุธใส่เรือรบของประเทศตน เออ...ซวยอีก

อันดับ 3

เกาหลี เหนือ พยายามที่จะทำให้เยาวชนและเหล่านักเรียนเขามีจิตใจที่เข้มแข็ง และร่างกายสมบูรณ์ ดังนั้น ในปี 1989 เขาสั่งให้คนพิการทั้งหมดออกจากกรุงเปียงยาง เนื่องจากเขาต้องการได้สายเลือดบริสุทธิ์ แข็งแกร่ง สุขภาพดี เสมือนหนึ่งแผนฮิตเลอร์ในการสร้างชาติพันธุ์อารยัน.....

อันดับ 4

หนังสือ พิมพ์โรดอง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ ได้โฆษณาว่า "คิม จอง อิล" เป็นผู้นำเทรนด์การแต่งกายที่กำลังฮิตติดลมบนไปทั่วโลก โดยลงบทความอวยท่านผู้นำเอาไว้ว่า ชุดสูทแบบคอมมิวนิสต์ที่นายคิม จอง อิล ใส่อยู่เป็นประจำนั้น ตอนนี้ได้กลายเป็นแฟชั่นที่แพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของนายคิม จอง อิลนั่นเอง โดยมันเขียนไว้ว่า "เหตุผล ก็คือภาพของท่านนายพลผู้ยิ่งใหญ่ที่ออกไปเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งท่านมักจะสวมชุดสูทที่ดูถ่อมตัวเสมอขณะทำงาน ได้สร้างความประทับใจอย่างถึงที่สุดในหัวใจคนทั่วโลก ข้อสรุปของเราก็คือ นั่นเป็นเพราะภาพลักษณ์ของท่านในฐานะมหาบุรุษนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมากนั่น เอง"นอกจากนี้บทความชิ้นนี้ยังอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นชาว ฝรั่งเศสคนหนึ่ง (ที่ไม่ได้ระบุชื่อเอาไว้) ว่า"รูปแบบการแต่งกายของคิม จอง อิล ซึ่ง ตอนนี้แพร่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก" สไตลิสต์ที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือเปล่าพูดเอาไว้ โดญชุดสุดฮิตของคิม จอง อิลที่ว่าคือ เสื้อแจ็กเก็ตเอวจั๊ม มีซิปผ่าหน้าแบบเรียบๆ เข้าคู่กับกางเกงขายาว ส่วนใหญ่จะเป็นสีกากีหรือสีน้ำเงินเข้ม

อันดับ 5

คิม จอง อิลได้ขึ้นเชื่อว่าเป็นผู้นำเข้าคอนยัคอันดับ 1 ของโลก ในช่วงปี 1990 มีการยืนยันว่า คิม จอง อิล จ่ายเงินไป 600,000 ถึง 850,000 ดอลลาร์ต่อปี เพื่อคอนยัคของเฮนเนสซี่ ซึ่งมัน มีราคา 700 ดอลลาร์ต่อขวด ซึ่งประชาชนในประเทศเกาหลีเหนือมีรายได้เฉลี่ย 1000 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้นกำลังจะตายหมดประเทศแล้ว(โว้ย)

อันดับ 6
ใน ปี 1978 ว่ากันว่า คิม จอง อิล คือผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัว Shin Sang-Ok ผู้กำกับคนดังแห่งเกาหลีใต้จากเกาะฮ่องกง มายังเกาหลีเหนือแล้วถูกส่งเข้าคุกและถูกบังคับให้ทำหนังแนวเพี้ยนให้เขาดู เรื่อง “พูลกาซารี” ก็ก็อตซิล่าเกาหลีนั้นแหละ โดยเนื้อหาเป็นตุ๊กตาฟางรูปสัตว์ประหลาดที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่มา ถล่มบ้านเรือนเกาหลีเหนือและสู้กับทรราชที่กดขี่ประชาชน ซึ่งเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อคอมมิวนิสต์ และท่านผู้นำมีการวางแผนสร้างการ์ตูนด้วย

อันดับ 7
ในหนังสือ พิมพ์กล่าวบทสำภาษณ์อดีตคนใกล้ชิด คิม จอง อิล ว่า เขาเคยได้รับบาดเจ็บหลังประสบอุบัติเหตุระหว่างขี่ม้า ซึ่งเขากลัวยาแก้ปวดมากเขาเลยสั่งสมาชิกผู้บริหารกว่าครึ่งโหลฉีดแบบเดียว กันกับเขาทุกวัน ภายใต้เหตุผลที่ว่าถ้าเขาเป็นอะไร เขาก็จะไม่เป็นเพียงลำพัง

อันดับ 8

ไท เกอร์วูดยังต้องอาย เมื่อเราได้รู้ข่าวนี้ว่า คิม จอง อิล เป็นนักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลก ในปี 1994 มีรายงานจากสื่อเปียงยางว่าผู้นำของเขาทำโฮลอินวันมาแล้วถึง 5 หลุมใน 18 หลุม ในการออกรอบเพียงครั้งเดียว และมีรายงานว่าเขามักทำโฮลอินวัน 3-4 หลุมประจำ แถมข่าวจากรัฐบาลโสมแดงยังบอกอีกว่าผู้นำเกาหลีเหนือออกรอบตีกอล์ฟมากกว่า ใครหน้าไหนในโลกมนุษย์(คงจะว่างจัดมาก)

อันดับ 9

มี รายงานจากเกาหลีเหนือว่าคิม จอง ฮิลเป็นผู้คิดค้นแฮมเบอร์เกอร์ แน่นอนคุณก็รู้ว่ามันไม่จริง เพราะแฮมเบอร์เกอร์น่ะมีมานานเป็นหลายร้อยปีแล้วมั้ง แต่คุณอย่าลืมว่าประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศปิดประชาชนที่นั้นยังไม่รู้เลย ว่าเกย์คืออะไร มีหรือว่าพวกเขาจะรู้จักคำว่าแฮมเบอร์เกอร์ ยิ่งประเทศสั่งห้ามวัฒนธรรมอเมริกาทั้งหมดประชาชนยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ว่า แฮมเบอร์เกอร์รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง
หนังสือพิมพ์เกาหลีเหนือ Minju Joson ราย งานว่าคิม จอว อิลค้นค้นแซมวิสใหม่เรียกว่า “ขนมปังคู่กับเนื้อ” และพยายามส่งเสริมว่าเป็นอาหารที่มีคุณภาพสำหรับนักศึกษา แล้วเขาก็ได้สร้างโรงงานที่สามารถผลิตแฮมเบอร์เกอร์ให้กับนักเรียนและเหล่า อาจารย์ ทั้งๆ ที่ประชาชนของประเทศอยู่สภาพอดอยากกินกันตายในแต่ละวัน

อันดับ 10

ใน บทเรียนหนังสือ ประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือเขียนว่าท่านผู้นำคิม จอง อิล เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1941 ในฐานลับบนยอดเขาเบคคู Mt Paekdu ภูเขา ศักดิ์สิทธิ์แลสูงที่สุดของเกาหลีเหนือ ในขณะที่เขาเกิดได้ปรากฏปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติเมื่อเกิดดาวดวงใหญ่ส่องแสง สว่างบนท้องฟ้า ฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิและมีรุ้งกินน้ำ2 เส้นพาดผ่านภูเขาด้วย หากแต่มีการโต้แย้งในประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งเขียนว่าเขาเกิดค่ายกองโจรใน ไซบีเรียต่างหากล่ะ

สีของ ′คนจน′โดย อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดโดย อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
น่าเสียดายมากๆ นี่เป็นบทความที่ไม่ดีเลย ของนิธิ
แต่มันดึกแล้ว ผมไม่มีแรงจะเขียนอะไรยาวๆ จะไปอ่านหนังสือก่อนนอนละ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324296944&grpid&catid=02&subcatid=0207


สั้นๆ คือ นอกจาก ผิด ที่เขียนในตอนต้นว่า การต่อสู้ระหว่าง "ระหว่างประชาธิปไตยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่การเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่อื่น" เป็นเรื่องที่ "ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปัญหาจริงที่กำลังเกิดในสังคมไทยเลย โดยเฉพาะไม่เกี่ยวอะไรกับ "คนจน".."

ทีสำคัญ (เกี่ยวเนื่องกัน แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า) คือ การสะท้อนให้เห็นวิธีคิดที่ฝังแน่นในหมู่ปัญญาชนแอ๊คติวิสต์ ในช่วงที่ "ขบวนการภาคประชาชน" ("สมัชชาคนจน", "บ่อนอก-หินกรูด" ทั้งหลาย) หรือ "ngo" ต่างๆ รุ่งเรือง คือ ไอเดียที่ไม่เข้าใจความสำคัญเรืองการเมือง เรื่องอำนาจรัฐจริงๆ

(ไอเดียนี้ พูดจริงๆ ผมยังเห็นร่องรอยปรากฎอยู่เยอะ แม้แต่ในหมู่คนทีหันมาทางเสื้อแดงกันในปัจจุบัน . .. ในอดีต เมื่อ 5-6 ปีก่อน ไอเดียนี้ เป็นปัจจัยสำคัญทีทำให้ ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ เกือบเป็นเอกฉันท์ ไปเห็นด้วยกับการโค่นทักษิณ เพราะมองไม่เห็นว่า มันสำคัญขนาดไหน สำหรับ "คนจน" นี่แหละ เรื่อง - ถ้าจะใช้คำของนิธิ - ประชาธิปไตยมี "ศูนย์กลาง" ที่ไหน คือในสมัยนั้น ล้วนแต่รู้สึกกันว่า "ทั้งสองฝ่าย" ก็ "ไม่เอาไหนทั้งคู่" เพราะไมใช่ขบวนการที่เข้าข้าง "คนจน" ทั้่งคู่ อะไรแบบนั้น ไมใช่ขบวนการที่ address ประเด็น "ความเหลื่อมล้ำ" ฯลฯ ซึ่งผมเรียกว่า "สองไม่เอา" นั่นแหละ ผมก็นึกว่า นิธิ จะ "ข้ามพ้น" ไอเดียแบบนี้ ยังแปลกใจไมน้อยที่เห็นบทความนี้)

ประเด็นเรื่อง "การเมือง proper" เป็นอะไรที่เป็นจุดอ่อนสำคัญมากในวิธีคิดของปัญญาชนเหล่านี้ แม้่แต่ในปัจจุบัน ซึงเรื่องนี้ มี "ความเป็นมา" ทีซับซ้อนอยู่นิดหน่อย อันที่จริง นี่เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ผมเตรียมว่าจะไปพูดในงาน Marxism 2011 (ถ้าได้ไปพูดอ่ะนะ)



................


ขอเพิ่มอีก นิด ไอเดียที่แสดงนี้ ทำให้นิธิ แชร์อะไรหลายอย่างร่วมกับคนอย่างประเวศ (ประเวศ ทุกวันนี้ ก็เน้นทำนองนี้แหละ เรื่อง "ปัญหาที่แท้จริงของประเทศ" อยู่ทีเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" ... นักวิชาการอย่าง ผาสุก ก็เช่นกัน

เรื่องนี้ มันโยงกับประเด็นเรื่อง "สถาบันฯ"ด้วย ที่ทำไม วิธีคิด และนักวิชาการเหล่านี้ ตลอดกว่าทศวรรษก่อน 2549 จึงไม่เพียงมองไม่เห็นประเด็นความสำคัญของเรื่องสถาบันฯ ที่สำคัญกว่านั้น ยังถึงกับมีลักษณะ ทีเกษียร เองพูดไว้เองในปี 2549 ว่า ในทางปฏิบัติ อยู่ใน "เครือข่ายในหลวง" (network monarchy)

ใหนๆก็เกาหลีขออีกนิดนะ (ความจริง)สุดอึ้ง!! ของประเทศ"เกาหลีเหนือ"

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

๑. สายการบินที่จะบินไปยังเกาหลีเหนือนั้น คือสายการบิน Air Koryo ไม่มีบินตรงจากกรุงเทพ หากใครต้องการไป
ส่วนมากจะต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่ประเทศจีนก่อน จากนั้นจึงต่อเครื่องของสายการบิน Air Koryo ไปเกาหลีเหนือได้
ซึ่งปกติแล้ว หากเป็นสายการบินทั่วไป จอทีวีบนเครื่องก็จะฉายหนังนั่นโน่นนี่ แต่บนสายการบิน Air Koryo ไม่มีค่ะ
เพราะจอทีวีจะฉายแต่วิวทิวทัศน์ของเกาหลีเหนือและสารคดีที่เกี่ยวข้องกับ ประธานาธิบดีคิมจองอิล
ซึ่งถือเป็นผู้นำที่คนเกาหลีเหนือรักและเคารพเสมือนเทพเจ้า ใครไม่เชื่อลองเข้าเซิร์จหาเว็บของ Air Koryo ได้เลยค่ะ
เห็นเลยว่ามีรูปใครอยู่หน้าแรกบ้าง

๒. การจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในเกาหลีเหนือ จะต้องมีไกด์(ออกแนวผู้คุมมากกว่า)คอยเดินตามประกบทุกฝีก้าว
และการท่องเที่ยวนั้น ไม่ใช่จะถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้าได้นะคะ เพราะส่วนมากเค้าไม่ให้ถ่าย ไม่งั้นอาจถูกกระชาก
และยึดกล้องไปได้ต่อหน้าต่อตา รวมถึงโทรศัพท์มือถือก็เลิกคิดจะนำเข้าประเทศเกาหลีเหนือได้เลยค่ะ
เพราะที่สนามบินจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจและยึดเก็บไว้ และจะคืนให้อีกทีในวันที่เราเดินทางกลับค่ะ

๓. ถึงเกาหลีเหนือจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศคอมมิวนิสต์สุดโต่งมากที่สุดของโลกและ ยังมีความเป็นอยู่ที่ล้าหลังมาก
แต่เชื่อมั้ยคะว่า ที่นี่ไม่มีขอทาน เพราะรัฐจัดหาที่อยู่อาศัยให้พลเมืองทุกคนอย่างครบครัน เรียกได้ว่าปัจจัย 4 พื้นฐาน
คนเกาหลีเหนือเค้ามีครบ พออยู่กันได้แบบสมถะค่ะ เพราะทางรัฐมีข้าว มีน้ำแจกให้ฟรีค่ะ และที่สำคัญคือเรียนฟรีค่ะ
ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราผู้รู้หนังสือมากที่สุดประเทศหนึ่งใน โลก เพราะมีถึง 99% !!!

๔. เงินเดือนค่าราชการแรกเข้าของเกาหลีเหนือ ตกอยู่ที่ประมาณ 100 วอนหรือประมาณ 30 บาทเท่านั้น !!!
(ถ้าเป็นเกาหลีใต้ 100 วอนจะประมาณ 3 บาทค่ะ) เรียกง่ายๆ คือได้เงินเดือนวันละบาทนั่นเองค่ะ
หลายคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ เค้าอยู่กันได้ยังไงเนี่ย ?? ก็เหมือนอย่างที่บอกไปค่ะว่า บ้านก็อยู่ฟรี ข้าวก็มีให้กิน
ถ้าไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็น่าจะพอ(มั้ง) ส่วนเงินเดือนของทหารจะสูงขึ้นมาหน่อย อยู่ที่ประมาณ 700 วอนหรือประมาณ 210 บาทต่อเดือนค่ะ

๕. การเดินทางในกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ หลักๆ จะมีรถเมล์ รถรางไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน
ค่าโดยสารถูกมากๆ ค่ะ เพราะแค่ 5 วอนหรือประมาณ 1.50 บาทเท่านั้น นั่งได้ตลอดสาย โอ้ววว อะไรจะถูกปานนี้
ประเทศ ไทยน่าเอาอย่างเนาะ มีแต่แพงขึ้นทุกวัน = =" อ้อ และที่หลายๆ คนอาจจะรู้กันก็คือ สถานีรถไฟใต้ดินของเกาหลีนั้นสร้างเลียนแบบสถานีรถไฟใต้ดินชื่อดังของรัส เซีย ซึ่งดููหรูหรา สวย และสบายตามากๆ เลยล่ะค่ะ

๖. การแลกเงินวอนเกาหลีเหนือนั้น ต้องแลกที่ธนาคารเท่านั้นค่ะ จริงๆ แล้วในโรงแรมที่พักต่างๆ จะมีเคาน์เตอร์รับแลกเงินเหมือนกัน แต่รับแลกเงินทุกชนิด ยกเว้นเงินวอนเกาหลีเหนือ (เอ๊ะ ยังไง) เช่น น้องๆ พกเงินดอลลาร์ไปแล้วอยากจะแลกเป็นเงินยูโร ก็สามารถนำมาแลกได้ค่ะ แต่แลกเป็นเงินวอนเกาหลีเหนือไม่ได้ เหอๆๆ แปลกดี

๗. ช่องทีวีของเกาหลีเหนือมีทั้งหมด 3 ช่อง แต่ละช่องก็จะไม่ได้ออกอากาศทุกวันและไม่ได้ออกอากาศ 24 ชั่วโมง
และแน่นอนว่าเนื้อหารายการที่นำเสนอก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำประเทศ และความรักชาติ
หรือ ถ้ามีละคร ก็เป็นละครที่เกี่ยวกับการรักชาติอยู่ดีค่ะ นอกจากนั้น หากพักในโรงแรมหรูๆ อาจจะพอเปิดช่องของรัสเซีย จีน และอังกฤษได้บ้าง ส่วนใครติดซีรีส์อเมริกาก็เลิกหวังได้เลยค่ะ เพราะที่เกาหลีเหนือไม่มีช่องของอเมริกา สาเหตุอะไรคงรู้

๘. ในเกาหลีเหนือมีค่ายกักกันไว้ลงโทษผู้กระทำผิดเยอะมากๆ เคยมีคนที่หลบหนีออกจากค่ายกักกันนี้มาได้และเล่าว่า
แทบไม่มีใครรอดชีวิตออกจากค่ายนี้ออกมาได้เลย ถ้านักโทษคนไหนกล้าเถียงทหาร ก็จะถูกยิงทันที
หรือแม้แต่อาหารก็ขาดแคลนอย่างหนัก บางคนถึงกับต้องจับหนูสกปรกๆ มากินประทังชีวิต โดยเฉพาะค่ายหมายเลข 22
ที่เป็นค่ายกักขังครอบครัวของผู้กระทำผิด ดังนั้นคนเกาหลีเหนือจึงจงรักภักดีต่อประเทศนี้มาก
เพราะคงไม่มีใครอยากจะให้ครอบครัวของตนเองต้องเข้าไปอยู่ในค่ายหมายเลข 22 นี้

Credit : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2008470

นิคม บุญวิเศษ นำทีมเครือข่ายวิทยุธุรกิจทั่วประเทศ ประชุมหาทางออก พรบ. กสทช.

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak


เว็บไซต์



(17 ธันวาคม 2554, นนทบุรี) - เครือข่ายวิทยุธุรกิจภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายนิคม บุญวิเศษ ประธานคณะกรรมการศึกษาปัญหาและยกร่าง(ใหม่) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และ นายจุติพงษ์ พุ่มมูล โฆษกโครงการเสียงประชาชนเพื่อประชาชน (สปช.) สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยตัวแทนสถานีวิทยุธุรกิจทั่วประเทศกว่า 300 คน ร่วมประชุมหาทางออกกรณีปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิทยุธุรกิจที่เอื้อ ประโยชน์นายทุน ณ ห้องประชุม โรงแรมเดอะเล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี

ทั้ง นี้ นายนิคม บุญวิเศษ ระบุว่า “เนื่องจากผมและคณะทำงานของเครือข่ายวิทยุธุรกิจภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขับเคลื่อนมาในเรื่องดังกล่าวมาเป็นระยะเวลา 2-3ปีแล้ว ทั้งนี้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่จะยกร่างใหม่นั้น จะดำเนินการโดยคณะกรรมการยกร่าง ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นฉบับแรกที่ประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิทยุ เป็นผู้ร่างเอง โดยประโยชน์จะเกิดกับทุกฝ่าย และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศ และประชาชนทุกคน ซึ่งเราได้ทำงานมาหลายเดือนแล้ว โดยจะอาศัยความเห็นของทุกท่าน เป็นมติ ซึ่งทุกท่านสามารถเสนอแนะได้

นายนิคม กล่าวต่อไปว่า “ผมต้องการให้ทุกท่านมาร่วมกันทำงาน เพื่อความปรองดอง ความสามัคคีของพี่น้อง ซึ่งเราเองเป็นสื่อและรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราจึงจะต้องผลักดันให้เรื่องนี้สำเร็จให้ได้ ผมจึงเชิญทุกท่านให้มาร่วมกันทำงาน โดยจะเสนอเข้าไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีในลำดับต่อไป ผมเองมีความจริงใจที่จะต่อสู้ตรงนี้ เพื่อที่จะให้พวกเราได้ใบอนุญาต และไม่โดนกดขี่ จากการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยประชาชนจะลงชื่อ 1 หมื่นรายชื่อ เพื่อสนับสนุนการแก้กฎหมายต่อไป

ข่าว PR - สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน มอบโล่เกียรติคุณ “นายนิคม บุญวิเศษ”

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak


เว็บไซต์



(16 ธันวาคม 2554, ศูนย์การค้าสยามพารากอน) - สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน และมูลนิธิช่างภาพสื่อมวลชน จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายน้ำท่วม เพื่อหารายได้ ช่วยเหลือสื่อมวลชนที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยภายในงานดังกล่าว นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานเปิดงานได้มอบโล่ห์เกียรติคุณให้กับ “นายนิคม บุญวิเศษ” ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดประกวดดังกล่าวด้วย

สมาคมช่างภาพ สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และมูลนิธิช่างภาพสื่อมวลชน จัดประกวดภาพถ่ายน้ำท่วม ซึ่งเป็นภาพถ่ายฝีมือเพื่อนสื่อมวลชน ส่งเข้าประกวดกว่า 900 ภาพ และภาพข่าวโทรทัศน์มากกว่า 30 เรื่อง เพื่อหารายได้ช่วยเหลือ และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่สื่อมวลชนทุกแขนง ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม โดยภาพถ่ายทั้งหมด ถูกนำไปจัดนิทรรศการ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน และยังถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย
สำหรับ ภาพถ่ายที่ชนะเลิศอันดับ 1 ชื่อภาพ "หนีตาย" ส่งโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ส่วนภาพข่าวโทรทัศน์ชนะเลิศ ชื่อเรื่อง ชาวลำลูกกาไม่พอใจ กทม.ปิดกั้นน้ำ ส่งเข้าประกวดโดย สถานีโทรทัศน์สี กองทัพบก ช่อง 7

ทั้งนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ชมรมนักข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมจัดกิจกรรมคนข่าวมาขายของ โดยให้สื่อมวลชนนำสิ่งของไปจำหน่ายที่ลานเดอะไนน์ พระราม 9 เพื่อหารายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือนักข่าวที่ประสบอุทกภัยกว่า 1,000 คน

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: ปลงไม่ตก?

ที่มา ประชาไท

ใบตองแห้ง
19 ธ.ค.54

ผมอ่านข้อเขียนเรื่อง “อากงปลงไม่ตก” ของคุณสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ด้วยความประหลาดใจ และมีข้อสงสัยหลายเรื่อง

คำถามแรกคือ นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของคุณสิทธิศักดิ์ หรือเป็นคำชี้แจงของศาลยุติธรรม เพราะเป็นบทความส่งมาลงเฉพาะเครือกรุงเทพธุรกิจ ถ้าเป็นคำชี้แจงของศาลยุติธรรม ก็น่าจะเผยแพร่วงกว้าง แจกนักข่าวที่ศาล นำขึ้นเว็บไซต์ แต่ถึงเป็นความเห็นส่วนตัว การห้อยตำแหน่ง “โฆษกศาลยุติธรรม” ก็ให้ความรู้สึกเหมือนคำชี้แจงของศาลอยู่กลายๆ
ผมสันนิษฐานว่าเป็นความเห็นส่วนตัว เพราะถ้าเป็นคำชี้แจงของศาลคงไม่ขึ้นหัวว่า “อากงปลงไม่ตก” การพาดหัวแบบนี้สงวนลิขสิทธิ์เฉพาะคอลัมนิสต์อย่างพวกผมนะครับ คริคริ เพราะมันอาจกระทบความรู้สึกคนอ่าน คำชี้แจงที่เป็นทางการของศาลคงไม่พาดหัวอย่างนี้
เมื่อเป็นความเห็นส่วนตัวของคุณสิทธิศักดิ์ ผมก็เห็นว่าประชาชนทั้งหลายมีสิทธิแสดงความเห็นด้วยไม่เห็นด้วย โต้แย้งคัดค้านกันได้เต็มที่ ไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด (ลุยเลยพวกเรา-ฮา)
ประการถัดมาเป็นข้อสังเกต คือตามปกติ เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว ศาลมักจะไม่มีคำชี้แจงตามหลัง แบบว่าผู้พิพากษาจะไม่ไปออกรายการ “ตอบโจทย์” ให้ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ซักไซ้ว่าทำไมท่านถึงตัดสินแบบนี้ ท่านมองอย่างไร ยึดหลักอะไรในการวินิจฉัย
เพราะโดยปกติ ในคำพิพากษานั้นมีคำชี้แจงที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่แล้ว ศาลอธิบายสิ้นความแล้วว่ามีพยานหลักฐานใด พิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ศาลใช้หลักกฎหมายข้อใด และใช้ดุลพินิจอย่างไร ในการลงโทษ ลดโทษ หรือไม่ลดโทษ กี่กระทง เมื่ออ่านคำพิพากษาเสร็จ ต่อให้มีคนวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ศาลก็จะถือว่าเหตุผลที่ให้ในคำพิพากษานั้นเป็นคำตอบสมบูรณ์แล้ว ไม่มีมาอธิบายเพิ่มภายหลัง
อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องดีที่คุณสิทธิศักดิ์เปิดใจกว้างยอมรับความเห็นของสังคม (คือไม่ได้ขู่ว่าอย่าพูดมากจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เหมือนที่เคยๆ เห็นมา) เป็นสิ่งที่ต้องขอบคุณและถือเป็นนิมิตหมายอันดี เพราะประเด็นสำคัญอีกข้อที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอากงคือ นักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรมได้เรียกร้องว่า สังคมจะต้องสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาลได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ถูกปิดกั้นโดยความผิดฐานหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจศาล และต้องมีกลไกควบคุมตรวจสอบ กระทั่งลงโทษผู้ใช้อำนาจตุลาการในลักษณะที่ก่อให้เกิดปัญหา
คุณสิทธิศักดิ์ยอมรับว่า “การนิ่งเฉยของศาลและกระบวนยุติธรรมมิได้มีค่าเป็นตำลึงทองเสียแล้ว” จึงขอนำความจริงบางประการในท้องสำนวน ประกอบกับประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยมาเฉลยเอ่ยความเพื่อเป็นข้อมูล “แลกเปลี่ยน”
นี่ก็เป็นเรื่องดี เพราะคุณสิทธิศักดิ์ต้องการ “แลกเปลี่ยน” เมื่อ “แลกเปลี่ยน” ก็ต้องมีการโต้แย้ง อันที่จริงควรจะเป็นนักกฎหมายออกมาโต้แย้ง แต่ในเมื่อคดีนี้เป็นที่สนใจในกระแสสังคม เกือบทุกสาขาอาชีพอย่างที่ว่า ก็คงไม่ปิดกั้นถ้าผมซึ่งไม่ใช่นักกฎหมาย เป็นเพียงผู้สนใจกฎหมาย จะขอร่วมวง “แลกเปลี่ยน” ด้วยความเห็นแบบชาวบ้านๆ
1.ไม่สิ้นสงสัย
ประเด็นสำคัญที่สุดในบทความของโฆษกศาลยุติธรรมคือ ข้อแรก “อากงไม่ได้กระทำความผิด เหตุใดศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุก”
โฆษกศาลกล่าวว่า “ผู้ที่เห็นว่าอากงมิได้กระทำความผิดนั้น หากเป็นการตัดสินกันเองโดยบุคคลกลุ่มคนนอกศาลและกระบวนการยุติธรรม คงจะหาเหตุผลรองรับความชอบธรรมยากสักหน่อย เพราะเป็นความเชื่อส่วนตนที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่มีการกระทำ ความผิดเกิดขึ้น เป็นอัตวิสัยที่อาจปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ในขณะที่คดีนี้ผ่านกระบวนการสอบสวน การกลั่นกรองจากอัยการ แล้วเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเต็มที่ อันเป็นหลักการสากลและหลักกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อสู้ คดีอย่างเสมอภาคเท่าเทียมและเป็นธรรม”
ขอเรียนว่า ผู้วิพากษ์วิจารณ์ยังไม่ได้ฟันธงว่า “อากงไม่ได้กระทำความผิด” นะครับ แต่ผู้วิพากษ์วิจารณ์เห็นว่าคดีนี้ไม่สามารถพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย ว่าอากงคือผู้ส่ง SMS
การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การตัดสินกันเอง ไม่ใช่ความเชื่อส่วนตัวที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ (มันคงจะหาใครอยู่ในเหตุการณ์ได้ยากเต็มทีละครับท่าน) หรือเป็นอัตวิสัยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นหลังอ่านคำพิพากษา ซึ่งได้อธิบายถึงการพิสูจน์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว แต่สังคมยังข้องใจเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐานดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องตัวเลขอีมี ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีออกมาแสดงความวิตกว่าตัวเลขอีมีสามารถปลอม แปลงกันได้
ประเด็นนี้ผมเห็นใจศาลนะครับว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งผู้คนไม่ใคร่รู้ แต่หลังจากมีคำพิพากษา มันส่งผลสะเทือนให้ผู้คนตื่นตระหนก กลัวว่าถ้ามีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานให้ใช้ตัวเลขอีมีมัดตัวผู้กระทำความผิด ต่อไปมันจะไม่ใช่แค่คดี 112 หรือคดีหมิ่นประมาท แต่อาจรวมถึงการใช้มือถือจุดระเบิด หรือคดีอาชญากรรมต่างๆ เช่น ใช้มือถือสั่งยาบ้า ฯลฯ ประเด็นที่ว่าสามารถใช้อีมีเป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงกลายเป็น talk of the town มีผู้แสดงความเห็นกันมากมาย เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว คนไทยวันนี้มีมือถือเกือบทุกคน
ฉะนั้นศาลต้องยอมรับว่า ประเด็นนี้หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และศาลจะต้องทำให้กระจ่างในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ว่าจะวางบรรทัดฐานการวินิจฉัยเรื่องตัวเลขอีมีอย่างไร
ที่สำคัญกว่านั้นคือประเด็นกฎหมาย ซึ่งเท่าที่คนทั่วไปได้อ่านจากข่าว ศาลมีคำวินิจฉัยว่า
“แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของ ตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้ เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน”
คำพิพากษาตัวเต็มจะเป็นเช่นนี้หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ ถ้าผิดเพี้ยนประการใด โฆษกศาลก็น่าจะชี้แจง แต่ที่มันเป็นประเด็นทางสังคมก็คือ ผู้คนทั้งหลายฟังพยานหลักฐานแล้ว “ไม่สิ้นสงสัย” ว่าอากงเป็นคนส่ง SMS จริงหรือไม่ พอมาอ่านคำพิพากษาตอนท้ายอย่างนี้ แปลว่าศาลท่านก็ยอมรับว่า อัยการยังไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ให้ชัดแจ้ง “ไม่สิ้นสงสัย” เหตุใดศาลจึงพิพากษาให้จำคุก
นักกฎหมายเขายกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยกหลักความยุติธรรมว่า การพิสูจน์ความผิดเป็นหน้าที่ของอัยการไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่จะต้องไปหา พยานหลักฐานมาแก้ต่างให้ตัวเอง ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ให้สิ้นสงสัยก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่ผมไม่ใช่นักกฎหมาย คงไม่ต้องยกมาตราโน้นมาตรานี้มาอ้าง เพราะผมเชื่อว่าคุณสิทธิศักดิ์รู้หลักการนี้ดีอยู่แล้ว ท่องมาตราได้เป๊ะๆ อยู่แล้ว ผมเพียงแต่ยกขึ้นมา “แลกเปลี่ยน” ว่า นี่ต่างหากคือประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่คุณสิทธิศักดิ์ไม่ได้ตอบให้กระจ่าง
ขอแจ้งให้ทราบด้วยว่าไม่ใช่แต่พวกเสื้อแดงเท่านั้นนะครับที่คาใจ แม้พวกสลิ่มก็ไม่สิ้นสงสัย ว่าอากงใช่คนส่ง SMS หรือเปล่า แต่สลิ่มบางคนพยายามโบ้ยว่าเป็นแผนร้ายอันแยบยลของพวก “เสื้อแดงล้มเจ้า” มีคนอื่นเอามือถืออากงไปใช้ วางแผนให้คนแก่วัย 61 เป็นแพะบูชายัญ แล้วใช้ความชราน่าสงสารเป็น “ดรามา” ประโคมข่าว
นี่รายงานสถานการณ์ให้ทราบ ขออภัยที่ใช้คำว่า “สลิ่ม” ซึ่งไม่ใช่ภาษากฎหมาย แต่เชื่อว่าท่านโฆษกศาลเข้าใจคำนี้ดี
2.อากงยังเป็นผู้บริสุทธิ์?
โฆษกศาลยุติธรรมเขียนได้น่าชื่นชมว่า “เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด การจะด่วนสรุปว่าอากงเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดโดย เสร็จเด็ดขาดนั้น ก็ยังมิใช่เป็นเรื่องที่แน่แท้เสมอไปดังที่บางคนมีความเชื่อและเข้าใจใน ทำนองนั้น แท้จริงแล้ว อากงยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด”
ถูกต้องแล้วคร้าบ พวกสลิ่มที่เอาอากงไปด่าประณามควรสำนึกในข้อนี้
แต่พอผมอ่านข้อเขียนของโฆษกศาลถึงประเด็นที่สาม “อากงอายุมากแล้วควรได้รับการลดโทษ ปล่อยตัวไป หรือได้รับการประกันตัว” ผมก็สะดุ้ง
“แม้สังคมทั่วไปจะเรียกจำเลยว่า “อากง” ฟังดูประหนึ่งว่าจำเลยชราภาพมากแล้ว แต่ตามฟ้องจำเลยอายุ 61 ปี มิได้แก่ชราจนต้องอยู่ในความอนุบาลดูแลของผู้ใด สามารถเข้าใจ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ แสดงว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และมิได้แก่เฒ่าคราวปู่ทวด
สำหรับบุคคลที่เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคมสถาบันหลักของประเทศชาติและองค์พระประมุข อันเป็นที่เคารพสักการะของคนในชาติให้เกิดความหลงผิดก่อให้เกิดความเสีย หายอย่างใหญ่หลวง ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่อง หรือแก่ผู้อื่นอีก เพราะสักวันคนใกล้ตัวของคนเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อด้วยก็ได้
มาตรการที่เหมาะสม จึงควรตัดโอกาสในการกระทำผิด ลงโทษให้หลาบจำสาสมไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่กระทำความผิดคิดวางแผนไตร่ตรองในการกระทำความผิด อย่างแยบยลแนบเนียนด้วยแล้ว ก็ยิ่งสมควรใช้วิธีการที่เหมาะสม ในการคุ้มครองรักษาความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชนด้วย จึงไม่แน่แท้เสมอไปว่า ชราชน ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับการลดโทษ ลงโทษน้อย หรือปล่อยตัวไปเสมอไป
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อหาความผิด ความเสียหายและพฤติการณ์การกระทำแต่ละคดีที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ส่วนการจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นเรื่องๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ,มาตรา 108/1”
อันที่จริงถ้าคุณสิทธิศักดิ์จะอธิบายสั้นๆ ว่า ใครก็ตามถ้าทำความผิด ไม่ว่าจะอายุมากเพียงใดก็ต้องรับโทษ ผมก็เห็นว่าชัดเจนแล้ว แต่พออธิบายด้วยถ้อยคำเหล่านี้ ก็ทำให้ผมสะดุ้ง และสะดุดกึก ถามคนอื่นหลายๆ คนก็มีความรู้สึกเดียวกัน คือกังขาว่าที่พรรณนามานี่หมายถึง “อากง” หรือเปล่า ไหนว่าอากงยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ผมไม่บังอาจกล่าวหาว่าโฆษกศาลมีเจตนาเช่นนั้น แต่ขอสะท้อนว่า การใช้ภาษาของท่านทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเช่นนั้น (คงทำนองเดียวกับคำพิพากษาคดีดา ตอร์ปิโด ดาพูดแล้วผู้ฟังรู้ว่าหมายถึงใคร) รู้สึกว่าบุคคลที่ “เจนโลก โชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย” “วางแผนไตร่ตรองในการกระทำความผิดอย่างแยบยลแนบเนียน” นั้นหมายถึงอากง ตอกย้ำความรู้สึกที่มีมาตั้งแต่พาดหัว “ปลงไม่ตก” (ซึ่งชี้ว่านี่เป็นทัศนะส่วนตัว ไม่ใช่คำชี้แจงของศาลยุติธรรม)
ขอเรียนว่าประเด็นนี้ที่จริงไม่ได้มีใครกังขาถ้าพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่า อากงส่ง SMS แล้วก็ต้องรับโทษ ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันคือ เหตุใดอากงจึงไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ทั้งที่เป็นคนแก่ ยากจน เจ็บป่วย ไม่มีที่ทางจะหลบหนี และไม่มีอิทธิพลใดๆ จะไปทำลายพยานหลักฐาน
การประกันตัวเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่คุณสิทธิศักดิ์อ้างนั่นแหละ แต่คุณสิทธิศักดิ์ไม่ได้ชี้แจงอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ได้อธิบายว่าเหตุใด ศาลจึงไม่ให้ประกันตัว จนอากงติดคุกมาปีกว่า
3.เหตุที่ลงโทษหนัก
เรียนก่อนว่าผมเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 ตามแนวทาง “นิติราษฎร์” ไม่ใช่ยกเลิก หมายถึงยังมีความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ควรลดอัตราโทษให้สมควรแก่เหตุ ยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษในกรณีที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์ของ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ
หมายความว่าในกรณีอากง ถ้าพิสูจน์ได้สิ้นสงสัยว่าเป็นผู้ส่ง SMS ด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่นว่าจริง ก็สมควรถูกลงโทษจำคุก
ประเด็นที่ควรแก้ไข 112 ลดอัตราโทษเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวค่อยกล่าวถึง แต่ประเด็นที่ขอกล่าวถึงก่อนคือ คำอธิบายของคุณสิทธิศักดิ์ว่า ทำไมต้องลงโทษหนัก
ผมเห็นด้วยกับการคงความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะนี่เป็นหลักการสากล ของทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรอกครับ ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐก็มีกฎหมายคุ้มครองประธานาธิบดีที่เป็น ประมุข
หลักการของมาตรา 112 จึงเป็นกฎหมายที่ “คุ้มครองตำแหน่ง” เช่นเดียวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจศาล เพียงแต่ความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายองค์ประมุขเป็นกฎหมายที่อยู่ในลำดับชั้นสูงสุด
คำอธิบายของผมอาจฟังแล้วระคายหูสักหน่อย แต่พูดแบบคุ่ยๆ คือไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่บังอาจใช้ถ้อยคำหยาบคายจาบจ้วงพระมหากษัตริย์พระองค์ ใดก็ตามที่อยู่ในตำแหน่ง มันผู้นั้นต้องมีความผิดทั้งสิ้น ต่อให้สมมติอีก 100 ปีข้างหน้า (ซึ่งผมเชื่อว่าเราจะยังคงมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่) เราอาจจะมีพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงมีพระบารมีซักเท่าไหร่ เพราะมาตรา 112 เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้ดำรงตำแหน่ง
คือผมจะบอกว่าที่คุณสิทธิศักดิ์พรรณนาถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นพระบารมีส่วนพระองค์ของในหลวงของเรา ผู้ทรงเป็นที่รักและยกย่องเทิดทูนของประชาชน จากการทรงงานเพื่อพสกนิกรมา 65 ปีนั้นเป็นที่ซาบซึ้งยิ่งและเป็นสิ่งที่ทุกคนนบน้อมยอมรับ
แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจว่า คุณสิทธิศักดิ์จะบอกว่านี่เป็นสาเหตุให้ต้องลงโทษหนักใช่หรือไม่ เพราะพระบารมีเฉพาะพระองค์ของในหลวงผู้ทรงเป็นที่รักของเรา จึงต้องลงโทษหนัก ถ้าอธิบายอย่างนั้น นี่เป็นหลักกฎหมายใช่หรือไม่ เป็นหลักทั่วไปหรือไม่ เพราะถ้าเป็นหลักทั่วไป เราก็ต้องบอกว่า สมมติมีคนหมิ่นประธานศาลฎีกา ซึ่งท่านเป็นคนดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิตราชการ สมควรลงโทษหนักกว่าหมิ่นผู้พิพากษาทั่วไป
นี่เป็นคำถามนะครับ ในฐานะผู้สนใจกฎหมายแต่ฟังแล้วไม่เข้าใจถ่องแท้ ผมเพียงแต่เทียบเคียงเอาว่า เวลาหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร เป็นคนดีเลิศล้ำ หรือเป็นนักการเมืองยี้ หมิ่นก็คือหมิ่น ผิดก็คือผิด จะมีโทษหนักเบาก็อยู่ที่พฤติกรรมของผู้กระทำผิด
3/1.ชราชน
ย้อนกลับมาที่คุณสิทธิศักดิ์กล่าวว่า”จึงไม่แน่ แท้เสมอไปว่า ชราชน ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับการลดโทษ ลงโทษน้อย หรือปล่อยตัวไปเสมอไป”
นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมสงสัยมานาน ไม่ใช่เฉพาะคดี 112 แต่หลายคดี เพราะบางครั้งศาลจะบอกว่าจำเลยเป็นผู้สูงอายุ ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ให้ลดโทษ แต่บางคดีก็บอกว่าจำเลยเป็นไอ้แก่เจ้าเล่ห์ สันดานโจร ลงโทษหนัก หรือบางคดีก็บอกว่าจำเลยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ รับราชการทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองมานาน ให้ลดโทษ แต่บางคดีก็บอกว่าจำเลยเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีฐานะ ผู้มีการศึกษาสูง กลับมากระทำความผิดเช่นนี้ ไม่ลดโทษ
ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าตรงนี้ศาลใช้ดุลพินิจอย่างไรครับ มีหลักเกณฑ์อย่างไร หรือเป็นการใช้ความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาพินิจพิจารณาพฤติกรรมของจำเลย ว่าเป็น “ตาแก่น่าสงสาร” หรือเป็น “ไอ้แก่เจนโลก” ถ้าเป็นประการหลังจะระมัดระวังไม่ให้กระแสสังคมเข้ามามีอิทธิพลให้เกิดความ โน้มเอียงอย่างไร
3.2.กระทงหลงทาง
ตั้งหัวเบาๆ เรื่องน่าเอามาแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับคดีนี้ที่อากงโดนเข้าไป 4 กระทง จากการส่ง SMS 4 ข้อความ
ผมเข้าใจดีครับว่ากรณีอย่างนี้ 4 ครั้งศาลต้องแยกเป็น 4 กระทง แต่เทคโนโลยีใหม่อีกนั่นแหละมันทำให้เกิดปุจฉาว่า เอ๊ะ ถ้าเราเอาไปเทียบกับคนที่ขึ้นปราศรัยทั้งคืน สมมติตั้งแต่ 2 ทุ่มยันเที่ยงคืน กล่าววาจาดูหมิ่นจาบจ้วงอาฆาตมาดร้ายซะช่ำปอด เสียงแหบเสียงแห้งแล้วค่อยลงจากเวที มารับโทษกระทงเดียว 5 ปี เทียบกับคนส่งข้อความสั้นๆ 4 ครั้ง 4 กระทง 20 ปี แถมมีความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก เราจะถือว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่
เปรียบง่ายๆ กับคดีลักทรัพย์ ก็เหมือนคนลักปลาทู 4 ตัว 4 ครั้ง 4 กระทง แต่โจรขโมยเพชรเม็ดเบ้อเร่อ กระทงเดียว
แน่นอนตามหลักกฎหมายถือว่าขโมยปลาทูตัวเดียวกับขโมยเพชรก็มีความผิด เท่ากัน แต่เท่าที่สังเกต เวลาศาลท่านลงโทษ ขโมยปลาทูท่านก็ลงเบากว่า ขโมยเพชรลงหนักกว่า
กรณีนี้ที่ยกมาเพราะปัญหาเทคโนโลยีใหม่มันจะไม่ใช่แค่คดี 112 สิครับ คดีหมิ่นบุคคลธรรมดา ก็อาจจะตีความเช่นนั้นได้ด้วย แถมถ้าพ่วงเฟซบุค ที่ไอซีทีบอกว่าแค่กด like ก็ผิด like 4 ครั้ง 4 กระทง โดยไม่ได้เอ่ยวาจาซักคำเดียว เทียบกับคนที่ด่าทั้งคืน
ประเด็นนี้ผมก็หาคำตอบไม่เจอนะครับ ต้องฝากท่านโฆษกศาลไปหารือว่าจะปรับใช้กฎหมายกันอย่างไรกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
4.ปฏิกิริยานานาชาติ
ประเด็นที่ว่า “ศาลไทยไม่มีมาตรฐานสากล ควรรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล” ถ้าถือว่านี่เป็นคำชี้แจงของโฆษกศาลยุติธรรมต่อปฏิกิริยาจากนานาชาติ ผมเห็นว่าไม่ตรงประเด็นเลย
ผมมองว่าการที่ UN EU หรือ US แสดงปฏิกิริยาต่อคดีอากง น่าจะเป็นเพราะ ข้อแรก เขาก็มองเหมือนๆ คนไทยจำนวนหนึ่งมองนั่นแหละว่า ไม่สามารถพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย นอกจากนี้ในแง่สิทธิมนุษยชนเขาอาจมองเรื่องการพิจารณาคดี ที่คดี 112 ใช้การพิจารณาลับ แปลว่าสาธารณชนไม่สามารถติดตามตรวจสอบได้ การใช้ถ้อยคำอย่างไรที่เรียกว่าหมิ่น ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ สาธารณชนไม่สามารถตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของศาล ว่าคำๆ นั้น ประโยคนั้นๆ มันหมิ่นจริงหรือเปล่า
ข้อสอง เขามองว่าโทษหนักเกินไป ไม่สมควรแก่เหตุ ข้อสาม ทัศนะเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์และความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ของเขาแตกต่างจากเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันยาว โดยยังเกี่ยวพันกับคดี โจ กอร์ดอน ผู้ถือสัญชาติสหรัฐ (พูดง่ายๆว่า โจ กอร์ดอน แปลหนังสือที่วางขายอย่างเปิดเผยในสหรัฐ แต่กลับมาผิด 112 ในเมืองไทย โดยไม่ยักมีใครไปเอาเรื่องคนเขียน)
ในประเด็นเรื่องโทษ ก่อนที่จะโต้เขา เราควรทำความเข้าใจก่อนว่า ฝรั่งมันมองอย่างไร ผมคิดว่าฝรั่งมันคงมองคล้ายๆ กับที่มองรัฐอิสลามตัดสินลงโทษประหารหญิงมีชู้ด้วยการปาก้อนหินจนตาย นี่ผมไม่ได้ว่าศาลไทยตัดสินเหมือนรัฐอิสลามนะครับ แต่ผมบอกว่าฝรั่งมันคงมองคล้ายๆ อย่างนั้น ฉะนั้นต้องคิดว่าจะไปชี้แจงเขาอย่างไร
การชี้แจงแบบว่า อย่าวิจารณ์โดยไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณี หรือคนทุกชาติต่างรักหวงแหนในแผ่นดินเกิดของตนเอง เคารพและศรัทธาในศาสดาที่เป็นผู้นำทางศาสนาของตนเอง ฯลฯ ควรคิดย้อนไปว่า แล้วตัวเราล่ะ เวลาเห็นรัฐอิสลามลงโทษแบบนั้นแล้วรู้สึกอย่างไร หรือเวลาเราประณามพวกตาลีบันระเบิดพระพุทธรูปโบราณ ตาลีบันก็อ้างว่านั่นเป็นหลักศาสนาของเขา
ที่พูดเช่นนี้ผมไม่ได้ตำหนิศาสนาอิสลาม แต่ตำหนิพวกตีความแบบ fundamental ผมเชื่อว่าศาสนาทุกศาสนามีหลักคำสอนสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน อะไรที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย สามารถปรับได้ เช่นเดียวกับความเคารพสักการะต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งดำรงอยู่ด้วยทศพิธราชธรรม ไม่ใช่ด้วยการลงโทษอย่างรุนแรงเกินเหตุต่อผู้ไม่เคารพ
ที่จริงผมคิดว่าศาลยุติธรรมไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีปกป้อง ม.112 เพราะเป็นเรื่องของอำนาจนิติบัญญัติถ้าจะแก้ไข ในประเด็นอัตราโทษศาลสามารถชี้แจงต่อนานาชาติได้ว่า ก็กฎหมายกำหนดมาอย่างนี้ ให้ลงโทษขั้นต่ำ 3 ปี แต่ถ้ารัฐสภาแก้ไขศาลก็พร้อมนำมาบังคับใช้ อันนี้ภาษานักการเมืองเขาเรียกว่า “โบ้ย” ท่านน่าจะ “โบ้ย” มากกว่าออกมาแสดงทัศนะปกป้อง ม.112 ซึ่งทำให้เกิดความกังขาว่า ถ้าผู้พิพากษามีทัศนะเช่นนี้ จะมีผลต่อการบังคับใช้ ม.112 หรือไม่
ในประเด็นทัศนะเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือทัศนะต่อการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ นานาชาติแตกต่างจากเรา แม้แต่สหภาพยุโรป ซึ่งก็มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้ รัฐธรรมนูญ อยู่หลายประเทศ และมีความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ต่อองค์ประมุขเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์สเปนวาดการ์ตูนล้อเจ้าชาย ศาลตัดสินแค่ปรับ คนเนเธอร์แลนด์ด่าพระราชินี ศาลตัดสินแค่ปรับ นี่ผมไม่ได้บอกให้ทำอย่างเขา เพราะของเรา 112 มีโทษขั้นต่ำ 3 ปี อย่างปราณีศาลก็ลดโทษได้เหลือปีครึ่ง เพียงแต่ผมจะบอกว่า เวลาชี้แจงเขา เราก็ควรศึกษาระบอบและทัศนคติของเขาด้วย
อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เคยเขียนเรื่องกรณีหมิ่นประมาทกษัตริย์สเปน นายมอนดรากอน โฆษกกลุ่มชาตินิยมบาสก์ ถูกศาลสเปนตัดสินจำคุก 1 ปี จากการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง นายมอนดรากอนร้องศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ซึ่งมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้เอง ให้ศาลสเปนชดใช้ให้นายมอนดรากอน โดยมีคำวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า
“ศาลฯยอมรับว่าคำพูดของนาย Otegi Mondragon มีลักษณะยั่วยุและดูหมิ่น แต่การถกเถียงทางการเมืองและการอภิปรายสาธารณะ ท่ามกลางบรรยากาศดุเดือดเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ที่ผู้พูดจะหลุดคำพูดลักษณะยั่วยุจึงเป็นเรื่องที่ต้องอดทนยอม รับและลดความเข้มข้นในการพิจารณาว่าหมิ่นประมาทหรือไม่ลง และคำพูดของนาย Otegi Mondragon เป็นการกล่าวถึงกษัตริย์ในฐานะสถาบัน และศาลฯเห็นว่าไม่ได้ประทุษร้ายหรือแสดงการเกลียดชังหรือยั่วยุให้ใช้ความ รุนแรง
ศาลฯยังพบอีกว่าบทบัญญัติมาตรา ๔๙๐ วรรคสามของประมวลกฎหมายอาญาที่ศาลภายในของรัฐสเปนนำมาใช้ตัดสินลงโทษนาย Otegi Mondragon นั้นเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษและแตกต่างจากกฎหมายกำหนดความผิดฐานหมิ่น ประมาทบุคคลทั่วไป ความข้อนี้ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปดังที่ ศาลฯเคยวินิจฉัยไปแล้วในคดีก่อนๆ ว่า การกำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศและหมิ่นประมาท ประธานาธิบดีให้แตกต่างจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปนั้นไม่ชอบ แม้อ้างว่ามีความแตกต่างระหว่างประธานาธิบดีกับกษัตริย์อยู่ แต่แนวคำวินิจฉัยบรรทัดฐานนี้ก็ต้องนำมาใช้ทั้งสิ้นไม่ว่าประเทศนั้นจะมี ประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดีหรือเป็นกษัตริย์ การอ้างว่ากษัตริย์ทรงเป็นกลางทางการเมือง เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติไม่อาจทำให้กษัตริย์หลบ อยู่ภายใต้หลืบเงาเพื่อหลีกหนีการวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ โดยเฉพาะในคดีนี้เป็นการวิจารณ์กษัตริย์ในฐานะสถาบัน วิจารณ์กษัตริย์ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ วิจารณ์กษัตริย์ในฐานะผู้แทนของชาติ และท้าทายถึงความชอบธรรมของโครงสร้างระบบการเมืองการปกครองตามรัฐธรรมนูญของ รัฐ รวมทั้งการวิจารณ์ระบอบราชาธิปไตย”
แน่นอนว่าคดีนี้คนละเรื่องกับคดีอากง แต่ที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็เพื่อให้เห็นทัศนะของศาลยุโรป ก่อนที่ประเทศไทยจะไปตอบโต้เขา
5.พระบารมีไม่ขึ้นกับ 112
ผมแน่ใจว่าคุณสิทธิศักดิ์เขียนบทความเป็นส่วนตัว เพราะข้อ 5 ท่าทีต่อข้อเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 ถ้าเป็นตัวแทนศาลยุติธรรมก็จะไม่แสดงความเห็นต่อตัวบท แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องของรัฐสภา ศาลเป็นเพียงผู้ใช้กฎหมาย
แต่โฆษกศาลยุติธรรมได้แสดงความเห็นชัดเจนว่าไม่ควรยกเลิก และยังเตือนด้วยว่า ถ้ายกเลิกก็อาจถึงขั้น “ซากปรักหักพังของชาติไทย” ซึ่งแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก แต่เห็นว่าควรแก้ไข ก็จำเป็นต้องโต้แย้งแนวคิดเช่นนี้ ที่อาจจะเป็นตัวแทนของผู้พิพากษาจำนวนหนึ่ง ที่มีอำนาจวินิจฉัยลงโทษบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาตรา 112
คุณสิทธิศักดิ์พูดถึงความรักหวงแหนในสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเปรียบเทียบกับความเคารพศรัทธาต่อศาสดาของศาสนา ทำให้งุนงงอยู่เล็กน้อยว่า แล้วเรามีกฎหมายห้ามดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาดมาดร้ายต่อผู้นำศาสนา เป็นพิเศษกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปหรือไม่ ไม่มีนะครับ เรามีแต่มาตรา 206 ที่ห้ามเหยียดหยามวัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพ ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลักการทางศาสนา วิถีปฏิบัติ หรือนักบวช ล้วนทำได้เต็มที่
ฉะนั้นถ้าจะเปรียบเทียบความรักเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กับความเคารพศรัทธาต่อศาสดา ผมก็เห็นว่าน่าจะเปรียบเทียบว่า ล้วนมีที่มาจากความรักเคารพเทิดทูนด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ที่ประชาชนมีต่อทั้งสองสถาบัน โดยมาจากหลักธรรม คำสอน วัตรปฏิบัติ ความเป็นหลักยึดเหนี่ยวสังคมให้มีความรักสามัคคีกัน
ซึ่งความรักเทิดทูนด้วยใจบริสุทธิ์นี้ไม่ได้มาจากการห้ามวิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งห้ามจาบจ้วงดูหมิ่น เพราะด้วยคุณงามความดีที่ดำรงอยู่ ผู้จาบจ้วงดูหมิ่นย่อมแพ้ภัยตัวเอง (ยกตัวอย่างหลายปีก่อน หนังสือพิมพ์มติชนเคยเผลอลงจดหมายที่เขียนมาจาบจ้วงสมเด็จพระสังฆราช มติชนต้องปิดตัวเอง 3 วันแม้ไม่มีกฎหมายลงโทษ) เพียงแต่ที่กฎหมายกำหนดห้ามจาบจ้วงดูหมิ่นเพราะเป็นการล่วงล้ำสิทธิของผู้ ที่เคารพนับถือ ย่ำยีความรู้สึกอันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม
กล่าวในแง่ของรัฐสมัยใหม่ รัฐประชาธิปไตย ที่กฎหมายห้ามดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ยังเป็นการคุ้มครองผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวแล้วข้างต้น เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรของรัฐที่ต้องได้รับความคุ้มครองเพื่อการ ปฏิบัติหน้าที่ประมุข
คำว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐ ธรรมนูญ บางคนอาจไม่พอใจ แต่ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็ต้องใช้คำนี้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงใช้อำนาจแทนปวงชนชาวไทยโดยมีเงื่อนไขต่างๆ กำกับไว้ (ดังที่ในหลวงมีพระราชดำรัสว่า พระองค์ไม่เคยทำตามอำเภอใจ)
พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ หากไม่มีรัฐธรรมนูญ ก็ทรงไม่มีอำนาจใดๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อเกิดรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารสามารถออกประกาศและคำสั่งเป็นกฎหมายได้ โดยไม่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย เพราะมีคำวินิจฉัยศาลฎีการองรับว่ารัฐประหารเป็น “รัฏฐาธิปัตย์”
ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐ ธรรมนูญ กล่าวสำหรับประเทศไทยคือ เรามักไม่สามารถแยกแยะระหว่างบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบนี้ กับพระบารมีของในหลวงของเรา เนื่องจากเราเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมา 79 ปี ในหลวงทรงครองราชย์มา 65 ปี พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายนับไม่ถ้วน มีพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น เป็นที่เคารพรักเทิดทูนของประชาชนอย๋างสูงสุด จนทำให้เราแยกไม่ค่อยออกว่า สิ่งไหนคือพระบารมีเฉพาะพระองค์ สิ่งไหนคือโครงสร้างของระบอบที่ควรจะเป็น
ฉะนั้นถ้าจะแยกแยะกันจริงๆ ก็ต้องเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้ รัฐธรรมนูญ ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ ไม่เหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งเดียวกับรัฐ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ในระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติหน้าที่ประมุขตามที่รัฐธรรมนูญ กำกับ ไม่เหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจโดยไม่จำกัด
แม้รัฐธรรมนูญแทบทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกำหนดว่า พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ หรือล่วงละเมิดมิได้ แต่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยอย่างแถบยุโรปก็ถือว่า สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ทั้งในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และในแง่ของการประพฤติปฏิบัติพระองค์ให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ประมุขของ ชาติ (ซึ่งต้องถูกเรียกร้องสูง)
คุณสิทธิศักดิ์กล่าวตอนหนี่งว่า “การจะติชมวิพากษ์เป็นเสรีภาพที่กระทำได้ ขอเพียงมีจิตเป็นกลาง ไม่มีอคติ และบนฐานคติที่สร้างสรรค์ พึงอย่าได้ใช้สิทธิส่วนตนเกินส่วนจนเกินขอบเขตก้าวล้ำสิทธิเสรีภาพผู้อื่น อย่าได้แสดงความพยาบาทอาฆาตมาดร้าย ประหัตประหารด้วยอาวุธลมปากและความเท็จต่อผู้อื่น โดยอ้างเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุอื่นมาสร้างความชอบธรรมแก่ตนเอง”
ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่โฆษกศาลยุติธรรรมเห็นว่าการติชมวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเสรีภาพที่กระทำได้ แต่พูดกว้างเกินไปจนไม่แน่ใจว่าอะไรคือเสรีภาพ อะไรคือความผิด
ผมจะขอไล่เรียงการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เทียบ เคียงกับต่างประเทศ มาแจกแจงดังนี้ เพื่อให้ช่วยกันคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ
หนึ่ง การใช้คำหยาบจาบจ้วงล่วงเกิน นี่แหงแซะ ถือว่าผิด และจะให้ลงโทษแค่ปรับเหมือนเนเธอร์แลนด์ ผมเชื่อว่าคนไทยก็ยังทำใจไม่ได้
สอง การวิพากษ์วิจารณ์เชิงโครงสร้างของระบอบ เช่น ควรมีองคมนตรีหรือไม่ ควรมี ม.112 หรือแก้ไข หรือยกเลิก ควรจัดวางสถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อย่างไร ฯลฯ อันที่จริงนี่เป็นเรื่องโครงสร้าง ซึ่งต่อให้มี ม.112 เช่นปัจจุบันก็ควรวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ในกระแสปัจจุบันเหมือนจะไม่ยอมให้วิพากษ์วิจารณ์ (คำเตือน ผู้วิพากษ์วิจารณ์มีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ)
สาม การวิพากษ์วิจารณ์ความคิดราชาธิปไตย อันที่จริงก็น่าจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องอันตราย เพราะ ม.112 ใครก็แจ้งความได้
สี่ การตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรี ข้าราชบริพาร หรือผู้ใกล้ชิดสถาบัน (หรืออ้างว่าใกล้ชิด) ที่จริงควรกระทำได้แต่คนไทยไม่ค่อยกล้า มีแต่ในช่วงที่ขัดแย้งทางการเมืองสูง เช่น เสื้อแดงตามบี้องคมนตรีที่ดินเขายายเที่ยง หรือสนธิ ลิ้ม วิพากษ์ท่านผู้หญิงเสื้อแดง
ห้า การแสดงความเห็นต่างจากพระราชดำริ ซึ่งหากแสดงโดยตรงไปตรงมา สุจริต สุภาพ ไม่ประชดประเทียดเสียดสี ก็น่าจะกระทำได้ แต่เราไม่เคยมี เช่นเดียวกับความเห็นแย้งต่อพิธีกรรมถวายความจงรักภักดีต่างๆ อาทิ ส.ส.ฝ่ายค้านไม่เคยโต้แย้งรัฐบาลว่าควรใช้งบประมาณจัดงานพระราชพิธีอย่าง “พอเพียง” (มีแต่โจมตีกันว่าไปยกเลิกงานนั้นงานนี้ทำไม)
หก การวิพากษ์วิจารณ์หรือท้วงติงว่าสถาบันพระมหากษัตริย์แสดงท่าทีที่อาจถูกมอง ว่าไม่เป็นกลางหรืออาจเกินเลยจากอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น สื่ออังกฤษวิจารณ์มูลนิธิของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
เจ็ด การวิพากษ์วิจารณ์การประพฤติปฏิบัติพระองค์ให้เหมาะสมกับเป็นผู้แทนของชาติ เช่น สื่ออังกฤษวิจารณ์เจ้าชายแฮร์รี แต่เป็นการวิจารณ์ด้วยความมุ่งหวังให้ทรงพระเกียรติเป็นที่รักเคารพของ พสกนิกร
หลายๆ ข้อที่ผมยกตัวอย่างมา ยังมีความคลุมเครือค่อนข้างมาก และเป็นอุปสรรคสำหรับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าโดยมีสถาบันพระมหา กษัตริย์ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน เป็นมรดกของชาติ เป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนชั่วกาลนาน
ความคลุมเครือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเพราะมาตรา 112 แต่ยังมีผลจากการบังคับใช้ รวมถึงการวินิจฉัยของศาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพิจารณาลับ ห้ามเผยแพร่ข้อความที่เข้าข่ายหมิ่น และมีคดีน้อยมากที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาจนมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน เพราะอัตราโทษสูง และการที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยมักไม่ได้รับการประกันตัว ตลอดจนการที่เมื่อปล่อยให้คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแม้ต่อผู้ที่ใช้ถ้อยคำจ้วง จาบหยาบช้า พระราชทานอภัยโทษให้แทบทุกกรณี
พูดง่ายๆ ว่าที่ผมตั้งคำถามเหล่านี้ไป ถามว่าอย่างไหนผิดไม่ผิด ถ้าศาลตอบว่าต้องดูเป็นรายๆ เฉพาะกรณีไป คือต้องให้เกิดคดีก่อน “ลองวิพากษ์วิจารณ์ดูเดะ เด๋วรู้” กว่าจะรู้ผู้วิพากษ์วิจารณ์ก็อาจต้องอยู่ในคุกซัก 3-4 ปีเป็นอย่างน้อยกว่าจะได้คำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐาน (แถมดันสู้คดี 3 ศาลไม่ยอมรับสารภาพ ก็อาจถูกมองว่า “ไม่มีจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี”) แล้วใครจะกล้าทำให้ความคลุมเครือนี้ชัดเจนขึ้นได้
ผมก็ไม่อยากเห็น “ฝ่ามือใบตองแห้ง” นะครับ