WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 21, 2011

'ประชาธรรม' แถลง หลังหัวหน้าพรรคถูกสังหาร ยืนยันจะสู้ทางการเมืองต่อไป

ที่มา ประชาไท

พรรคประชาธรรมแถลงการณ์ กรณีตาร์ กีละ หัวหน้าพรรคถูกยิงเสียชีวิต ชี้เป็นอุปสรรคใหญ่ของพรรคการเมืองคนมลายู ยืนยันจะสู้ทางการเมืองตามแนวทางสันติวิธีต่อไป

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2554 พรรคประชาธรรมออกแถลงการณ์ กรณีคนร้ายยิงนายมุคตาร์ กีละ หัวหน้าพรรคเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ว่า เป็นเหตุฆาตกรรมที่อุกอาจ ไม่เพียงทำให้พรรคประชาธรรมสูญเสียหัวหน้าพรรคที่กล้าหาญไปเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ความมุ่งมั่นของชาวมลายูมุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รวมตัวกันจัด ตั้งพรรคการเมืองเป็นครั้งแรกต้องพบกับอุปสรรคที่ท้าทาย

แถลงการณ์ ระบุอีกว่า ไม่ว่าพรรคจะประสบความยากลำบากอย่างไร พรรคก็ยังเชื่อมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตยของสมาชิก เชื่อมั่นในความปรารถนาต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคภายใต้รัฐธรรมนูญของประชาชน ทั้งที่ให้การสนับสนุนพรรคและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยอื่นๆ ว่าจะยืนหยัดการต่อสู้ทางการเมืองตามแนวทางสันติวิธี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภาต่อไป

..........................

แถลงการณ์พรรคประชาธรรม

กรณีการมรณกรรมของนายมุคตาร์ กีละ หัวหน้าพรรค

พรรคขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังครอบครัวและญาติมิตรของท่านหัว หน้า พรรค นายมุคตาร์ กีละ มาในโอกาสนี้ และขอแสดงความเสียใจมายังกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคประชาธรรมทั้งมวล

การฆาตกรรมอย่างอุกอาจต่อหัวหน้าพรรคประชาธรรมเมื่อคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ณ.ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ที่ผ่านมานั้น พรรคเห็นว่าไม่เพียงทำให้ ครอบครัวญาติมิตรของนายมุคตาร์ กีละต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และพรรคประชาธรรมสูญเสียหัวหน้าพรรคที่กล้าหาญไปเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ความมุ่งมั่นของชาวมลายูมุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รวมตัวกันจัด ตั้งพรรคการเมืองที่มีองค์ประกอบของพรรคเป็นประชาชนในพื้นที่ เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา และผ่านการรณรงค์เลือกตั้งเพียงครั้งแรก ต้องพบกับอุปสรรคที่ท้าทายอย่างสำคัญต่อความพยายามให้ประชาชนเข้าสู่กระบวน การมีส่วนร่วมทางการเมืองในวิถี การปกครองแบบประชาธิปไตย

ทำให้ความพยายามที่ให้พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งได้มีบทบาทใน กระบวนการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทาง สันติวิธี ต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงอย่างยากจะหลีกเลี่ยง อันอาจทำให้พรรคต้องประเมินสถานการณ์เพื่อทบทวนบทบาทและกำหนดจังหวะก้าวใน การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองทั้งในระยะสั้นและระยาว

และไม่ว่าพรรคจะประสบความยากลำบากอย่างไรอันสืบเนื่องจากการที่หัวหน้า พรรค ถึงแก่มรณะกรรมด้วยการถูกฆาตกรรมจนเสียชีวิตอย่างไร แต่พรรคยังเชื่อมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตยของเหล่าสมาชิกพรรค เชื่อมั่นในความปรารถนาต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคภายใต้รัฐธรรมนูญของประชาชน ทั้งที่ให้การสนับสนุนพรรคและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยอื่นๆ ว่าจะยืนหยัดการต่อสู้ทางการเมืองตามแนวทางสันติวิธี ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภาต่อไป

พรรคขอขอบคุณบรรดาสมาชิกพรรคและประชาชนที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีฝังศพ ของ ท่านหัวหน้าพรรคนายมุคตาร์ กีละ ทั้งที่ติดต่อไต่ถามทางโทรศัพท์อย่างไม่ขาดสายกับผู้บริหารพรรค เพื่อแสดงความเสียใจห่วงใยต่อมรณะกรรมของหัวหน้าพรรคในครั้งนี้

พรรคขอขอบคุณกำลังใจที่บรรดาสมาชิกของพรรคและประชาชนผู้สนับสนุนพรรคที่ ประกาศเข้าร่วมและให้การสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคต่อไป

.....ด้วยรักและศรัทธา......
พรรคประชาธรรม
วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ที่มา fatonionline.com

8 ปีไฟใต้ จัดงานใหญ่สมัชชาปฏิรูป เน้นกระจายอำนาจ-แก้ปัญหายุติธรรม

ที่มา ประชาไท

ขึ้น 8 ปีไฟใต้ สภาประชาสังคมชายแดนใต้จัดเวทีใหญ่สมัชชาปฏิรูป เน้นกระจายอำอาจ นำเสนอ 4 โมเดลปกครองท้องถิ่นพิเศษ ประเด็นเยียวยาเหยื่อและแก้ปัญหาความยุติธรรม ฟังหมอประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 4 - 5 มกราคม 2555 สภาประชาสังคมชายแดนใต้ จะจัดเวทีสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ ครั้งที่ 1 “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน”ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นการจัดงานร่วมกับข่ายงานชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้ สนับสนุนโดยสำนักงานปฏิรูป (สปร.) เพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม

นายประสิทธิ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้ เปิดเผยว่า เวทีนี้จัดขึ้นเพื่อรับฟังข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาค ใต้ เสนอต่อสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สปร. ที่มีนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเวทีนี้เน้น 2 ประเด็นหลัก คือ การกระจายอำนาจและกระบวนการยุติธรรม

นายประสิทธิ เปิดเผยด้วยว่า การจัดเวทีสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ครั้งนี้ ได้ออกแบบให้มีสัดส่วนตัวแทนจากทุกพื้นที่ หลากกลุ่มอาชีพและศาสนาได้เข้าร่วมเวทีให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมได้อย่างหลากหลาย

นายประสิทธิ เปิดเผยว่า สำหรับประเด็นการกระจายอำนาจ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี ตัวแทนสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้ นำเสนอรูปแบบทางเลือกการปกครองท้องถิ่นพิเศษสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 รูปแบบ(โมเดล) ที่ได้รับการศึกษาวิจัยมาแล้วต่อเวทีสมัชชา เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม เพื่อให้เกิดความต้องการที่ชัดเจนในพื้นที่

นอกจากนี้ เวทีสมัชชาครั้งนี้ ยังเน้นประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

สำหรับกำหนดการ หลักๆ ในวันที่ 4 มกราคม 2555 ได้แก่ เวลา 10.40 น. ปาฐกถาพิเศษ “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ เวลา 11.55 น. นำเสนอผลการช่วยเหลือและเยียวยาของภาคประชาสังคม โดยนางสาวลม้าย มานะการ และนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เวลา 13.45 น. ประกาศข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและข้อ เสนอเชิงนโยบายต่อการใช้กฎหมายพิเศษ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และร่วมอภิปรายโดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี และตัวแทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ดำเนินการอภิปรายและสรุปโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

วันที่ 5 มกราคม 2555 เวลา 9.00 น.ปาฐกถาพิเศษ “สิทธิ เสรีภาพของประชาชนในทัศนะอิสลาม” โดย ดร.อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา เวลา 9.55 น. นำเสนอรูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจจังหวัดชายแดนใต้ โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ เวลา 10.25 น. การอภิปราย “ทางเลือกการกระจายอำนาจในรูปแบบพิเศษจังหวัดชายแดนใต้: มุมมองที่หลากหลาย” ผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ นายพงศ์พโยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสวิง ตันอุด ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการทางสังคม ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ นายกสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้ พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ตัวแทนภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ดำเนินการอภิปรายโดยอาจารย์ฮาฟิส สาและ

กำหนดการ

เวทีสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ ครั้งที่ 1 “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน”
4 - 5 มกราคม 2555
ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

จัดโดย สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ร่วมขับเคลื่อนโดย ข่ายงานชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมจังหวัดชายแดนใต้ สนับสนุนโดย สำนักงานปฏิรูป (สปร.)

4 มกราคม 2555

9.00 – 10.00 น. ลงทะเบียน

10.00 – 10.15 น. โหมโรง

10.15 – 10.30 น. รำลึก 8 ปีไฟใต้

10.30 – 10.40 น. กล่าวรายงานโดย นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

10.40 – 11.10 น. เปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

11.10 – 11.40 น. สะท้อนความรู้สึกจากผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ

โดยคุณแยน๊ะ สะแลแม และ คุณสม โกไศยกานนท์

11.40 – 11.55 น. การแสดงอนาชีด

11.55 – 12.15 น. นำเสนอผลการช่วยเหลือและเยียวยาของภาคประชาสังคม

โดย คุณลม้าย มานะการ และคุณอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ

12.15 – 13.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน และละหมาด

13.30 – 13.45 น. การแสดงอนาชีด

13.45 – 14.15 น. ประกาศข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการใช้กฎหมายพิเศษ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

จากสภาประชาสังคมชายแดนใต้

14.15 – 16.00 น. มุมมองข้อคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่วมอภิปรายโดย

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

อนุกูล อาแวปูเตะ ศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี

ตัวแทนจาก กอ.รมน. พร้อมแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมประชุม

ดำเนินการอภิปรายและสรุปโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

5 มกราคม 2555

9.00 – 9.30 น. ปาฐกถาพิเศษ “สิทธิ เสรีภาพของประชาชนในทัศนะอิสลาม”

โดย ดร.อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา

9.30 – 9.45 น. การแสดงอนาชีด กอมปัง

9.45 – 9.55 น. ฉายวีดีทัศน์ “ทำไมต้องกระจายอำนาจ”

9.55 – 10.25 น. นำเสนอรูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจจังหวัดชายแดนใต้

โดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี

10.25 – 11.55 น. การอภิปราย“ทางเลือกการกระจายอำนาจในรูปแบบพิเศษจังหวัดชายแดนใต้:

มุมมองที่หลากหลาย”

ผู้ร่วมอภิปราย:

นายพงศ์พโยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย

นายสวิง ตันอุด ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการทางสังคม

ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ นายกสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้

พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ภาคประชาสังคมชายแดนใต้

ดำเนินการอภิปรายโดย อาจารย์ฮาฟิส สาและ

11.55 – 12.15 น. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม

12.15 – 12.30 น. ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

12.30 น. กล่าวปิดงานโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

ประธานกรรมการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้บริโภคเตือน ตั้งสติ ก่อนแก้ กม.ทรัพย์สินปัญญาเอาใจสหรัฐฯ

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายผู้บริโภคจับมือเครือข่ายผู้ป่วย เตือนสติ รัฐมนตรี ‘ลูกยอด’ แนะต้องแก้กฎหมายเพื่อการเข้าถึงความรู้ และเพื่อการเข้าถึงยาของคนไทยเสียก่อน

20 ธ.ค.54 จากการที่ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ กำลังเร่งผลักดันการยกร่างและแก้กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อย่างเร่งด่วน จำนวน 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการบันทึกภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์, พ.ร .บ.ลิขสิทธิ์ และกฎหมายเอาผิดกับผู้ให้เช่าสถานที่ เจ้าของอาคาร และเจ้าของศูนย์การค้า ที่ให้ผู้เช่าสถานที่นำพื้นที่เช่าไปค้าขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการผลักดันให้ไทยหลุดพ้นจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็น พิเศษ (PWL)

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับท่าทีที่รุกลี้รุกลนในการเอาใจสหรัฐฯ เพื่อให้ปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) โดยไม่ศึกษา ข้อมูลเลยว่า รัฐบาลที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้เสียค่าโง่ไปไม่น้อยกับการเอาใจสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซึ่งการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนในชาติมากกว่า

“ประเทศไทยติดในบัญชี PWL มา 5 ปี แต่มีงานศึกษาชี้ชัดว่า ไม่ส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเลย ขณะที่งานวิจัยของเครือข่ายการเข้าถึงความ รู้ (A2K Network) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2553 ซึ่งมูลนิธิฯร่วมวิจัยด้วยพบว่า เนื้อหาของกฎหมายลิขสิทธิ์ใน 34 ประเทศทั่วโลก พบว่า หลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยไม่เคยใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการทำให้นักเรียน นักศึกษา หรือเยาวชนทั่วไปได้เข้าถึงข้อมูล ความรู้ซึ่งมีอยู่ในงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งหลายเลย ขณะที่ในกรณีของประเทศไทยแย่กว่า ได้แค่เกรด C เมื่อดูกฎหมายลิขสิทธิ์สามารถรักษาสมดุลระหว่างการรักษาผล ประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์และการเข้าถึงข้อมูลความรู้โดยผู้บริโภคได้ดี ที่สุด พูดง่ายๆคือ รั้งอันดับที่ 30 (อันดับที่ 5 จากท้าย) ในขณะที่เพื่อนบ้านของเรา ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้อันดับ 5 13 19 และ 20 ตามลำดับ หากจะมีการแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วน ควรแก้เพื่อสร้างความสมดุลเรื่องนี้ด้วยไม่ใช่เพื่อเอาใจสหรัฐอย่างเดียวฯ”

ทางด้านนายอนันต์ เมืองมูลไชย สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ และรองประธานมูลนิธิเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้ป่วยและภาคประชาสังคมพยายามหารือกับกรมทรัพย์สินทาง ปัญญามาโดยตลอดให้เร่งแก้ปัญหาคำขอรับสิทธิบัตรในลักษณะไม่มีที่สิ้นสุด (evergreening) ที่มีมากถึงร้อยละ96 ของคำขอรับสิทธิบัตรในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งหากไม่มี กลไกพิจารณาที่ดีและรัดกุมพอ ประเทศไทยจะเผชิญกับการผูกขาดของอุตสาหกรรมยาข้ามชาติที่หนักหน่วงที่สุด

“เราพยายามขอให้ทางกรมฯรับคู่มือที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นไปปฏิบัติเพื่อ ป้องกันสิทธิบัตรที่ไม่มีที่สิ้นสุด, ในการแก้ พ.ร.บ.จะต้องขยายเวลาการคัดค้านไปเป็น 1 ปีจาก 90 วันแทนกฎหมายเดิม, ต้องมี ตัวแทน อย. หรือ สปสช.เข้าไปอยู่ในคณะอนุกรรมการเคมี ในคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อช่วยพิจารณาการให้สิทธิบัตร,ต้องไม่นำคนที่มีผล ประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเป็นคณะกรรมการสิทธิบัตร และที่สำคัญคือ การพัฒนาฐาน ข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อให้สามารถสืบค้นได้ง่าย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการ ตอบรับใดๆเลย กลับมาเจอข่าวว่ารัฐมนตรีช่วยจะแก้กฎหมายเพื่อเอาใจสหรัฐฯ แต่ไม่ยอมเร่งแก้กฎหมาย-กฎระเบียบและกลไกต่างๆเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาให้กับ ประชาชน ซึ่งรับไม่ได้มากๆ”

ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวเพิ่มว่า ขณะนี้มีงานวิชาการยืนยันชัดเจนถึงปัญหาของสิทธิบัตรที่ไม่มีที่สิ้นสุด กรมทรัพย์สินฯต้องตอบให้ได้ว่า คู่มือที่กำลังจะประกาศใช้จะแก้ปัญหา evergreening เช่นนี้อย่างไร มีประสิทธิภาพแค่ไหนโดยเฉพาะคำขอเรื่องการใช้และข้อบ่งใช้ที่ 2, สูตรตำรับและส่วนประกอบ, ตำรับยาสูตรผสม และขนาด/ปริมาณการใช้ หากทางกรมฯให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ หรือยังยืนยันจะปล่อยให้เป็นวินิจฉัยของผู้ตรวจสอบเช่นที่ผ่านมา เราคงต้องขอหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นการเร่งด่วน”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยสิทธิบัตรยาที่จัดเป็นสิทธิบัตรไม่มีที่สิ้นสุด ในประเทศไทยและการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น คณะผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ทางยา ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2543-2553 จำนวน 2,034 ฉบับ พบว่า มีคำขอรับสิทธิบัตร ร้อยละ 96 ที่มีลักษณะอยู่ในเงื่อนไขที่เป็นevergreening patent โดยพบว่าปัญหาส่วนใหญ่คือ คำขอรับสิทธิบัตร "ข้อบ่งใช้/การใช้" ร้อยละ 73.7 สูตรตำรับและส่วนประกอบ ร้อยละ 36.4 และ Markush Claimร้อยละ 34.7 ซึ่งทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขได้ทำหนังสือถึงกรม ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อนำเสนอผลการวิจัยในฐานะที่เป็นองค์กรร่วมสนับสนุน การวิจัย และมีข้อเสนอแนะให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรจะพิจารณาคู่มือที่คณะผู้วิจัย พัฒนาขึ้นนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรซึ่งกรมฯกำลัง ดำเนินการพัฒนาระบบอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการพัฒนาแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตรให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่ง ชาติ

อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม: ความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง สมองและพันธุกรรม

ที่มา ประชาไท

แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะพบว่าการทำงานในส่วนที่ต่างกันของสมองมีผลต่อ ทัศนคติทางการเมืองว่าจะเอียงไปในทางอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยม แต่นักวิจัยก็เตือนว่าผลอาจเป็นไปในทางย้อนกลับคือการมีทัศนคติทางการเมือง ไปกระตุ้นการทำงานของสมอง ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มีผลไม่แพ้เรื่องสภาพแวดล้อม สมอง และพันธุกรรม

18 ธ.ค. 2011 - เว็บไซต์ Livescience รายงานว่า ผลสำรวจล่าสุดจากนักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาพบว่าปัจจัยด้านสมองมีส่วนต่อทัศนคติทางการเมืองของคนที่เป็นเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยม รวมถึงการเลือกสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเดโมแครทและริพับลิกันในสหรัฐฯ ด้วย

"จากการพิสูจน์แสดงให้เห้นแนวโน้มว่า ส่วนการทำงานของสมองมีความเกี่ยวข้องเชิงชีววิทยาต่อทัศนคติทางการเมือง" ดาเรน ชรีเบอร์ ศาตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว

ทีมนักวิจัยบอกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองได้นอกเหนือไปจากส่วนการทำงานของสมองที่มากหรือน้อยแตกต่างกัน เช่น ปัจจัยด้านประสบการณ์ที่มีส่วนอย่างมากในการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดชีวิต หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผ่านฤดูกาลเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว

ขณะเดียวกันก็มีบางคนที่มีทัศนคติทางการเมืองแบบตายตัว การแบ่งขั้วเช่นนี้อาจเป็นการเน้นย้ำถึงความแตกต่างในเชิงชีววิทยาที่มีผลต่อการมองโลก ซึ่งเหตุการณ์และประสบการณ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

"โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีความคิดแบบกลางๆ จะสามารถเปลี่ยนข้างไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งได้ แต่ผมไม่เคยเห็นฝ่ายซ้ายสุดขั้วคนไหนกลายเป็นฝ่ายขวา" มาร์โก เอียโคโบนี ศจ. ด้านจิตเวชและชีวพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว

ทัศนคติทางการเมืองเชิงปริมาณ

จากผลสำรวจของ Gallup แสดงให้เห็นว่าจำนวนตัวเลขร้อยละของผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นเสรีนิยม, เป็นกลาง หรือเป็นอนุรักษ์นิยม ยังค่อนข้างคงที่อยู่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

โดยกลุ่มประชากรชาวเสรีนิยมยังคงอยู่ที่ร้อยละ 20 กลุ่มที่เป็นกลางร้อยละ 37 ส่วนกลุ่มอนุรักษ์นิยมค่อยเพิ่มขึ้นเป็นราวร้อยละ 40 ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990s เป็นต้นมา

หากพิจารณาในกลุ่มที่สุดขั้วแล้ว ผู้ที่บอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายซ้ายหัวแข็งผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครทมีอยู่ร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับกลุ่มฝ่ายขวาหัวแข็งผู้สนับสนุนพรรคริพับลิกันซึ่งมีอยู่ร้อยละ 21

สมองของคุณสีน้ำเงินหรือแดง

นักวิจัยมีข้อสงสัยมานานแล้วว่า คนเราบางคนจะเกิดมาพร้อมกับระบบทางชีวภาพที่ทำให้มีแนวคิดแบบฝ่ายซ้ายสุดขั้วหรือฝ่ายขวาสุดขั้ว โดยไม่อาจเลือกได้จริงหรือไม่ ชรีเบอร์กล่าวว่า มีงานวิจัยศึกษาสมองของผู้ที่บอกว่าตัวเองเป็นเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมอยู่หลายชิ้นซึ่งก้มักให้ผลคล้ายกัน

ผลที่คล้ายกันสองอย่างแรกคือการที่สมองของนักเสรีนิยมจะมีการทำงานในส่วนของสมองที่เรียกว่าอินซูล่า (insula) และสมองส่วนซินกูเลท คอร์เท็กซ์ส่วนหน้า (anterior cingulate cortex) มากกว่า โดยสมองส่วนอินซูล่าใช้จัดการกับความขัดแย้งของกระบวนการคิด ขณะที่ซินกูเลท คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าช่วยในการประมวลผลข้อมูลที่มีความขัดแย้ง

ขณะที่กลุ่มนักอนุรักษนิยมจะมีการทำงานในส่วนของอมิกดาลา (Amygdala) หรือที่รู้จักกันดีว่า "ศูนย์รับความกลัว" "หากคุณเห็นงูหรือรูปภาพของงู ส่วนของอมิกดาลาจะทำงาน มันเป็นเครื่องตรวจวัดภยันตราย" เอียโคโบนีกล่าว

การวิจัยของอังกฤษเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็สนับสนุนการศึกษาในอดีตโดยวัดจากภาพโครงสร้างของสมอง ซึ่งเปิดเผยว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ชาวอนุรักษ์นิยมจะมีขนาดสมองส่วนอมิกดาลาใหญ่กว่า ซึ่งบ่งบอกถึงการใช้งานจากระบบประสาทในส่วนนี้มากกว่า ขณะที่ชาวเสรีนิยมจะมีส่วนซินกูเลท คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าใหญ่กว่า

เมื่อพิจารณางานวิจัยเหล่านี้ร่วมกันแล้ว ทำให้ประเมินได้ว่าชาวเสรีนิยมสามารถทนต่อสภาวะไม่มั่นคงได้ง่ายกว่า ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบนโยบายแบบเทาๆ ในสหรัฐฯ กลุ่มคนเหล่านี้มักจะเป็นพวกสนับสนุนให้มีทางเลือกในการทำแท็ง (pro-choice) และมีความโอนอ่อนต่อผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย

ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็มีแนวคิดในการมองแบบคู่ตรงข้ามระหว่างสิ่งที่เป็นอันตรายกับสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย และจุดยืนพื้นฐานเช่นนี้ก็ขยายไปสู่จุดยืนทางการเมืองเช่น การเป็นฝ่ายต่อต้านการทำแท็ง สนับสนุนให้เด็กเกิดมา (pro-life) และมีความเข้มงวดต่อกรณีผู้อพยพมากกว่า

อย่างไรก็ตามชรีเบอร์เตือนว่า การเน้นย้ำทัศนคติทางการเมืองชนิดใดชนิดหนึ่งอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมองได้ แทนที่สมองจะเป็นฝ่ายกำหนดทัศนคติ

ชรีเบอร์คิดว่า มันง่ายเกินไปกับการโยงเรื่องทัศนคติทางการเมืองกับรูปแบบและการทำงานของสมอง และมันยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์แนวคิดที่ว่าคนเราจะยึดติดกับแนวคิดทางการเมืองอย่างตายตัว

การเมืองที่สืบทอดผ่านพันธุกรรม

มีงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมหลายชิ้นที่บ่งบอกว่าทัศนคติทางการเมืองถูกสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์มากกว่าสร้างมาโดยกำเนิด

ชรีเบอร์เปิดเผยว่า เมื่อนำงานวิจัยจากหลายประเทศมาพิจารณาเชื่อมโยงกันแล้ว พบว่าตัวอย่างร้อยละ 40 มีการถ่ายทอดเรื่องแนวคิดทางการเมืองผ่านทางพันธุกรรม หมายความว่า พ่อและแม่ต่างก็ถ่ายทอดยีนส์มาสู่ลูกได้

แม้ว่าตัวเลขร้อยละ 40 จะถือว่ามีนัยสำคัญ แต่ก็ยังมีอีกมากกว่าครึ่งที่แนวคิดทางการเมืองมาจากอิทธิพลของการใช้ชีวิต และไม่ได้มาจากลักษณะฌแพาะตัวของคนๆ นั้น เช่นความสูงและสีตา

ชรีเบอร์กล่าวสรุปว่า อัตลักษณ์ทางการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

การเมืองตั้งแต่ในครรภ์

งานศึกษาเหล่านี้พิสูจน์ได้อย่างมากว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมือง มีการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับเหล่าสัตว์ตระกูลไพรเมท (สัตว์จำพวกลิง) ที่เป็นญาติใกล้เคียงกับมนุษย์พบว่า สิ่งที่เป็นพลังเบื้องหลังวิวัฒนาการทางสมองของพวกเรา คือการขัดเกลาทางสังคม

ลิงส่วนใหญ่อยู่กันเป็นกลุ่มทางสังคม มีการร่วมเป็นพันธมิตรและแตกแยกกันผ่านทางพฤติดรรมที่ซับซ้อนจำพวกการเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นและการหลอกลวง

"หลักฐานชี้ว่าสาเหตุที่พวกเรามีสมองอย่างมนุษย์ในทุกวันนี้ก้เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองพวกนี้" ชรีเบอร์กล่าว "และเมื่อเรามีกลุ่มทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น พวกเราก็ต้องการมวลสมองมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงการรวมกลุ่ม"

การรวมกลุ่มที่ว่านี้หมายรวมถึงพรรคการเมืองใหญ่ด้วย ความภักดีต่อพรรคการเมืองใดหรือการไม่เลือกพรรคใดเลยก็ตาม เป็นสิ่งที่แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

เมื่อเดือนที่แล้ว Gallup ได้ทำการสำรวจโพลล์พบว่ากลุ่มประชากรที่เรียกตัวเองกว่าเป็นเด โมแครท, ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และริพับลิกันมีอยู่ร้อยละ 36, 35 และ 27 ตามลำดับ เมือย้อนกลับไปในเดือน ส.ค. ตัวเลขผลสำรวจกลับเป็นร้อยละ 28, 44 และ 26 ตามลำดับ

การไหลเวียนของจำนวนตัวเลขนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ โดยเฉพาะเมื่อเวลานานไปตำแหน่งของพรรคการเมืองและความนิยมของสมาชิกสำคัญในพรรคนั้นๆ ก็เสื่อมลงไปด้วย "การเมืองนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา" ชรีเบอร์กล่าว

ที่มา

Life's Extremes: Democrat vs. Republican, 18-12-2011, Adam Hadhazy, Livescience
http://www.livescience.com/17534-life-extremes-democrat-republican.html

พม่าส่งข้าราชการพลเรือนกลับเข้าทำงานในพื้นที่กองกำลังเมืองลา

ที่มา ประชาไท

มีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทางการพม่าได้จัดส่งข้าราชการพลเรือนจากหลายหน่วยงานกลับเข้าไปประจำในเขตพื้นที่ครอบครองกองกำลังเมืองลา NDAA เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม ตามที่สองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า ข้าราชการพม่าที่ถูกส่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ครอบครองของ NDAA ครั้ง นี้ มาจาก 3 หน่วยงาน ส่งเข้าไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา ประกอบด้วย ข้าราชการครู จำนวน 26 คน ข้าราชการสาธารณสุข 19 คน และฝ่ายการสื่อสาร 4 คน ทั้งหมดจะประจำเฉพาะในพื้นที่เมืองลา ส่วนในพื้นที่อื่นของ NDAA เช่นเมืองสือลือ และเมืองน้ำปาน จะมีข้าราชการส่งเข้าไปอีกหลังจากนี้

แหล่งข่าวเผยว่า ก่อนหน้าข้าราชการพลเรือนชุดแรกจะถูกส่งเข้าไปประจำในเมืองลา ทางการพม่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานเข้าไปก่อนแล้ว 1 คน

การส่งข้าราชการพลเรือนกลับเข้าไปประจำพื้นที่กองกำลังเมืองลา NDAA ของทางการพม่า เป็นไปตามข้อตกลงของสองฝ่ายเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนนั้นในพื้นที่ NDAA มีข้าราชการพลเรือนพม่าประจำอยู่ 10 หน่วยงาน ได้แก่ ฝ่ายการศึกษา, ฝ่ายสาธารณสุข, ฝ่ายสื่อสาร, ฝ่ายประสานงาน, ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง, ปศุสัตว์, เกษตร, ไปรษณีย์, การกีฬา และการคมนาคม โดยทั้งหมดถูกเรียกกลับหลังเกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกำลังเมืองลา NDAA

อย่างไรก็ตาม หลังความสัมพันธ์สองฝ่ายกลับมาคืนดีและมีการลงนามหยุดยิงกันอีกครั้ง กองกำลังเมืองลา NDAA ได้เสนอให้ทางการพม่าส่งข้าราชการกลับเข้าไปประจำในพื้นที่ของ ตนก่อน 6 หน่วยงาน จากที่เคยมี 10 หน่วยงาน ได้แก่ 1.ฝ่ายการศึกษา 2. สาธารณสุข 3. ปศุสัตว์ 4. ฝ่ายสื่อสาร 5. ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง และ 6. ฝ่ายพัฒนาชายแดน

กองกำลังเมืองลา NDAA เป็นอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์พม่า CPB-Communist Party of Burma เช่นเดียวกับกองกำลังว้า UWSA, กองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA และกองกำลังไทใหญ่ “เหนือ” SSA/SSPP หลังแยกตัวออกจาก CPB ได้ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่าเมื่อปี 2532

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กลางปี 2549 กองกำลัง NDAA ได้ถูกรัฐบาลทหารพม่ากดดันเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน BGF (Border Guard Force) แต่หลังปฏิเสธก็ถูกกำหนดเป็นกลุ่มนอกกฎหมาย ขณะที่กองกำลังไทใหญ่ “เหนือ” SSA/SSPP และกองกำลังคะฉิ่น KIA ถูกกองทัพพม่าใช้กำลังเข้าโจมตีอย่างหนัก

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/


"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 21/12/54 ระเบิดนิวเคลียร์ดับอีกลูก...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



แทนอาลัย อาดูร ผู้สูญเสีย
คนนิวเคลียร์ ผู้ล่วงลับ แล้วดับขันธ์
ทุกข์เศร้าโศก รายล้อม อยู่พร้อมกัน
กรรมใครมัน ตัวชี้วัด ถึงสัจธรรม....


คิมจองอิล คือคนสร้าง ตามทางเขา
เรื่องหนักเบา มีมากล้น จนถลำ
กี่เท่าเทียม ประชาชน ทนรับกรรม
ทุกสิ่งทำ รวบเบ็ดเสร็จ เผด็จการ....


ชีวิตยาม สิ้นลม ไม่จมหาย
คนมากมาย ยังสืบสาว เพื่อกล่าวขาน
เหตุและผล ที่โจษจัน จากวันวาน
คือตำนาน หลงยุค เติมทุกข์ตรม....


ชีวิตเกิด ดับไป อาลัยอยู่
ล้วนมีผู้ เหยียดหยาม ตามถุยถ่ม
เหมือนพิษร้าย ถูกถอน อ่อนตามลม
ความสุขสม จมหาย เปลี่ยนหลายทาง....


เหลือผู้สืบ ต่ออำนาจ วัดรอยเขา
ตามเป็นเงา หรือร่วมด้วย ช่วยสะสาง
หาศัตรู หรือมวลมิตร คิดอำพราง
ช่างเลือนราง เกินบรรยาย..ขยายความ....


๓ บลา / ๒๑ ธ.ค.๕๔

Tuesday, December 20, 2011

ธงชัย วินิจจะกูล: "เมื่อความจริง(และนิยาย)โดนดำเนินคดีในประเทศไทยยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 ธันวาคม 2554

สำหรับท่านที่รอคอย มาแล้วครับ
คลิปงานเสวนา
"เมื่อความจริง(และนิยาย)โดนดำเนินคดีในประเทศไทยยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน"
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
ดำเนินรายการโดย ภัควดี ไม่มีนามสกุล
วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554 เวลา 15.00-17.00 น.
ที่ร้าน Book Re:public

ตอนที่ 1/4


ตอนที่ 2/4


ตอนที่ 3/4


ตอนที่ 4/4

มติชน: ช็อควงการทีวี สิ้นยุคเจ้าแม่ 7 สี เมื่อ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ลาวิกหมอชิตสิ้นปี!

ที่มา Thai E-News


ข่าวใหญ่ของวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ฉลองเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง ด้วยการปิดตำนาน 30 ปี แห่งเจ้าแแม่ 7 สี "สุรางค์ เปรมปรีดิ์"

ไทยอีนิวส์ ขอ นำเสนอรายละเอียดข่าวจากมติชน

0 0 0

ที่มา มติชน

20 ธันวาคม 2554

วัน ที่ 20 ธันวาคม 2554 นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานกรรมการ บีบีทีวี (บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด) ได้มีหนังสือเรื่อง "แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง" แจ้งออกมาว่า 1.แต่งตั้งนายศรัณย์ วิรุตมวงศ์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555

และ 2.ให้นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ซึ่งจะพ้นวาระดำรงตำแหน่งด้วยเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ส่งมอบงานให้กับนายศรัณย์ วิรุตมวงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2554(ข้อมูลหนังสือแจ้ง จากเพจ "เครือข่ายระวังภัย"ในเฟซบุ้ค)

ซึ่ง มีความหมายว่า สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ต้องยุติบทบาทการบริหารสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 ซึ่งเธอดูแลมายาวนานถึง 30 ปี โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการต่อจากนายชาติเชื้อ กรรณสูต ผู้เป็นพี่ชายเมื่อปี 2541

กระแสการแยกทางกันระหว่างช่อง 7 กับเจ้าแม่ 7 สีที่เรียกอย่างติดปากว่า "คุณแดง" นี้ มีสัญญาณก่อตัวมาพักใหญ่แล้ว เธอเคยเปรยกับผู้ใกล้ชิดว่า อาจจะต้องวางมือจากช่องเจ็ดสี หลังจากที่เธอเคยดูแลมานานหลายสิบปี(ข้อมูลจาก http://www.siamdara.com/hotnews/090424_20317.html)

หลัง เกษียณอายุ "สุรางค์"ได้รับการต่อสัญญาว่าจ้างเป็นแบบปีต่อปี และได้ต่อสัญญามาเรื่อยๆ จนปีนี้ทางช่อง 7 จึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญาให้โดยเพิ่งออกประกาศในวันนี้

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ยังไม่ได้ออกมาแถลงข่าวใดๆ และเมื่อวาน(วันที่ 19 ธันวาคม 2554) ในงานแถลงข่าวกอล์ฟแอลพีจีเอ ที่ทางช่อง 7 เป็นเจ้าภาพจัด ทางผู้สื่อข่าวในเครือ "มติชน" รอจะที่สัมภาษณ์เธอในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่ รายการของ "เวิร์คพอยท์" หลุดผังช่อง7 ยกแผง ตั้งแต่รายการ "ชิงร้อยชิงล้าน", "คนอวดผี" และ "หลานปู่กู้อีจู้" แต่สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ก็ไม่ได้ตอบอะไร

สำหรับ ประวัติการทำงานของ สุรางค์ เปรมปรีดิ์ จากวิกิพีเดีย เธอเริ่มงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยเป็นผู้รับใบอนุญาต และผู้จัดการโรงเรียนเรวดีของมารดา (จนถึงปัจจุบัน) และในปีถัดจากนั้น (พ.ศ. 2511) เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2513 เข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการนิตยสารสตรีสาร จนถึงปี พ.ศ. 2539 จึงลาออก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2524 นางสุรางค์เข้าทำงานในช่อง 7 สี เริ่มที่ตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายรายการของสถานีฯ (จนถึง พ.ศ. 2551) จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 ขึ้นเป็นกรรมการรองผู้จัดการบริษัทฯ อีกตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม .ศ. 2541 นางสุรางค์ต้องขึ้นเป็น กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ (จนถึงปัจจุบัน) แทนนายชาติเชื้อ กรรณสูต พี่ชายที่ล้มป่วยลง ด้วยอาการอัมพาต นอกจากนี้ ยังรักษาการในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายข่าวของสถานีฯ (ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541-ปี พ.ศ. 2545)

และในตอนนี้ เธอถูกจัดลำดับมหาเศรษฐีไทยลำดับ 15 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 17,000 ล้านบาท(จาก www.springnewstv.tv)

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เชิญชวน "ปาร์ตี้เสรีภาพ [ข้าวหม้อ แกงหม้อ ไม่ต้องพอเพียง]"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 ธันวาคม 2554




กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
เชิญชวน โดยไม่ต้องแจกการ์ด

0 0 0

ปาร์ตี้เสรีภาพ
[ข้าวหม้อ แกงหม้อ ไม่ต้องพอเพียง]

อาทิตย์ 25 ธันวาคม 2554
สี่โมงเย็น ถึง สามทุ่ม
อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ
สี่แยกคอกวัว



0 0 0


กินข้าวร่วมมิตร ถือติดมือมา หิ้วใครหิ้วมัน หิ้วกันมากิน ฟังสรุปแนวทางประชาธิปไตย ปีนี้ และปีหน้าโดยนักพูดชื่อก้องฟ้า พบของขวัญ ศิลปะ ละคร บทกวี ดนตรีโดยวงมาตราสามเหงา และมิตรร่วมร้องมากหน้า

0 0 0


สอมถามเพิ่มเติม ....... ลูกตาล 089-5007232 กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

0 0 0

แนวทางศาลสัญญาณไม่ปรองดอง

ที่มา Thai E-News


ที่มา Dr. Sunai FanClub
ภาพประกอบ จิตรา คชเดช
20 ธันวาคม 2554

บทชี้นำ
จาก RED POWER ฉบับที่ 22 ปักษ์แรก ธันวาคม 2554

ใน ขณะที่เสียงออดของสภากดส่งสัญญาณเรียกร้องการปรองดองด้วยการผ่านญัตติการ ปรองดอง แต่เสียงกลองศึกจากศาลก็ยังตีดังตุ่ม ตุ่ม มาก่อนหน้ายาวนานแล้วจากคดีดาตอร์ปิโดและคดีคนเสื้อแดง และยิ่งตีกลองเสียงดังกระชั้นสวนเสียงออดของสภาจากการไม่ให้ประกันตัวนักโทษ การเมืองเสื้อแดงและล่าสุดจากการตัดสินลงโทษ “คดีอากง” นายอำพล ตั้งนพกุล อายุ 61 ปี ตามมาตรา 112 เป็นเวลา 20 ปี

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักโทษการเมือง มาตรา 112 ในฐานะเจ้าของหนังสือพิมพ์ Voice of TAKSIN และ Red Power ยื่นขอประกันตัวระหว่างการพิจารณาซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎบัตรสหประชา ชาติมา 5 ครั้งแล้วก็ได้รับการปฏิเสธจากศาลมาตลอดทุกครั้งด้วยคำสั่งสั้นๆว่า “ไม่อนุญาต”แม้สมยศจะร้องขอให้ศาลเปิดการไต่สวนว่าเขาไม่ได้หลบหนีและมีเหตุ อันควรอนุญาตให้ประกันตัวได้แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต


ล่าสุดศาลจะต้องส่งตัวสมยศไปฟังการสืบพยานโจทก์ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ และศาลจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งใครๆก็รู้ว่าการนั่งรถทัวร์เรือนจำและพักโรงแรมคุกในแต่ละจังหวัดตะลอนๆ ไปนั้นมันทรมานอย่างยิ่ง เพราะรถทัวร์คุกไม่มีแอร์ประกอบกับผู้โดยสารต้องถูกตีตรวนและที่พักต้องยัด ทะนานนอน มันแสนจะทรมาน สมยศจึงขอสละสิทธิ์ที่จะเดินทางไปฟังการเบิกความและยินยอมให้ศาลสืบพยานลับ หลังจำเลย โดยทนายความจำเลยยื่นขอต่อศาลและอัยการก็ไม่คัดค้านแต่ศาลไม่ยินยอม

ทนายความเล่าว่าถ้าเช่นนั้นขอให้ศาลมีหมายเรียกพยานมาเบิกความที่กรุงเทพโดยทนายจำเลยยอมจ่ายค่าพาหนะให้ แต่ศาลก็ไม่ยินยอม

การปรองดองเป็นเรื่องที่โครงสร้างอำนาจรัฐทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากันก่อนที่ประชาชนจะหันหน้าเข้าหากัน

การปรองดองเป็นเรื่องที่ต้องยึดหลักนิติรัฐอย่างเดียวกัน มิใช่วินิจฉัยจากความโกรธแค้นของสีเสื้อที่สำคัญที่สุดคือ

“การ ปรองดองจะต้องเริ่มจากโครงสร้างอำนาจรัฐต้องส่งสัญญาณเมตตาธรรมต่อประชาชน ทุกฝ่ายที่เป็นเหยื่อของวิกฤติการเมือง อันเป็นผลจากการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นไปตามกลไกแห่งระบอบอำนาจของประชาชน”

เสียงกลอง ศึกจากกองทัพยังเริ่มเบาลง แต่เสียงกลองศึกจากศาลยังไม่มีวี่แววว่าจะลดความดังลงเลย แล้วประชาชนจะรับรู้สัญญาณการปรองดองได้อย่างไร

สภาจะกดออดส่งสัญญาณเรียกอย่างไรก็เชื่อว่าประชาชนจะไม่เข้าห้องประชุมสภาเพื่อรับรองญัตติการ ปรองดองอย่างแน่นอน