WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 21, 2011

เสื้อแดงเยียวยาเสื้อแดงหลังติดคุก 18 เดือน - ข้อมูลเผย ยังมีนักโทษคดีการเมืองอีกมากที่รอการช่วยเหลือ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 ธันวาคม 2554

ต่อเนื่องจากกรณีไทยอีนิวส์ได้ลงข่าว "เลี้ยงรับขวัญเสื้อแดงราชบุรีพ้นคุกเมื่อวาน ตัดพ้อรัฐและพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยช่วยเหลือ" เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. โดยได้ทำการตีพิมพ์จดหมายเขียนด้วยลายมือของนายนคร สังข์สุวรรณ นักโทษคดีการเมืองเสื้อแดงคนราชบุรีที่เพิ่งได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้พบกับนายนคร สังสุวรรณ ณ ที่สำนักงาน ตึกอิมพีเรียล ลาดพร้าว อีกครั้ง เพื่อปรับความเข้าใจ และชี้แจงเรื่องต่างๆผ่านทางเว็บไซต์ยูทูปว์

เนื้อหาในคลิปสรุปว่า ทางพรรคเพื่อไทยและตัวแทนของนปช.ได้เข้ามาเยี่ยมและช่วยเหลือเป็นเงิน 2-3 ครั้ง รวมถึงมีโอนเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งอีกด้วย นายนคร ยอมรับว่าเนื้อหาที่เขียนในจดหมายอาจจะบันทึกเรื่องดังกล่าวไม่ครบถ้วนในทาง บัญชี แต่ก็แสดงความเข้าใจต่อคำชี้แจงจากคุณธิดา

นายนคร สังสุวรรณ ได้รับโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน แต่เนื่องจากการเป็นนักโทษชั้นดีจึงได้รับการอภัยโทษหลังจากต้องติดคุกใน เรือนจำกว่า 18 เดือน นายนคร ถูกจับกุมที่บริเวณย่านราชประสงค์ช่วงเหตุการณ์พฤษภา53 จากการสลายการชุมนุมของทหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต กว่า 90 ราย บาดเจ็บกว่า 2000 ราย โดยที่ผู้สั่งการดังกล่าวยังลอยนวลอยู่

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล ได้จัดเลี้ยงรับขวัญนายนคร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้มอบเงินขวัญถุงให้เริ่มต้นชีวิตใหม่จำนวนหนึ่งด้วย

อนึ่ง ยังมีนักโทษคดีการเมืองจากเหตุการณ์ดังกล่าวอีกจำนวนมากที่ยังถูกจับกุมคุมขังอยู่ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม) ในขณะที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ได้ออกรายงานนำเสนอกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์จาก เหตุการณ์ดังกล่าว (อ่านเพิ่มเติม)

อย่างไรก็ดีข้อเสนอดังกล่าวของทางคอป. ไม่ได้รับการตอบสนองด้วยดีจากองค์กรอื่นๆ อาทิเช่นศาล (อ่านเพิ่ม- คอป.ไร้น้ำยาศาลไม่สนปรองดองคุก20ปีอากงSMS ธิดารุดจี้รัฐปลดปล่อย101เหยื่ออยุติธรรมอย่าดีแต่พูด)


ทั้งนี้มีความพยายามจากนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในการที่จะนำคดีการสังหารประชาชนในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.53 เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลโลก (อ่านเพิ่ม)

ท่านสามารถรับชมสารคดีของสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้ที่ ลิงก์-"โลกตลึงDSIแฉผ่านBBCหมดเปลือกปกปิดทหารฆ่าประชาชนปี53 ธาริตใบสั่งโยนผิดเสื้อแดงฆ่ากันเอง"

ชูธง 20-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse


MP3

http://www.mediafire.com/?3jz1w10e955c17k






http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=846

ที่นี่ความจริง 20-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=850

ดร.สุนัย จุลพงศธร@RedPlus 20-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR


รายการ"ตาสว่าง"กับอาจารย์สุนัย จุลพงศธร
ตอน "สถานการณ์คนไทยในยุโรป"

ประจำวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2554

ทาง RedPlus โดย Dj ManURed

mp3

http://www.4shared.com/mp3/pktd0J6T/_Redplus_20-12-2011.html


ขอบคุณน้องเปรมคุง RedPlus ค่ะ
http://redplustv.blogspot.com

http://www.thaivoice.org/board/index.php?

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนออกไป “ต่อสู้กับอเมริกาและองค์กรสหประชาชาติ”

ที่มา ประชาไท

ผมได้อ่านบทความ “ต้องต่อสู้แม้กับอเมริกาและองค์กรสหประชาชาติ" ที่คุณวสิษฐ เดชกุญชร เขียนลงมติชนออนไลน์ ประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2544 และเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนหลายส่วน ทั้งในส่วนของข้อเท็จจริงและประเด็นอื่นๆ ในบทความ จึงขอแลกเปลี่ยนมาเป็นประเด็นเหล่านี้

ประเด็นที่หนึ่ง นางคริสตี้ เคนนีย์ (Kristie Kenney) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและนางสาวราวีนา ชัมดาซานี (Ravina Shamdasani) รักษาการโฆษกข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ไม่ได้แสดงความเห็นในกรณีของนายอำพล ตั้งนพคุณ (หรือที่รู้จักกันว่าอากง) ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ตามที่คุณวสิษฐเขียนไว้ในบทความ

นางคริสตี้ เคนนีย์ให้ความเห็นใน Twitter เกี่ยวกับกรณีการตัดสินคดีของนายโจ กอร์ดอน ซึ่งเป็นพลเมืองสัญชาติไทย-อเมริกา ส่วนนางสาวราวีนาได้พูดถึงปัญหาของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในภาพรวม

การแสดงความคิดเห็นของนางคริสตี้เป็นไปอย่างสั้นๆ ตามข้อจำกัดของ Twitter ที่สามารถพิมพ์ได้แค่ 140 คำ โดยมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษโดยสามารถแปลเป็นภาษาไทยคร่าวๆ ได้ว่า “สถานฑูตอเมริกามีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างสูงสุด แต่รู้สึกเป็นกังวลต่อการตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในด้านเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น” และ “กรณีคดีนายโจ กอร์ดอน สหรัฐฯ จะสนับสนุนเขาต่อไป โดยจะไปเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือ”

ส่วนการแสดงความคิดเห็นของนาวีย์ พิเลย์ (Navi Pillay) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผ่านนางสาวราวีนามีข้อความดังนี้ “บทลงโทษที่ร้ายแรงที่เป็นอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกินกว่าเหตุ (neither neccessary nor proportionate) อีกทั้งเป็นการละเมิดละเมิดพันธกรณีทางด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทย เป็นภาคี เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในระหว่างนี้ ควรมีการกำหนดแนวทางการดำเนินการให้แก่ตำรวจและอัยการ เพื่อยุติการจับกุมและดำเนินคดีบุคคลด้วยกฎหมายดังกล่าวที่มีความคลุมเครือ นอกจากนี้เรายังมีความกังวลต่อการลงโทษที่อย่างเกินกว่าเหตุโดยศาล และการคุมขังผู้ต้องหาซึ่งมีระยะเวลานานต่อเนื่องในช่วงก่อนการไต่สวนคดี ด้วย"

ดังนั้นการที่คุณวสิษฐไม่ได้อ่านความคิดเห็นของนางคริสตี้ใน Twitter และใบแถลงข่าว (press briefing) ของสำนักข้าหลวงเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้เหตุผลของบทความมีความคลาดเคลื่อนไปเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเหมารวมว่าสถานทูตสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งๆ ที่นางคริสตี้เพียงแต่แสดงความเป็นห่วงต่อการตัดสินคดีนายโจ การ์ดอน

ประเด็นที่สอง คุณวสิษฐอ้างถึงหน้าที่ของประชาชนไทยไป พร้อมกับสิทธิ เช่นเดียวกันประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติและเป็นสมาชิกของคณะ มนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) ก็มีหน้าที่ในการเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน สมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนควรที่จะมี “การส่งเสริมและเคารพสิทธิมนุษยชนในระดับที่สูงที่สุด”

ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) โดยมีการพูดถึงสิทธิในการ “ปล่อยตัวชั่วคราว” และ “การไม่คุมขังบุคคลระหว่างพิจารณาคดี” (ตามข้อ 9) และ “สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก” (ตามข้อ 19) ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ประเด็นที่สาม การตื่นตัวเรื่องการนำกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประหัตประหารฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

ข้อกังวลกับการบังคับใช้กฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงกับบุคคลสองท่าน นี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศในหมู่นัก วิชาการ นักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชน

ในการประชุมการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (Universal Periodic Review) โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากรัฐบาลกว่ายี่สิบประเทศ เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและมีสถาบันกษัตริย์อย่างมั่นคงและ ยาวนานอย่าง สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ และสวีเดนต่างก็แสดงความกังวลถึงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นอย่างมากและได้เสนอคำแนะนำต่อประเทศไทยให้ปฏิรูปกฎหมายนี้ให้เป็นไปตาม กติกาสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ฯพณฯ ทจาโก ทีโอ วาน เดน เฮาท์ (Tjaco Theo van den Hout) เอกอัคราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ ก็เคยเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ลงบางกอกโพสต์โดยความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย โดย ฯพณฯ ได้ให้ความเห็นว่าในกรณีประเทศเนเธอร์แลนด์ นักวิชาการทางกฎหมายได้แลกเปลี่ยนว่าการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพจะเป็นผลดีต่อสถาบันหรือไหม โดยในความเห็นของเอกอัครราชทูตฯ การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นในประเทศเนเธอร์แลนด์ “อาจจะมีผลลบที่รุนแรงต่อสถาบันที่กฎหมายนั้นต้องการจะปกป้องเอง”

เช่นเดียวกัน ฯพณฯ มิริท เจล บรัดเทสเต็ด (Merete Fjeld Brattested) เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทยก็เคยให้ความเห็นใน “การประชุมว่าด้วยประสบการณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: กรณีศึกษาในทวีปยุโรปและประเทศญี่ปุ่น” ที่จัดโดยสถาบันยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในปี 2552 ว่าในประเทศนอร์เวย์ประชาชน “ไม่สามารถแจ้งความกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เอง” ซึ่งมีความแตกต่างจากกรณีประเทศไทยโดยสิ้นเชิง คือ ใครจะแจ้งความกับตำรวจต่อกับอีกคนหนึ่งก็ได้

องค์กรหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นในการเป็นห่วงการบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งกสม. ได้มีการตั้งคณะทำงานออกมาศึกษาปัญหากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพได้มีจำนวนสูงขึ้นเป็นจำนวนมากในระดับหลายร้อยคดีในระยะเวลา หลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหารในปี 2549 ตามข้อมูลของ ดร.เดวิด สเตร็คฟัส (David Streckfuss) นักวิชาการทางไทยศึกษาด้านกฎหมายหมิ่น

ประเด็นที่สี่ การที่บุคคลมีความเห็นว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีปัญหาในการละเมิด สิทธิแสดงออกและต้องมีการแก้ไข ไม่สามารถใช้ในการตีความแบบกำปั้นทุบดินว่าบุคคลหรือองค์กรเหล่านั้น “พยายามทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือมีเจตนาเช่นนั้น

แม้แต่บุคคลอย่างอาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์หรืออดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุนที่มีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างสูงอย่างปฏิเสธไม่ ได้ได้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาของตัวบทกฎหมาย โดยกรณีหลังอดีตนายกฯ อานันท์ได้แสดงความเห็นที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าเขาเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะการฟ้องร้องที่เปิดโอกาสให้ใครกล่าวโทษก็ได้ และเสนอว่าอาจมีการตั้งหน่วยงานในการทำหน้าที่สั่งฟ้องโดยเฉพาะ และพิจารณาลดบทลงโทษให้ผ่านคลายกว่าเดิม

ที่สำคัญ บุคคลและองค์กรเหล่านี้กำลังวิจารณ์ตัวบทกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายที่มีความขัดแย้งต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ที่ผู้ต้องหาคดีควรมีสิทธิในการประกันตัว ควรได้รับโทษที่มีความพอดี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนในสังคมโลกสามารถทำได้

และที่สำคัญที่สุด ในสังคมที่มีความเติบโตทางประชาธิปไตยและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เราคงไม่ถึงกับต้องทำการต่อสู้กับบุคคลหรือองค์กรที่เราไม่เห็นด้วยทุกครั้ง ไปหรอกครับ

จดหมายเปิดผนึกจากชาญวิทย์ เกษตรศิริ ถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา ประชาไท

จดหมายจากอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงนายกรัฐมนตรีเนื่องในวันปีใหม่ และคริสตมาส พร้อมข้อเสนอ 5 ประการ รวมถึงการเกี๊ยเซี๊ยะที่อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม นิติรัฐ เสรีภาพ เสมอภาค การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีหลักสากล เป็นอารยะ และเป็นประชาธิปไตย และยึดมั่นในเสรีภาพ และความเสมอภาค และการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

0000

Open Letter to Premier Ms. Yingluck Shinnawatra and Foreign Minister
จดหมาย (ใหม่) ฉบับที่ 4
(25 ธันวาคม 2554/2011)

เรื่อง ขอเสนอแนะวาระสำคัญ 5 ประการ

เรียน นรม. (หญิง) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต. กต. (ผ่านมิตร และสื่อมวลชนกระแสหลัก และกระแสรอง)

เนื่องในวารดิถีวันขึ้นปีใหม่ และวันคริสตมาส ขอส่งความปรารถนาดีมายัง ฯพณฯ นรม. (หญิง) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต. กต. สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล กับคณะ ครม. ขอให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อปฏิบัติงานให้กับ “ชาติและราษฎรไทย” ของเรา และขอเสนอแนะวาระสำคัญ 5 ประการ ที่สมควรจะได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1) ขอให้เพิ่มวันหยุดราชการ เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางศาสนาและลัทธิความเชื่อหลัก ของประชาชนของประเทศของเรา คือ วันคริสตมาส วันฮารีรายา วันฮินดู และวันตรุษจีน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นอารยะในสากลโลก และประเทศอาเซียนของเรา เช่นเดียวกับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ที่กำหนดให้มีวันหยุดครบทุกศาสนาและความเชื่อหลัก (รวมทั้งวันวิสาขะบูชา)

(2) ขอให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีหลักสากล เป็นอารยะ และเป็นประชาธิปไตย และยึดมั่นในเสรีภาพ และความเสมอภาค กับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดำเนินการแก้ไขบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับเรื่องของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

(3) ขอให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อของประเทศ จาก “ราชอาณาจักรไทย” เป็น “ราชอาณาจักรสยาม” (Kingdom of Thailand – Kingdom of Siam) เพื่อให้ “สยาม” นั้นเป็นนามของประเทศหรือดินแดน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และลักษณะของความหลากหลายของประชาชนหรือคน ที่มีชาติพันธุ์ กับภาษาและวัฒนธรรม ที่เป็นทั้ง “ไทย ไท/ไต ลาว เขมร มลายู คนอีสาน คนเมือง พวน ผู้ไท ขึน ยวน ยอง ลื้อ มอญ กูย ลั๊วะ/ละว้า เวียด ฮ่อ จีน แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ จาม ชวา ซาไก มอแกน ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า กำหมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ บรู โอรังลาอุต ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ” กว่า 50 ชนชาติและภาษา

(4) ขอให้ดำเนินนโยบายการต่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด และองค์กรอาเซียน สร้างความสัมพันธ์อันดีเป็นพิเศษกับลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย และเน้นวาระทางด้านสังคมและวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อสตรีเพศ (women’s agenda) พร้อมทั้งดำเนินการวิ่งเต้น เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ จากพระมหากษัตริย์กัมพูชา หรือขอนิรโทษกรรมจากรัฐสภากัมพูชา ให้กับนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในกรุงพนมเปญมาเกือบจะครบ 1 ปีแล้ว

(5) ขอให้ดำเนินการ “เกี้ยเซี้ย” สมานฉันท์ สามัคคี ปรองดอง ขึ้นในชาติ ระหว่างคนเสื้อสีต่างๆ (เหลือง-ชมพู แดง ฟ้า เขียว หลากสี) โดยคำนึงถึงหลักของความยุติธรรม นิติรัฐ เสรีภาพ เสมอภาค โดยมีกระบวนการที่เป็นสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การใช้อาวุธ อันจะนำไปสู่การนองเลือด และ/หรือ “กาลียุค”

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ข้าราชการบำนาญ
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย (วิชา) ธรรมศาสตร์ (และการเมือง)

หมายเหตุ

ถ้าท่านไม่เป็น ส่วนหนึ่ง ของการแก้ปัญหา

ท่านก็เป็น ส่วนหนึ่ง ของปัญหา

IF YOU ARE NOT PART OF THE SOLUTION

YOU ARE PART OF THE PROBLEM

ถ้าท่านต้องการรักษา สถาบันกษัตริย์ คู่กับประชาธิปไตย และสันติสุข

เพื่อชาติ และราษฏรไทย เจ้าของแผ่นดินนี้

ท่านต้องปฏิรูปกฏหมายหมิ่นฯ มาตรา 112

IF YOU WANT TO PRESERVE THE MONARCHY, DEMOCRACY, AND PEACE

FOR THE NATION AND THE PEOPLES OF THIS LAND

YOU MUST REFORM THE LESE MAJESTE LAW: ARTICLE 112

เพ็ญ ภัคตะ: คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า?

ที่มา ประชาไท

พวกเธอเป็นคนไทยใช่หรือเปล่า?
...อันข้าเจ้าชาวเหนือเชื้อเชียงรุ่ง
ลื้อปนเงี้ยวเขินยองล่องเชียงตุง
เกิดแต่กรุงเชียงใหม่กลายเป็นยวน
พวกสูเป็นคนไทยใช่หรือเปล่า?
...ข้อยเป็นลาวอีสานแคว้นแดนเชียงม่วน
เชื้อผู้ไทไดเวียดแกวกาวล้วน
หลากไทพวนลาวโซ่งโขงจามปา
พวกแกเป็นคนไทยใช่หรือเปล่า?
...ขยมเป็นขะแมร์เคล้าขมุข่า
เป็นลูกส่วยหลานกูยเหลนละว้า
โหลนกุลาร้องไห้ไร้มูนริน
พวกเจ้าเป็นคนไทยใช่หรือเปล่า?
...สายเลือดเราศรีวิชัยไทยทักษิณ
แขกลังกามลารัฐปัตตนิน
คนพื้นถิ่นมอร์แกนแดนซาไก
พวกเอ็งเป็นคนไทยใช่หรือเปล่า?
...ยังถือใบต่างด้าวเข้าเมืองใหม่
แม่เป็นจีนฮกเกี้ยนชื่อกิมไล้
พ่อกะเหรี่ยงปนไทใหญ่อ้ายโปธา
พวกหนูเป็นคนไทยใช่หรือเปล่า?
...หนูเลือดท้าวปนขุนรุ่นขี้ข้า
โคตรปู่ทวดบาทหลวงวิลันดา
โคตรยายย่าอำมาตย์มอญก่อนเสียเมือง
คุณท่านเป็นคนไทยไหมขอรับ?
...พาสปอร์ตกลับมะริกัน นั่นปมเขื่อง
เป็นไทยแท้แม้เติบใหญ่ยุโรปเรือง
อย่าแหย่เรื่องสัญชาติเสียว เดี๋ยวเข้าตัว!

ยิ่งลักษณ์ เข้าพบปะ 'ออง ซาน ซูจี' ที่ย่างกุ้ง

ที่มา ประชาไท

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบปะนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่าเมื่อเย็นวันอังคารที่ย่างกุ้ง หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมกล่าวสนับสนุนการพัฒนาปชต.ในพม่า ในขณะที่ไทยเตรียมเดินหน้าโครงการลงทุนด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่เมืองทวาย

เมื่อเวลาราว 17.30 นาฬิกาของประเทศไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยได้เข้าพบปะกับผู้นำฝ่าย ค้านของพม่า นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดี (National League of Democracy -NLD) ที่สถานเอกอัคร ราชทูตไทย ณ นครย่างกุ้ง หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำ โขง ครั้งที่ 4 ณ กรุงเนปิดอว์ โดยยิ่งลักษณ์นับเป็นนายกฯ ไทยคนแรกที่ได้พบปะกับออง ซาน ซูจี

ไทยหนุนซูจีช่วยพัฒนาประชาธิปไตย

นสพ.เดลินิวส์ รายงานว่า นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการพบปะระหว่าง น.ส .ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับนางอองซาน ซูจี ที่ทำเนียบเอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง ว่า นายกฯ ได้ แสดงความชื่นชมถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของนางออง ซาน ซูจีที่มีต่อการส่งเสริมพัฒนาการ ประชาธิปไตยในพม่า ที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาการทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของ นางออง ซาน ซูจี และพรรคเอ็นแอลดี ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในพม่าที่คาดว่าจะมีขึ้นในเร็วๆนี้ พร้อมเห็นว่านางออง ซาน ซูจียังมีบทบาทอย่างยิ่งต่อด้านการต่างประเทศของพม่าด้วย

นางฐิติมา กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยเป็นพันธมิตรและประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับพม่า และต้องการเห็น พม่ามีความเจริญก้าวหน้า และพัฒนาในทุกด้านต่อไป เนื่องจากความมั่นคงและมั่งคั่งของพม่าคือความมั่นคงและมั่งคั่ง ของไทยด้วย โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในพม่า เพื่อพัฒนาพม่าให้ก้าวหน้าต่อไป ในโอกาสนี้ นายก รัฐมนตรียังให้ความมั่นใจกับนางออง ซาน ซูจีว่า รัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะอยู่เคียงข้าง และขอเป็นกำลังใจให้ นางออง ซาน ซูจี และประชาชนชาวพม่าประสบความสำเร็จในการผลักดันให้พม่าเป็นประชาธิปไตยที่ แข็งแกร่ง ยั่งยืน และมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยังประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

การพบปะระหว่างน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนางอองซาน ซูจี มีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทาง เศษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 เสร็จสิ้นลง ณ กรุงเนปิดอว์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม โดยมี สมาชิกร่วมประชุม 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนจากรัฐบาลไทยเข้าร่วมการประชุม

หารือกับรบ.พม่า- เตรียมเดินหน้าโครงการท่าเรือน้ำลึก

นายกรัฐมนตรีไทย ยังได้หารือกับผู้นำรัฐบาลพม่าและนักลงทุนในการประชุมทวิภาคี โดยเฉพาะเกี่ยวกับการลงทุนและ โครงการพัฒนาด้านพลังงานและการขนส่ง ทั้งนี้ รัฐบาลไทยวางแผนจะก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และสร้างเขตเศรษฐกิจ พิเศษทวายทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะทำหน้าที่ขนส่งแหล่งก๊าซธรรมชาติและเชื่อมต่อการ ขนส่งระหว่างไทยและพม่า โดยจะมีขนาดใหญ่กว่าเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง 8 เท่า อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกวิจารณ์โดยนักสิทธิมนุษยชนและนักสิ่งแวดล้อมว่าจะส่งผล กระทบต่อประชาชนในพื้นที่หลายหมื่นคน

อนึ่ง การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อ การพัฒนาแห่งเอเซีย หรือ ADB ทั้งนี้ ผู้นำ 6 ประเทศสมาชิก ได้ร่วมหารือการนำกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแผนงาน GMS ฉบับใหม่ ปี 2012 - 2022 ไปสู่การปฏิบัติ โดยเน้นประเด็นเศรษฐกิจเป็นหัวใจหลัก ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทยยืนยันใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ความปลอดภัย และความมั่นคงของประชาชนและทรัพย์สินในอนุภูมิภาค การเกื้อหนุนกับกรอบความร่วมมืออื่นและการสนับสนุนทางการเงินที่มีความ เกี่ยวโยงกัน

นักวิเคราะห์จับตาผลประโยชน์ด้านพลังงาน

ทั้งนี้ นสพ.บางกอกโพสต์รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปเยือนพม่าและพบปะกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และพลเอกตาน ฉ่วย อดีตผู้นำรัฐบาลทหาร โดยทักษิณกล่าวว่าการพบปะดังกล่าวเป็นไปเพื่อปูทางให้การมาเยือนของยิ่ง ลักษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การที่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาระหว่างไทย-พม่านี้ อาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจโดยเฉพาะด้านพลังงาน

กวี จงกิจถาวร คอลัมนิสต์นสพ.เดอะเนชั่น ให้สัมภาษณ์กับอิระวดีว่า การไปเยือนพม่าของยิ่งลักษณ์ในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการเจรจาผลประโยชน์ด้านพลังงานเป็นอันดับแรก ส่วนอันดับสอง คือการเพิ่มความชอบธรรมทางการเมืองให้กับตนเองด้วยการพบปะกับออง ซาน ซูจี

สืบพยานคดี ‘สมยศ’ ที่เพชรบูรณ์ ทนายห่วงหนักไปสงขลาไม่ปลอดภัย

ที่มา ประชาไท

สืบพยานปากที่ 2 คดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ธุรการนิตยสาร,อัยการโกรธพยานปากอื่นที่ยังไม่ได้สืบมา นั่งฟังด้วย, ศาลไม่อนุญาตส่งจำเลยกลับกทม.ตามขอ เกรงขัดคำสั่งศาลอาญา เตรียมส่งต่อไปนครสวรรค์ สงขลา ทนายหวั่นไปสงขลาอาจอันตราย พื้นที่เห็นต่างทางการเมือง เตรียมนัดลูกความบอยคอตไม่ร่วมฟัง จะบังคับต้องอุ้มไป

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.54 ที่ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการสืบพยานในคดีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยในวันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ปากที่สอง คือ นางสาวเบญจา หอมหวาน อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการของนิตยสาร Voice of Taksin บรรยากาศการพิจารณาคดีมีผู้สนใจติดตามคดีจนเต็มห้องพิจารณาคดี และยังมีจำนวนหนึ่งรออยู่ด้านล่าง โดยมีทั้งส่วนที่เดินทางมาจากรุงเทพฯ และจากเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ นายสมยศ ได้เดินทางมาจากเรือนจำจังหวัดสระแก้วที่มีการสืบพยานโจทก์ปากแรก มายังเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.54 และมีกำหนดเดินทางต่อไปยังเรือนจำจังหวัดนครสวรรค์เพื่อสืบพยานนัดต่อไปใน วันที่ 16 ม.ค.55 ก่อนจะไปยังเรือนจำจังหวัดสงขลา

ผู้สื่อข่าวรางานอีกว่า ทนายจำเลยได้ร้องขอให้ศาลเพชรบูรณ์ส่งตัวนายสมยศไปยังเรือนจำจังหวัด กรุงเทพฯ เนื่องจากพยานปากต่างๆ ที่จะนำสืบนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดก็จริง แต่ทำงานและพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ศาลไม่อนุญาตโดยชี้แจงว่าเป็นคำสั่งของศาลอาญา หากสั่งเป็นอย่างอื่นจะเป็นการขัดแย้งกัน

นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายจำเลยกล่าวว่า การตระเวนสืบพยานในต่างจังหวัดเสมือนเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยให้พบความยาก ลำบากในการเดินทาง และห่างไกลญาติมิตรรวมทั้งตัดโอกาสในการหารือคดีกับทนายความ ทั้งที่พยานจำนวนมากอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ พยานที่สืบวันนี้ภูมิลำเนาจริงก็อยู่จังหวัดนครสวรรค์ไม่ใช่เพชรบูรณ์ นอกจากนี้ยังจะมีการนำสืบประชาชนทั่วไปที่อ่านหนังสือเล่มนี้ในจังหวัดสงขลา ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัยของจำเลยมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเห็นทางการเมืองค่อนข้างแตกต่างจากกลุ่มคน เสื้อแดง เกรงว่านายสมยศอาจได้รับอันตรายเมื่อย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนจำจังหวัดสงขลา จึงได้หารือกับลูกความว่าจะขอศาลไม่ไปฟังการสืบพยานที่นั่น

“เรียกง่ายๆ ว่าจะบอยคอตเลย ยังไงก็ไม่ไป จะบังคับให้ไป ก็ต้องลาก ต้องอุ้มไป” ทนายจำเลยกล่าว

สำหรับเนื้อหาโดยสรุปของการสืบพยานนั้น พยานโจทก์เบิกความว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง และเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของนิตยสารดังกล่าวตั้งแต่ช่วงที่นายประแสง มงคลสิริ เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารฉบับนี้ และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บอกรับสมาชิกและจัดส่งหนังสือแก่สมาชิกนิตยสาร ซึ่งมีเกือบ 1 พันราย อีกทั้งยังมีหน้าที่เช็คอีเมล์ และเซฟหรือปริ๊นท์บทความต่างๆ ที่มีคนส่งมาให้นายสมยศ โดยไม่รู้ว่านายสมยศจะได้แก้ไขบทความต่างๆ หรือไม่ และเคยเห็นผู้ส่งที่มีนามว่า จิตร พลจันทร์ ส่งบทความที่เป็นคดีนี้มาตีพิมพ์จริง และได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดกันว่าจิตร พลจันทร์ คือนามปากกาของนายจักรภพ เพ็ญแข

พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยซักค้านว่า เรื่องนายจักรภพคือจิตร พลจันทร์ ไม่ทราบจริงเท็จแค่ไหน เพราะฟังเพื่อนร่วมงานพูด แต่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นนายจักรภพมาที่ทำงาน สำหรับทบความของจิตร พลจันทร์ นั้นเคยเห็นลงในนิตยสารหลายครั้ง แต่จะเป็นการลงต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายประแสงเป็นบรรณาธิการหรือไม่ ไม่ทราบ และไม่ทราบว่าดีเอสไอเรียกนายประแสงไปสอบด้วยหรือไม่ ส่วนนายสมยศก็เคยเขียนบทความลงนิตยสารเช่นกันแต่จะใช้ชื่อนามสกุลจริง นอกจากนี้ยังยืนยันว่าจำไม่ได้แน่ชัดว่านายสมยศเข้ามาทำหน้าที่บรรณาธิการ ตั้งแต่ฉบับไหน ซึ่งขัดกับที่ให้การกับดีเอสไอที่มีการระบุฉบับไว้อย่างชัดเจน แต่พยานยืนยันว่าเป็นเพียงการประมาณการเพราะจำไม่ได้ ทั้งนี้ พยานได้รับหมายจากดีเอสไอเนื่องจากมีชื่ออยู่ในหนังสือด้วย และได้ไปให้การไว้สองครั้งในวันที่ 27 ธ.ค.53 และ 27 พ.ค.54

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพักการสืบพยานในช่วงครึ่งวันแรก ทนายจำเลยได้แจ้งศาลว่าพยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งยังไม่ได้นำสืบได้เข้ามาฟัง การพิจารณาคดีด้วย ซึ่งเป็นการผิดหลักกระบวนพิจารณา ศาลจึงเรียกพยานคนดังกล่าวมาซักถามได้ความว่านั่งฟังอยู่ราว 30 นาทีแล้ว จากนั้นในช่วงบ่ายอัยการกำหนดให้ทุกคนที่เข้าฟังการพิจารณาคดีต้องแจ้งชื่อ กับอัยการเนื่องจากเกรงว่าจะมีพยานรายอื่นเข้ามานั่งฟังการสืบพยานอีก ต่อมาเมื่อการสืบพยานเสร็จสิ้น อัยการได้แถลงว่าเนื่องจากมีคนมานั่งฟังคดีจำนวนมากทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่า ใครเป็นใคร อีกทั้งพยานโจทก์ปากต่างๆ อัยการก็ไม่รู้จักหน้าตา เนื่องจากเป็นคดีที่ถูกส่งต่อมาจากส่วนกลาง แต่ทนายจำเลยรู้จักพยานดี ขอให้ศาลบันทึกไว้ด้วย ด้านทนายจำเลยแถลงต่อว่า เพิ่งเห็นพยานโจทก์รายอื่นตอนเดินออกจากห้องพิจารณาคดี ไม่ใช่ว่าเห็นตั้งแต่แรกแล้วไม่แจ้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นผู้คุมพยานปากที่นำสืบในวันนี้มายังศาลเอง การมาของพยานปากอื่นไม่เกี่ยวกับจำเลยแต่อย่างใด

นาย Phee Jung-Sun ผู้ประสานงานสหพันธ์แรงงานนานาชาติอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลังงาน เหมืองแร่ และคนงานทั่วไป (ICEM) ที่ประเทศสวิซเซอร์แลนด์ ซึ่งเดินทางมารับฟังการสืบพยานด้วย กล่าวว่า เคยทำงานกับสมยศในเรื่องแรงงานมาเกือบ 20 ปี ยืนยันว่าเขาเป็นบุคคลที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตยมาก การมาในครั้งนี้เป็นไปเพื่อสังเกตการณ์การพิจารณาคดี เพื่อนำไปเขียนรายงานให้กับเครือข่ายองค์กรแรงงานสากลที่สนใจติดตามเรื่อง นี้ ซึ่งไม่เฉพาะกรณีของสมยศ แต่กับทุกกรณีที่เกี่ยวพันกับมาตรา 112 และกำลังหารือกันว่าจะยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติถึงการละเมิดหลักเสรีภาพใน การแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย โดยเฉพาะกับสมยศซึ่งเป็นสื่อมวลชนด้วย หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักสากล ทุกคนได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นของตนเองตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดความ รุนแรง เพื่อนในญี่ปุ่นก็ยังสามารถวิจารณ์จักรพรรดิได้ เพื่อนในมาเลเซียก็สามารถวิจารณ์รัฐบาลและระบบการเมืองได้ น่าเสียดายที่รัฐไทยเลือกใช้วิธีการเช่นนี้กับประชาชน ซึ่งจะส่งผลยิ่งทำให้ประเทศไทยถูกจับตามากขึ้นจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอียูที่ติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง

TDRI: อนาคตสังคมสูงอายุไทยยังน่าห่วง

ที่มา ประชาไท

ผล วิจัยระบุไทยยังตื่นตัวช้ารับสังคมสูงอายุ แนะรัฐยังมีโอกาสรับมือและได้ประโยชน์จากสังคมสูงอายุระยะเริ่มต้น ผลวิจัยพบคนไทยทั้งในเมืองและชนบทมีช่วงอายุพึ่งตนเองได้น้อยลง เตือนวัยแรงงานทำใจยอมรับต้องทำงานยาวนานขึ้นและ เก็บออมพร้อม “แก่”อย่างมีคุณภาพ ลดภาระลูกหลานที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุสัดส่วน 1.6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอีก 30 ปีข้างหน้า

อีกเรื่องน่าวิตกสำหรับวัย แรงงานไทยในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะทำงานหนัก ออมต่ำ ไม่มีจะออม และในอีก 10-20-30 ปีข้างหน้าก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุ ในสังคมที่มีสัดส่วนประชากรแต่ละวัยไม่แตกต่างกันมาก วัยแรงงานจะแบกภาระหนักดูแลเด็ก คนแก่ แนวโน้มจึงพึ่งได้น้อยลง การใช้ชีวิตช่วงสูงวัยหลังเกษียณไปจนตลอดชีวิตซึ่งอาจอายุยืนเป็นร้อยปี จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า

แต่...น่าเสียดายที่ทั้งภาครัฐและตัวแรงงานยังตื่นตัวช้า ทั้งที่มีโอกาสสร้างคุณค่า ตักตวงประโยชน์จากสังคมสูงอายุที่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น จะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะการเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สามารถทำให้เกิดผลดีได้ ถ้ามีการเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุ ด้านการบริโภค การทำงาน รายได้ การออม และการลงทุน

ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้วตั้งแต่ปี 2553 มีผู้สูงอายุ 8.01 ล้านคนจากประชากร 67.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 11.9 มีการเตรียมพร้อมผู้สูงอายุมานาน ทั้งในด้านงานวิจัย การวางแผน การออกกฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ แต่ยังไม่ครอบคลุมด้านเศรษฐศาสตร์จึงจะถือว่าครบถ้วน นักเศรษฐศาสตร์ประชากร กว่า 30 ประเทศทั่วโลก จึงพัฒนาบัญชีรายได้ประชาชาติที่แสดงให้เห็นรายได้ รายจ่ายด้านต่าง ๆ ในช่วงชีวิตของประชากรในระดับประเทศ เรียกว่า “บัญชีเงินโอนประชาชาติ” (National Transfer Accounts: NTA)ที่มีการวัดรายละเอียดด้านประชากรโดยเฉพาะรายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อการบริโภค และการโอนเงินระหว่างวัยต่างๆตั้งแต่เด็กจนกระทั่งสูงอายุอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นวงจรชีวิตทางเศรษฐกิจและระบบการถ่ายโอนทรัพยากรเพื่อเกื้อหนุนกัน ระหว่างวัยต่างๆ ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับวางแผนเตรียมความพร้อมบริหารจัดการ สังคมผู้สูงอายุ

สำหรับประเทศไทยมีการพัฒนาและสร้างบัญชีการโอนประชาชาติขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549 ปัจจุบันทำภายใต้ชื่อโครงการ “Intergenerational Transfers. Population Aging and Social Protection in Asia” โดยมีประเทศเข้าร่วม 5 ชาติ คือ จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เมื่อเทียบกับสัดส่วนของรายได้จากการทำงาน และหากค่าใช้จ่ายสุขภาพเท่ากันแต่รายได้ไทยจะต่ำกว่า ก็อาจตีความได้ในลักษณะที่ว่าเป็นการ “ทำมาหาเลี้ยงหมอกับโรงพยาบาล เพราะเงินที่หาได้จะใช้จ่ายหมดไปกับเรื่องสุขภาพในวัยสูงอายุ”

นอกจากนี้ อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 ล้านคนและในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุก็จะมากกว่าจำนวนเด็ก วัยแรงงานเริ่มลดลง เป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมการรองรับ รวมทั้งเพิ่มคุณภาพการลงทุนมนุษย์และกระตุ้นการออมของวัยแรงงาน สร้างหลักประกันยามแก่ และขอย้ำว่าผลการศึกษาของโครงการนี้ โดยทั่วไปชี้ว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากมีการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ

ล่าสุดมีการศึกษาบัญชีเงินโอนประชาชาติสำหรับประเทศไทย เปรียบเทียบระหว่างในเมืองและชนบท โดย ดร.มัทนา พนานิรามัย ซึ่งกล่าวว่า การสร้าง NTA ในประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นการสร้างบัญชีระดับประเทศ แต่เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบทในประเทศไทยค่อนข้างมาก จึงต้องการสร้างบัญชีจำแนกตามประชากรในเขตเมืองและเขตชนบท เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระดับและแบบแผนของรายได้จากแรงงาน การบริโภค และระบบการเกื้อหนุนของประชากรสองกลุ่มนี้ ในแต่ละช่วงอายุตั้งแต่ 0-24 ปี 25-29 ปี และ 60 ปีขึ้นไป

ผลการศึกษาพบข้อเท็จจริง ที่ว่า ในภาพรวม คนในเมืองและคนในชนบทมีการบริโภคแตกต่างกัน โดยในเขตเมืองบริโภคเฉลี่ยประมาณ 103,137 บาทต่อคนต่อปี ในเขตชนบทบริโภคเฉลี่ย 67,456 บาทต่อคนต่อปี คนชนบทใช้จ่ายน้อยกว่าคนเมืองร้อยละ 35 35 มีความแตกต่างมากที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ใช้จ่ายต่ำกว่าถึงร้อยละ 42 การลงทุนของรัฐด้านการศึกษาและสุขภาพช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำคน เมืองและชนบทได้มากพอสมควร แต่ด้านสุขภาพก็ยังน้อยกว่าการศึกษา โดยสามารถลดความแตกต่างของการบริโภคด้านสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุลงเพียงร้อย ละ 8 8

เมื่อดูเงินที่นำมาใช้จ่ายพบว่า ประชากรวัย 0-24 ปี ส่วนมากที่สุดได้จากการจุนเจือของผู้อื่นที่ให้ผ่านครอบครัวและผ่านรัฐบาล บางส่วนได้รับจากการทำงานบ้างแต่ก็น้อยกว่ามาก ผู้ใหญ่มีรายได้จากการทำงานมากกว่าร้อยละ 80 ที่เหลือเป็นรายได้จากสินทรัพย์ ผู้สูงอายุมีรายได้จากหลายแหล่งรวมกัน ผู้สูงอายุในเมือง มีรายได้จากการทำงาน จากสินทรัพย์ และจากการจุนเจือทางครอบครัวใกล้เคียงกัน ผู้สูงอายุในชนบท ต้องพึ่งรายได้จากการทำงานและจากสินทรัพย์มากกว่าจากการจุนเจือจากครอบครัว

รายได้ที่มีถูกใช้ไปอย่างไร ปรากฏว่า คนวัย 25-59 ปี ในเมืองใช้รายได้ร้อยละ 52 เพื่อการบริโภคของตนเอง จุนเจือผู้อื่นผ่านครอบครัวร้อยละ 37 และจุนเจือผู้อื่นผ่านกลไกของรัฐบาลอีกร้อยละ 12 เพราะคนวัยนี้ต้องเสียภาษีมากกว่าบริการที่ได้รับจากรัฐบาล คนชนบทวัยนี้ก็จัดสรรรายได้คล้ายๆ กัน แต่เนื่องจากมีรายได้น้อยกว่า ดังนั้นโดยเฉลี่ยต้องใช้ถึงร้อยละ 77 ของรายได้เพื่อการบริโภคของตนเอง ทำให้เหลือจุนเจือผู้อื่นได้ไม่มากนัก นอกจากคนวัยนี้แล้ว รายได้ของคนกลุ่มอื่นๆ ส่วนมากหมดไปกับการบริโภค มีเพียงคนเริ่มทำงานในเมืองเท่านั้นที่พอจะหาเงินจากการทำงานได้มากพอที่จะ สะสมสินทรัพย์เพิ่ม เป็นที่น่าสังเกตคือผู้สูงอายุในเมืองเป็นผู้ให้การจุนเจือสังคมสุทธิผ่าน กลไกของรัฐบาล เพราะผู้สูงอายุในเมืองก็ยังเสียภาษีมากกว่าส่วนที่ได้รับจากรัฐบาล

ข้อมูลเหล่านี้แสดงว่าโดย เฉลี่ยแล้วประชากรในชนบททุกกลุ่มอายุมีรายได้จากการจัดสรรสินทรัพย์ โดยแทบไม่มีการออมเพิ่ม แต่ใช้รายได้จากสินทรัพย์เดิม การก่อหนี้หรือลดการถือครองสินทรัพย์เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนประชากรในเขตเมือง มีกลุ่มเริ่มทำงานที่สามารถออมสุทธิเพิ่มได้บ้าง แต่ประชากรอีก 2 กลุ่มต้องอาศัยรายได้จากการจัดสรรสินทรัพย์เช่นกัน ดังนั้นความเชื่อที่ว่าผู้สูงอายุในชนบทได้รับการเกื้อหนุนจากครอบครัวเป็น หลักนั้นไม่เป็นจริง ในข้อเท็จจริงยังพบว่าบุตรส่วนมากยังมีการให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุอยู่ แต่อาจด้วยข้อจำกัดของรายได้ เงินที่ให้การเกื้อหนุนจึงค่อนข้างต่ำและไม่เพียงพอ แต่ที่แปลกใจคือ พบว่าทั้งคนในเมืองและในชนบทมีช่วงวัยที่พึ่งตนเองทางเศรษฐกิจค่อนข้างสั้น คือ คนเมืองระหว่างช่วงอายุ 26-62 ปี คนชนบทระหว่างช่วงอายุ 31-55 ช่วงก่อนและหลังต้องอาศัยการจุนเจือจากผู้อื่นมาเพิ่มเติม

โดยสรุปจะเห็นว่า มีความแตกต่างระหว่างการบริโภคและรายได้ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ซึ่งความจริงย่อมเป็นเช่นนั้น แต่มีความมีความแตกต่างมากในกลุ่มผู้สูงอายุ รายจ่ายภาครัฐด้านการศึกษาและสุขภาพมีส่วนช่วยทำให้ช่องว่างในการลงทุน ทรัพยากรมนุษย์ลดลง แต่สิ่งที่พบมากกว่านั้นและเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลคือ การเกื้อหนุนจากครอบครัวไม่ใช่แหล่งสำคัญที่สุดของผู้สูงอายุอีกต่อไป ผู้สูงอายุทั้งในเมืองและในชนบทต้องพึ่งการทำงานของตัวเองและต้องพึ่งรายได้ จากสินทรัพย์ของตัวเองมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือคนจำนวนมากในปัจจุบันนั้น “ออมเพิ่มได้ยาก” นี่คือปัญหาที่ท้าทาย เมื่อในอนาคตอันใกล้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแล้วจะเกื้อหนุนกันอย่างไร

ดร.มัทนา กล่าวว่า ถ้าดูภาระต่อการดูแลผู้สูงอายุ ในปี ค.ศ.2009 มีสัดส่วนวัยแรงงานที่สามารถเกื้อหนุนการดูแลผู้สูงอายุได้โดยเฉลี่ย วัยแรงงาน 4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนเป็นวัยแรงงาน 1.6 คนต่อการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน คนทำงานในปัจจุบันจึงต้องตระหนักและทำใจยอมรับการทำงานที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งต้องเก็บออมให้เพียงพอต่อการใช้ตลอดชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งรัฐบาลต้องส่งเสริมการออมให้มากขึ้น รัฐบาลควรพัฒนารูปแบบการออมที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย โดยต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ความยั่งยืน และเพียงพอสำหรับการเป็นหลักประกันยามสูงอายุ

นอกจากนี้เมื่อดูความแตกต่างของรายได้และรายจ่ายระหว่างเพศชายและเพศหญิง ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเพศโดย ดร.นงนุช สุนทรชวการ ผล การศึกษาเบื้องต้นพบว่า เพศหญิงมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเพศชาย ทั้งส่วนที่จ่ายเองและรัฐจ่าย ในวัยเด็กไม่มีความแตกต่างกันมากแต่จะแตกต่างกันมากในวัยสูงอายุ โดยเพศหญิงมีค่าใช้จ่ายสุขภาพมากกว่าเพศชายตลอดทุกช่วงอายุ และเป็นค่าใช้จ่ายแฝง(จ่ายเอง)มากกว่าชายถึง 3 เท่า ขณะที่เพศชายมีรายได้มากกว่าเพศหญิงในช่วงวัยทำงาน

ดร.สราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันคือ เรามีผู้สูงอายุที่ยังทำงานหลังวัยเกษียณประมาณ 8.1 ล้านคน และเป็นผู้สูงอายุในชนบทมากกว่าในเมือง ผู้สูงอายุไทยร้อยละ 37.8 มีรายได้จากการทำงาน แต่รายได้รวมต่ำกว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภค โดยเฉลี่ยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)มีรายจ่ายบริโภคสูงกว่ารายได้จากแรงงานประมาณ 30,600 บาทต่อคนต่อปี และมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย ผู้สูงอายุไทย 68.7% มีการออมในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งมีมูลค่าการออมประมาณต่ำกว่า 50,000 บาท

ข้อเสนอแนะด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อชะลอการลดลงของอัตราการเกื้อหนุน และให้สังคมผู้สูงอายุมีผลดีต่อประเทศ จึงควรดำเนินการให้มีการบริโภคอย่างฉลาดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้มีรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมให้ทำงานในระบบมากขึ้นและได้รับการคุ้มครองแรงงานเพื่อให้ผู้สูง อายุมีงานทำ มีรายได้ และมีการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการออมเพื่อชราภาพมากขึ้น โดยให้มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีพเมื่อไม่ได้ทำงานหรือทำงานไม่ได้ เป็นต้น